สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง

17 ก.พ. 2569 23:13 น.

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มการเจรจาทางอ้อมที่นครเจนีวา เพื่อหาทางออกเรื่องโครงการนิวเคลียร์แล้ว โดยโดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่า จะมีข้อตกลงเกิดขึ้นเพราะอิหร่านไม่อยากเผชิญผลที่ตามมา

เมื่อวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มการเจรจาทางอ้อมที่กรุงเจนีวาแล้ว เพื่อหาข้อยุติในกรณีพิพาทเรื่องโครงการนิวเคลียร์ซึ่งยืดเยื้อมานานแล้ว ในขณะที่ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกมาเตือนว่า ความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะโค่นล้มรัฐบาลของเขาจะประสบความล้มเหลว

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาตึงเครียดอีกครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ ซึ่งเข้าร่วมกับอิสราเอลในการโจมตีทางอากาศใส่โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน ส่งกองเรือรบไปยังภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเพื่อกดดันรัฐบาลอิหร่าน ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า “การเปลี่ยนระบอบการปกครอง” ในอิหร่านอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถเกิดขึ้นได้

ส่วนอิหร่านก็เพิ่งเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยช่องแคบดังกล่าวเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก และอิหร่านก็เคยขู่ว่าจะปิดเส้นทางเดินเรือนี้ หากสหรัฐฯ โจมตีพวกเขา

ตามรายงานของสำนักข่าว รอยเตอร์ส ซึ่งอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่มีความใกล้ชิดกับการเจรจา ระบุว่า นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ กับนายจาเรด คุชเนอร์ กำลังเข้าร่วมในการเจรจา ซึ่งมีโอมานเป็นคนกลาง ร่วมกับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน

นายทรัมป์บอกกับสื่อก่อนหน้านี้ว่า เขาจะมีส่วนร่วม “โดยอ้อม” ในการเจรจาที่เจนีวา และเชื่อว่าเตหะรานต้องการทำข้อตกลง

“ผมไม่คิดว่าพวกเขาต้องการผลที่ตามมาจากการไม่ทำข้อตกลง” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อวันจันทร์ “เราอาจจะมีข้อตกลงได้ แทนที่จะต้องส่งเครื่องบิน B-2 ไปทำลายศักยภาพนิวเคลียร์ของพวกเขา และเราจำเป็นต้องส่งเครื่องบิน B-2 ไป”

แต่หลังจากที่การเจรจาเริ่มขึ้นไม่นาน สื่อของอิหร่านก็รายงานว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ประกาศกร้าวว่า วอชิงตันไม่สามารถขับไล่รัฐบาลของเขาได้ “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่ากองทัพของพวกเขาแข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกบางครั้งก็อาจถูกตบหน้าแรงจนลุกไม่ขึ้น”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านบอกกับรอยเตอร์เมื่อวันอังคารว่า ความสำเร็จของการเจรจาที่เจนีวาขึ้นอยู่กับการที่สหรัฐฯ จะไม่ตั้งข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุผล และความจริงจังในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออิหร่าน

อย่างไรก็ตาม วอชิงตันพยายามที่จะขยายขอบเขตของการเจรจาให้ครอบคลุมประเด็นที่ไม่ใช่เรื่องนิวเคลียร์ เช่น คลังขีปนาวุธของอิหร่าน ในขณะที่เตหะรานกล่าวว่ายินดีที่จะหารือเรื่องข้อจำกัดในโครงการนิวเคลียร์เท่านั้น และจะไม่ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยสิ้นเชิง หรือหารือเกี่ยวกับโครงการขีปนาวุธ

เมื่อวันจันทร์ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงบูดาเปสต์ว่า เป็นเรื่องยากที่จะทำข้อตกลงกับอิหร่าน แต่สหรัฐฯ ยินดีที่จะพยายาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เจสซี แจ็กสัน ตำนานนักสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐฯ ถึงแก่กรรมในวัย 84 ปี

เจสซี แจ็กสัน ตำนานนักสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐฯ ถึงแก่กรรมในวัย 84 ปี

17 ก.พ. 2569 22:19 น.

เจสซี แจ็กสัน ตำนานนักสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐฯ ถึงแก่กรรมในวัย 84 ปี

สาธุคุณ เจสซี แจ็กสัน ผู้นำการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐฯ ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งวิสัยทัศน์ทางศีลธรรมได้ปรับโฉมพรรคเดโมแครตและอเมริกาให้มีแนวคิดก้าวหน้ามากขึ้น ถึงแก่กรรมแล้วขณะมีอายุได้ 84 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สาธุคุณ เจสซี หลุยส์ แจ็กสัน ผู้นำการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐอเมริกา และหนึ่งในกระบอกเสียงของคนผิวดำที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศ เสียชีวิตอย่างสงบแล้วเมื่อช่วงเช้าของวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 ขณะมีอายุได้ 84 ปี

แจ็กสัน ซึ่งเป็นศาสนาจารย์นิกายแบปทิสต์ เป็นผู้นำการต่อสู้ด้านสิทธิพลเมืองมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 โดยเขาได้ร่วมเดินขบวนกับ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และช่วยระดมทุนเพื่อสนับสนุนอุดมการณ์ดังกล่าว

“พ่อของเราเป็นผู้นำที่รับใช้ผู้อื่น ไม่เพียงแค่กับครอบครัวของเรา แต่ยังรวมถึงผู้ถูกกดขี่ ผู้ไร้เสียง และผู้ถูกมองข้ามทั่วโลก” ครอบครัวของแจ็กสันระบุในแถลงการณ์ประกาศข่าวมรณกรรม

“ความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ของเขาในเรื่องความยุติธรรม ความเท่าเทียม และความรัก ได้ยกระดับจิตใจของผู้คนนับล้าน และเราขอให้พวกคุณช่วยกันรำลึกถึงเขาด้วยการต่อสู้เพื่อคุณค่าที่เขาได้ยึดมั่นในการดำเนินชีวิตต่อไป” แถลงการณ์ระบุ

ครอบครัวแจ็กสันไม่ได้เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตของเขา แต่สาธุคุณแจ็กสันเคยเปิดเผยเมื่อปี 2560 ว่าเขาป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน ซึ่งเป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาท

รายงานข่าวระบุว่า เขาเคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการของโรคอัมพาตเหนือแกนสมองชนิดลุกลาม (progressive supranuclear palsy) เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สาธุคุณแจ็กสัน เป็นนักพูดฝีปากกล้าและประสบความสำเร็จในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างประเทศมาแล้วมากมาย เขายังเป็นผู้ที่ช่วยขยายพื้นที่ให้กับชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันบนเวทีระดับชาติมานานกว่าหกทศวรรษด้วย

สาธุคุณแจ็กสันเคยเป็นคนผิวสีผู้โดดเด่นที่สุดที่ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการชิงตำแหน่งผู้แทนพรรคเดโมแครตทั้ง 2 ครั้งก็ตาม จนกระทั่งนาย บารัค โอบามา กลายเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของสหรัฐฯ ในปี 2552

สาธุคุณแจ็กสันต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติในสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน และอยู่ในเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง รวมถึงเหตุการณ์ที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ถูกลอบสังหารที่เมืองเมมฟิสในปี 2511

อนึ่ง สาธุคุณแจ็กสัน เกิดเมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2484 ที่เมืองกรีนวิลล์ รัฐเซาท์แคโรไลนา โดยใช้ชื่อเกิดว่า เจสซี หลุยส์ เบิร์นส์ เป็นบุตรของแม่วัยรุ่นกับอดีตนักมวยอาชีพผู้หนึ่งซึ่งไม่ได้สมรสกัน ก่อนที่ในเวลาต่อมา เขาจะเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของ ชาร์ลส์ แจ็กสัน พ่อเลี้ยงของเขา

แจ็กสันมีผลงานโดดเด่นในโรงเรียนมัธยมแบบแบ่งแยกเชื้อชาติที่เขาเรียนอยู่ และได้รับทุนการศึกษาสำหรับนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ แต่ต่อมาได้ย้ายไปเรียนที่วิทยาลัยเกษตรและเทคนิคแห่งนอร์ทแคโรไลนา ซึ่งเป็นสถาบันที่นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำ และได้รับปริญญาด้านสังคมวิทยาที่นั่น

ในปี 2503 แจ็กสันได้เข้าร่วมการ “นั่งประท้วง” ครั้งแรกในเมืองกรีนวิลล์ และต่อมาได้เข้าร่วมการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิพลเมืองจากเซลมาไปยังมอนต์โกเมอรีในปี 2508 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ แกนนำนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองอเมริกันในขณะนั้นสังเกตเห็นเขา

ต่อมาแจ็กสันได้กลายเป็นผู้ไกล่เกลี่ยและทูตในแนวหน้าของเหตุการณ์ระหว่างประเทศที่สำคัญหลายครั้ง รวมถึงเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญในการยุติการแบ่งแยกเชื้อชาติในแอฟริกาใต้ และในช่วงทศวรรษที่ 90 เขาได้ดำรงตำแหน่งทูตพิเศษประจำแอฟริกาภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี บิล คลินตัน

แจ็กสันยังเคยเดินทางไปยัง ซีเรีย อิรัก และเซอร์เบีย เพื่อทำภารกิจปล่อยตัวนักโทษชาวอเมริกัน

ในปี 2539 แจ็กสันก่อตั้งองค์กร Rainbow PUSH Coalition ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคนผิวสี, คนผิวขาว, ชาวลาติน, ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย, ชนพื้นเมืองอเมริกัน และกลุ่ม LGBTQ โดยมุ่งเน้นเรื่องการสร้างความยุติธรรมทางสังคมและการเคลื่อนไหวทางการเมือง

“ธงชาติของเรามีสีแดง ขาว และน้ำเงิน แต่ชาติของเราคือสายรุ้ง—สีแดง, สีเหลือง, สีน้ำตาล, สีดำ และสีขาว—และเราทุกคนต่างมีค่าในสายตาของพระเจ้า” แจ็กสันเคยกล่าวไว้

หนึ่งในวลีที่เป็นเอกลักษณ์ของแจ็กสันคือ “จงรักษาความหวังให้คงอยู่ต่อไป” (Keep hope alive) เขากล่าววลีนี้ซ้ำบ่อยมากจนบางคนเริ่มนำไปล้อเลียน แต่สำหรับเขาความหมายของมันไม่เคยลดน้อยลงเลย เขาเป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อความยุติธรรมทางสังคมตลอดสามยุคสมัย คือ ยุคจิมโครว์ (การแบ่งแยกสีผิว), ยุคสิทธิพลเมือง และยุคหลังสิทธิพลเมือง ที่มาถึงจุดสูงสุดด้วยการได้รับเลือกตั้งของโอบามา และขบวนการ Black Lives Matter

วิสัยทัศน์ของแจ็กสันได้ปรับโฉมพรรคเดโมแครตให้มีแนวคิดก้าวหน้ามากขึ้น เขาเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกที่ให้ความสำคัญกับเสียงของกลุ่มรักร่วมเพศในการหาเสียง และเขายังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะท้าทายการจัดลำดับความสำคัญของพรรคเดโมแครต ที่เคยมุ่งเน้นการหาเสียงจากคนผิวขาว, คนสายกลาง และชนชั้นกลางเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna , cnn

ทรัมป์อ้าง “นายกฯ ทาคาอิจิ” ชนะถล่มทลาย เพราะผลพวงจากแรงหนุนของตน

ทรัมป์อ้าง "นายกฯ ทาคาอิจิ" ชนะถล่มทลาย เพราะผลพวงจากแรงหนุนของตน

17 ก.พ. 2569 17:08 น.

ทรัมป์อ้าง “นายกฯ ทาคาอิจิ” ชนะถล่มทลาย เพราะผลพวงจากแรงหนุนของตน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยรู้สึกเป็นเกียรติหลังพรรครัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” คว้าชัยเลือกตั้งครั้งใหญ่ เชื่อการประกาศสนับสนุนของตนมีส่วนช่วยผลักดันคะแนนเสียง เตรียมเปิดทำเนียบขาวต้อนรับมีนาคมนี้ ก่อนเดินสายเยือนปักกิ่งต่อ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยกล่าวชื่นชมนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นว่าเป็นผู้นำที่ “ยอดเยี่ยมมาก” พร้อมระบุว่าชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) คว้าที่นั่งได้ถึง 2 ใน 3 ของสภาผู้แทนราษฎรนั้น ถือเป็นสถิติคะแนนเสียงที่สูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์หลังสงครามของญี่ปุ่น

ทรัมป์ยังเผยด้วยว่า ทาคาอิจิได้ยกความดีความชอบให้กับการสนับสนุนจากเขาที่มีส่วนสำคัญต่อชัยชนะในครั้งนี้ โดยก่อนการเลือกตั้งเพียง 3 วัน ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียประกาศสนับสนุนทาคาอิจิและพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเต็มตัว ซึ่งทางทาคาอิจิก็ได้โพสต์ตอบขอบคุณผ่านแพลตฟอร์ม X โดยยืนยันความพร้อมที่จะร่วมงานกับทรัมป์เพื่อสร้างความมั่งคั่งและสันติภาพระหว่างสองประเทศ

ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์มีกำหนดการต้อนรับทาคาอิจิที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ก่อนที่เขาจะเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนเมษายน เพื่อพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

นอกจากเรื่องญี่ปุ่นแล้ว ทรัมป์ยังได้ตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับจีนและกรณีการส่งอาวุธให้ไต้หวัน โดยระบุว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ สี จิ้นผิง และได้มีการหารือในหลายประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องการค้า ไต้หวัน และอิหร่าน ส่วนในประเด็นการส่งอาวุธให้ไต้หวันเพิ่มเติม ทรัมป์กล่าวเพียงว่า “กำลังคุยกับสี จิ้นผิงอยู่  และจะมีการตัดสินใจในเร็วๆ นี้”

อย่างไรก็ตาม ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนย้ำชัดว่า ประเด็นไต้หวันคือ “เส้นตาย” ที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และเรียกร้องให้สหรัฐฯ จัดการเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันด้วยความระมัดระวัง หลังจากที่รัฐบาลทรัมป์เพิ่งอนุมัติมาตรการขายอาวุธชุดใหญ่ให้ไต้หวันไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จนสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับจีน.


ที่มา KYODO

“โธมัส พริตซ์เกอร์” ประธานเครือ รร. “ไฮแอท” ประกาศลาออก เซ่นปมพัวพัน “เจฟฟรีย์ เอปสตีน”

"โธมัส พริตซ์เกอร์" ประธานเครือ รร. "ไฮแอท" ประกาศลาออก เซ่นปมพัวพัน "เจฟฟรีย์ เอปสตีน"

17 ก.พ. 2569 16:09 น.

“โธมัส พริตซ์เกอร์” ประธานเครือ รร. “ไฮแอท” ประกาศลาออก เซ่นปมพัวพัน “เจฟฟรีย์ เอปสตีน”

มหาเศรษฐี “โธมัส พริตซ์เกอร์” ประกาศเกษียณตัวเองจากตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารเครือโรงแรมไฮแอท หลังกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสารชุดใหม่ที่เผยให้เห็นสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” อาชญากรทางเพศชื่อดัง เจ้าตัวยอมรับ “ตัดสินใจผิดพลาดอย่างมหันต์” ที่ไม่ตัดความสัมพันธ์ให้เร็วกว่านี้

นายโธมัส พริตซ์เกอร์ มหาเศรษฐีผู้สืบทอดอาณาจักรโรงแรมระดับโลก ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานบริหารของ “ไฮแอท โฮเทลส์” เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 ก.พ.) หลังจากชื่อของเขาปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับล่าสุดที่เผยแพร่โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ซึ่งระบุถึงความเชื่อมโยงกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

นายพริตซ์เกอร์ระบุในแถลงการณ์ว่า เขาได้ใช้ “ดุลยพินิจที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง” ในการรักษาความสัมพันธ์กับเอปสตีน โดยเอกสารที่เพิ่งเปิดเผยแสดงให้เห็นว่า เขามีการติดต่อกับเอปสตีนอย่างสม่ำเสมอในช่วงหลายปีหลังจากที่เอปสตีนยอมรับสารภาพในคดีอาชญากรรมทางเพศเมื่อปี 2008

นายพริตซ์เกอร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานบริหารมาตั้งแต่ปี 2004 กล่าวว่าเขาตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งหลังการหารือกับคณะกรรมการบริษัท และจะไม่กลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกครั้ง

พริตซ์เกอร์ระบุว่า “หน้าที่และความรับผิดชอบของผมคือการเป็นผู้ดูแลที่ดี ซึ่งรวมถึงการดูแลให้เกิดการส่งต่อนำตำแหน่งที่เหมาะสม และการปกป้องแบรนด์ไฮแอท โดยเฉพาะในบริบทที่ผมมีความเกี่ยวข้องกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน และ กิสเลน แมกซ์เวลล์ ซึ่งผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง” พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ สำหรับความล้มเหลวในการตัดขาดความสัมพันธ์กับคนทั้งคู่ให้เร็วกว่านี้

ทั้งนี้ กิสเลน แมกซ์เวลล์ ถูกตัดสินจำคุกในปี 2021 ฐานล่อลวงเด็กหญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมาให้เอปสตีน ขณะที่เอปสตีนเองเสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังในปี 2019 ขณะรอการพิจารณาคดีค้ามนุษย์ทางเพศ

คณะกรรมการของไฮแอทได้แต่งตั้งนายมาร์ค ฮอพลามาเซียน ประธานและซีอีโอคนปัจจุบัน ให้เข้ารับตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารต่อจากนายพริตซ์เกอร์ โดยนายฮอพลามาเซียนกล่าวว่า การตัดสินใจของพริตซ์เกอร์สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อบริษัทตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในจดหมายอย่างเป็นทางการถึงคณะกรรมการ นายพริตซ์เกอร์อ้างเพียงว่าเขาจะมีอายุครบ 76 ปีในปีนี้ และบริษัทมีความแข็งแกร่งและยั่งยืนเพียงพอที่จะเติบโตต่อไปได้ โดยไม่ได้ระบุถึงชื่อของเอปสตีนหรือแมกซ์เวลล์ไว้ในจดหมายฉบับดังกล่าว

การเปิดเผยเอกสารล่าสุดนี้ได้สร้างแรงกดดันต่อบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงการเมือง ธุรกิจ และวิชาการจำนวนมาก แม้ว่าการปรากฏชื่อในเอกสารจะไม่ได้หมายความว่ามีความผิดทางกฎหมายเสมอไปก็ตาม 

โดยในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีผู้บริหารระดับสูงหลายรายที่ต้องก้าวลงจากตำแหน่ง เช่น แคธี รูมม์เลอร์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ Goldman Sachs ประกาศลาออกหลังพบอีเมลแสดงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเอปสตีน โดยเธอปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นกับการกระทำผิด รวมถึงนายแบรด คาร์ป ประธานบริษัทกฎหมาย Paul Weiss ประกาศลงจากตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ หลังพบอีเมลหารือเรื่องคดีของเอปสตีนเมื่อปี 2008

การลาออกของโธมัส พริตซ์เกอร์ ถือเป็นหนึ่งในกรณีที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจมากที่สุด เนื่องด้วยสถานะมหาเศรษฐีและบทบาทนำในหนึ่งในเครือโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก.

ที่มา BBC

พบนิ้วเท้าช้างโบราณ อาจยืนยันตำนาน “ฮันนิบาล” แม่ทัพแห่งคาร์เธจ นำช้างศึกข้ามเทือกเขาแอลป์

พบนิ้วเท้าช้างโบราณ อาจยืนยันตำนาน “ฮันนิบาล" แม่ทัพแห่งคาร์เธจ นำช้างศึกข้ามเทือกเขาแอลป์

17 ก.พ. 2569 15:11 น.

พบนิ้วเท้าช้างโบราณ อาจยืนยันตำนาน “ฮันนิบาล” แม่ทัพแห่งคาร์เธจ นำช้างศึกข้ามเทือกเขาแอลป์

นักโบราณคดีขุดพบกระดูกเท้าช้างในยุคเหล็กทางภาคใต้ของสเปน ซึ่งอาจเป็น “หลักฐานทางกายภาพ” ชิ้นแรกที่ยืนยันการมีอยู่จริงของกองทัพช้างศึกอันเกรียงไกรของ “ฮันนิบาล” แม่ทัพระดับตำนานแห่งคาร์เธจ ที่เคยนำทัพข้ามเทือกเขาแอลป์เพื่อบุกยุโรปหวังโค่นล้มจักรวรรดิโรมันเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน

การค้นพบชิ้นส่วนกระดูกเท้าช้างโดยทีมนักโบราณคดีในพื้นที่ภาคใต้ของสเปน กำลังกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่อาจยืนยันว่า กองทัพช้างศึกได้เคยยาตราทัพผ่านยุโรปโบราณจริง ซึ่งนักวิชาการระบุว่านี่อาจเป็นหลักฐานที่เป็นรูปธรรมชิ้นแรกที่เชื่อมโยงถึงกองทัพช้างของ “ฮันนิบาล” (Hannibal) แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรคาร์เธจ

แม้ว่าภาพวาดและบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการทำสงครามของฮันนิบาลกับโรมันจะระบุมานานว่ามีการใช้ช้างในการรบ แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีหลักฐานทางกายภาพที่แข็งแรงพอจะสนับสนุนทฤษฎีนี้ จนกระทั่งมีการขุดพบซากกระดูกในแหล่งโบราณคดียุคเหล็ก ใกล้กับเมืองกอร์โดบา

คณะนักวิทยาศาสตร์ระบุในวารสาร Journal of Archaeological Science: Reports ว่า “หากไม่นับรวมงาช้าง การค้นพบซากโครงกระดูกช้างในบริบททางโบราณคดีของยุโรปนั้นถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง”

ฮันนิบาลได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการทหารที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุคคลาสสิก เขาผู้นำทัพจากคาร์เธจ (ปัจจุบันคือประเทศตูนีเซีย) เข้าสู่ยุโรปเพื่อชิงอำนาจเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเชื่อกันว่าในปี 218 ก่อนคริสตกาล เขาได้นำทหารและสัตว์ต่างๆ เดินทางผ่านสเปนและฝรั่งเศสเพื่อรุกรานอิตาลี โดยมีการนำช้างศึก 37 เชือกเดินทางข้ามเทือกเขาแอลป์ในช่วงสงครามพิวนิคครั้งที่สอง 

ซากกระดูกที่พบในสเปนครั้งนี้สันนิษฐานว่าเป็นของช้างที่ล้มลงก่อนที่จะเดินทางไปถึงเทือกเขาแอลป์ โดยทีมนักโบราณคดีที่นำโดยศาสตราจารย์ ราฟาเอล เอ็ม. มาร์ติเนซ ซานเชซ พบกระดูกชิ้นนี้อยู่ใต้กำแพงที่พังทลายในแหล่งโบราณคดีชื่อ Colina de los Quemados 

ทีมวิจัยได้ใช้เทคนิคการตรวจวัดอายุจากคาร์บอน เพื่อประเมินอายุของกระดูกรูปทรงลูกบาศก์ขนาด 10 เซนติเมตรชิ้นนี้ ซึ่งผลการตรวจทำให้เชื่อว่ามันมาจากยุคสงครามพิวนิคครั้งที่สองจริง นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบกระดูกกับช้างในยุคปัจจุบันและแมมมอธสเตปป์ (Steppe Mammoths) เพื่อระบุชนิดของสัตว์

ในการขุดค้นเมื่อปี 2020 ทีมงานยังพบอาวุธปืนใหญ่โบราณ เหรียญ และเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งเป็นเบาะแสสำคัญว่าพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นสมรภูมิรบมาก่อน “ในฐานะที่เป็นสัตว์ต่างถิ่นและเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สัตว์เหล่านี้น่าจะถูกขนส่งมาโดยเรือ” คณะวิจัยกล่าว พร้อมเสริมว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากที่กระดูกเหล่านี้จะถูกขนส่งมาในสภาพที่ตายแล้ว หรือถูกนำมาใช้เพื่อการตกแต่งหัตถกรรม เนื่องจากตัวกระดูกไม่มีความสวยงาม

แม้จะเป็นเรื่องยากที่จะระบุสายพันธุ์ที่แน่ชัดของช้างเชือกนี้ แต่นักวิทยาศาสตร์สรุปในรายงานว่า “แม้กระดูกชิ้นนี้อาจไม่ได้เป็นตัวแทนของช้างศึกตัวที่เดินทางข้ามเทือกเขาแอลป์ แต่มันอาจเป็น “โบราณวัตถุชิ้นแรก” ที่เป็นตัวแทนของสัตว์ที่ถูกใช้ในสงครามพิวนิคเพื่อแย่งชิงอำนาจเหนือเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเป็นสิ่งที่เหล่านักวิชาการยุโรปยุคใหม่เสาะแสวงหามานาน”

ที่มา BBC

“จากนรกสู่การเยียวยา” จีเซล เปลิโกต์ เหยื่อข่มขืนหมู่ชาวฝรั่งเศสเผยชีวิตผ่านบันทึกความทรงจำ

"จากนรกสู่การเยียวยา" จีเซล เปลิโกต์ เหยื่อข่มขืนหมู่ชาวฝรั่งเศสเผยชีวิตผ่านบันทึกความทรงจำ

17 ก.พ. 2569 14:37 น.

“จากนรกสู่การเยียวยา” จีเซล เปลิโกต์ เหยื่อข่มขืนหมู่ชาวฝรั่งเศสเผยชีวิตผ่านบันทึกความทรงจำ

“จีเซล เปลิโกต์” หญิงแกร่งชาวฝรั่งเศสผู้ถูกอดีตสามีวางยาและเชื้อเชิญชายแปลกหน้ามาล่วงละเมิดทางเพศนับสิบปี เปิดตัวหนังสือบันทึกความทรงจำ “A Hymn to Life” บอกเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดที่ก้าวข้ามขีดจำกัดมนุษย์ เหตุผลที่ยอมเปิดเผยใบหน้าต่อสาธารณะ และการเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังผ่านพ้นนรกที่สามีแท้ๆ เป็นผู้หยิบยื่นให้

จีเซล เปลิโกต์ (Gisele Pelicot) สตรีผู้กลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกในการต่อสู้กับความรุนแรงทางเพศ ได้เปิดตัวหนังสือบันทึกความทรงจำของเธอในชื่อ “A Hymn to Life” (บทเพลงสรรเสริญชีวิต) เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ที่เธอต้องเผชิญจากการถูกสามีวางยาและปล่อยให้ชายแปลกหน้าหลายสิบคนรุมโทรมขณะที่เธอหมดสติ ซึ่งเป็นคดีความที่เขย่าขวัญคนทั่วโลกในปี 2024 และส่งผลให้ฝรั่งเศสต้องมีการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการข่มขืนครั้งใหญ่

เปลิโกต์ ในวัย 73 ปี เขียนอธิบายถึงการตัดสินใจสละสิทธิ์ในการปกปิดตัวตนว่า “หากฉันไม่เปิดเผยตัวตน ก็จะไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาทำอะไรกับฉัน… และไม่มีใครนอกจากคนที่อยู่ในศาลที่จะได้เห็นหน้าค่าตาของคนเหล่านี้ เพื่อที่จะมองดูพวกเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า และตั้งคำถามว่าเราจะแยกแยะผู้ข่มขืนออกจากเพื่อนบ้านหรือเพื่อนร่วมงานได้อย่างไร”

ในบันทึกเล่มนี้ เธอเล่าถึงนาทีที่ได้รู้ความจริงจากตำรวจว่าสามีที่ครองคู่กันมานานแสนนานเป็นผู้วางยาและข่มขืนเธอมานานหลายปี ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ถามเธอว่าเธอและสามีเป็นพวก “สวิงเกอร์” (แลกเปลี่ยนคู่) หรือไม่ เมื่อเธอยืนยันว่าไม่ใช่ ตำรวจจึงแสดงภาพถ่ายที่เธอนอนหมดสติอยู่บนเตียงร่วมกับชายแปลกหน้าให้เธอเห็น

ข้อความในหนังสือระบุว่า “ตำรวจบอกตัวเลขออกมา… เขาบอกฉันว่ามีผู้ชาย 53 คนแวะเวียนมาที่บ้านเพื่อข่มขืนฉัน” เปลิโกต์บรรยายความรู้สึกสับสนในขณะนั้นว่า หลังจากรู้ความจริงเธอยังกลับบ้านไปตากผ้าให้สามีเหมือนปกติ “ฉันเป็นเหมือนสุนัขที่เฝ้ารอเจ้านายอยู่ตรงประตูรั้วสวน” นอกจากนี้ เธอยังเล่าถึงความยากลำบากในการบอกความจริงกับเพื่อนฝูงและลูกๆ โดยเฉพาะ “แคโรไลน์” ลูกสาวของเธอที่ต้องร่วมรับรู้ความจริงที่เหมือนกับ “การตกนรกและได้กลับมา” โดยในคดีนี้ นอกจาก โดมินิก เปลิโกต์ อดีตสามีแล้ว ยังมีชายอีก 50 คนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนจีเซล

แม้ตลอดการพิจารณาคดี จีเซลจะไม่เคยพูดคุยกับโดมินิกโดยตรง แต่ในหนังสือเธอระบุว่ามีแผนจะไปเยี่ยมเขาในเรือนจำเพื่อเค้นเอาคำตอบ “คุณเคยคิดไหมว่า ‘ฉันต้องหยุด’? คุณล่วงละเมิดลูกสาวของเราด้วยไหม? คุณรู้ไหมว่านรกที่เรากำลังอยู่นี้เป็นอย่างไร? … คุณเคยฆ่าคนไหม? … ฉันจะถามคำถามเหล่านี้ทั้งหมด ฉันต้องการคำตอบ และเขาติดค้างฉันมากพอที่จะต้องตอบ”

อย่างไรก็ตาม เปลิโกต์เผยว่าเธอได้รับพลังใจมหาศาลจากจดหมายนับพันฉบับที่ส่งมาจากผู้หญิงทั่วโลก และกลุ่มผู้หญิงที่มาเฝ้ารอให้กำลังใจหน้าศาลทุกวัน ซึ่งเธอเลือกอ่านจดหมายเหล่านั้นแทนการอ่านหน้าหนังสือพิมพ์ เพราะช่วยให้เธอได้ยินเสียงของผู้หญิงด้วยกัน

ในช่วงท้ายของเล่ม เปลิโกต์ยังได้เปิดเผยข่าวดีว่าเธอได้พบรักครั้งใหม่กับชายที่รู้จักกันผ่านกลุ่มเพื่อน โดยในคืนที่พบเขาเธอเล่าว่า “รู้สึกหัวเบาไปด้วยความสุข”

“ฉันจำเป็นต้องรักอีกครั้ง ฉันไม่กลัวเลย… ฉันยังคงมีศรัทธาในผู้คน ครั้งหนึ่งนั่นเคยเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของฉัน แต่ตอนนี้มันคือจุดแข็ง และคือการแก้แค้นของฉัน” เปลิโกต์กล่าวทิ้งท้ายในบันทึกที่เปี่ยมไปด้วยพลัง.

ที่มา Reuters

นกบาดเจ็บเคาะกระจกหาหมอโรงพยาบาลด้วยตัวเอง (คลิป)

นกบาดเจ็บเคาะกระจกหาหมอโรงพยาบาลด้วยตัวเอง (คลิป)

17 ก.พ. 2569 14:15 น.

นกบาดเจ็บเคาะกระจกหาหมอโรงพยาบาลด้วยตัวเอง (คลิป)

กลายเป็นเรื่องฮือฮาในเยอรมนี เมื่อนกกาน้ำบาดเจ็บตัวหนึ่งตัดสินใจละทิ้งสัญชาตญาณความกลัวมนุษย์ บินไปจิกประตูห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลในเมืองเบรเมินเพื่อขอความช่วยเหลือ หลังพบเบ็ดตกปลาขนาดใหญ่เกี่ยวคาจะงอยปาก เจ้าหน้าที่กู้ภัยเผย “มันคงสุดทางแล้วจริงๆ”

นกทะเลที่ได้รับบาดเจ็บตัวหนึ่งกลายเป็นที่สนใจไปทั่วโลก หลังมันพยายามหาทางรอดด้วยการใช้จะงอยปากจิกกระจกประตูห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในประเทศเยอรมนีอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งสัญญาณให้บุคลากรทางการแพทย์สังเกตเห็น จนนำไปสู่การประสานงานช่วยเหลือร่วมกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ทันเวลา

เหตุการณ์สุดแปลกนี้เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ก.พ.) ที่โรงพยาบาล Klinikum Links der Weser ในเมืองเบรเมิน ทางตอนเหนือของเยอรมนี โดยนกตัวดังกล่าวคือ “นกกาน้ำ” ซึ่งเป็นนกน้ำที่มีขนสีดำเงา จากการสังเกตของเจ้าหน้าที่พบว่ามันมีเบ็ดตกปลาแบบสามทาง ติดคาอยู่ที่บริเวณจะงอยปากของมัน

สำนักงานดับเพลิงเมืองเบรเมินระบุในแถลงการณ์ว่า เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และพนักงานดับเพลิงได้ร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจเฉพาะหน้าเพื่อช่วยเหลือนกตัวนี้ โดยสามารถถอดเบ็ดตกปลาออกได้สำเร็จและทำแผลให้จนเรียบร้อย ก่อนจะปล่อยมันคืนสู่ธรรมชาติในพื้นที่สวนของโรงพยาบาล

แถลงการณ์ระบุเสริมว่า “โดยปกติแล้ว หากนกกาน้ำเข้าใกล้มนุษย์ นั่นหมายความว่ามันกำลังอยู่ในภาวะคับขันถึงขีดสุด จนยอมละทิ้งสัญชาตญาณความตื่นคนตามธรรมชาติไป” 

สำหรับนกกาน้ำ เป็นนกทะเลขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเด่นคือลำคอยาว หัวรูปทรงลิ่ม และมีจะงอยปากแหลมคมที่มีปลายโค้งงอ ซึ่งการมีเบ็ดตกปลาเกี่ยวคาอยู่ที่ปากนั้นถือเป็นอันตรายถึงชีวิตสำหรับพวกมัน เนื่องจากอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่รุนแรง ความเจ็บปวดทรมาน และที่สำคัญที่สุดคือจะทำให้มันไม่สามารถหาอาหารได้จนอาจต้องอดตายในที่สุด.


ที่มา ABC News

จีนโชว์ล้ำ กองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ขโมยซีน งานกาล่าตรุษจีน 2026

จีนโชว์ล้ำ กองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ขโมยซีน งานกาล่าตรุษจีน 2026

17 ก.พ. 2569 12:18 น.

จีนโชว์ล้ำ กองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ขโมยซีน งานกาล่าตรุษจีน 2026

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ชั่วข้ามคืน เมื่อกองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อัจฉริยะก้าวขึ้นบนเวทีงานกาล่าเทศกาลฤดูใบไม้ผลิปี 2026 ของจีน โชว์ทักษะทั้งศิลปะการต่อสู้ไปจนถึงงานบ้าน ตอกย้ำความสำเร็จของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และ AI ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในค่ำคืนเฉลิมฉลองการเข้าสู่ปีม้าอย่างยิ่งใหญ่

กองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ติดตั้งระบบปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มนักแสดงที่สร้างความตื่นตาตื่นใจที่สุด ในงานกาล่าเทศกาลฤดูใบไม้ผลิประจำปี 2026 (Spring Festival Gala) ของประเทศจีน เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 ก.พ.) โดยสร้างความตกตะลึงให้กับผู้ชมด้วยการนำเสนอที่แปลกใหม่และสมรรถภาพทางกายที่น่าทึ่ง

งานกาล่าครั้งนี้จัดโดย China Media Group (CMG) ซึ่งมีจุดประสงค์หลักเพื่อฉายสปอตไลท์ไปที่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีล่าสุดของจีน โดยเฉพาะความสำเร็จในภาคส่วนหุ่นยนต์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งถูกนำมาสอดแทรกเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความบันเทิงตลอดหลายชั่วโมง

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ได้ร่วมแสดงในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการร่ายรำศิลปะการต่อสู้ การร่วมแสดงในบทตลก และการแสดงเชิงสร้างสรรค์อื่นๆ อีกมากมาย หนึ่งในฉากที่น่าจดจำที่สุดคือการที่กลุ่มหุ่นยนต์ร่วมแท็กทีมกับนักรบกังฟูรุ่นเยาว์ โชว์ทักษะการต่อสู้ที่ผ่านการจัดลำดับท่าทาง  อย่างแม่นยำและพร้อมเพรียง จนกลายเป็นโชว์ที่หยุดสายตาผู้ชมทั้งฮอลล์

นอกจากความแข็งแกร่งแล้ว หุ่นยนต์เหล่านี้ยังโชว์ความละเอียดอ่อนในทักษะชีวิตประจำวัน เช่น การพับเสื้อผ้า และการคลึงลูกวอลนัทบนฝ่ามือ ซึ่งเป็นท่าบริหารมือตามประเพณีจีนโบราณที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพและความคล่องแคล่วของนิ้วมือ

มรดกทางวัฒนธรรมระดับโลกเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ หรือ วันตรุษจีน ถือเป็นวันหยุดประเพณีที่สำคัญที่สุดของชาวจีน และการรับชมงานกาล่าเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ชุนหวัน” (Chunwan) ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองที่ได้รับความนิยมในครัวเรือนจีนหลายร้อยล้านแห่งทุกปี

นับตั้งแต่การออกอากาศครั้งแรกในปี 1983 งานกาล่านี้ได้รับการบันทึกโดย Guinness World Records ว่าเป็นรายการโทรทัศน์ประจำปีที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ เทศกาลฤดูใบไม้ผลิเองยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติโดยองค์การยูเนสโกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ที่ผ่านมา

สำหรับเทศกาลฤดูใบไม้ผลิปี 2026 ตรงกับวันอังคารนี้ (17 ก.พ.) ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่ “ปีมะเมีย” หรือ “ปีม้า” อย่างเป็นทางการ

บริษัทสตาร์ทอัพด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่กำลังมาแรง 4 แห่ง ได้แก่ ยูนิทรี โรโบติกส์, กัลบอต , โนเอทิกซ์ และ เมจิกแล็บ ได้นำผลิตภัณฑ์ของตนเข้าร่วมแสดงในงานนี้ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางวัฒนธรรมของจีนที่มีอิทธิพลเทียบเท่ากับการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ ของสหรัฐฯ 

จากข้อมูลของบริษัทวิจัยออมเดีย พบว่าจีนมีสัดส่วนการส่งออกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สูงถึงร้อยละ 90 ของจำนวนหุ่นยนต์ประมาณ 13,000 ตัวที่ส่งออกทั่วโลกในปีที่ผ่านมา ซึ่งทิ้งห่างคู่แข่งจากสหรัฐฯ รวมถึงหุ่นยนต์ออปติมัส ของเทสลา ขณะที่มอร์แกน สแตนลีย์คาดการณ์ว่ายอดขายหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนจะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 28,000 ตัวในปีนี้.

ราคาทองคำร่วงต่อเนื่อง หลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย และดอลลาร์แข็งค่า

ราคาทองคำร่วงต่อเนื่อง หลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย และดอลลาร์แข็งค่า

17 ก.พ. 2569 11:37 น.

ราคาทองคำร่วงต่อเนื่อง หลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย และดอลลาร์แข็งค่า

ราคาทองคำโลกวันนี้ ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หลังความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผ่อนคลายลง ทั้งในประเด็นอิหร่านและรัสเซีย ประกอบกับเงินดอลลาร์แข็งค่า นักลงทุนจับตารายงานการประชุมเฟดสัปดาห์นี้

ราคาทองคำสปอต (Spot Gold) ลดลง 0.8% อยู่ที่ 4,953.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 03.45 น. GMT หลังจากร่วงไปแล้ว 1% ในช่วงก่อนหน้าด้านสัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐฯ ส่งมอบเดือนเมษายน ปรับลดลง 1.5% มาอยู่ที่ 4,972.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์

อิลยา สปิวัก หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์มหภาคของบริษัท Tastylive ระบุว่า ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด เนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้ขยายตัวมากนักในขณะนี้ โดยรายงานการประชุม FOMC และมุมมองของธนาคารกลางสหรัฐจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้นำทิศทางราคา

แรงกดดันต่อทองคำยังมาจากสัญญาณคลี่คลายความตึงเครียด หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์เปิดเผยว่า เขาจะมีส่วนร่วมทางอ้อม ในการเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่านที่นคร เจนีวา พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าเตหะรานต้องการบรรลุข้อตกลง

ขณะเดียวกัน ผู้แทนยูเครนและรัสเซียมีกำหนดพบกันที่เจนีวาในวันอังคารและพุธนี้ เพื่อเจรจาสันติภาพรอบใหม่ภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ โดยรัสเซียระบุว่า การหารือน่าจะเน้นประเด็นดินแดนเป็นหลัก

ด้านดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับตัวขึ้น 0.2%  ส่งผลให้ทองคำซึ่งซื้อขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์มีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ถือครองสกุลเงินอื่น และกดดันความต้องการซื้อ

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนกำลังรอรายงานการประชุมเดือนมกราคมของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Federal Reserve ซึ่งจะเผยแพร่ในวันพุธ เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน โดยข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ชี้ว่า ตลาดคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกอาจเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน

สปิวักประเมินว่า แนวต้านระยะสั้นของทองคำอยู่แถว 5,120 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้ เป้าหมายถัดไปอาจกลับไปทดสอบระดับสูงสุดเดิมใกล้ 5,600 ดอลลาร์ และอาจเดินหน้าสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง

ขณะที่โลหะมีค่าอื่นๆ ก็ร่วงตามทองคำ โดยราคาเงิน (Silver) สปอต ลดลง 1.6% อยู่ที่ 75.33 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังร่วงกว่า 3% ก่อนหน้า ส่วนแพลทินัม (Platinum) ลดลง 1.3% อยู่ที่ 2,014.08 ดอลลาร์ และพัลลาเดียม (Palladium) ร่วง 2.3% อยู่ที่ 1,685.48 ดอลลาร์.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าว ราคาทองคำ

ทรัมป์เตือนอิหร่านคิดให้ดีก่อนเจรจานิวเคลียร์ ลั่นดีลล่มต้องรับผลที่ตามมา

ทรัมป์เตือนอิหร่านคิดให้ดีก่อนเจรจานิวเคลียร์ ลั่นดีลล่มต้องรับผลที่ตามมา

17 ก.พ. 2569 09:19 น.

ทรัมป์เตือนอิหร่านคิดให้ดีก่อนเจรจานิวเคลียร์ ลั่นดีลล่มต้องรับผลที่ตามมา

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณเตือนอิหร่าน พิจารณาให้ดีก่อนเจรจาที่เจนีวาอังคารนี้ เพราะหากการเจรจาล่มต้องพร้อมเผชิญผลลัพธ์ที่ตามมา 

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน ระบุว่าเขาจะมีส่วนร่วม ทางอ้อม ในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน ที่มีกำหนดเริ่มต้นที่นคร เจนีวาในวันอังคารนี้ พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่า อิหร่านคงไม่อยากเผชิญผลลัพธ์ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้

โดยบรรยากาศก่อนการหารือเต็มไปด้วยความตึงเครียด หลังสหรัฐฯ ตัดสินใจส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองเข้าสู่ตะวันออกกลาง ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ให้ข้อมูลกับรอยเตอร์ว่า กองทัพกำลังเตรียมความพร้อมต่อความเป็นไปได้ของปฏิบัติการทางทหารต่อเนื่อง หากการเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ

ก่อนหน้านี้ การเจรจานิวเคลียร์สหรัฐฯ-อิหร่านหยุดชะงักจากข้อเรียกร้องของวอชิงตันที่ต้องการให้อิหร่านยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายในประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นเส้นทางสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่เตหะรานปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าวมาโดยตลอด

ในวันเดียวกัน องค์กรป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของอิหร่านจัดการฝึกซ้อมป้องกันภัยทางเคมีในเขตเศรษฐกิจพิเศษพลังงานพาร์ส ทางตอนใต้ของประเทศ เพื่อยกระดับความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในศูนย์กลางพลังงานสำคัญของชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สหรัฐฯอิหร่าน