อิสราเอลถล่มอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย ขณะที่อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้

อิสราเอลถล่มอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย ขณะที่อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้

20 มี.ค. 2569 20:20 น.

อิสราเอลถล่มอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย ขณะที่อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้

สงครามสหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่านเดือด อิสราเอลโจมตีกรุงเตหะรานช่วงปีใหม่เปอร์เซีย ขณะอิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ ทำให้ราคาพลังงานผันผวน

วันที่ 20 มีนาคม 2569 สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยกระดับอีกครั้ง เมื่ออิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านในช่วงที่ประชาชนกำลังเฉลิมฉลองเทศกาลโนว์รูซ หรือปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธหลายระลอกเข้าใส่กรุงเยรูซาเลม โดยมีรายงานว่าเสียงการสกัดกั้นขีปนาวุธดังขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งคืน

ด้านนายเบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่า อิหร่านถูกทำลายศักยภาพอย่างหนัก จนไม่สามารถเสริมสมรรถนะด้านนิวเคลียร์หรือผลิตขีปนาวุธได้ตามเดิม

การปะทะกันครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากอิหร่านตอบโต้การโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์ส ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงในช่วงที่ผ่านมา ก่อนเริ่มปรับตัวลดลงหลังอิสราเอลส่งสัญญาณชะลอการโจมตีเป้าหมายด้านพลังงาน และสหรัฐฯ มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน

นอกจากนี้ หลายประเทศรวมถึง อังกฤษ ฝรั่งเศส และ ญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความพร้อมสนับสนุนความพยายามรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยสถานการณ์ล่าสุดสะท้อนความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นวงกว้างมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลของนานาชาติทั้งด้านความมั่นคงและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป.

ที่มา BBC

เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มีนาคมนี้ คาด “มิน อ่อง หล่าย” คว้าเก้าอี้ผู้นำพลเรือน

เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มีนาคมนี้ คาด "มิน อ่อง หล่าย" คว้าเก้าอี้ผู้นำพลเรือน

20 มี.ค. 2569 17:10 น.

เมียนมาจ่อเลือกประธานาธิบดีใหม่ 30 มีนาคมนี้ คาด “มิน อ่อง หล่าย” คว้าเก้าอี้ผู้นำพลเรือน

รัฐสภาเมียนมาเตรียมเริ่มกระบวนการสรรหาประธานาธิบดีคนใหม่ วันที่ 30 มีนาคมนี้ หลังการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยข้อกังขา นักวิเคราะห์ชี้ชัด พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เตรียมก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศอย่างเป็นทางการ แต่อาจต้องลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพื่อเลี่ยงข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ

เจ้าหน้าที่รัฐสภาเมียนมา ประกาศผ่านสื่อของรัฐเมื่อวันศุกร์ว่า กระบวนการคัดเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 30 มีนาคมนี้ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญหลังจากมีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยพรรคที่มีกองทัพหนุนหลังเป็นผู้คว้าชัยชนะ

ตามระบบที่วางไว้ รัฐสภาทั้งวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และตัวแทนจากกองทัพ จะเสนอชื่อผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสภาละ 1 คน รวมเป็น 3 คน หลังจากผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ รัฐสภาจะลงมติเลือก 1 ใน 3 ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ส่วนอีก 2 ท่านที่เหลือจะดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี

เหล่านักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหารปี 2021 จะเป็นผู้ชนะในการโหวตครั้งนี้และก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของเมียนมา

นายถิ่น จ่อ เอ นักวิเคราะห์อิสระในประเทศไทย ให้ความเห็นว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย น่าจะตัดสินใจสละตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดก่อนวันที่ 30 มีนาคม เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2008 ระบุว่าข้าราชการประจำไม่สามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะเป็นพลเรือนเพื่อให้มีคุณสมบัติครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม นายถิ่น จ่อ เอ มองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่เป็นเพียงการ “เปลี่ยนรูปโฉมจากเผด็จการในชุดเครื่องแบบทหาร มาเป็นเผด็จการในชุดพลเรือนเท่านั้น” โดยกองทัพและพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) จะยังคงผูกขาดอำนาจทางการเมืองต่อไปอย่างเบ็ดเสร็จ

เมียนมาตกอยู่ภายใต้วิกฤตและความวุ่นวายมานับตั้งแต่การก่อรัฐประหารในช่วงต้นปี 2021 ซึ่งเป็นการขับไล่รัฐบาลพลเรือนที่นำโดยนางออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงทั่วประเทศ ก่อนจะลุกลามกลายเป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธระหว่างกองทัพและกลุ่มต่อต้านทั่วประเทศที่ยังคงยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน.

ที่มา Reuters

สงครามในอิหร่านกำลังเป็นภัยคุกคามต่อราคาอาหารในประเทศกำลังพัฒนา

สงครามในอิหร่านกำลังเป็นภัยคุกคามต่อราคาอาหารในประเทศกำลังพัฒนา

20 มี.ค. 2569 16:52 น.

สงครามในอิหร่านกำลังเป็นภัยคุกคามต่อราคาอาหารในประเทศกำลังพัฒนา

ความขัดเเย้งในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อประเทศกำลังพัฒนา ที่ต้องเผชิญกับปัญหาราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรุนแรง

สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่กำลังตึงเครียดในปัจจุบัน ส่งผลให้การขนส่งปุ๋ยหยุดชะงักและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ที่ทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในหลายประเทศที่อยู่ในสภาพเปราะบาง ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้เศรษฐกิจถดถอยยาวนานหลายปี ในขณะที่หลายประเทศกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ระดับโลกที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน

ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งที่เริ่มมีความเข้มแข็งขึ้น และเริ่มดึงดูดการลงทุนหน้าใหม่มากขึ้น หลังจากการระบาดของ Covid-19 ทั่วโลกและสงครามในยูเครน ที่ทำให้ตลาดอาหาร เชื้อเพลิง และตลาดการเงินปั่นป่วน แต่ตอนนี้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเหล่านั้นต้องชะงักลงอีกครั้งและทำให้ครัวเรือนต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว

โอดีล เรโนด์-บาสโซ ประธานธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาแห่งยุโรปให้สัมภาษณ์ว่า สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อราคาสินค้า โดยเฉพาะราคาอาหารในระยะยาว 

จุดเปลี่ยนสำคัญตอนนี้คือทางเตหะรานสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของการค้าทั่วโลก และผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียเป็นผู้จัดหาแอมโมเนียและยูเรียรายใหญ่ ตามข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ธนาคารแห่งอเมริกาเตือนว่าความขัดแย้งนี้คุกคามอุปทานยูเรียทั่วโลกถึง 65-70 เปอร์เซ็นต์ และราคายูเรียในปัจจุบันก็พุ่งสูงขึ้นแล้ว 30-40 เปอร์เซ็นต์

นักเศรษฐศาสตร์ชี้เเจงว่า สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกและอุปทานสินค้าโภคภัณฑ์ในโลกจะลดลง  ธัญพืชที่เป็นอาหารสัตว์ และรวมถึงผลิตภัณฑ์จากนมและเนื้อสัตว์

ส่วนประเทศฝั่งละตินอเมริกาที่เป็นประเทศมหาอำนาจด้านพลังงานเเละการเกษตรอย่างบราซิลเเละอาร์เจนตินา ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากความขัดเเย้งในครั้งนี้มากนักเพราะอยู่ห่างจากสภาวะสงครามในตะวันออกกลางแต่เริ่มสังเกตเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้น นายคาร์ลอส ฟาวาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของบราซิล ออกมาเตือนว่าประเทศบราซิลอาจเผชิญปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย จากการสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ในทางตรงกันข้าม โซมาเลีย บังกลาเทศ เคนยา และปากีสถาน ที่ไม่ได้เก็บสำรองปุ๋ยไว้จำนวนมาก และพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากกลุ่มประเทศแถบตะวันออกกลางอย่างมาก รวมถึงจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กล่าวว่าต้นทุนปุ๋ยของเคนยาเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยูซุฟ มูรังวา กล่าวในการแถลงข่าวว่า รวันดาซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศนำเข้าปุ๋ยส่วนใหญ่จากกลุ่มประเทศแถบตะวันออกกลาง กำลังพิจารณามาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องภาคการเกษตรของประเทศตนเอง 

สถานการณ์ครั้งนี้ต่างกับในปี 2022 ที่เกิดสงครามระหว่างรัสเซียเเละยูเครนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการส่งออกอาหารรายใหญ่, ราคาปุ๋ยที่สูงขึ้น หรือการขาดแคลนทางอาหารอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตร ในขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครนเริ่มต้นขึ้น ทำให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตเพิ่มสูงขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ข้อมูลจากสมาคมปุ๋ยระหว่างประเทศรายงานว่า สินค้าเกษตรประเภทที่ต้องการไนโตรเจนสูงอย่าง ข้าวโพดเเละข้าวสาลี มีเเนวโน้มที่จะราคาสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานสูงขึ้น 

ด้านธนาคารเพื่อการบูรณะเเละพัฒนาแห่งยุโรป กำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลือต่างๆ รวมถึงความช่วยเหลือด้านการจัดหาปุ๋ยเพื่อการเกษตรและเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการฉุกเฉินหากสงครามไม่ยุติลงในเร็ววัน.

ที่มา : CNA

กรุงโซลเตรียมรับมหาชน 2.6 แสนคน คอนเสิร์ตคัมแบ็ก BTS คุมเข้มความปลอดภัยขั้นสูงสุด

กรุงโซลเตรียมรับมหาชน 2.6 แสนคน คอนเสิร์ตคัมแบ็ก BTS คุมเข้มความปลอดภัยขั้นสูงสุด

20 มี.ค. 2569 16:23 น.

กรุงโซลเตรียมรับมหาชน 2.6 แสนคน คอนเสิร์ตคัมแบ็ก BTS คุมเข้มความปลอดภัยขั้นสูงสุด

ทางการเกาหลีใต้ประกาศยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด เตรียมระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 15,000 นาย คุมเข้มพื้นที่ใจกลางกรุงโซล รองรับกองทัพแฟนคลับวง BTS หรือ “อาร์มี” จากทั่วโลกที่คาดว่าจะหลั่งไหลมาร่วมงานคอนเสิร์ตคัมแบ็กครั้งประวัติศาสตร์ของ BTS มากถึง 260,000 คน

ทางการกรุงโซลเตรียมพร้อมรับมือฝูงชนจำนวนมหาศาลที่คาดว่าจะมารวมตัวกันในย่านควางฮวามุนช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพื่อร่วมชมคอนเสิร์ตคัมแบ็กของวงเค-ป๊อป ระดับโลกอย่าง BTS หลังจากห่างหายไปนานถึง 4 ปี โดยเจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่าจะมีผู้คนมารวมตัวกันสูงถึง 260,000 คน ตั้งแต่ลานจัตุรัสควางฮวามุนไปจนถึงประตูซุงนเย ซึ่งนับเป็นการรวมตัวของฝูงชนครั้งใหญ่ที่สุดในพื้นที่นี้นับตั้งแต่การแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2002

เพื่อป้องกันเหตุร้ายและบริหารจัดการฝูงชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางมาตรการเข้มงวด ด้วยการระดมกำลังเจ้าหน้าที่รวมกว่า 15,000 นาย โดยในจำนวนนี้เป็นตำรวจกว่า 6,700 นาย รวมถึงหน่วยปฏิบัติการพิเศษเพื่อเฝ้าระวังภัยคุกคามด้านการก่อการร้าย

รวมถึงมาตรการการตรวจคัดกรองที่เข้มงวด โดยผู้เข้าชมงานต้องผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ ณ ทางเข้าทั้ง 31 จุด และอาจมีการตรวจสอบลายนิ้วมือหรือเลขบัตรประจำตัวหากไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนชัดเจน นอกจากนั้น ยังมีการติดตั้งแผงกั้นนิรภัยหนาแน่นถึง 3 ชั้น ใน 20 จุดรอบบริเวณงาน เพื่อจัดระเบียบและป้องกันเหตุวุ่นวาย

การอำนวยความสะดวกและข้อจำกัดด้านการเดินทางเนื่องจากคาดว่าจะมีแฟนคลับ หรือ  “อาร์มี” ทั้งชาวเกาหลีและชาวต่างชาติเดินทางมาเป็นจำนวนมาก ทางการจึงประกาศมาตรการด้านคมนาคม เช่นการงดจอดสถานีรถไฟใต้ดินบางแห่ง ในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 14:00 น. ถึง 22:00 น. รถไฟใต้ดินจะไม่จอดที่สถานีควางฮวามุน, ซิตี้ฮอลล์ และเคียงบกกุง เพื่อลดความแออัด 

ส่วนบริการตู้ล็อกเกอร์ในสถานีรถไฟใต้ดิน 17 แห่งจะถูกระงับการใช้งานชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ส่วนบริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ มีการจัดตั้งจุดปฐมพยาบาล 3 จุดจากทางการ และอีก 11 บูธจากผู้จัดงาน เพื่อดูแลสุขภาพของผู้เข้าร่วมงาน

บรรยากาศในพื้นที่เริ่มคึกคักตั้งแต่แต่วันศุกร์ (20 มี.ค.) โดยพบแฟนคลับจำนวนมากมารอเฝ้าลานกิจกรรม เช่น ชาร์ลีน เวสต์ อดีตทหารเรือสหรัฐฯ วัย 65 ปี ที่เดินทางมาจากฟลอริดาเพื่อใกล้ชิดกับศิลปินให้ได้มากที่สุด แม้จะไม่มีบัตรคอนเสิร์ตก็ตาม ขณะที่นักท่องเที่ยวบางส่วนเผยว่าถือเป็นโชคดีที่ทริปพักผ่อนตรงกับช่วงงานสำคัญพอดี แม้จะกังวลเรื่องความแออัดแต่ก็ตั้งใจจะร่วมบรรยากาศอยู่ห่างๆ

นายยู แจซอง รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อย พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะภัยคุกคามที่อาจเชื่อมโยงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยย้ำว่าจะไม่มีการผ่อนปรนต่อการกระทำรุนแรงหรือการพกพาวัตถุอันตรายโดยเด็ดขาด.

ที่มา Yonhap

ศรีลังกาประกาศจุดยืนเป็นกลาง ปฏิเสธสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบลงจอด

ศรีลังกาประกาศจุดยืนเป็นกลาง ปฏิเสธสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบลงจอด

20 มี.ค. 2569 15:00 น.

ศรีลังกาประกาศจุดยืนเป็นกลาง ปฏิเสธสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบลงจอด

ประธานาธิบดีศรีลังกาแถลงต่อสภา ปฏิเสธคำขอจากสหรัฐฯ ที่ต้องการส่งเครื่องบินรบพร้อมขีปนาวุธมาประจำการที่สนามบินพลเรือนเมื่อต้นเดือนมีนาคม ย้ำชัดศรีลังกาต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในความขัดแย้งระหว่างประเทศ หลังเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

นายอนุรา กุมารา ดิสซานายาเก ประธานาธิบดีศรีลังกา แถลงต่อรัฐสภาวันนี้ (20 มี.ค.) ว่า รัฐบาลศรีลังกาได้ตัดสินใจปฏิเสธคำขอของสหรัฐฯ ที่ต้องการนำเครื่องบินรบจำนวน 2 ลำ เข้ามาประจำการ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติมัตตาลา ทางตอนใต้ของประเทศในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมืองและป้องกันไม่ให้ดินแดนของประเทศถูกใช้ในวัตถุประสงค์ทางทหาร

ประธานาธิบดีดิสซานายาเกระบุว่า สหรัฐฯ ได้ยื่นคำขอเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เพื่อขอนำเครื่องบินรบที่ติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือจำนวน 8 ลูก เดินทางจากฐานทัพในจิบูตีมายังศรีลังการะหว่างวันที่ 4-8 มีนาคม อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนั้น ทางการอิหร่านก็ได้ยื่นคำขอในลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยต้องการให้เรือรบ 3 ลำเข้าจอดเทียบท่าที่กรุงโคลัมโบ หลังจากเสร็จสิ้นการซ้อมรบที่ประเทศอินเดีย

ผู้นำศรีลังกากล่าวท่ามกลางเสียงปรบมือสนับสนุนจากสมาชิกสภาว่า “ในขณะนั้นเรากำลังพิจารณาคำขอของอิหร่าน หากเราตอบตกลงกับอิหร่าน เราก็จำเป็นต้องตอบตกลงกับสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน แต่เราเลือกที่จะปฏิเสธทั้งสองฝ่าย เพื่อยืนหยัดในจุดยืนเรื่องความเป็นกลางอย่างมั่นคง” 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สถานการณ์ในมหาสมุทรอินเดียทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ ได้ยิงตอร์ปิโดโจมตีเรือฟริเกตของอิหร่าน “IRIS Dena” บริเวณนอกชายฝั่งทางตอนใต้ของศรีลังกาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ส่งผลให้ลูกเรือชาวอิหร่านเสียชีวิตอย่างน้อย 84 ราย โดยกองทัพเรือศรีลังกาสามารถช่วยชีวิตผู้รอดชีวิตไว้ได้ 32 ราย

อย่างไรก็ตาม ศรีลังกาได้อนุญาตให้เรืออิหร่านอีกลำคือ “IRIS Bushehr” เข้าสู่น่านน้ำในวันถัดมาเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัยของลูกเรืออีก 219 นาย ซึ่งปัจจุบันยังคงพักพิงอยู่ในกรุงโคลัมโบ

ความสัมพันธ์ที่ต้องรักษาสมดุลการตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของศรีลังกาในการรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกสินค้าหลักของศรีลังกา ในขณะที่อิหร่านก็เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่นำเข้าชาจากศรีลังกาเช่นกัน.

ที่มา AFP

ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เมืองแทจอน บาดเจ็บอย่างน้อย 50 ราย

ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เมืองแทจอน บาดเจ็บอย่างน้อย 50 ราย

20 มี.ค. 2569 14:31 น.

ไฟไหม้โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์เมืองแทจอน บาดเจ็บอย่างน้อย 50 ราย

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงภายในโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่เขตแดด็อก เมืองแทจอน ประเทศเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 50 ราย โดยในจำนวนนี้อาการสาหัสถึง 35 ราย ด้านเจ้าหน้าที่สั่งระดมกำลังระดับชาติและใช้หุ่นยนต์ดับเพลิงเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน

เมื่อเวลาประมาณ 13:17 น. ของวันที่ 20 มีนาคม (ตามเวลาท้องถิ่น) เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในเขตมุนพยองดง เขตแดด็อก เมืองแทจอน ประเทศเกาหลีใต้ ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันดำทะมึนพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า รายงานล่าสุดเมื่อเวลา 14:30 น. ยืนยันพบผู้ได้รับบาดเจ็บแล้ว 50 ราย แบ่งเป็นผู้บาดเจ็บสาหัส 35 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 15 ราย ขณะที่หน่วยกู้ภัยแสดงความกังวลว่าอาจมียอดผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีรายงานว่าพนักงานบางส่วนยังสูญหายและติดอยู่ภายในอาคาร

หน่วยดับเพลิงได้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับ 2 เมื่อเวลา 13:31 น. ก่อนที่สำนักงานดับเพลิงแห่งชาติจะตัดสินใจประกาศ “คำสั่งระดมพลดับเพลิงระดับชาติ” ในเวลาต่อมา เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยมีการระดมเจ้าหน้าที่กว่า 115 นาย และอุปกรณ์ดับเพลิง 46 ชุด รวมถึงการสนับสนุนจากจังหวัดใกล้เคียงอย่างชุงนัม, ชุงบุก และเซจอง ที่ส่งหน่วยกู้ภัย 119 และรถฉีดน้ำเข้ามาเสริมกำลัง นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยี “หุ่นยนต์ดับเพลิงไร้คนขับ” 2 ตัว และระบบฉีดน้ำแรงดันสูงเคลื่อนที่เข้ามาใช้ในจุดที่เจ้าหน้าที่เข้าถึงได้ยาก

นายคิม มินซอก นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายยุน โฮจุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและความปลอดภัย ได้ออกคำสั่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเทศบาลเมืองแทจอน ระดมทรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและเร่งดับไฟให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งกำชับให้ดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน รวมถึงสั่งการให้มีการอพยพชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงและควบคุมการจราจรโดยรอบที่เกิดเหตุ

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการเร่งระงับเหตุ และจะดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ รวมถึงประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งหมดทันทีหลังจากเพลิงสงบลง.

ที่มา Yonhap

วิกฤตพลังงานลามหนัก! ชาวอินเดียแห่ซื้อ “ฟืน–ขี้วัว” ใช้แทนแก๊ส

วิกฤตพลังงานลามหนัก! ชาวอินเดียแห่ซื้อ "ฟืน–ขี้วัว" ใช้แทนแก๊ส

20 มี.ค. 2569 14:09 น.

วิกฤตพลังงานลามหนัก! ชาวอินเดียแห่ซื้อ “ฟืน–ขี้วัว” ใช้แทนแก๊ส

สงครามอิหร่าน ทำวิกฤติพลังงานลุกลาม ล่าสุดอินเดียขาดแคลนก๊าซหุงต้ม ชาวบ้านแห่ซื้อฟืน–ขี้วัว ใช้แทนแก๊ส ขณะที่นักวิชาการเตือนเสี่ยงมลพิษพุ่ง กระทบสุขภาพ

วิกฤตพลังงานจากสงครามระหว่าง อิหร่าน กับ สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนถึง อินเดีย อย่างหนัก หลังการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันและก๊าซราว 1 ใน 5 ของโลก และเป็นแหล่งก๊าซ LNG และ LPG ส่วนใหญ่ของอินเดีย จนหลายภูมิภาคในอินเดียเริ่มเห็นยอดขายไม้ฟืนและขี้วัวอัดแผ่นเพิ่มขึ้นเพื่อนำมาใช้แทนแก๊ส ขณะที่ประชาชนบางส่วนกักตุนแก๊สหุงต้ม ท่ามกลางความกังวลว่าสินค้าจะไม่เพียงพอ

รัฐเร่งแก้เกม แจกน้ำมันก๊าด-เปิดใช้เชื้อเพลิงสกปรก

มีรายงานว่า รัฐบาลอินเดียได้ออกมาตรการฉุกเฉิน อนุมัติน้ำมันก๊าดเพิ่มอีก 48,000 กิโลลิตร เพื่อช่วยครัวเรือนรายได้น้อย พร้อมอนุญาตให้ร้านอาหารและโรงแรมหันไปใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ถ่าน ฟืน ชีวมวล และน้ำมันก๊าด แทนก๊าซหุงต้มชั่วคราว

แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อินเดียพยายามผลักดันการใช้ LPG แทนเชื้อเพลิงดั้งเดิม แต่ปัจจุบันประเทศยังต้องนำเข้า LPG ถึง 60% ทำให้เปราะบางต่อวิกฤตโลกครั้งนี้

ผู้เชี่ยวชาญเตือน “มลพิษพุ่ง–สุขภาพเสี่ยง”

ด้านนักวิชาการด้านพลังงานเตือนว่า อินเดียอาจต้อง “ถอยหลัง” กลับไปใช้เชื้อเพลิงสกปรก เช่น ถ่านหิน น้ำมันก๊าด และชีวมวล (ฟืน ซากพืช หรือมูลสัตว์) หลังเกิดภาวะขาดแคลนก๊าซหุงต้มLPG อย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ซึ่งการกลับไปใช้เชื้อเพลิงอย่างถ่านหินและชีวมวล อาจทำให้มลพิษทางอากาศภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเหล่านี้ปล่อยก๊าซพิษ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และฝุ่นขนาดเล็ก ซึ่งสามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือด เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและระบบทางเดินหายใจ 

เมืองเสี่ยงหนัก – ระบบพลังงานถอยหลัง

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า พื้นที่เมืองอาจได้รับผลกระทบหนักกว่าชนบท เนื่องจากมีทางเลือกเชื้อเพลิงน้อยกว่า ขณะที่บางส่วนอาจหันไปใช้ไฟฟ้าแทน ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความต้องการพลังงานไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือไฟฟ้าในอินเดียยังพึ่งพาถ่านหิน สูงถึงเกือบ 79% ทำให้การเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้า อาจยิ่งตอกย้ำการพึ่งพาพลังงานสกปรก

แม้จะมีทางเลือก เช่น เตาแก๊สชีวภาพ หรือระบบทำอาหารพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ยังต้องใช้เวลาในการขยายผล

นักวิเคราะห์มองว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อินเดียอาจต้องเผชิญทางสองแพร่งที่ต้องเลือก ระหว่างการรักษาความมั่นคงพลังงาน กับเป้าหมายลดมลพิษ.

ที่มา : BBC

เวียดนามขึ้นราคาน้ำมันกว่า 20% ข้ามคืน กระทบทั้งภูมิภาคจากวิกฤตตะวันออกกลาง

เวียดนามขึ้นราคาน้ำมันกว่า 20% ข้ามคืน กระทบทั้งภูมิภาคจากวิกฤตตะวันออกกลาง

20 มี.ค. 2569 13:32 น.

เวียดนามขึ้นราคาน้ำมันกว่า 20% ข้ามคืน กระทบทั้งภูมิภาคจากวิกฤตตะวันออกกลาง

รัฐบาลเวียดนามประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลกว่า 20% ในช่วงข้ามคืน หลังวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย-ยูเครนพ่นพิษ ทำราคาพลังงานโลกพุ่งสูง ด้านประชาชนโอดค่าใช้จ่ายพุ่งจนต้องเลิกใช้รถส่วนตัว ขณะที่เมียนมาและไทยเผชิญชะตากรรมเดียวกัน ราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

สถานการณ์ราคาพลังงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตึงเครียดหนัก ล่าสุดวันนี้ (20 มี.ค.)  รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งใหญ่ โดยมีผลทันทีหลังจากประกาศเพียงไม่กี่ชั่วโมง ท่ามกลางความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลก

โดยน้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 ปรับขึ้น 20% ไปอยู่ที่ 30,690 ดองต่อลิตร (ประมาณ 38.18 บาท) ส่วนน้ำมันดีเซล ปรับขึ้นเกือบ 34% ไปอยู่ที่ 33,420 ดองต่อลิตร (ประมาณ 41.58 บาท) ซึ่งหากนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาเบนซิน 95 ในเวียดนามพุ่งสูงขึ้นกว่า 50% และดีเซลพุ่งสูงถึง 70% แล้ว

กระทรวงพาณิชย์ของเวียดนามระบุว่า ปัจจัยหลักมาจากสงครามในตะวันออกกลาง การที่อิหร่านเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงผลกระทบต่อเนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาเชื้อเพลิงโลก

ด้านนายกรัฐมนตรีเวียดนามได้ต่อสายตรงหารือกับผู้นำหลายประเทศ อาทิ กาตาร์ คูเวต แอลจีเรีย และญี่ปุ่น เพื่อขอรับการสนับสนุนด้านพลังงาน ขณะที่หน่วยงานการบินพลเรือนเตือนว่าอาจต้องลดเที่ยวบินภายในประเทศลงเนื่องจากความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม สื่อรัฐบาลยืนยันว่าเวียดนามยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการบริโภคในประเทศไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้

ชาวกรุงฮานอยระบุว่า การขึ้นราคาครั้งนี้ส่งผลให้ปริมาณรถบนท้องถนนที่เคยหนาแน่นลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากประชาชนแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว พนักงานออฟฟิศรายหนึ่งกล่าวว่า “คนธรรมดาอย่างเราคือผู้ที่ต้องแบกรับความทุกข์ทรมานที่สุดจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้” และหลายคนตัดสินใจหันไปใช้บริการรถไฟหรือขนส่งสาธารณะแทน

ไม่ใช่เพียงเวียดนามเท่านั้นที่เผชิญวิกฤต ในเมียนมาราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นประมาณ 30% ภายในวันเดียว จนเกิดแถวยาวเหยียดที่สถานีบริการน้ำมันใกล้เมืองมัณฑะเลย์ ขณะที่ไทยเองก็มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลเมื่อวันพุธที่ผ่านมาเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตการณ์พลังงานที่กำลังลุกลามไปทั่วภูมิภาคอาเซียน.

ที่มา AFP

เครื่องบินรบ F-35 ของสหรัฐลงจอดฉุกเฉิน หลังคาดว่าถูกโจมตีจากอิหร่าน

เครื่องบินรบ F-35 ของสหรัฐลงจอดฉุกเฉิน หลังคาดว่าถูกโจมตีจากอิหร่าน

20 มี.ค. 2569 13:30 น.

เครื่องบินรบ F-35 ของสหรัฐลงจอดฉุกเฉิน หลังคาดว่าถูกโจมตีจากอิหร่าน

เครื่องบินรบ F-35 ของสหรัฐทำการลงจอดฉุกเฉิน ที่ฐานทัพอากาศสหรัฐในตะวันออกกลาง หลังคาดว่าถูกโจมตีจากกองทัพอากาศของอิหร่าน

กัปตัน ทิม ฮอว์กินส์ โฆษกของกองบัญชากลางสหรัฐ ให้ข้อมูลว่า มีคำสั่งให้นักบินนำเครื่องบินรบลงจอดฉุกเฉิน ขณะกำลังปฏิบัติภารกิจในอิหร่าน เเละนักบินสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย

นี่เป็นครั้งแรกตั้งเเต่มีการเปิดฉากโจมตีกันในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่อิหร่านสามารถโจมตีเครื่องบินรบสหรัฐได้สำเร็จ 

ก่อนหน้านี้สหรัฐเคยสูญเสียเครื่องบินรบชนิดอื่น ๆ ไปแล้วในสงครามนี้ อย่างเครื่องบินขับไล่ F-15 ของสหรัฐ 3 ลำถูกยิงตกโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของคูเวตอย่างไม่ได้ตั้งใจ โดยลูกเรือทั้ง 6 คนสามารถดีดตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย  และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135 ถูกโจมตีและตกในอิรักตะวันตก แม้ว่าสาเหตุยังไม่ชัดเจน กองทัพสหรัฐฯ กล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากการยิงของฝ่ายตรงข้ามหรือการยิงจากฝ่ายเดียวกัน โดยลูกเรือทั้ง 6 คนบนเครื่องบิน KC-135 เสียชีวิตทั้งหมด

คำถามที่ยังคงมีอยู่ในความขัดแย้งนี้คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคืออะไร ในช่วงก่อนหน้านี้ CNN รายงานว่าหน่วยนาวิกโยธินกำลังมุ่งหน้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เเละกลุ่มเรือยกพลขึ้นบกTripoli ถูกพบเห็นกำลังเข้าใกล้สิงคโปร์เมื่อต้นสัปดาห์นี้

ขณะที่สงครามในครั้งนี้เข้าสู่สัปดาห์ที่ 3  แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ยังคงอ้างว่าประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวางในการรณรงค์ต่อต้านอิหร่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ กล่าวเมื่อเช้าวันที่ 19 มีนาคม 2026 ว่า สหรัฐฯ กำลัง “ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด” และระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน “ถูกทำลายราบคาบ” แล้ว.

ที่มา CNA

เครื่องบินโดยสาร “เดลตา แอร์ไลน์ส” ตกหลุมอากาศ ผู้โดยสารลูกเรือบาดเจ็บหลายราย

เครื่องบินโดยสาร "เดลตา แอร์ไลน์ส" ตกหลุมอากาศ ผู้โดยสารลูกเรือบาดเจ็บหลายราย

20 มี.ค. 2569 12:54 น.

เครื่องบินโดยสาร “เดลตา แอร์ไลน์ส” ตกหลุมอากาศ ผู้โดยสารลูกเรือบาดเจ็บหลายราย

เกิดเหตุเครื่องบินโดยสารสายการบิน “เดลตา แอร์ไลน์ส” ตกหลุมอากาศ ขณะที่เครื่องบินเดินทางจากนครลอสแองเจลิส ของสหรัฐฯ มุ่งหน้าลงจอดสนามบินซิดนีย์ ของออสเตรเลีย ส่งผลให้มีผู้โดยสารบาดเจ็บหลายราย

วันที่ 20 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ข่าว BBC รายงานว่า เครื่องบินโดยสาร สายการบิน “เดลตา แอร์ไลน์ส” เที่ยวบิน 41 ประสบเหตุตกหลุมอากาศ ระหว่างเดินทางจากนครลอสแองเจลีส ของสหรัฐฯ ไปลงจอกยังสนามบินเมืองซิดนีย์ ของออสเตรเลีย เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ (20 มี.ค.) 

โฆษกของสายการบินเดลตา เปิดเผยว่า เครื่องบินแบบแอร์บัส A350 ซึ่งมีผู้โดยสาร 245 คน และลูกเรือ 15 คน สามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัยตามปกติ แม้จะเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างกะทันหันก่อนแตะรันเวย์ ขณะที่หน่วยรถพยาบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ ระบุว่า ได้เข้าประเมินผู้บาดเจ็บทั้งหมด 5 ราย และนำตัว 3 รายส่งโรงพยาบาล โดยมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อย เช่น ปวดหลัง และปวดศีรษะ ขณะที่ลูกเรือ 4 คนได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทก

รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้รับแจ้งเหตุล่วงหน้าเพียง 3 นาที ก่อนเครื่องลงจอด และได้เตรียมพร้อมรอรับบนรันเวย์

ทั้งนี้ เหตุหลุมอากาศยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะในการบิน แม้กรณีรุนแรงจะพบไม่บ่อย โดยมีการประเมินว่าเกิดเหตุหลุมอากาศรุนแรงราว 5,000 ครั้งต่อปี จากเที่ยวบินทั่วโลกมากกว่า 35 ล้านเที่ยว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้รูปแบบลมและอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศเปลี่ยนไป ส่งผลให้ความถี่และความรุนแรงของหลุมอากาศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

ที่มา BBC