เมียนมาโต้เดือด ชี้คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจาในศาลโลก “ไร้มูลความจริง”

เมียนมาโต้เดือด ชี้คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจาในศาลโลก "ไร้มูลความจริง"

14 ม.ค. 2569 11:51 น.

เมียนมาโต้เดือด ชี้คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจาในศาลโลก “ไร้มูลความจริง”

กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าคดีที่ประเทศแกมเบียยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลุ่มน้อยชาวโรฮีนจานั้น เป็นคดีที่มีข้อบกพร่องและไม่มีมูลความจริง ทั้งในแง่ของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้เริ่มกระบวนการไต่สวนเป็นเวลา 3 สัปดาห์ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาพยานหลักฐานจากเหตุการณ์ที่กองทัพเมียนมาเข้ากวาดล้างครั้งใหญ่ในรัฐยะไข่เมื่อปี 2017 ซึ่งส่งผลให้ชาวโรฮีนจากว่า 7 แสนคนต้องลี้ภัยไปยังบังกลาเทศ ท่ามกลางรายงานเรื่องการสังหารหมู่ การวางเพลิง และการล่วงละเมิดทางเพศอย่างรุนแรง

แถลงการณ์ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของรัฐระบุว่า รัฐบาลเมียนมาซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2021 กำลังให้ความร่วมมือกับศาลด้วยความจริงใจเพื่อแสดงความเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ขอให้ศาลพิจารณาคดีบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและตัวบทกฎหมายภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ เมียนมายังระบุว่ารายงานที่มีการเผยแพร่ออกไปนั้น “มีอคติและอ้างอิงพยานหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือ” โดยในแถลงการณ์ไม่ได้เรียกชื่อชาว “โรฮีนจา” แต่ใช้คำว่า “บุคคลจากรัฐยะไข่” แทน พร้อมย้ำว่าปฏิบัติการของกองทัพเป็นการกระทำที่ชอบธรรมเพื่อกวาดล้างกลุ่มกบฏที่โจมตีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงจนเสียชีวิต

ทางด้านนายดอดา จัลโลว์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของแกมเบีย ได้แถลงต่อศาลในวันแรกว่าชาวโรฮีนจาตกเป็นเป้าหมายของการทำลายล้าง ขณะที่ทีมกฎหมายของเมียนมามีกำหนดการขึ้นแถลงตอบโต้ต่อศาลในวันศุกร์นี้

ปัจจุบัน มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจากว่า 1.17 ล้านคน ยังคงอาศัยอยู่อย่างแออัดในค่ายกักกันที่เมืองค็อกซ์บาซาร์ ประเทศบังกลาเทศ ทั้งนี้ แม้ศาลโลกจะไม่มีกลไกบังคับคดีโดยตรง แต่หากมีคำตัดสินว่าเมียนมามีความผิดจริง จะเป็นการสร้างแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศต่อเมียนมาอย่างมหาศาล ซึ่งกระบวนการตัดสินอาจใช้เวลานานหลายเดือนหรือหลายปี.

ที่มา AFP

ปี 2025 รั้งอันดับ 3 ร้อนสุดประวัติการณ์ นักวิทย์เตือนอุณหภูมิพุ่งเร็วกว่าที่คาด

ปี 2025 รั้งอันดับ 3 ร้อนสุดประวัติการณ์ นักวิทย์เตือนอุณหภูมิพุ่งเร็วกว่าที่คาด

14 ม.ค. 2569 11:02 น.

ปี 2025 รั้งอันดับ 3 ร้อนสุดประวัติการณ์ นักวิทย์เตือนอุณหภูมิพุ่งเร็วกว่าที่คาด

หน่วยงานตรวจสอบสภาพภูมิอากาศระดับโลกทั้งยุโรปและสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ปี 2025 คือปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 3 เท่าที่เคยมีการบันทึกมา ขณะที่รอบ 11 ปีหลังสุดครองแชมป์ปีที่ร้อนที่สุดทั้งหมด ชี้อุณหภูมิโลกเฉลี่ย 3 ปีล่าสุดทะลุเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสไปแล้ว

หน่วยงานบริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคอเปอร์นิคัส (Copernicus) ของสหภาพยุโรป และสถาบันเบิร์กลีย์ เอิร์ธ (Berkeley Earth) ของสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานประจำปีระบุว่า ปี 2025 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากปี 2024 และ 2023 ตามลำดับ ส่งผลให้ช่วง 11 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นช่วงเวลาที่โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึก

คอเปอร์นิคัสระบุว่า อุณหภูมิในปี 2025 สูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรม 1.47 องศาเซลเซียส ใกล้เคียงปี 2023 และตามหลังปี 2024 ซึ่งแตะ 1.6 องศาเซลเซียส ขณะที่ประชากรราว 770 ล้านคนทั่วโลกเผชิญสภาพอากาศร้อนเป็นประวัติการณ์ โดยไม่มีพื้นที่ใดทำสถิติหนาวที่สุด

รายงานระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่อุณหภูมิโลกเฉลี่ยในช่วง 3 ปีล่าสุด สูงเกินกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นขีดจำกัดสำคัญตามข้อตกลงปารีส นักวิทยาศาสตร์จากเบิร์กลีย์ เอิร์ธ เตือนว่าการพุ่งสูงของอุณหภูมิตั้งแต่ปี 2023-2025 สะท้อนถึงการเร่งตัวของภาวะโลกร้อนที่รวดเร็วเกินคาด โดยคอเปอร์นิคัสประเมินว่าโลกอาจก้าวเข้าสู่สภาวะอุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาฯ แบบถาวรภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งเร็วกว่าคำพยากรณ์เดิมถึง 10 ปี

มีประชากรกว่า 770 ล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนทำลายสถิติในพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียกลาง แถบซาเฮลในแอฟริกา และยุโรปตอนเหนือ นอกจากนี้ ทวีปแอนตาร์กติก (ขั้วโลกใต้) ยังเผชิญกับปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกด้วย

แม้ก๊าซเรือนกระจกจะเป็นตัวการหลัก แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ามีปัจจัยเสริมอื่น ๆ เช่น การลดลงของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากการขนส่งทางเรือ ซึ่งปกติช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ กลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้โลกสะสมความร้อนมากขึ้น ขณะที่ความพยายามลดการปล่อยมลพิษในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เยอรมนี และฝรั่งเศส เริ่มชะลอตัวลง โดยเฉพาะความกังวลหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะนำสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงภูมิอากาศของสหประชาชาติอีกครั้ง

สำหรับแนวโน้มในปี 2026 ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยอาจเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 4 แต่หากเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญขึ้นในปีนี้ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ปี 2026 จะกลับมาทุบสถิติโลกเป็นปีที่ร้อนที่สุดอีกครั้ง.

ที่มา AFP

ตร.สหรัฐฯ ยิงกระสุนยางระยะประชิดถูกหน้าผู้ชุมนุมประท้วงเลือดอาบ (คลิป)

ตร.สหรัฐฯ ยิงกระสุนยางระยะประชิดถูกหน้าผู้ชุมนุมประท้วงเลือดอาบ (คลิป)

14 ม.ค. 2569 10:29 น.

ตร.สหรัฐฯ ยิงกระสุนยางระยะประชิดถูกหน้าผู้ชุมนุมประท้วงเลือดอาบ (คลิป)

การชุมนุมประท้วงคดีจนท. ICE ยิงหญิงชาวมินนิอาโพลิสเสียชีวิต ลุกลามบานปลาย ล่าสุดอัยการรัฐบาลกลางต่างลาออก ขณะที่มีคลิปเจ้าหน้าที่รัฐยิงกระสุนใส่ผู้ประท้วงในระยะประชิด เข้าที่ใบหน้าจนเลือดอาบ

การชุมนุมประท้วงจากกรณีการเสียชีวิตของหญิงชาวมินนิอาโพลิสที่ถูกเจ้าหน้าที่ ICE ยิงจนเสียชีวิต เริ่มลุกลามบานปลาย ล่าสุดอัยการรัฐบาลกลางหลายรายต่างลาออก ขณะที่ในรัฐแคลิฟอร์เนียมีการเผยคลิปเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงกระสุนใส่ผู้ประท้วงในระยะประชิด เข้าที่ใบหน้าอย่างจัง จนเลือดอาบ ก่อนจะลากคอผู้ประท้วงรายดังกล่าวเข้าไปในตัวอาคาร

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างการประท้วงในเมือง ซานตา อนา รัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ รีแน กู๊ด หญิงวัยกลางคนที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐ หรือ ICE ยิงเสียชีวิตที่เมืองมินนิอาโพลิส

โดยวิดีโอในที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง ยิงกระสุนจากระยะใกล้ใส่ผู้ประท้วงคนหนึ่งเข้าที่ใบหน้า ชายคนดังกล่าวทรุดตัวลงกับพื้น เลือดอาบใบหน้า และต่อมามีการอ่านแถลงการณ์โดยเพื่อน ระบุว่าเขาสูญเสียการมองเห็นในตาข้างหนึ่ง

เหตุปะทะดังกล่าวยังทำให้มีผู้ถูกจับกุมอย่างน้อย 1 คน ในข้อหาทำร้าย ขัดขวาง หรือขัดคำสั่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ ระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นายจากเหตุการณ์นี้

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าการชุมนุมประท้วงอีกหลายจุด เจ้าหน้าที่มีการใช้แก๊สน้ำตาเพื่อปราบปรามผู้ประท้วงอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดยังลุกลามไปถึงกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ หลังมีรายงานว่า อัยการรัฐบาลกลางในรัฐมินนิโซตาอย่างน้อย 6 คนลาออก ซึ่งอาจเกิดจากความไม่พอใจที่ถูกแทรกแซงทางการเมืองในการสอบสวนคดีการเสียชีวิตของรีแน กู๊ด หลังมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลกลางกีดกันรัฐมินนิโซตาออกจากกระบวนการสอบสวน.

ที่มา-ดูคลิป ที่นี่: AP

คลิกอ่านข่าว ประท้วงสหรัฐฯ

“ทาคาอิจิ-อี แจ มยอง” โชว์ตีกลองกระชับมิตร ส่งสัญญาณความสัมพันธ์บทใหม่ญี่ปุ่น–เกาหลีใต้

"ทาคาอิจิ-อี แจ มยอง" โชว์ตีกลองกระชับมิตร ส่งสัญญาณความสัมพันธ์บทใหม่ญี่ปุ่น–เกาหลีใต้

14 ม.ค. 2569 10:26 น.

“ทาคาอิจิ-อี แจ มยอง” โชว์ตีกลองกระชับมิตร ส่งสัญญาณความสัมพันธ์บทใหม่ญี่ปุ่น–เกาหลีใต้

“ทาคาอิจิ-อี แจ  มยอง” ผู้นำญี่ปุ่น–เกาหลีใต้ โชว์ตีกลองร่วมกันหลังการประชุมสุดยอดที่เมืองนารา สื่อถึงมิตรภาพและอนาคตความร่วมมือ ภายใต้ความสัมพันธ์บทใหม่ระหว่างสองประเทศ  

วันที่ 13 มกราคม 2569 นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และนาย อี แจ มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ สร้างบรรยากาศเป็นกันเองด้วยการตีกลองร่วมกันในบทเพลง “Golden” จากซีรีส์ Netflix เรื่อง KPop Demon Hunters และเพลง “Dynamite” ของวง BTS ท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลาย ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดทวิภาคี ที่จังหวัดนารา ของญี่ปุ่น

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้นำทั้งสองสวมชุดสีน้ำเงินที่ฝ่ายญี่ปุ่นจัดเตรียมไว้ มีการปักชื่อเป็นภาษาอังกฤษและธงชาติของแต่ละประเทศ สื่อถึงมิตรภาพและความเคารพซึ่งกันและกัน โดยนางทาคาอิจิ ซึ่งเป็นแฟนเพลงเฮฟวีเมทัลและเคยเล่นกลองสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นผู้แนะนำการตีกลองให้ผู้นำเกาหลีใต้

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้เปิดเผยว่า การตีกลองร่วมกันเกิดขึ้นระหว่างการประชุมทวิภาคีที่เมืองนารา ซึ่งเป็นบ้านเกิดและเขตเลือกตั้งของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นับเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เดินทางเยือนเมืองนอกกรุงโตเกียวเพื่อการประชุมสุดยอดทวิภาคี

ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองระบุว่า จะกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในเอเชียตะวันออก เน้นย้ำความจำเป็นของความร่วมมือไตรภาคีระหว่าง เกาหลีใต้–ญี่ปุ่น–จีน รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่าง เกาหลีใต้–สหรัฐฯ–ญี่ปุ่น เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค พร้อมยืนยันจุดยืนร่วมกันในการผลักดันการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี โดยนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิมีกำหนดเยือนเกาหลีใต้เป็นลำดับถัดไป.

