ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

16 มี.ค. 2569 23:18 น.

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

หลายประเทศออกมาแสดงท่าทีต่อคำเรียกร้องของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขอให้ชาติพันธมิตรส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือแห่งนี้แล้ว แต่ยังไม่มีชาติใดสัญญาว่าจะส่งเรือรบไป

หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ชาติพันธมิตรส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อช่วยกันคุ้มครองเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ พร้อมเตือนว่า NATO จะเผชิญกับอนาคตที่ “เลวร้ายมาก” หากพันธมิตรล้มเหลวในการช่วยรักษาความปลอดภัยของช่องแคบแห่งนี้ หลายประเทศได้ออกมาแสดงท่าที แต่ยังไม่มีประเทศใดให้คำมั่นว่าจะส่งเรือไป

นางคายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (EU) กล่าวว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซถือเป็น “ผลประโยชน์” ของยุโรป แต่เธอชี้ด้วยว่า “เรื่องนี้อยู่นอกเหนือขอบเขตการปฏิบัติงานของ NATO” และ “ไม่มีประเทศสมาชิก NATO ใดตั้งอยู่ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ”

ส่วนโฆษกของรัฐบาลเยอรมนีแถลงเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 16 มี.ค. 2569 ว่า “สงครามครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ NATO มันไม่ใช่สงครามของ NATO” ขณะที่ โยฮันน์ วาเดพูล รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ระบุกับผู้สื่อข่าวว่าเขาไม่เห็นว่าสมาชิก NATO ควรเข้าไปมีบทบาทใดๆ ในช่องแคบฮอร์มุซ

ด้าน เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร (UK) กล่าวว่าประเทศของเขากำลังทำงานร่วมกับพันธมิตร “เพื่อสร้างแผนปฏิบัติการร่วมกันที่ทำได้จริง ซึ่งจะสามารถฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือในภูมิภาคให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ”

ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของออสเตรเลียกล่าวในวันนี้ว่า ประเทศของเธอจะไม่มีการส่งเรือไปยังช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่ได้เจาะจงชื่อออสเตรเลียในตอนที่เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ส่งเรือรบไปก็ตาม

ส่วนโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน เลี่ยงที่จะตอบคำถามว่าได้รับคำร้องจากสหรัฐฯ ให้ส่งเรือไปยังช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ โดยระบุเพียงว่า จีนขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการปฏิบัติการทางทหารทันที หลีกเลี่ยงการยกระดับความตึงเครียด และป้องกันไม่ให้ความวุ่นวายในภูมิภาคส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโลกไปมากกว่านี้

ด้านนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงต่อรัฐสภาในวันนี้ว่า ขณะนี้ญี่ปุ่นยังไม่มีแผนที่จะส่งเรือรบไปยังช่องแคบดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

16 มี.ค. 2569 22:17 น.

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

กองทัพอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนแล้ว อ้างว่าเพื่อจัดการกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย

เมื่อ 16 มี.ค. 2569 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์ผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ระบุว่า ได้เริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินแบบจำกัดขอบเขตและเจาะจงเป้าหมายในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศเลบานอนแล้ว เพื่อจัดการกับฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

IDF เผยว่า ได้มีการระดมโจมตี “เป้าหมายผู้ก่อการร้ายจำนวนมาก” ในพื้นที่ดังกล่าวก่อนที่กำลังพลจะเคลื่อนเข้าสู่เลบานอนตอนใต้ โดยปฏิบัติการนี้มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างพื้นที่ป้องกันในแนวหน้า และทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายในภูมิภาค

ด้านนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ระบุว่า ชาวเลบานอนในพื้นที่ทางตอนใต้หลายแสนคนที่ถูกอพยพออกไป หรือกำลังอยู่ระหว่างการอพยพ จะไม่ได้กลับเข้าสู่พื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำลิตานี จนกว่าความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยทางตอนเหนือของอิสราเอลจะได้รับการรับรอง

ทั้งนี้ อิสราเอลเริ่มระดมโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งติดกับชายแดนทางเหนือของอิสราเอลอีกครั้งเมื่อ 2 มี.ค. ไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากกองทัพสหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่าน จนทำให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงจรวด 6 ลูกเข้าใส่อิสราเอล

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (15 มี.ค.) ว่า มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้วอย่างน้อย 850 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 107 ราย นับตั้งแต่เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้น

นายคัตซ์กล่าวอีกว่า กองกำลัง IDF ได้เริ่ม “การดำเนินกลยุทธ์ภาคพื้นดิน” ในเลบานอนเพื่อ “กำจัดภัยคุกคาม” และปกป้องพลเมืองทางตอนเหนือของอิสราเอลแล้ว

“นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และตัวผม ได้สั่งการให้กองทัพอิสราเอลทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายในหมู่บ้านตามแนวชายแดนของเลบานอน” นายคัตซ์กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

16 มี.ค. 2569 21:34 น.

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาได้พูดคุยกับอย่างน้อย 7 ประเทศแล้ว เรื่องการส่งเรือรบมาร่วมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยระบุว่าสหรัฐฯ ช่วยยุโรปมามาก และเขาจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างโดยสารเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันกลับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อคืนวันอาทิตย์ (15 มี.ค. 2569) ตามเวลาท้องถิ่น ว่า เขาได้หารือกับประเทศต่างๆ “ประมาณ 7 ประเทศ” เกี่ยวกับการส่งกองกำลังเข้า “ลาดตระเวน” บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ระบุว่า จีน คือหนึ่งในประเทศเหล่านั้น โดยเน้นย้ำว่าจีนเป็นประเทศที่พึ่งพาการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางเดินเรือดังกล่าวอย่างมาก แม้เขาจะปฏิเสธที่จะระบุชื่อประเทศอื่นๆ ที่เขาได้ติดต่อไป แต่ได้มีการอ้างถึง กลุ่มพันธมิตร NATO รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่เขาเชื่อว่าจำเป็นต้อง “ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่าเป็นเรื่อง “เหมาะสมอย่างยิ่ง” ที่นานาประเทศซึ่งได้รับประโยชน์จากช่องแคบฮอร์มุซ ควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการพยายามเปิดเส้นทางนี้อีกครั้ง

เขายังได้กล่าวเตือนว่า หากไม่มีการตอบรับจากประเทศอื่นๆ อาจส่งผลเลวร้ายมากต่ออนาคตของ NATO พร้อมเสริมว่าที่ผ่านมาสหรัฐฯ “ใจดี” กับพันธมิตรในยุโรปมากๆ แล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า “เราไม่จำเป็นต้องช่วยพวกเขาเรื่องยูเครนก็ได้ เพราะยูเครนอยู่ห่างจากเราเป็นพันๆ ไมล์… แต่เราก็ช่วย ตอนนี้เราจะได้เห็นกันว่าพวกเขาจะช่วยเราบ้างไหม เพราะผมพูดมานานแล้วว่าเราจะอยู่เคียงข้างพวกเขาเสมอ แต่พวกเขาจะไม่ยอมอยู่เคียงข้างเรา และผมเองก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะมาช่วยจริงหรือไม่”

ทรัมป์ย้ำด้วยว่า “จะจดจำไว้” หากประเทศใดปฏิเสธที่จะช่วย

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของทรัมป์มีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่เขาเรียกร้องให้ จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ส่งเรือรบมาช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านปิดไปอีกครั้ง แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีประเทศใดตอบรับคำขอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ "อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี" เคยใช้

16 มี.ค. 2569 17:39 น.

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

กองทัพอิสราเอลเผยกองทัพอากาศโจมตีทำลายเครื่องบินที่เคยใช้โดย “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่านที่สนามบินเมห์ราบัด กรุงเตหะราน ระบุเป็นการลดศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอิหร่าน ขณะที่สงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม สถานการณ์ยังทวีความตึงเครียดทั่วภูมิภาค

กองทัพอิสราเอล (IDF) แถลงวันนี้ (16 มี.ค.) ว่า ฝูงบินขับไล่ได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในช่วงข้ามคืน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเครื่องบินประจำตำแหน่งของ “อยาตอลเลาะห์  อาลี คาเมเนอี” อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งจอดอยู่ที่สนามบินเมห์ราบัดในกรุงเตหะราน

แถลงการณ์ระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงพาหนะส่วนตัว แต่เป็นกลไกสำคัญที่ระบอบอิหร่านและเจ้าหน้าที่ระดับสูงใช้ในการเดินทางเพื่อ จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงใช้ประสานงานกับกลุ่มประเทศในเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ การทำลายเครื่องบินลำนี้จึงถือเป็นการลดขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ในการฟื้นฟูกำลังพลและการขยายอำนาจทางทหารของอิหร่านโดยตรง

การโจมตีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของระลอกการโจมตีขนาดใหญ่ที่อิสราเอลเปิดฉากถล่มโครงสร้างพื้นฐานใน 3 เมืองหลัก ได้แก่ เตหะราน, ชีราซ และตาบริซ หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านดำเนินมานานกว่า 2 สัปดาห์ และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง

สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่ออิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกและทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียส่งกำลังมาช่วยคุ้มกันเส้นทางเดินเรือ โดยทรัมป์ใช้มาตรการกดดันหลายด้าน เช่น การขู่เลื่อนการไปเยือนจีน หากรัฐบาลจีนไม่ให้ความช่วยเหลือ และการเตือนพันธมิตรนาโตว่าอาจเผชิญกับอนาคตที่ “เลวร้ายมาก” หากไม่ช่วยเปิดเส้นทางเดินเรือ

อย่างไรก็ตาม หลายประเทศยังคงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ โดย ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ปฏิเสธการส่งเรือรบไปยังตะวันออกกลาง ขณะที่สหภาพยุโรปกำลังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้

ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในอิหร่าน แต่ได้ลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีรายงานการโจมตีด้วยโดรนใน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จนต้องระงับการขนถ่ายน้ำมันที่ท่าเรือฟูไจราห์เนื่องจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ ส่วนที่นครดูไบ เที่ยวบินต่าง ๆ เริ่มกลับมาให้บริการอย่างจำกัดหลังต้องหยุดชะงักจากเหตุโดรนโจมตีเช่นกัน.

ที่มา The Jerusalem Post

จับตา “ทรัมป์” อาจเลื่อนพบ “สี จิ้นผิง” หากจีนยังเมินช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

จับตา "ทรัมป์" อาจเลื่อนพบ "สี จิ้นผิง" หากจีนยังเมินช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

16 มี.ค. 2569 17:38 น.

จับตา “ทรัมป์” อาจเลื่อนพบ “สี จิ้นผิง” หากจีนยังเมินช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ทางการจีนยืนยันกำลังประสานงานกับสหรัฐฯ เรื่องแผนเยือนจีนของ โดนัลด์ ทรัมป์ ปลายเดือนนี้ ขณะที่ทรัมป์ยังขู่เลื่อนพบ สี จิ้นผิง หากจีนไม่ยื่นมือช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง

วันนี้ (16 มี.ค.) ทางการจีนได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการประสานงานกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับกำหนดการเดินทางเยือนประเทศจีนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวว่าผู้นำสหรัฐฯ อาจตัดสินใจเลื่อนการประชุมสุดยอดครั้งสำคัญนี้ออกไป หากรัฐบาลจีนไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณว่าสหรัฐอาจจำเป็นต้องชะลอการพบปะกับนายสี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน ออกไป หากจีนยังมีท่าทีนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการที่ประเทศอิหร่านได้สั่งปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันของโลก เพื่อตอบโต้การทำสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

โดยนายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ขณะนี้ทั้งจีนและสหรัฐยังคงติดต่อสื่อสารกันอย่างต่อเนื่องในประเด็นเรื่องการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์  พร้อมย้ำว่าการทูตระดับประมุขของรัฐระหว่างสองมหาอำนาจโลกอย่างจีนและสหรัฐฯ เป็นกลไกสำคัญในการวางแนวทางด้านยุทธศาสตร์อย่างที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้

อย่างไรก็ตามนายหลิน เจี้ยน ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้ทั้งพันธมิตรนาโตและจีนเร่งหาทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพียงแต่ยอมรับว่าสถานการณ์ที่ตึงเครียดในพื้นที่ดังกล่าวกำลังสร้างความปั่นป่วนอย่างมากต่อเส้นทางการค้าสากล ทั้งในแง่ของการขนส่งสินค้าทั่วไปและสินค้าพลังงาน

วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 40-50 นับตั้งแต่สงครามเริ่มปะทุ เนื่องจากการปิดช่องทางเดินเรือหลักที่ใช้ขนส่งสินค้าพลังงาน และที่การอิหร่านโจมตีแหล่งพลังงานรวมถึงอุตสาหกรรมการเดินเรือของประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย 

จีนเองถือเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ รวมทั้งยังเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นอย่างมากในการดำเนินเศรษฐกิจ โดยข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ Kpler ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา จีนนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางผ่านทางทะเลสูงถึงร้อยละ 57 ของการนำเข้าทั้งหมด

สำหรับกำหนดการเดินทางเยือนจีนตามที่สหรัฐฯระบุไว้นั้น คาดว่า ทรัมป์จะเดินทางถึงประเทศจีนในวันที่ 31 มีนาคม และจะพำนักอยู่จนถึงวันที่ 2 เมษายน นี้ อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลจีนยังไม่ได้ออกมายืนยันวันเวลาที่แน่นอน ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่จีนมักจะเปิดเผยกำหนดการต่าง ๆ ออกมาอย่างเป็นทางการเพียงไม่นานก่อนถึงเวลาจริง.

ที่มา: CNA

อินโดฯ เร่งล่า 4 คนร้ายสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวบาดเจ็บ ปมวิจารณ์ทหารแทรกแซงการเมือง

อินโดฯ เร่งล่า 4 คนร้ายสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวบาดเจ็บ ปมวิจารณ์ทหารแทรกแซงการเมือง

16 มี.ค. 2569 16:08 น.

อินโดฯ เร่งล่า 4 คนร้ายสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวบาดเจ็บ ปมวิจารณ์ทหารแทรกแซงการเมือง

ตำรวจอินโดนีเซียเร่งล่าตัว 4 คนร้าย คดีสาดน้ำกรดใส่ “อันดรี ยูนุส” นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนชื่อดัง ที่วิจารณ์บทบาทกองทัพในรัฐบาล ขณะกลุ่มสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศร่วมประณามเหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้ ท่ามกลางความกังวลว่าค่านิยมประชาธิปไตยในประเทศกำลังถดถอย

เจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงจาการ์ตาเปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนเหตุโจมตีด้วยน้ำกรดใส่นายอันดรี ยูนุส  รองผู้ประสานงานกลุ่ม “คอนทราส” (KontraS) ซึ่งเป็นองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนและเหยื่อความรุนแรงระดับแนวหน้าของอินโดนีเซีย โดยภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นว่ามีผู้ต้องสงสัย 4 คน ขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน ติดตามนายอันดรีมาก่อนจะลงมือก่อเหตุเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายอันดรีเสร็จสิ้นการบันทึกเทปรายการพอดแคสต์ ในหัวข้อการขยายอำนาจของกองทัพในกิจการพลเรือน ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้อย่างเผ็ดร้อนมาโดยตลอด

ตัวแทนจากกลุ่ม KontraS ระบุว่า นายอันดรีได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกสาดน้ำกรด โดยมีบาดแผลพุพองครอบคลุมพื้นที่ 24% ของร่างกาย ทั้งบริเวณใบหน้า หน้าอก มือ และลำตัว โดยเฉพาะดวงตาข้างขวาที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุด จนต้องเข้ารับการรักษาตัวในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU) ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับกระบวนการประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยภายใต้การบริหารของ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลผู้ทรงอิทธิพล กองทัพได้เข้ามามีบทบาทในกิจการพลเรือนและรัฐวิสาหกิจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงใหญ่ทั่วประเทศในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนปีที่แล้ว ซึ่งบานปลายกลายเป็นจลาจลหลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงสังหารคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างใกล้พื้นที่ชุมนุม จนมีการจับกุมนักเคลื่อนไหวจำนวนมาก

ด้านนายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การกระทำที่ขี้ขลาดและน่าสะพรึงกลัว” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ขณะที่องค์กรกว่า 170 แห่ง รวมถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล (Amnesty International) เชื่อว่าการโจมตีครั้งนี้มีเจตนาฆ่าเพื่อข่มขู่เหล่านักสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

นายยุซริล อิหซา มาเฮนดรา รัฐมนตรีกระทรวงกฎหมาย ระบุว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นการ “โจมตีตัวประชาธิปไตยเอง” และขัดต่อคำมั่นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนของประธานาธิบดี ส่วนนักวิเคราะห์จากสถาบัน ISEAS ในสิงคโปร์ มองว่านี่คือ “สัญญาณเตือน” เพื่อปิดปากผู้เห็นต่างและสกัดกั้นไม่ให้เกิดการประท้วงระลอกใหม่ในอินโดนีเซีย.

ที่มา Reuters

สลด! ไฟไหม้ห้อง ICU โรงพยาบาลอินเดีย คร่าชีวิตคนไข้ 10 ศพ คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

สลด! ไฟไหม้ห้อง ICU โรงพยาบาลอินเดีย คร่าชีวิตคนไข้ 10 ศพ คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

16 มี.ค. 2569 15:37 น.

สลด! ไฟไหม้ห้อง ICU โรงพยาบาลอินเดีย คร่าชีวิตคนไข้ 10 ศพ คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในห้องไอซียูแผนกอุบัติเหตุของโรงพยาบาลในรัฐโอริสสา ประเทศอินเดีย ส่งผลให้คนไข้เสียชีวิต 10 ศพ เจ้าหน้าที่บาดเจ็บอีก 11 ราย ขณะพยายามเข้าช่วยเหลือ คาดสาเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วันนี้ (16 มี.ค.) เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงภายในศูนย์อุบัติเหตุของวิทยาลัยการแพทย์และโรงพยาบาลเอสซีบี (SCB Medical College and Hospital) ซึ่งเป็นสถานพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐฯ ในเมือง Cuttack รัฐโอริสสา ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นภายในห้องไอซียูแผนกผู้ป่วยอุบัติเหตุ เมื่อเวลาประมาณ 02.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางความแตกตื่นของผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในช่วงกลางดึก

นายโมฮัน จารัน มาจฮี (Mohan Charan Majhi) มุขมนตรีรัฐโอริสสา แถลงยืนยันว่า มีผู้ป่วยเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้รวม 10 ราย และนอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอีก 11 ราย ถูกไฟคลอกและต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน หลังจากพยายามเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเหลือคนไข้ออกจากกองเพลิง โดยเปลวเพลิงได้ลุกลามจากห้องไอซียูแผนกอุบัติเหตุไปยังแผนกใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในเวลาต่อมา และทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่เหลือไปยังแผนกอื่นเพื่อความปลอดภัย

สำหรับสาเหตุเบื้องต้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากเหตุไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมในโรงพยาบาลหลายแห่งของอินเดียมาโดยตลอด โดยหากย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะพบเหตุการณ์สลดในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น

  • ในปี 2568: เกิดเพลิงไหม้แผนก ICU ในโรงพยาบาลรัฐราชสถาน ทำให้มีคนไข้เสียชีวิต 6 ราย
  • ในปี 2567: เกิดเพลิงไหม้แผนก ICU เด็กแรกเกิดในโรงพยาบาลในเมือง Jhansi ทำให้มีทารกเสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย
  • ในปี 2564: เกิดเพลิงไหม้แผนก ICU ที่โรงพยาบาลวิชัย วัลลภ ในเมืองวิราร์ ขณะรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย รวมถึงยังมีเหตุเพลิงไหม้อีกเหตุการณ์ในโรงพยาบาลที่รัฐมหาราษฏระ ทำให้มีเด็กทารกเสียชีวิตถึง 10 ราย

มุขมนตรีรัฐโอริสสาได้กล่าวชื่นชมความกล้าหาญของทีมแพทย์และหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ยอมเสี่ยงชีวิตตนเองเพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ป่วย พร้อมกำชับให้มีการดูแลรักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างดีที่สุด ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นได้ประกาศมาตรการเยียวยาด้วยการมอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมสั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้

โดยย้ำว่าหากพบว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากความประมาทหรือความบกพร่องของบุคคลใด จะต้องมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ทั้งนี้ โรงพยาบาลในอินเดียถือเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยสูง เนื่องจากมีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวนมาก ทั้งยังมีมีระบบออกซิเจนที่ไวไฟ รวมถึงความยากลำบากในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน.

ที่มา: BBC

เที่ยวบินกลับมาให้บริการ หลังโดรนโจมตีใกล้สนามบินดูไบทำไฟไหม้ถังเชื้อเพลิง

เที่ยวบินกลับมาให้บริการ หลังโดรนโจมตีใกล้สนามบินดูไบทำไฟไหม้ถังเชื้อเพลิง

16 มี.ค. 2569 15:19 น.

เที่ยวบินกลับมาให้บริการ หลังโดรนโจมตีใกล้สนามบินดูไบทำไฟไหม้ถังเชื้อเพลิง

สนามบินดูไบเริ่มกลับมาเปิดให้บริการอย่างจำกัด หลังเกิดเหตุโดรนโจมตีคลังน้ำมันใกล้สนามบินจนเกิดเพลิงไหม้รุนแรงเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่อิหร่านระดมยิงขีปนาวุธและโดรนใส่ยูเออีแล้วกว่า 1,900 ลูก หวังตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล

เกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโดรน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ถังเก็บน้ำมันบริเวณใกล้กับสนามบินนานาชาติดูไบ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางอย่างหนัก ทางการดูไบระบุว่าเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้วและไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

สนามบินดูไบ แถลงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “เที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกจาก DXB กำลังทยอยกลับมาให้บริการในบางเส้นทาง หลังจากการระงับชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย” ขณะที่สายการบินเอมิเรตส์ แจ้งว่าจะกลับมาให้บริการตามตารางเวลาที่จำกัด และขอให้ผู้โดยสารตรวจสอบสถานะเที่ยวบินก่อนเดินทางมายังสนามบิน

พยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า เห็นกลุ่มควันสีดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นจากบริเวณสนามบินเมื่อเวลาประมาณ 10:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ผู้โดยสารที่รอขึ้นเครื่องถูกอพยพไปยังชั้นล่างของอาคารเพื่อความปลอดภัยเป็นเวลาหลายชั่วโมง หนึ่งในผู้โดยสารเปิดเผยความรู้สึกว่า “ช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้มันยากลำบากมากที่เราต้องได้ยินเสียงระเบิดเป็นประจำ แต่ไม่คิดว่าการโจมตีของอิหร่านจะตามมาหลอกหลอนผมจนถึงชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่จะได้บินกลับบ้าน”

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธีตอบโต้จากอิหร่าน หลังจากคลังน้ำมันในกรุงเตหะรานถูกโจมตีจนเมืองตกอยู่ในความมืดมิดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อมูลระบุว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธและโดรนใส่แล้วกว่า 1,900 ลูก นับตั้งแต่เริ่มสงคราม ซึ่งถือว่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

ส่วนกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบีย รายงานว่าสามารถสกัดกั้นโดรนได้มากกว่า 60 ลำ ทางตะวันออกของประเทศตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนวันจันทร์ โดยยูเออีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย เป็นพลเรือน 4 ราย และทหาร 2 รายจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก

นักวิเคราะห์มองว่า หลังจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ทำลายล้างกลุ่มผู้นำของอิหร่าน อิหร่านจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาโจมตีทรัพย์สินของสหรัฐฯ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนที่สำคัญ ทั้งสนามบิน ท่าเรือ และโรงกลั่นน้ำมันรอบอ่าวเปอร์เซีย เพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในฐานะศูนย์กลางการเงินโลกอย่างดูไบ

แม้ระบบป้องกันทางอากาศของยูเออีจะสามารถสกัดกั้นวัตถุระเบิดได้เป็นส่วนใหญ่ แต่เหตุการณ์ที่โดรนตกจนทำให้มีผู้บาดเจ็บ 4 คนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และเหตุเพลิงไหม้คลังน้ำมันในวันนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงภัยคุกคามที่ขยับเข้าใกล้เขตพลเรือนมากขึ้นเรื่อยๆ.

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

16 มี.ค. 2569 14:18 น.

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

อนาคตราคาตั๋วเครื่องบินจะเป็นอย่างไร  ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นจะกระทบต่อกระเป๋าเงิน นักเดินทางอย่างไร เมื่อราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง เพราะสงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลเเละอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไป

หลังจากเหตุการณ์ที่สหรัฐ-อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทะลุ 100 ดอลล่าร์ ต่อบาร์เรล ครั้งแรกในรอบ 4 ปี

สงครามในครั้งนี้ส่งผลอย่างมากในการดำเนินงานของสายการบินทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง และเที่ยวบินกว่า 50,000เที่ยวบิน ถูกยกเลิกตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา 

โรบ บริตตัน อาจารย์ภาคธุรกิจจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในปัจจุบันว่า ปริมาณปิโตรเลียมได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เพียงเล็กน้อย เเต่ราคาน้ำมันดิบกลับพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว 

เขาเสริมว่า ถ้าราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงขึ้นแบบนี้ ราคาตั๋วเครื่องบินก็จะมีราคาสูงตาม นี่เป็นคณิตศาสตร์ขั้นพื้นที่ฐานที่เข้าใจง่ายมากๆ เพราะเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ราคาตั๋วเครื่องก็เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน

ที่ผ่านมา สายการบินมักจะขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินเมื่อเกิดปัญหาด้านต้นทุน เช่น ปัญหาราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสิ่งนี้นับว่าเป็นการผลักภาระทางต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้โดยสาร

ราคาตั๋วเครื่องบินมีผลอย่างมากต่ออุปสงค์หรือความต้องการในการเดินทาง ถ้าอัตราเงินเฟ้อหรืออัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจไม่เดินทางในช่วงหน้าร้อนนี้ ทางสายการบินคงไม่สามารถขึ้นราคาค่าตั๋วเครื่องบินได้ ไม่ว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตาม 

ราคาเชื้อเพลิงเเละน้ำมันดิบสามารถพุ่งสูงอย่างรุนเเรงเเละคาดการณ์ไม่ได้ หากราคาน้ำมันปรับเปลี่ยนเล็กน้อยก็ส่งผลต่อผลกำไรของสายการบินได้ 

มีรายงานเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวมักจ่ายเงินจองเที่ยวบินล่วงหน้าเป็นเวลานาน ทำให้สายการบินไม่สามารถปรับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินได้หลังมีปัญหาราคาต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้สายการบินต้องหันไปลดต้นทุนในการดำเนินการด้านอื่นๆ เพื่อทดเเทนกำไรที่หายไปจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

ราคาต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้สายการบินต้องคิดทบทวนอีกครั้งในการดำเนินเที่ยวบินที่เคยได้กำไรเพราะราคาน้ำมันต่ำกว่าปัจจุบัน อีกทั้งนักเดินทางก็เริ่มมีตัวเลือกในการเดินทางที่ลดลง เพราะเมื่อสายการบินลดจำนวนเที่ยวบินลงก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ ราคาตั๋วเครื่องบินเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากปัญหาราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงเเล้ว บางสายการบินยังคงเผชิญหน้ากับการระงับเที่ยวบินเพราะความขัดเเย้งในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป ทำให้สายการบินต้องเสียเงินจำนวนมหาศาลในการชดเชยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัยของผู้โดยสารเเละเจ้าหน้าที่

ผู้เชี่ยวชาญยังคงกังวลว่า หากราคาน้ำมันยังคงพุ่งขึ้นต่อไปสายการบินต้นทุนต่ำอย่าง สปิริตแอร์ไลน์ส (Spirit Airline) ของสหรัฐฯ อาจเกิดปัญหาล้มละลายเเละถูกบีบให้ออกจากธุรกิจนี้ ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลกระทบทางลบต่อนักท่องเที่ยวเอง เพราะสายการบินอื่นๆ สามารถปรับเพิ่มราคาตั๋วเครื่องบินได้อย่างอิสระขึ้น เนื่องจากตลาดขาดคู่เเข่งที่ราคาถูกอย่าง สปิริตแอร์ไลน์ส ที่คอยช่วยตรึงราคาไว้

อัตราค่าตั๋วเครื่องบินขึ้นอยู่กับอุปทานหรือจำนวนของที่นั่งที่ทางสายการบินให้บริการและอุปสงค์หรือความต้องการเดินทางของผู้โดยสารซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักตั้งเเต่มีความขัดแย้ง

ยิ่งไปกว่านั้นราคาตั๋วเครื่องบินยังคงเปลี่ยนไปตามปัจจัยต่างๆได้หลายปัจจัย เช่นอุปสงค์เเละอุปทานในการเดินทาง, ต้นทุนในการดำเนินเที่ยวบินอย่างราคาน้ำมัน, ฤดูกาล เเละรวมไปถึงคู่แข่ง 

มีอีกหลากหลายปัจจัยที่เรายังไม่รู้เเน่ชัดที่สามารถส่งผลต่อผู้โดยสาร เช่นความขัดเเย้งในครั้งนี้จะยืดเยื้อไปนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลลบต่อผู้โดยสารในเเง่ของค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากขึ้นเท่านั้น 

ท้ายที่สุดสำหรับนักเดินทางคนใดที่ต้องการเดินทางในช่วงเดือนมิถุนายนเเละกรกฎาคม เเล้วยังไม่จองตั๋วเครื่องบินนั้น นี้เป็นโอกาสดีที่คุณจะจองตั๋วที่สามารถคืนเงินได้ เพราะถ้าหากราคาตํ่วเครื่องบินปรับลดลง คุณก็สามารถยกเลิกเเละจองใหม่ได้

การฟื้นตัวของตลาดพลังงานเวลานี้จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มเปิดฉากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยหากราคาน้ำมันดิบและพลังงานยังคงเพิ่มสูงขึ้น สหรัฐจะรับรู้ถึงผลกระทบทางการเงินของตนเองได้ชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026.

ที่มา: CNN

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตัน “เรือเงารัสเซีย” แอบอ้างใช้ธงโคโมโรส ลอบขนส่งน้ำมันฝ่ามาตรการคว่ำบาตร

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตัน "เรือเงารัสเซีย" แอบอ้างใช้ธงโคโมโรส ลอบขนส่งน้ำมันฝ่ามาตรการคว่ำบาตร

16 มี.ค. 2569 13:22 น.

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตัน “เรือเงารัสเซีย” แอบอ้างใช้ธงโคโมโรส ลอบขนส่งน้ำมันฝ่ามาตรการคว่ำบาตร

ศาลสวีเดนมีคำสั่งฝากขังกัปตันเรือบรรทุกน้ำมันชาวรัสเซียวัย 55 ปี หลังพบแอบอ้างใช้ธงประเทศโคโมโรสพยายามแล่นผ่านน่านน้ำ คาดเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือเงาของรัสเซียหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

สื่อต่างประเทศรายงานว่าวันนี้ (16 มี.ค.) ศาลเมือง Ystad ประเทศสวีเดน มีคำสั่งฝากขังกัปตันเรือบรรทุกน้ำมันชาวรัสเซียวัย 55 ปี ซึ่งถูกจับกุมตัวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 มี.ค.) หลังอัยการสวีเดนตั้งข้อสงสัยว่าเขาใช้เอกสารปลอมในการเดินเรือ

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งสวีเดนบุกขึ้นตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมัน “ซี อาวล์ วัน” (Sea Owl I) ความยาว 228 เมตร ขณะลอยลำอยู่ทางตอนใต้ของเมืองเทรลเลบอร์ก (Trelleborg) ในคืนวัน พฤหัสที่ผ่านมา (12 มี.ค.) หลังพบความผิดปกติว่าเรือลำดังกล่าวติดธงชาติของประเทศโคโมโรส (ประเทศหมู่เกาะในแอฟริกา) แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่พบชื่อเรือลำนี้อยู่ในทะเบียนเรือของประเทศโคโมโรสแต่อย่างใด ซึ่งการปลอมแปลงและแอบอ้างธงเพื่อเดินเรือถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่าเอกสารที่กัปตันวัย 55 ได้แสดงต่อเจ้าหน้าที่นั้นมีความน่าสงสัยว่าอาจเป็นเอกสารปลอมทั้งหมด รวมทั้ง เรือ “ซี อาวล์ วัน” (Sea Owl I) ลำนี้ ยังอยู่ในรายชื่อเรือที่ถูกสหภาพยุโรป (EU) คว่ำบาตรอีกด้วย เนื่องจากอาจเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา” (shadow fleet) ที่รัสเซียใช้ลักลอบขนส่งสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันจากการรุกรานยูเครนเมื่อปี 2022

ขณะถูกบุกตรวจค้น เรือลำดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือพรีมอร์สค์ (Primorsk) ในทะเลบอลติก ริมชายฝั่งประเทศรัสเซีย หลังออกเดินทางมาจากเมืองซานโตส ประเทศบราซิล โดยเรือลำนี้มีประวัติขนส่งน้ำมันระหว่างทั้งสองประเทศนี้มาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

โฆษกสำนักงานอัยการสวีเดนยืนยันกับสื่อว่า จะควบคุมตัวกัปตันเรือรายนี้ไว้เพื่อสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม เป็นเวลาราว 14 วัน ขณะที่สถานทูตรัสเซียในสวีเดนเปิดเผยว่า ในบรรดาลูกเรือทั้งหมด 24 ราย มี 10 ราย (รวมกัปตัน) เป็นชาวรัสเซีย และอีก 14 รายเป็นชาวอินโดนีเซีย โดยทางสถานทูตกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งที่สองภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ ที่ทางการสวีเดนสามารถตรวจและยึดเรือต้องสงสัยที่มีความเกี่ยวข้องกับ “กองเรือเงาของรัสเซีย” หลังจากเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา หน่วยยามฝั่งสวีเดนได้ควบคุมและยึดเรือสินค้า คัฟฟา (Caffa) ที่ใช้ธงประเทศกินี ขนธัญพืชที่ถูกขโมยมาจากยูเครน เดินทางจากเมืองคาซาบลังกา ประเทศโมร็อกโก และกำลังมุ่งหน้าไปยังนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

นอกจากสวีเดนแล้ว ฝรั่งเศสก็ได้ยึดเรือในลักษณะเดียวกันนี้หลายลำ เช่น เรือ Grinch ที่พยายามล่องผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อเดือนมกราคม และ เรือ Boracay ที่พยายามล่องผ่านมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ชาติตะวันตกได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของรัสเซียอย่างเข้มงวด นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกรุกยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 โดยนอกจากการลักลอบขนส่งน้ำมัน กองเรือเงา ของรัสเซีย ยังถูกกล่าวหาว่าพยายาม “ปลอมแปลงพิกัดตำแหน่ง” (Spoofing) และมีความพัวพันกับการลักลอบทำลายสายเคเบิลใต้ทะเลและปล่อยโดรนสอดแนมอีกด้วย.

ที่มา: BBC