นายกฯญี่ปุ่น เตรียมบินพบทรัมป์ ย้ำความร่วมมือความมั่นคง-เศรษฐกิจ จับตาท่าทีตะวันออกกลาง

นายกฯญี่ปุ่น เตรียมบินพบทรัมป์ ย้ำความร่วมมือความมั่นคง-เศรษฐกิจ จับตาท่าทีตะวันออกกลาง

18 มี.ค. 2569 07:07 น.

นายกฯญี่ปุ่น เตรียมบินพบทรัมป์ ย้ำความร่วมมือความมั่นคง-เศรษฐกิจ จับตาท่าทีตะวันออกกลาง

“ทาคาอิจิ ซานาเอะ” นายกฯ ญี่ปุ่น เตรียมเยือนสหรัฐฯ พบหารือ “โดนัลด์ ทรัมป์” ครั้งที่ 2 ย้ำความร่วมมือความมั่นคง-เศรษฐกิจ ขณะจุดยืนตะวันออกกลางถูกจับตาใกล้ชิด

วันที่ 18 มีนาคม 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มีกำหนดเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นการพบกันครั้งที่ 2 ระหว่างผู้นำทั้งสอง

รายงานข่าวระบุว่า ทาคาอิจิจะออกเดินทางจากญี่ปุ่นในช่วงเย็นวันพุธ มุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยถือเป็นการเยือนสหรัฐฯ ครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่จะเป็นการพบกันครั้งที่สองระหว่างเธอกับผู้นำสหรัฐฯ

โดยในการหารือครั้งนี้ ผู้นำญี่ปุ่นมีแผนย้ำถึงความสำคัญของพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ พร้อมผลักดันความร่วมมือในหลายด้าน ทั้งความมั่นคง การลงทุนในสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงทวิภาคี รวมถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ

ขณะเดียวกัน ท่าทีของญี่ปุ่นต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้ ทาคาอิจิได้กล่าวต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่าไม่มีแผนจะประเมินความชอบด้วยกฎหมายของปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ ระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ขณะที่ทรัมป์เรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรส่งเรือเข้าร่วมภารกิจรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ ผู้นำญี่ปุ่นระบุว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ภายใต้กรอบกฎหมายของประเทศ.

ที่มา NHK

เรือรบสหรัฐ “USS Tripoli” ผ่านใกล้ช่องแคบมะละกา สิงคโปร์ มุ่งหน้าตะวันออกกลางเสริมกำลังนาวิกโยธิน

 เรือรบสหรัฐ “USS Tripoli” ผ่านใกล้ช่องแคบมะละกา สิงคโปร์ มุ่งหน้าตะวันออกกลางเสริมกำลังนาวิกโยธิน

18 มี.ค. 2569 06:26 น.

เรือรบสหรัฐ “USS Tripoli” ผ่านใกล้ช่องแคบมะละกา สิงคโปร์ มุ่งหน้าตะวันออกกลางเสริมกำลังนาวิกโยธิน

ข้อมูลติดตามเรือเผย “USS Tripoli” เรือยกพลขึ้นบกจู่โจมของสหรัฐฯ กำลังผ่านใกล้ช่องแคบมะละกา สิงคโปร์ ชื่อว่าบรรทุกกำลังนาวิกโยธินและลูกเรือเพิ่มเติมเพื่อมุ่งหน้าไปยังตะวันออกกลาง

วันที่ 18 มีนาคม 2569 ข้อมูลติดตามเรือเผย “USS Tripoli” เรือยกพลขึ้นบกจู่โจม (Amphibious Assault Ship) หรือ AAS ของกองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังผ่านบริเวณใกล้ช่องแคบมะละกา สิงคโปร์ ซึ่งเชื่อว่าบรรทุกกำลังนาวิกโยธินและลูกเรือเพิ่มเติมเพื่อมุ่งหน้าไปยังตะวันออกกลาง

โดยเรือประเภท AAS คือเรือรบขนาดใหญ่ประเภทเรือบรรทุกอากาศยาน เฮลิคอปเตอร์ ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ส่งกำลังพลนาวิกโยธิน ยานเกราะ และยุทโธปกรณ์ขึ้นฝั่งศัตรู ทำหน้าที่เป็นฐานทัพลอยน้ำ ที่บูรณาการการโจมตีจากทั้งทางน้ำและทางอากาศ 

รายงานของเดอะ วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า เรือลำนี้อาจใช้ลำเลียงกำลังจากหน่วย 31st Marine Expeditionary Unit หรือ MEU ซึ่งประจำการที่เกาะโอกินาวา ของญี่ปุ่น โดยหน่วยนี้มีกำลังประมาณ 2,200 นาย และถูกสั่งให้เคลื่อนกำลังไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งโดยทั่วไป หน่วย MEU ประกอบด้วยกำลัง 4 ส่วน ได้แก่ หน่วยบัญชาการ กำลังรบภาคพื้นดิน กำลังทางอากาศ และกำลังสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ และมักถูกใช้ในภารกิจฉุกเฉิน เช่น การอพยพ การยกพลขึ้นบก หรือปฏิบัติการจู่โจม

แหล่งข่าวระบุว่า ปัจจุบันกองบัญชาการกลางสหรัฐ มีทหารสหรัฐประจำการในตะวันออกกลางราว 50,000 นาย โดยแม้เจ้าหน้าที่จะยืนยันว่ามีการส่งกำลังไปจริง แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่า จะถูกนำไปใช้งานในพื้นที่ใดหรือภารกิจลักษณะใด.

ที่มา CNN

อิหร่านอ้าง “วัตถุโจมตีของศัตรู” ตกใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

อิหร่านอ้าง “วัตถุโจมตีของศัตรู” ตกใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

18 มี.ค. 2569 06:13 น.

อิหร่านอ้าง “วัตถุโจมตีของศัตรู” ตกใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

(ภาพจาก AFP PHOTO / HO / IRANIAN PRESIDENCY)

ทางการอิหร่านอ้างว่า มีวัตถุโจมตีของประเทศศัตรู ซึ่งไม่ระบุว่าคืออะไร ตกลงมาในพื้นที่ของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่เคราะห์ดีที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

เมื่อ 18 มี.ค. 2569 องค์การพลังงานปรมาณูของอิหร่านแถลงว่า “วัตถุโจมตีของศัตรู” ตกลงมาในพื้นที่ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “บูเชอร์” (Bushehr) ทางตะวันตกของอิหร่านเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 มี.ค.) แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และไม่มีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้นกับตัวอาคารปฏิบัติการแต่อย่างใด

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสื่ออิหร่าน องค์การฯ ระบุว่าศูนย์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ของประเทศได้ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าว และพบว่า “ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทางทรัพย์สิน ทางเทคนิค หรือต่อชีวิตมนุษย์” พร้อมเสริมว่า “ไม่มีส่วนใดของโรงไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหาย”

องค์การฯ ระบุอีกว่า วัตถุโจมตีดังกล่าวตกลงในบริเวณพื้นที่ของโรงไฟฟ้าเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แต่ไม่ได้ระบุว่าประเทศใดอยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้

“การโจมตีเช่นนั้นถือเป็นการละเมิดระเบียบข้อบังคับระหว่างประเทศทั้งหมด ที่ว่าด้วยการคุ้มครองสิ่งอำนวยความสะดวกทางนิวเคลียร์จากการโจมตีทางทหาร และอาจส่งผลกระทบที่แก้ไขไม่ได้ต่อทั้งภูมิภาค รวมถึงประเทศที่มีพรมแดนติดกับอ่าวเปอร์เซียด้วย” แถลงการณ์ระบุ

จนถึงตอนนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งโจมตีเข้าใส่อิหร่านอย่างต่อเนื่อง ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อคำกล่าวอ้างดังกล่าวของทางการอิหร่านแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านยืนยัน “อาลี ลารีจานี” หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เสียชีวิตแล้ว

อิหร่านยืนยัน “อาลี ลารีจานี” หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เสียชีวิตแล้ว

18 มี.ค. 2569 05:57 น.

อิหร่านยืนยัน “อาลี ลารีจานี” หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เสียชีวิตแล้ว

ทางการอิหร่านยืนยันแล้วว่า “อาลี ลารีจานี” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตแล้ว ในการโจมตีของอิสราเอล พร้อมกับลูกชายของเขาและเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่ง

ทางการอิหร่านออกแถลงการณ์ในช่วงเช้าวันพุธ (18 มี.ค. 2569) ตามเวลาท้องถิ่น ยืนยันข่าวการเสียชีวิตของ “อาลี ลารีจานี” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน โดยเขาถูกสังหารในการโจมตีของอิสราเอล หลังจากที่ได้อุทิศตนทำงานรับใช้สาธารณะมาตลอดชีวิต

แถลงการณ์นี้มีขึ้นหลังจากที่นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล ระบุว่าลารีจานีถูก “กำจัด” (Eliminated) ไปเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านระบุว่าลารีจานี ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่สุดของอิหร่านในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เสียชีวิตพร้อมกับบุคคลอื่นๆ อีกหลายราย รวมถึงบุตรชายและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของเขาด้วย

แถลงการณ์ของสภาฯ ยังยกย่องเส้นทางการเมืองอันยาวนานของลารีจานี โดยบรรยายว่าเขาเป็นบุคคลที่ทำงานเพื่อความก้าวหน้าของอิหร่าน “จนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต” และเรียกร้องให้เกิดความเอกภาพท่ามกลางภัยคุกคามจากภายนอก

ก่อนหน้านี้ อิหร่านเพิ่งออกมายืนยันข่าวการเสียชีวิตของ โฆลามเรซา สุไลมานี (Gholamreza Soleimani) ผู้บัญชาการกองกำลังกึ่งทหารบาซิจ (Basij) โดยระบุว่า เขาถูกสังหารในการโจมตีของผู้ก่อการร้ายจากอเมริกา-ไซออนิสต์ ผู้เป็นศัตรู

สำนักข่าว Mehr ของอิหร่านรายงานว่า พิธีศพของทั้งลารีจานีและสุไลมานีจะจัดขึ้นในวันพุธนี้

ทางด้านสำนักข่าว Fars รายงานว่า ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ได้แสดงความ “เสียใจและอาลัยอย่างสุดซึ้ง” ต่อการจากไปของลารีจานี โดยระบุว่า “ผมไม่เคยเห็นสิ่งใดจากเขานอกจากความเมตตา ความรอบรู้ การเป็นมิตรที่ดี และการมองการณ์ไกล ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความสูญเสียครั้งนี้ยากเกินจะทดแทนได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านยอมรับ ผบ.กองกำลัง “บาซิจ” ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

อิหร่านยอมรับ ผบ.กองกำลัง “บาซิจ” ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

18 มี.ค. 2569 03:16 น.

อิหร่านยอมรับ ผบ.กองกำลัง “บาซิจ” ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

กองทัพอิหร่านออกมายอมรับว่า ผู้บัญชาการกองกำลังกึ่งทหารบาซิจ ถูกสังหารแล้ว จากการโจมตีของอิสราเอล ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ยังคงรุนแรง

เมื่อวันอังคารที่ 17 มี.ค. 2569 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ออกมายอมรับว่านายโฆลามเรซา สุไลมานี (Gholamreza Soleimani) ผู้บัญชาการกองกำลังกึ่งทหารบาซิจ (Basij) เสียชีวิตแล้วในการโจมตีของอิสราเอล ซึ่งพวกเขาประณามว่าเป็นการ “ลอบสังหารอย่างขี้ขลาด”

IRGC ระบุอีกว่า การลอบสังหารนายสุไลมานียิ่งตอกย้ำถึง “ความสำคัญและบทบาทของกองกำลังบาซิจ” ใน “การต่อสู้” กับสหรัฐฯ และอิสราเอล

ก่อนหน้านี้ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า กองทัพอากาศของพวกเขาระดมโจมตีเป้าหมายที่เป็นของกำลังบาซิจใน “สถานที่ที่แตกต่างกันกว่า 10 แห่ง” ทั่วกรุงเตหะรานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และทำให้นายสุไลมานีเสียชีวิต

ทั้งนี้ บาซิจ เป็นกองกำลังอาสาสมัครที่คาดว่ามีสมาชิกประมาณ 1 ล้านคน อยู่ภายใต้การควบคุมของ IRGC และมักถูกเรียกตัวลงสู่ท้องถนนเพื่อใช้กำลังในการปราบปรามกลุ่มผู้เห็นต่าง รวมถึงการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

UN จี้สืบสวน ปากีฯ ถล่มศูนย์บำบัดผู้ติดยา ในอัฟกานิสถานดับ 400 ศพ

UN จี้สืบสวน ปากีฯ ถล่มศูนย์บำบัดผู้ติดยา ในอัฟกานิสถานดับ 400 ศพ

18 มี.ค. 2569 02:54 น.

UN จี้สืบสวน ปากีฯ ถล่มศูนย์บำบัดผู้ติดยา ในอัฟกานิสถานดับ 400 ศพ

สหประชาชาติเรียกร้องให้มีการสืบสวนเหตุโจมตีศูนย์บำบัดผู้ติดยาในกรุงคาบูล ซึ่งรัฐบาลอัฟกานิสถานกล่าวหาว่าเป็นฝีมือปากีสถาน และว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 400 ศพ บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

เมื่อวันอังคารที่ 17 มี.ค. 2569 องค์การสหประชาชาติออกมาเรียกร้องให้มีการสืบสวนอย่างเป็นอิสระและเร่งด่วน หลังจากรัฐบาลอัฟกานิสถานกล่าวอ้างว่า ปากีสถานส่งเครื่องบินรบโจมตีทางอากาศเข้าใส่ศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติดในกรุงคาบูล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 400 ศพ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

“เหตุระเบิดที่น่าสลดใจเมื่อคืนที่ผ่านมา ณ ศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติดในกรุงคาบูล ซึ่งมีรายงานว่าทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากเสียชีวิต จะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว เป็นอิสระ และโปร่งใส” ธามีน อัล-คีทาน โฆษกสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงเจนีวา

นาย อัล-คีทาน ยังเรียกร้องให้ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ ต้องถูกนำตัวมาลงโทษตามมาตรฐานสากล พร้อมยืนกรานว่าผลการสอบสวนใดๆ จะต้องถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ และผู้ประสบภัยกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตมีสิทธิที่จะได้รับการชดเชยเยียวยา

ทั้งนี้ หากได้รับการยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตกว่า 400 ศพในการโจมตีครั้งนี้จริง นี่จะถือเป็นการโจมตีครั้งรุนแรงที่สุดและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในเหตุความรุนแรงระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสอง ซึ่งเพิ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้งเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

มีรายงานว่าพบผู้บาดเจ็บอีกหลายร้อยคนในสถานบำบัดดังกล่าว ซึ่งถูกโจมตีเมื่อคืนวันจันทร์ แรงระเบิดทำให้บรรดาอาคารที่ใช้สำหรับบำบัดรักษาผู้ติดกัญชา ยาบ้า (แอมเฟตามีน) และยาเสพติดประเภทอื่นๆ จากทั่วประเทศพังพินาศราบเป็นหน้ากลอง

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานอิสระ แต่ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว AFP ระบุว่าพบเห็นร่างผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 ศพ ถูกเคลื่อนย้ายออกจากที่เกิดเหตุเมื่อคืนวันจันทร์ และพบเพิ่มอีกกว่า 65 รายที่ถูกลำเลียงออกมาในวันอังคาร

รัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถานกล่าวหาปากีสถานว่า จงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือน แต่นายอัตตาอุลเลาะห์ ทาราร์ รัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศของปากีสถานออกมาตอบโต้ว่า ข้ออ้างที่ว่ารัฐบาลของเขาจงใจโจมตีสถานบำบัดในกรุงคาบูลนั้น “ไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง”

นาย อัล-คีทาน (โฆษก UN) ระบุว่า นับตั้งแต่การสู้รบทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อปลายเดือนที่แล้ว “มีพลเรือนชาวอัฟกัน 289 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 104 ราย และผู้หญิง 59 ราย ที่เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ” ในขณะที่มีผู้คนอีกหลายหมื่นคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เซเลนสกีเผย ผู้เชี่ยวชาญยูเครน 200 คน กำลังช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

เซเลนสกีเผย ผู้เชี่ยวชาญยูเครน 200 คน กำลังช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

18 มี.ค. 2569 02:00 น.

เซเลนสกีเผย ผู้เชี่ยวชาญยูเครน 200 คน กำลังช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

เซเลนสกีเผยว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านโดรนของยูเครนจำนวนกว่า 200 คน กำลังให้ความช่วยเหลือในการสกัดโดรนของอิหร่านแก่ประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง

เมื่อ 17 มี.ค. 2569 ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน แถลงที่รัฐสภาอังกฤษ ระหว่างการเยือนสหราชอาณาจักรในวันอังคารว่า ขณะนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันทางอากาศชาวยูเครนจำนวน 200 นาย อยู่ในตะวันออกกลางเพื่อช่วยรับมือกับการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน

เซเลนสกีระบุว่า โดรน โดยเฉพาะโดรนโจมตีราคาถูก ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการทำสงครามสมัยใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง

ประธานาธิบดียูเครนได้ยกตัวอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าในขณะที่โดรนของอิหร่านแต่ละลำมีราคาประมาณ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 ล้านบาท) แต่สหรัฐฯ และพันธมิตรกลับต้องใช้ขีปนาวุธที่มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 129 ล้านบาท) ในการยิงสกัดพวกมัน

ทั้งนี้ ยูเครนต้องเผชิญกับการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธผสมผสานกันอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่รัสเซียได้เร่งกำลังการผลิตโดรน “ชาเฮด” (Shahed) ที่ออกแบบโดยอิหร่านเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

เนื่องจากยูเครนเผชิญภาวะขาดแคลนอาวุธป้องกันทางอากาศตามมาตรฐานที่ชาติตะวันตกส่งมาให้ รัฐบาลเคียฟจึงถูกบีบให้ต้องพลิกแพลงและพัฒนาระบบป้องกันแบบหลายชั้น ซึ่งรวมถึงเครื่องมือสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินขนส่งที่ดัดแปลงใหม่เพื่อไล่ล่าโดรนจากกลางอากาศ ตลอดจนกองกำลังภาคพื้นดินที่ใช้ปืนกลหนักและขีปนาวุธแบบพื้นสู่อากาศในการสอยโดรนลงมา

เซเลนสกีเสนอที่จะแบ่งปันสิ่งที่ยูเครนได้พัฒนาขึ้น โดยระบุว่าประเทศของเขามีศักยภาพในการผลิตโดรนสกัดกั้นได้ประมาณ 2,000 ลำต่อวัน และเขากล่าวว่า เคียฟสามารถจัดสรรโดรนจำนวนครึ่งหนึ่งจากที่ผลิตได้ให้แก่บรรดาพันธมิตร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

18 มี.ค. 2569 01:09 น.

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเปิดเผยว่า จะเข้าร่วมการคุ้มกันเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหลังสถานการณ์สงบกว่านี้ และว่าจะไม่เข้าร่วมการโจมตีหรือการปลดปล่อยช่องแคบเด็ดขาด

เมื่อ 17 มี.ค. 2569 คณะรัฐมนตรีด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงแห่งชาติของฝรั่งเศสประชุมร่วมกันเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่านและตะวันออกกลาง โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กล่าวว่า ฝรั่งเศสพร้อมจะเข้าร่วมในภารกิจคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อสถานการณ์ “สงบลง” กว่าที่เป็นอยู่

มาครงกล่าวต่อบรรดารัฐมนตรีในช่วงเปิดการประชุม โดยย้ำว่าฝรั่งเศสไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง และระบุว่า “ฝรั่งเศสจะไม่มีวันเข้าร่วมในปฏิบัติการเพื่อเปิดหรือปลดปล่อยช่องแคบฮอร์มุซภายใต้บริบทปัจจุบันเป็นอันขาด”

“อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์สงบลงกว่านี้ ซึ่งเราตั้งใจใช้คำนี้ในความหมายที่กว้าง และเมื่อการทิ้งระเบิดหลักๆ ได้ยุติลงแล้ว เราจะพร้อมร่วมกับประเทศอื่นๆ ในการรับผิดชอบการคุ้มกันเรือ” เขากล่าวเสริม

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเน้นย้ำด้วยว่า “เรื่องนี้จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินการที่ครอบคลุมทั้งในด้านการเมือง เทคนิค และการปฏิบัติการ โดยต้องได้รับความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในด้านการขนส่งทางเรือและบริษัทประกันภัย”

มาครงระบุอีกว่า ฝรั่งเศสเริ่มการหารือกับอินเดีย รวมถึงพันธมิตรอื่นๆ ในยุโรปและในภูมิภาคไปบ้างแล้ว โดยย้ำว่า ภารกิจนี้ “จะต้องแยกออกจากปฏิบัติการทำสงครามและการทิ้งระเบิดที่กำลังดำเนินอยู่อย่างสิ้นเชิง”

“ฝรั่งเศสมีความรับผิดชอบที่เรียบง่ายและชัดเจนในภูมิภาคนี้ นั่นคือการปกป้องพลเมืองและผลประโยชน์ของเรา การเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้สำหรับทุกคน และการทำงานเพื่อลดความตึงเครียดและสร้างเสถียรภาพ เราปรารถนาที่จะก้าวไปข้างหน้าภายใต้กรอบการทำงานนี้” มาครงกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป

18 มี.ค. 2569 00:01 น.

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป

โดนัลด์ ทรัมป์ บอกไม่แคร์ หลัง ผอ.ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายลาออกเพราะไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน ชี้ดีแล้วที่ลาออกไป เพราะอิหร่านคือภัยคุกคามของสหรัฐฯ

เมื่อ 17 มี.ค. 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ โจ เคนท์ ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ ซึ่งดูแลด้านการข่าวกรองของประเทศ เนื่องจากเขาคัดค้านการทำสงครามกับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์เยาะเย้ยเขาด้วยว่า “อ่อนแอเรื่องความมั่นคง”

“เวลาที่มีใครสักคนทำงานกับเราแล้วบอกว่าพวกเขาไม่คิดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม เราก็ไม่ต้องการคนพวกนั้น” นายทรัมป์กล่าวจากห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว “พวกเขาไม่ใช่คนฉลาด หรือไม่ใช่คนที่มีไหวพริบ”

โจ เคนท์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ
โจ เคนท์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เคนท์ก้าวลงจากตำแหน่ง โดยเขาระบุในจดหมายลาออกที่ส่งให้นายทรัมป์ว่า เขาไม่สามารถสนับสนุนสงครามกับอิหร่าน ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่านั่นคือสิ่งที่ควรทำได้

นอกจากนี้ เคนท์ยังยืนยันว่า “อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามแบบปัจจุบันทันด่วนต่อประเทศชาติของเรา และเป็นที่ชัดเจนว่าเราเริ่มสงครามครั้งนี้เนื่องจากแรงกดดันจากอิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ของอิสราเอลที่มีอิทธิพลในอเมริกา”

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งเคนท์เข้าดำรงตำแหน่งนี้เองกับมือ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขา “เคยคิดว่าเคนท์เป็นคนดีคนหนึ่ง” และยืนกรานด้วยว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ จริง พร้อมเสริมถึงกรณีของเคนท์ว่า “มันเป็นเรื่องดีแล้วที่เขาออกไป”

“อิหร่านคือภัยคุกคาม” ทรัมป์กล่าว “ทุกประเทศต่างก็ตระหนักดีว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามขนาดไหน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

17 มี.ค. 2569 22:57 น.

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความโจมตีกลุ่ม NATO กับชาติพันธมิตรของพวกเขาในเอเชีย ที่ปฏิเสธส่งเรือรบมาคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ และประกาศลั่นว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครหน้าไหนทั้งนั้น

เมื่อ 17 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social โจมตีชาติพันธมิตร นาโต (NATO) รวมถึงชาติพันธมิตรในเอเชีย ที่ปฏิเสธคำขอของเขาที่ให้ส่งเรือรบมาคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครหน้าไหนทั้งนั้น เพราะเป็นประเทศที่แข็งแกร่งกว่าใครในโลกใบนี้

ข้อความของนายทรัมป์ระบุว่า “สหรัฐฯ ได้รับแจ้งจากบรรดา ‘พันธมิตร’ ส่วนใหญ่ของเราใน NATO ว่า พวกเขาไม่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมกับปฏิบัติการทางทหารของเราต่อระบอบการปกครองก่อการร้ายของอิหร่านในตะวันออกกลาง ทั้งที่ตามข้อเท็จจริง เกือบทุกประเทศเห็นพ้องอย่างยิ่งกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ และเห็นว่าเราจะยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้เป็นอันขาด ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด รูปแบบใด หรือหนทางใดก็ตาม”

“แต่ผมไม่แปลกใจกับการกระทำของพวกเขาหรอก เพราะผมถือว่า NATO เป็น ‘ถนนวันเวย์’ (เป็นผู้รับอยู่ฝ่ายเดียว) มาโดยตลอด ซึ่งเราต้องจ่ายเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อปกป้องประเทศเหล่านี้ แต่พวกเขากลับไม่ทำอะไรให้เราเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่จำเป็น”

“โชคดีที่เราทำลายล้างกองทัพของอิหร่านจนย่อยยับไปแล้ว กองทัพเรือของพวกเขาหมดสิ้นไปแล้ว กองทัพอากาศก็หมดไปแล้ว ระบบต่อสู้อากาศยานและเรดาร์ก็ไม่เหลือ และที่สำคัญที่สุดคือ บรรดาผู้นำของพวกเขาในแทบจะทุกระดับได้หายไปหมดแล้ว และจะไม่มีวันกลับมาคุกคามเรา พันธมิตรในตะวันออกกลางของเรา หรือโลกใบนี้ได้อีกต่อไป!”

“เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่าเราประสบความสำเร็จทางทหารอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้ เราจึง ‘ไม่ต้องการ’ หรือปรารถนาความช่วยเหลือจากประเทศกลุ่ม NATO อีกต่อไป ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่เคยต้องการอยู่แล้ว! เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือเกาหลีใต้ ที่จริงหากพูดในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดยิ่งกว่าประเทศใดในโลกอย่างไม่เห็นฝุ่น เราไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครหน้าไหนทั้งนั้น! ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial