อดีต รมต.พลังงานยูเครน ถูกจับกุมขณะพยายามหลบหนีออกจากประเทศ

อดีต รมต.พลังงานยูเครน ถูกจับกุมขณะพยายามหลบหนีออกจากประเทศ

16 ก.พ. 2569 02:38 น.

อดีต รมต.พลังงานยูเครน ถูกจับกุมขณะพยายามหลบหนีออกจากประเทศ

ทางการยูเครนจับกุมตัวอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หลังพบว่า เขาพยายามหลบหนีออกจากประเทศ ท่ามกลางการปราบปรามคดีคอร์รัปชันอย่างหนักหน่วงของยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของรัฐบาลยูเครนว่า นายเกอร์มัน กาลุชเชนโก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้ถูกขับออกจากตำแหน่งเมื่อปี 2568 หลังจากมีชื่อเกี่ยวข้องกับคดีทุจริต ถูกจับกุมในขณะอยู่บนรถไฟที่กำลังเดินทางออกจากยูเครน โดยยังไม่ชัดเจนว่าเขาตั้งใจจะเดินทางไปที่ใด

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของยูเครน (Nabu) ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนได้ควบคุมตัวอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน “ขณะกำลังข้ามพรมแดนประเทศ” โดยเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “ไมดัส” (Operation Midas)

แถลงการณ์ไม่ได้ระบุชื่อของนายกาลุชเชนโกอย่างชัดเจน แต่สื่อชั้นนำของยูเครนหลายสำนักได้ระบุชื่อของชายคนนี้เอาไว้ Nabu ยังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการควบคุมตัวกาลุชเชนโก แต่ระบุว่าจะแจ้งข้อมูลความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

ด้านสถานีวิทยุ Radio Free Europe รายงานว่า นายกาลุชเชนโกถูกนำตัวไปยังกรุงเคียฟเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้รับคำสั่งให้แจ้งเตือนทางการหากเขาพยายามหลบหนี

นายกาลุชเชนโกเป็นหนึ่งในบุคคลระดับสูงของรัฐบาลยูเครน ที่ถูกพาดพิงว่าเกี่ยวข้องกับแผนการยักยอกทรัพย์มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568

คาดกันว่า เรื่องอื้อฉาวดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจก่อนที่รัสเซียจะรุกรานเต็มรูปแบบไม่นาน และให้คำมั่นสัญญาว่าจะขจัดคอร์รัปชัน

ก่อนหน้านี้ นายอันดรีย์ เยอร์มัก หัวหน้าคณะทำงานของนายเซเลนสกี และเป็นที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดที่สุดของเขาตลอดช่วงสงครามเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ลาออกจากตำแหน่งหลังบ้านพักของเขาถูกตรวจค้น แต่ทั้งประธานาธิบดีและนายเยอร์มักไม่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดใดๆ

แต่เรื่องนี้ทำให้สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันให้ยูเครนจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งถูกระงับไว้ตั้งแต่เริ่มสงครามในปี 2565 เนื่องจากเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญของยูเครน

ทั้งนี้ Nabu และสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายป้องกันและปราบปรามการทุจริต (Sap) ซึ่งเป็นหน่วยงานปราบปรามการทุจริตอีกแห่งของยูเครน ระบุว่า การสืบสวนต่อต้านคอร์รัปชันครั้งใหญ่ในยูเครน ภายใต้ชื่อภารกิจว่า “ปฏิบัติการไมดัส” เป็นผลรวมจากการสืบสวนนาน 15 เดือน

ทั้ง 2 หน่วยงานกล่าวหาบุคคลหลายรายว่า ร่วมกันวางแผนยักยอกเงินในภาคพลังงานของยูเครน รวมถึงจากบริษัท “เอเนอร์โกอะตอม” (Energoatom) ผู้ดำเนินการกิจการนิวเคลียร์แห่งชาติ

นายกาลุชเชนโกเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินสินบนอย่างเป็นระบบจากผู้รับเหมาของ Energoatom โดยมีมูลค่าระหว่าง 10% ถึง 15% ของมูลค่าสัญญา

นอกจากนายกาลุชเชนโกแล้ว นายโอเล็กซี เชอร์นิชอฟ อดีตรองนายกรัฐมนตรียูเครนก็เพิ่งถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ในข้อหา “ร่ำรวยผิดปกติ” หลังจากถูกตั้งข้อหาใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบไปก่อนหน้านั้นแล้ว

นายติมูร์ มินดิช นักธุรกิจและเจ้าของร่วมของ Kvartal95 สตูดิโอโทรทัศน์ซึ่งเคยเป็นต้นสังกัดเก่าของนายเซเลนสกี หลบหนีออกนอกประเทศหลังจากถูกระบุว่าเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีคอร์รัปชัน

การที่บุคคลเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยขึ้นจากการทุจริตในภาคพลังงานของยูเครน สร้างความโกรธแค้นให้แก่ประชาชนในประเทศเป็นพิเศษ เนื่องจากเรื่องอื้อฉาวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียเพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน จนส่งผลให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับ ทำให้ประชาชนไม่มีความร้อนให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวที่อากาศเย็นจัด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ “ไม่โต้แย้ง” ยุโรปกล่าวหารัสเซีย วางยาพิษ “นาวาลนี”

สหรัฐฯ “ไม่โต้แย้ง” ยุโรปกล่าวหารัสเซีย วางยาพิษ “นาวาลนี”

16 ก.พ. 2569 01:19 น.

สหรัฐฯ “ไม่โต้แย้ง” ยุโรปกล่าวหารัสเซีย วางยาพิษ “นาวาลนี”

สหรัฐฯ ลั่น ไม่มีเหตุผลที่จะโต้แย้งข้อกล่าวหาของยุโรปที่อ้างว่า รัฐบาลรัสเซียใช้สารพิษจากกบลูกศรพิษ ในการสังหารนายอเล็กเซ นาวาลนี อดีตผู้นำฝ่ายค้านเมื่อ 2 ปีก่อน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2569 สหรัฐอเมริกาประกาศว่าไม่ได้โต้แย้งผลการตรวจสอบของยุโรปที่ระบุว่า อเล็กเซ นาวาลนี ผู้นำฝ่ายค้านรัสเซีย ถูกวางยาด้วยสารพิษหายากจากกบลูกศรพิษ ในขณะที่สหราชอาณาจักรส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการคว่ำบาตรรัสเซียครั้งใหม่

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการเยือนสโลวาเกียเมื่อวันอาทิตย์ โดยเรียกรายงานของยุโรปว่าเป็นเรื่องที่ “น่ากังวลอย่างยิ่ง” และ “ร้ายแรงมาก”

เมื่อวันเสาร์ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน ได้กล่าวหาว่ารัฐรัสเซียเป็นผู้สังหารนาวาลนีเมื่อ 2 ปีก่อนในทัณฑนิคมในไซบีเรีย

ทั้ง 5 ประเทศกล่าวในแถลงการณ์ร่วมว่า การวิเคราะห์ตัวอย่างจากร่างกายของนาวาลนีในห้องปฏิบัติการพบสาร “เอพิบาทิดีน” (epibatidine) ซึ่งเป็นสารพิษที่พบในกบลูกศรพิษของอเมริกาใต้ และว่าไม่มีเหตุผลด้านดีใดๆ ที่อธิบายได้ว่า เหตุใดสารพิษตัวนี้จึงอยู่ในร่างของเขา

การประกาศครั้งนี้ซึ่งเกิดขึ้นเกือบจะตรงกับวันครบรอบ 2 ปี การเสียชีวิตของนาวาลนีในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลรัสเซีย และเพิ่มความเป็นไปได้ที่ชาติตะวันตกจะมีมาตรการร่วมกันต่อไป

แม้ว่าวอชิงตันจะไม่ได้เข้าร่วมในการแถลงการณ์ร่วมของยุโรป แต่รูบิโอกล่าวว่าการตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้ส่งสัญญาณถึงความขัดแย้งกันระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป

“เราไม่มีเหตุผลที่จะตั้งคำถามถึงเรื่องนี้” รูบิโอกล่าว พร้อมเสริมว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการ “หาเรื่อง” กับพันธมิตรยุโรปเกี่ยวกับผลการตรวจสอบดังกล่าว

ในขณะเดียวกัน นางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหราชอาณาจักร บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า รัฐบาลจะ “เดินหน้าพิจารณามาตรการร่วมกัน ซึ่งรวมถึงการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลรัสเซีย”

“เราเชื่อว่าพันธมิตรที่เราสร้างขึ้นในต่างประเทศคือสิ่งที่ทำให้ประเทศเราแข็งแกร่งขึ้น การดำเนินการควบคู่ไปกับพันธมิตรในยุโรป และพันธมิตรทั่วโลก คือวิธีการที่เรายังคงใช้กดดันรัฐบาลรัสเซียต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ

15 ก.พ. 2569 23:29 น.

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ

อิสราเอลโจมตีในฉนวนกาซาหลายจุดในวันอาทิตย์ อ้างมุ่งเป้าหมายที่กลุ่มติดอาวุธ แต่หน่วยงานสาธารณสุขอ้างว่า กระสุนถูกเต็นท์ผู้พลัดถิ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2569 เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันภัยพลเรือนและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขปาเลสไตน์รายงานว่า อิสราเอลโจมตีหลายพื้นที่ในฉนวนกาซาในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า พวกเขาโจมตีโดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ก่อการร้าย เพื่อโต้การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกลุ่มฮามาส และได้สังหารนักรบติดอาวุธที่ออกมาจากอุโมงค์ใต้ดินแดนในพื้นที่ของฉนวนกาซาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม สภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลโดนเต็นท์ที่พักของผู้พลัดถิ่นทางตอนเหนือของฉนวนกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ศพ ในขณะที่การโจมตีอีกครั้งทางตอนใต้ของฉนวนกาซาทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ

นับตั้งแต่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมปีก่อน ทั้งอิสราเอลและกลุ่มฮามาสต่างกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงแทบไม่เว้นแต่ละวัน และมีผู้เสียชีวิตในกาซาแล้วอย่างน้อย 600 ศพ

การโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่การเตรียมการเพื่อบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงระยะที่สองซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นคนกลางกำลังดำเนินอยู่

เมื่อเดือนมกราคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศจัดตั้งองค์กรใหม่ชื่อว่า “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ซึ่งได้รับอาณัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในการจัดตั้งกองกำลังนานาชาติที่ได้รับมอบหมายให้รักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนของฉนวนกาซา และดูแลการปลดอาวุธกลุ่มฮามาส

คณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งมีกำหนดจะประชุมครั้งแรกที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 19 ก.พ. จะดูแลการจัดตั้งรัฐบาลปาเลสไตน์ชุดใหม่ที่มาจากคณะผู้เชี่ยวชาญในฉนวนกาซา และการบูรณะหลังสงครามด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปธน.ไต้หวันฝากข้อความวันตรุษจีน ลั่นเดินหน้าเสริมความมั่นคง

ปธน.ไต้หวันฝากข้อความวันตรุษจีน ลั่นเดินหน้าเสริมความมั่นคง

15 ก.พ. 2569 21:54 น.

ปธน.ไต้หวันฝากข้อความวันตรุษจีน ลั่นเดินหน้าเสริมความมั่นคง

ประธานาธิบดีไต้หวันเผยคลิปวิดีโอข้อความเนื่องในวันตรุษจีน ยืนยันจะเพิ่มความพยายามในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ เพื่อคานอำนาจของจีนซึ่งอ้างความเป็นเจ้าของเกาะแห่งนี้มาตลอด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2569 นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันตรุษจีน โดยระบุว่า ไต้หวันจะเพิ่มความพยายามด้านการป้องกันปกป้องความมั่นคงของดินแดนตลอดช่วง 1 ปีข้างหน้า ท่ามกลางแรงกดดันจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อปี 2568 นายไล่เสนอเพิ่มงบประมาณด้านการกลาโหมจำนวน 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อคานอำนาจกับจีน แต่ฝ่ายค้านซึ่งครองเสียงข้างมากในรัฐสภาปฏิเสธที่จะพิจารณาข้อเสนอดังกล่าว และเสนอร่างงบประมาณของตัวเองที่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแทน โดยให้งบฯ จัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เพียงบางส่วนของที่นายไล่ต้องการเท่านั้น

ในสุนทรพจน์ของนายไล่ในวันอาทิตย์ ซึ่งสถานีเรดาร์เสี่ยวเสวี่ยซาน (Hsiaohsuehshan) หนึ่งในสถานีเรดาร์ทางทหารที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไต้หวันในเทือกเขาตอนกลาง นายไล่กล่าวว่าเขาต้องการขอบคุณกองทัพที่คุ้มครองไต้หวันตลอด 24 ชั่วโมง

“เราจะเดินหน้าเสริมสร้างความพยายามด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงสาธารณะต่อไป โดยปกป้องความมั่นคงของชาติและรักษาเสถียรภาพทางสังคม” ผู้นำไต้หวันระบุในวิดีโอซึ่งเผยแพร่ผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียของเขา โดยในวิดีโอมีภาพเรือดำน้ำที่ไต้หวันพัฒนาขึ้นเองเป็นครั้งแรกด้วย โดยกำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบใต้ทะเล

ทั้งนี้ จีนประณามนายไล่ว่าเป็น “ผู้แบ่งแยกดินแดน” จากการที่เขาปฏิเสธเรื่องที่จีนอ้างความเป็นเจ้าของไต้หวัน โดยที่ผ่านมาจีนยืนยันมาตลอดว่าไต้หวันคือดินแดนที่สักวันจะกลับมารวมกับจีนอีกครั้ง และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารเพื่อทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นความจริง

เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2568 จีนเพิ่งจัดการซ้อมรบครั้งใหญ่รอบเกาะไต้หวัน เพื่อแสดงการตอบโต้ที่สหรัฐฯ ประกาศแพ็กเกจขายอาวุธมูลค่า 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐให้ไต้หวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ม็อบมิวนิกนับแสนรวมตัวหนุน “มกุฎราชกุมารปาห์ลาวี” จี้โลกกดดันอิหร่านเปลี่ยนระบอบ

ม็อบมิวนิกนับแสนรวมตัวหนุน "มกุฎราชกุมารปาห์ลาวี" จี้โลกกดดันอิหร่านเปลี่ยนระบอบ

15 ก.พ. 2569 12:55 น.

ม็อบมิวนิกนับแสนรวมตัวหนุน “มกุฎราชกุมารปาห์ลาวี” จี้โลกกดดันอิหร่านเปลี่ยนระบอบ

ชาวอิหร่านพลัดถิ่นและผู้สนับสนุนกว่า 2.5 แสนคน รวมตัวประท้วงกลางเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ขานรับคำร้องขอของ “เรซา ปาห์ลาวี” มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่านที่กำลังลี้ภัย เรียกร้องให้นานาชาติเลิกเพิกเฉยต่อความรุนแรงในกรุงเตหะราน และสนับสนุนการเปลี่ยนระบอบปกครองเพื่อประชาธิปไตย

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (14 ก.พ.) เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่บริเวณพื้นที่จัดการประชุมความมั่นคงมิวนิก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมสูงถึง 250,000 คน ซึ่งมากกว่าที่ผู้จัดงานคาดการณ์ไว้มาก เพื่อรวมพลังใน “วันแห่งการลงมือทำระดับโลก” (Global Day of Action) สนับสนุนชาวอิหร่านที่กำลังเผชิญกับการปราบปรามอย่างหนักจากรัฐบาล

บรรยากาศในที่ชุมนุมเต็มไปด้วยเสียงกลองและเสียงตะโกนคำขวัญ “Change, change, regime change” (เปลี่ยน เปลี่ยน เปลี่ยนระบอบปกครอง) โดยผู้ประท้วงต่างโบกสะบัดธงสีเขียว-ขาว-แดง ที่มีรูปสิงโตและดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นธงชาติอิหร่านก่อนการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ที่โค่นล้มราชวงศ์ปาห์ลาวี

เรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่านที่ลี้ภัยอยู่ในต่างแดน ได้กล่าวเตือนว่า หากกลุ่มประเทศประชาธิปไตยยังคงนิ่งเฉยต่อการปราบปรามผู้ประท้วง จะมีผู้เสียชีวิตในอิหร่านเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก “เรามารวมตัวกันในชั่วโมงที่ตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง เพื่อตั้งคำถามว่า: โลกจะยืนเคียงข้างประชาชนชาวอิหร่านหรือไม่?” พร้อมเสริมว่าการปล่อยให้รัฐบาลปัจจุบันอยู่รอด จะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดไปยังกลุ่มเผด็จการทั่วโลกว่า “แค่ฆ่าคนให้มากพอ คุณก็จะรักษาอำนาจไว้ได้”

ไม่เพียงแต่ในมิวนิกเท่านั้น ที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ทางตำรวจระบุว่ามีผู้เดินขบวนสูงถึง 350,000 คน นอกจากนี้ยังมีการชุมนุมในนครลอสแอนเจลิส และหน้าทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงนิโคเซีย ประเทศไซปรัสอีกด้วย

ไฮไลต์สำคัญที่เมืองมิวนิก คือการที่ผู้ประท้วงบางส่วนสวมหมวกสีแดงที่มีข้อความ “Make Iran Great Again” เลียนแบบหมวก MAGA ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนายลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันของสหรัฐฯ ก็ได้เข้าร่วมปราศรัยและถือหมวกดังกล่าวเพื่อแสดงการสนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดในอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากมีการปราบปรามการประท้วงเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยหน่วยงานสิทธิมนุษยชน (HRANA) รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7,005 ราย (รวมเจ้าหน้าที่รัฐ 214 ราย) ขณะที่รัฐบาลอิหร่านรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตเพียง 3,117 ราย ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นการรายงานตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริง

ขณะนี้รัฐบาลอิหร่านกำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขู่จะใช้มาตรการทางทหารและต้องการให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ โดยทรัมป์เพิ่งระบุว่าการเปลี่ยนระบอบในอิหร่าน “จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้”

การชุมนุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของเจ้าชายปาห์ลาวีในการพยายามแสดงบทบาทผู้นำท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 50 ปี นับตั้งแต่ลี้ภัยออกจากประเทศ.

ที่มา Associated Press

“แลร์รี” แมวประจำสำนัก ครม. อังกฤษ ทำงานครบ 15 ปี – รับใช้ 6 นายกฯ

"แลร์รี" แมวประจำสำนัก ครม. อังกฤษ ทำงานครบ 15 ปี - รับใช้ 6 นายกฯ

15 ก.พ. 2569 11:47 น.

“แลร์รี” แมวประจำสำนัก ครม. อังกฤษ ทำงานครบ 15 ปี – รับใช้ 6 นายกฯ

“แลร์รี่” (Larry) แมวที่มีชื่อเสียงที่สุดในสหราชอาณาจักร ฉลองครบรอบ 15 ปีในการดำรงตำแหน่ง “หัวหน้าฝ่ายจับหนูประจำสำนักคณะรัฐมนตรี” ณ บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ในวันนี้ (15 ก.พ.) เผยเบื้องหลังชีวิตจากแมวจรจัดสู่ขวัญใจนักการเมืองระดับโลก ผู้รับใช้มาแล้วถึง 6 นายกรัฐมนตรีอังกฤษ

เส้นทางชีวิตของแลร์รี่เริ่มต้นขึ้นอย่างสมถะ มันถูกรับเลี้ยงมาจากสถานสงเคราะห์สัตว์ “Battersea Dogs and Cats Home” อันโด่งดังในกรุงลอนดอน โดยเดินทางมาถึงบ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2011 ในสมัยของนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ซึ่งในขณะนั้นคาดว่ามันมีอายุประมาณ 4 ปี

ภารกิจหลักที่ทำให้มันถูกดึงตัวเข้าสู่ทำเนียบคือการจัดการกับปัญหาหนูรบกวน แต่ปัจจุบันในประวัติอย่างเป็นทางการบนเว็บไซต์รัฐบาลระบุว่า นอกจากการปราบหนูแล้ว งานอดิเรกของแลร์รี่คือ “การต้อนรับแขกผู้มาเยือน ตรวจตราความเรียบร้อยของระบบป้องกันความปลอดภัย และทดสอบคุณภาพของเฟอร์นิเจอร์โบราณว่าเหมาะแก่การงีบหลับหรือไม่”

ตลอดระยะเวลา 15 ปี แลร์รี่พิสูจน์ให้เห็นว่ามันคือ “นักการเมืองรุ่นเก๋า” ตัวจริงที่ไม่มีอะไรจะมาทำให้ขนของมันหลุดลุ่ยได้ มันอาศัยอยู่ในดาวนิงสตรีทผ่านยุคสมัยของนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 6 คน ได้แก่เดวิด คาเมรอน (David Cameron), เทเรซา เมย์ (Theresa May), บอริส จอห์นสัน (Boris Johnson), ลิซ ทรัสส์ (Liz Truss) ผู้ดำรงตำแหน่งเพียง 49 วัน, ริชี ซูนัค (Rishi Sunak) และเคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer)  นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

ไม่ว่าจะเป็นมรสุมการเมืองเรื่องเบร็กซิต, การแพร่ระบาดของโควิด-19, ข่าวฉาว “Partygate” หรือความวุ่นวายในการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหลายสมัย แลร์รี่ยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นแบบแมวๆ และปฏิบัติหน้าที่บริเวณหน้าประตูบ้านเลขที่ 10 ซึ่งเป็นจุดที่มีการถ่ายภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้อย่างไร้ที่ติ

แลร์รี ยังมีบัญชี X ชื่อ @Number10cat ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 877,500 คน บัญชีนี้บริหารโดยผู้ใช้ที่ไม่เปิดเผยตัวตน ลาร์รีมักบ่นเรื่องการโดนฝน และบางครั้งก็เหน็บแนมทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคปฏิรูปของสหราชอาณาจักร และรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ

ช่วงเดือนแรกๆ ที่แลร์รี “อยู่ในบ้าน” ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดหนังสือชื่อ “The Larry Diaries” ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2011 ปัจจุบันลาร์รีอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 10 ร่วมกับโจโจ้และปรินซ์ แมวของครอบครัวสตาร์เมอร์ ซึ่งเป็นแมวพันธุ์ไซบีเรียน เข้ามาอยู่ในบ้านในปี 2024 หลังจากการ “เจรจา” กับลูกๆ ของสตาร์เมอร์ ซึ่งอยากได้สุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด อย่างไรก็ตาม ได้เกิดปัญหาที่ว่า “ประตูเดียวที่ออกไปจากแฟลตใหม่ของเราเป็นประตูกันระเบิด” สตาร์เมอร์บอกกับบีบีซีในปี 2024 “ดังนั้น การติดตั้งประตูสำหรับแมวจึงค่อนข้างยาก”

แต่แฟนๆ ของแลร์รี่สามารถสบายใจได้ เพราะมันได้รับการพิจารณาให้เป็นข้าราชการประจำ ซึ่งหมายความว่าเขาจะได้อยู่ที่ถนนดาวนิงสตรีทตลอดไป ต่างจากนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ เพราะมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองของอังกฤษ และยังคงทำหน้าที่ครองหัวใจของผู้คนทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน.

ที่มา AFP

ฉงชิ่งทดสอบ “บันไดเลื่อนยักษ์” ยาว 905 เมตร แลนด์มาร์กใหม่ย่นเวลาเดินทางเหลือ 20 นาที

ฉงชิ่งทดสอบ "บันไดเลื่อนยักษ์" ยาว 905 เมตร แลนด์มาร์กใหม่ย่นเวลาเดินทางเหลือ 20 นาที

15 ก.พ. 2569 11:14 น.

ฉงชิ่งทดสอบ “บันไดเลื่อนยักษ์” ยาว 905 เมตร แลนด์มาร์กใหม่ย่นเวลาเดินทางเหลือ 20 นาที

เทศบาลนครฉงชิ่งของจีน เตรียมเปิดใช้งาน “บันไดเลื่อนเสินหนี่ว์” อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ก.พ. ซึ่งเป็นวันเที่ยวของเทศกาลตรุษจีนปีนี้ ชูจุดเด่นเป็นระบบขนส่งแนวดิ่งระยะทางกว่า 905 เมตร ช่วยอำนวยความสะดวกชาวเมืองและนักท่องเที่ยวให้ไม่ต้องเดินขึ้นเขาขาลากอีกต่อไป โดยมีค่าธรรมเนียมการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 3 หยวน

