ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

16 มี.ค. 2569 13:14 น.

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศเริ่มระบายน้ำมันจากคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ หลังองค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ  IEA เห็นชอบให้ประเทศสมาชิกระบายสต็อกน้ำมันเพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่รัฐบาลยืนยันยังไม่มีแผนส่งกองกำลังป้องกันตนเองทางเรือไปช่วยสหรัฐฯ คุ้มกันเส้นทางเดินเรือ

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศผ่านราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการว่าได้เริ่มกระบวนการลดระดับการสำรองน้ำมันของประเทศลง ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อมติขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ  IEA เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอันเนื่องมาจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง

นายมิโนรุ คิฮาระ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่าญี่ปุ่นจะระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนออกมาในปริมาณที่เท่ากับการบริโภคภายในประเทศเป็นเวลา 15 วัน ขณะที่นายเรียวเซ อากาซาวะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม เสริมว่าการระบายน้ำมันในระยะแรกจะเน้นไปที่คลังสำรองของภาคเอกชนก่อนจะเริ่มใช้คลังสำรองของรัฐบาล

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีน้ำมันสำรองรวมกว่า 400 ล้านบาร์เรล (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม) ซึ่งเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศนานถึง 254 วัน

IEA ระบุว่าสมาชิกทั่วโลกตกลงที่จะปล่อยน้ำมันสำรองรวมกันถึง 271.7 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการตอบสนองครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยแผนการดำเนินการระบุว่า ประเทศสมาชิกในแถบ เอเชียและโอเชียเนีย จะเริ่มระบายน้ำมันสู่ตลาดทันที ส่วนในภูมิภาคอเมริกาและยุโรปจะเริ่มดำเนินการในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้

ในประเด็นด้านความมั่นคง รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงจุดยืนชัดเจนต่อคำร้องขอของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้พันธมิตรรวมถึงญี่ปุ่น ส่งเรือรบไปช่วยคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากอิหร่านสั่งปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวเพื่อตอบโต้สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงต่อรัฐสภาว่า “ในสถานการณ์ปัจจุบัน เรายังไม่มีการพิจารณาสั่งการปฏิบัติการความมั่นคงทางทะเลใดๆ” ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ  ที่ระบุว่าเธอยังไม่ได้รับคำร้องขออย่างเป็นทางการจากทรัมป์ และย้ำว่าการตัดสินใจใดๆ ต้องยึดถือผลประโยชน์ของญี่ปุ่นและกรอบกฎหมายภายในประเทศเป็นสำคัญ พร้อมยอมรับว่าการส่งกองกำลังป้องกันตนเองไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ “ยากลำบากอย่างยิ่งในทางกฎหมาย” เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปี 1947 ที่เน้นสันติภาพ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก แต่กลับมีความเปราะบางด้านพลังงานสูงมาก เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 95% และน้ำมันกว่า 70% ของญี่ปุ่นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของญี่ปุ่น ทำให้รัฐบาลต้องเร่งระบายน้ำมันสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในขณะที่ต้องหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารในระดับสากล.

ที่มา AFP

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านใช้ AI เป็น “อาวุธข่าวลวง” บิดเบือนสถานการณ์สงคราม

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านใช้ AI เป็น "อาวุธข่าวลวง" บิดเบือนสถานการณ์สงคราม

16 มี.ค. 2569 12:41 น.

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านใช้ AI เป็น “อาวุธข่าวลวง” บิดเบือนสถานการณ์สงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับความสำเร็จทางทหารและการสนับสนุนจากประชาชน พร้อมพาดพิงสื่อบางแห่งว่าอาจมีการประสานงานเผยแพร่ข่าวที่สร้างด้วย AI ท่ามกลางความตึงเครียดด้านสงครามและข้อพิพาทเรื่องการรายงานข่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยระบุว่าอิหร่านกำลังใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็น “อาวุธปล่อยข้อมูลเท็จ” เพื่อบิดเบือนภาพลักษณ์ความสำเร็จและแรงสนับสนุนในระหว่างสงครามที่กำลังดำเนินอยู่

“AI เป็นสิ่งที่อันตรายมาก เราต้องระมัดระวังกับมันให้ดี” ทรัมป์กล่าว หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล โดยไม่มีหลักฐานยืนยันว่า สื่อตะวันตกบางสำนักกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับอิหร่านเพื่อเผยแพร่ “ข่าวปลอม” ที่สร้างขึ้นโดย AI

ทรัมป์ได้ยกตัวอย่าง 3 กรณีสำคัญที่เขาเชื่อว่าเป็นการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาบิดเบือนความจริง ได้แก่กรณีเรือกามิกาเซ่พิฆาต ซึ่งทรัมป์อ้างว่าภาพเรือที่อิหร่านนำมาแสดงนั้นไม่มีอยู่จริง อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบของสำนักข่าวรอยเตอร์พบวิดีโอจากท่าเรือบาสราในอิรัก ที่แสดงให้เห็นเรือบรรทุกระเบิดของอิหร่านเข้าโจมตีเรือขนส่งน้ำมันจนมีผู้เสียชีวิตจริง

ส่วนการโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ทรัมป์กล่าวหาว่าอิหร่านใช้ AI สร้างภาพการโจมตีเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ให้ดูเหมือนประสบความสำเร็จ พร้อมย้ำว่าสื่อที่นำข่าวนี้ไปขยายความควรถูกตั้งข้อหา “ขายชาติ”

ขณะที่ภาพการชุมนุมสนับสนุนผู้นำคนใหม่ ทรัมป์อ้างว่าภาพชาวอิหร่านกว่า 250,000 คนที่ออกมารวมตัวสนับสนุนนายโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ เป็นภาพที่สร้างจาก AI ทั้งหมดและเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แม้จะมีภาพฝูงชนในกรุงเตหะรานปรากฏตามสำนักข่าวต่าง ๆ จริง แต่ยังไม่มีสื่อตะวันตกกระแสหลักระบุจำนวนตัวเลข 250,000 คนตามที่ทรัมป์อ้าง

ประเด็นดังกล่าวส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลและสื่อมวลชนพุ่งสูงขึ้น โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานายเบรนแดน คาร์ ประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้ออกมาข่มขู่ว่าจะเพิกถอนใบอนุญาตของสถานีโทรทัศน์ที่ไม่ยอม “ปรับปรุงแนวทาง” การรายงานข่าวเกี่ยวกับสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน

ที่ผ่านมา ทรัมป์มักโจมตีสื่อที่นำเสนอข่าวในเชิงวิพากษ์วิจารณ์เขาว่าเป็นผู้โกหก และเคยเรียกร้องให้ยึดใบอนุญาตสื่อที่เขาพิจารณาว่าไม่มีความยุติธรรมมาแล้วหลายครั้ง

แม้สื่อของรัฐบาลอิหร่านจะมีการอ้างชัยชนะทางการทหารหลายประการ รวมถึงกรณีเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น แต่สื่อตะวันตกส่วนใหญ่ไม่ได้นำเสนอข้อมูลดังกล่าวในเชิงข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยัน ซึ่งขัดแย้งกับข้อกล่าวหาของทรัมป์ที่มองว่าสื่อตะวันตกให้ความร่วมมือกับอิหร่าน.

ที่มา Reuters

รัฐสภาเมียนมาเปิดสมัยประชุมครั้งแรก สส.ฝ่ายหนุนกองทัพนั่งเต็มสภา

รัฐสภาเมียนมาเปิดสมัยประชุมครั้งแรก สส.ฝ่ายหนุนกองทัพนั่งเต็มสภา

16 มี.ค. 2569 11:47 น.

รัฐสภาเมียนมาเปิดสมัยประชุมครั้งแรก สส.ฝ่ายหนุนกองทัพนั่งเต็มสภา

รัฐสภาเมียนมาเปิดสมัยประชุมนัดแรกในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2021 โดยสมาชิกสภาส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองฝ่ายสนับสนุนกองทัพและทหารประจำการ หลังการเลือกตั้งที่ถูกวิจารณ์ว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นความพยายามสร้างภาพความชอบธรรมให้ระบอบทหาร

รัฐสภาเมียนมาได้เปิดสมัยประชุมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในปี 2021 โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ส่วนใหญ่เป็นพันธมิตรของรัฐบาลทหาร ซึ่งผ่านการเลือกตั้งที่ถูกจับตามองว่ามีการวางแผนไว้ล่วงหน้าโดยกลุ่มผู้นำระดับสูง การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 10:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อดำเนินการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด

สมาชิกสภาส่วนใหญ่ในการประชุมครั้งนี้มาจากพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นพรรคที่สนับสนุนกองทัพและก่อตั้งโดยอดีตนายพล ขณะที่ที่นั่งส่วนที่เหลือเป็นโควตาของเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำการอยู่ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญระบุให้มีสิทธิครองที่นั่งในสภาได้ 1 ใน 4 โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง

นักวิเคราะห์และองค์กรตรวจสอบประชาธิปไตยระบุว่า การเลือกตั้งที่จัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมที่ผ่านมา เป็นการ “จัดฉาก” โดยรัฐบาลทหาร เนื่องจากมีการสั่งห้ามวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้ง และการเลือกตั้งไม่ได้จัดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏ

ประเด็นที่คนทั่วโลกกำลังจับตามองคืออนาคตของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ซึ่งคาดการณ์กันว่าอาจจะถอดเครื่องแบบทหารเพื่อก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดีในรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ารับหน้าที่ในเดือนหน้า โดยตำแหน่งประธานาธิบดีจะมาจากการลงคะแนนเสียงของทั้งสองสภา ซึ่งปัจจุบันถูกครอบงำโดยผู้สนับสนุนกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จ

ทอม แอนดรูวส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมาของ UN ระบุว่า “นี่คือรัฐบาลทหารในคราบพลเรือน” พร้อมเสริมว่าไม่ว่ามิน อ่อง หล่าย จะอยู่ในบทบาทใด กองทัพก็จะยังคงเป็นผู้กุมอำนาจเบื้องหลังอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ เมื่อปี 2020 พรรคเอ็นแอลดีของอองซาน ซูจี ชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย ต่อมาในปี 2021 กองทัพทำรัฐประหาร อ้างเหตุทุจริตเลือกตั้ง ควบคุมตัวนางซูจี และยุบพรรคเอ็นแอลดีจนนำไปสู่สงครามกลางเมือง ปัจจุบันพรรค USDP ครองที่นั่งในสภาที่จัดเลือกตั้งใหม่ได้มากกว่า 80% ของที่นั่งที่มีการแข่งขันทั้งหมด

รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกองทัพยังคงรับรองให้ทหารมีตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจยับยั้งทางการเมืองอย่างถาวร ส่งผลให้การเปิดสภาครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นเพียงความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองของทหารที่ดำเนินมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ได้รับเอกราช.

ที่มา AFP 

อิสราเอลโจมตีกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 13 ศพ รวมไปถึงเด็ก-หญิงตั้งครรภ์

อิสราเอลโจมตีกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 13 ศพ รวมไปถึงเด็ก-หญิงตั้งครรภ์

16 มี.ค. 2569 11:44 น.

อิสราเอลโจมตีกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 13 ศพ รวมไปถึงเด็ก-หญิงตั้งครรภ์

การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในฉนวนกาซาคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 13 คน รวมเด็กสองคนและหญิงตั้งครรภ์ ขณะผู้ป่วยกว่า 20,000 คนยังรอการอพยพออกจากพื้นที่ผ่านด่านราฟาห์

วันที่ 16 มีนาคม 2569 การโจมตีทางอากาศของกองทัพอิสราเอลในพื้นที่ฉนวนกาซา ได้เริ่มขึ้นระลอกใหม่เมื่อวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ศพ ในจำนวนนี้รวมไปถึงเด็กชาย 2 คน หญิงตั้งครรภ์ 1 ราย และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 9 นาย

รายงานระบุว่า การโจมตีหนึ่งครั้งได้พุ่งเป้าใส่บ้านหลังหนึ่งในค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัต ทางตอนกลางของกาซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ ได้แก่ สามีภรรยาวัยราว 30 ปี และลูกชายวัย 10 ปี โดยโรงพยาบาลอัล อักซอร์ ระบุว่า หญิงผู้เสียชีวิตกำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด ขณะเดียวกันยังมีเด็กวัย 15 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านเสียชีวิตอีกหนึ่งราย และถูกนำร่างส่งไปยังอัล อัพดา

นายมาห์มูด อัล-มุห์ตาเซบ เพื่อนบ้านในพื้นที่เล่าว่า ครอบครัวกำลังนอนหลับอยู่ก่อนจะถูกถล่มด้วยแรงระเบิดจากขีปนาวุธปลุกขึ้นมา เขาบอกว่า พวกเรากำลังนอนอยู่ แล้วจู่ ๆ ก็มีการโจมตีด้วยมิสไซล์ มันรุนแรงมาก และไม่มีการเตือนล่วงหน้า

กระทรวงมหาดไทยของกาซาระบุว่า การโจมตีครั้งนี้ทำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 9 นาย รวมถึง พันเอก อิยาด อาบู ยูเซฟ เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงในพื้นที่ ขณะที่โรงพยาบาลในเมืองอัลอักษา ซึ่งรับศพผู้เสียชีวิตยืนยันตัวเลขดังกล่าว และระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ อย่างน้อย 14 คน.

ที่มา Aljazeera

เวียดนามปล่อยราคาน้ำมันพุ่ง ทำคนแห่ค้นหา “รถยนต์ไฟฟ้า” กว่า 5 แสนครั้ง หลังรัฐเลิกอุ้มราคาน้ำมัน

เวียดนามปล่อยราคาน้ำมันพุ่ง ทำคนแห่ค้นหา “รถยนต์ไฟฟ้า” กว่า 5 แสนครั้ง หลังรัฐเลิกอุ้มราคาน้ำมัน

16 มี.ค. 2569 11:32 น.

เวียดนามปล่อยราคาน้ำมันพุ่ง ทำคนแห่ค้นหา “รถยนต์ไฟฟ้า” กว่า 5 แสนครั้ง หลังรัฐเลิกอุ้มราคาน้ำมัน

เวียดนามเผชิญความผันผวนของราคาน้ำมันอย่างหนักนับตั้งแต่ต้นมีนาคม หลังรัฐบาลปรับขึ้นราคาขายปลีกต่อเนื่องถึง 3 ครั้งภายใน 1 สัปดาห์ ผู้บริโภคจำนวนมากจึงเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ อย่างรถยนต์ไฟฟ้า

ข้อมูลจากรายงานล่าสุดของ Cốc Cốc Research ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1–12 มีนาคม ชาวเวียดนามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างคึกคัก โดยมีการค้นหาคำว่า “gasoline” และ “diesel” รวมเกือบ 7 ล้านครั้ง สะท้อนความกังวลต่อราคาพลังงานที่พุ่งสูง

สำหรับแนวโน้มการค้นหาพบว่าช่วง 1–4 มีนาคม ราคาน้ำมันยังค่อนข้างคงที่ ความสนใจ EV อยู่ในระดับปานกลางขณะที่วันที่ 5 มีนาคม หลังการปรับราคาน้ำมันครั้งใหม่ การค้นหาคำว่า “gasoline” พุ่งขึ้น 164% และ “diesel” เพิ่ม 40% วันที่ 7 มีนาคม หลังการปรับราคาครั้งถัดมา การค้นหาเพิ่มอีก 95% สำหรับ gasoline และ 47% สำหรับ diesel และวันที่ 9 มีนาคม การค้นหาทำสถิติสูงสุด โดยเพิ่ม 81% สำหรับ gasoline และ 71% สำหรับ diesel

ขณะเดียวกัน การค้นหารถยนต์ไฟฟ้าก็พุ่งขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยเฉพาะช่วง 9–11 มีนาคม ซึ่งความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายของรถใช้น้ำมันสูงที่สุด ส่งผลให้การค้นหา EV เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับต้นเดือน โดยมีการค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับ รถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 512,000 ครั้ง ซึ่งตัวแทนจาก Cốc Cốc ระบุว่า การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการค้นหาเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงเวลาสั้น ๆ แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคเวียดนามบางส่วนเริ่มพิจารณาเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางอย่างจริงจัง

โดยตามประกาศของ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามซึ่งมีผลตั้งแต่เวลา 23.45 น. ของวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันหลายประเภท ได้แก่

  • น้ำมัน RON95-III เพิ่ม 2,080 ดอง/ลิตร เป็น 29,120 ดอง/ลิตร
  • น้ำมัน E5 RON92 เพิ่ม 1,350 ดอง/ลิตร เป็น 26,570 ดอง/ลิตร
  • น้ำมันดีเซล 0.05S เพิ่ม 480 ดอง/ลิตร เป็น 30,710 ดอง/ลิตร
  • น้ำมันเตา Mazut เพิ่ม 3,380 ดอง/กก. เป็น 24,700 ดอง

ขณะที่ น้ำมันก๊าด (Kerosene) เป็นเพียงชนิดเดียวที่ปรับลด 2,710 ดอง/ลิตร เหลือ 32,380 ดอง

การปรับราคาครั้งนี้เป็นไปตาม มติรัฐบาลหมายเลข 36 ที่อนุญาตให้หน่วยงานรัฐสามารถปรับราคาขายปลีกได้ทันที หากราคาน้ำมันอ้างอิงในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ 7% ขึ้นไป

แม้รัฐบาลจะตัดสินใจ นำเงินจากกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน (Fuel Price Stabilisation Fund) มาใช้เป็นครั้งแรกในรอบ กว่า 3 ปี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาที่พุ่งสูง โดยอัตราการช่วยเหลืออยู่ที่ 4,000 ดอง/ลิตรหรือกก. สำหรับ RON95-III น้ำมันก๊าด และน้ำมันเตา และ 5,000 ดอง/ลิตร สำหรับน้ำมันดีเซล

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการ ลดแรงกระแทกของราคา ไม่ได้ตรึงราคาน้ำมันเหมือนในอดีต สะท้อนแนวโน้มที่รัฐบาลเวียดนาม ปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนตลาดโลกมากขึ้น.

ที่มา : Vietnamnews , Vietnamnet

“One Battle After Another” กวาด 6 รางวัลออสการ์ รวมภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

"One Battle After Another" กวาด 6 รางวัลออสการ์ รวมภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

16 มี.ค. 2569 11:13 น.

“One Battle After Another” กวาด 6 รางวัลออสการ์ รวมภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ภาพยนตร์แอคชัน-ทริลเลอร์-ตลกร้าย “One Battle After Another” สามารถคว้าชัยชนะครั้งใหญ่ไปได้ถึง 6 รางวัล ในการประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 98 รวมถึงรางวัลใหญ่อย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม โดยสามารถเอาชนะคู่แข่งรายสำคัญอย่าง “Sinners” ที่คว้าไปได้ 4 รางวัล

พอล โทมัส แอนเดอร์สัน ผู้กำกับชั้นครูของวงการหนังร่วมสมัย สามารถคว้าออสการ์ไปครองได้ถึง 3 รางวัลในคืนเดียว (ผู้กำกับยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) ซึ่งถือเป็นออสการ์ตัวแรกในชีวิตของเขา หลังจากที่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงมาแล้วถึง 11 ครั้งจากผลงานระดับตำนานอย่าง There Will Be Blood และ Boogie Nights

แอนเดอร์สันกล่าวติดตลกบนเวทีว่า “พวกคุณทำให้ผมต้องทำงานหนักจริงๆ กว่าจะได้เจ้านี่มาครอง” ก่อนจะกล่าวอย่างซึ้งกินใจถึงลูกๆ ของเขาว่า “ผมเขียนบทหนังเรื่องนี้เพื่อขอโทษลูกๆ สำหรับโลกที่วุ่นวายที่เรากำลังจะส่งต่อให้พวกเขา แต่ผมก็หวังว่าเจเนอเรชันของพวกเขาจะนำพาสามัญสำนึกและความดีงามกลับมาสู่พวกเราอีกครั้ง”

นอกจากรางวัลใหญ่แล้ว “One Battle After Another” ยังส่งให้ ฌอน เพนน์ คว้าผู้เล่นสมทบชายยอดเยี่ยม และชนะในสาขาลำดับภาพยอดเยี่ยม รวมถึงรางวัลสาขาการคัดเลือกนักแสดง ที่เพิ่งจัดขึ้นเป็นปีแรกด้วย

ด้าน “Sinners” ผลงานของ ไรอัน คูเกลอร์ ที่เข้าชิงสูงสุดถึง 16 สาขา จบลงด้วยการคว้าไป 4 รางวัล ได้แก่ บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และรางวัลประวัติศาสตร์ในสาขา ถ่ายภาพยอดเยี่ยม โดย ออทัมน์ ดูรัลด์ อาร์คพาว ซึ่งถือเป็น “ผู้หญิงคนแรก” ที่ชนะในสาขานี้

ไมเคิล บี. จอร์แดน คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากบทบาทฝาแฝดนักเลงในยุคแบ่งแยกสีผิว โดยเขากล่าวขอบคุณคูเกลอร์บนเวทีว่า “คุณเป็นคนที่น่าทึ่งมาก ผมเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับคุณ”

ด้านสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมตกเป็นของ เจสซี บัคลีย์ ที่คว้าไปจากบทภรรยาของเชกสเปียร์ใน “Hamnet” ส่วนรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ได้แก่ เอมี่ เมดิแกน จากภาพยนตร์ “Weapons”

รางวัลภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยมตกเป็นของ “KPop Demon Hunters” พร้อมด้วยรางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมจากเพลง “Golden” และภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมได้แก่ “Sentimental Value” จากนอร์เวย์

โคแนน โอไบรอัน รับหน้าที่พิธีกรดำเนินรายการด้วยอารมณ์ขันเสียดสี โดยมีการหยอกล้อประเด็นการเมือง รวมถึงการจิกกัดกรณีคอนเสิร์ต Super Bowl ของ Bad Bunny ที่เคยเป็นประเด็นร้อน

ช่วงที่สะเทือนใจที่สุดของงานคือ In Memoriam ที่จัดขึ้นเพื่อระลึกถึง ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับผู้ล่วงลับที่เสียชีวิตเมื่อเดือนธันวาคม และตำนานอย่าง โรเบิร์ต เรดฟอร์ด โดยมี บาร์บรา สไตรแซนด์ ในวัย 83 ปี ขึ้นเวทีร่วมรำลึกถึงเรดฟอร์ด เพื่อนนักแสดงจาก The Way We Were ว่าเขาคือ “คาวบอยผู้ทรงภูมิปัญญา” และเธอจะคิดถึงเขาตลอดไป.

ที่มา AFP

สนามบินดูไบประกาศระงับเที่ยวบินชั่วคราว หลังถูกโดรนโจมตีไฟลุกในพื้นที่ใกล้เคียง

สนามบินดูไบประกาศระงับเที่ยวบินชั่วคราว หลังถูกโดรนโจมตีไฟลุกในพื้นที่ใกล้เคียง

16 มี.ค. 2569 10:36 น.

สนามบินดูไบประกาศระงับเที่ยวบินชั่วคราว หลังถูกโดรนโจมตีไฟลุกในพื้นที่ใกล้เคียง

สนามบินนานาชาติดูไบประกาศระงับเที่ยวบินชั่วคราว หลังถูกอิหร่านใช้โดรนโจมตีทำให้เกิดเพลิงไหม้ในบริเวณใกล้เคียงสนามบิน จนต้องอพยพคน สนามบินนานาชาติดูไบประกาศระงับเที่ยวบินทั้งขาเข้าเเละขาออกชั่วคราว

เนื่องจากอิหร่านปล่อยโดรนโจมตีในพื้นที่ใกล้เคียงกับสนามบิน ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่ใกล้เคียงกับสนามบิน เเม้จะสามารถควบคุมเพลิงได้เเล้ว เเต่ทางสนามบินยังคงยืนยันที่จะระงับให้บริการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัย 

เจ้าหน้าที่การบินพลเรือนประจำสนามบินดูไบเเจ้งว่า การประกาศระงับเที่ยวบินชั่วคราวของสนามบินนานาชาติดูไบในครั้งนี้เป็นมาตรการป้องกันล่วงหน้า เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารเเละเจ้าหน้าที่ในสนามบิน 

เจ้าหน้าที่รายงานเพิ่มเติมว่า การโจมตีของอิหร่านในครั้งนี้ ก่อให้เกิดเพลิงไหม้เเละสร้างความเสียหายให้กับถังเก็บน้ำมันในบริเวณใกล้เคียงกับสนามบินเพียงเท่านั้น และไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สายการบินเอมิเรตส์ (Emirates) ประกาศบนแพลตฟอร์ม X ว่าขอระงับทุกเที่ยวบินที่เดินทางไปดูไบและเดินทางออกจากดูไบชั่วคราว

หลังจากเหตุการณ์ที่สหรัฐเเละอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่าน ประเทศเเถบอ่าวอาหรับต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีของอิหร่านด้วยขีปนาวุธเเละโดรนโจมตี กว่า 2,000ลูก ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพของสหรัฐที่ตั้งอยู่ในประเทศแถบนั้น รวมไปถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำมัน, ท่าเรือ, สนามบิน, อาคารสำนักงานเเละบ้านเรือน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของอิสราเอลและอิหร่านมาตั้งเเต่ปี 2020 กลับต้องกลายเป็นประเทศที่ถูกโจมตีจากอิหร่านเสียเอง

โดยอิหร่านยิงขีปนาวุธกว่า 1,800 ลูกใส่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากในด้านการเงินของประเทศ.

ที่มา : CNA

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งทะลุ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังสงครามอิหร่านยืดเยื้อสัปดาห์ที่ 3

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งทะลุ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังสงครามอิหร่านยืดเยื้อสัปดาห์ที่ 3

16 มี.ค. 2569 10:26 น.

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งทะลุ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังสงครามอิหร่านยืดเยื้อสัปดาห์ที่ 3

ตลาดพลังงานปั่นป่วน ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปี อยู่ที่ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ–อิสราเอล กระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก

วันที่ 16 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และ อิหร่าน เข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 และยังไม่มีสัญญาณยุติความขัดแย้ง ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบอ้างอิงโลกเบรนท์ ปรับเพิ่มขึ้น 2.9% อยู่ที่ประมาณ 106.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2565 ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์ เทกซัส สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.6% อยู่ที่ประมาณ 101.53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ความตึงเครียดหลักมาจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญที่อิหร่านมีอิทธิพลควบคุม ซึ่งตั้งแต่เกิดสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เรือบรรทุกน้ำมันแทบไม่สามารถผ่านช่องแคบได้ โดยเส้นทางนี้ถือเป็น คอขวดด้านพลังงานของโลก เนื่องจากมีน้ำมันประมาณ 20% ของอุปทานโลกต้องขนส่งผ่าน 

ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ อาจส่งกองกำลังเรือรบเข้าคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางออกจากตะวันออกกลาง แต่ยอมรับว่าอาจต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ก่อนกองทัพเรือจะพร้อมดำเนินภารกิจ ขณะเดียวกันได้เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ช่วยกันประสานงานเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพื่อให้การขนส่งน้ำมันกลับมาเป็นปกติ

ขณะที่เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านพลังงาน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือไออีเอ ได้ประกาศให้ประเทศสมาชิก ปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินรวม 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการดำเนินการร่วมครั้งใหญ่ที่สุดขององค์กร แม้น้ำมันจะเริ่มถูกปล่อยสู่ตลาดได้จริงในช่วงปลายเดือนมีนาคม.

อิหร่านโวย สหรัฐฯ–อิสราเอลโจมตี ทำแหล่งวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ เสียหาย 56 แห่งใน 2 สัปดาห์

อิหร่านโวย สหรัฐฯ–อิสราเอลโจมตี ทำแหล่งวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ เสียหาย 56 แห่งใน 2 สัปดาห์

16 มี.ค. 2569 09:00 น.

อิหร่านโวย สหรัฐฯ–อิสราเอลโจมตี ทำแหล่งวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ เสียหาย 56 แห่งใน 2 สัปดาห์

กระทรวงมรดกวัฒนธรรมอิหร่านเผย แหล่งโบราณสถานและอาคารประวัติศาสตร์อย่างน้อย 56 แห่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ระหว่างการโจมตีรุนแรง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา 

วันที่ 16 มีนาคม 2569 กระทรวงมรดกวัฒนธรรมของอิหร่าน เปิดเผยว่า แหล่งวัฒนธรรมและโบราณสถานของประเทศอย่างน้อย 56 แห่งได้รับความเสียหาย จากการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา 

โดยสถานที่ที่ได้รับความเสียหายประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์ ตลาดเก่า อาคารราชการเก่าแก่ และมัสยิดประวัติศาสตร์ และหนึ่งในสถานที่สำคัญที่ได้รับผลกระทบคือ พระราชวังโกเลสถาน ในกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นพระราชวังสมัยราชวงศ์กอญัร ที่มีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรมอันวิจิตร นอกจากนี้ยังมีสถานที่สำคัญในเมืองอิสฟาฮาน ได้แก่ มัสยิดชาห์อับบาส และพพระราชวังเชเฮล โซตูน ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 17

อิหร่านระบุเพิ่มเติมว่า แหล่งวัฒนธรรมในภูมิภาคต่างๆ อาทิ เคอร์ดิสถาน  โลเรสถาน และเคอร์มันชาห์ ก็ได้รับผลกระทบจากการโจมตีเช่นกัน 

ทั้งนี้ การเปิดเผยของอิหร่านมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ทวีความรุนแรงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 หลังการปะทะระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา.

“ทรัมป์” เตือนอนาคต “นาโต” จะเลวร้ายมาก หากไม่ช่วยสหรัฐคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ

"ทรัมป์" เตือนอนาคต "นาโต" จะเลวร้ายมาก หากไม่ช่วยสหรัฐคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ

16 มี.ค. 2569 08:18 น.

“ทรัมป์” เตือนอนาคต “นาโต” จะเลวร้ายมาก หากไม่ช่วยสหรัฐคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ เตือนนาโต อาจเผชิญอนาคตที่เลวร้ายมาก หากประเทศพันธมิตรไม่ช่วยสหรัฐฯ รักษาความปลอดภัยใน ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ติงผู้นำอังกฤษไม่ช่วยหนุนการโจมตีอิหร่าน

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับหนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียล ไทมส์ว่า ประเทศที่ได้รับประโยชน์จากเส้นทางเดินเรือดังกล่าวควรมีส่วนร่วมในการปกป้องความปลอดภัยของพื้นที่ โดยระบุว่า “เป็นเรื่องเหมาะสมที่ประเทศต่าง ๆ ซึ่งได้ประโยชน์จากช่องแคบนี้ จะต้องช่วยกันทำให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุร้ายขึ้นที่นั่น” พร้อมเตือนว่า หากพันธมิตรไม่ตอบสนอง หรือให้คำตอบในเชิงลบ อนาคตของนาโตอาจจะเลวร้ายมาก

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังกล่าวถึงการสนับสนุนของวอชิงตันต่อ ยูเครน ในสงครามกับ รัสเซีย โดยระบุว่า สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องช่วย แต่ก็ยังให้การสนับสนุน และขณะนี้ต้องการเห็นพันธมิตรตอบแทน

เมื่อถูกถามว่าสหรัฐฯ ต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบใด ทรัมป์ตอบว่า “อะไรก็ได้ที่จำเป็น รวมถึงเรือกวาดทุ่นระเบิด เพื่อช่วยป้องกันภัยคุกคามในอ่าวเปอร์เซีย

ทรัมป์ยังเสนอว่าประเทศพันธมิตรควรช่วยรับมือภัยคุกคามจากชายฝั่งของ อิหร่าน โดยระบุว่าต้องการให้มีประเทศเข้ามาจัดการกับกลุ่มที่เป็นภัย ซึ่งหมายถึงกองกำลังอิหร่านที่ใช้โดรนและทุ่นระเบิดทางทะเลในอ่าวเปอร์เซีย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความไม่พอใจต่อ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรี สหราชอาณาจักร  ที่ไม่ได้แสดงการสนับสนุนอย่างทันทีต่อการโจมตีของสหรัฐฯ และ อิสราเอลต่ออิหร่าน

ทรัมป์กล่าวว่า สหราชอาณาจักรถือเป็นพันธมิตรสำคัญอันดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ แต่เมื่อเขาขอให้เข้าร่วมปฏิบัติการในช่วงแรก อังกฤษกลับไม่ต้องการเข้าร่วม

เขาเปิดเผยว่าได้หารือเรื่องนี้กับสตาร์เมอร์ทางโทรศัพท์เมื่อวันอาทิตย์ และระบุว่า หลังจากภัยคุกคามจากอิหร่านถูกลดทอนลงแล้ว อังกฤษจึงเสนอจะส่งเรือรบสองลำมาช่วย

ทั้งนี้ นาโตเป็นพันธมิตรทางทหารระหว่างประเทศในยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และปกป้องประเทศสมาชิก อย่างไรก็ตาม องค์กรไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิกในการทำสงครามที่ตนเป็นฝ่ายเริ่ม.

ที่มา : CNN