ที่มา NHK /Yonhap

กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเผย การค้าไทย-กัมพูชา ปี 68 หด 15% เหลือ 3.6 พันล้านดอลลาร์ ผลกระทบเหตุพิพาท

กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเผย การค้าไทย-กัมพูชา ปี 68 หด 15% เหลือ 3.6 พันล้านดอลลาร์ ผลกระทบเหตุพิพาท

14 ม.ค. 2569 09:38 น.

กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเผย การค้าไทย-กัมพูชา ปี 68 หด 15% เหลือ 3.6 พันล้านดอลลาร์ ผลกระทบเหตุพิพาท

กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเผยผลกระทบเหตุสู้รบกับไทยและการคว่ำบาตรสินค้า ทำตัวเลขการค้าไทย-กัมพูชา ปี 2568 ลดลง 15% มาอยู่ที่ 3,600 ล้านดอลลาร์  

วันที่ 13 มกราคม 2569 กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเปิดเผยว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา ในปี 2568 อยู่ที่ประมาณา 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.27 แสนล้านบาท ลดลง 14.86% จากปีก่อนหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตและกระแสบอยคอตของผู้บริโภคที่ส่งผลกระทบต่อการค้าข้ามพรมแดน

ข้อมูลระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณการค้ารวมลดลงจากกว่า 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 เหลือ 3.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 โดยการส่งออกของไทยไปยังกัมพูชา ลดลง 15.04% เหลือประมาณ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.02 แสนล้านบาท ขณะที่ การส่งออกของกัมพูชาไปไทย ลดลง 14.15% อยู่ที่ 732 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท

กัมพูชาระบุว่า อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขมูลค่าการค้าจะลดลง แต่ไทยยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 4 ของกัมพูชา รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระบุว่า การค้าระหว่างกัมพูชาและไทยยังคงขับเคลื่อนด้วยการนำเข้าและส่งออก วัตถุดิบสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมและการผลิต ส่งผลให้กิจกรรมด้านการขนส่งยังไม่หยุดชะงักเพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางจากชายแดนทางบกไปสู่การขนส่งทางทะเลมากขึ้น 

ที่มา Freshnews

อัยการพิเศษเกาหลีใต้ยื่นโทษประหารชีวิตอดีตปธน. “ยุน ซอกยอล” ศาลนัดชี้ชะตา 19 ก.พ.นี้

อัยการพิเศษเกาหลีใต้ยื่นโทษประหารชีวิตอดีตปธน. "ยุน ซอกยอล" ศาลนัดชี้ชะตา 19 ก.พ.นี้

14 ม.ค. 2569 08:44 น.

อัยการพิเศษเกาหลีใต้ยื่นโทษประหารชีวิตอดีตปธน. “ยุน ซอกยอล” ศาลนัดชี้ชะตา 19 ก.พ.นี้

อัยการพิเศษเกาหลีใต้ยื่นขอศาลลงโทษประหารชีวิตอดีตปธน.ยุน ซอกยอล จากการเป็นหัวหน้ากบฎประกาศกฎอัยการศึกล้มล้างรธน. นับเป็นคดีประวัติศาสตร์การเมืองเกาหลีใต้ ศาลกรุงโซลจะอ่านคำพิพากษา 19 ก.พ.นี้

วันที่ 14 มกราคม 2569 สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานว่า คณะอัยการพิเศษได้ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ลงโทษประหารชีวิตนาย ยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดี จากกรณีการประกาศกฎอัยการศึกที่ล้มเหลวเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 โดยชี้ว่าเป็นการกระทำเข้าข่ายก่อกบฏและพยายามยึดอำนาจรัฐ

คำร้องของอัยการพิเศษถูกยื่นในวันไต่สวนสุดท้ายที่ศาลแขวงกรุงโซล โดยระบุว่าอดีตประธานาธิบดียุนเป็นแกนนำการก่อกบฏที่พยายามคงอำนาจของตนเองไว้ ผ่านการเข้าควบคุมฝ่ายตุลาการและฝ่ายนิติบัญญัติพร้อมใช้อำนาจรัฐและกองกำลังซึ่งควรใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม

โดยนายพัค อ็อกซู ผู้ช่วยอัยการพิเศษระบุว่า อดีตประธานาธิบดียุนประกาศกฎอัยการศึกเพื่ออยู่ในอำนาจต่อไปในระยะยาว การกระทำนี้มีความร้ายแรงอย่างยิ่งเพราะเป็นการนำทรัพยากรทางกายภาพของรัฐมาใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ขณะที่ศาลเตรียมอ่านคำพิพากษาคดีของยุนในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569