นครฉงชิ่ง เจ้าของฉายา “เมืองภูเขา” ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการเปิดทดสอบระบบขนส่งแนวดิ่งขนาดใหญ่ในอำเภออู๋ซาน โดยมีไฮไลต์คือ “บันไดเลื่อนเสินหนี่ว์” ที่มีความยาวรวมถึง 905 เมตร ซึ่งยาวกว่า “บันไดเลื่อนหวงกวน” ที่ในตัวเมืองฉงชิ่งเช่นกัน และมีความสูงแนวดิ่งกว่า 240 เมตร หรือเทียบเท่ากับตึกสูงถึง 80 ชั้น

โครงการนี้ไม่ได้มีเพียงบันไดเลื่อนเท่านั้น แต่เป็นเครือข่ายการขนส่งที่ซับซ้อนและครบวงจร ประกอบด้วยบันไดเลื่อน 21 ตัว, ลิฟต์แนวดิ่ง 8 ตัว รวมลิฟต์สำหรับผู้พิการบนสะพานลอย, ทางเดินเลื่อน 4 ตัว, สะพานลอยคนเดิน 2 แห่ง และทางเดินข้ามเชื่อมต่อ 2 แห่ง

ระบบทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการเดินทางในภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชัน โดยจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางระหว่างพื้นที่ตอนบนและตอนล่างของถนนเสินหนี่ว์ จากเดิมที่ต้องเดินอ้อมนานเกือบ 1 ชั่วโมง ให้เหลือเพียง 20 นาที เท่านั้น

ช่วงทดลองใช้งาน เริ่มตั้งแต่วันที่ 12-16 กุมภาพันธ์ 2026 โดยเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าใช้บริการฟรีในช่วงกลางวันโดยไม่ต้องจองล่วงหน้า และเปิดให้บริการจริงในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2026 ตรงกับวันชิวอิก หรือวันเที่ยวของเทศกาลตรุษจีน รายงานระบุว่าจะมีค่าธรรมเนียมการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 3 หยวน (หรือประมาณ 15 บาท) ต่อคน

นอกจากการอำนวยความสะดวกในการคมนาคมแล้ว บันไดเลื่อนแห่งนี้ยังกลายเป็นจุดชมวิวแห่งใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสทัศนียภาพอันงดงามของอุทยานแห่งชาติสามผา และผาอู๋ ในมุมมองที่แปลกใหม่ตลอดเส้นทาง 905 เมตร ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จทางวิศวกรรมที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ความมหัศจรรย์ของนครฉงชิ่งได้เป็นอย่างดี.

ที่มา  CHINA DAILY

ตำรวจบราซิลแต่งแฟนซี ล่อจับโจรขโมยโทรศัพท์มือถือช่วงเทศกาลคาร์นิวัลริโอ

ตำรวจบราซิลแต่งแฟนซี ล่อจับโจรขโมยโทรศัพท์มือถือช่วงเทศกาลคาร์นิวัลริโอ

15 ก.พ. 2569 10:25 น.

ตำรวจบราซิลแต่งแฟนซี ล่อจับโจรขโมยโทรศัพท์มือถือช่วงเทศกาลคาร์นิวัลริโอ

ตำรวจนครริโอ เด จาเนโร ของบราซิล สวมหน้ากากและชุดแฟนซีทั้งกัปตันอเมริกา แบทแมน รวมถึงตัวละครจากซีรีส์และภาพยนตร์ดัง เนียนเป็นนักท่องเที่ยวในเทศกาลคาร์นิวัล ก่อนซ้อนแผนจับกุมคนร้ายขโมยโทรศัพท์มือถือได้คาหนังคาเขา เผยหนึ่งในผู้ต้องหาแสร้งทำเป็นคนท้องเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่

ตำรวจบราซิลเปิดเผยปฏิบัติการในเทศกาลคาร์นิวัลที่นครริโอ เด จาเนโร โดยส่งเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบสวมชุดแฟนซีและหน้ากากตัวละครดัง อาทิ กัปตันอเมริกา, แบทแมน, เจสัน วอร์ฮีส์ จากภาพยนตร์ชุด “ศุกร์ 13” รวมถึงชุดหมีสีแดงและหน้ากากจากซีรีส์ Money Heist เพื่อปะปนไปกับเหล่านักท่องเที่ยวและเฝ้าระวังมิจฉาชีพที่มักแฝงตัวเข้ามาในช่วงเทศกาล

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นในย่านซานตา เทเรซา หลังจากเจ้าหน้าที่ใช้โดรนบินตรวจตราและพบพฤติกรรมน่าสงสัยของหญิงรายหนึ่งที่ฉวยโอกาสฉกโทรศัพท์มือถือจากนักท่องเที่ยว ก่อนจะส่งต่อให้เพื่อนร่วมขบวนการที่เป็นชาย เจ้าหน้าที่ในชุดแฟนซีที่ซุ่มอยู่จึงเข้าชาร์จจับกุมตัวได้ทันที

จากการตรวจสอบพบโทรศัพท์มือถือของกลางจำนวน 5 เครื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งคืนเจ้าของต่อไป นอกจากนี้ยังพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า ผู้ต้องหาทั้งสองรายมีประวัติอาชญากรรมรวมกันถึง 30 คดี โดยในขณะเข้าจับกุม ฝ่ายหญิงพยายามแสร้งทำเป็นตั้งครรภ์เพื่อหวังให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัว แต่ไม่เป็นผล

ตำรวจระบุว่าการจับกุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “Operation Tracking” ซึ่งเป็นโครงการระดับรัฐที่มุ่งเน้นการปราบปรามการขโมยและการนำโทรศัพท์มือถือมาขายต่อ โดยที่ผ่านมาโครงการนี้สามารถติดตามอุปกรณ์คืนได้แล้วกว่า 13,000 เครื่อง และส่งคืนถึงมือเจ้าของได้ประมาณ 4,400 เครื่อง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตำรวจในแถบละตินอเมริกาใช้ชุดแฟนซีในการปฏิบัติงาน โดยตำรวจเปรูเป็นผู้นำเทรนด์นี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะปลอมตัวเป็น “ตุ๊กตาหมี” ถือลูกโป่งไปเซอร์ไพรส์จับกุมพ่อค้ายาเสพติดในวันวาเลนไทน์ รวมถึงการสวมชุด “สไปเดอร์แมน” บุกค้นบ้านเป้าหมายและพบยาเสพติดซ่อนอยู่ในถังขนม ในวันฮาโลวีน นอกจากนั้น ยังเคยมีการปลอมตัวเป็น “เดอะ กริ๊นช์”, “ตัวคาปิบารา” และซูเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาร์เวลอีกหลายตัว เพื่อสร้างความตายใจให้กับอาชญากร

สำหรับเทศกาลคาร์นิวัลที่ริโอในปีนี้ เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาและจะมีไปจนถึงวันเสาร์ที่ 21 ก.พ. ซึ่งคาดว่าจะมีผู้คนนับล้านหลั่งไหลมาร่วมงาน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นขึ้นในทุกรูปแบบ.

ที่มา BBC

“โอบามา” สวนกลับปมคลิป “ทรัมป์” เหยียด “เป็นลิง” ชี้การเมืองสหรัฐฯ ขาดความละอาย-มารยาท

"โอบามา" สวนกลับปมคลิป "ทรัมป์" เหยียด "เป็นลิง" ชี้การเมืองสหรัฐฯ ขาดความละอาย-มารยาท

15 ก.พ. 2569 10:03 น.

“โอบามา” สวนกลับปมคลิป “ทรัมป์” เหยียด “เป็นลิง” ชี้การเมืองสหรัฐฯ ขาดความละอาย-มารยาท

อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐฯ ออกโรงวิจารณ์บรรยากาศทางการเมืองในปัจจุบันว่าเต็มไปด้วยความโหดร้ายและเสื่อมถอย รวมถึงขาด “ความละอายใจและมารยาททางการเมือง” หลังบัญชีโซเชียลมีเดียของโดนัลด์ ทรัมป์ แชร์คลิปวิดีโอเหยียดเชื้อชาติที่ตัดต่อใบหน้าของเขาและมิเชล โอบามา เข้ากับร่างของลิง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสหรัฐฯ เมื่อบัญชีทรูธโซเชียลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แชร์วิดีโอที่มีเนื้อหาอ้างเรื่องการทุจริตเลือกตั้งปี 2020 โดยในช่วงท้ายของคลิปมีการใช้เพลง “The Lion Sleeps Tonight” ประกอบภาพตัดต่อที่แสดงภาพ บารัก โอบามา และ มิเชล โอบามา ภริยา ในลักษณะเปรียบเทียบกับลิง ซึ่งเป็นการล้อเลียนทางเชื้อชาติที่รุนแรงและสร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง

ด้านทำเนียบขาวในตอนแรกได้ออกมาปกป้องวิดีโอดังกล่าว โดยระบุว่ากระแสต่อต้านเป็นเพียง “ความโกรธแค้นจอมปลอม” ก่อนที่จะมีการลบโพสต์ในภายหลังและโยนความผิดว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง

บารัก โอบามา ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ของ ไบรอัน ไทเลอร์ โคเฮน ความยาว 47 นาที ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (14 ก.พ.) โดยโอบามาไม่ได้ระบุชื่อของทรัมป์โดยตรง แต่ตอบคำถามถึงระดับการสื่อสารทางการเมืองในปัจจุบันว่า “เสื่อมถอยลงจนถึงระดับความโหดร้ายที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน”

โอบามากล่าวเสริมว่า “สิ่งที่เป็นเรื่องจริงคือ ดูเหมือนจะไม่มีความละอายหลงเหลืออยู่ในหมู่คนที่ครั้งหนึ่งเคยรู้สึกว่าต้องมีมารยาท มีความเหมาะสม และมีความเคารพต่อตำแหน่งหน้าที่ สิ่งเหล่านั้นมันสูญหายไปแล้ว”

อย่างไรก็ตาม เขายังเชื่อมั่นว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังคงยึดถือในความสุภาพและความมีน้ำใจ พร้อมมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียและโทรทัศน์ในขณะนี้เปรียบเสมือน “โชว์ตลก” ที่สร้างความวุ่นวายและดึงความสนใจไปจากประเด็นที่สำคัญ

ไม่เพียงแต่ฝ่ายเดโมแครตเท่านั้นที่ออกมาประณาม แต่สมาชิกอาวุโสในพรรครีพับลิกันของทรัมป์เองก็ไม่เห็นด้วย โดยวุฒิสมาชิก ทิม สก็อตต์ ซึ่งเป็นวุฒิสมาชิกผิวสีเพียงคนเดียวของพรรครีพับลิกัน ระบุว่าวิดีโอนี้คือ “สิ่งที่เหยียดเชื้อชาติที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นออกมาจากทำเนียบขาวชุดนี้”

ทางด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวโดยอ้างว่าเขา “ไม่เห็น” ส่วนของวิดีโอที่เป็นภาพครอบครัวโอบามา และยืนยันว่า “ผมไม่ได้ทำอะไรผิด” พร้อมปฏิเสธที่จะกล่าวคำขอโทษ

นอกจากประเด็นเรื่องคลิปฉาวแล้ว โอบามายังได้พูดถึงประเด็นการเมืองอื่นๆ เช่น การชื่นชมกลุ่มผู้ประท้วงที่รวมตัวกันอย่างสงบเพื่อต่อต้านการปฏิบัติการจัดการคนเข้าเมือง การหารือเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ และความคืบหน้าของห้องสมุดประธานาธิบดีในนครชิคาโก ที่มีกำหนดจะเปิดตัวในปีหน้า.

ที่มา BBC

กลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย ดับแล้ว 30 ศพ-เผาบ้านวอด

กลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย ดับแล้ว 30 ศพ-เผาบ้านวอด

15 ก.พ. 2569 05:57 น.

กลุ่มมือปืนตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย ดับแล้ว 30 ศพ-เผาบ้านวอด

กลุ่มมือปืนบุกโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในไนจีเรีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 30 ศพ ชาวบ้านจำนวนหนึ่งถูกลักพาตัว ขณะที่มีบ้านเรือนและร้านค้าถูกจุดไฟเผาด้วย

สำนัก รอยเตอร์ส รายงานว่า เกิดเหตุกลุ่มมือปืนขี่รถจักรยานยนต์ตระเวนโจมตีหมู่บ้าน 3 แห่งในรัฐไนเจอร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไนจีเรีย เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ศพ ขณะมีบ้านเรือนและร้านค้าหลายหลังถูกจุดไฟเผาวอด

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในเขตปกครอง “บอร์กู” ใกล้กับชายแดนสาธารณรัฐเบนิน เป็นหนึ่งในการโจมตีที่รัฐบาลกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของ “กลุ่มโจร” ซึ่งก่อเหตุโจมตี, ลักพาตัวเรียกค่าไถ่ และทำให้ประชาชนในชุมชนทางเหนือของประเทศ ต้องอพยพพลัดถิ่น

นายวาซิอู อาบีโอดุน โฆษกตำรวจรัฐไนเจอร์ ยืนยันการโจมตีในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง โดยระบุว่า “ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นโจรบุกเข้าไปในหมู่บ้านตุนกา-มาเกรี มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ บ้านเรือนบางหลังถูกเผา และมีผู้ถูกลักพาตัวไปจำนวนหนึ่งซึ่งยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัด”

นายอาบีโอดุนบอกอีกว่า คนร้ายได้เคลื่อนกำลังต่อไปยังหมู่บ้านคอนโกโซ ในขณะที่รายละเอียดของการโจมตีอื่น ๆ ยังคงไม่ชัดเจน

นายเจเรเมียห์ ทิโมธี ชาวบ้านในคอนโกโซที่หนีไปยังพื้นที่ใกล้เคียง กล่าวว่าการโจมตีหมู่บ้านของเขาเริ่มขึ้นในช่วงเช้ามืดพร้อมกับเสียงปืนที่ดังขึ้นเป็นระยะ และว่าจนถึงตอนนี้ในหมู่บ้านแล้วมีผู้เสียชีวิตแล้ว 26 ศพ และสถานีตำรวจถูกจุดไฟเผา

พยานอีกรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยนาม กล่าวว่าคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์มากกว่า 200 คัน กวาดล้างพื้นที่โดยมุ่งเป้าไปที่หมู่บ้านต่าง ๆ

“พวกโจรบุกเข้ามาในเมืองของเราเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ขี่รถจักรยานยนต์มาจำนวนมากในขณะที่ยิงปืนเป็นระยะ ตัดศีรษะผู้คน 6 คน และสังหารคนอื่น ๆ พวกเขาเผาร้านค้าและบังคับให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต้องหนีตาย” นายเอาวัล อิบราฮิม ชาวบ้านในตุนกา-มาเกรี กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian