“ฮุน มาเนต” กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แม้ “ทรัมป์” ช่วยเจรจาหยุดยิง

"ฮุน มาเนต" กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แม้ "ทรัมป์" ช่วยเจรจาหยุดยิง

18 ก.พ. 2569 10:44 น.

“ฮุน มาเนต” กล่าวหาไทยยังส่งทหารยึดพื้นที่ แม้ “ทรัมป์” ช่วยเจรจาหยุดยิง

นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเปราะบาง หลังทหารไทยยังรุกคืบวางตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามในพื้นที่ทับซ้อน พร้อมวอนรัฐบาล “อนุทิน” ส่งคณะกรรมการ JBC ลงพื้นที่คลี่คลายความขัดแย้ง

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 ก.พ.) ว่า กองทัพไทยยังคงวางกำลังยึดครองพื้นที่บางส่วนของกัมพูชา แม้จะมีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพที่มีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยไปเมื่อปลายปีที่แล้วก็ตาม

ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับสื่อต่างชาติครั้งแรกนับตั้งแต่รับตำแหน่งต่อจากบิดาในปี 2023 ฮุน มาเนต ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อร่วมประชุม “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ของทรัมป์ ระบุว่าสถานการณ์บริเวณชายแดนยาว 817 กิโลเมตรยังคงอยู่ในสภาวะที่เปราะบาง

เขากล่าวหาว่าทหารไทยได้นำตู้คอนเทนเนอร์และรั้วลวดหนามมาวางไว้ในพื้นที่ที่ไทยเคยยอมรับว่าเป็นของกัมพูชา ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ไม่สามารถกลับเข้าที่พักอาศัยได้ “นี่ไม่ใช่การใส่ร้าย แต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งเราไม่อาจยอมรับการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนได้” 

ฮุน มาเนต เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งเดินหน้าการทำงานของคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) โดยเร็วที่สุดเพื่อใช้กลไกทางเทคนิคและสนธิสัญญาที่มีอยู่พิสูจน์ข้อเท็จจริง พร้อมระบุว่าก่อนหน้านี้ไทยมักอ้างเหตุผลเรื่องการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ทำให้การทำงานล่าช้า

เขากล่าวถึงรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้รับเลือกตั้งมาด้วยกระแสชาตินิยมจากปมขัดแย้งชายแดนว่า “ขณะนี้การเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว เราหวังว่าไทยจะเริ่มดำเนินการวัดพื้นที่และปักปันเขตแดนในจุดที่เป็นพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ” 

นอกเหนือจากประเด็นชายแดน นายกฯ กัมพูชายังได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ โดยเขายืนยันว่ากัมพูชาไม่จำเป็นต้องเลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ หรือจีน และยืนยันความโปร่งใสเรื่องฐานทัพเรือเรียมที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนว่าไม่มีอะไรปิดบัง

ส่วนในประเด็นแก๊งสแกมเมอร์ นายฮุน มาเนต ยอมรับว่ามีศูนย์เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์เกิดขึ้นจริงในกัมพูชา แต่รัฐบาลกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อกวาดล้างและร่างกฎหมายใหม่เพื่อจัดการปัญหานี้ โดยระบุว่านี่เป็นปัญหาระดับภูมิภาคที่ไม่ใช่แค่กัมพูชาประเทศเดียว

ขณะที่ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเสรีภาพสื่อ (อยู่อันดับ 161 จาก 180 ประเทศ) แต่เขามองว่าประชาธิปไตยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแสดงออกทางการเมือง แต่รวมถึงคุณภาพชีวิต การศึกษา และสาธารณสุขด้วย

การออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของกัมพูชาในการปรับสมดุลความสัมพันธ์กับตะวันตกภายใต้การนำของผู้นำรุ่นใหม่ ขณะที่ความขัดแย้งกับไทยยังคงเป็นโจทย์หินที่รอการพิสูจน์ผ่านกลไกการทูตและเทคนิคต่อไป.

ที่มา Reuters

กระแส “ตื่นทอง”ปะทุอีกครั้งในแอฟริกาใต้ หลังพบเกล็ดทองในคอกวัว

กระแส “ตื่นทอง”ปะทุอีกครั้งในแอฟริกาใต้ หลังพบเกล็ดทองในคอกวัว

18 ก.พ. 2569 10:43 น.

กระแส “ตื่นทอง”ปะทุอีกครั้งในแอฟริกาใต้ หลังพบเกล็ดทองในคอกวัว

บรรยากาศยุคตื่นทอง หวนกลับมาอีกครั้งในแอฟริกาใต้ หลังมีข่าวลือเรื่องการพบเกล็ดทองคำ ในชุมชนแออัดทางตะวันออกของนครโจฮันเนสเบิร์ก จุดชนวนให้ผู้คนหลั่งไหลเข้าพื้นที่ หวังเจอทองพลิกชีวิต

ต้นตอของเรื่อง เริ่มจากชาวบ้านในย่านยากจนของเมืองสปริงส์ อดีตเมืองแห่งเหมืองทองคำ อ้างว่าพบทองคำก้อนเล็ก ๆ ระหว่างขุดดินในคอกวัวกลางแจ้ง หลังข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ก็ทำให้เกิดกระแสตื่นทอง มีผู้คนพร้อมจอบ เสียม และพลั่ว ต่างพากันเข้ายึดพื้นที่คอกปศุสัตว์ที่ถูกล้อมรั้วไว้ ขุดดินร่อนหาทองท่ามกลางฝุ่นคลุ้ง

ภาพที่เกิดขึ้นชวนให้นึกถึงยุคตื่นทอง ซึ่งเคยสร้างความมั่งคั่งให้กับเมืองหลวงทางการเงินของประเทศเมื่อศตวรรษก่อน โดยเหมืองทองในสปริงส์ปิดตัวลงไปหลายปีก่อน เนื่องจากความลึกของปล่องเหมืองทำให้ต้นทุนสูงเกินคุ้มค่า ปัจจุบันพื้นที่รอบเมืองเต็มไปด้วยชุมชนแออัดที่มีแรงงานอพยพจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงทรัพยากรแร่ของแอฟริกาใต้ ออกแถลงการณ์ประณามการขุดค้นในชุมชนกูกูเลทู ของสปริงส์ว่าเป็นการทำเหมืองผิดกฎหมาย และเตือนถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงความเสี่ยงดินถล่มจากการขุดโดยไร้การควบคุม

หนึ่งในผู้ที่มาร่วมขุดหาทองให้สัมภาษณ์แก่สื่อว่า เขาพบทองจริงๆ และนำไปขายในตลาดมืด โดยทองคำ 1 กรัม มีมูลค่าราว 100 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนของประเทศอยู่ที่ประมาณ 368 ดอลลาร์ ความต่างนี้ยิ่งจูงใจให้หลายคนเข้ามาเสี่ยง

ระหว่างการลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าวบีบีซี พบว่าบริเวณดินบางส่วนเริ่มทรุดตัว ขณะเดียวกัน เด็ก ๆ จำนวนหนึ่งเดินทางมาสมทบหลังเลิกเรียน เปลี่ยนชุดนักเรียนแล้วรีบมาช่วยพ่อแม่ขุดทอง  แม้จะมีคคำเตือนจากทางการเตือนว่า การขุดโดยไม่มีการควบคุมอาจทำให้พื้นดินไม่มั่นคง และเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยเฉพาะเด็ก ๆ

ในแอฟริกาใต้ การทำเหมืองผิดกฎหมายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีผู้เสียชีวิตจากสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา เพิ่งประกาศว่าจะส่งกองทัพสนับสนุนตำรวจปราบปรามแก๊งอาชญากรรมและเหมืองเถื่อนทั่วประเทศ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตื่นทอง

บรรยากาศคึกคัก ชาวนิวยอร์ก-นักท่องเที่ยว รวมตัวฉลองตรุษจีนปีม้าไฟ ย่านไชน่าทาวน์

บรรยากาศคึกคัก ชาวนิวยอร์ก-นักท่องเที่ยว รวมตัวฉลองตรุษจีนปีม้าไฟ ย่านไชน่าทาวน์

18 ก.พ. 2569 10:24 น.

บรรยากาศคึกคัก ชาวนิวยอร์ก-นักท่องเที่ยว รวมตัวฉลองตรุษจีนปีม้าไฟ ย่านไชน่าทาวน์

ชาวนิวยอร์กและนักท่องเที่ยวรวมตัวไชน่าทาวน์ ฉลอง “ตรุษจีนปีม้าไฟ” ชมเชิดสิงโต ขบวนพาเหรดสีสันสดใส จุดประทัดไล่สิ่งชั่วร้าย รับความมั่งคั่งตลอดปี 

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศในย่านไชน่าทาวน์ นครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ คึกคักอย่างมาก เมื่อชาวเมืองและนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน ต้อนรับปีม้าไฟ ด้วยการแสดงเชิดสิงโตและกิจกรรมทางวัฒนธรรมอย่างยิ่งใหญ่  

โดยขบวนพาเหรดเริ่มขึ้นเวลา 13.00 น. เคลื่อนผ่านถนนสายหลักของไชน่าทาวน์ โดยเริ่มจากแยกถนนมอตต์กับคาแนล ไปยังจัตุรัสแชทแฮม ผ่านถนนอีสต์บรอดเวย์ และสิ้นสุดใกล้แยกถนนฟอร์ไซธ์กับแกรนด์


ภายในงานยังมีขบวนรถประดับตกแต่งสีสันสดใส วงดนตรี และการแสดงจากชุมชนหลากหลายเชื้อชาติ สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของนครนิวยอร์ก นอกจากนี้ ยังมีบูธกิจกรรมและร้านค้าตั้งเรียงรายบนถนนเบยาร์ด ระหว่างถนนมอตต์และมัลเบอร์รี  

งานนี้จัดโดยองค์กรแบตเตอร์ ไชน่าทาวน์ ยูเอสเอ ถือเป็นกิจกรรมปิดท้ายการเฉลิมฉลองที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ด้วยเทศกาลจุดประทัดต้อนรับวันแรกของปีม้าไฟ ซึ่งเป็นไฮไลต์ของงาน เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายและอวยพรให้ปีใหม่เต็มไปด้วยความมั่งคั่งและโชคดี ตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวจีน.

Youtube กลับมาใช้งานได้แล้ว หลังล่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสหรัฐฯ

Youtube กลับมาใช้งานได้แล้ว หลังล่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสหรัฐฯ

18 ก.พ. 2569 09:50 น.

Youtube กลับมาใช้งานได้แล้ว หลังล่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสหรัฐฯ

แพลตฟอร์มวิดีโอชื่อดัง YouTube เริ่มกลับมาให้บริการได้ตามปกติ หลังเกิดเหตุขัดข้องในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกาและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงเช้าวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์

ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามปัญหาระบบล่ม Downdetector ระบุว่า มีผู้ใช้งานหลายพันรายในไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ รายงานพบปัญหาไม่สามารถเข้าชมวิดีโอหรือใช้งานแพลตฟอร์มได้ตามปกติ

ในสิงคโปร์ จำนวนรายงานปัญหาเริ่มพุ่งขึ้นก่อนเวลา 09.00 น. เล็กน้อย และแตะจุดสูงสุดเกือบ 3,000 รายในเวลา 09.27 น. ก่อนจะทยอยลดลง โดยเมื่อเวลา 10.12 น. เหลือรายงานเพียงราว 200 กรณี สะท้อนว่าระบบเริ่มฟื้นตัว

ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา มีผู้ใช้งานมากกว่า 320,000 ราย รายงานพบข้อผิดพลาด นอกจากนี้ บริการ YouTube TV มีรายงานปัญหา 8,923 กรณี และบริการของ Google มีรายงานอีก 2,694 กรณี

จนถึงขณะนี้ กูเกิลยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสาเหตุของเหตุขัดข้องดังกล่าว ขณะที่รายงานปัญหาค่อย ๆ ลดลงในหลายพื้นที่ บ่งชี้ว่าระบบกำลังทยอยกลับสู่ภาวะปกติ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ Youtube

หนุ่มนักปีนเขาขึ้นศาล ปมทิ้งแฟนสาวหนาวตายลำพังบนยอดเขาสูงสุดออสเตรีย

หนุ่มนักปีนเขาขึ้นศาล ปมทิ้งแฟนสาวหนาวตายลำพังบนยอดเขาสูงสุดออสเตรีย

18 ก.พ. 2569 08:47 น.

หนุ่มนักปีนเขาขึ้นศาล ปมทิ้งแฟนสาวหนาวตายลำพังบนยอดเขาสูงสุดออสเตรีย

หนุ่มนักปีนเขาถูกนำตัวขึ้นศาล หลังทิ้งให้แฟนสาวเสียชีวิตจากภาวะตัวเย็นจัด ระหว่างทริปพิชิตยอดเขาความสูง 3,798 เมตร กลายเป็นคดีตัวอย่างสะเทือนวงการปีนเขาในยุโรป

โศกนาฏกรรมกลางพายุหิมะบนยอดเขาที่สูงที่สุดของออสเตรียกำลังกลายเป็นคดีสะเทือนวงการปีนเขาทั่วยุโรป เมื่อชายวัย 30 กว่าปี ถูกนำตัวขึ้นศาลในข้อหา “กระทำโดยประมาทอย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” หลังเคียร์สติน จี แฟนสาววัย 33 ปี ของเขาเสียชีวิตจากภาวะตัวเย็นจัด(Hypothermia) แข็งตายท่ามกลางอุณหภูมิติดลบและลมกระโชกแรง ในช่วงเช้ามืดวันที่ 19 มกราคม 2025 ระหว่างทริปพิชิตยอดเขากรอสกลอคเนอร์ (Grossglockner) ความสูง 3,798 เมตร

โดยอัยการในเมืองอินส์บรุค  ระบุว่า โธมัส พี แฟนหนุ่มของเธอ ซึ่งมีประสบการณ์ปีนเขาสูงมากกว่า ควรถูกมองว่าเป็นผู้นำทริปที่ต้องรับผิดชอบ แต่กลับตัดสินใจผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อัยการระบุว่า เขาเริ่มต้นทริปช้าเกินไปถึง 2 ชั่วโมง ทั้งที่สภาพอากาศฤดูหนาวเลวร้าย ลมแรงสูงสุด 74 กม./ชม. อุณหภูมิ -8 องศาเซลเซียส และเมื่อรวมแรงลม ความหนาวเย็นเทียบเท่า -20 องศา

ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายโจทก์กล่าวหาว่า เขาไม่เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินสำหรับค้างคืนอย่างเพียงพอ และยังปล่อยให้แฟนสาวสวมรองเท้าบูตสโนว์บอร์ดแบบนุ่ม ซึ่งไม่เหมาะกับภูมิประเทศแบบผสมทั้งหิมะและหินบนเขาสูง และยังถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่หันหลังกลับ ในจังหวะที่ยังทำได้

ด้านทนายความ คาร์ล เยลิเนคโต้ว่า ทั้งสองวางแผนร่วมกัน และเชื่อว่าตนเองมีประสบการณ์และเตรียมพร้อมเพียงพอจึงเดินหน้าต่อไป

โดยตามคำให้การฝ่ายจำเลย ทั้งคู่ไปถึงจุดที่เรียกว่า Frühstücksplatz เวลา 13:30 น. ของวันที่ 18 มกราคม ซึ่งเป็นจุดที่หากเดินหน้าต่อจะไม่สามารถย้อนกลับได้ง่าย ก่อนยืนยันว่า ณ เวลานั้น ทั้งคู่ยังไม่เหนื่อยล้าเกินไป

แต่ฝ่ายอัยการระบุว่า เวลาประมาณ 20:50 น. ทั้งสองเริ่มติดอยู่บนเขา และจำเลยไม่โทรแจ้งตำรวจ ทั้งยังไม่ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ แม้เฮลิคอปเตอร์ตำรวจจะบินผ่านราว 22:50 น.

ต่อมาเวลา 00:35 น. ของวันที่ 19 มกราคม เขาจึงโทรหาตำรวจภูเขา แต่มีข้อกล่าวหาว่า หลังจากนั้นเขาปิดเสียงโทรศัพท์ และไม่ได้รับสายเพิ่มเติม โดยภาพจากเว็บแคมจับภาพแสงไฟฉายของทั้งคู่ขณะไต่ระดับขึ้นสู่ยอดเขา และยังบันทึกภาพเงาของชายคนหนึ่งขณะไต่ลงจากยอด

ทนายจำเลยระบุว่า ทั้งคู่ไปถึงจุดต่ำกว่ากางเขนยอดเขาราว 40 เมตร แต่ฝ่ายหญิงอ่อนแรงจนขยับตัวไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจทิ้งเธอไว้ เพื่อปีนข้ามยอดแล้วลงอีกด้านไปขอความช่วยเหลือ

ด้านอัยการกล่าวว่า เขาทิ้งเธอไว้ราวตีสอง โดยไม่ใช้อุปกรณ์อย่างผ้าห่มฉุกเฉินอลูมิเนียมเพื่อป้องกันความหนาว และแจ้งเหตุฉุกเฉินช้าเกินไป จนไม่สามารถส่งเฮลิคอปเตอร์ช่วยเหลือในคืนนั้นได้เพราะลมแรง ท้ายที่สุด เคียร์สติน จี เสียชีวิตเพียงลำพังบนไหล่เขาที่กลายเป็นภูเขาน้ำแข็ง

ทั้งนี้ หากโธมัส พี ถูกตัดสินว่ามีความผิด เขาอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และคำตัดสินอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการกีฬาภูเขาในยุโรป เพราะจะเป็นการขีดเส้นใหม่ว่า เส้นแบ่งระหว่างการตัดสินใจรับความเสี่ยงส่วนตัว กับความรับผิดทางอาญาอยู่ตรงไหน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ นักปีนเขา

อินโดนีเซียจ่อมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรก อิตาลีเตรียมยกให้ในปีนี้

อินโดนีเซียจ่อมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรก อิตาลีเตรียมยกให้ในปีนี้

18 ก.พ. 2569 06:28 น.

อินโดนีเซียจ่อมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรก อิตาลีเตรียมยกให้ในปีนี้

อินโดนีเซียกำลังจะมีเรือบรรทุกเครื่องบินเป็นของตัวเองครั้งแรก โดยทางการอิตาลีเตรียมจะมอบเรือลำเก่าให้ภายในปี 2569 นี้ ก่อนที่อินโดนีเซียจะทำการปรับปรุงหรือดัดแปลงเอง

สำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย รายงานเมื่อ 17 ก.พ. 2569 อ้างการเปิดเผยของ อันตารา สื่อของอินโดนีเซียว่า พลจัตวา ริโก ริคาร์โด ซีไรต์ หัวหน้าสำนักประชาสัมพันธ์และสารสนเทศของกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่า เรือบรรทุกเครื่องบินลำดังกล่าวคือเรือ “จูเซปเป การิบัลดี” ซึ่งรัฐบาลอิตาลีจะโอนให้แก่อินโดนีเซียโดยไม่มีภาระผูกพันที่ต้องชำระคืนใดๆ

“เรือ จูเซปเป การิบัลดี เป็นของขวัญจากรัฐบาลอิตาลี รัฐบาลอินโดนีเซียจะจัดสรรงบประมาณสำหรับการปรับปรุงหรือดัดแปลงเพื่อให้ตรงกับความต้องการด้านปฏิบัติการของกองทัพเรืออินโดนีเซีย” อันตารารายงานคำพูดของนายพลซีไรต์ ซึ่งระบุเพิ่มเติมด้วยว่า การเจรจาและกระบวนการทางธุรการที่เกี่ยวข้องกับเรือลำนี้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ

ทั้งนี้ เรือ จูเซปเป การิบัลดี สร้างโดยอู่ต่อเรือฟินกันติเอรี (Fincantieri) ของอิตาลี และเริ่มเข้าประจำการในปี 2528 โดยทำหน้าที่ในกองทัพเรืออิตาลีตั้งแต่ปี 2528 จนถึงเมื่อปี 2567

จูเซปเป การิบัลดี เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินรันเวย์ระยะสั้นและลงจอดแนวดิ่ง ที่ออกแบบมาสำหรับทั้งเครื่องบินปีกตรึงและเฮลิคอปเตอร์ โดยเรือมีความยาว 180.2 เมตร มีความเร็วสูงสุด 30 นอต และสามารถเดินทางได้ไกลถึง 7,000 ไมล์ทะเล

เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ติดตั้งเครื่องรบกวนสัญญาณเรดาร์ และอาวุธต่างๆ เช่น ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน ขีปนาวุธพื้นสู่พื้น และตอร์ปิโด

อันตารารายงานอ้างคำพูดของ พลเรือเอก มูฮัมหมัด อาลี เสนาธิการกองทัพเรืออินโดนีเซีย ว่า คาดว่าเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้จะมาถึงอินโดนีเซียก่อนวันที่ 5 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบการก่อตั้งกองทัพแห่งชาติอินโดนีเซีย

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า การเจรจาระหว่างกระทรวงกลาโหมกับฟินกันติเอรี รวมถึงกองทัพเรืออิตาลียังคงอยู่ระหว่างดำเนินการ

อนึ่ง เรือรบใหม่ 2 ลำของกองทัพเรืออินโดนีเซีย คือเรือ “เคอาร์ไอ บราวิจายา” (KRI Brawijaya) และเรือ “เคอาร์ไอ ปราบู สิลิวังกี” (KRI Prabu Siliwangi) ก็สร้างโดยอู่ฟินกันติเอรีเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาสันติภาพวันแรกเสร็จสิ้น ยังไม่มีความคืบหน้า

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาสันติภาพวันแรกเสร็จสิ้น ยังไม่มีความคืบหน้า

18 ก.พ. 2569 05:55 น.

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาสันติภาพวันแรกเสร็จสิ้น ยังไม่มีความคืบหน้า

การเจรจาสันติภาพวันแรกระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ จบลงแล้ว โดยไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังคงโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะผู้แทนรัสเซียและยูเครนได้ปิดฉากการเจรจาสันติภาพวันแรก ซึ่งจัดโดยสหรัฐฯ ที่กรุงเจนีวาแล้ว เมื่อวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 ราว 1 สัปดาห์ก่อนถึงวันครบรอบปีที่ 4 ของการที่มอสโกบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบ

นายรุสเตม อูเมรอฟ หัวหน้าคณะเจรจาของยูเครน กล่าวว่า การเจรจาจะดำเนินต่อไปในเมืองสวิตเซอร์แลนด์แห่งนี้ในเช้าวันพุธ โดยการเจรจานี้มุ่งเน้นไปที่ “ประเด็นเชิงปฏิบัติและกลไกของแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้”

อย่างไรก็ตาม คาดกันว่าความเป็นไปได้ที่จะมีการฝ่าทางตันครั้งสำคัญใดๆ นั้น ยังคงต่ำ เนื่องจากรัฐบาลรัสเซียไม่ยอมอ่อนข้อเรื่องข้อเรียกร้องของพวกเขาที่เกี่ยวข้องกับดินแดนยูเครนที่รัสเซียยึดครอง

ในขณะเดียวกัน การโจมตีของรัสเซียในยูเครนก็ยังคงเกิดขึ้นเป็นประจำทุกคืน ซึ่งสร้างความเสียหายเพิ่มเติมให้กับโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักอยู่แล้ว ในขณะที่อุณหภูมิยังคงติดลบ

เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่คณะผู้แทนจะพบกันที่กรุงเจนีวา รัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่แบบผสมผสานใส่ยูเครน โดยโจมตี 12 ภูมิภาคด้วยโดรน 400 ลำ และขีปนาวุธเกือบ 30 ลูก เจ้าหน้าที่ยูเครนกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ

รัสเซียระบุด้วยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของพวกเขาสามารถสกัดกั้นการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนได้มากกว่า 150 ลำ แต่โรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งเกิดเพลิงไหม้หลังจากถูกโดรนของยูเครนโจมตี

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี กล่าวว่า ยูเครนพร้อมที่จะระงับการโจมตีตามที่สหรัฐฯ เคยเสนอต่อทั้งเคียฟและมอสโก “เราไม่ต้องการสงคราม” เขากล่าว พร้อมเน้นย้ำว่าชาวยูเครนกำลัง “ปกป้องรัฐของตนเอง ปกป้องอิสรภาพของตนเอง”

“เราพร้อมที่จะก้าวไปสู่ข้อตกลงที่มีคุณค่าเพื่อยุติสงครามอย่างรวดเร็ว คำถามอยู่ที่ฝ่ายรัสเซียเท่านั้นว่า พวกเขาต้องการอะไร?”

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าว RIA ของรัฐรัสเซียอ้างแหล่งข่าวกล่าวว่า การเจรจาเมื่อวันอังคารซึ่งกินเวลาหกชั่วโมงนั้นเป็นไปอย่างตึงเครียด และจัดขึ้นแตกต่างกันในรูปแบบทวิภาคีและไตรภาคี

การเจรจาดังกล่าวมี สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของโดนัลด์ ทรัมป์ และจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง ฝ่ายรัสเซีย วลาดิเมียร์ เมดินสกี ผู้ช่วยของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน เป็นหัวหน้าคณะเจรจา โดยที่ทั้งยูเครนและรัสเซียต่างมีเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงอยู่ในทีมของตนด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านเผย บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ หลังเจรจานิวเคลียร์

อิหร่านเผย บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ หลังเจรจานิวเคลียร์

18 ก.พ. 2569 02:32 น.

อิหร่านเผย บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ หลังเจรจานิวเคลียร์

เจ้าหน้าที่ของอิหร่านเผยว่า บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ เพื่อแก้ไขข้อพิพาทเรื่องโครงการนิวเคลียร์แล้ว หลังเจรจากันที่เจนีวา แต่ยอมรับว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำให้เสร็จ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิหร่านกับสหรัฐฯ เสร็จสิ้นการเจรจาทางอ้อมเพื่อหาทางออกเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของรัฐบาลเตหะรานแล้ว ในวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 ที่นครเจนีวา โดยฝ่ายอิหร่านระบุว่า พวกเขาบรรลุความเข้าใจร่วมกับสหรัฐฯ ในเรื่อง “หลักการแนวทาง” เพื่อแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าว

นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน เปิดเผยเรื่องความคืบหน้าดังกล่าวหลังจากการเจรจาสิ้นสุดลง แต่เสริมด้วยว่า ยังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องทำให้สำเร็จ ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ

ส่วนนายบาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศของโอมานซึ่งเป็นคนกลางในการเจรจาครั้งนี้ กล่าวว่าการเจรจา “จบลงด้วยความคืบหน้าที่ดีเพื่อมุ่งหน้าไปสู่การหาเป้าหมายร่วมกัน และประเด็นทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง”

การประชุมดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ข่มขู่อิหร่านหลายครั้งว่าจะใช้กำลังทหาร ทั้งในเรื่องการปราบปรามผู้ชุมนุมของรัฐบาลเตหะราน และเรื่องกิจกรรมนิวเคลียร์ โดยสหรัฐฯ ส่งกองเรือรบไปยังภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียแล้ว เพื่อกดดันให้อิหร่านยอมทำข้อตกลง

ทั้งนี้ สหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปตั้งข้อสงสัยมานานแล้วว่า อิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่รัฐบาลเตหะรานก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาตลอด

ก่อนการเจรจาในวันอังคารที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตโอมานในนครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ อิหร่านระบุว่าการพูดคุยจะมุ่งเน้นไปที่โครงการนิวเคลียร์ของตน และความเป็นไปได้ในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่บังคับใช้โดยสหรัฐฯ แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่า ต้องการหารือในประเด็นอื่นๆ ด้วย เช่นเรื่องโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน

ตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เจ้าหน้าที่ของอิหร่านกับสหรัฐฯ หารือกันในประเด็นใดบ้าง

นายทรัมป์กล่าวก่อนหน้านี้ด้วยว่า การเจรจาครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยตัวเขาจะเข้าร่วม “โดยอ้อม” และชี้ว่าเตหะรานมีแรงจูงใจที่จะเจรจาในครั้งนี้

“ผมไม่คิดว่าพวกเขาต้องการผลที่ตามมาจากการไม่ทำข้อตกลง” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน พร้อมเสริมว่าอิหร่านได้รับบทเรียนเกี่ยวกับผลที่ตามมาจากการท่าทีที่แข็งกร้าวในการเจรจาเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศใส่ฐานทดลองนิวเคลียร์ของอิหร่าน

“เราอาจจะมีข้อตกลงได้ แทนที่จะต้องส่งเครื่องบิน B-2 ไปทำลายศักยภาพนิวเคลียร์ของพวกเขา และเราจำเป็นต้องส่งเครื่องบิน B-2 ไป” ทรัมป์กล่าวและย้ำว่า “ผมหวังว่าพวกเขาจะใช้เหตุผลมากขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

18 ก.พ. 2569 02:04 น.

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรืออีก 3 ลำในมหาสมุทรแปซิฟิกกับทะเลแคริบเบียน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ อ้างเป็นเรือของผู้ก่อการร้ายที่กำลังขนยาเสพติด

เมื่อวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้โจมตีเรือ 3 ลำซึ่งพวกเขากล่าวหาว่า กำลังลักลอบขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและทะเลแคริบเบียน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 11 ศพ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่า ในบรรดา “ผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด” เพศชายทั้ง 11 รายที่เสียชีวิตนั้น เป็นสมาชิกบนเรือลำแรก ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก 4 ราย สมาชิกเรือลำที่ 2 ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก 4 ราย และเป็นสมาชิกเรือลำที่ 3 ในทะเลแคริบเบียน 3 ราย

“ข่าวกรองยืนยันว่าเรือเหล่านี้กำลังสัญจรไปมาตามเส้นทางลักลอบขนยาเสพติดที่รู้จักกันดี และมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการลักลอบขนยาเสพติด” กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย

ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ดำเนินการโจมตีเรือที่ถูกกล่าวหาว่าขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกมาตั้งแต่เดือนกันยายนปีก่อน โดยมีปฏิบัติการโจมตีแล้วมากกว่า 40 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 130 ศพ

อย่างไรก็ตาม ความถี่ของการโจมตีลดลงอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่กองกำลังสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ของเวเนซเอลาถึงในกรุงการากัสเมื่อเดือนต้นมกราคม โดยสหรัฐฯ กล่าวหารัฐบาลมาดูโรว่า ร่วมมือกับแก๊งค้ายาเสพติด

ด้านพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ปฏิบัติการในภาพรวมมีเป้าหมายเพื่อกำจัด “ผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติดออกจากซีกโลกของเรา” และคุ้มครองสหรัฐฯ จาก “ยาเสพติดที่กำลังฆ่าประชาชนของเรา”

แต่ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาที่ว่าเรือที่ถูกโจมตีนั้นบรรทุกยาเสพติดอยู่

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบางคนกล่าวด้วยว่า การโจมตีดังกล่าวอาจผิดกฎหมายและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นการมุ่งเป้าไปที่พลเรือนโดยไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทาริก เราะห์มาน สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ

ทาริก เราะห์มาน สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ

18 ก.พ. 2569 01:13 น.

ทาริก เราะห์มาน สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ

ทาริก เราะห์มาน สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของบังกลาเทศ หลังจากพรรคของเขาคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายทาริก เราะห์มาน หัวหน้าพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศแล้ว ในวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ นับตั้งแต่นักศึกษาลุกฮือโค่นอำนาจอดีตนายกรัฐมนตรี ชีค ฮาซีนา เมื่อปี 2567

นายเราะห์มานวัย 60 ปี เป็นบุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรีคาเลดา เซีย และประธานาธิบดีเซียอูร์ เราะห์มาน ผู้ถูกลอบสังหาร โดยเขาเข้ารับตำแหน่งหลังจากพรรคของเขาคว้าชัยชนะการเลือกตั้งรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ก่อนอย่างถล่มทลาย

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้เขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายเร่งด่วน ซึ่งรวมถึงการฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเมือง การสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการฟื้นฟูอุตสาหกรรมหลักของประเทศเช่น สิ่งทอ หลังจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากการลุกฮือเมื่อปี 2567 จนทำให้ประเทศต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลรักษาการมาตลอด

เพื่อเป็นการเปิดศักราชใหม่ของประเทศ พิธีสาบานตนกลางแจ้งถูกจัดขึ้นที่เซาท์พลาซา ของอาคารรัฐสภา แทนที่จะจัดที่บังกาบาบัน (Bangabhaban) ซึ่งเป็นทำเนียบประธานาธิบดี

นายโมฮัมเหม็ด ชาฮาบุดดิน ประธานาธิบดี เป็นประธานในพิธี โดยนายเราะห์มานและคณะรัฐมนตรีอีก 49 คน ได้สาบานตนรับตำแหน่งต่อหน้าบุคคลสำคัญทางการเมือง นักการทูต เจ้าหน้าที่พลเรือนและทหาร รวมถึงตัวแทนจากประเทศต่างๆ เช่น จีน อินเดีย และปากีสถาน

รัฐบาลชุดใหม่นี้ประกอบด้วยรัฐมนตรีทั้งระดับอาวุโสและรุ่นใหม่ เพื่อสะท้อนถึงความพยายามในการสร้างความสมดุลระหว่างประสบการณ์ทางการเมืองและความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค ในขณะที่รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจ กฎหมายและความสงบเรียบร้อย และการปฏิรูปธรรมาภิบาล

อามีร์ คาสรู มาห์มุด เชาว์ดรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และส่วน คาลิลูร์ เราะห์มาน ซึ่งดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติในรัฐบาลรักษาการ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

พรรค BNP ของนายเราะห์มานคว้าเสียงข้างมากได้ถึงสองในสาม กลับคืนสู่อำนาจหลังจากห่างหายไปเกือบสองทศวรรษ ส่วนพรรคอิสลามิสต์ “จามาต-เอ-อิสลามี” (Jamaat-e-Islami) ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่คำสั่งแบนในปี 2556 ถูกยกเลิกหลังรัฐบาลฮาซีนาถูกโค่นล้ม ได้เก้าอี้ในสภาถึง 68 ที่นั่ง

ส่วนพรรค “อวามี ลีก” (Awami League) ของชีค ฮาซีนา ถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งหลังจากถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งเพิกถอนการลงทะเบียน

พรรคจามาตฯ และพันธมิตร รวมถึง พรรคประชาชนแห่งชาติ (NCP) ซึ่งนำโดยนักกิจกรรมเยาวชนที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวที่โค่นล้มชีค ฮาซีนา จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna