นานาชาติรุมจวกอิสราเอลโจมตีเลบานอนครั้งใหญ่ ตาย-เจ็บนับพันราย

นานาชาติรุมจวกอิสราเอลโจมตีเลบานอนครั้งใหญ่ ตาย-เจ็บนับพันราย

9 เม.ย. 2569 21:45 น.

นานาชาติรุมจวกอิสราเอลโจมตีเลบานอนครั้งใหญ่ ตาย-เจ็บนับพันราย

ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเริ่มออกมาประณามอิสราเอลมากขึ้น หลังการโจมตีเลบานอนครั้งใหญ่ที่สุด จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมนับพันรายเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

สำนักข่าว CNN รายงานเมื่อ 9 เม.ย. 2569 ว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติต่อกรณีที่อิสราเอล โจมตีทางอากาศในเลบานอนครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 182 ศพ และบาดเจ็บอีก 890 ราย กำลังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากมันอาจคุกคามการหยุดยิงอันเปราะบางระหว่าง สหรัฐฯ, อิสราเอล และอิหร่าน

ปากีสถาน ซึ่งออกมาประณามการโจมตีในครั้งนี้ ยืนยันว่าเลบานอนควรได้รับความคุ้มครองภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่ปากีสถานช่วยเป็นตัวกลางประสาน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวไม่ครอบคลุมปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

ปฏิกิริยาจากชาติยุโรป

ที่ฝรั่งเศส ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ประณามการโจมตีที่เขาเรียกว่าเป็นการโจมตีแบบ “ไม่เลือกหน้า” และชี้ว่าการกระทำนี้ “เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความยั่งยืนของข้อตกลงหยุดยิง”

ส่วนที่สหราชอาณาจักร นางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าการโจมตีของอิสราเอล “สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง” และย้ำว่าอังกฤษต้องการเห็นเลบานอนถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิง

ที่สเปน นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ซึ่งต่อต้านการทำสงครามกับอิหร่านมาตลอด กล่าวว่าการที่เนทันยาฮู “เพิกเฉยต่อคุณค่าของชีวิตและกฎหมายระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้”

ที่อิตาลี นายอันโตนิโอ ทายานี รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้ต่อสายตรงถึงประธานาธิบดีโจเซฟ อาอูน ของเลบานอน เพื่อแสดงความเสียใจต่อ “การโจมตีที่ไร้ความชอบธรรม” พร้อมเสริมว่า “เราต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้เลบานอนกลายเป็นกาซาแห่งที่สอง”

ปฏิกิริยาจากชาติในตะวันออกกลาง

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยืนยันจะอยู่เคียงข้างรัฐบาลเลบานอน โดยสนับสนุนอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ที่บานปลายซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาค

ที่กาตาร์ กระทรวงการต่างประเทศประณามการโจมตีที่ “โหดเหี้ยม” และเรียกร้องให้นานาชาติร่วมกันบังคับให้อิสราเอล “ยุติการสังหารหมู่อันป่าเถื่อน”

ส่วนตุรกี ประณามอิสราเอลด้วยถ้อยคำที่รุนแรงที่สุด โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลของเนทันยาฮูกำลังทำลายความพยายามของนานาชาติในการสร้างสันติภาพ

องค์กรระหว่างประเทศ

ที่สหประชาชาติ (UN) นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN ประณามการโจมตีของอิสราเอล และเรียกร้องให้ยุติการสู้รบซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้ข้อตกลงหยุดยิงพังทลาย

ส่วนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ระบุว่ารู้สึก “โกรธแค้น” ต่อความตายและการทำลายล้างที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นทั่วเลบานอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สเปนจ่อเปิดสถานทูตในเตหะรานอีกครั้ง ประณามอิสราเอลถล่มเลบานอน ดับกว่า 250 ศพ

สเปนจ่อเปิดสถานทูตในเตหะรานอีกครั้ง ประณามอิสราเอลถล่มเลบานอน ดับกว่า 250 ศพ

9 เม.ย. 2569 16:45 น.

สเปนจ่อเปิดสถานทูตในเตหะรานอีกครั้ง ประณามอิสราเอลถล่มเลบานอน ดับกว่า 250 ศพ

รัฐบาลสเปนประกาศเตรียมกลับมาเปิดสถานทูตในกรุงเตหะรานอีกครั้ง หลังสถานการณ์คลี่คลายจากข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ พร้อมวิจารณ์อิสราเอลละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ หลังเปิดฉากถล่มเลบานอนจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 250 ราย

นายโฮเซ มานูเอล อัลบาเรส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสเปน ประกาศวันนี้ (9 เม.ย.) ว่า สเปนเตรียมกลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะรานอีกครั้ง เพื่อสนับสนุนกระบวนการสันติภาพภายหลังการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

นายอัลบาเรสได้สั่งการให้นายอันโตนิโอ ซานเชซ-เบเนดิโต เอกอัครราชทูตสเปนประจำอิหร่าน เดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่ทันที หลังจากที่สถานทูตต้องปิดทำการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเขาระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึง “สถานการณ์ใหม่” ที่เกิดขึ้นจากข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ และได้แจ้งเรื่องนี้ต่อรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านและชาติพันธมิตรในภูมิภาคเรียบร้อยแล้ว

นายอัลบาเรสกล่าวว่าเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เขาได้พูดคุยกับนายอับบาส อารัคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการเคลื่อนไหวครั้งนี้ พร้อมเสริมว่าเป็นการเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของสเปนในการมีส่วนร่วมในความพยายามเพื่อสันติภาพ

นอกจากนี้ อัลบาเรสยังได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของหลายประเทศในภูมิภาค รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของโอมาน กาตาร์ บาห์เรน และคูเวต ตลอดจนเลบานอนด้วย โดยในการสนทนากับนายยูเซฟ ราจจี รัฐมนตรีต่างประเทศเลบานอน เขาแสดงการสนับสนุนของสเปนต่อสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็น “การโจมตีที่โหดร้ายและไม่เลือกเป้าหมาย” ของอิสราเอลต่อเลบานอน โดยเรียกการกระทำดังกล่าวว่า “เป็นความอัปยศต่อจิตสำนึกของมนุษยชาติทั้งหมด”

สเปนกลายเป็นหนึ่งในประเทศตะวันตกที่วิจารณ์การปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างรุนแรงที่สุด โดยได้ทำการปิดน่านฟ้าไม่ให้เครื่องบินที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบในตะวันออกกลางบินผ่าน พร้อมทั้งประณามการโจมตีเลบานอนของอิสราเอลว่าเป็นความ “ป่าเถื่อนและไร้ความปราณี” ซึ่งถือเป็นรอยด่างพร้อยต่อมโนธรรมของมนุษยชาติ

แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศสงบศึกชั่วคราวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาสันติภาพที่ปากีสถานซึ่งนำโดยนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันเสาร์นี้ แต่สถานการณ์กลับตึงเครียดอีกครั้ง เมื่ออิสราเอลเดินหน้าทิ้งระเบิดถล่มเลบานอนอย่างหนัก จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 250 ราย

อิสราเอลอ้างว่าการโจมตีเลบานอน “ไม่อยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง” ของโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าหากอิสราเอลไม่หยุดโจมตีเลบานอน ข้อตกลงสันติภาพทั้งหมดก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ และยังคงไม่มีสัญญาณว่าอิหร่านจะยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกจนพุ่งสูงเกือบ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศ กองทัพอิสราเอลยืนยันว่าสามารถสังหารหลานชายของนายนาอิม กัสเซม เลขาธิการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาส่วนตัวด้วย ขณะที่ทางกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ประกาศกลับมาตอบโต้ด้วยการยิงจรวดข้ามพรมแดนเข้าสู่อิสราเอลอีกครั้งเมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ทางด้านความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นายอัลบาเรสระบุว่ายังไม่ได้รับข้อมูลเรื่องที่สหรัฐฯ อาจพิจารณาปิดฐานทัพในประเทศที่ไม่สนับสนุนนโยบายของตน โดยยืนยันว่าฐานทัพอากาศโรตาและโมรอนในสเปน ยังคงปฏิบัติงานตามปกติในขณะนี้.

ที่มา Anadolu / Reuters

เกิดอะไรขึ้น ทูตอิหร่านในปากีสถาน ลบโพสต์กะทันหัน หลังระบุคณะเจรจาจะถึงอิสลามาบัดคืนนี้

เกิดอะไรขึ้น ทูตอิหร่านในปากีสถาน ลบโพสต์กะทันหัน หลังระบุคณะเจรจาจะถึงอิสลามาบัดคืนนี้

9 เม.ย. 2569 15:09 น.

เกิดอะไรขึ้น ทูตอิหร่านในปากีสถาน ลบโพสต์กะทันหัน หลังระบุคณะเจรจาจะถึงอิสลามาบัดคืนนี้

ยังเป็นปริศนา หลังจู่ ๆ เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำปากีสถาน ก็ลบโพสต์บนโซเชียล ที่ระบุก่อนหน้านี้ว่า คณะผู้แทนอิหร่านจะเดินทางถึงกรุงอิสลามาบัดเพื่อเจรจากับสหรัฐฯ คืนนี้ โดยยังไม่มีคำชี้แจง

กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก หลังจากที่ เรซา อามิรี โมกฮาดัม เอกอัครราชทูตอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ระบุว่า คณะผู้แทนอิหร่านจะเดินทางถึงอิสลามาบัดในคืนนี้ เพื่อเข้าร่วมการเจรจาหยุดยิงกับฝ่ายสหรัฐฯ แต่จู่ ๆ โพสต์ดังกล่าวได้ถูกลบออกไป และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสาเหตุของการลบข้อความดังกล่าว

รายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันจากกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงรายละเอียดสำคัญของคณะผู้แทน ไม่ว่าจะเป็นใครจะเข้าร่วม, ใครจะเป็นหัวหน้าคณะ รวมถึงรูปแบบและประเด็นของการเจรจา

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ฝ่ายอิหร่านยืนยันว่า ข้อเสนอ 10 ประการ ที่ได้ยื่นให้สหรัฐฯ ไปก่อนหน้านี้ โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลาง จะถูกใช้เป็นกรอบหลัก สำหรับการเจรจาครั้งนี้

การลบโพสต์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่า การเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเดินหน้าได้จริง หรือเผชิญอุปสรรคตั้งแต่ก่อนเริ่มต้น.

ที่มา : aljazeera

“ฮุน มาเนต” โพสต์ภาพคู่ “มาครง” ชูฝรั่งเศส-กัมพูชา เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”

"ฮุน มาเนต" โพสต์ภาพคู่ "มาครง" ชูฝรั่งเศส-กัมพูชา เป็น "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์"

9 เม.ย. 2569 15:06 น.

“ฮุน มาเนต” โพสต์ภาพคู่ “มาครง” ชูฝรั่งเศส-กัมพูชา เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”

“ฮุน มาเนต” โพสต์ภาพคู่ ปธน. เอ็มมานูเอล มาครง ชู ฝรั่งเศส-กัมพูชา เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” โดยนายมาครงยืนยันร่วมประชุมสุดยอดพหุภาคีกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี

“ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เผยภาพถ่ายคู่กับ ปธน. เอมมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ลงในเฟซบุ๊ก โดยระบุใจความว่า:

 “ขอขอบคุณท่านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและการหารือที่ประสบผลสำเร็จในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมการเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและฝรั่งเศสไปสู่ระดับ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ในอนาคตอันใกล้นี้

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับการเยือนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสู่ราชอาณาจักรกัมพูชา และการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสครั้งที่ 20 ซึ่งกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายน 2026″

ด้านสื่อกัมพูชารายงานว่า นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส แสดงความเชื่อมั่นว่าการประชุมสุดยอดฟรังโกโฟนี (Francophonie Summit) หรือการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส ครั้งที่ 20 ซึ่งกัมพูชาได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปีนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างกัมพูชาและฝรั่งเศสให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

ภายหลังการเข้าพบของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ณ กรุงปารีส เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผู้นำฝรั่งเศสระบุว่า “ต่อจากการประชุมสุดยอดที่วีแลร์-กอตเรต์ในปี 2024 การประชุมครั้งต่อไปจะจัดขึ้นที่กรุงพนมเปญ ซึ่งผมมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะเดินทางไปเข้าร่วมในเดือนพฤศจิกายนนี้ นี่จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการกระชับสายสัมพันธ์ที่รวมพวกเราไว้ด้วยกันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

ประธานาธิบดีมาครงยังได้ขอบคุณนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่เข้าร่วมการประชุม One Health Summit ณ เมืองลียง และการหารือร่วมกันในกรุงปารีส โดยย้ำว่าประวัติศาสตร์ระหว่างกัมพูชาและฝรั่งเศสนั้นหยั่งรากลึก และปัจจุบันยังคงขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในด้านสำคัญๆ เช่น พลังงาน สาธารณสุข และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

กัมพูชาเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดฟรังโกโฟนี ครั้งที่ 20 ในวันที่ 15-16 พฤศจิกายนนี้ ณ กรุงพนมเปญ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางการทูตเนื่องจากเป็นการจัดประชุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งที่ 2 ในรอบเกือบ 30 ปี ต่อจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อปี 1997 สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกัมพูชาบนเวทีโลก

ปัจจุบันกัมพูชาเป็นหนึ่งใน 90 รัฐและรัฐบาลที่เป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส (OIF) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสามัญ 53 ราย สมาชิกสมทบ 5 ราย และผู้สังเกตการณ์ 32 ราย โดยคาดการณ์ว่ามีประชากรที่พูดภาษาฝรั่งเศสทั่วโลกประมาณ 396 ล้านคน.

ที่มา Hun Manet /  Khmer Times

อิหร่านเสนอเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นคริปโต

อิหร่านเสนอเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นคริปโต

9 เม.ย. 2569 14:37 น.

อิหร่านเสนอเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นคริปโต

อิหร่านเสนอระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซด้วยเงินคริปโต หวังเลี่ยงการถูกยึดทรัพย์จากมาตรการคว่ำบาตร พร้อมสั่งตรวจเข้มทุกลำช่วงหยุดยิง 2 สัปดาห์ ด้าน “โดนัลด์ ทรัมป์” ยื่นคำขาดต้องเปิดเส้นทางเดินเรือทันทีและปลอดภัยเท่านั้น

รัฐบาลอิหร่านพยายามเพิ่มอำนาจการควบคุมเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันของโลก ท่ามกลางช่วงเวลาหยุดยิง 2 สัปดาห์ที่ยังคงเปราะบาง โดยเสนอระบบจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมผ่านทาง” จากเรือบรรทุกน้ำมันเป็นเงินคริปโตเคอร์เรนซี พร้อมกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด

นายฮามิด ฮอสเซนี โฆษกสหภาพผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน ก๊าซ และปิโตรเคมีของอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านจำเป็นต้องตรวจสอบเรือทุกลำที่ผ่านช่องแคบเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการลักลอบขนอาวุธในช่วงหยุดยิง โดยเรือทุกลำต้องส่งรายละเอียดสินค้าผ่านอีเมลล่วงหน้า และจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อิหร่านกำหนดให้ชำระเงินด้วย “บิตคอยน์” (Bitcoin) หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ทางการสหรัฐฯ หรือชาติพันธมิตรสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงิน หรืออายัดทรัพย์สินตามมาตรการคว่ำบาตรได้ โดยเจ้าหน้าที่จะให้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการทำธุรกรรมหลังจากประเมินข้อมูลเสร็จสิ้น

สถานการณ์ตึงเครียดสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีการเผยแพร่คลิปเสียงแจ้งเตือนผ่านวิทยุเป็นภาษาอังกฤษไปยังเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย โดยระบุว่า “หากเรือลำใดพยายามผ่านทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จะถูกทำลาย” คำขู่นี้ส่งผลให้บริษัทเดินเรือรายใหญ่ส่วนใหญ่หยุดชะงักและเฝ้าดูสถานการณ์ โดยขณะนี้มีเพียงเรือไม่กี่ลำที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่านเท่านั้นที่กล้าสัญจร

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียโดยยื่นคำขาดว่า การหยุดยิงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “อิหร่านตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ทันที และปลอดภัย” ขณะที่ชาติมหาอำนาจในอ่าวเปอร์เซียอย่างซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่างมองว่าการปล่อยให้อิหร่านเข้ามาควบคุมเส้นทางน้ำสากลนี้ถือเป็น “เส้นตาย” ที่ยอมรับไม่ได้

ปัจจุบันมีเรือบรรทุกสินค้าและน้ำมันประมาณ 300-400 ลำ ติดค้างอยู่ภายในอ่าวเปอร์เซียเพื่อรอทางออก จนถูกเปรียบเทียบว่าเป็น “ลานจอดรถขนาดยักษ์” นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้อิหร่านจะยอมเปิดทางภายใต้การควบคุม แต่จะระบายเรือได้เพียง 10-15 ลำต่อวันเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ 135 ลำต่อวันอย่างมาก ทำให้วิกฤตการขนส่งน้ำมันโลกอาจลากยาวไปอีกนาน.

ที่มา TIMES OF INDIA

ช็อกมาเลเซีย! ตำรวจระดับสูงเอี่ยวปล้นชาวต่างชาติ สูญกว่า 40 ล้านบาท ลักรถหรู-ทองคำเพียบ

ช็อกมาเลเซีย! ตำรวจระดับสูงเอี่ยวปล้นชาวต่างชาติ สูญกว่า 40 ล้านบาท ลักรถหรู-ทองคำเพียบ

9 เม.ย. 2569 14:34 น.

ช็อกมาเลเซีย! ตำรวจระดับสูงเอี่ยวปล้นชาวต่างชาติ สูญกว่า 40 ล้านบาท ลักรถหรู-ทองคำเพียบ

เจ้าหน้าที่มาเลเซียจับกุมผู้ต้องหา 6 ราย รวมถึงนายตำรวจระดับสูง ฐานก่อเหตุปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ มุ่งเป้าไปที่ชาวต่างชาติผู้มีฐานะ โดยมูลค่าความเสียหายรวมสูงถึงราว 40 ล้านบาท

เหตุสุดสะเทือนขวัญนี้เกิดในกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ฟาดิล มาร์ซุส เปิดเผยว่า นายตำรวจรายดังกล่าวทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานของขบวนการ และโดยกลุ่มผู้ก่อเหตุแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเข้าถึงบ้านของเหยื่อในย่านเกปง ช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุได้ทรัพย์สินจำนวนมาก ได้แก่ รถหรู 3 คัน: Toyota Alphard, Rolls-Royce และ Bentley นอกจากนี้ยังมีตู้เซฟที่มีเงินสด 24,200 ริงกิต และ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งเครื่องประดับ ทองคำแท่ง และทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ

เหยื่อประกอบด้วยชาวจีน 2 ราย (ชาย 1 หญิง 1) และหญิงชาวอินโดนีเซีย อายุระหว่าง 29–52 ปี โดยมีรายงานว่าหนึ่งในผู้ต้องหาใช้อุปกรณ์คล้ายปืนข่มขู่เหยื่อระหว่างก่อเหตุ

มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกจับกุม ถูกสั่งพักงานแล้ว และพบว่ามีประวัติคดีเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ขณะที่ผู้ต้องหาอีก 2 ราย ซึ่งมีใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนและทำงานเป็นบอดี้การ์ด เป็นผู้จัดหาอาวุธให้กับขบวนการ

เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา 3 รายแรกได้ตั้งแต่คืนวันที่ 5 เมษายน พร้อมของกลาง ได้แก่ ปืนพก 2 กระบอก รถยนต์ 5 คัน เงินสดหลายสกุลรวม 13,056 ริงกิต โทรศัพท์มือถือ 8 เครื่อง และบัตรผ่านรักษาความปลอดภัย 2 ใบ

จากนั้นขยายผลจับกุมเพิ่มได้อีก 3 ราย อายุระหว่าง 31–51 ปี โดยหนึ่งในผู้ต้องหาตรวจพบสารแอมเฟตามีนในร่างกาย

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมตัว 7 วัน เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม โดยคดีนี้อยู่ภายใต้กฎหมายอาญามาตรา 395 และ 397 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปล้นเป็นแก๊งและการใช้ความรุนแรง รวมถึงมาตรา 170 ฐานแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งหากถูกตัดสินว่ามีความผิด อาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี พร้อมโทษเฆี่ยน และปรับเพิ่มเติม.

ที่มา : channelnewsasia

ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีน เรียกร้องสันติภาพ “ท้องฟ้าควรมีแต่นก ไม่ใช่ขีปนาวุธ”

ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีน เรียกร้องสันติภาพ "ท้องฟ้าควรมีแต่นก ไม่ใช่ขีปนาวุธ"

9 เม.ย. 2569 13:11 น.

ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีน เรียกร้องสันติภาพ “ท้องฟ้าควรมีแต่นก ไม่ใช่ขีปนาวุธ”

ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคฝ่ายค้านไต้หวัน เดินทางเยือนเซี่ยงไฮ้ ชูภารกิจแห่งสันติภาพ หวังลดอุณหภูมิความตึงเครียดช่องแคบไต้หวัน พร้อมหยิบยกถ้อยคำเตือนใจผู้นำสองฝั่งว่า “ท้องฟ้าควรมีแต่นก ไม่ใช่ขีปนาวุธ” ขณะที่กองทัพจีนยังคงเดินหน้าส่งเครื่องบินรบและเรือรบประชิดไต้หวัน

นางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน กล่าวถ้อยคำเตือนใจระหว่างการเดินทางเยือนจีนแผ่นดินใหญ่ โดยระบุว่าท้องฟ้าควรเป็นพื้นที่ของธรรมชาติและสันติภาพ ไม่ใช่พื้นที่สำหรับการทำสงคราม

ในระหว่างการแถลงข่าวที่ท่าเรือหยางซาน นครเซี่ยงไฮ้ นางเจิ้งได้กล่าวถ้อยคำเตือนใจว่า “ท้องฟ้าควรมีไว้ให้นกบิน ไม่ใช่ขีปนาวุธ และผืนน้ำควรมีไว้ให้ปลาว่าย ไม่ใช่สำหรับเรือรบ” พร้อมทั้งหยิบยกบทกวีภาษาอังกฤษ “In Flanders Fields” จากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 มากล่าวเพื่อย้ำเตือนว่า หากเราไม่สามารถรักษาสันติภาพไว้ได้ ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับย่อมไม่อาจหลับใหลอย่างเป็นสุข

การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ นางเจิ้งระบุว่าเป็น “ภารกิจแห่งสันติภาพ” เพื่อลดความตึงเครียดในขณะที่รัฐบาลจีนได้เพิ่มแรงกดดันทางทหารต่อไต้หวันอย่างต่อเนื่อง โดยเธอมีกำหนดการเดินทางต่อไปยังกรุงปักกิ่ง และมีความเป็นไปได้ที่จะได้เข้าพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไต้หวันภายใต้การนำของประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ได้ออกมาเรียกร้องให้นางเจิ้งใช้โอกาสนี้บอกให้จีนหยุดการข่มขู่ทางทหาร และย้ำว่าจีนควรเจรจากับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยตรง มากกว่าการเจรจาผ่านพรรคฝ่ายค้าน

จีนยังคงส่งกำลังทางทหารประชิดเกาะไต้หวันแม้ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันจะอยู่ในแผ่นดินใหญ่ แต่กระทรวงกลาโหมไต้หวันรายงานว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ยังคงตรวจพบเครื่องบินรบของจีน 6 ลำ และเรือรบอีก 8 ลำ ปฏิบัติการอยู่รอบเกาะไต้หวัน

ด้านนางมิเชล ลิน สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลได้โพสต์วิจารณ์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่าภัยคุกคามจากกองทัพจีนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้นางเจิ้งจะเดินทางไปถึงจีนแล้ว 2 วัน แต่คอมมิวนิสต์จีนก็ยังคงเอา “มีดจ่อคอหอยของไต้หวันอยู่เหมือนเดิม”

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ยังคงยืนหยัดในจุดยืนที่พร้อมจะเจรจากับทางการจีนภายใต้หลักการที่ว่า “อนาคตของไต้หวันต้องตัดสินโดยคนไต้หวันเท่านั้น” และปฏิเสธการอ้างสิทธิอธิปไตยของจีนเหนือเกาะไต้หวันอย่างสิ้นเชิง.

ที่มา Reuters

ปากีสถานจวกอิสราเอลถล่มเลบานอน เสี่ยงดีลสหรัฐ–อิหร่านล่ม ย้ำรวมเลบานอนอยู่ในดีล

ปากีสถานจวกอิสราเอลถล่มเลบานอน เสี่ยงดีลสหรัฐ–อิหร่านล่ม ย้ำรวมเลบานอนอยู่ในดีล

9 เม.ย. 2569 12:52 น.

ปากีสถานจวกอิสราเอลถล่มเลบานอน เสี่ยงดีลสหรัฐ–อิหร่านล่ม ย้ำรวมเลบานอนอยู่ในดีล

ปากีสถาน ในฐานะตัวกลางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีครั้งล่าสุดของอิสราเอลในเลบานอน ย้ำชัดรวมเลบานอนในข้อตกลงหยุดยิงด้วย

ปากีสถาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวกลางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีครั้งล่าสุดของอิสราเอลในเลบานอน พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกดำเนินมาตรการเร่งด่วนและเป็นรูปธรรมเพื่อหยุดยั้งความรุนแรง

กระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่าการกระทำของอิสราเอล บ่อนทำลายความพยายามของนานาชาติในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค และถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

โดยปากีสถานยืนยันมาโดยตลอดว่า เลบานอนเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิงที่ตนมีบทบาทช่วยไกล่เกลี่ย ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีอิสราเอลเบนจามิน เนทันยาฮู กลับระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าว ไม่ครอบคลุมปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

ขณะที่อิหร่านออกมาเตือนว่า ข้อตกลงหยุดยิงอาจล่มสลาย หากอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีในเลบานอนต่อไป สะท้อนถึงความเปราะบางของสถานการณ์ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ปากีสถานมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่กรุงอิสลามาบัด ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่า การหารือจะนำไปสู่ความคืบหน้า หรือจะกลายเป็นชนวนให้ความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง.

ที่มา : CNN

เกาหลีใต้ระดมชุด SWAT-ทหาร-โดรน ล่าระทึก “หมาป่า” แหกกรงสวนสัตว์แทจอน

เกาหลีใต้ระดมชุด SWAT-ทหาร-โดรน ล่าระทึก "หมาป่า" แหกกรงสวนสัตว์แทจอน

9 เม.ย. 2569 12:03 น.

เกาหลีใต้ระดมชุด SWAT-ทหาร-โดรน ล่าระทึก “หมาป่า” แหกกรงสวนสัตว์แทจอน

ปฏิบัติการไล่ล่าหมาป่าที่หลุดออกจากสวนสัตว์ในเมืองแทจอน ประเทศเกาหลีใต้ เข้าสู่วันที่ 2 เจ้าหน้าที่ระดมกำลังกว่า 400 นาย พร้อมโดรนตรวจจับความร้อนเร่งค้นหาบนเนินเขา หลังพบร่องรอยใกล้รั้วกั้นช่วงกลางดึก สั่งปิดโรงเรียนและสวนสนุกชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

ปฏิบัติการค้นหาหมาป่าที่หลุดออกจากคอกกั้นภายในสวนสนุกและสวนสัตว์ “โอเวิลด์” (O-World) ในเขตจุง เมืองแทจอน ดำเนินเข้าสู่วันที่สองในวันนี้ (9 เม.ย.) โดยเจ้าหน้าที่ยังคงระดมกำลังอย่างต่อเนื่องเพื่อจับตัวมันกลับมาให้ได้ก่อนพ้นช่วงเวลาวิกฤต

หน่วยคอมมานโดตำรวจ (SWAT), เจ้าหน้าที่ทหาร และพนักงานดับเพลิง ได้กลับมาเริ่มปฏิบัติการค้นหาบริเวณเนินเขาป่าละเมาะด้านหลังสวนสัตว์อีกครั้ง โดยมีการใช้เทคโนโลยีโดรนติดตั้งกล้องตรวจจับความร้อนและสุนัขดมกลิ่นเข้าร่วมภารกิจ ซึ่งใช้กำลังพลรวมกว่า 400 นาย

ตัวแทนจากบรรษัทเมืองแทจอน (Daejeon City Corporation) ผู้บริหารจัดการสวนสัตว์ ระบุว่า พบความเคลื่อนไหวของหมาป่ามุ่งหน้ากลับมายังสวนสัตว์ แต่ยังไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้ เจ้าหน้าที่จึงวางแผนใช้ “สัญชาตญาณการกลับถิ่น” และวิธีการต้อนสัตว์ เพื่อล่อให้มันกลับเข้าสู่พื้นที่ซาฟารีตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่มีฝนตกตลอดทั้งวันอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงานของสุนัขดมกลิ่น

เจ้าหน้าที่ตั้งเป้าที่จะจับหมาป่าตัวนี้ด้วยการใช้ปืนยิงยาสลบเพื่อให้มันรอดชีวิต แต่เนื่องจากหมาป่ามีความสามารถในการเคลื่อนที่ได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร หากสถานการณ์บานปลายจนเป็นอันตรายต่อสาธารณะ เจ้าหน้าที่อาจจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด

สำหรับหมาป่าตัวดังกล่าว เป็นเพศผู้ อายุ 2 ปี มีขนาดตัวใกล้เคียงกับสุนัขโตเต็มวัย น้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม โดยมันหลุดออกจากกรงเมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้ทางสวนสนุกต้องอพยพนักท่องเที่ยวและปิดให้บริการชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะปลอดภัย

ทางการเมืองแทจอนได้ส่งข้อความแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินถึงประชาชน โดยระบุว่าหมาป่าอาจแสดงอาการดุร้ายต่อสัตว์เลี้ยง จึงขอความร่วมมือประชาชนงดนำสุนัขไปเดินเล่นใกล้บริเวณเขาโบมุน และหากพบเห็นให้รีบแจ้งสายด่วน 119 ทันที

นอกจากนี้ สำนักงานการศึกษาเมืองแทจอนได้สั่งปิดโรงเรียนประถมซานซองซึ่งอยู่ใกล้เคียงเป็นการชั่วคราวในวันพฤหัสบดีนี้ พร้อมกำชับโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่ให้เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือหากพบเห็นสัตว์ร้ายในบริเวณสถานศึกษา.

ที่มา JoongAng Daily

ทรัมป์ขู่จะเรียกเก็บภาษี 50% กับประเทศที่จัดหาอาวุธให้อิหร่าน

ทรัมป์ขู่จะเรียกเก็บภาษี 50% กับประเทศที่จัดหาอาวุธให้อิหร่าน

9 เม.ย. 2569 11:58 น.

ทรัมป์ขู่จะเรียกเก็บภาษี 50% กับประเทศที่จัดหาอาวุธให้อิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เก็บภาษี 50% ประเทศที่ส่งอาวุธให้อิหร่าน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้กฎหมายฉบับใด หลังศาลเพิ่มจำกัดอำนาจด้านภาษี

วันที่ 9 เมษายน 2569 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ประเทศที่จัดส่งอาวุธให้อิหร่าน โดยจะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 50% ทันที โดยไม่มีข้อยกเว้น แม้ทรัมป์จะไม่ได้ระบุชื่อประเทศเป้าหมาย แต่รายงานระบุว่า จีน และ รัสเซีย ต่างเป็นประเทศที่มีบทบาทในการสนับสนุนด้านอาวุธและเทคโนโลยีทางทหารให้อิหร่านในช่วงที่ผ่านมา

โดยคำประกาศมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสหรัฐฯ ตกลงหยุดยิงกับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุว่าจะใช้อำนาจทางกฎหมายใดในการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินให้การใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ของรัฐบาล เพื่อกำหนดภาษีในวงกว้าง เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ส่งผลให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนเงินภาษีที่จัดเก็บไปแล้วบางส่วน

นักวิเคราะห์ด้านนโยบายการค้าระบุว่า การออกมาตรการภาษีในลักษณะนี้มีความซับซ้อน และอาจต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส หรือใช้เครื่องมือทางการค้าอื่น ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกรอบที่ชัดเจนรองรับ.

ที่มา Aljazeera