พระโอรสเจ้าหญิงนอร์เวย์เตรียมขึ้นศาลคดีข่มขืน-ยาเสพติด เสี่ยงถูกจำคุก 16 ปี

พระโอรสเจ้าหญิงนอร์เวย์เตรียมขึ้นศาลคดีข่มขืน-ยาเสพติด เสี่ยงถูกจำคุก 16 ปี

30 ม.ค. 2569 14:53 น.

พระโอรสเจ้าหญิงนอร์เวย์เตรียมขึ้นศาลคดีข่มขืน-ยาเสพติด เสี่ยงถูกจำคุก 16 ปี

นอร์เวย์เผชิญคดีอื้อฉาวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ เมื่อมาริอุส บอร์ก เฮยบี พระโอรสของมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต เตรียมขึ้นศาลแขวงกรุงออสโล ในวันที่ 3 ก.พ. นี้ จากข้อกล่าวหาข่มขืนผู้หญิง 4 ราย รวมถึงคดียาเสพติดและทำร้ายร่างกาย โดยคดีมีกำหนดพิจารณาจนถึงวันที่ 19 มี.ค. และคาดว่าจะได้รับความสนใจจากสื่ออย่างกว้างขวาง

มาริอุส บอร์ก เฮยบี วัย 29 ปี พระโอรสของเจ้าหญิงเมตเตอ-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ ซึ่งเกิดกับอดีตคนรักก่อนเสกสมรสกับเจ้าชายฮากอน มีกำหนดขึ้นศาลเขตออสโลในวันอังคารที่ 3 ก.พ.นี้ เพื่อรับการพิจารณาคดีในข้อหาข่มขืนสตรี 4 ราย และข้อหาอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 38 กระทง ซึ่งรวมถึงการลักลอบขนกัญชาหนัก 3.5 กิโลกรัม และการล่วงละเมิดอดีตแฟนสาวหลายคน โดยบางเหตุการณ์ย้อนกลับไปถึงปี 2018

ตรอนด์ โนเรน อิซักเซน นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านราชวงศ์นอร์เวย์ ระบุว่านี่คืออื้อฉาวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 120 ปี “เราเคยมีข้อพิพาทเรื่องการเลือกคู่ครองหรือการซ่อมแซมพระราชวังมาบ้าง แต่ไม่เคยมีคดีอาญาร้ายแรงเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะเมื่อมีข้อหามากมายขนาดนี้”

เฮยบีถูกจับกุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2024 ในข้อหาทำร้ายร่างกายแฟนสาว ซึ่งต่อมาเขาได้ยอมรับว่ากระทำลงไปภายใต้อิทธิพลของแอลกอฮอล์และโคเคน เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพจิตและการใช้สารเสพติดมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม การขยายผลการสอบสวนนำไปสู่การพบหลักฐานที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือการข่มขืนผู้หญิง 4 ราย ในขณะที่เหยื่อกำลังนอนหลับหรือหมดสติจากการมึนเมา ในปี 2018, 2023 และ 2024 โดยเฮยบีมีการถ่ายคลิปวิดีโอขณะก่อเหตุไว้ด้วย ซึ่งการข่มขืนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากที่เขาเริ่มถูกตำรวจสอบสวนแล้ว

นอกจากคดีทางเพศ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตำรวจยังแจ้งข้อหาเพิ่มเกี่ยวกับการขนส่งกัญชา 3.5 กิโลกรัมในปี 2020 ซึ่งเจ้าตัวให้การรับสารภาพในข้อหายาเสพติดนี้แล้ว แต่ในคดีข่มขืนและทำร้ายร่างกายเขายังคงปฏิเสธข้อหาหนักส่วนใหญ่ โดยทีมทนายระบุว่าเขาจะขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น

คดีนี้สร้างความอับอายและตึงเครียดอย่างมากต่อมกุฎราชกุมารฮากอน และเจ้าหญิงเมตเตอ-มาริต ซึ่งทรงอุปถัมภ์ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเฮยบีมาตลอด แม้ว่าเขาจะไม่มีฐานันดรศักดิ์และไม่มีบทบาทหน้าที่อย่างเป็นทางการในราชวงศ์ก็ตาม โดยเจ้าชายฮากอนระบุว่าพระองค์เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องและเป็นธรรม แต่ทั้งสองพระองค์จะไม่มีกำหนดการเสด็จร่วมฟังการพิจารณาคดี

พนักงานอัยการยืนยันว่า เฮยบีจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมตามกฎหมาย โดยไม่ได้รับสิทธิพิเศษหรือโทษที่รุนแรงกว่าปกติเพียงเพราะความสัมพันธ์ทางครอบครัว ซึ่งหากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงในหลายกระทง เขาอาจได้รับโทษจำคุกสูงสุดถึง 16 ปี

ผลกระทบจากคดีนี้ประกอบกับพฤติกรรมอื้อฉาวก่อนหน้าของเจ้าหญิงมาร์ธา ลูอิส พระเชษฐภคินีของเจ้าชายฮากอน ส่งผลให้ความนิยมในระบอบกษัตริย์ของชาวนอร์เวย์ลดลงจาก 81% ในปี 2017 เหลือเพียง 70% ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงให้ความเห็นใจกษัตริย์ฮารัลด์และราชินีซอนยา พระชนมายุ 88 พรรษา ซึ่งทรงไม่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของหลานชายนอกราชวงศ์รายนี้.

ที่มา AFP

คลังสหรัฐฯ เผยรายงานล่าสุด “ไทย” ติดกลุ่ม “ถูกจับตาใกล้ชิด” ปั่น-แทรกแซงค่าเงิน

คลังสหรัฐฯ เผยรายงานล่าสุด "ไทย" ติดกลุ่ม "ถูกจับตาใกล้ชิด" ปั่น-แทรกแซงค่าเงิน

30 ม.ค. 2569 13:10 น.

คลังสหรัฐฯ เผยรายงานล่าสุด “ไทย” ติดกลุ่ม “ถูกจับตาใกล้ชิด” ปั่น-แทรกแซงค่าเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้นำเสนอรายงานรอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญ ระบุว่ามี 10 เขตเศรษฐกิจที่สมควรได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดในด้านพฤติกรรมอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ประกอบด้วย จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ไทย, สิงคโปร์, เวียดนาม, เยอรมนี, ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดยที่น่าสนใจคือ “ไทย” ได้ถูกเพิ่มกลับเข้ามาในบัญชีรายชื่อนี้อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ปรากฏชื่อในรายงานฉบับก่อนหน้าเมื่อเดือนมิถุนายน 2025

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ภายใต้การนำของรัฐมนตรี สกอตต์ เบสเซนต์ ได้นำส่งรายงานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญต่อสภาคองเกรส โดยระบุว่าไม่มีประเทศคู่ค้าใดเข้าข่าย “ปั่นค่าเงิน” (Currency Manipulator) ในช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมาจนถึงเดือนมิถุนายน 2025 อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ได้ยกระดับความเข้มงวดในการวิเคราะห์ตามนโยบาย “America First” ของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อขจัดความได้เปรียบทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การประกาศรายชื่อ 10 เขตเศรษฐกิจใน “บัญชีรายชื่อที่ต้องจับตาใกล้ชิด” (Monitoring List) ซึ่งประกอบด้วย จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ไทย, สิงคโปร์, เวียดนาม, เยอรมนี, ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดย “ไทย” เป็นประเทศเดียวที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่เมื่อเทียบกับรายงานฉบับเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งสหรัฐฯ ได้เริ่มหารือกับ 6 คู่ค้าสำคัญ รวมถึงไทยและญี่ปุ่น เพื่อย้ำความมุ่งมั่นในการหลีกเลี่ยงการแทรกแซงค่าเงินและเพิ่มความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยน

สำหรับ “จีน” แม้จะยังไม่ถูกระบุว่าเป็นผู้ปั่นค่าเงิน แต่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ วิจารณ์อย่างหนักเรื่องการขาดความโปร่งใสในนโยบายค่าเงิน พร้อมเตือนว่าความคลุมเครือนี้จะไม่ขัดขวางการขึ้นบัญชีดำจีนในอนาคต หากพบหลักฐานการแทรกแซงเพื่อสกัดการแข็งค่าของเงินหยวน โดยเฉพาะท่ามกลางภาวะที่จีนได้ดุลการค้าภายนอกสูงมาก สหรัฐฯ จึงเรียกร้องให้ทางการจีนปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นตามกลไกตลาดและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

รายงานของรัฐบาลทรัมป์นี้ยังเพิ่มเกณฑ์การตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น โดยจะไม่ดูเพียงแค่การแทรกแซงเพื่อสกัดการแข็งค่าเพียงอย่างเดียว แต่จะจับตาการแทรกแซงเพื่อฝืนการอ่อนค่าด้วย รวมถึงขยายขอบเขตไปตรวจสอบการใช้นโยบายควบคุมเงินทุน มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และการทำธุรกรรมผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญหรือเครื่องมือการเงินอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า.

ที่มา U.S. Department of the Treasury

ปธน.อี แจ-มยอง โพสต์ภาษาเขมร เตือนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่ายุ่งกับชาวเกาหลีใต้

ปธน.อี แจ-มยอง โพสต์ภาษาเขมร เตือนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่ายุ่งกับชาวเกาหลีใต้

30 ม.ค. 2569 12:30 น.

ปธน.อี แจ-มยอง โพสต์ภาษาเขมร เตือนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่ายุ่งกับชาวเกาหลีใต้

ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X  เป็นภาษาเขมร ส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าวถึงขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยระบุว่าความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเขาได้แชร์ข่าวที่ระบุว่า ปัจจุบันแก๊งอาชญากรรมชาวจีนที่กบดานอยู่ในกัมพูชา เริ่มปฏิเสธการรับคนเกาหลีใต้เข้าทำงาน เนื่องจากหวาดเกรงปฏิบัติการกวาดล้างจากตำรวจเกาหลีใต้

อี แจ-มยอง โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X พร้อมแชร์รายงานข่าวที่ระบุว่า กลุ่มอาชญากรรมชาวจีนซึ่งตั้งฐานอยู่ในกัมพูชา ได้ยุติการรับสมัครชาวเกาหลีใต้เข้าร่วมขบวนการ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกตำรวจเกาหลีใต้กวาดล้างอย่างจริงจัง

ประธานาธิบดีอีเขียนว่า “คุณคิดว่าคำเตือนของผมที่ว่า ใครก็ตามที่มายุ่งกับชาวเกาหลีจะต้องสูญเสียทุกอย่าง เป็นเพียงคำพูดลอยๆ หรือ” พร้อมย้ำว่า “เมื่อสาธารณรัฐเกาหลีตัดสินใจลงมือ ก็จะดำเนินการไปจนถึงที่สุด” โดยเขายังโพสต์ข้อความเดียวกันเป็นภาษาเขมรด้วย

ก่อนหน้านี้ อี แจ-มยอง ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่มุ่งเป้าชาวเกาหลีใต้ โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงติดตามและยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย

ข้อมูลจากตำรวจระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการร่วมระหว่างเกาหลีใต้และกัมพูชาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงได้แล้วอย่างน้อย 136 คนในกัมพูชา

ขณะเดียวกัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ชาวเกาหลีใต้จำนวน 73 คน ที่ถูกควบคุมตัวในกัมพูชาจากข้อกล่าวหาพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถูกส่งตัวกลับประเทศเพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน นับเป็นการส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับเกาหลีใต้จากประเทศเดียวในจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา.

ที่มา Yonhap

เวียดนามเตรียมประมูล “กระเป๋าแอร์เมส-‘เรือยอชต์” เจ้าแม่อสังหาฯ “เจือง หมี ลาน” ชดใช้คดีฉ้อโกง

เวียดนามเตรียมประมูล "กระเป๋าแอร์เมส-‘เรือยอชต์" เจ้าแม่อสังหาฯ "เจือง หมี ลาน" ชดใช้คดีฉ้อโกง

30 ม.ค. 2569 12:05 น.

เวียดนามเตรียมประมูล “กระเป๋าแอร์เมส-‘เรือยอชต์” เจ้าแม่อสังหาฯ “เจือง หมี ลาน” ชดใช้คดีฉ้อโกง

ทางการเวียดนามเดินหน้าขายทรัพย์สินหรูของนางเจือง หมี ลาน เจ้าแม่อสังหาริมทรัพย์เวียดนาม ผู้ต้องโทษคดีทุจริต เพื่อชดเชยความเสียหายจากเงินจำนวนมหาศาลที่ถูกยักยอกจากระบบธนาคาร โดยทรัพย์สินที่เตรียมนำออกขายรวมถึงกระเป๋าแอร์เมส เบอร์กิน หนังจระเข้ 2 ใบ และเรือยอชต์สุดหรู

สำนักงานบังคับคดีแพ่งประจำนครโฮจิมินห์ เปิดเผยว่าขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการจัดการทรัพย์สินของ นางเจือง หมี ลาน (Truong My Lan) อดีตประธานกลุ่มวัน ถิงห์ ฟัต (Van Thinh Phat) เพื่อนำเงินมาชดเชยค่าเสียหายมูลค่ากว่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.47 แสนล้านบาท) ตามคำสั่งศาล หลังจากที่เธอถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหายักยอกทรัพย์และฉ้อโกงธนาคารไซง่อน คอมเมอร์เชียล

ทรัพย์สินล่าสุดที่กลายเป็นประเด็นคือ กระเป๋าแอร์เมส รุ่นเบอร์กิน หนังจระเข้จำนวน 2 ใบ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเฟ้นหาผู้เชี่ยวชาญมาประเมินมูลค่าเพื่อเตรียมการจำหน่าย แม้ว่าในระหว่างการพิจารณาคดี เจือง หมี ลาน จะพยายามอ้อนวอนต่อศาลเพื่อขอเก็บกระเป๋าทั้งสองใบไว้ให้ลูกหลานเป็น “ของดูต่างหน้า” โดยอ้างว่าใบหนึ่งซื้อมาจากอิตาลีและอีกใบได้รับเป็นของขวัญจากนักธุรกิจชาวมาเลเซีย แต่ศาลปฏิเสธคำขอโดยระบุว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ

นอกจากกระเป๋าแบรนด์เนมแล้ว ทรัพย์สินชิ้นใหญ่อย่าง เรือยอชต์หรู “Reverie Saigon” ก็เตรียมถูกนำกลับมาประมูลอีกครั้งในวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ หลังจากความพยายามประมูลครั้งแรกในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาไม่สำเร็จเนื่องจากไม่มีผู้สนใจ โดยครั้งนี้ได้ลดราคาเริ่มต้นลงเหลือ 4.93 หมื่นล้านดอง (ประมาณ 59.76 ล้านบาท) ผู้ที่สนใจเข้าร่วมต้องวางเงินมัดจำล่วงหน้า 20% ของราคาเริ่มต้น นอกจากนี้ยังมีเรือลำอื่นๆ อีก 2 ลำ ที่จะถูกประมูลในราคาเริ่มต้นลำละ 4.8 พันล้านดอง

ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคม อสังหาริมทรัพย์ใจกลางกรุงโฮจิมินห์ของเธอประสบความสำเร็จในการประมูลเป็นชิ้นแรก โดยปิดดีลไปได้ในราคากว่า 6 แสนล้านดอง (ประมาณ 727 ล้านบาท)

คดีของเจือง หมี ลาน ถือเป็นคดีทุจริตทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก โดยเธอถูกกล่าวหาว่าควบคุมธนาคารไซง่อน คอมเมอร์เชียล ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 5 ของประเทศอย่างลับๆ และใช้นอมินีผ่านบริษัทเชลล์จำนวนมากเพื่อกู้เงินและยักยอกเงินรวมกว่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี

อัยการระบุว่า เงินจำนวน 27,000 ล้านดอลลาร์ถูกนำไปใช้โดยมิชอบ และอย่างน้อย 12,000 ล้านดอลลาร์เข้าข่ายยักยอก ถือเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เดิมศาลตัดสินประหารชีวิตเธอในเดือนเมษายน 2024 แต่โทษถูกลดหย่อนเหลือจำคุกตลอดชีวิตเมื่อเดือนมิถุนายน 2024 หลังเวียดนามยกเลิกโทษประหารสำหรับอาชญากรรมบางประเภท โดยทรัพย์สินที่ถูกอายัดมีมากกว่า 1,200 รายการ ทั้งอสังหาริมทรัพย์ หุ้นในบริษัท เสื้อผ้า และนาฬิกาหรู.

ที่มา BBC

“ทรัมป์” เผย “ปูติน” ตอบรับคำขอหยุดโจมตีเมืองในยูเครน 1 สัปดาห์ เหตุอากาศหนาวจัดผิดปกติ

"ทรัมป์" เผย "ปูติน" ตอบรับคำขอหยุดโจมตีเมืองในยูเครน 1 สัปดาห์ เหตุอากาศหนาวจัดผิดปกติ

30 ม.ค. 2569 10:45 น.

“ทรัมป์” เผย “ปูติน” ตอบรับคำขอหยุดโจมตีเมืองในยูเครน 1 สัปดาห์ เหตุอากาศหนาวจัดผิดปกติ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้ตกลงที่จะไม่โจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน รวมถึงเมืองและชุมชนอื่นๆ เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ เนื่องจากสภาพอากาศหนาวจัดกว่าปกติ โดยอุณหภูมิในกรุงเคียฟอาจติดลบต่ำสุดถึง -24 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม ทางการรัสเซียยังไม่ได้ออกมายืนยันข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ตนได้ต่อสายตรงหาประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อขอความร่วมมือให้หยุดการโจมตีเมืองต่าง ๆ ในยูเครนเป็นการชั่วคราว เนื่องจากยูเครนกำลังเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็นจัดอย่างรุนแรง

“ผมขอให้ประธานาธิบดีปูตินเป็นการส่วนตัว ว่าอย่าเพิ่งยิงถล่มกรุงเคียฟและเมืองต่าง ๆ เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ และเขาก็ตกลงตามนั้น” พร้อมเสริมว่าหลายคนเคยสบประมาทว่าการโทรศัพท์ไปครั้งนี้จะสูญเปล่า แต่ปูตินกลับตอบตกลง ซึ่งสร้างความยินดีให้กับฝั่งยูเครนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง

ด้านประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า แถลงการณ์ของทรัมป์ถือเป็น “เรื่องสำคัญ” ในการรับรองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในช่วงที่อากาศหนาวจัดสุดขั้ว โดยระบุว่าทีมงานของทั้งสองฝ่ายได้หารือเรื่องนี้กันที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคาดหวังว่าข้อตกลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้แทนจากรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐฯ ได้พบหารือร่วมกันที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถือเป็นการเจรจาไตรภาคีครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น โดยทุกฝ่ายระบุว่าการพูดคุยเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ แต่ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่ารัสเซียตกลงหยุดโจมตีตลอดช่วงอากาศหนาวจัด

ทั้งนี้ เป็นที่เชื่อกันว่า ข้อตกลงนี้อาจเป็นการ “ยื่นหมูยื่นแมว” โดยยูเครนตกลงที่จะระงับการส่งโดรนไปโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในรัสเซียเป็นการชั่วคราว เพื่อแลกกับการที่รัสเซียหยุดถล่มเมืองและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาวิกฤต เนื่องจากพยากรณ์อากาศระบุว่าอุณหภูมิในกรุงเคียฟจะลดฮวบลงตั้งแต่วันพฤหัสบดี (29 ม.ค.) โดยอาจติดลบต่ำสุดถึง -24 องศาเซลเซียส 

อย่างไรก็ตาม รัสเซียยังคงเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนอย่างหนัก ทำให้ประชาชนหลายล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้และเครื่องทำความร้อนใช้การไม่ได้ แม้เจ้าหน้าที่ไฟฟ้าจะเร่งซ่อมแซมตลอด 24 ชั่วโมง แต่การโจมตีทางอากาศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมักจะทำลายสิ่งที่ซ่อมแซมไปจนหมดสิ้น ส่งผลให้ชาวเมืองมีไฟฟ้าใช้เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการสร้างความอบอุ่นในที่พักอาศัย

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ทางการรัสเซียยังไม่มีการแถลงยืนยันข้อตกลงหยุดโจมตีดังกล่าวอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าการหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมในครั้งนี้จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อใด.

ที่มา BBC

ระทึกสนามบินฟิลิปปินส์ หนุ่มชักมีดขู่ ถูกเจ้าหน้าที่ยิงสวนบาดเจ็บ (คลิป)

ระทึกสนามบินฟิลิปปินส์ หนุ่มชักมีดขู่ ถูกเจ้าหน้าที่ยิงสวนบาดเจ็บ (คลิป)

30 ม.ค. 2569 10:27 น.

ระทึกสนามบินฟิลิปปินส์ หนุ่มชักมีดขู่ ถูกเจ้าหน้าที่ยิงสวนบาดเจ็บ (คลิป)

เกิดเหตุสุดระทึกกลางสนามบินนานาชาติอิโลอิโล ของฟิลิปปินส์ เมื่อผู้โดยสารชายวัย 54 ปี คลุ้มคลั่งใช้มีดไล่ข่มขู่เจ้าหน้าที่ต่อหน้าผู้โดยสารจำนวนมาก ก่อนที่จะถูกยิงเพื่อระงับเหตุจนได้รับบาดเจ็บ

เหตุการณ์ระทึกดังกล่าวเกิดขึ้น ขณะที่ผู้ก่อเหตุชายวัย 54 ปี อยู่ในระหว่างขั้นตอนตรวจสัมภาระ โดยเจ้าหน้าที่พบมีดอยู่ในกระเป๋าสะพายสีดำของชายรายนี้ จึงเรียกตรวจสอบเพิ่มเติม แต่สถานการณ์กลับบานปลาย เมื่อผู้ต้องสงสัยคว้ามีดออกมาจากกระเป๋า และเริ่มอาละวาดในพื้นที่ตรวจความปลอดภัย

คลิปวิดีโอจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นชายต้องสงสัยเดินเท้าเปล่า ถือมีดเดินไล่ตำรวจที่ถอยหนี ก่อนจะหันไปวิ่งเข้าโถงผู้โดยสารขาออก ท่ามกลางเสียงกรีดร้องดังลั่น ขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นๆพากันแตกตื่น วิ่งหนีอย่างโกลาหล

หลังความพยายามในการเจรจา เพื่อให้ผู้ก่อเหตุยอมวางอาวุธไม่เป็นผล ตำรวจจึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงสกัด กระสุนถูกเข้าที่หน้าอก ชายรายนี้ล้มลงทันที และถูกควบคุมตัวในสภาพใส่กุญแจมือ ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยรถเข็น

ด้านสำนักงานความปลอดภัยด้านการขนส่งฟิลิปปินส์แถลงว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น พร้อมย้ำว่าอาวุธและวัตถุอันตรายถือเป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากอาจถูกนำไปใช้ก่อเหตุร้าย เช่น การจี้เครื่องบิน

ขณะนี้เหตุการณ์อยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม ท่ามกลางคำถามถึงความปลอดภัยในสนามบิน และการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ.

ที่มา : viralpress

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฟิลิปปินส์

รัฐบาล เปิดรับสมัคร สาวไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย สัญญา 2 ปี

รัฐบาล เปิดรับสมัคร สาวไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย สัญญา 2 ปี

30 ม.ค. 2569 10:14 น.

รัฐบาล เปิดรับสมัคร สาวไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย สัญญา 2 ปี

รองโฆษกรัฐบาล “อัยรินทร์” เผย กรมการจัดหางาน รับสมัครสาวไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย 18 อัตรา สัญญา 2 ปี สมัครฟรีผ่านเว็บไซต์ toea.doe.go.th ตั้งแต่วันนี้ – 19 ก.พ. 69

วันที่ 30 มกราคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสการไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่แรงงานไทย รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานกับนายจ้างบริษัท VYV Wellness Retreat Sdm Bhd ประเทศมาเลเซีย ซึ่งประกอบกิจการร้านนวด เปิดรับตำแหน่งพนักงานนวดแผนไทย จำนวน 18 อัตรา ระยะเวลาจ้างงาน 2 ปี ผู้สนใจสามารถยื่นใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 19 กุมภาพันธ์ 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า สำหรับค่าจ้างนายจ้างเปิดโอกาสให้เลือกได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ แบบเงินเดือนประจำ จำนวน 3,300 ริงกิตมาเลเซียต่อเดือน ประมาณ 25,022 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) หรือ แบบค่าคอมมิชชั่นตามจำนวนชั่วโมงทำงาน ชั่วโมงที่ 1–160 คิดอัตราชั่วโมงละ 22 ริงกิต ตั้งแต่ชั่วโมงที่ 161 เป็นต้นไป คิดอัตราชั่วโมงละ 25 ริงกิต กำหนดเวลาทำงาน 7.5 ชั่วโมงต่อวัน ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ โดยนายจ้างจะจัดหาที่พักให้ฟรีและจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินไป-กลับ เมื่อทำงานครบสัญญาจ้าง พร้อมประกันคุ้มครองการเบิกค่ารักษาพยาบาล ประกันสุขภาพตามที่รัฐบาลประเทศมาเลเซียกำหนด

สำหรับคุณสมบัติที่นายจ้างต้องการ ได้แก่ เพศหญิง อายุ 21-44 ปี มีใบรับรองการเข้ารับการฝึกอบรมการนวดเท้าหรือนวดแผนไทย ไม่น้อยกว่า 150 ชั่วโมง มีสุขภาพแข็งแรง ผ่านการตรวจสุขภาพ มีมารยาทและทัศนคติที่ดี ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกไปทำงานจ่ายเพียงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ได้แก่ ค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) ค่าตรวจสุขภาพ ค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 6,500 บาท

“ผู้ที่สนใจสามารถสมัครงาน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.doe.go.th/overseas หรือ เฟซบุ๊ก : แรงงานไทยไปต่างประเทศโดยรัฐจัดส่ง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2245 1034 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

ทรัมป์เพิ่มแรงกดดัน ขู่ตั้งกำแพงภาษีประเทศขายน้ำมันให้คิวบา

ทรัมป์เพิ่มแรงกดดัน ขู่ตั้งกำแพงภาษีประเทศขายน้ำมันให้คิวบา

30 ม.ค. 2569 09:30 น.

ทรัมป์เพิ่มแรงกดดัน ขู่ตั้งกำแพงภาษีประเทศขายน้ำมันให้คิวบา

โดนัลด์ ทรัมป์เพิ่มแรงกดดัน ขู่ใช้มาตรการตั้งกำแพงภาษีกับประเทศที่จัดหาน้ำมันให้คิวบา ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น

มาตรการดังกล่าวถูกระบุไว้ในคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ของทรัมป์ แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราภาษีหรือรายชื่อประเทศที่จะตกเป็นเป้าหมายโดยตรงก็ตาม

โดยทรัมป์แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อคิวบามาโดยตลอด และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เขาระบุว่า คิวบากำลังจะล่มสลายในไม่ช้า หลังเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ หยุดส่งน้ำมันและเงินสนับสนุนให้คิวบา ภายหลังประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ถูกกองกำลังสหรัฐฯ ควบคุมตัวเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ เวเนซุเอลาถูกเชื่อว่าส่งน้ำมันให้คิวบาประมาณ 35,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของเกาะแห่งนี้

ในคำสั่งฝ่ายบริหารที่ลงนามเมื่อวันพฤหัสบดี ทรัมป์ระบุว่า นโยบาย แนวปฏิบัติ และการกระทำของรัฐบาลคิวบา ถือเป็นภัยคุกคามที่ไม่ปกติและร้ายแรงต่อสหรัฐอเมริกา พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาลฮาวานาเป็นที่พักพิงของศัตรูอันตรายของสหรัฐฯ โดยคำสั่งดังกล่าวจะเปิดทางให้สหรัฐฯ พิจารณาตั้งกำแพงภาษีกับประเทศที่ขายหรือจัดหาน้ำมันให้คิวบา ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเรียกร้องให้คิวบายอมทำข้อตกลงก่อนจะสายเกินไป แต่ไม่เคยระบุเงื่อนไขของข้อตกลง หรือผลลัพธ์ที่คิวบาอาจต้องเผชิญหากไม่ยอมทำตาม

ด้านประธานาธิบดีมิเกล ดิอาซ-กาเนล ของคิวบา ตอบโต้ว่า สหรัฐฯ ไม่มีอำนาจใด ๆ ที่จะมาบังคับให้คิวบาต้องทำข้อตกลงตามที่สหรัฐฯ ต้องการ

ขณะเดียวกัน นโยบายของรัฐบาลทรัมป์ในการยึดเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลาที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร ได้ซ้ำเติมวิกฤตพลังงานในคิวบาให้รุนแรงขึ้น ประเทศกำลังเผชิญปัญหาไฟฟ้าดับเป็นระยะ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอนของระบบไฟฟ้า

บรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีต่างประเทศคิวบา ระบุเมื่อไม่นานมานี้ว่า คิวบามีสิทธิอย่างสมบูรณ์ในการนำเข้าเชื้อเพลิงจากผู้ส่งออกรายใดก็ตามที่ยินดีขาย โดยไม่ควรถูกแทรกแซงหรือบีบบังคับจากมาตรการฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ.

ที่มา : AP

อ่านข่าวเกี่ยวกับ คิวบา

นักวิทย์งง! หมีขั้วโลกอ้วนขึ้น สุขภาพดีขึ้น แม้น้ำแข็งอาร์กติกละลายจากโลกร้อน

นักวิทย์งง! หมีขั้วโลกอ้วนขึ้น สุขภาพดีขึ้น แม้น้ำแข็งอาร์กติกละลายจากโลกร้อน

30 ม.ค. 2569 08:55 น.

นักวิทย์งง! หมีขั้วโลกอ้วนขึ้น สุขภาพดีขึ้น แม้น้ำแข็งอาร์กติกละลายจากโลกร้อน

งานวิจัยล่าสุดพบผลลัพธ์ที่ผิดคาด เมื่อพบว่าหมีขั้วโลกในนอร์เวย์ มีสภาพร่างกายอ้วนขึ้นและแข็งแรงขึ้นในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา แม้ภาวะโลกร้อนจะทำให้น้ำแข็งอาร์กติกหดหายลงต่อเนื่อง

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 จนถึงปี 2019 ทีมวิจัยได้ชั่งน้ำหนักและวัดขนาดหมีขั้วโลกโตเต็มวัยรวม 770 ตัว และพบว่าหมีในพื้นที่ดังกล่าวมีไขมันสะสมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่น้ำแข็งในทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ล่าสัตว์หลักของหมีขั้วโลก ลดลงอย่างต่อเนื่องจากภาวะโลกร้อน

โดยปกติแล้ว หมีขั้วโลกต้องพึ่งพาแผ่นน้ำแข็งกลางทะเลเป็น แท่นล่าเหยื่อ เพื่อจับแมวน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักที่ให้พลังงานสูง ไขมันจากแมวน้ำไม่เพียงช่วยให้หมีมีพลังงานและรักษาความอบอุ่น แต่ยังมีความสำคัญต่อแม่หมีในการผลิตน้ำนมที่มีไขมันสูงสำหรับลูกหมีด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเชื่อว่าหมีขั้วโลกในสฟาลบาร์ดได้ปรับตัวต่อการสูญเสียน้ำแข็ง โดยหันไปล่าเหยื่อบนบกมากขึ้น เช่น กวางเรนเดียร์ และวอลรัส ซึ่งเป็นสัตว์ขนาดใหญ่และมีไขมันสูงไม่แพ้กัน งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports และสร้างความประหลาดใจให้กับนักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากสฟาลบาร์ดเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อนรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ด็อกเตอร์ ยอน อาร์ส นักวิจัยหลักจากสถาบันโพลาร์นอร์เวย์ ระบุว่าหมีที่อ้วนขึ้นหมายถึงสุขภาพที่ดีขึ้น พร้อมยอมรับว่าเขาเองคาดว่าจะเห็นสภาพร่างกายของหมีแย่ลง เมื่อการสูญเสียแผ่นน้ำแข็งในทะเลรุนแรงถึงระดับนี้

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ วอลรัส ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในนอร์เวย์มาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 หลังถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ การคุ้มครองดังกล่าวทำให้จำนวนวอลรัสเพิ่มขึ้น และกลายเป็นแหล่งอาหารใหม่ที่อุดมด้วยไขมันสำหรับหมีขั้วโลกในปัจจุบัน

อาร์สอธิบายเพิ่มเติมว่า หากพื้นที่แผ่นน้ำแข็งของแมวน้ำมีขนาดเล็กลง แมวน้ำอาจรวมตัวกันในพื้นที่จำกัด ทำให้หมีสามารถล่าได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้ผลการศึกษานี้จะถือเป็นข่าวดีในระยะสั้น แต่นักวิจัยเตือนว่าแนวโน้มดังกล่าวอาจไม่ยั่งยืน เมื่อการสูญเสียน้ำแข็งยังคงดำเนินต่อไป หมีขั้วโลกจะต้องเดินทางไกลขึ้นเพื่อหาแหล่งล่าเหยื่อ ใช้พลังงานมากขึ้น และสูญเสียไขมันสะสมที่จำเป็นต่อการอยู่รอด

องค์กรอนุรักษ์ Polar Bears International ชี้ว่า หมีขั้วโลกในสฟาลบาร์ดเคยเป็นหนึ่งในประชากรที่ถูกล่าหนักที่สุดในโลก ก่อนจะได้รับการคุ้มครองในระดับนานาชาติช่วงทศวรรษ 1970 และผลการวิจัยใหม่นี้อาจสะท้อนการฟื้นตัวของประชากรหลังแรงกดดันจากการล่า รวมถึงการเพิ่มขึ้นของวอลรัสและกวางเรนเดียร์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ด็อกเตอร์ จอห์น ไวต์แมน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสขององค์กรกล่าวว่า ผลการศึกษานี้ถือเป็นสัญญาณบวกในระยะสั้น แต่เตือนว่าสภาพร่างกายเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัย งานวิจัยอื่นพบว่าจำนวนวันที่ไร้น้ำแข็งที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ลูกหมี รวมถึงหมีตัวเมียวัยอ่อนและวัยชรา มีอัตราการรอดชีวิตลดลง

ในภูมิภาคอื่นของอาร์กติก ภาวะโลกร้อนกลับส่งผลรุนแรงต่อหมีขั้วโลกอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันมีหมีขั้วโลก 20 กลุ่มย่อยทั่วอาร์กติก และในอ่าวฮัดสันตะวันตกของแคนาดา ซึ่งเป็นพื้นที่ศึกษาหมีขั้วโลกมากที่สุดแห่งหนึ่ง พบว่าประชากรหมีลดลงโดยตรงจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ภาพรวมระยะยาวยังคงชัดเจนว่าหมีขั้วโลกจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำแข็งเพื่อความอยู่รอด และหากการสูญเสียน้ำแข็งยังดำเนินต่อไปโดยไม่ถูกควบคุม ในที่สุดหมีขั้วโลกก็อาจหายไปจากธรรมชาติ

การศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบของโลกร้อนอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ แต่ในระยะยาว หากน้ำแข็งทะเลหายไป หมีขั้วโลกก็ไม่อาจอยู่รอดได้เช่นกัน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หมีขั้วโลก

รักษาการปธน.เวเนฯ ลงนามกม.ปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน ลดบทบาทรัฐ-เปิดทางเอกชนควบคุมการผลิตและขายน้ำมัน

รักษาการปธน.เวเนฯ ลงนามกม.ปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน ลดบทบาทรัฐ-เปิดทางเอกชนควบคุมการผลิตและขายน้ำมัน

30 ม.ค. 2569 07:53 น.

รักษาการปธน.เวเนฯ ลงนามกม.ปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน ลดบทบาทรัฐ-เปิดทางเอกชนควบคุมการผลิตและขายน้ำมัน

รักษาการปธน.เวเนซุเอลา ลงนามกฎหมายปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน ลดบทบาทรัฐ-เปิดทางเอกชนควบคุมการผลิตและขายน้ำมัน หวังฟื้นเศรษฐกิจเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน ท่ามกลางแรงกดดันการเมือง 

วันที่ 29 มกราคม 2569 นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ลงนามกฎหมายปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน เปิดทางให้ภาคเอกชนเข้าควบคุมการผลิตและการขายน้ำมันได้ ถือเป็นการเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญของประเทศที่ยึดแนวคิดรัฐควบคุมทรัพยากรพลังงานมานานกว่า 20 ปี

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันเวเนซุเอลาบางส่วน และเปิดทางให้บริษัทพลังงานสหรัฐขยายการดำเนินธุรกิจในประเทศ ถือเป็นสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายกำลังขยับเข้าสู่ทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ สภาแห่งชาติเวเนซุเอลาเพิ่งอนุมัติร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยเป็นช่วงเวลาใกล้กับความตึงเครียดทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังมีปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อการเมืองเวเนซุเอลา ขณะที่กฎหมายใหม่ของเวเนซุเอลาระบุว่า บริษัทเอกชนสามารถเข้าควบคุมการผลิตและจำหน่ายน้ำมันได้ นอกจากนี้อนุญาตให้ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการอิสระแก้ข้อพิพาทการลงทุน

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา ทั้งมาตรการคว่ำบาตรและปฏิบัติการทางทะเลที่ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันลดลงอย่างหนักในช่วงปีที่ผ่านมา.

ที่มา AP