คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก

คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก

15 ก.พ. 2569 04:39 น.

คิวบาระงับเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังวิกฤตพลังงานทรุดหนัก

คิวบาระงับการจัดเทศกาลซิการ์ประจำปี หลังจากสถานการณ์ด้านพลังงานในประเทศยังคงเลวร้าย หลังสหรัฐฯ ปิดกั้นการส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการคิวบาตัดสินใจยกเลิกการจัดเทศกาลซิการ์ประจำปีในกรุงฮาวานาแล้ว ท่ามกลางผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเนื่องจากวิกฤตพลังงาน หลังสหรัฐฯ สกัดกั้นไม่ให้คิวบาเข้าถึงแหล่งน้ำมันจากชาติพันธมิตรในภูมิภาค

คณะกรรมการจัดงานเทศกาล Festival del Habano ประกาศเมื่อวันเสาร์ (14 ก.พ. 2569) ว่า งานในปีนี้ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วันในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ จะถูกเลื่อนออกไปจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

คณะกรรมการระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีสาเหตุมาจาก “สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน” ซึ่งคิวบากำลังเผชิญ เนื่องจากการ “ปิดล้อมทางเศรษฐกิจ การค้า และการเงิน” โดยสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ เชื่อกันว่าคิวบาได้รับน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาประมาณ 35,000 บาร์เรลต่อวัน แต่หลังจากสหรัฐฯ บุกจับตัวนายนิโกลัส มาดูโร ถึงในกรุงการากัสเมื่อต้นเดือนมกราคม พวกเขาก็ปิดกั้นการส่งน้ำมันให้คิวบาทั้งหมด

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ปัญหาไฟดับรายวันในคิวบาที่เกิดขึ้นอยู่แล้วก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยบางครั้งไฟดับนานถึง 18 ชั่วโมงในวันเดียว ส่งผลกระทบต่อห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ผู้ป่วยฟอกไต และสถานีสูบน้ำ

คิวบายังประสบปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงการบิน ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งระงับการเดินทางไปคิวบา ในขณะที่บางประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร ได้ออกคำเตือนไม่ให้เดินทางไปยังประเทศเกาะแห่งนี้หากไม่มีความจำเป็น

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้ผู้นำคิวบา “ทำข้อตกลง” ไม่เช่นนั้นจะต้องเผชิญกับผลที่ตามมา ซึ่งเขาไม่ได้ระบุชัดเจนว่าคืออะไร

ทั้งนี้ ซิการ์ของคิวบาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในซิการ์ที่ดีที่สุดในโลก แต่ผิดกฎหมายในสหรัฐฯ เนื่องจากการคว่ำบาตรทางการค้าของอเมริกาที่มีมาอย่างยาวนาน

ในแต่ละปี จะมีนักเดินทางราว 1,300 คน จาก 70 ประเทศ เดินทางมาเข้าร่วมเทศกาล Festival del Habano เพื่อลิ้มลองซิการ์จากผู้ผลิตในคิวบา ตลอดจนเยี่ยมชมไร่ยาสูบและโรงงาน

เนื่องจากการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไปยังคิวบาถูกจำกัดด้วยการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ผู้จัดงานเทศกาลในปีนี้จึงตัดสินใจว่า พวกเขาหวังว่าจะรอจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และเตรียมกำหนดวันจัดใหม่ในภายหลัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้

นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้

15 ก.พ. 2569 03:15 น.

นายกฯ UK เผย จะส่งเรือรบไปอาร์กติก ลั่นยุโรปต้องพร้อมต่อสู้

นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศจะส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินไปยังมหาสมุทรอาร์กติก โดยยืนยันว่าสหราชอาณาจักรยึดมั่นในมาตรา 5 ของนาโต และชาติยุโรปต้องพร้อมสู้และยืนด้วยขาของตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวในการประชุมความมั่นคงมิวนิกเมื่อวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 ว่า ประเทศของเขาจะส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินพร้อมเครื่องบินรบไปยังมหาสมุทรอาร์กติกในปีนี้ เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของบริเตนที่มีต่อพันธมิตร

“วันนี้ผมสามารถประกาศได้ว่า สหราชอาณาจักรจะส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินจู่โจมของเรา ไปยังมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและภูมิภาคทางตอนเหนือสุดของโลก (High North) ในปีนี้ โดยมีเรือ เอชเอ็มเอส ปรินซ์ ออฟ เวลส์ เป็นผู้นำ โดยจะดำเนินการร่วมกับสหรัฐฯ แคนาดา และพันธมิตรนาโต (NATO) อื่น ๆ เพื่อเป็นการแสดงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของเราที่มีต่อความมั่นคงของยุโรป-แอตแลนติก”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ ต้องการยึดครองกรีนแลนด์ เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากยุโรป จนทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายย่ำแย่ลง

นายทรัมป์อ้างว่าเขาไม่เชื่อว่าเดนมาร์กจะทำหน้าที่ได้ดีพอ ในการปกป้องดินแดนดังกล่าวจากภัยคุกคามจากรัสเซียและจีน เขาถึงขั้นขู่จะตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากชาติยุโรปที่คัดค้านแผนของเขา จนกว่าการซื้อขายเกาะจะเสร็จสิ้นด้วย

แม้ว่าต่อมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะถอนคำขู่ดังกล่าว และยืนยันว่าจะไม่ใช้กำลังทหารเข้ายึดกรีนแลนด์ แต่บรรยากาศทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงดูมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ

รัสเซียยังคงเดินหน้าสู้รบในยูเครน ซึ่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุว่าเป็น “ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่” เขายังได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะยึดมั่นในมาตรา 5 ของ NATO ซึ่งระบุว่า การโจมตีสมาชิกชาติใดชาติหนึ่งถือเป็นการโจมตีสมาชิกทั้งหมด ต่อไป

“ดังนั้น ผมจึงขอกล่าวต่อสมาชิก NATO ทุกคนว่า ความมุ่งมั่นของเราต่อมาตรา 5 นั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เคย และไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากถูกเรียกตัว สหราชอาณาจักรจะเข้าไปช่วยเหลือคุณในวันนี้” เซอร์ สตาร์เมอร์กล่าว

ทั้งนี้ หากมาตรา 5 ถูกนำมาใช้ หมายความว่าชาวบริเตนจำนวนหลายพันคนอาจถูกส่งไปสู้รบในแนวหน้า แต่เซอร์ สตาร์เมอร์กล่าวว่า “เราต้องพร้อมที่จะต่อสู้ และทำทุกอย่างเพื่อปกป้องประชาชน คุณค่า และวิถีชีวิตของเรา”

“ในฐานะยุโรป เราต้องยืนด้วยขาของตัวเอง” เขากล่าวเสริม “นั่นหมายถึงการกล้าหาญยิ่งขึ้น หมายถึงการวางการเมืองเล็ก ๆ น้อย ๆ และความกังวลระยะสั้นลงไป หมายถึงการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างยุโรปที่แข็งแกร่งขึ้น และ NATO ที่เป็นยุโรปมากขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : sky

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์

15 ก.พ. 2569 01:05 น.

รูบิโอชี้ สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน ลั่นไม่ต้องการตัดสัมพันธ์

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการแยกทางกับยุโรป แต่ต้องการฟื้นฟูความเป็นพันธมิตร และย้ำว่า สหรัฐฯ กับยุโรปเป็นของคู่กัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ พยายามสร้างความมั่นใจแก่ยุโรปที่กำลังวิตกเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยเขายืนยันว่า วอชิงตันต้องการฟื้นฟูความเป็นพันธมิตรกับยุโรป เพื่อให้ยุโรปที่แข็งแกร่งสามารถช่วยเหลือสหรัฐฯ ในภารกิจฟื้นฟูโลก

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับชาติยุโรปสั่นคลอนอย่างหนักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศความต้องการที่เข้ายึดครองกรีนแลนด์ เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก และการกล่าวโจมตีชาติพันธมิตรหลายต่อหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

“เราไม่ได้ต้องการแยกทางกัน แต่ต้องการฟื้นฟูมิตรภาพเก่าแก่และต่ออายุอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” รูบิโอกล่าวระหว่างการประชุมความมั่นคงที่มิวนิก “สิ่งที่เราต้องการคือพันธมิตรที่ได้รับการเติมพลังใหม่”

“เราต้องการให้ยุโรปแข็งแกร่ง เราเชื่อว่ายุโรปต้องอยู่รอด” รูบิโอกล่าว พร้อมเสริมว่าทวีปยุโรปและสหรัฐฯ “เป็นของคู่กัน” พร้อมเสริมด้วยว่า สหรัฐฯ จะขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคต โดยมีความภาคภูมิใจ, มีอธิปไตย และมีความสำคัญเทียบเท่ากับอารยธรรมของเราในอดีต

“และถึงแม้ว่าเราจะพร้อมทำสิ่งนี้ด้วยตัวคนเดียว หากจำเป็น แต่ความต้องการและความหวังของเราคือการทำสิ่งนี้ร่วมกับพวกคุณ เพื่อนของเราที่นี่ ในยุโรปนี้”

ทั้งนี้ สุนทรพจน์ของนายรูบิโอแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากคำพูดของนาย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเขาใช้เวทีเดียวกันนี้ของปีก่อน กล่าวโจมตีนโยบายเรื่องการย้ายถิ่นฐานและเสรีภาพในการแสดงออกของยุโรป ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับพันธมิตรยุโรป

รูบิโอย้ำจุดยืนของรัฐบาลทรัมป์ว่าการย้ายถิ่นฐานกำลัง “ทำลายเสถียรภาพของสังคม” แต่ในประเด็นอื่น ๆ เขาหลีกเลี่ยงพูดถึงประเด็นเรื่องความขัดแย้งของกลุ่ม MAGA และสงครามวัฒนธรรม ที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟริดริช เมิร์ซ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า เป็นสิ่งที่ทำให้ “รอยร้าว” ระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปขยายลึกยิ่งขึ้นไปอีก

หลังจากเผชิญคำพูดโจมตีต่างๆ นานาของนายทรัมป์ และเรื่องกรีนแลนด์ล่าสุด ผู้นำยุโรปที่มารวมตัวกันที่การประชุมในมิวนิกต่างให้คำมั่นว่า จะแบกรับภาระการป้องกันร่วมกันของนาโต (NATO) มากขึ้น

ผู้นำคนสำคัญหลายคนในยุโรปพยายามผลักดันแนวคิดนี้ว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับยุโรปในการตอบโต้ความเป็นศัตรูจากรัสเซีย โดยนายมาร์ก รุทเทอ เลขาธิการใหญ่นาโตกล่าวว่า “ยุโรปที่แข็งแกร่งใน NATO ที่แข็งแกร่ง หมายความว่าความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจะแข็งแกร่งกว่าที่เคย”

ขณะที่นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวในที่ประชุมเมื่อวันศุกร์ว่า “นี่เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับยุโรปที่แข็งแกร่ง” ที่จะ “สนับสนุนยูเครนอย่างชัดเจน” และ “สร้างโครงสร้างความมั่นคงของตนเอง”

“ยุโรปแห่งนี้จะเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนที่ดีสำหรับสหรัฐอเมริกา” เขากล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศาลสูงสุดจีนชี้ ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบ แม้มีเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ

ศาลสูงสุดจีนชี้ ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบ แม้มีเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ

14 ก.พ. 2569 23:30 น.

ศาลสูงสุดจีนชี้ ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบ แม้มีเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ

ศาลจีนกำหนดบรรทัดฐานใหม่ ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบ แม้มีเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ หลังเคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง และเหตุผู้ขับขี่ใช้ระบบอัตโนมัติอย่างไม่ถูกต้อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 ว่า ศาลสูงสุดของจีนมีคำพิพากษายืนยันว่า มนุษย์ที่อยู่ในรถยนต์พร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อยานพาหนะของตน โดยเป็นการกำหนดบรรทัดฐานทั่วประเทศ ในขณะที่ปักกิ่งกำลังวางตัวเองเป็นผู้กำหนดมาตรฐานในตลาดรถยนต์

ในคำพิพากษา ศาลได้อ้างถึงคดีเมื่อปีก่อน ที่ชายคนหนึ่งพึ่งพาเทคโนโลยีดังกล่าวบังคับให้รถวิ่ง ในขณะที่ตัวเองเมาและหลับอยู่หลังพวงมาลัย

ทั้งนี้ บริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตรถยนต์ของจีนได้ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ ในการแข่งขันที่จะเอาชนะกันเอง ตลอดจนคู่แข่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

อย่างไรก็ตาม ปักกิ่งได้ดำเนินการกระชับกฎระเบียบด้านความปลอดภัยหลังจากเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว

ศาลสูงสุดของจีนระบุใน “กรณีศึกษา” ที่ออกเมื่อวันศุกร์ (13 ก.พ.) ว่า ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบในการรับรองความปลอดภัยบนท้องถนนหลังจากเปิดใช้งานฟังก์ชันช่วยขับขี่แล้ว

กรณีที่ศาลยกมาอ้างอิง คือคำพิพากษาเมื่อเดือนกันยายน 2568 ในมณฑลเจ้อเจียงทางตอนใต้ ซึ่งคนขับนามสกุล “หวัง” ถูกจำคุกและปรับจากการที่เขาพึ่งพาระบบช่วยขับขี่อย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่เขามึนเมา

ศาลระบุว่า นายหวังได้ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อจำลองการจับที่พวงมาลัย ตั้งค่ารถให้ขับเคลื่อน จากนั้นก็หลับไปที่เบาะผู้โดยสาร ซึ่งเคราะห์ดีที่ในกรณีนี้ รถของเขาไปหยุดอยู่กลางถนน ก่อนที่ตำรวจจะไปพบเข้า

“ระบบช่วยขับขี่บนรถไม่สามารถทดแทนผู้ขับขี่ในฐานะผู้ขับขี่หลักได้” ศาลประชาชนสูงสุดระบุในคำพิพากษาเมื่อวันศุกร์ พร้อมเสริมว่า ผู้ขับขี่ “ยังคงเป็นผู้ที่ปฏิบัติภารกิจการขับขี่จริง และแบกรับความรับผิดชอบในการรับรองความปลอดภัยในการขับขี่”

คำพิพากษาของศาลสูงสุดนี้ทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นมาตรฐานทางกฎหมายทั่วประเทศ และศาลชั้นต้นต้องอ้างอิงคำพิพากษานี้เมื่อตัดสินคดีที่คล้ายคลึงกัน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนได้เตือนผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำว่ากฎระเบียบด้านความปลอดภัยจะถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดมากขึ้น หลังเกิดอุบัติเหตุ รถพลังงานไฟฟ้ารุ่น SU7 ของบริษัท Xiaomi ชนกับเสาประตูกั้นคอนกรีตบนถนนที่กำลังมีการก่อสร้างในมณฑลอานฮุย เมื่อเดือนมีนาคม 2568 จนเกิดเพลิงลุกไหม้ทั้งคัน มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

UK อ้าง รัสเซียสังหาร “นาวาลนี” ด้วยพิษจากกบลูกศรพิษ

UK อ้าง รัสเซียสังหาร “นาวาลนี” ด้วยพิษจากกบลูกศรพิษ

14 ก.พ. 2569 21:57 น.

UK อ้าง รัสเซียสังหาร “นาวาลนี” ด้วยพิษจากกบลูกศรพิษ

สหราชอาณาจักรอ้างว่า รัสเซียสังหารนายอเล็กเซ นาวาลนี อดีตผู้นำฝ่ายค้านรัสเซียในเรือนจำด้วยพิษจากกบลูกศรพิษ ขณะที่เขาถูกคุมขังในเรือนจำขั้วโลก

เมื่อ 14 ก.พ. 2569 กระทรวงการต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนา (FCDO) ของสหราชอาณาจักร ออกมาอ้างว่า นายอเล็กเซ นาวาลนี อดีตผู้นำฝ่ายค้านรัสเซีย ที่เสียชีวิตเมื่อ 2 ปีก่อน ถูกสังหารด้วยยาพิษที่พัฒนามาจากสารพิษของกบลูกศรพิษ

FCDO อ้างว่า ผลวิเคราะห์ล่าสุดจากตัวอย่างที่เก็บมาจากร่างกายของนายนาวาลนี พบว่ามีสารพิษที่เรียกว่า “อีพิบาติดีน” (epibatidine) อยู่ในร่างกายของเขา

นางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวจากงานประชุมความมั่นคงมิวนิกว่า “มีเพียงรัฐบาลรัสเซียเท่านั้นที่มีวิธีการ แรงจูงใจ และโอกาส ในการใช้สารพิษร้ายแรงนี้กับอเล็กเซ นาวาลนี ระหว่างที่เขาถูกคุมขังในรัสเซีย”

“รัสเซียมองว่านาวาลนีเป็นภัยคุกคาม” คูเปอร์กล่าวในงาน “การใช้ยาพิษรูปแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงเครื่องมืออันน่ารังเกียจที่รัฐรัสเซียมีอยู่ในมือ และความหวาดกลัวอย่างท่วมท้นที่มีต่อฝ่ายค้านทางการเมือง”

สหราชอาณาจักรเป็นประเทศล่าสุดที่กล่าวหารัสเซียว่าวางยาพิษนายนาวาลนี ต่อจากสวีเดน, ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี โดย FCDO ระบุว่า สหราชอาณาจักรได้แจ้งต่อองค์กรห้ามอาวุธเคมี เรื่องข้อกล่าวหาที่ว่า รัสเซียละเมิดอนุสัญญาอาวุธเคมีแล้ว

ทั้งนี้ นายนาวาลนีเป็นนักรณรงค์ต่อต้านการทุจริตและเป็นผู้นำฝ่ายค้านที่ออกมาแสดงการต่อต้านรัฐบาลของ วลาดิเมียร์ ปูติน มากที่สุด ซึ่งทำให้เขาถูกจับกุมตัวหลายครั้ง

ในปี 2563 นาวาลนีเคยถูกวางยาพิษด้วยสารทำลายประสาทโนวิช็อก (Novichok) และเข้ารับการรักษาในเยอรมนี อย่างไรก็ตาม หลังจากฟื้นตัว เขาตัดสินใจเดินทางกลับรัสเซียเพื่อต่อสู้ทางการเมืองของเขาต่อไป และถูกจับกุมทันทีที่เดินทางถึงมอสโก

หลังจากนั้น นาวาลนีถูกตัดสินจำคุก 3 ปีด้วยข้อกล่าวหาที่เขาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง และถูกย้ายไปคุมขังที่ทัณฑนิคมในเขตอาร์กติกเซอร์เคิล ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อ 16 ก.พ. 2567

ตามคำกล่าวอ้างของรัสเซีย ชายวัย 47 ปีผู้นี้เดินเล่นเป็นระยะเวลาสั้นๆ ภายในทัณฑนิคมในไซบีเรีย ก่อนจะบอกว่ารู้สึกไม่สบาย จากนั้นก็ทรุดลงและไม่ฟื้นคืนสติอีกเลย

นางยูเลีย นาวาลนายา ภรรยาของนาวาลนี ยืนกรานมาโดยตลอดว่าสามีของเธอถูกฆาตกรรมด้วยการวางยาพิษ และเธอออกมากล่าวอีกครั้งในวันเสาร์ว่า “ฉันมั่นใจตั้งแต่วันแรกว่าสามีของฉันถูกวางยาพิษ แต่ตอนนี้มีหลักฐานแล้ว”

“ฉันรู้สึกขอบคุณรัฐต่าง ๆ ในยุโรป สำหรับงานที่พิถีพิถันซึ่งพวกเขาทำตลอดสองปี และสำหรับการเปิดเผยความจริง” เธอกล่าวเสริม ขณะที่รัสเซียยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝรั่งเศสสอบ 5 ผู้ผลิตนมผงเด็กรายใหญ่ ปมเรียกคืนสินค้าปนเปื้อนสารพิษ

ฝรั่งเศสสอบ 5 ผู้ผลิตนมผงเด็กรายใหญ่ ปมเรียกคืนสินค้าปนเปื้อนสารพิษ

14 ก.พ. 2569 11:27 น.

ฝรั่งเศสสอบ 5 ผู้ผลิตนมผงเด็กรายใหญ่ ปมเรียกคืนสินค้าปนเปื้อนสารพิษ

อัยการกรุงปารีสเปิดสอบสวนบริษัทผู้ผลิตนมผงเด็กรายใหญ่ 5 ราย หลังมีการเรียกคืนนมผงเด็กจำนวนมาก กังวลปนเปื้อนสารพิษ “เซรูไลด์” ขณะมีรายงานทารกในอังกฤษป่วยแล้วอย่างน้อย 36 ราย

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานอัยการกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เปิดการสอบสวนผู้ผลิตนมผงสำหรับทารก 5 ราย ได้แก่ Nestle, Lactalis, Danone, Babybio และ La Marque en moins ภายหลังหลายบริษัทประกาศเรียกคืนสินค้าล็อตใหญ่จากความกังวลว่าอาจปนเปื้อนสารพิษ “เซรูไลด์” (Cereulide)

อัยการปารีสยังจะประสานกับการสอบสวนในท้องถิ่น เพื่อตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างนมผงที่อาจปนเปื้อนกับการเสียชีวิตของทารก 3 รายในฝรั่งเศสหรือไม่

การสอบสวนมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบว่าเข้าข่ายความผิดทางอาญาหรือไม่ จากการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่อาจปนเปื้อน ขณะเดียวกัน ทางการฝรั่งเศสได้รับคำร้องเรียนจากประชาชน 8 ราย ซึ่งระบุว่าบุตรหลานมีอาการอาเจียนหลังบริโภคนมผง

สัปดาห์ที่ผ่านมา Nestle และ Danone ได้เรียกคืนสินค้ากว่า 60 ประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร โดยเจ้าหน้าที่อังกฤษระบุว่า มีทารกอย่างน้อย 36 รายในสหราชอาณาจักรมีอาการต้องสงสัยอาหารเป็นพิษหลังบริโภคนมผง

ทั้งนี้ สารเซรูไลด์ เป็นสารพิษที่ทนความร้อน ไม่ถูกทำลายได้ง่ายจากการปรุงหรือชงนม หากบริโภคเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้อง ทั้งนี้ การปนเปื้อนเชื่อมโยงกับส่วนผสมที่เรียกว่า น้ำมันกรดอะราคิโดนิก (ARA) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยเสริมคุณสมบัติการเจริญเติบโตให้ใกล้เคียงนมแม่.

ที่มา France24

เผยโฉม “แมวที่ดีที่สุดในโลก 2025” จากมอสโก คว้ารางวัลจากเวทีนานาชาติกว่า 40 รายการ

เผยโฉม "แมวที่ดีที่สุดในโลก 2025" จากมอสโก คว้ารางวัลจากเวทีนานาชาติกว่า 40 รายการ

14 ก.พ. 2569 09:05 น.

เผยโฉม “แมวที่ดีที่สุดในโลก 2025” จากมอสโก คว้ารางวัลจากเวทีนานาชาติกว่า 40 รายการ

แมวรัสเซียสายพันธุ์อะบิสซิเนียนเพศผู้ วัย 1 ปีครึ่ง เจ้าของรางวัล “แมวที่ดีที่สุดในโลก 2025” อวดโฉมสร้างความฮือฮาอีกครั้งในงานประกวด “Golden Paw” ที่กรุงมอสโก ของรัสเซีย 

Darlen Fleur Dalmore Black แมวสายพันธุ์อะบิสซิเนียน (Abyssinian) เพศผู้ วัยเพียง 1 ปีครึ่ง จากรัสเซีย ซึ่งเพิ่งคว้าตำแหน่ง “Best Cat 2025” หรือแมวดีที่สุดในโลก จากองค์กรแมวระดับนานาชาติ World Cat Federation มาปรากฏตัวสร้างความฮือฮาอีกครั้งในงานประกวด “Golden Paw” ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา 

Darlen คว้ารางวัลสูงสุดหลังผ่านการแข่งขันในเวทีประกวดแมวระดับนานาชาติกว่า 40 รายการ และสามารถเอาชนะคู่แข่งเกือบ 1,500 ตัว จนได้คะแนนสูงสุดในปีนี้ ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนมาตรฐานอันเข้มงวดของสายพันธุ์อะบิสซิเนียน ซึ่งกรรมการจะพิจารณาจากความสมดุลโดยรวมของรูปร่าง ตำแหน่งและขนาดใบหู โครงสร้างศีรษะ ความกระชับของกล้ามเนื้อ แววตา รวมถึงความสม่ำเสมอของสีขน นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวและอุปนิสัยในสนามประกวดก็มีผลต่อคะแนน เพราะแมวต้องแสดงพฤติกรรมที่มั่นคงและเป็นมิตร

ดารียา กรุซิโนวา ผู้เพาะพันธุ์และหนึ่งในเจ้าของฟาร์มที่ Darlen ถือกำเนิด เปิดเผยว่า การจะได้แมวที่มีความสมบูรณ์แบบเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะผสมพันธุ์จากแมวที่สวยทั้งคู่ ก็ไม่ได้การันตีว่าลูกจะออกมาสมดุลในทุกองค์ประกอบ เพราะพันธุกรรมอาจคลาดเคลื่อนได้ ไม่ว่าจะเป็นขนาดหู สัดส่วนศีรษะ หรือรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือความสมดุลของทุกส่วนประกอบ

สำหรับนิสัยส่วนตัวของเจ้า Darlen จะสะท้อนลักษณะเด่นของสายพันธุ์อะบิสซิเนียนที่ขึ้นชื่อเรื่องความกระฉับกระเฉง ต้องการการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เจ้าของระบุว่า แมวหนุ่มแชมป์โลกตัวนี้ไม่มีปัญหาพฤติกรรมใด ๆ แต่บางครั้งจะมีช่วงพลังงานพุ่งสูง วิ่งวนไปรอบ ๆ ด้วยดวงตาเบิกกว้างและหางชูตั้ง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์

ปัจจุบัน Darlen อาศัยอยู่ที่ฟาร์มในฐานะพ่อพันธุ์ แม้ยังไม่มีลูกแมว แต่ผู้เพาะพันธุ์มีแผนจะผสมพันธุ์กับแมวตัวอื่นภายในฟาร์ม เพื่อพัฒนาสายพันธุ์อะบิสซิเนียนให้คงมาตรฐานระดับโลกต่อไป โดยชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงตอกย้ำชื่อเสียงของ Darlen เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความสำเร็จของวงการเพาะพันธุ์แมวรัสเซียบนเวทีสากลอีกด้วย.

ที่มา :AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แมว

ระทึกกลางกรุงปารีส! คนร้ายถือมีดบุกจู่โจมตำรวจระหว่างพิธีสำคัญ ถูกยิงสกัดเสียชีวิต

ระทึกกลางกรุงปารีส! คนร้ายถือมีดบุกจู่โจมตำรวจระหว่างพิธีสำคัญ ถูกยิงสกัดเสียชีวิต

14 ก.พ. 2569 08:07 น.

ระทึกกลางกรุงปารีส! คนร้ายถือมีดบุกจู่โจมตำรวจระหว่างพิธีสำคัญ ถูกยิงสกัดเสียชีวิต

เกิดเหตุระทึกกลางกรุงปารีส เมื่อชายคนหนึ่งใช้อาวุธมีดพยายามเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระหว่างพิธีจุดไฟนิรันดร์รำลึกทหารนิรนาม ที่บริเวณสุสานใต้ประตูชัยฝรั่งเศส

เจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงปารีสเปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุพุ่งเป้าไปที่ตำรวจนายหนึ่ง ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยในพิธีจุดไฟนิรันดร์ เพื่อรำลึกถึงทหารนิรนามผู้เสียชีวิตในสงคราม ภายใต้อนุสรณ์สถานซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคจักรพรรดินโปเลียน ที่ประตูชัยฝรั่งเศส ก่อนที่ตำรวจอีกนายจะใช้อาวุธปืนยิงสกัดผู้ก่อเหตุ ส่งผลให้ชายคนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา 

รายงานระบุว่า ไม่มีประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจรายใดได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว

ประตูชัย อาร์กเดอทริออมฟ์ (Arc de Triomphe )ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของฝรั่งเศส ตั้งอยู่บนถนน ถนนชองส์-เอลิเซ่ ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวและการค้าคึกคักใจกลางกรุงปารีส เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว

ด้านสำนักงานอัยการต่อต้านการก่อการร้ายของฝรั่งเศส ระบุว่า ได้รับเรื่องไว้สอบสวนแล้ว และส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เกิดเหตุทันที เพื่อประเมินแรงจูงใจและความเป็นไปได้ในการก่อเหตุครั้งนี้ โดยมีรายงานว่าผู้ต้องสงสัยเพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังรับโทษจำคุกเป็นเวลา 12 ปี ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย.

ที่มา : France24

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฝรั่งเศส

“ยูโกะ ยามากุจิ” ดีไซเนอร์ผู้สร้างสรรค์ “เฮลโล คิตตี” ก้าวลงจากตำแหน่ง หลังทำหน้าที่ 46 ปี

"ยูโกะ ยามากุจิ" ดีไซเนอร์ผู้สร้างสรรค์ "เฮลโล คิตตี" ก้าวลงจากตำแหน่ง หลังทำหน้าที่ 46 ปี

14 ก.พ. 2569 07:10 น.

“ยูโกะ ยามากุจิ” ดีไซเนอร์ผู้สร้างสรรค์ “เฮลโล คิตตี” ก้าวลงจากตำแหน่ง หลังทำหน้าที่ 46 ปี

“ยูโกะ ยามากุจิ” ดีไซเนอร์ผู้สร้างสรรค์ “เฮลโล คิตตี” ก้าวลงจากตำแหน่ง หลังทำหน้าที่ 46 ปี ในการปลุกปั้นตัวการ์ตูนสุดน่ารัก ที่กลายเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลก

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ข่าวเจแปน ไทมส์ ของญี่ปุ่น รายงานว่า นางยูโกะ ยามากุจิ ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบตัวละคร “เฮลโล คิตตี” (Hello Kitty) ประกาศก้าวลงจากตำแหน่งหลังทำหน้าที่มานานถึง 46 ปี โดยเป็นผู้ดูแลพัฒนาภาพลักษณ์ของตัวละครจนกลายเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลก

โดย

ยามากุจิเข้ารับหน้าที่ออกแบบเฮลโล คิตตี ในปี 2523 หลังตัวการ์ตูนนี้เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 5 ปีก่อนหน้า และได้รับความนิยมทันทีในญี่ปุ่น ก่อนจะขยายความโด่งดังไปทั่วโลกในช่วง 4 ทศวรรษที่เธอดูแล 

ทางด้านบริษัทซานริโอ เจ้าของลิขสิทธิ์เฮลโล คิตตี แถลงว่า ยามากุจิได้ส่งไม้ต่อให้คนรุ่นใหม่ พร้อมขอบคุณสำหรับผลงานที่ทำให้ตัวละครเติบโตจนเป็นที่รักของผู้คนทั่วโลก โดย “อายะ” นักออกแบบที่ได้ร่วมงานกับยามากุจิมาระยะหนึ่งแล้ว และจะเข้ารับหน้าที่อย่างเต็มตัวภายในสิ้นปี 2569 ขณะที่ยามากุจิจะยังคงอยู่กับบริษัทในบทบาทที่ปรึกษา

ทั้งนี้ เฮลโล คิตตี เปิดตัวครั้งแรกบนกระเป๋าใส่เหรียญในปี 2523 และกลายเป็นปรากฏการณ์ทางการตลาดระดับโลก ปรากฏบนสินค้าเสื้อผ้า เครื่องประดับ วิดีโอเกม และแม้กระทั่งลวดลายบนเครื่องบินแอร์บัส นอกจากนี้ ยังจับมือกับองค์กรและแบรนด์ดัง อาทิ ยูนิเซฟ  นินเทนโด และบาเลนเซียกา  รวมถึงเคยปรากฏตัวเป็นบอลลูนขนาดใหญ่ในขบวนพาเหรดวันขอบคุณพระเจ้าของห้างเมซีส์ ในสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ปัจจุบันมีคาเฟ่เฮลโล คิตตีอยู่หลายประเทศทั่วโลก มีสวนสนุกในญี่ปุ่น และเตรียมเปิดสวนสนุกอีกแห่งในจีน.

ที่มา The Japan Times

ซีอีโอ “ดีพี เวิลด์” บ.ท่าเรือดูไบ ลาออกทันที เซ่นปมอีเมลเชื่อมโยง “เจฟฟรีย์ เอปสตีน”

ซีอีโอ "ดีพี เวิลด์" บ.ท่าเรือดูไบ ลาออกทันที เซ่นปมอีเมลเชื่อมโยง “เจฟฟรีย์ เอปสตีน"

14 ก.พ. 2569 05:50 น.

ซีอีโอ “ดีพี เวิลด์” บ.ท่าเรือดูไบ ลาออกทันที เซ่นปมอีเมลเชื่อมโยง “เจฟฟรีย์ เอปสตีน”

สุลต่าน อาห์เหม็ด บิน ซูไลเยม ลาออกจากตำแหน่งซีอีโอบริษัท “ดีพี เวิลด์” ผู้ให้บริการท่าเรือ-โลจิสติกส์รายใหญ่ของโลก หลังเอกสารใหม่เผยอีเมลติดต่อ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” หลายร้อยฉบับนานนับสิบปี

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สุลต่าน อาห์เหม็ด บิน ซูไลเยม ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดีพี เวิลด์ (DP World) ผู้ให้บริการท่าเรือและโลจิสติกส์รายใหญ่ของโลก ซึ่งมีฐานในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยมีผลทันที ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น หลังมีการเปิดเผยเอกสารใหม่ที่เชื่อมโยงกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินชาวอเมริกันผู้ต้องโทษคดีทางเพศ

เอกสารที่ถูกเปิดเผยล่าสุดระบุว่า สุลต่าน อาห์เหม็ด บิน ซูไลเยม ปรากฏชื่อในการแลกเปลี่ยนอีเมลกับเอปสตีนหลายร้อยฉบับตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี โดยมีอีเมลที่แสดงว่า เอปสตีนแนะนำซูไลเยมให้รู้จักบุคคลสำคัญระดับนานาชาติ ทั้งในแวดวงการเมืองและธุรกิจ อีกทั้งซูไลเยมเคยพาเจ้าชายแห่งเวลส์เยี่ยมชมท่าเรือลอนดอน เกตเวย์ ของดีพี เวิลด์ ในปี 2559  

นอกจากนี้หนึ่งในเอกสารที่ถูกตั้งข้อสังเกต ได้แก่อีเมลจากเอปสตีนเมื่อปี 2552  ระบุถึง “วิดีโอทรมาน” โดยผู้รับตอบว่าจะเดินทางระหว่างจีนกับสหรัฐ แม้ไม่ทราบบริบทที่แท้จริง แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยว่า ผู้รับอีเมลฉบับนี้คือซูไลเยม อย่างไรก็ตาม การมีชื่อในเอกสารไม่ได้หมายความว่ามีความผิดทางกฎหมาย

โดยหลังการลาออก รูปภาพของสุลต่าน อาห์เหม็ด บิน ซูไลเยมได้ถูกนำออกจากเว็บไซต์บริษัทแล้ว ขณะเดียวกันทางบริษัทดีพี เวิลด์ ซึ่งดำเนินธุรกิจท่าเรือใน 6 ทวีป และมีบทบาทสำคัญในโครงสร้างพื้นฐานการค้าระดับโลก ประกาศแต่งตั้งนายเอสซา คาซิม ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ และนายยุฟราช นารายัน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่  

ทั้งนี้ นายเอปสตีนเสียชีวิตในเรือนจำสหรัฐ เมื่อปี 2562 ระหว่างถูกควบคุมตัวรอการพิจารณาคดีค้ามนุษย์ทางเพศ ซึ่งคดีของเขาสั่นสะเทือนวงการการเมือง ธุรกิจ และสังคมชั้นสูงทั่วโลกอย่างกว้างขวาง.

ที่มา BBC