รายงานข่าวระบุว่า ระหว่างอ่านคำแถลงปิดคดีนานกว่า 90 นาที นายยุนยังคงยืนยันความบริสุทธิ์ อ้างว่าการใช้สิทธิภาวะฉุกเฉินตามรัฐธรรมนูญของประธานาธิบดีไม่อาจถือเป็นการก่อกบฏ พร้อมย้ำว่านี่ไม่ใช่เผด็จการทหาร แต่เป็นความพยายามปกป้องเสรีภาพ อธิปไตย และฟื้นฟูระเบียบรัฐธรรมนูญ พร้อมกันนี้ยังกล่าวโจมตีการสอบสวนและการฟ้องร้องว่าเป็นการล้างบางทางการเมืองและเป็นการใช้กฎหมายเพื่อกดขี่ฝ่ายตรงข้าม

โดยนายยุนถูกฟ้องเมื่อเดือนมกราคมปีที่ผ่านมา ในข้อหานำการก่อกบฏจากการประกาศกฎอัยการศึกโดยไม่มีเหตุฉุกเฉินตามกฎหมาย ถูกกล่าวหาว่าสั่งระดมทหารและตำรวจปิดล้อมรัฐสภาเพื่อขัดขวางไม่ให้ ส.ส. ลงมติคว่ำประกาศ รวมถึงสั่งจับกุมประธานรัฐสภา และแกนนำพรรคการเมืองหลักทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

ทั้งนี้ นายยุนกลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกของเกาหลีใต้ที่ถูกฟ้องและควบคุมตัวในระหว่างดำรงตำแหน่ง คดีนี้ทำให้หลายฝ่ายย้อนนึกถึงกรณีของอดีตผู้นำเผด็จการชุน ดูฮวาน ซึ่งเคยถูกขอให้ลงโทษประหารชีวิตจากคดีก่อรัฐประหารปี 2522 และเหตุสังหารหมู่กวางจูในปี 2523 ก่อนโทษจะถูกลดลงในเวลาต่อมา.

ที่มา Yonhap

ฝรั่งเศสคนตายมากกว่าเกิดครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ฝรั่งเศสคนตายมากกว่าเกิดครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

14 ม.ค. 2569 06:31 น.

ฝรั่งเศสคนตายมากกว่าเกิดครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ในปี 2568 ฝรั่งเศสมีผู้เสียชีวิตมากกว่าเด็กเกิดใหม่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 หวั่นส่งผลกระทบหลายด้านในระยะยาว

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2569 ทางการฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ในปี 2568 ฝรั่งเศสมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ลดทอนความได้เปรียบทางประชากรศาสตร์ที่ฝรั่งเศสมีเหนือประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรปมาอย่างยาวนาน

สถาบันสถิติแห่งชาติ (INSEE) รายงานว่าในปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิต 651,000 ราย และมีเด็กเกิดใหม่ 645,000 ราย ซึ่งตัวเลขการเกิดนั้นลดฮวบลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิดทั่วโลก

โดยปกติแล้ว ฝรั่งเศสจะมีโครงสร้างประชากรที่แข็งแกร่งกว่าประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป แต่การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและอัตราการเกิดที่ลดลง แสดงให้เห็นว่าฝรั่งเศสเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงวิกฤตทางประชากรที่กำลังสร้างภาระให้กับสถานะการเงินภาครัฐไปทั่วทั้งทวีปได้

INSEE ระบุว่า อัตราการเจริญพันธุ์ หรือ จำนวนบุตรโดยเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์ ในฝรั่งเศสเมื่อปี 2568 ลดลงเหลือเพียงเด็ก 1.56 คนต่อสตรี 1 คน ต่ำที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 และต่ำกว่าระดับ 1.8 ที่สภาที่ปรึกษาด้านบำนาญเคยคาดการณ์ไว้เพื่อใช้ในการคำนวณงบประมาณกองทุนบำนาญอย่างมาก

เมื่อปี 2566 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีข้อมูลเปรียบเทียบในกลุ่มสหภาพยุโรป พบว่า ฝรั่งเศสเคยเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญพันธุ์สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของสหภาพยุโรป ที่ 1.65 ตามหลังเพียงประเทศบัลแกเรียที่มีอัตราอยู่ที่ 1.81

