เนปาล จากการลุกฮือ Gen Z สู่เสียงเรียกร้องใหม่ กับอนาคตที่ไม่แน่นอน

เนปาล จากการลุกฮือ Gen Z สู่เสียงเรียกร้องใหม่ กับอนาคตที่ไม่แน่นอน

16 ก.พ. 2569 20:46 น.

เนปาล จากการลุกฮือ Gen Z สู่เสียงเรียกร้องใหม่ กับอนาคตที่ไม่แน่นอน

เนปาล จากการลุกฮือของ Gen Z สู่เสียงเรียกร้อง “กษัตริย์กลับมา” เนปาลกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญระหว่างการเดินหน้าต่อ หรือหวนกลับไปในระบบเดิม

เสียงตะโกนเรียกร้อง “นำกษัตริย์กลับมา” ดังก้องขึ้นอีกครั้งบนท้องถนนกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของประเทศเนปาล เมื่อผู้สนับสนุนหลายพันคนออกมารวมตัวต้อนรับ “ชญาเนนทระ ชาห์”  อดีตกษัตริย์เนปาล ที่สนามบินนานาชาติตริภูวัน หลังจากเดินทางกลับจากการเยือนพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2026 พร้อมเรียกร้องให้ฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ที่ยกเลิกไปเกือบสองทศวรรษ 

ภาพของอดีตกษัตริย์วัย 78 ปี โบกมือผ่านซันรูฟรถยนต์ ท่ามกลางฝูงชนที่โบกธงชาติ โปรยดอกไม้ และตะโกนข้อความสนับสนุน ขณะตำรวจปราบจลาจลตรึงกำลังอย่างเข้มงวด กลายเป็นสัญลักษณ์สะท้อนการหวนคืนของกระแส “กษัตริย์นิยม” ในประเทศที่ครั้งหนึ่งประชาชนเคยลุกขึ้นโค่นล้มราชวงศ์ด้วยพลังมวลชน ฉากดังกล่าวไม่ใช่ภาพใหม่ หากแต่เป็นภาพที่เหมือนการฉายซ้ำของเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ากระแสกษัตริย์นิยมไม่ได้เกิดขึ้นชั่วคราว หากกำลังค่อย ๆ กลับมาอย่างมีนัยสำคัญ

การประท้วงในเดือนมีนาคม ถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023 และแสดงให้เห็นถึงฐานสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นสำหรับการกลับมาของพระมหากษัตริย์ในเนปาล ผู้สนับสนุนกว่า 10,000 คน รวมตัวกันที่สนามบินกาฐมาณฑุเพื่อเฉลิมฉลองการเสด็จมาถึงของชญาเนนทระ 

รวมถึงเหตุการณ์ที่ผู้ประท้วงหลายพันคนรวมตัวกันในเมืองหลวงของเนปาล เพื่อเรียกร้องให้กลับคืนสู่ระบอบกษัตริย์ฮินดู และหวนคืนสู่รัฐฮินดูแทนที่จะเป็นรัฐฆราวาส เหตุการณ์ในครั้งนี้จบลงด้วย มีผู้เสียชีวิต 2 คนและบาดเจ็บอีกหลายสิบคนหลังจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้  ท้องถนนในกรุงกาฐมาณฑุยังเต็มไปด้วยเปลวไฟ และเสียงโกรธแค้นของคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นท้าทายชนชั้นนำและนักการเมือง แต่ภาพฝูงชนที่ออกมาต้อนรับอดีตกษัตริย์ในวันนี้กลับสะท้อนความรู้สึกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ความย้อนแย้งนี้ไม่เพียงบอกเล่าความต่างของอุดมการณ์แนวคิดทางการเมืองในเนปาล หากยังปลุกคำถามสำคัญขึ้นมาอีกครั้งว่าเส้นทางที่เนปาลเลือกเดินมาตลอดเกือบสองทศวรรษ กำลังพาประเทศไปสู่อนาคตที่ประชาชนคาดหวังไว้จริงหรือไม่

สาเหตุของการเรียกร้องคืนระบบกษัตริย์

เนปาลมีประชากรราว 30 ล้านคน เคยอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยาวนานกว่า 239 ปี ก่อนกระแสประชาธิปไตย ความไม่พอใจต่ออำนาจของสถาบันกษัตริย์ และความบาดหมางภายในราชวงศ์ จะค่อย ๆ บั่นทอนความชอบธรรมของระบอบเดิม และนำไปสู่การล่มสลายในปี 2008 จุดเปลี่ยนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลสะสมจากความขัดแย้งยาวนาน ทั้งความไม่มั่นคงทางการเมือง สงครามกลางเมือง  ความล้มเหลวของรัฐในการตอบสนองความคาดหวังของประชาชน

เหตุผลหลักที่เรียกร้องให้ฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ มาจากความผิดหวังของประชาชนต่อระบบการเมืองแบบสาธารณรัฐ ที่ดำเนินมาเกือบสองทศวรรษ แม้ภายหลังการยกเลิกระบอบกษัตริย์ในปี 2008 จะมีเป้าหมายเพื่อสร้างประชาธิปไตยแห่งความเสมอภาค แต่หลายคนมองว่าระบบปัจจุบันล้มเหลวในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง แก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน หรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้ระบอบกษัตริย์กลับมาทำหน้าที่เป็น “สถาบันที่ช่วยรวมใจชาติ และคอยถ่วงดุลการเมือง” ซึ่งเป็นภาพจำจากอดีตที่หลายคนเคยมีความหวัง

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทของความไม่แน่นอนทางการเมือง เนื่องจากเนปาลมีการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้งหลังการยกเลิกกษัตริย์ และยังไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดที่อยู่ครบวาระ 5 ปี อีกทั้ง ระบบพรรคการเมืองที่ผ่านมายังไม่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาและความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้อย่างชัดเจน

จากราชอาณาจักรสู่สาธารณรัฐเนปาล จุดจบของราชวงศ์เนปาล

ก่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สาธารณรัฐ เนปาลเป็นราชอาณาจักรฮินดูที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางอำนาจมายาวนานกว่าสองศตวรรษ นับตั้งแต่พระเจ้าปฤถวีนารายันชาห์ทรงรวบรวมอาณาจักรต่าง ๆ และสถาปนาเนปาลสมัยใหม่ในปี 1768 ภายใต้ราชวงศ์ศาหะ อย่างไรก็ตาม อำนาจที่แท้จริงในหลายช่วงเวลากลับอยู่ในมือของตระกูลรานา ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแบบสืบสายเลือด และปกครองประเทศในลักษณะรวมศูนย์อำนาจ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1951 เมื่อขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยสามารถโค่นอำนาจของตระกูลรานา และเปิดทางให้มีการจัดตั้งระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเป็นครั้งแรก แม้สถาบันกษัตริย์ยังคงสถานะเป็นศูนย์กลางของรัฐ แต่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นรอยร้าวแรกของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

อย่างไรก็ตาม ระบอบประชาธิปไตยมีอายุไม่ยืนยาวนัก เมื่อในปี 1960 กษัตริย์มเหนทราทรงยุบสภา สั่งห้ามพรรคการเมือง และสถาปนาระบบ “ปัญจายัต” ซึ่งเป็นระบบการปกครองแบบไร้พรรคการเมืองและรวมอำนาจไว้ที่สถาบันกษัตริย์ การปกครองลักษณะนี้ดำรงอยู่นานเกือบสามทศวรรษ ท่ามกลางความไม่พอใจที่สะสมในหมู่ประชาชน

แรงกดดันดังกล่าวระเบิดขึ้นในปี 1990 เมื่อการประท้วงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “ขบวนการประชาชน” บีบให้ กษัตริย์พิเรนทรา ต้องยอมยกเลิกระบบปัญจายัต และฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค โดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป เมื่อในปี 1996 กลุ่มกบฏเหมาอิสต์เปิดฉากสงครามกลางเมืองเพื่อโค่นล้มระบอบกษัตริย์และจัดตั้งสาธารณรัฐ สงครามยืดเยื้อนานสิบปีและคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 17,000 คน

ท่ามกลางความไม่มั่นคง เหตุการณ์ที่สั่นคลอนสถาบันกษัตริย์อย่างรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1มิถุนายน 2001 ภายในพระราชวังนารายัณหิติ ในกรุงกาฐมาณฑุ เมื่อมกุฎราชกุมารดิเพนทราก่อเหตุปลงพระชนม์ กษัตริย์พิเรนทรา และสมาชิกราชวงศ์รวม 9 พระองค์ ก่อนที่พระองค์เองจะสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงแก่ประเทศ และบั่นทอนความศรัทธาของประชาชนต่อสถาบันกษัตริย์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว กษัตริย์ชญาเนนทระ พระอนุชาของกษัตริย์พิเรนทรา ขึ้นครองราชย์ในปี 2002 แต่พระองค์เผชิญความไม่ไว้วางใจจากประชาชน และสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อพระองค์ตัดสินใจยุบสภาและเข้าควบคุมอำนาจโดยตรงในปี 2005 การรวบอำนาจครั้งนั้นจุดชนวนให้เกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ในปี2006 ซึ่งประชาชน พรรคการเมือง และกลุ่มกบฏเหมาอิสต์ ผนึกกำลังกันกดดันให้กษัตริย์ต้องคืนอำนาจให้รัฐสภา

กระแสต่อต้านสถาบันกษัตริย์นำไปสู่จุดสิ้นสุดในที่สุด เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2008 สภาร่างรัฐธรรมนูญมีมติยกเลิกระบอบกษัตริย์อย่างเป็นทางการ และประกาศให้เนปาลเป็น “สหพันธรัฐสาธารณรัฐประชาธิปไตย” โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ ถือเป็นการปิดฉากราชวงศ์ศาหะที่ปกครองประเทศมายาวนาน และเปลี่ยนผ่านเนปาลเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐอย่างสมบูรณ์

ต่อมาในปี 2015 เนปาลประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จัดตั้งระบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ มีสภานิติบัญญัติสองสภา และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐบาล อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กลับสร้างความไม่พอใจในหมู่กลุ่มชาติพันธุ์บางส่วน ขณะที่การแข่งขันอิทธิพลระหว่าง จีน และ อินเดีย ซึ่งต่างสนับสนุนกลุ่มการเมืองคนละฝ่าย ยิ่งทำให้สถานการณ์การเมืองภายในประเทศซับซ้อนมากขึ้น

นับตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านสู่สาธารณรัฐ เนปาลต้องเผชิญความไม่มั่นคงทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนรัฐบาลมากกว่าสิบชุด และเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมากกว่าสิบคนภายในเวลาไม่กี่ปี ความขัดแย้งทางการเมืองเรื้อรัง เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเชื่องช้า และข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามต่อระบอบสาธารณรัฐ และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่กระแสเรียกร้องให้ฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์อีกครั้งในปัจจุบัน

การลุกฮือของ Gen Z เมื่อคนรุ่นใหม่จุดไฟการเปลี่ยนแปลง

วิกฤตการเมืองครั้งล่าสุดปะทุขึ้นในปี 2025 เมื่อรัฐบาลในเนปาล สั่งปิดกั้นการเข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลัก ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, WhatsApp, YouTube และ X แม้มาตรการนี้จะเป็นเพียงชนวน แต่ความไม่พอใจที่แท้จริงได้สะสมมานานในหมู่คนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ซึ่งออกมาประท้วงต่อต้านสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นระบบการเมืองที่ผูกขาดโดยชนชั้นนำ เต็มไปด้วยคอร์รัปชัน เศรษฐกิจที่ซบเซา และโครงสร้างอำนาจที่ไม่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน กระแสวิพากษ์ “Nepo Kids” หรือลูกหลานนักการเมืองที่แสดงความมั่งคั่งบนโลกออนไลน์ ยิ่งตอกย้ำภาพความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสายตาของสาธารณะ

การประท้วงลุกลามอย่างรวดเร็ว ก่อนบานปลายเป็นความรุนแรงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ภายในเวลาเพียงสองวัน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 77 คน อาคารหลายร้อยแห่งถูกเผา รวมถึงรัฐสภาและศาล ในที่สุดนายกรัฐมนตรี K. P. Sharma Oli ต้องลาออกจากตำแหน่ง การลุกฮือของคนรุ่นใหม่ครั้งนี้จึงไม่ได้เพียงโค่นล้มรัฐบาล หากยังสั่นคลอนความชอบธรรมของระเบียบการเมืองทั้งระบบ และเปิดฉากช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนครั้งใหม่ของประเทศ

จากการต่อต้านชนชั้นนำ สู่การโหยหา “กษัตริย์”

แม้ที่ผ่านมาจะมีกระแสประท้วงจากคนรุ่นใหม่ต่อต้านชนชั้นนำทางการเมือง แต่ปัจจุนกระแสการนิยมกษัตริย์กลับมาช่วงชิงพื้นที่ให้แนวคิดที่ดูเหมือนจะเป็น “อดีต” ฟื้นคืนมาอีกครั้ง 

สำหรับผู้สนับสนุนบางส่วน กษัตริย์ไม่ได้ถูกมองในฐานะผู้ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไป แต่ถูกจินตนาการใหม่ในฐานะ “สัญลักษณ์ของความมั่นคง” “ศูนย์รวมจิตใจของชาติ” และ “กลไกถ่วงดุลนักการเมือง” พรรคการเมืองอย่าง Rastriya Prajatantra Party ซึ่งสนับสนุนการฟื้นฟูราชาธิปไตย เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก โดยหวังใช้การเลือกตั้งรัฐสภาเป็นเวทีขยายอิทธิพล 

ภาพการต้อนรับอดีตกษัตริย์ที่เกิดขึ้นถึงสองครั้งภายในเวลาไม่ถึงปี สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณว่าแนวคิดเรื่อง “ราชาธิปไตย” ไม่ได้เลือนหายไปจากสังคมเนปาล หากยังคงดำรงอยู่ และกำลังกลับเข้าสู่สมการการเมืองอีกครั้งอย่างมีนัยสำคัญ

อนาคตที่ยังไม่ชัดเจน

แม้กระแสสนับสนุนกษัตริย์จะเพิ่มขึ้น แต่โอกาสฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ในระยะสั้นยังคงจำกัด พรรคการเมืองหลักส่วนใหญ่ยังคัดค้านแนวคิดนี้ และตัวอดีตกษัตริย์เองก็ยังไม่ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน 

การกลับมาของฝูงชนบนท้องถนนสะท้อนความจริงสำคัญสำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย ระบอบสาธารณรัฐยังไม่สามารถเติมเต็มคำมั่นสัญญาเรื่องเสถียรภาพ ความมั่นคง และอนาคตทางเศรษฐกิจ เนปาลในวันนี้จึงอยู่ในห้วงเวลาของความไม่แน่นอน เมื่อความหวังใน “อนาคต” สั่นคลอน “อดีต” ที่เคยถูกโค่นล้ม จึงกำลังถูกหวนมองอีกครั้ง

การฟื้นฟูกระแสราชาธิปไตยยังสอดคล้องกับบริบทของการเตรียมการเลือกตั้งรัฐสภาที่จะมีขึ้นในวันที่ 5มีนาคมนี้ โดยกลุ่มสนับสนุนกษัตริย์หวังว่าจะใช้การเลือกตั้งเป็นเวทีขยายฐานเสียงและเพิ่มอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งได้ที่นั่งประมาณ 5% ในการเลือกตั้งครั้งก่อน หวังว่าจะสามารถคว้าที่นั่งเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ แม้โอกาสที่กษัตริย์จะกลับมามีบทบาทอย่างเป็นทางการจะยังมีข้อจำกัดอยู่มากก็ตาม

มือปืนกราดยิง “หาดบอนได” ปรากฏตัวต่อศาลนัดแรก เผชิญ 59 ข้อหาหนัก

มือปืนกราดยิง "หาดบอนได" ปรากฏตัวต่อศาลนัดแรก เผชิญ 59 ข้อหาหนัก

16 ก.พ. 2569 16:28 น.

มือปืนกราดยิง “หาดบอนได” ปรากฏตัวต่อศาลนัดแรก เผชิญ 59 ข้อหาหนัก

นายนาวีด อัคราม ผู้ต้องหาเหตุกราดยิงที่หาดบอนได ใกล้นครซิดนีย์ ปรากฏตัวต่อศาลผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เป็นครั้งแรก โดยถูกตั้งข้อหาทั้งหมด 59 กระทง รวมถึงข้อหาฆาตกรรม 15 กระทง และข้อหาก่อการร้าย เผยแผนการสุดอำมหิตกับผู้เป็นพ่อ ทั้งซ้อมยิงปืนทางยุทธวิธีและอัดคลิปประกาศอุดมการณ์กลุ่มรัฐอิสลาม ก่อนลงมือสังหารเหยื่อกลางงานฉลองของชาวยิว ดับ 15 ศพ บาดเจ็บมากกว่า 40 ราย

นายนาวิด อัคราม วัย 24 ปี ผู้ต้องหาคดีกราดยิงที่หาดบอนได ได้ปรากฏตัวต่อศาลเป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งเลวร้ายที่สุดของออสเตรเลียในรอบเกือบ 30 ปี

นายนาวิดปรากฏตัวผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำโกลเบิร์น ซึ่งเป็นเรือนจำที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวดสูงสุด โดยเขาต้องเผชิญกับข้อหารวมทั้งสิ้น 59 กระทง รวมถึงข้อหาฆาตกรรม 15 ศพ และข้อหากระทำการโจมตีเพื่อก่อการร้าย 1 กระทง

ในการพิจารณาคดีสั้นๆ ประมาณ 5 นาที นาวิดได้ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ครับ” เมื่อถูกถามว่าเขาได้ยินรายละเอียดเกี่ยวกับการขยายเวลาคำสั่งคุ้มครองสิทธิ์ของผู้เสียหายหรือไม่ โดยคำสั่งศาลดังกล่าวครอบคลุมถึงการปิดบังตัวตนของผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ ยกเว้นผู้ที่ประสงค์จะเปิดเผยตัวตนด้วยตนเอง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา นายนาวิดและนายซาจิด บิดาวัย 50 ปี ได้ร่วมกันก่อเหตุโจมตีระหว่างงานเฉลิมฉลองเทศกาลฮานุกกะห์ของชาวยิวที่หาดบอนได ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย ซึ่งรวมถึงแรบไบ 2 คน, ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และเด็กหญิงวัย 10 ขวบ นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีกมากกว่า 40 คน โดยนายซาจิดผู้เป็นพ่อถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ ส่วนนายนาวิดได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนจะถูกส่งตัวเข้าเรือนจำในภายหลัง

เอกสารที่ยื่นต่อศาลระบุว่า พ่อลูกคู่นี้ได้วางแผนโจมตีอย่าง “รอบคอบ” มานานหลายเดือน และมีการลงพื้นที่สำรวจจุดเกิดเหตุก่อนลงมือเพียง 2 วัน นอกจากนี้ยังพบหลักฐานสำคัญเป็นคลิปวิดีโอในโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายไว้เมื่อเดือนตุลาคม ปรากฏภาพทั้งสองนั่งอยู่หน้าธงสัญลักษณ์ของกลุ่มรัฐอิสลาม พร้อมประกาศแรงจูงใจในการโจมตีและประณาม “กลุ่มไซออนิสต์”

ตำรวจยังพบหลักฐานวิดีโออีกชุดที่แสดงให้เห็นว่าพ่อลูกคู่นี้ไปซ้อมยิงปืนลูกซองและฝึกเคลื่อนที่ทางยุทธวิธีในพื้นที่ชนบทของรัฐนิวเซาท์เวลส์ในช่วงก่อนก่อเหตุด้วย

นายเบน อาร์คโบลด์ ทนายความฝ่ายจำเลย ระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าลูกความของเขาจะให้การรับสารภาพหรือไม่ พร้อมเผยว่าขณะนี้อัครามต้องใช้ชีวิตภายใต้เงื่อนไขที่ “ยากลำบากและกดดันอย่างยิ่ง” ในเรือนจำความมั่นคงสูงสุด

ทั้งนี้ ศาลมีกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งต่อไปในเดือนเมษายน 2026.

ที่มา BBC

ชาวมาเลเซียแต่งดำ ชุมนุมเรียกร้องจับกุมประธาน ป.ป.ช. ปมถือหุ้นบริษัท-ใช้อำนาจมิชอบ

ชาวมาเลเซียแต่งดำ ชุมนุมเรียกร้องจับกุมประธาน ป.ป.ช. ปมถือหุ้นบริษัท-ใช้อำนาจมิชอบ

16 ก.พ. 2569 15:25 น.

ชาวมาเลเซียแต่งดำ ชุมนุมเรียกร้องจับกุมประธาน ป.ป.ช. ปมถือหุ้นบริษัท-ใช้อำนาจมิชอบ

ชาวมาเลเซียนับพันร่วมแต่งชุดดำ รวมตัวประท้วงกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ กดดันให้จับกุม “อาซัม บากี” ประธานคณะกรรมการต่อต้านการคอร์รัปชัน หลังมีรายงานว่าเขาถือครองหุ้นเกินเกณฑ์และข้อกล่าวหาช่วยนักธุรกิจยึดบริษัท ขณะที่เจ้าตัวยันบริสุทธิ์ ลั่นไม่ลาออกจากตำแหน่ง ชี้อดีตรัฐมนตรีคลังยังทำงานต่อแม้ขณะโดนสอบสวน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ก.พ.) กลุ่มผู้ประท้วงชาวมาเลเซียหลายร้อยคน นัดหมายสวมชุดสีดำรวมตัวกันใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเรียกร้องให้มีการจับกุม นายอาซัม บากี ประธานคณะกรรมการต่อต้านการคอร์รัปชันแห่งมาเลเซีย (MACC) หลังเกิดอื้อฉาวเกี่ยวกับการถือครองหุ้นที่อาจไม่เหมาะสมและข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ

กลุ่มผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชน กลุ่มนักศึกษา องค์กรภาคสังคม รวมถึงนักการเมืองฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมตัวกันบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง พร้อมโบกธงสีดำและชูป้ายข้อความ จนต้องมีการปิดถนนสายหลักเป็นการชั่วคราว

อมิรา ไอสยา อับดุล อาซิซ นักการเมืองฝ่ายค้าน กล่าวต่อฝูงชนว่า “เรามารวมตัวกันเพราะศักดิ์ศรีของกฎหมายและประเทศชาติกำลังถูกล้อเล่น เยาวชนและพลเมืองมาเลเซียจะไม่นั่งเงียบหลับตาอีกต่อไป เราจะเรียกร้องให้จับกุมอาซัม บากี จนกว่าจะสำเร็จ”

การประท้วงครั้งนี้ถือเป็นการชุมนุมบนท้องถนนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา โดยหนังสือพิมพ์นิว สเตรท ไทมส์ รายงานว่ามีผู้เข้าร่วมราว 1,000 คน ซึ่งรวมถึงสมาชิกจากพรรคยุติธรรมประชาชน (PKR) ของรัฐบาล โดยนายราฟิซี รัมลี อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ระบุว่าประชาชนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องออกมาประท้วงซ้ำๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการดำเนินการกับประธาน MACC

รายงานจากบลูมเบิร์ก ระบุว่า เอกสารที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาเลเซียเมื่อปีที่ผ่านมา พบว่านายอาซัมถือครองหุ้นในบริษัท Velocity Capital Partner จำนวน 17.7 ล้านหุ้น ซึ่งมีมูลค่ารวมเกือบ 800,000 ริงกิต (ประมาณ 6.37 ล้านบาท)

ตามระเบียบข้าราชการของรัฐบาลมาเลเซียปี 1993 และคำสั่งเพิ่มเติมปี 2024 ระบุว่า ข้าราชการสามารถซื้อหุ้นได้ในเงื่อนไขที่ว่า ต้องไม่เกิน 5% ของทุนจดทะเบียน หรือมูลค่าไม่เกิน 100,000 ริงกิต (ประมาณ 7.96 แสนบาท) แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ใน MACC ให้การช่วยเหลือนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งในการยึดครองกิจการของบริษัทอื่น ซึ่งทางหน่วยงานและกลุ่มนักธุรกิจได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

ภายหลังการประท้วง นายอาซัม บากี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า “ไม่มีความจำเป็นต้องลาพักงาน” ระหว่างการสืบสวน โดยระบุว่าเขายังไม่ได้ถูกแจ้งข้อหาอาญาใดๆ “ผมไม่จำเป็นต้องลาพักงาน ถ้าผมต้องลา ผมอยากถามว่ามีอีกกี่คนที่ถูกฟ้องศาลไปแล้วแต่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่? แม้แต่อดีตรัฐมนตรีคลังบางคนยังอยู่ในตำแหน่งตอนถูกสืบสวนเลย แล้วปัญหาคืออะไร ผมทำผิดอาญาแล้วหรือ?” 

อย่างไรก็ตาม เขาให้คำมั่นว่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับคณะกรรมการสอบสวนพิเศษและเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยพร้อมจะเปิดเผยเอกสารส่วนตัว เช่น รายการเดินบัญชีธนาคารต่อคณะกรรมการสืบสวนอย่างโปร่งใส แต่จะไม่ออกสื่อสาธารณะเพื่อให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์.

ที่มา New Straits Times /  Bernama

ตำรวจซิดนีย์วอนแก๊งลักพาตัว ปล่อยตัวคุณตาวัย 85 หลังบุกจับผิดตัว

ตำรวจซิดนีย์วอนแก๊งลักพาตัว ปล่อยตัวคุณตาวัย 85 หลังบุกจับผิดตัว

16 ก.พ. 2569 14:23 น.

ตำรวจซิดนีย์วอนแก๊งลักพาตัว ปล่อยตัวคุณตาวัย 85 หลังบุกจับผิดตัว

ตำรวจซิดนีย์เผยกลุ่มคนร้ายบุกลักพาตัวชายชราวัย 85 ปีถึงในบ้านพัก ก่อนพบหลักฐานชี้ชัดเป็นการ “จับตัวผิดคน” ด้านตำรวจเผยพบวิดีโอเหยื่อในสภาพบาดเจ็บสาหัสถูกแชร์ว่อนในเครือข่ายอาชญากรรม วอนคนร้ายปล่อยตัวทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลหรือห้างสรรพสินค้าโดยด่วน ครอบครัววิตกหนัก เนื่องจากเหยื่อต้องใช้ยาประจำทุกวัน

ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ออกแถลงการณ์วิงวอนให้กลุ่มคนร้ายปล่อยตัว “คริส แบกซาเรียน” ชายชราวัย 85 ปี ซึ่งถูกลักพาตัวไปจากบ้านพักย่านนอร์ทไรด์ โดยเชื่อมั่นว่าเหยื่อรายนี้ถูกจับตัวไปผิดคนเนื่องจากความผิดพลาดของกลุ่มอาชญากร

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 ก.พ.) กล้องวงจรปิดเผยให้เห็นรถเอสยูวีสีเข้มขับมาจอดหน้าบ้านของนายแบกซาเรียน ซึ่งอาศัยอยู่เพียงลำพัง จากนั้นปรากฏร่างชายสวมฮู้ดอย่างน้อย 2 คน บุกเข้าไปในบ้านและหิ้วปีกชายชราที่พยายามขัดขืนขึ้นรถหลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่พบรถยนต์ที่มีลักษณะตรงกันถูกเผาทิ้งในย่านเซาท์ทูร์รามูร์รา เพื่อทำลายหลักฐาน

แอนดรูว์ มาร์กส์ รักษาการผู้กำกับการฝ่ายสืบสวน ระบุว่า “คนร้ายตั้งใจจะมาลักพาตัวใครบางคน แต่พวกเขาจับไปผิดคน ครอบครัวของคุณตาอยู่ในอาการโศกเศร้า สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการได้พ่อและปู่ของพวกเขากลับคืนมา”

สื่อท้องถิ่นอย่างซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ รายงานว่า ขณะนี้มีภาพนิ่งและคลิปวิดีโอของคุณตาแบกซาเรียนในสภาพได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกเผยแพร่หมุนเวียนอยู่ในเครือข่ายผู้มีอิทธิพลใต้ดินของซิดนีย์

ผู้กำกับมาร์กส์ยอมรับว่าได้เห็นคลิปดังกล่าวแล้วและรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก พร้อมย้ำว่า “ทุกชั่วโมงมีความหมาย” เนื่องจากคุณตาจำเป็นต้องได้รับยาประจำตัวทุกวัน นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่าคนร้ายไม่มีการเรียกค่าไถ่มายังครอบครัว เพราะครอบครัวนี้เป็นพลเมืองดีและไม่มีความเกี่ยวข้องกับโลกอาชญากรรมใดๆ ซึ่งยืนยันได้ “ล้านเปอร์เซ็นต์” ว่าเป็นการจับตัวผิดคน

รายงานระบุว่า เคสการทำร้ายหรือลักพาตัวผิดคนเริ่มพบบ่อยขึ้นในซิดนีย์ เนื่องจากเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่มักจะ “จ้างช่วง” งานประเภทดังกล่าวให้กลุ่มแก๊งระดับล่างทำ ซึ่งมักจะเกิดความผิดพลาดในการชี้ตัวเหยื่อ ดังเช่นกรณีปีที่แล้วที่ช่างประปาวัย 23 ปีถูกยิงเสียชีวิตหน้าบ้านเพียงเพราะคนร้ายจำคนผิด

นายคริส มินส์ มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ ได้กล่าววิงวอนกลุ่มคนร้ายให้คำนึงถึงมนุษยธรรม “ขอให้บอกตำรวจว่าเขาอยู่ที่ไหน หรือไม่ก็ช่วยนำคุณตาแบกซาเรียนไปทิ้งไว้ที่ห้างสรรพสินค้า แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล หรือแม้แต่บ้านพักคนชรา เราขอร้องให้พวกคุณทำเช่นนั้นโดยเร็วที่สุด”

ในวันที่ถูกลักพาตัว คุณตาแบกซาเรียนสวมชุดนอนสีเทา และเสื้อเชิ้ตผ้าสำลี ลายสก็อตสีแดงน้ำเงิน หากใครพบเห็นบุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวหรือพบเห็นสิ่งผิดปกติในบ้านพักที่ไม่มีคนอยู่ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที.

ที่มา BBC

“เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด

"เนทันยาฮู" ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด

16 ก.พ. 2569 13:09 น.

“เนทันยาฮู” ยื่นคำขาด อิหร่านต้องรื้อโครงสร้างนิวเคลียร์ทั้งหมด

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศต่อหน้าที่ประชุมองค์กรยิวในสหรัฐฯ ยืนกรานข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านต้องบังคับให้มีการรื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่ระงับการเสริมสมรรถนะ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผย “โดนัลด์ ทรัมป์” เน้นการทูตนำหน้า แม้จะส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำประชิดภูมิภาคตะวันออกกลางก็ตาม

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ก.พ.) ว่าเขาได้แจ้งต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ข้อตกลงใดๆ ที่สหรัฐฯ จะทำกับอิหร่านนั้น จะต้องครอบคลุมถึงการ “รื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์” ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่การสั่งให้หยุดกระบวนการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเท่านั้น

ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมประจำปีของประธานองค์กรยิวรายใหญ่ในอเมริกา นายเนทันยาฮูแสดงความกังขาต่อการเจรจา แต่ย้ำว่าหากจะมีข้อตกลงเกิดขึ้นจริง ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดต้องถูกส่งออกนอกประเทศอิหร่าน “จะต้องไม่มีขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะหลงเหลืออยู่ ไม่ใช่แค่การหยุดกระบวนการ แต่ต้องรื้อถอนอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้คุณสามารถกลับมาเสริมสมรรถนะได้อีกครั้งตั้งแต่ต้น” 

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงสถานการณ์ในฉนวนกาซาว่าอิสราเอลยังคงต้อง “ปิดงาน” ในการทำลายอุโมงค์ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันทำลายไปได้แล้ว 150 กิโลเมตร จากทั้งหมดที่คาดการณ์ไว้ราว 500 กิโลเมตร

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านและสหรัฐฯ เตรียมเปิดการเจรจารอบที่สอง ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันอังคารนี้ โดยนายมาจิด ทัคต์-ราวันชี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เผยว่าอิหร่านพร้อมพิจารณาการประนีประนอม หากสหรัฐฯ ยอมหารือเรื่องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยืนกรานว่า “การเสริมสมรรถนะเป็นศูนย์” คือเส้นตายที่ยอมรับไม่ได้ เพราะถือเป็นสิทธิภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT)

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงที่สโลวาเกียว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ชื่นชอบวิธีการทางการทูตและการเจรจามากกว่าการโจมตีโดยตรง อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ ซึ่งรวมถึงเรือรบที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เข้าสู่ตะวันออกกลางเพื่อป้องกันภัยคุกคาม

ในการเจรจาที่เจนีวาครั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ส่งคนสนิทของทรัมป์อย่างนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขา เข้าร่วมพบกับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน โดยนายรูบิโอยอมรับว่า “ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทำข้อตกลงกับอิหร่านได้สำเร็จ แต่เราจะพยายาม”

นอกเหนือจากประเด็นนิวเคลียร์ อิสราเอลยังเรียกร้องเงื่อนไขสำคัญอื่นๆ ที่มองว่าจำเป็นต่อความมั่นคงของโลก ได้แก่การควบคุมขีปนาวุธนำวิถี ซึ่งอิหร่านใช้โจมตีอิสราเอลโดยตรง แต่อิหร่านยังคงปฏิเสธที่จะหารือเรื่องนี้ และการตัดการสนับสนุนกลุ่มตัวแทน ได้แก่ กลุ่มฮามาส และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง.

ที่มา BBC / Reuters

“หลุมยุบยักษ์” อาเจะห์ ลามไม่หยุด กินพื้นที่แล้ว 18 ไร่ จ่อประชิดชุมชนห่างเพียง 400 เมตร

"หลุมยุบยักษ์" อาเจะห์ ลามไม่หยุด กินพื้นที่แล้ว 18 ไร่ จ่อประชิดชุมชนห่างเพียง 400 เมตร

16 ก.พ. 2569 11:46 น.

“หลุมยุบยักษ์” อาเจะห์ ลามไม่หยุด กินพื้นที่แล้ว 18 ไร่ จ่อประชิดชุมชนห่างเพียง 400 เมตร

สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรณีวิทยาในหมู่บ้านปอนด็อก บาเล็ก เกตอล ในจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย กำลังทวีความรุนแรงขึ้น หลังภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นการเคลื่อนตัวของดินบริเวณ “หลุมยุบยักษ์” ที่ยังคงขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดครอบคลุมพื้นที่การเกษตรและคุกคามเขตที่อยู่อาศัยเป็นบริเวณกว้างกว่า 18 ไร่ และยังคงเพิ่มขนาดอย่างต่อเนื่องวันละราว 1 เมตร

หลุมบยุบขนาดมหึมาอยู่ในพื้นที่อำเภออาเจะห์กลาง จังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสำนักงานทรัพยากรพลังงานและแร่ธาตุแห่งอาเจะห์รายงานว่า หลุมดังกล่าวได้ขยายตัวจนมีพื้นที่กว้างถึง 18.75 ไร่แล้วในปีนี้ และยังคงทรุดตัวเพิ่มขนาดอย่างต่อเนื่องวันละราว 1 เมตร โดยพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายส่วนใหญ่เป็นที่ดินทำกินของชาวบ้าน เช่น ไร่พริก ส่งผลให้เกษตรกรสูญเสียพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจและแหล่งรายได้หลัก

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ขอบของหลุมยักษ์มีการพังทลายและขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงวันละ 1 เมตร โดยขณะนี้ระยะห่างระหว่างปากหลุมกับชุมชนเหลือเพียงประมาณ 400 เมตรเท่านั้น สร้างความกังวลให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

พลโท ซูฮารยันโต ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (BNPB) ระบุว่า รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน โดยการเคลื่อนย้ายเสาไฟฟ้าแรงสูงออกจากพื้นที่เสี่ยง และเร่งสร้างถนนทางเลือกใหม่เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้ตามปกติ

ทางด้านกระทรวงโยธาธิการ  ได้สั่งระงับการปล่อยน้ำทิ้งจากชุมชนลงสู่บริเวณดังกล่าวชั่วคราว เพื่อลดปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ดินอ่อนตัวและพังทลายเพิ่มขึ้น

นายมุลยาดี เจ้าหน้าที่จากกระทรวงโยธาธิการ เปิดเผยว่า “ขณะนี้ทีมงานกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาทางเทคนิคอย่างละเอียดเพื่อหาวิธีการรับมือที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากขนาดความเสียหายของหน้าดินกว้างขวางมาก เราจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการกำหนดมาตรการบรรเทาภัย เพื่อป้องกันดินถล่มซ้ำซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ”

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ผสมได้เข้าทำการติดตั้งแนวเขตกั้นถาวรเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านเข้าใกล้บริเวณขอบหลุมยุบ เนื่องจากสภาพดินมีความไม่เสถียรสูงและมีการเคลื่อนตัวตลอดเวลา ขณะเดียวกันทางการท้องถิ่นได้ประกาศเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักซึ่งอาจเร่งให้ดินเกิดการกัดเซาะและทรุดตัวเร็วขึ้น

ทั้งนี้ ทีมบรรเทาสาธารณภัยกำลังเร่งประเมินหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดหลุมยุบครั้งนี้ โดยคาดว่าจะสรุปผลการศึกษาและแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างถาวรได้ภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 นี้.

ที่มา KOMPAS

สลดรับตรุษจีน ร้านขายพลุระเบิดในจีน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บอีก 2 ราย

สลดรับตรุษจีน ร้านขายพลุระเบิดในจีน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บอีก 2 ราย

16 ก.พ. 2569 11:25 น.

สลดรับตรุษจีน ร้านขายพลุระเบิดในจีน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บอีก 2 ราย

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่ร้านจำหน่ายพลุในมณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของจีน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บ 2 ราย ทางการเร่งสอบสวนหาสาเหตุ ในช่วงที่มีการใช้ดอกไม้ไฟสูงสุดของประเทศ

เหตุสลดรับตรุษจีน เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ของวันอาทิตย์ตามเวลาในท้องถิ่น ในเขตตงไห่ มณฑลเจียงซู โดยสาเหตุเบื้องต้นมาจากการจุดพลุอย่างไม่เหมาะสม ของชาวบ้านหนึ่งรายหรือมากกว่า ทำให้เกิดการระเบิดขึ้นที่ร้านขายพลุใกล้เคียง

หลังเกิดเหตุ หน่วยงานด้านการจัดการเหตุฉุกเฉิน ดับเพลิง ตำรวจ และสาธารณสุข ได้เร่งเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการกู้ภัยและควบคุมสถานการณ์ โดยสามารถควบคุมเพลิงที่ลุกไหม้จากแรงระเบิดได้ภายในเวลาประมาณ 16.00 น.

รายงานระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 8 ราย ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 2 ราย จากแผลไฟไหม้เล็กน้อย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว และอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม

กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนออกแถลงเตือนว่า ขณะนี้ประเทศกำลังเข้าสู่ช่วงการใช้พลุและดอกไม้ไฟสูงสุดในเทศกาลตรุษจีน ซึ่งตรงกับวันอังคารนี้ พร้อมเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การทดลองจุดพลุนอกร้าน หรือการสูบบุหรี่บริเวณร้านจำหน่ายดอกไม้ไฟ

นอกจากนี้ ยังได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการร้านจำหน่ายพลุทั่วประเทศ ให้ดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันความเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ อุบัติเหตุในภาคอุตสาหกรรมยังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้งในจีน ซึ่งมักถูกวิจารณ์เรื่องมาตรฐานความปลอดภัยที่หละหลวม ก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือน ก.พ. เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเทคโนโลยีชีวภาพในมณฑลซานซี ทางตอนเหนือของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย

ขณะที่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังเกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในมณฑลมองโกเลียใน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย.

ที่มา : channelnewsasia
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พลุ

“คิม จองอึน” เปิดโครงการที่อยู่อาศัย เป็นสวัสดิการครอบครัวทหารเสียชีวิตในสงครามยูเครน

"คิม จองอึน" เปิดโครงการที่อยู่อาศัย เป็นสวัสดิการครอบครัวทหารเสียชีวิตในสงครามยูเครน

16 ก.พ. 2569 11:03 น.

“คิม จองอึน” เปิดโครงการที่อยู่อาศัย เป็นสวัสดิการครอบครัวทหารเสียชีวิตในสงครามยูเครน

นายคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เปิดตัวโครงการที่พักอาศัยใหม่อย่างเป็นทางการในกรุงเปียงยาง เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนครอบครัวทหารที่สละชีพในสมรภูมิยูเครนร่วมกับกองทัพรัสเซีย ด้านหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้คาดมีทหารเสียชีวิตรวมกว่า 6,000 นาย

รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศความสำเร็จในการก่อสร้างย่านที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ในกรุงเปียงยาง เพื่อมอบให้แก่ครอบครัวของทหารเกาหลีเหนือที่เสียชีวิตจากการสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับกองกำลังรัสเซียในยูเครน ซึ่งถือเป็นความพยายามล่าสุดของนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุด ในการยกย่องและให้เกียรติแก่ผู้พลีชีพในสงคราม

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) เผยแพร่ภาพนิ่งจากพิธีซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ก.พ.) โดยปรากฏภาพนายคิม จองอึน และบุตรสาว “คิม จูแอ” ร่วมกันตัดริบบิ้นเปิดโครงการ ก่อนจะสวมกอดกับประชาชนและมอบเอกสารสิทธิ์ครอบครองห้องพักด้วยตนเอง ภาพชุดดังกล่าวยังแสดงให้เห็นสตรีรายหนึ่งก้มคำนับนายคิมอย่างนอบน้อมขณะรับมอบเอกสาร อย่างไรก็ตาม ภาพเหล่านี้ยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวอิสระภายนอก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่สื่อทางการเกาหลีเหนือจะรายงานข่าวล่าช้ากว่าเหตุการณ์จริงหลายชั่วโมง

การเปิดตัวโครงการนี้มีขึ้นตรงกับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่ 84 ของนายคิม จองอิล อดีตผู้นำผู้ล่วงลับและบิดาของนายคิม จองอึน ซึ่งถือเป็นวันสำคัญที่เกาหลีเหนือเฉลิมฉลองเป็นประจำ

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นายคิม จองอึน ได้ส่งทหารหลายพันนายรวมถึงยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ทั้งปืนใหญ่และขีปนาวุธ เพื่อสนับสนุนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในสงครามรุกรานยูเครน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ (NIS) รายงานต่อสมาชิกรัฐสภาว่า มีการประเมินว่าทหารเกาหลีเหนือประมาณ 6,000 นาย เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในสงครามครั้งนี้ แม้จะไม่มีการระบุจำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่ชัด แต่เมื่อปีที่ผ่านมา NIS เชื่อว่ามีทหารเสียชีวิตไปแล้วราว 600 นาย

โครงการที่พักอาศัยแห่งใหม่ตั้งอยู่บนถนน “แซ-พยอล” ในเขตชานเมืองห่างจากศูนย์กลางกรุงเปียงยาง ซึ่งตามธรรมเนียมของเกาหลีเหนือนั้น การมอบที่พักอาศัยในทำเลเฉพาะถือเป็นรางวัลเกียรติยศสำหรับพลเมืองที่รัฐบาลต้องการตอบแทนเป็นพิเศษ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ยกระดับการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อเชิดชูทหารที่ไปรบในรัสเซีย เช่น การสร้างกำแพงอนุสรณ์และพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่

พิธีเปิดโครงการครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญก่อนการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ของพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ แม้จะยังไม่มีการประกาศวันที่แน่ชัดออกมาก็ตาม.

ที่มา Associated Press

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง "อาชญากรรมสงคราม" สะเทือนอาเซียน

16 ก.พ. 2569 09:31 น.

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศขับผู้แทนระดับสูงของติมอร์-เลสเตออกจากประเทศ หลังมีรายงานว่ารัฐบาลติมอร์ฯ ดำเนินคดีกับกองทัพเมียนมาในข้อหา “อาชญากรรมสงคราม” และ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศขับผู้แทนระดับสูงของติมอร์-เลสเตออกจากประเทศเพื่อเป็นการตอบโต้ หลังมีรายงานว่ารัฐบาลติมอร์เลสเตเปิดกระบวนการทางกฎหมายเอาผิดกองทัพเมียนมาในข้อหา “อาชญากรรมสงคราม” และ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการทูตภายในกลุ่มอาเซียน และตอกย้ำประเด็นสิทธิมนุษยชนเมียนมาที่ถูกจับตามองจากประชาคมโลก

แถลงการณ์ของรัฐบาลทหารเมียนมาเมื่อวันอาทิตย์ (15 ก.พ.) ระบุว่า ได้เรียกอุปทูตของติมอร์-เลสเตเข้าพบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และสั่งให้เดินทางออกจากประเทศภายในหนึ่งสัปดาห์ หลังมีรายงานว่าติมอร์-เลสเตแต่งตั้งอัยการอาวุโสเพื่อตรวจสอบคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเมียนมา ซึ่งทางการเมียนมาเรียกว่าเป็นความน่าผิดหวังอย่างยิ่ง

ก่อนหน้านี้ องค์กร Chin Human Rights Organization (CHRO) เปิดเผยว่า ติมอร์-เลสเตได้เริ่มดำเนินคดีตามหลัก เขตอำนาจศาลสากล ซึ่งเปิดทางให้ศาลภายในประเทศสามารถพิจารณาคดีอาชญากรรมร้ายแรงระหว่างประเทศได้ แม้เหตุจะเกิดนอกอาณาเขตก็ตาม

องค์กรสิทธิฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ชินในเมียนมา ระบุว่า คดีดังกล่าวมีหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ เกี่ยวกับการข่มขืนหมู่ การสังหารหมู่ประชาชน 10 ราย การสังหารผู้นำศาสนา และการโจมตีทางอากาศใส่โรงพยาบาล

เมียนมาซึ่งกองทัพยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2021 เผชิญข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่อชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ปัจจุบันรัฐบาลทหารเมียนมายังอยู่ระหว่างต่อสู้คดีที่ International Court of Justice (ICJ) จากข้อกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ต่อชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

กรณีล่าสุดถือเป็นความตึงเครียดทางการทูตระหว่างสองประเทศสมาชิกของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยติมอร์-เลสเตเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบลำดับที่ 11 ของอาเซียนเมื่อเดือนตุลาคม 2025

รัฐบาลทหารเมียนมากล่าวหาติมอร์-เลสเตว่า ละเมิดกฎบัตรอาเซียน ซึ่งเน้นย้ำหลักการเคารพอธิปไตยและการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศสั่นคลอน โดยในเดือนสิงหาคม 2023 เมียนมาเคยขับนักการทูตระดับสูงของติมอร์-เลสเตออกจากประเทศมาแล้ว หลังรัฐบาลดิลีจัดการพบปะกับฝ่ายบริหารเงาที่ถูกสั่งห้าม ซึ่งก่อตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เมียนมา

จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้

จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้

16 ก.พ. 2569 08:31 น.

จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้

รัฐบาลจีนไฟเขียวให้พลเมืองของแคนาดาและสหราชอาณาจักรเดินทางเข้าจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ตั้งแต่ 17 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป หลังผู้นำของทั้งสองประเทศเยือนปักกิ่งอย่างเป็นทางการมกราคมที่ผ่านมา

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเคียร์ สตาร์เมอร์และนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับจีน ท่ามกลางบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา

ผู้นำทั้งสองประเทศระบุว่า การหารือกับผู้นำระดับสูงของจีน รวมถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีความคืบหน้าในหลายประเด็นสำคัญ หนึ่งในนั้นคือข้อตกลงยกเว้นวีซ่าสำหรับพลเมืองของตน

กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ ยืนยันว่า นโยบายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม โดยผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของแคนาดาและสหราชอาณาจักรสามารถเดินทางเข้าจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่า เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ การท่องเที่ยว เยี่ยมญาติหรือเพื่อน การแลกเปลี่ยนกิจกรรมต่าง ๆ หรือการเดินทางผ่าน (ทรานซิต) ได้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนจีนกับประเทศอื่น ๆ และสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลจีนในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับประชาชน

นโยบายยกเว้นวีซ่าครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกด้านความร่วมมือระหว่างจีนกับทั้งสองประเทศตะวันตก และอาจช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว การค้า และการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจในช่วงที่หลายประเทศกำลังเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และการเดินทางระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ วีซ่าจีน