มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท

มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท

1 ก.พ. 2569 10:15 น.

มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท

หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทางทะเลมาเลเซีย (MMEA) บุกจับกุมเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ขณะลักลอบถ่ายโอนน้ำมันดิบมูลค่ารวมกว่า 512 ล้านริงกิต หรือประมาณ 4,100 ล้านบาท นอกชายฝั่งรัฐปีนัง พบลูกเรือต่างชาติกว่า 50 ราย เตรียมขยายผลตรวจสอบการลักลอบสำแดงแหล่งที่มาน้ำมัน

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทางทะเลมาเลเซีย (MMEA) ประจำรัฐปีนัง ได้เข้าควบคุมเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ หลังสืบทราบว่ามีการแอบลักลอบถ่ายโอนน้ำมันดิบมูลค่ารวมกว่า 512 ล้านริงกิต (ประมาณ 4,100 ล้านบาท) โดยไม่ได้รับอนุญาต

นาวาเอก มูฮัมหมัด ซูฟี โมฮัมเหม็ด รามลี ผู้อำนวยการหน่วยงานทางทะเลปีนัง เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยเรือตรวจการณ์ได้รับแจ้งเหตุว่าพบเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ จอดทอดสมออยู่ห่างจากทิศตะวันตกของแหลมมูกา ประมาณ 24 ไมล์ทะเล

เมื่อเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบเรือทั้งสองลำจอดเคียงข้างกันในลักษณะพร้อมถ่ายโอนน้ำมัน โดยมีลูกเรือรวมทั้งหมด 53 ราย ประกอบด้วยชาวจีน เมียนมา อิหร่าน ปากีสถาน และอินเดีย

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามูลค่าน้ำมันดิบที่ยึดได้สูงกว่า 512 ล้านริงกิต (ประมาณ 4,100 ล้านบาท) มูลค่าเรือบรรทุกน้ำมันทั้ง 2 ลำ รวม 718 ล้านริงกิต (ประมาณ 5,750 ล้านบาท) ขณะนี้กัปตันเรือและลูกเรือทั้งหมดถูกควบคุมตัวเพื่อส่งมอบให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยข้อหาเบื้องต้นประกอบด้วยการทอดสมอโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับสูงสุด 100,000 ริงกิต การถ่ายโอนน้ำมันระหว่างเรือผิดกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุดลำละ 200,000 ริงกิตตามมาตรา 491B(1) ของพระราชบัญญัติการเดินเรือ ปี 1952

น่านน้ำมาเลเซียมักถูกใช้เป็นจุดถ่ายโอนน้ำมันผิดกฎหมาย เพื่ออำพรางแหล่งที่มาของน้ำมันดิบ ซึ่งทางการมาเลเซียได้ประกาศตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมาว่า จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันการลักลอบที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางทะเลของประเทศ.

ที่มา The Star

กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

1 ก.พ. 2569 06:26 น.

กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

กองทัพปากีสถานปะทะกับนักรบกลุ่มติดอาวุธในหลายพื้นที่ของจังหวัดบาโลจิสถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ศพ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกลุ่มติดอาวุธ ขณะที่มีพลเรือนถูกสังหารด้วย 18 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพปากีสถานเปิดเผยว่า มีสมาชิกกลุ่มติดอาวุธเสียชีวิตอย่างน้อย 92 ศพ จากการสู้รบกับกองกำลังความมั่นคงในหลายเมืองทั่วจังหวัดบาโลจิสถาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ในวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569

แถลงการณ์ของกองทัพระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิต 15 นายในระหว่างปฏิบัติการกวาดล้าง ในขณะที่กลุ่มติดอาวุธได้พุ่งเป้าโจมตีพลเรือนในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย ซึ่งรวมถึงสตรีและเด็กด้วย

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากกองทัพปากีสถานระบุว่า สังหารกลุ่มติดอาวุธไป 41 ราย ในการบุกจู่โจมแยกกันหลายจุดในบาโลจิสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีพรมแดนติดกับอิหร่านและอัฟกานิสถาน และเผชิญกับความพยายามแบ่งแยกดินแดนมานานหลายทศวรรษ

ขณะที่กองทัพปลดปล่อยบาโลจิสถาน (BLA) ซึ่งเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ถูกทางการสั่งแบน ออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีหลายจุดในวันเสาร์ โดยระบุว่าเป็นการลงมือพร้อมกันทั่วทั้งจังหวัด นอกจากนี้ BLA ยังอ้างว่าได้สังหารเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของปากีสถานไป 84 นาย และปฏิบัติการดำเนินต่อเนื่องนานถึง 15 ชั่วโมง

ด้านสำนักงานประชาสัมพันธ์ของกองทัพปากีสถาน (ISPR) ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวดำเนินการโดยกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอินเดีย และกองกำลังความมั่นคงสามารถขัดขวางความพยายามที่จะเข้ายึดครองเมืองหรือสถานที่ยุทธศาสตร์สำคัญต่าง ๆ ไว้ได้

“รายงานข่าวกรองยืนยันอย่างชัดเจนว่า การโจมตีเหล่านี้ถูกวางแผนและสั่งการโดยหัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายที่ปฏิบัติการจากนอกปากีสถาน ซึ่งมีการติดต่อสื่อสารโดยตรงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุตลอดช่วงเวลาที่เกิดเหตุ” แถลงการณ์ระบุ

รายงานระบุว่ามีการเปิดฉากโจมตีในหลายพื้นที่ ได้แก่ เกตตา, มัสตุง, นอชกี, ดัลบันดิน, คารัน, ปันจ์กูร์, ทุมป์, กวาดาร์ และ ปาสนี

นายโมห์ซิน นากวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของปากีสถาน ออกมาประณามการโจมตีและชื่นชมกองกำลังความมั่นคงที่สามารถตอบโต้การโจมตีได้สำเร็จ โดยระบุในแถลงการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ได้สังหารกลุ่มติดอาวุธไปหลายสิบราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เอกสารเอปสตีนชุดใหม่ แฉยับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ มีภาพคร่อมร่างผู้หญิง

เอกสารเอปสตีนชุดใหม่ แฉยับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ มีภาพคร่อมร่างผู้หญิง

1 ก.พ. 2569 04:00 น.

เอกสารเอปสตีนชุดใหม่ แฉยับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ มีภาพคร่อมร่างผู้หญิง

เอกสารคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ชุดล่าสุด มีชื่อและภาพของคนดังมากมาย รวมถึงภาพอดีตเจ้าชายแอนดรูว์กำลังคร่อมร่างของหญิงคนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มแรงกดดันให้เขามากขึ้นอีก

หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (30 ม.ค. 2569) กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เผยแพร่เอกสารมากกว่า 3 ล้านฉบับที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินและผู้กระทำผิดคดีทางเพศผู้ล่วงลับ มีคนดังและผู้มีชื่อเสียงหลายคนปรากฏชื่อหรือภาพอยู่ในเอกสารด้วย

นายทอดด์ แบลนซ์ อัยการสูงสุดของสหรัฐฯ ออกมาแก้ตัวที่เปิดเผยเอกสารล่าช้า โดยระบุว่า เอกสารชุดใหม่นี้ ซึ่งรวมถึงวิดีโอมากกว่า 2,000 ไฟล์ และรูปภาพอีกกว่า 180,000 ภาพ มีปริมาณมหาศาลจนหากนำมาวางซ้อนกันจะสูงเท่าหอไอเฟล 2 หอ และต้องผ่านการตรวจสอบเพื่อปิดบังข้อมูลที่อาจเสี่ยงต่อการระบุตัวตนของเหยื่อ

หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษในคดีของเอปสตีนคือ แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ อดีตเจ้าชายแดนสหราชอาณาจักร โดยในเอกสารชุดล่าสุดมีภาพที่เขากำลังคุกเข่าคร่อมผู้หญิงคนหนึ่งที่นอนอยู่บนพื้น โดยมี 2 ภาพที่แสดงให้เห็นเขากำลังสัมผัสหน้าท้องของบุคคลดังกล่าว ส่วนอีกภาพเผยให้เห็นเขากำลังจ้องมองมาที่กล้องโดยตรง

นอกจากนั้น อีเมลอีกส่วนหนึ่งที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ยังบ่งชี้ว่า เจฟฟรีย์ เอปสตีน ได้เชิญให้อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับหญิงชาวรัสเซียวัย 26 ปีคนหนึ่งด้วย โดยเป็นการคุยโต้ตอบกันในเดือนสิงหาคม 2553 หรือ 2 ปี หลังจากเอปสตีนให้การรับสารภาพในข้อหาจัดหาผู้เยาว์เพื่อการค้าประเวณี

ข้อความและรูปภาพดังกล่าวจะยิ่งสร้างแรงกดดันให้แก่แอนดรูว์ยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องจาก เขากำลังเผชิญการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมานานหลายปี เรื่องมิตรภาพในอดีตของเขากับเอปสตีน แม้ว่า ภาพและข้อความเหล่านั้นจะไม่ได้ชี้ชัดถึงการกระทำผิดทางกฎหมายก็ตาม

ทั้งนี้ นอกจากอดีตเจ้าชายแอนดรูว์แล้ว ชื่อของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ปรากฏในเอกสารชุดล่าสุดนี้ด้วย โดยเอกสารฉบับหนึ่งจากสายด่วนแจ้งเบาะแสของ FBI มีการกล่าวหาเขาหลายประการ อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนในขณะนั้นระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีความน่าเชื่อถือ

เอกสารชุดนี้ยังรวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับช่วงเวลาที่นายเอปสตีนอยู่ในเรือนจำ และสถานการณ์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของเขา โดยมีการระบุว่า เอปสตีน “สมัครใจที่จะไม่มีเพื่อนร่วมห้องขัง” และ “มีพฤติกรรมบงการเพื่อหลีกเลี่ยงการมีเพื่อนร่วมห้อง”

เอกสารยังกล่าวหา บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ ว่า เขาติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำให้มหาเศรษฐีรายนี้ออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงว่า ข้อกล่าวหาเหล่านั้น “ไร้สาระอย่างยิ่งและไม่เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย”

ขณะเดียวกัน มีชื่อของ อีลอน มัสก์ ปรากฏอยู่ในเอกสารมากกว่า 1,000 ครั้ง แม้ว่าบางส่วนอาจเป็นการอ้างอิงซ้ำซ้อน เนื่องจากเอกสารหลายหน้าถูกทำสำเนาซ้ำหลายครั้ง แต่เขาเคยส่งอีเมลโต้ตอบกับเอปสตีนในปี 2555 กับปี 2556 เพื่อเตรียมการให้เขาไปเยือนเกาะส่วนตัวของเอปสตีน

“คงมีแค่ทาลูลาห์กับผม” มัสก์เขียนข้อความที่ดูเหมือนจะอ้างถึง ทาลูลาห์ ไรลีย์ นักแสดงหญิงชาวอังกฤษซึ่งเป็นอดีตภรรยาของเขา “วันหรือคืนไหนที่จะมีการปาร์ตี้ที่สุดเหวี่ยงที่สุดบนเกาะของคุณ?” มัสก์ถาม

ด้านเอปสตีนตอบว่า “อัตราส่วน (ชายหญิง) บนเกาะของผมอาจทำให้ทาลูลาห์รู้สึกไม่สบายใจได้” ก่อนที่มัสก์จะตอบกลับว่า “เรื่องอัตราส่วนไม่ใช่ปัญหาสำหรับทาลูลาห์”

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ามัสก์จะไม่ได้เดินทางไปเยือนเกาะดังกล่าวทั้งสองครั้ง โดยเขาอ้างในอีเมลว่าเป็นปัญหาด้านการเดินทาง

อนึ่ง เอปสตีนมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมาย และการที่มีชื่อปรากฏอยู่ในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับนักการเงินผู้อื้อฉาวรายนี้ ไม่ได้เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าบุคคลเหล่านั้นได้กระทำความผิดแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับทะลุ 200 ศพ เหมืองแร่ดีอาร์คองโกถล่ม พบรอดชีวิต 20 ราย

ดับทะลุ 200 ศพ เหมืองแร่ดีอาร์คองโกถล่ม พบรอดชีวิต 20 ราย

1 ก.พ. 2569 03:20 น.

ดับทะลุ 200 ศพ เหมืองแร่ดีอาร์คองโกถล่ม พบรอดชีวิต 20 ราย

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุเหมืองแร่ถล่มในดีอาร์คองโก เพิ่มขึ้นจนเกิน 200 ศพแล้ว ในขณะที่มีผู้รอดชีวิตกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 20 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุเหมืองถล่มที่เมืองรูบายา (Rubaya) ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (28 ม.ค.) เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 200 ศพแล้วในวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569

โฆษกของผู้ว่าการจังหวัดคิวูเหนือ บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า เหมืองในเมืองรูบายาพังทลายเนื่องจากฝนตกหนัก ขณะที่มีรายงานข่าวระบุว่า ตอนเกิดเหตุมีทั้งสตรีและเด็กรวมอยู่ในกลุ่มผู้ที่กำลังขุดหาแร่โคลตัน ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ใช้ในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์

อดีตผู้ดูแลเหมืองรายหนึ่งเปิดเผยกับ BBC ว่า พื้นที่เหมืองดังกล่าวไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม ส่งผลให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น และเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการกู้ภัยเมื่อเกิดเหตุขึ้น นอกจากนั้น สภาพดินที่ร่วนซุยและเปราะบางยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

กลุ่มผู้เสียชีวิตจากเหตุเหมืองถล่มในครั้งนี้ประกอบไปด้วยสตรี เด็ก และนักขุดแร่รายย่อย ซึ่งไม่ได้ถูกจ้างงานโดยบริษัทเหมืองแร่รายใหญ่อย่างเป็นทางการ ขณะที่รายงานระบุว่ามีผู้รอดชีวิตประมาณ 20 รายที่กำลังเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

ทั้งนี้ เมืองรูบายาเป็นหนึ่งในหลายเมืองทั่วจังหวัดคิวูเหนือ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่ม M23 ซึ่งผู้สังเกตการณ์นานาชาติระบุว่ากลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างรวันดา

อนึ่ง เหมืองในเมืองรูบายาถือเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีปริมาณแร่โคลตันสูงถึง 15% ของปริมาณสำรองทั่วโลก และคิดเป็นครึ่งหนึ่งของแหล่งแร่ทั้งหมดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

สินแร่โลหะชนิดนี้ประกอบด้วยธาตุแทนทาลัม ซึ่งใช้ในการผลิตตัวเก็บประจุประสิทธิภาพสูงสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลากหลายประเภท ส่งผลให้แร่ชนิดนี้เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน

สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน

1 ก.พ. 2569 01:37 น.

สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน

รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์บางส่วนอีกครั้ง แม้วุฒิสภาจะเห็นชอบข้อตกลงงบประมาณแล้ว เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรยังอยู่ระหว่างปิดสมัยประชุมสภา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์บางส่วนแล้ว ในวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569 แม้ว่าบรรดาวุฒิสมาชิกจะเห็นพ้องในวินาทีสุดท้าย ที่จะอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณ ให้หน่วยงานส่วนใหญ่ยังมีเงินใช้ไปจนถึงเดือนกันยายนก็ตาม

การขาดช่วงของงบประมาณเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาเที่ยงคืนของวันเสาร์ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งยังอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุม

อนึ่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทำข้อตกลงดังกล่าวกับพรรคเดโมแครต หลังจากที่ทางพรรคปฏิเสธที่จะเพิ่มงบประมาณสำหรับการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง สืบเนื่องจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงพลเมืองสหรัฐฯ ในเมืองมินนีแอโพลิสจนเสียชีวิต 2 ศพในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปีที่ผ่านมา ที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์บางส่วน โดยครั้งก่อนเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2568 และดำเนินต่อเนื่องนานถึง 43 วัน ซึ่งถือเป็นการชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อบริการที่สำคัญของรัฐ รวมถึงการเดินทางทางอากาศ เจ้าหน้าที่รัฐนับแสนคนไม่ได้รับค่าจ้างนานหลายสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม คาดกันว่าการชัตดาวน์ครั้งล่าสุดนี้ไม่น่าจะยาวนานหรือขยายวงกว้างเท่าครั้งก่อน เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดจะกลับมาเปิดสมัยประชุมในวันจันทร์นี้ (2 ก.พ.)

แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น ทำเนียบขาวได้สั่งการให้หลายหน่วยงาน ซึ่งรวมถึงกระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงกลาโหม ดำเนินการตามแผนรองรับการชัตดาวน์ไปก่อน

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กระตุ้นให้สมาชิกพรรครีพับลิกัน ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติเห็นชอบกับข้อตกลงดังกล่าว

ขณะที่บรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติวางแผนที่จะใช้เวลาช่วง 2 สัปดาห์ที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยังมีงบประมาณสนับสนุนอยู่ ในการเจรจาเพื่อหาข้อสรุปเรื่องข้อตกลง โดยพรรคเดโมแครตต้องการให้ข้อตกลงนั้นรวมไปถึงนโยบายใหม่สำหรับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองด้วย

“เราจำเป็นต้องควบคุม ICE (สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร) และยุติความรุนแรง” นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภากล่าว โดยอ้างถึงหน่วยงาน ICE

“นั่นหมายถึงการยุติการลาดตระเวนแบบสุ่ม (Roving patrols) หมายถึงการกำหนดให้มีกฎระเบียบ การตรวจสอบ และหมายศาล… ต้องไม่มีการสวมหน้ากากอำพราง กล้องบันทึกภาพต้องเปิดใช้งานตลอดเวลา และเจ้าหน้าที่ต้องมีสัญลักษณ์ระบุตัวตนที่ชัดเจน ต้องไม่มีตำรวจลับ”

ทั้งสมาชิกสภาจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อยุทธวิธีที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองนำมาใช้ ภายหลังเหตุการณ์ยิงนาย อเล็กซ์ เพรตติ เสียชีวิตที่เมืองมินนีแอโพลิสเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่อ้างว่าต้องยิงเพื่อป้องกันตนเอง แต่ภาพจากคลิปแสดงให้เห็นว่า นายเพรตติไม่ได้พยายามขัดขืน หรือมีอาวุธในมือแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ระเบิดสนั่นท่าเรืออิหร่าน ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บอีก 14 คาดสาเหตุจากแก๊สรั่ว

ระเบิดสนั่นท่าเรืออิหร่าน ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บอีก 14 คาดสาเหตุจากแก๊สรั่ว

31 ม.ค. 2569 23:53 น.

ระเบิดสนั่นท่าเรืออิหร่าน ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บอีก 14 คาดสาเหตุจากแก๊สรั่ว

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่เมืองท่าทางตอนใต้ของอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีก 14 ราย โดยในเบื้องต้นคาดว่า สาเหตุเกิดจากแก๊สรั่ว

เมื่อวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของอิหร่านเปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่เมืองท่าบันดาร์ อับบาส (Bandar Abbas) ทางตอนใต้ของอิหร่าน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บอีก 14 ราย โดยที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุของการระเบิดครั้งนี้

สื่อของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นที่อาคารสูง 8 ชั้นแห่งหนึ่ง ส่งผลให้อาคารเสียหายอย่างน้อย 2 ชั้น รถยนต์กับร้านค้าบริเวณถนนมูอัลเล็มได้รับความเสียหายไปด้วย โดยทีมกู้ภัยและนักดับเพลิงได้ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ และเคลียร์เศษซากความเสียหายเพื่อช่วยผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ภาพจากโทรทัศน์รัฐบาลเผยให้เห็นด้านหน้าของอาคารที่ถูกแรงระเบิดจนพังทลาย ทำให้เห็นส่วนประกอบภายในอาคาร และมีเศษซากความเสียหายกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ขณะที่สื่ออื่น ๆ ของอิหร่านก็ได้นำเสนอรายงานในทิศทางเดียวกันโดยไม่ได้ระบุถึงสาเหตุเช่นกัน

หลังจากที่มีข่าวลือแพร่สะพัดในโลกออนไลน์ว่าเหตุระเบิดอาจเป็นผลจากการโจมตี กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ก็ออกแถลงการณ์ปฏิเสธผ่านสื่อว่า ไม่มีการโจมตีอาคารใด ๆ ของกองกำลังทางเรือในเมืองดังกล่าวตามที่เป็นข่าว

ในเวลาต่อมา นายโมฮัมหมัด อามิน ลียากัต หัวหน้าหน่วยดับเพลิงท้องถิ่น ให้สัมภาษณ์ผ่านโทรทัศน์รัฐบาลว่า เหตุระเบิดดังกล่าวเป็นผลมาจากแก๊สรั่ว “สาเหตุเบื้องต้นของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับอาคารในเมืองบันดาร์ อับบาส คือมีการรั่วไหลและการสะสมของแก๊ส จนนำไปสู่การระเบิด นี่คือข้อสันนิษฐานในขั้นต้น”

ในวันเดียวกันนี้ยังเกิดเหตุระเบิดอีก 1 จุด ที่ย่านเคียนชาห์ร (Kianshahr) ของเมืองอาห์วาซ (Ahvaz) ในจังหวัดคูเซสถานทางตอนตะวันตกเฉียงใต้ โดยมีผู้เสียชีวิต 4 ศพ เบื้องต้น สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากแก๊สระเบิด

ทั้งนี้ เหตุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จากกรณีที่อิหร่านปราบปรามผู้ประท้วงทั่วประเทศอย่างหนัก รวมถึงประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของประเทศ และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เพิ่งประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินมุ่งหน้าไปยังอิหร่านแล้ว

อนึ่ง เมืองท่าบันดาร์ อับบาส เคยเผชิญกับเหตุระเบิดครั้งใหญ่มาแล้วเมื่อเดือนเมษายนปี 2568 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพและมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 1,000 คน โดยในครั้งนั้น คณะกรรมการสอบสวนระบุว่า สาเหตุของระเบิดเกิดจากการละเมิดหลักการป้องกันพลเรือนและความปลอดภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดับแล้ว 28 ศพ อิสราเอลถล่มฉนวนกาซา โดนเต็นท์ผู้อพยพปาเลสไตน์

ดับแล้ว 28 ศพ อิสราเอลถล่มฉนวนกาซา โดนเต็นท์ผู้อพยพปาเลสไตน์

31 ม.ค. 2569 23:00 น.

ดับแล้ว 28 ศพ อิสราเอลถล่มฉนวนกาซา โดนเต็นท์ผู้อพยพปาเลสไตน์

อิสราเอลโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซารอบใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 28 ศพ อ้างทำเพื่อตอบโต้กลุ่มฮามาสที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ของฉนวนกาซา เมื่อวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 28 ศพ บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

หน่วยงานป้องกันพลเรือนในกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส ระบุว่ามีเด็กและสตรีรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย พร้อมเสริมว่าในการโจมตีครั้งหนึ่ง เฮลิคอปเตอร์จู่โจมได้ยิงถล่มเต็นท์ที่พักพิงของผู้พลัดถิ่นในเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา

กลุ่มฮามาสระบุเพิ่มเติมว่า เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย 7 รายเป็นสมาชิกจากครอบครัวผู้พลัดถิ่นครอบครัวเดียวกันในข่านยูนิส ขณะที่โฆษกหน่วยป้องกันพลเรือนให้ข้อมูลเสริมว่า การโจมตีได้พุ่งเป้าไปที่อาคารที่พักอาศัย เต็นท์ ศูนย์พักพิง และสถานีตำรวจ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลอัล-ชิฟา (Shifa) ในเมืองกาซา ซิตี้ ระบุว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลโดนอาคารที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่ง ส่งผลให้เด็ก 3 ราย และสตรี 2 รายเสียชีวิต

อนึ่ง นับตั้งแต่การหยุดยิงเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2568 อิสราเอลยังคงโจมตีพื้นที่ต่างๆ ในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง จนมีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 504 ศพ ขณะที่มีทหารอิสราเอลเสียชีวิต 4 นายในช่วงเวลาเดียวกัน

สำหรับการโจมตีครั้งล่าสุด กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่าพวกเขาได้ร่วมมือกับหน่วยความมั่นคงอิสราเอล (ISA) ในการโจมตีเป้าหมายหลายแห่ง ซึ่งรวมถึง “ผู้บัญชาการ 4 ราย และผู้ก่อการร้ายเพิ่มเติม” ตลอดจนคลังเก็บอาวุธ โรงงานผลิตอาวุธ และ “ฐานปล่อยจรวดของกลุ่มฮามาส 2 แห่งในพื้นที่ตอนกลางของฉนวนกาซา”

IDF ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบโต้ที่กลุ่มฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากพวกเขาตรวจพบผู้ก่อการร้าย 8 ราย ออกมาจากอุโมงค์ใต้ดินในพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองราฟาห์ ทางใต้สุดของฉนวนกาซา โดยตามข้อตกลงหยุดยิง พื้นที่ดังกล่าวจะถูกใช้เป็นที่วางกำลังของกองทัพอิสราเอล

ด้านกลุ่มฮามาสออกมาประณามการโจมตีล่าสุดของอิสราเอล และเรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินการในทันที พร้อมเสริมว่าการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลอิสราเอลยังคงดำเนินสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันโหดเหี้ยมในฉนวนกาซาต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนสั่งสอบ รมต.สถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องสงสัยพัวพันคดีคอร์รัปชัน

จีนสั่งสอบ รมต.สถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องสงสัยพัวพันคดีคอร์รัปชัน

31 ม.ค. 2569 21:44 น.

จีนสั่งสอบ รมต.สถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องสงสัยพัวพันคดีคอร์รัปชัน

ทางการจีนเผย กำลังสอบสวนรัฐมนตรีกระทรวงจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน ในข้อหา ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง นับเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนล่าสุดที่ถูกสอบสวนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569 คณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลาง (CCDI) ของจีนออกแถลงการณ์ว่า นายหวัง เสียงสี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน กำลังถูกสอบสวนในข้อหาต้องสงสัยว่า “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นคำเรียกโดยนัยสื่อถึงการคอร์รัปชัน

CCDI ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนายหวัง ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ที่รัฐมนตรีจีนจะถูกสอบสวนในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่

รัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เดินหน้ากวาดล้างการทุจริตอย่างเข้มข้นมานานหลายปี โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน กระทรวงกลาโหมได้ประกาศว่ากำลังสอบสวน นายจาง โหย่วเสีย นายพลระดับสูงสุดของประเทศ ซึ่งมีอำนาจรองจากนายสีเพียงผู้เดียวในโครงสร้างผู้นำทางทหาร

นายสีกล่าวในเดือนนี้ว่า การต่อต้านการทุจริตคือสมรภูมิที่จีนจะแพ้ไม่ได้ หลังจากที่มีการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ระดับสูงมากเป็นประวัติการณ์ถึง 65 รายในปีที่ผ่านมา ในขณะที่การตรวจสอบได้ขยายวงกว้างไปยังอดีตผู้บริหารมหาวิทยาลัยและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ

ทั้งนี้ นายหวัง วัย 63 ปี เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคม 2565 หลังจากเคยดำรงตำแหน่งประธานบริษัท National Energy Investment Corp ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจผู้ผลิตไฟฟ้า

ตามรายงานอย่างเป็นทางการจากกระทรวงจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน นายหวังปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (27 ม.ค.) โดยร่วมการประชุมภายใน ซึ่งเป็นวาระที่บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงต้องทำการวิจารณ์ตนเอง

นอกจากนี้ สื่อของรัฐอย่าง China Daily รายงานว่า หน่วยงานตรวจสอบการทุจริตยังได้ประกาศสอบสวน นายซุน เส้าเฉิง อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเขตปกครองตนเองมองโกเลียในอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

WHO ประเมิน ไวรัสนิปาห์ในอินเดีย ความเสี่ยงระบาดต่ำ เฝ้าระวังผู้สัมผัสกว่า 190 คน ยังไม่พบติดเพิ่ม

WHO ประเมิน ไวรัสนิปาห์ในอินเดีย ความเสี่ยงระบาดต่ำ เฝ้าระวังผู้สัมผัสกว่า 190 คน ยังไม่พบติดเพิ่ม

31 ม.ค. 2569 09:06 น.

WHO ประเมิน ไวรัสนิปาห์ในอินเดีย ความเสี่ยงระบาดต่ำ เฝ้าระวังผู้สัมผัสกว่า 190 คน ยังไม่พบติดเพิ่ม

องค์การอนามัยโลกประเมิน “ไวรัสนิปาห์” ในอินเดียเสี่ยงแพร่ต่ำ ผู้สัมผัสกว่า 190 คนยังไม่พบติดเชื้อ หลายประเทศเอเชียรวมไทยเพิ่มคัดกรองสนามบิน แม้โรคอัตราเสียชีวิตสูงและยังไม่มียารักษาเฉพาะ

วันที่ 30 มกราคม 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินความเสี่ยงการแพร่ระบาดไวรัสนิปาห์ในอินเดียอยู่ในระดับต่ำ หลังตรวจผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อกว่า 190 คน ยังไม่พบผลบวกหรือแสดงอาการป่วย ขณะที่หลายประเทศเอเชียเข้มคัดกรองสนามบิน ป้องกันการลุกลามข้ามพรมแดน

รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่โครงการภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพของ WHO เปิดเผยว่า ผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ 2 รายในอินเดีย เป็นจำนวนมากกว่า 190 คน ยังไม่พบว่าติดเชื้อหรือมีอาการของโรค ทำให้ประเมินว่าความเสี่ยงการแพร่กระจายในระดับประเทศ ภูมิภาค และทั่วโลก “ยังอยู่ในระดับต่ำ” 

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้ติดเชื้อทั้งสองรายอยู่ระหว่างรักษาในโรงพยาบาล และยังมีชีวิตอยู่ โดยหนึ่งในนั้นมีอาการดีขึ้น ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญรอข้อมูลลำดับพันธุกรรมไวรัสจากอินเดีย เพื่อตรวจสอบว่ามีการกลายพันธุ์หรือไม่ แต่ย้ำว่ายังไม่มีหลักฐานที่น่ากังวลในขณะนี้ 

ขณะที่ หลังจากอินเดียยืนยันพบผู้ติดเชื้อ หลายพื้นที่ในเอเชีย เช่น ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ได้เพิ่มมาตรการคัดกรองที่สนามบิน เพื่อป้องกันการนำเชื้อเข้าประเทศ ขณะที่แหล่งที่มาของการติดเชื้อครั้งล่าสุดยังไม่ชัดเจน โดยมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับการดื่มน้ำหวานปาล์มสด หรือการสัมผัสเชื้อในสถานพยาบาล ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม.

ที่มา CNA

เอกสารลับคดีเอปสตีนฉาวอีกระลอก พบอีเมลชวน “ดยุคแห่งยอร์ก” พบหญิงรัสเซียวัย 26 ปี

เอกสารลับคดีเอปสตีนฉาวอีกระลอก พบอีเมลชวน "ดยุคแห่งยอร์ก" พบหญิงรัสเซียวัย 26 ปี

31 ม.ค. 2569 08:33 น.

เอกสารลับคดีเอปสตีนฉาวอีกระลอก พบอีเมลชวน “ดยุคแห่งยอร์ก” พบหญิงรัสเซียวัย 26 ปี

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยเอกสารชุดล่าสุดในคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตมหาเศรษฐีผู้ต้องโทษคดีล่วงละเมิดทางเพศ พบอีเมลเชิญเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุคแห่งยอร์ก นัดพบกับหญิงรัสเซียวัย 26 ปี

อีเมลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารที่เพิ่งถูกเปิดเผย โดยเอปสตีนส่งอีเมลถึงบัญชีที่ใช้ชื่อว่า “The Duke” เมื่อวันที่ 11–12 สิงหาคม 2010 โดยเสนอจะแนะนำหญิงสาวชาวรัสเซียวัย 26 ปี ซึ่งเขาระบุว่าอาจเหมาะจะรับประทานอาหารค่ำด้วย และแจ้งว่าหญิงคนดังกล่าวจะเดินทางมาลอนดอนในช่วงเดือนเดียวกัน

โดยบัญชี The Duke ตอบกลับว่า จะอยู่ที่นครเจนีวาจนถึงเช้าวันที่ 22 สิงหาคม แต่ยินดีอย่างยิ่งที่จะได้พบเธอ พร้อมสอบถามว่า “เธอจะนำข้อความจากคุณมาด้วยหรือไม่” และขอให้เอปสตีนส่งข้อมูลติดต่อให้หญิงสาว รวมถึงถามว่ามีข้อมูลอื่นเกี่ยวกับเธอที่อาจเป็นประโยชน์หรือไม่

เอปสตีนตอบกลับว่า หญิงสาวรายนี้ อายุ 26 ปี เป็นชาวรัสเซีย ฉลาด สวยงาม น่าเชื่อถือ และเธอมีอีเมลของคุณแล้ว

โดยยังมีอีเมลอีกฉบับเสนอให้พบกันที่พระราชวังบักกิงแฮม

นอกจากนี้ เอกสารยังเปิดเผยอีเมลอีกชุดหนึ่ง ลงวันที่ 27 กันยายน 2010 ระหว่างเอปสตีนกับบัญชี “The Duke” ซึ่งที่อยู่อีเมลถูกปิดบังเอปสตีนเขียนว่า เขาอยู่ในกรุงลอนดอน และสอบถามถึงเวลานัดหมาย พร้อมระบุว่าเราจะต้องมีเวลาส่วนตัวด้วย

ฝ่าย “The Duke” ตอบกลับว่า กำลังเดินทางออกจากสกอตแลนด์ และอาจถึงลอนดอนราว 18.00 น. พร้อมเสนอทางเลือกว่า “หรือเราอาจรับประทานอาหารค่ำที่พระราชวังบักกิงแฮม ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก”

เอปสตีนตอบกลับสั้น ๆ ว่า “bp please” 

รายงานของ BBC News ระบุว่า เนื้อหาในอีเมล ไม่ได้ชี้ชัดถึงการกระทำผิดทางกฎหมาย และทาง BBC ไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของอีเมลเหล่านี้ได้อย่างอิสระ อย่างไรก็ตาม เอกสารดังกล่าวมีแนวโน้มจะเพิ่มแรงกดดันต่อเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งเผชิญการตรวจสอบจากสาธารณชนมานานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในอดีตกับเอปสตีน

BBC ได้ติดต่อไปยัง แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ เพื่อขอความเห็น โดยพระองค์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกกรณีมาโดยตลอด และยืนยันว่าไม่เคยเห็น รับรู้ หรือสงสัยพฤติกรรมที่นำไปสู่การจับกุมและตัดสินโทษเอปสตีน

ทั้งนี้ เอปสตีนถูกตัดสินว่ามีความผิดในปี 2008 จากคดีชักชวนเด็กหญิงอายุ 14 ปีเพื่อค้าประเวณีในรัฐฟลอริดา และพ้นโทษในเดือนกรกฎาคม 2010 เพียงหนึ่งเดือนก่อนการแลกเปลี่ยนอีเมลดังกล่าว

เจ้าชายแอนดรูว์เคยถูกกล่าวหาโดย เวอร์จิเนีย จิฟเฟร ว่าล่วงละเมิดทางเพศเธอขณะยังเป็นเยาวชน หลังเธออ้างว่าถูกเอปสตีนค้ามนุษย์ทางเพศ ซึ่งพระองค์ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาโดยตลอด ก่อนจะตกลงจ่ายเงินยุติคดีแพ่งในปี 2022 โดยยังยืนยันว่าไม่เคยพบเธอมาก่อน

อีเมลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารมากกว่า 3 ล้านหน้า ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รวมถึงวิดีโอกว่า 2,000 รายการ และภาพกว่า 180,000 ภาพ ซึ่งถูกเปิดเผยหลังครบกำหนด 6 สัปดาห์ ตามกฎหมายที่ลงนามโดย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

อย่างไรก็ตาม เอกสารจำนวนมากถูกปิดบังข้อมูลอย่างหนัก โดยบางหน้าเป็นสีดำทั้งหมด ทำให้รายละเอียดสำคัญยังไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ครบถ้วน.

ที่มา :BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เอปสตีน