สำนักงานตรวจสอบเงินแผ่นดินของฝรั่งเศสออกมาเตือนเมื่อเดือนธันวาคมว่า การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์นี้จะผลักดันให้การใช้จ่ายภาครัฐพุ่งกลับไปสูงเท่ากับช่วงการแพร่ระบาดของโควิดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ในขณะเดียวกันก็ทำให้ฐานรายได้จากภาษีลดน้อยลงด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะมากกว่าจำนวนการเกิด แต่ประชากรของฝรั่งเศสยังคงเติบโตขึ้นเล็กน้อยในปีที่ผ่านมา โดยขึ้นไปอยู่ที่ 69.1 ล้านคน เนื่องมาจากการย้ายถิ่นฐานสุทธิ ซึ่ง INSEE ประมาณการไว้ที่ 176,000 คน

ขณะเดียวกัน อายุขัยเฉลี่ยก็พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ 85.9 ปีสำหรับผู้หญิง และ 80.3 ปีสำหรับผู้ชาย ในขณะที่สัดส่วนของประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็น 22% ซึ่งเกือบจะเท่ากับสัดส่วนของประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : france24

ธนาคารกลางทั่วโลก แห่หนุน “พาวเวลล์” ปธ.เฟด หลังถูกสอบสวนคดีอาญา

ธนาคารกลางทั่วโลก แห่หนุน “พาวเวลล์” ปธ.เฟด หลังถูกสอบสวนคดีอาญา

14 ม.ค. 2569 03:51 น.

ธนาคารกลางทั่วโลก แห่หนุน “พาวเวลล์” ปธ.เฟด หลังถูกสอบสวนคดีอาญา

ธนาคารกลางทั่วโลกประกาศจุดยืนเคียงข้างประธาน เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังถูกกระทรวงยุติธรรมสอบสวนคดีอาญา

เมื่อวันอังคารที่ 13 ม.ค. 2569 ผู้บริหารธนาคารกลาง 11 แห่งทั่วโลกออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อประกาศว่า พวกเขาพร้อมยืนหยัดเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเต็มที่ ร่วมกับนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังจากรัฐบาลเริ่มการสอบสวนคดีอาญาต่อนายพาวเวลล์

บรรดาผู้นำจากธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางแคนาดา เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มเจ้าหน้าที่ธนาคารระดับสูง 11 ราย ที่ได้ร่วมลงนามในแถลงการณ์ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของความเป็นอิสระในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของประเทศ

“ประธานพาวเวลล์ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยมุ่งเน้นไปที่ภารกิจที่ได้รับมอบหมายและความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ต่อผลประโยชน์สาธารณะ” แถลงการณ์ระบุ “สำหรับพวกเรา เขาคือเพื่อนร่วมงานที่น่าเคารพและได้รับความไว้วางใจอย่างสูงสุดจากทุกคนที่ได้ร่วมงานกับเขา”

ทั้งนี้ การสอบสวนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับคำให้การของพาวเวลล์ต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา เรื่องการปรับปรุงอาคารต่าง ๆ ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

นายพาวเวลล์ยังถูก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวโจมตีมาตลอดที่ไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ยลงตามที่เขาต้องการ ถึงขั้นด่าว่าเป็น “คนขี้แพ้” และ “คนโง่” แต่นายทรัมป์อ้างว่า ตัวเขา “ไม่รู้เรื่องใดๆ” เกี่ยวกับการสอบสวนในครั้งนี้เลย

จนกระทั่งถึงช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พาวเวลล์มักจะนิ่งเฉยต่อการโจมตีของทรัมป์ แต่เมื่อวันอาทิตย์เขาได้ออกมาตอบโต้อย่างเปิดเผย พร้อมเตือนว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง

“นี่คือเรื่องที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังคงสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอิงจากหลักฐานและสภาวะทางเศรษฐกิจได้ต่อไปหรือไม่ หรือนโยบายการเงินจะถูกบงการโดยแรงกดดันทางการเมืองหรือการข่มขู่แทน” พาวเวลล์กล่าว

อนึ่ง นายพาวเวลล์ได้รับการเสนอชื่อโดยนายทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดในปี 2560 และเขากำลังจะหมดวาระดำรงตำแหน่งในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยคาดกันว่านายทรัมป์จะประกาศรายชื่อผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขาภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ขณะเดียวกัน สมาชิกพรรครีพับลิกันหลายรายก็ได้ออกมาคัดค้าน การสืบสวนของกระทรวงยุติธรรมต่อนายพาวเวลล์ เช่น นายทอม ทิลลิส สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐนอร์ทแคโรไลนา กล่าวว่าเขาจะคัดค้านการเสนอชื่อบุคคลที่จะมาแทนที่พาวเวลล์โดยทรัมป์ รวมถึงผู้ได้รับการเสนอชื่อตำแหน่งอื่นๆ ในบอร์ดของเฟด จนกว่าเรื่องนี้จะได้รับการ “คลี่คลายอย่างสมบูรณ์”

เนื่องจากคณะกรรมาธิการการธนาคารแห่งวุฒิสภาต้องเป็นผู้อนุมัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งในเฟด ดังนั้นหากทิลลิส ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมาธิการ ยังคงยึดมั่นในคำสัตย์ดังกล่าว ก็อาจส่งผลให้การเสนอชื่อบุคคลใดก็ตามที่ทรัมป์เลือกมาแทนพาวเวลล์ต้องล่าช้าออกไป

ขณะที่ เควิน เครเมอร์ สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการเดียวกัน ให้ความเห็นว่าเขาคิดว่าพาวเวลล์เป็นประธานเฟดที่ทำผลงานได้ไม่ดีนัก แต่เขาไม่เชื่อว่าพาวเวลล์จะเป็นอาชญากร พร้อมเสริมว่าเพื่อให้ความเชื่อมั่นต่อเฟดกลับคืนมา การสอบสวนนี้ควรดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

ส่วนนางลิซา เมอร์โคว์สกี สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันอีกคนระบุว่า การสอบสวนครั้งนี้คือความพยายามในการข่มขู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

14 ม.ค. 2569 02:31 น.

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group หลังกลุ่มบริษัทแห่งนี้ ถูกกล่าวหาว่าเป็นฉากหน้าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 ม.ค. 2569 ว่า กัมพูชาได้สั่งระงับการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ Prince Group อาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ในกัมพูชาซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร หลังจากนาย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง ถูกจับกุมและส่งตัวไปจีนในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อสัปดาห์ก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม 2568 สหรัฐอเมริกาได้สั่งฟ้องนาย เฉิน จื้อ นักธุรกิจเชื้อสายจีน กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้บงการแผนการหลอกลวงลงทุนออนไลน์ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านกลุ่มมิจฉาชีพซึ่งเชื่อกันว่าส่วนใหญ่ถูกหลอกมาทำงานเยี่ยงทาสในอาคารที่พักของบริษัทในกัมพูชา

หน่วยงานกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุในแถลงการณ์เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (12 ม.ค.) ว่า อสังหาริมทรัพย์ 4 แห่งในเครือ Prince Group ในกรุงพนมเปญ และอีก 1 แห่งในเมืองสีหนุวิลล์ บริเวณชายฝั่ง ถูก “สั่งระงับการขาย” ทั้งในส่วนของห้องชุดคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรในโครงการหมู่บ้าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของกัมพูชาถือเป็นวิบากกรรมล่าสุดที่เกิดกับ Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่ทางการสหรัฐฯ ระบุว่าทำหน้าที่เป็นฉากหน้าให้กับ “หนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย” เพิ่มเติมจากการถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลวอชิงตันและลอนดอนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

หน่วยงานกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุว่า บุคคลที่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายห้องชุดในโครงการทั้ง 5 แห่งนี้ ยังคงมีภาระผูกพันที่จะต้องดำเนินการซื้อขายให้เสร็จสิ้นตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนผู้ที่ชำระเงินเต็มจำนวนแล้ว จะมีทางเลือกในการขายอสังหาริมทรัพย์ของตนได้ หลังจากจดทะเบียนกรรมสิทธิ์กับทางรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว

ที่คอนโดมิเนียม The Pinnacle Residence ซึ่งผู้พัฒนาโครงการคือบริษัท Prince Real Estate Cambodia ในเครือของ Prince Group พนักงานหลายคนบอกกับสำนักข่าว AFP เมื่อวันอังคารว่าสำนักงานขายถูกปิดตัวลงแล้ว โดยทีมขายเริ่มลดขนาดลงตั้งแต่เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งพวกเขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น

ทั้งนี้ นายเฉินถูกทางการสหรัฐฯ ตั้งข้อหา ฉ้อโกงผ่านการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ (Wire Fraud) และสมคบคิดฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ที่ถูกยึดได้ประมาณ 127,271 เหรียญ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) ตามราคาตลาดปัจจุบัน

นับตั้งแต่นั้นมา ทางการในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย ต่างมุ่งเป้าไปที่ Prince Group ด้วยการเร่งอายัดและยึดทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารกลางกัมพูชาได้สั่งให้ Prince Bank ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทในเครือที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีเพื่อปิดกิจการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัท Prince Group ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นายกฯ กรีนแลนด์ลั่น เลือกอยู่ข้างเดนมาร์ก มากกว่าสหรัฐฯ

นายกฯ กรีนแลนด์ลั่น เลือกอยู่ข้างเดนมาร์ก มากกว่าสหรัฐฯ

14 ม.ค. 2569 00:39 น.

นายกฯ กรีนแลนด์ลั่น เลือกอยู่ข้างเดนมาร์ก มากกว่าสหรัฐฯ

นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ลั่น กรีนแลนด์ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ และ ณ วินาทีนี้ พวกเขาเลือกอยู่ข้างเดนมาร์กมากกว่าสหรัฐอเมริกา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 ม.ค. 2569 ว่า นาย เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีของกรีนแลนด์ ดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก ออกมากล่าวว่า ประชาชนของเขาจะเลือกเดนมาร์กมากกว่าสหรัฐฯ หากพวกเขาถูกขอให้ตัดสินใจ “ในวินาทีนี้”

ถ้อยแถลงของ นายนีลเซน ในการแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ถือเป็นการแสดงท่าทีแข็งกร้าวที่สุดจากฝ่ายปกครองของกรีนแลนด์ นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ รื้อฟื้นแผนการที่จะผนวกดินแดนแห่งนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ

นายทรัมป์กล่าวก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้อง “เป็นเจ้าของ” กรีนแลนด์เพื่อป้องกันการรุกรานจากรัสเซียและจีน โดยทำเนียบขาวได้เสนอแนะเรื่องการขอซื้อเกาะแห่งนี้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารในการเข้าผนวกดินแดน

ทางด้านนายกรัฐมนตรี เมตเต เฟรเดอริกเซน แห่งเดนมาร์กซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มนาโต (NATO) เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ประณาม “แรงกดดันที่ไม่สามารถยอมรับได้โดยสิ้นเชิงจากพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของเรา” และเตือนว่า มีข้อบ่งชี้หลายอย่างที่บ่งบอกว่า “ส่วนที่ท้าทายที่สุดยังรอเราอยู่ข้างหน้า”

ขณะที่นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์กล่าวว่าพวกเขากำลัง “เผชิญกับวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์” แต่จุดยืนของเกาะแห่งนี้ชัดเจนคือ “หากเราต้องเลือกระหว่างสหรัฐอเมริกาและเดนมาร์ก ณ วินาทีนี้ เราเลือกเดนมาร์ก”

“สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องชัดเจนคือ กรีนแลนด์ไม่ต้องการถูกถือครองโดยสหรัฐฯ กรีนแลนด์ไม่ต้องการถูกปกครองโดยสหรัฐฯ และกรีนแลนด์ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ” นายนีลเซนกล่าว

ทั้งนี้ กรีนแลนด์เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 2.17 ล้านตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณ 4 เท่า แต่มีประชากรเบาบางราว 57,000 คนเท่านั้น แต่กรีนแลนด์ตั้งอยู่ระหว่างอเมริกาเหนือและอาร์กติก ทำให้ที่นี่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับระบบเตือนภัยล่วงหน้าในกรณีที่เกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และสำหรับการเฝ้าติดตามเรือต่าง ๆ ในภูมิภาค

นายทรัมป์กล่าวย้ำหลายครั้งว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ โดยอ้างโดยไม่มีหลักฐานยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าว “เต็มไปด้วยเรือของรัสเซียและจีนอยู่ทุกหนทุกแห่ง”

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีบุคลากรทางทหารประจำการถาวรในกรีนแลนด์ประมาณ 100 นาย ที่ฐานทัพพิทุฟฟิก (Pituffik) ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของเกาะ โดยเป็นฐานทัพที่เปิดมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และภายใต้ข้อตกลงที่มีอยู่กับเดนมาร์ก สหรัฐฯ มีอำนาจในการส่งทหารเข้าไปยังกรีนแลนด์ได้มากเท่าที่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงวอชิงตันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ข้อตกลงเช่าพื้นที่นั้นยังไม่ดีพอ สหรัฐฯ “จำเป็นต้องมีกรรมสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของ” และ “นาโตต้องเข้าใจในเรื่องนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc