5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296953

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ, จิตรกรอาสา

5 อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เป็นเกียรติประวัติต่อชีวิต ได้เป็นส่วนหนึ่งจิตรกรอาสาฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

       ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รัตนฤทธิ์ จันทรรังสี เล่าว่า ได้ทราบข่าวจากนายเกียติศักดิ์ สุวรรณพงษ์ จิตรกรชำนาญการพิเศษ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ต้องการจิตรกรอาสา ไปวาดภาพฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ เนื่องด้วยฉากบังเพลิง มีขนาดใหญ่ และมีรูปแบบผสมผสานกันทั้งแบบไทยประเพณีและไทยร่วมสมัย จึงต้องอาศัยช่างฝีมือเฉพาะทาง

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

   ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รัตนฤทธิ์ จันทรรังสี

    ดังนั้นจึงได้อาสาไปช่วยวาดภาพกับคณาจารย์จำนวน4ท่าน โดยทางคณะศิลปกรรมศาสตร์ ได้ให้การสนับสนุนส่งเสริมให้คณาจารย์ เป็นจิตรกรอาสาที่เข้าร่วมวาดภาพในครั้งนี้ ในการเป็นจิตรกรอาสาทุกคนจะถอดความเป็นตัวตนหรือศิลปิน

      โดยขอทำงานตามเงื่อนไขและแบบของสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร และยอมเสียสละเวลา ทรัพย์สินส่วนตัวในการดำเนินงาน จนกว่างานจะแล้วเสร็จ

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

     สำหรับความรับผิดชอบของผู้ช่วยศาสตราจารย์ รัตนฤทธิ์ นั้นอยู่ในส่วนของการวาดภาพโครงการพระราชดำริในรัชกาลที่9เรื่องพลังงานทดแทน วาดภาพต้นสบู่ดำ ด้วยสีอะคริลิก และวาดภาพ ดอกบัว ใบบัว หญ้า รวงข้าว และอื่นๆตามที่หัวหน้าช่างได้มอบหมาย

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

     “ในการทำงานจิตรกรอาสาครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ตั้งใจอยากจะทำให้พระองค์ท่าน นอกจากนำคำสอนในพระราชนิพนธ์ เรื่อง พระมหาชนก น้อมนำมาปฏิบัติในชีวิตแล้ว ถือว่าเป็นเกียรติประวัติต่อชีวิต ครอบครัว ที่ได้รับใช้พระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย”

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์

  รองศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์ เล่าว่า ในการปฏิบัติงานครั้งนี้ต้องมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ต้องละตัวตนเป็นงานถวายรัชกาลที่9 ครั้งสุดท้าย ได้ถวายการอนุรักษ์รักษาจิตรกรรมความเป็นไทย ในฐานะของประชาชนของพระองค์ท่าน

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

      ซึ่งจิตอาสาที่มาปฏิบัติงานครั้งนี้ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน   รองศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์  รับผิดชอบ ในส่วนลวดลายประกอบดอกบัว และในครั้งนี้ได้เพ้นท์ช้างสิบตระกลูประดับ งานพระเมรุมาศ ในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ถึงแม้จะมีเวลาไม่มากแต่ก็มีความตั้งใจและภูมิใจที่มีส่วนร่วมในฐานะ จิตรอาสา

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์บัณฑิต อินทร์คง

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์บัณฑิต อินทร์คง เล่าว่า ด้วยความเชี่ยวชาญในส่วนของงานศิลปะไทย รับผิดชอบในส่วนของการตัดเส้นเก็บรายละเอียดตัวเทวดา ได้ปฏิบัติงานในครั้งนี้เป็นเกียรติประวัติต่อชีวิต ในฐานะของประชาชนของพระองค์ท่าน ทุกเส้นทุกสายที่ตัดเกิดจากความตั้งใจที่จะถวายพระองค์ท่าน และยังได้ร่วมกับงานกับจิตรกรอาสาท่านอื่นๆ

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไกรสร ประเสริฐ

     ทางด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ไกรสร ประเสริฐ เล่าว่า อาสาปฏิบัติงานในการช่วยปุลาย คือการใช้เข็มจิ้มกระดาษให้เป็นรูตามลวดลาย เพื่อนำลายปุบนกระดาษที่ได้ นำลูกประคบไปประคบกระดาษบนผ้าใบ เป็นการก๊อปปี้ลายบนผ้า ถึงจะจุดเล็กๆ ถือเป็นเกียรติประวัติต่อชีวิต ได้ถวายงานรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นงานที่ตนเองได้ถ่ายทอดและสอนให้กับนักศึกษา

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

   อาจารย์สุนทร จันทร์ประเสริฐ

   อาจารย์สุนทร จันทร์ประเสริฐ เล่าว่า ปฏิบัติงานในส่วนการฉลุลาย ใช้คัตเตอร์ฉลุออกมาเป็นลวดลาย ตามที่แบบ เพื่อนำลายที่ฉลุไปปั๊บลาย ลักษณะเป็นลวดลายซ้ำๆ ให้เหมือนกัน ถือเป็นเกียรติประวัติต่อชีวิต ได้ทำหน้าที่จิตรกรอาสา เป็นแบบอย่างจิตอาสาที่ดีให้กับนักศึกษา ในการใช้ชีวิตการทำงานของอาจารย์และศิลปินคนหนึ่ง

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ


“เด็กดี”ต้องเชื่อฟังครู ???

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296987

“เด็กดี”ต้องเชื่อฟังครู ???

เด็กดีต้องเชื่อฟังครู ทัศนคติที่ต้องแก้ไข, ถึงเวลานิยามคำว่าเด็กดีกันใหม่, 6ทัศนคติการศึกษาที่ต้องแก้ไข, เด็กดี

“เด็กนักเรียนไทยคิดว่าการถามครูเป็นเรื่องน่าอายหรือเด็กดีต้องเชื่อฟังครู” เป็นทัศนคติทางการศึกษาที่ต้องเร่งปรับแก้ เพราะเป็นปัญหาต่อการพัฒนาการศึกษาไทย

       ในมุมมองของทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศ จากโครงการ Redesigning Thailand #4 “เปิดแคมป์จับระบบการศึกษามาปรับทัศนคติ ซึ่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)เชิญชวนนิสิตนักศึกษาออกแบบนโยบายเพื่อพัฒนาการศึกษาไทย ไปติดตามรายละเอียดกับ 0 พวงชมพู ประเสริฐ รายงาน 0

        ทีมชนะเลิศ ประกอบด้วย นำเสนอเรื่อง ทัศนคติ เด็กดีต้องเชื่อฟังครู ประกอบด้วยนายสิรภพ ลู่โรจน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ น.ส.วรลักษณ์ ภักตร์อำไพ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายพงศรากร ปาแก้ว คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

"เด็กดี"ต้องเชื่อฟังครู ???

   “จากงานวิจัยพบว่า 86 %ของนักเรียนไทยไม่กล้ายกมือถามครู มากเป็นอันดับ6 ของโลกที่นักเรียนไม่กล้าถามครู สาเหตุสำคัญที่เด็กไม่กล้าถาม เกิดขึ้นจากบรรยากาศในห้องเรียนที่มี 3 องค์ประกอบ คือ ครู นักเรียน และเพื่อนร่วมชั้น” น.ส.วรลักษณ์ เปิดฉากถึงที่มาของปัญหา

   น.ส.วรลักษณ์ ขยายความต่อว่า ทัศนคติของ 3 องค์ประกอบดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อทัศนคติตัวนักเรียน โดยครูมีทัศนคติที่ว่าเรามีอำนาจสูงสุดในห้องเรียน เป็นอำนาจนิยม เราตัดสินถูกผิดโดยใช้เกณฑ์ของตนเองเป็นหลัก เพื่อนร่วมชั้นมีทัศนคติที่ว่าการยกมือถามในห้องเป็นการอวดรู้ โชว์ฉลาด เป็นการรบกวน

     ทำให้ตัวนักเรียนมีทัศนคติที่ว่าการยกมือถามคือแตกแยก อาย ไม่กล้าถาม ทัศนคติเหล่านี้ส่งผลให้นักเรียนขาดความมั่นใจในตนเอง และส่งผลต่อการศึกษา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การเรียนภาษาอังกฤษ ที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเด็กไทยไม่กล้าถาม อาย ขาดความมั่นใจ

       ทัศนคติเหล่านี้ทำให้การเรียนการสอนของประเทศไทย ไม่พัฒนา หยุดนิ่ง และไร้ประสิทธิภาพ!

   นายพงศรากร เพิ่มเติมว่า ปัญหาเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ทั้งหมด ไม่ว่าจะปรับส่วนอื่นๆอย่างไร ถ้าส่วนล่างหรือนักเรียนยังไม่พร้อมเปิดรับการเรียนรู้ ก็ไม่มีประโยชน์ ไม่สัมฤทธิ์ผล

"เด็กดี"ต้องเชื่อฟังครู ???

       ทีมมองว่าแนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ คือ “Drama in Education หรือ ละครเพื่อการศึกษา” เน้นที่กระบวนการ คือ การร่วมมือและมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างครูกับนักเรียน และเพื่อนนักเรียนในห้องเรียน

      ซึ่งจะทำให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์มีตรรกะในการคิด พังกำแพงระหว่างกัน เมื่อจะซักถาม มีส่วนร่วมเรื่องใดในห้อง นักเรียนจะมีความมั่นใจในตนเอง มีความภาคภูมิใจ เมื่อนักเรียนมีความเชื่อมั่นในการเปิดรับสิ่งต่างๆ แน่นอนการเรียนรู้ก็จะมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญแนวทางนี้สามารถนำไปปรับเพิ่มเป็นวิชาใหม่ หรือบูรณาการในวิชาต่างๆได้ ไม่เสียงบประมาณเพิ่มขึ้นมาก

   นายสิรภพ บอกว่า การนำแนวทางนี้มาสู่การปฏิบัติสามารถทำได้จริง โดยเสนอนโยบายเชิงรูปธรรม 2 ส่วน เน้นไปที่นักเรียนในระดับยชั้นประถมศึกษา เนื่องจากเป็นระดับที่สามารถซึมซับสภาพแวดล้อม เรียนรู้สิ่งต่างๆได้ง่าย บวกกับการเรียนการสอนยังไม่เน้นวิชาการมากจนไม่มีเวลาเรียนรู้อย่างอื่น

"เด็กดี"ต้องเชื่อฟังครู ???

      ประกอบด้วย 1.ระดับประถมฯ1-3 จัดการเรียน Drama Education ซึ่งเป็นการเรียนเจาะจงไปทางด้านการเรียนดราม่าหรือละครโดยตรง เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เด็กยังเปิดรับ ยังกล้าแสดงออก ยังไม่รู้ว่าค่านิยมของสังคมคืออะไร รูปแบบจะเป็นลักษณะการบอกโจทย์ให้เด็กร่วมกันคิดและออกมาแสดงหน้าชั้นเรียน เช่น โจทย์เกี่ยวกับความรัก ก็ให้เด็กร่วมกันคิดตีความว่าจะสื่อเรื่องความรักออกมาแบบไหน ผ่านละครที่จะถ่ายทอด เป็นต้น

    และ2.ระดับชั้นประถมฯ4-6 จะนำดราม่าไปบูรณาการเข้ากับวิชาอื่น โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ ภาษาไทยและสังคมศึกษา นอกจากนี้ ในระดับมัธยมศึกษาก็จะยังบูรณาการร่วมกับวิชาอื่นๆ แต่รูปแบบการนำเสนออาจจะไม่ใช่การแสดงละคร เป็นเป็นการระดมความคิดเห็นหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและกัน เพื่อให้เหมาะสมตามช่วงวัย

        ทั้งหมดนี้จะทำให้เด็กกล้าแสดงออก ผลพลอยได้จากกระบวนการดราม่านี้ ทำให้เด็กมีทักษะในการคิดเชิงวิพากษ์(Critical Thinking Skill) สามารถตั้งคำถามขึ้นได้ ส่งผลต่อการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆในอนาคต

      “การปรับทัศนคติของตัวเด็กเองคือรากฐานของการศึกษาไทย คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องอย่ามองข้าม มันเป็นจุดเล็กที่สุดที่ไม่เคนนึกถึง แต่จุดเล็กก็สามารถสร้างผลกระทบที่ใหญ่ขึ้นในวงกว้างได้ในอนาคต ที่สำคัญ คือ ต้องให้เด็กมีความสุขในการเรียนรู้” นายสิรภพฝากให้คิด

      การจะดำเนินการตามแนวทางนี้ ครู และกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ต้องเปลี่ยน โดยครู เปลี่ยนการฝึกอบรมครูให้มาเรียนรู้ในเรื่อง Drama Education อาจเริ่มจากวงแคบๆและค่อยขยายผล

     ส่วนศธ.อาจต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรในระดับประถมศึกษา อาจเพิ่มให้ Drama Education เป็นรายวิชาใหม่ ในระดับป.1-3 และกำหนดให้บูรณาการหลักสูตรในระดับป.4-6

      อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการตัดสินหยั่งเชิงตั้งคำถามต่อการนำเสนอของทีมนี้ว่า “แค่นิสิตบางคนที่มั่นใจและกล้าแสดงออกมากๆก็ยุ่งแล้ว จุฬาฯปั่นป่วนหมดแล้ว ถ้าจัดDrama Education จะไม่ทำให้เกิดเด็กไทยแบบนี้เต็มไปหมด ไม่ยิ่งยุ่งหรือ?”

      นายสิรภพ ตอบว่า การที่ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนที่แสดงออกในบางลักษณะจนวุ่นวาย เป็นเพราะสังคมไทยสอนเด็กมาตลอดว่า ห้ามแสดงความคิดเห็น

"เด็กดี"ต้องเชื่อฟังครู ???

      ขณะที่เด็กฝรั่งได้เรียนรู้ว่าเขามีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็น สิ่งที่ถูก สิ่งที่ทำได้ แต่เมืองไทยเด็กยังไม่เคยชินกับการแสดงความคิดเห็น จึงตีความไปว่าการแสดงความคิดเห็นคือการแหกกฎ

     ดังนั้น หากสามารถแนะแนวการแสดงความคิดเห็นตั้งแต่เด็ก เชื่อว่าจะทำให้เด็กไทยกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างเหมาะสม

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ปัจจุบันทุกคนเห็นตรงกันว่าการศึกษาไทยมีปัญหา แต่การปฏิรูปการศึกษายังไม่ได้ผล เนื่องจากยังคิดและเข้าใจไม่ตรงกันว่า ตรงจุดไหนคือปัญหา อย่างเช่น หากจะปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบ Active Learningหรือการเรียนรู็แ้บบลงมือทำ

     ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกหลายประเทศดำเนินการแล้ว แต่เมื่อนำมาใช้ในประเทศไทย ก็จะมีคำถามจากผู้ปกครองตามมามากมายว่า จะทำให้เด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ เป็นต้น

     เมื่อรู้ว่าโลกกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว มีเทคโนโลยีปัญหาประดิษฐ์ ทำให้ทักษะที่คนมีอยู่แบบในอดีตที่เพียงพอในการเลี้ยงชีพได้ตลอดชีวิต ไม่เป็นจริงอีกต่อไป

    เพราะฉะนั้น จึงต้องมีทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่แค่มีความรู้ แต่ต้องมี 3 ตัว คือ ทัศนคติ(Attitude)ที่ถูกต้อง มีทักษะ(Skill)ที่ใช้งานได้จริง และมีองค์ความรู้(knowledge)

     ซึ่งการศึกษาไม่ใช่มีความรู้ถ่ายทอดผ่านท่อจากครูไปนักเรียนเท่่านั้น  แต่ผู้ที่จะอยู่รอดต้องเป็นผู้ที่มีทัศนคติและทักษะที่ถูก เพราะฉะนั้น โจทย์สำคัญ คือ การศึกษาจะสร้างคนที่มีทักษะศตวรรษที่ 21ได้จะต้องทำอย่างไร

     “โครงการนี้จึงเป็นการรับฟังความคิดจากคนรุ่นใหม่ว่าทัศนคติของคนไทยในเรื่องใดที่จะต้องปรับเปลี่ยนและต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อให้การศึกษาไทยมีการพัฒนา ซึ่งล้วนเป็นแนวคิดที่ดีทั้งสิ้น จึงอยากเชิญชวนนิสิตนักศึกษา คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมกับทีดีอาร์ไอและภาคส่วนต่างๆในการปฏิรูปการศึกษา” ดร.สมเกียรติกล่าว

       ทัศนคติที่นิสิตนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกในรอบสุดท้ายจากทีดีอาร์ไอ มองว่าต้อมีการปรับ ใน 6 เรื่อง ได้แก่ 1.ทัศนคติ การศึกษาที่ดีมาจากอำนาจและการรวมศูนย์ ของนักศึกษาจากคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สาขามีเดีย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และคณะวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาเทคโนโลยีวิศวกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์กำลัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

      2.ทัศนคติการบริหารจัดการศึกษาที่ดีมาจากส่วนกลาง จากนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3. ทัศนคติต่อการเรียนอาชีวะ ทีมจากคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 4.ทัศนคติเรียนไปก็ไม่ได้ใช้ทีมจากคณะเศรษฐศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 5.ทัศนคติครูคือผู้นำของการเรียนรู้ในห้องเรียนทีมจากคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ6.ทัศนคติเด็กดีต้องเชื่อฟังครู ทีมจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา

เพลงเพื่อพ่อ ครั้งที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296939

เพลงเพื่อพ่อ ครั้งที่ 2

เพลงเพื่อพ่อ ครั้งที่ 2, เพลงเพื่อพ่อ, ครั้งที่ 2

ม.บูรพาจัดคอนเสิร์ตเพลงเพื่อพ่อ ครั้งที่ 2 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระประมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

รศ.ดร.สมนึก ธีระกุลพิศุทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา เปิดเผยว่า ม.บูรพา ร่วมกับ จ.ชลบุรี และบริษัทประชารัฐฯ เตรียมจัดโครงการ “เพลงเพื่อพ่อ”  เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระประมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมายนานัปการ เพื่อประเทศชาติและประชาชนมาตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่ทรงครองราชย์  ด้วยความจงรักภักดีเป็นที่สุด

การจัดงานในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังประสบความสำเร็จในการจัดครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา  กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมความร่วมมือของจังหวัดชลบุรีและทุกภาคส่วนกับภาคการศึกษาคือมหาวิทยาลัยบูรพา  เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดจนการเจริญรอยตามพระยุคลบาทมุ่งมั่นประกอบคุณงามความดี รู้รักสามัคคี และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์

นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า กิจกรรม“เพลงเพื่อพ่อ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในครั้งนี้เป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่าในการเป็นคนไทยใต้ร่มพระบารมี โดยเป็นการจัดงานภายใต้ความร่วมมือระหว่าง จ.ชลบุรี กับวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา สถาบันของรัฐที่สอนด้านบริหารจัดการระดับปริญญาโทและปริญญาเอก

โดยการนำผู้เกี่ยวข้องจากหลากหลายอาชีพ ทั้งภาครัฐ ตำรวจ ทหาร ภาคเอกชน และประชาชน มาร่วมกันขับร้องและร่วมงาน  โดยในงานมีทั้งบทเพลงพระราชนิพนธ์ จากพระอัจฉริยภาพทางดนตรีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และบทเพลงเพื่อพ่อซึ่งแต่งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9

สำหรับกิจกรรมคอนเสิร์ตการกุศล “เพลงเพื่อพ่อ” ครั้งที่ 2 ของจังหวัดชลบุรีนี้  มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม 2560 เวลา 17.00-20.00 น. ณ หอประชุมธำรงบัวศรี มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี ความจุ 1,500 ที่นั่ง เชิญชวนผู้สนใจที่มีความสามารถในการขับร้องเพลงและประสงค์เข้ารับฟังได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดได้ที่วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ ม.บูรพา โทร. 081-3111995 อีเมลล์ Chalineep@go.buu.ac.th

คืนผู้ป่วย”ออทิสติก”3แสนคนสู่สังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296932

คืนผู้ป่วย”ออทิสติก”3แสนคนสู่สังคม

คมชัดลึก, คุณภาพชีวิต, ผู้ป่วยออทิสติก, 3 แสนคน, คืนสู่สังคม, ออทิสติก, กรมสุขภาพจิต, แสนคน, เข้าสู่สังคม, มีงานทำ, มีความสุข

กรมสุขภาพจิต หนุนพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้ป่วย“ออทิสติก”3 แสนคน เข้าสู่สังคม มีงานทำ มีความสุข

          26 ก.ย.60 – นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ จ.สมุทรปราการ และติดตามปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานจัดบริการรักษาพยาบาลเด็กที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชในปี2560ว่า จากรายงานพบว่างานมีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโรงพยาบาลแห่งนี้นอกจากมีความเชี่ยวชาญรักษาโรคจิตเวชเด็กทุกโรคแล้ว ยังมีความเชี่ยวชาญพิเศษในด้านการดูแลเด็กที่เป็นโรคออทิสติก (Autistic) มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกและเป็นศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรทั้งในและต่างประเทศรวมทั้งการเยี่ยมเยียนจากองค์การอนามัยโลกมาอย่างต่อเนื่องกว่า30ปี พัฒนามาตรฐานเครือข่ายการจัดบริการดูแลโรคจิตเวชในเด็กและวัยรุ่นรวมทั้งออทิสติกในเขตสุขภาพทั่วประเทศ

          อธิบดีกรมสุขภาพจิต   กล่าวว่า สำหรับโรคออทิสติกนี้ เป็นโรคที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม เด็กจะมีร่างกายปกติ สมองปกติ แต่มีปัญหาการสื่อสาร พฤติกรรมและอารมณ์ ผลการสำรวจล่าสุดในปี2557พบว่าคนไทยป่วยด้วยโรคออทิสติกประมาณ300,000คน พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงเกือบ5เท่าตัว ในปี2560นี้ กรมสุขภาพจิตได้เน้นการเข้าถึงบริการรักษาและกระตุ้นแก้ไขพัฒนาการและปรับพฤติกรรม โดยใช้มาตรการตรวจคัดกรองหาเด็กที่อายุต่ำกว่า5ขวบที่มีลักษณะของเฉพาะของโรคนี้คือ ไม่สบตา ไม่พาที และไม่ชี้นิ้ว เพื่อเข้ารับการรักษา ซึ่งจะให้ผลดีมากหากพบผู้ป่วยได้เร็ว ในภาพรวมการจัดบริการในเขตสุขภาพทั้ง13เขต พบว่าการเข้าถึงบริการดีขึ้น ปัญหาที่พบในระบบริการขณะนี้ คือการขาดแคลนบุคลากรด้านการฝึกพูด เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้สื่อสารไม่ได้ ในปีนี้กรมสุขภาพจิตจะจัดหลักสูตรอบรมให้แก่พยาบาลสถานพยาบาลเครือข่ายทุกเขตสุขภาพ เพื่อให้เด็กได้รับบริการใกล้บ้าน

คืนผู้ป่วย"ออทิสติก”3แสนคนสู่สังคม

นาวาอากาศตรี นพ.บุญเรือง  ไตรเรืองวรวัฒน์

         สำหรับในกลุ่มเด็กออทิสติกอายุ6ปึขึ้นไป ซึ่งเริ่มเข้าสู่วัยเรียน มุ่งเน้นพัฒนาระบบบริการที่เชื่อมโยงกับโรงเรียน เพื่อเตรียมเข้าสู่สังคม ระบบการศึกษาและการสร้างอาชีพตามศักยภาพของเด็ก เพื่อให้เด็กและครอบครัวมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่า รพ.ยุวประสาทฯ ได้จัดโปรแกรมพัฒนาทักษะทางสังคมให้สามารถปรับตัวอยู่ในโรงเรียนและสังคมได้ในช่วงปิดเทอม มีโปรแกรมการดูแลต่อเนื่อง เชื่อมโยงกับโรงเรียนโรงพยาบาลและครอบครัว และจัดโครงการฟื้นฟูพัฒนาทักษะทางอาชีพและสังคมเพื่อการมีงานทำสำหรับบุคคลที่เป็นออทิสติก โดยร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนกว่า10บริษัทอาทิ ชิโน-ไทย เอนจิเนียริ่ง เอสแอนด์พี เอ็มเค โมเดิร์นฟอร์ม อุดมเอก รพ.มนารมย์ รพ.สุขสวัสดิ์ รพ.บางนา5เป็นต้น

        ทั้งนี้รพ.ยุวประสาทฯจะเตรียมความพร้อมให้ฝึกการทำงานจริงในหน่วยงานต่างๆของรพ. โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นครูฝึกเป็นเวลา1ปี โดยไม่ได้รับเงินเดือน จากนั้นจะประเมินผลการฝึกปฏิบัติงานตามาตรฐาน ก่อนส่งไปทำงานจริงในสถานประกอบการ และจะติดผลการทำงานอย่างต่อนื่องเป็นระยะ กรณีมีปัญหาทางรพ.จะเข้าไปช่วยเหลือแนะนำที่บริษัท เริ่มโครงการตั้งแต่พ.ศ.2555จนถึงปัจจุบัน ปีละ1รุ่น รุ่นละ10-15คน มีบุคคลออทิสติกจากภายนอกเข้าร่วมโครงการ56คน ขณะนี้ได้รับการจ้างงานแล้ว50คน และอยู่ระหว่างฝึกงานที่รพ.ยุวประสาทอีก10คน จะจบโครงการเดือนธันวาคม2560โดยมีบริษัทจองตัวแล้ว4คน กรมสุขภาพจิตได้วางแผนขยายโครงการนี้ ในปี2561-2562โดยผ่านเครือข่ายผ่านชมรมออทิสติกทั่วประเทศในทุกจังหวัด และรพ.จิตเวชฯในสังกัดกรมสุขภาพจิต เพื่อให้บุคคลที่เป็นออทิสติกในต่างจังหวัดได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการและสามารถทำงานได้ตามศักยภาพ

         แพทย์หญิงรัชนี ฉลองเกื้อกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ กล่าวว่าจากการติดตามผลโครงการฯ ในปี2559พบว่า บุคคลออทิสติกมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีความรับผิดชอบสูง ทำงานตรงเวลา ผลงานเป็นที่ยอมรับของสถานประกอบการ โดยส่วนใหญ่ทำงานในงานสำนักงาน ยังมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร สัมพันธภาพอยู่บ้าง มีรายได้มากกว่า10,000บาทต่อเดือน มีเงินเก็บสามารถช่วยเหลือครอบครัวได้ ในจำนวนนี้สามารถสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูสอนเด็กพิเศษในโรงเรียนในจ.สมุทรปราการ1คน ทำงานที่การไฟฟ้า1คน ในส่วนของผู้ปกครองพบว่ามีความสุขขึ้น บางคนบอกว่า หมดห่วง โล่งใจนอนตายตาหลับได้แล้ว โดยเด็กในโครงการนี้มีไอคิวอยู่ในระดับใกล้เคียงปกติ สามารถเรียนจบการศึกษาระดับอนุปริญญาขึ้นไป บางรายมีความสามารถพิเศษทางด้านคอมพิวเตอร์

วางระบบดึงเอกชนร่วมจัดการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296934

วางระบบดึงเอกชนร่วมจัดการศึกษา

กรรมการออสระ, การศึกษาเอกชน

คกก.อิสระย้ำรัฐการศึกษาปฐมวัยรัฐต้องจัดตามกฎหมาย ชี้ต้องหาช่องหนุนเอกชนร่วมจัดการศึกษามากขึ้น ขณะที่ร.ร.เอกชนสะท้อนปัญหาติดขัดข้อกฎหมาย

     เมื่อวันที่ 26 ก.ย.60 ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ใน การประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการฯ  เปิดเผยว่า  คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ศึกษาแนวทางการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการจัดการศึกษา  ได้นำเสนอข้อมูลปัญหา อุปสรรคของสถานศึกษาเอกชนในภาพรวม

ซึ่งรวบรวมมาจากผู้แทน/สมาคมต่างๆ โดย คณะกรรมการฯ อภิปรายอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ที่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตั้งแต่แรก และรัฐเข้ามามีบบาทมากขึ้นและพัฒนามาจนถึงรัฐเข้ามามีบทบาทในการควบคุมกำกับมากกว่าส่งเสริมสนับสนุน

ทั้งนี้ ต่อไปต้องมากำหนดให้ชัดเจนว่ารัฐมีบทบาทอย่างไร โดยจะต้องมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ แต่ต้องลดกระบวนการกำกับควบคุมลง และมีมาตรการส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามาให้บริการด้านการศึกษามากขึ้น อนาคตอาจจะต้องมีการแยกระดับโรงเรียนแบ่งเป็นกลุ่ม

เช่น โรงเรียนที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนที่มุ่งแสวงหากำไร และโรงเรียนที่มุ่งให้บริการเข้ามาทำหน้าที่เสริมหรือร่วมกับรัฐในการจัดการศึกษา ที่ชัดเจนคือการจัดการศึกษาระดับอนุบาล 3 ขวบนั้น ต้องจัดโดยรัฐเพราะกฎหมายกำหนดไว้

“ยอมรับว่าข้อเรียกร้องบางอย่างสมเหตุสมผล บางอย่างอาจจะมากเกินไป ซึ่งต้องมาพิจารณาตามความเหมาะสม แต่ปัญหาสำคัญที่ร้องเรียนกันมากขึ้นรัฐไปแข่งกับเอกชน มีกฎข้อบังคับกำกับมากกว่า ทำให้เอกชนเสียเปรียบ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป แนวทางที่ชัดเจน แต่แน่นอนว่าบทบาทของภาคเอกชนจะต้องมากขึ้น”ศ.นพ.จรัส กล่าว

ด้านน.ส.ดารณี อุทัยรัตนกิจ รองประธานคณะกรรมการอิสระฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ กล่าวว่า ปัญหาที่พบเป็นเรื่องที่มีผลกระทบทำให้การจัดการศึกษาติดขัดคือเรื่องกฎหมาย  เช่น พ.ร.บ.การศึกษาเอกชน พ.ศ.2550และพ.ศ.2554 (แก้ไขเพิ่มเติม) ที่บังคับใช้มานาน ไม่สอดคล้องกับปัจจุบัน และรัฐธรรมนูญ บางมาตราในพ.ร.บ.ขัดแย้งกันเอง และขัดกับพ.ร.บ.อื่นๆ เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งมีลักษณะเป็นการควบคุมมากกว่าส่งเสริมการจัดการศึกษา โรงเรียนเอกชน จึงมีข้อเสนอให้ปรับแก้พ.ร.บ.การศึกษาเอกชนใหม่ ซึ่งทราบว่า สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)อยู่ระหว่างดำเนินการ

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการเรียนการสอน โดยเฉพาะในส่วนของโรงเรียนนานาชาติ ที่ทำรายได้ให้กับรัฐปีละกว่า 1 แสนล้านบาท  จะมีข้อติดขัด เช่น การประเมินจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ) ทั้งที่บางแห่งได้รับการรับรองในระดับนานาชาติแล้ว หรือครูต่างประเทศที่ต้องต่อวีซ่าทุกๆ 6 ปี

นอกจากนั้นเป็นเรื่องบประมาณที่รัฐจัดสรรหา ซึ่งโรงเรียนเอกชนบางแห่งไม่รับ บางแห่งได้ไม่ครบทำให้เด็กต้องเสียค่าเล่าเรียนเพิ่ม ดังนั้นจึงอยากให้โรงเรียนเอกชน ได้รับการสนับสนุนการจัดการศึกษาเท่ากับภาครัฐ เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ อีกเรื่องคือ การกำหนดสัดส่วนการรับนักเรียนระหว่างโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนรัฐ ที่รัฐจะเปิดรับเด็กหลายรอบทำให้เด็กไม่มาเรียนโรงเรียนเอกชน

ขณะที่ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสกศ. กล่าวว่า ที่ประชุมหารือความเชื่อมโยงของรัฐกับเอกชน เนื่องจากเอกชนที่เข้ามาจัดการศึกษาส่วนใหญ่เข้ามาโดยขอให้เข้ามา แต่ต่อไปควรเปิดให้เอกชนเข้ามาช่วยจัดการศึกษาที่ชัดเจน ไม่ใช่เปลี่ยนไปตามนโยบายของรัฐที่มีการเปลี่ยนแปลง และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาช่วยจัดการศึกษาในหลายรูปแบบทั้ง การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

เกษียณอย่างไรให้มีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296926

 เกษียณอย่างไรให้มีความสุข

เกษียณสร้างสุข, 3สิ่งสร้างสุขวันเกษียณ, 3 สร้าง, ครับค่ะ, กรมสุขภาพจิต, วัยเกษียณ, สร้าง, ลูกหลาน

กรมสุขภาพจิต แนะ วัยเกษียณ ใช้ “3 สร้าง” ชวน ลูกหลาน “ครับ/ค่ะ”ช่วยสร้างสุข

      นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ทุกวันที่ 1 ตุลาคม   เป็นวันผู้สูงอายุสากล และถือว่าเป็นวันเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผู้เกษียณอายุ ซึ่งขอให้มองว่า เกษียณแล้วใช่ว่าจะกลาย      เป็นคนชราไปทันที ให้ถือเป็นโอกาสที่จะได้ทำสิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งที่อยากทํา ได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว อยู่กับตัวเองมากขึ้น ที่สำคัญเป็นช่วงเวลาของการสร้างสรรค์สิ่งดีงามและคุณค่าให้กับสังคมได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกษียณอายุ หากไม่สามารถปรับตัว ปรับใจ หรือไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมมาก่อน อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตขึ้นได้ เนื่องจาก การเกษียณอายุ เป็นเหมือนการเปลี่ยนแปลงชีวิตแบบเฉียบพลัน ทุกวันจันทร์เคยต้องไปทำงาน แต่ไม่ต้องไปแล้ว ทำให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจ

สิ่งที่กระทบแน่ๆ คือ เรื่องรายได้ ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดความเครียด กับอีกส่วนหนึ่งคือการเปลี่ยนสถานภาพทางสังคม จากบุคคลที่เคยมีบทบาทหน้าที่ มีคนเคารพยกย่อง พอเกษียณตำแหน่งเหล่านั้นไม่มี กลายเป็นเพียงคนธรรมดา เมื่อไม่มีการเตรียมความพร้อม ปรับตัวไมได้ ย่อมทำให้ยิ่งรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของตัวเองแย่ลง บางคนจึงอาจมีภาวะซึมเศร้าเกิดขึ้น

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อม ต้องยอมรับ ไม่ยึดติด อย่าคิดว่าจะเป็นแบบนี้ตลอดไป ทำตัวเองให้เป็นคนที่น่ารัก น่าเคารพ ถึงแม้ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรแล้วก็ยังสามารถเป็นพี่ให้กับน้องๆ ได้เสมอ เป็นต้น

อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้แนะแนวทางสร้างสุขสำหรับวัยเกษียณ ด้วยหลัก 3 สร้าง ได้แก่ 1.สร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ทำสิ่งดีๆ ให้กับตัวเองและผู้อื่น ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น ทำความสำเร็จเล็กๆ ให้ได้ในแต่ละวัน และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ

2.สร้างสุขภาพกายและใจให้ตนเอง ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี ฝึกจิต ฝึกสมาธิ ทำจิตใจให้สดใส เมื่อใดรู้สึกหดหู่ เหงา เศร้า ไม่สดชื่น ต้องรู้ตัว รีบปรับตัว อยู่กับคนที่รัก ไปพบเพื่อนฝูง พูดคุยปรึกษาปัญหา ทำกิจกรรมที่ชอบ ช่วยเหลือผู้อื่น ถ้าทำทุกอย่างแล้วไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

และ  3. สร้างกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งกิจกรรมในบ้านและนอกบ้าน จะทำคนเดียวหรือเป็นกลุ่มก็ได้ เช่น งานบ้าน งานสวน เข้าชมรม เล่นกีฬา ออกกำลังกาย ตามความชอบความพอใจ รสนิยม และบริบทการใช้ชีวิต เพื่อให้สมองได้ถูกใช้งาน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ลูกหลานและคนรอบข้างก็ต้องปรับตัว ปรับใจ และช่วยกันทำให้ผู้เกษียณมีความสุข รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า สร้างความเชื่อมั่นให้กับท่าน ไม่ทำให้ท่านรู้สึกว่าเป็นภาระของสังคม

แต่เป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่สามารถช่วยสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นได้ ควรให้ความเคารพยกย่อง เชื่อฟังในสิ่งที่ท่านอบรมสั่งสอน ให้ท่านมีโอกาสทำในสิ่งที่ต้องการ ไม่ทอดทิ้งให้อยู่ลำพัง พาไปทำกิจกรรม หรือพาไปเที่ยวบ้างตามโอกาส

“ทั้งนี้ เวลาสื่อสารกับท่าน ก็ควรใช้ภาษา “ครับ” หรือ  “ค่ะ”  โดยหลีกเลี่ยงคำว่า “ไม่ได้หรอกครับ/ไม่ได้หรอกค่ะ” ตลอดจน เวลาท่านสอนหรือพูดบ่น ก็ควรฟัง อย่าหนีไปไหน และเห็นด้วยกับท่านบ้าง เพียงเท่านี้ก็ทำให้วัยเกษียณสุขทั้งกายสุขทั้งใจแล้ว” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

5 หนุ่มเน็ตไอดอลม.รังสิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296838

5 หนุ่มเน็ตไอดอลม.รังสิต

มารู้จัก, เน็ตไอดอลฉบับมรังสิต

ยุคนี้ พ.ศ.นี้ เห็นใครๆก็เป็นเน็ตไอดอลเต็มไปหมดเลย ที่มหาวิทยาลัยรังสิตก็มีนะ ทั้งเก่ง มีความสามารถ มีความประพฤติดี สรุปคือดีในหลายๆ ด้านนั่นแหละ จนต้องขอยกให้

 

ทั้ง 5 คนนี้ไม่ใช่ใครเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 5 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่ต้องบอกเลยว่าความรู้ความสามารถไม่ธรรมดา เรียนดี เรียนเก่ง แถมยังหน้าตาดีมีสไตล์อีกด้วย ความลงตัวแบบนี้ใครเห็นก็ชื่นชม รวมถึงอาจารย์ประจำคณะยังเอ่ยปากชมเลยทีเดียว มีใครกันบ้าง..มารู้จักันดีกว่า

คนแรกหนุ่มหน้าใสสไตล์โอปป้า พี่บิว -วรพงษ์ พัฒนไพบูลย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 5 คณะสถาปัตยกรรมศาตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เกรดเฉลี่ย 3.86 ว่าที่สถาปนิกที่มีสไตล์เป็นของตัวเองทั้งรูปแบบการใช้ชีวิตรูปแบบการทำงาน มีความฝันอยากตั้งหลักชีวิตให้มั่นคงก่อนอายุ 30 ปี

5 หนุ่มเน็ตไอดอลม.รังสิต

พี่บิว -วรพงษ์ พัฒนไพบูลย์

เคล็ดลับการเรียนดี คือ มีคอนเซ็ปต์ (Concept) ให้กับการเรียน แบ่งเวลา Learn + Play ให้ชัดเจนไปเลย เวลาเรียนก็ตั้งใจให้สุด เวลาเล่นก็เล่นให้สุด และทั้งสองคอนเซ็ปต์ต้องเก็บประสบการณ์ไว้เป็นความรู้รอบตัวเพื่อต่อยอดความคิดสร้างสรรค์มาใช้กับชีวิตจริงในการทำงาน

คนที่สอง สิรวิชญ์ ตันฑวรักษ์ หรือ แบงค์ นักศึกษาชั้นปีที่ 5 คณะสถาปัตยกรรมศาตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เกรดเฉลี่ย 3.63 หนุ่มมาดเข้มคนนี้มีความฝันอยากมีบ้านที่ตัวเองเป็นคนออกแบบ และอยากเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรม จึงตัดสินใจเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์อย่างไม่ลังเล สำหรับว่าที่สถาปนิกคนนี้มีแรงบันดาลใจที่ทำให้ขยัน ตั้งใจเรียน เพราะอยากพิสูจน์ตัวเองให้กับครอบครัวได้เห็นความสามารถ เห็นศักยภาพความตั้งใจ

5 หนุ่มเน็ตไอดอลม.รังสิต

สิรวิชญ์ ตันฑวรักษ์ หรือ แบงค์

คนที่สาม เชน ชานันท์ ทรัพย์เครือญาติ นักศึกษาชั้นปีที่ 5 คณะสถาปัตยกรรมศาตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เกรดเฉลี่ย 3.51 มีแรงบันดาลใจที่ทำให้ตั้งใจเรียนเพราะไม่อยากลำบากในอนาคต มีคติพจน์ในใจที่ว่า “ถ้าไม่ขยันก็ไม่สามารถใช้ชีวิตตามที่ต้องการได้ ฉะนั้นต้องมุ่งมั่นทำตามความฝันและประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน สามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ให้มีความสุขได้ และสานต่องานธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวให้คงอยู่ควบคู่กับการเป็นสถาปนิกที่ดีมีจริยธรรม

5 หนุ่มเน็ตไอดอลม.รังสิตเชน ชานันท์ ทรัพย์เครือญาติ

หนุ่มตี๋อารมณ์ดีคนที่สี่ได้แก่ ธนพัฒน์ ถิรวัฒน์ดำรงกุล ชื่อเล่น กอล์ฟ นักศึกษาชั้นปีที่ 5 คณะสถาปัตยกรรมศาตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มาพร้อมเกรดเฉลี่ย 3.60 เป็นคนทำอะไรทำเต็มที่ เวลาเล่นก็เล่น 100% เวลาเรียนก็เรียน 100% เช่นกัน ตั้งความหวังว่าอยากคว้าเกียรตินิยมเป็นของขวัญให้ครอบครัวซึ่งจะพยายามเต็มความสามารถ

5 หนุ่มเน็ตไอดอลม.รังสิตธนพัฒน์ ถิรวัฒน์ดำรงกุล

สำหรับความฝันในอนาคต อยากเป็น Developer และเจ้าของคอนโดมิเนียมที่ออกแบบด้วยตัวเอง งานอดิเรกที่ชื่นชอบเป็นพิเศษคือ กำลังศึกษาการเล่นหุ้น และช่วยที่บ้านทำงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

สุดท้าย ท้อป ธนดล ขจรกิตติยุทธ เกรดเฉลี่ย 3.53 นักศึกษาชั้นปีที่ 5 คณะสถาปัตยกรรมศาตร์มหาวิทยาลัยรังสิต มีอาชีพในฝันคือ อยากเป็นนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ และเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก ตามรอยงานสถาปัตยกรรมประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นที่มาว่าตัวเองต้องมีอิสระภาพทางการเงิน มีเวลาให้ตัวเอง ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ แบบไม่ต้องพึ่งพาใคร สามารถรับงานออกแบบฟรีแลนซ์ได้ วันว่างๆ ไปร่วมสัมมนางานพิเศษต่างๆ เดินชมแกลลอรี่ หาแรงบรรดาลใจและความรู้เพิ่มเติม

5 หนุ่มเน็ตไอดอลม.รังสิตท้อป ธนดล ขจรกิตติยุทธ

หนุ่มๆ สถาปัตย์รังสิตทั้ง 5 คนนี้ ไม่ใช่คนที่หน้าตาที่สุด เรียนเก่งที่สุด เพียงแต่เป็นเพียงตัวอย่างของพี่ๆที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง มีเป้าหมายให้กับตัวเอง มีความฝันต่างๆ ที่อยากจะทำให้ได้ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่น่าเอาแบบอย่างนั่นเอง นี่แหละ เน็ตไอดอลฉบับม.รังสิต !!!

”ที่เดียวครบ!! ทุกเรื่องเรียนต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296777

”ที่เดียวครบ!! ทุกเรื่องเรียนต่างประเทศ

ที่เดียว, เรัยนรู้วัฒนธรรม, นิสิต, นานาชาติ, มเกษตร, ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพนิสิตสู่สากล, KU international Hub, International, หลักสูตร

แหล่งข้อมูลข่าวสารนานาชาติแห่งใหม่ การศึกษาต่อต่างประเทศครบวงจร เรียกได้ว่า อยากไปศึกษาต่อประเทศไหน หลักสูตร มหาวิทยาลัยใด มาที่เดียว รู้ทุกเรื่อง

           เพียงแค่แวะเวียนมายัง ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพนิสิตสู่สากล KU International Hub ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) ตั้งอยู่ @ อาคารศูนย์เรียนรวม 1 บริเวณโซน A และ B มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

       ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมก. เล่าถึงการจัดตั้ง KU International Hub ว่า มหาวิทยาลัยมีนโยบายความเป็นนานาชาติ โดยมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ รวมถึงมีกิจกรรม โครงการเสริมสร้างศักยภาพนิสิตมก.สู่สากล พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเปิดโอกาสให้นิสิตเรียนรู้ร่วมกัน

”ที่เดียวครบ!! ทุกเรื่องเรียนต่างประเทศ

       ซึ่ง KU International Hub เป็นหนึ่งส่งเสริมพัฒนาศักยภาพนิสิตสู่สากล บูรณาการความรู้และให้บริการข้อมูลหน่วยงานสำคัญๆ ได้แก่ กองกิจการนิสิต กองวิเทศสัมพันธ์ ภาควิชาภาษาต่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ฝ่ายการศึกษาต่างประเทศ สำนักทะเบียนและประมวลผล และคณะกรรมการการพัฒนาศักยภาพนิสิตสู่สากล

”ที่เดียวครบ!! ทุกเรื่องเรียนต่างประเทศ

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมก.

      “มหาวิทยาลัยปรับปรุงห้องชั้นล่างของอาคารศูนย์เรียนรวม 1 บริเวณโซน A และโซน B ซึ่งมีพื้นที่ 480 ตารางเมตร เป็นศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพนิสิตสู่สากล หรือ KU International Hub เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานหลักกับนิสิตโดยตรงในเรื่องข้อมูลการศึกษาต่อต่างประเทศ ศูนย์กลางสื่อสาร สนับสนุนข้อมูลด้านการศึกษาต่างประเทศ โครงการแลกเปลี่ยนทุนการศึกษา วิจัย การร่วมกิจกรรมกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ข้อมูลและเอกสารที่ควรทราบเกี่ยวกับประเทศต่างๆ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ประสบการณ์และวัฒนธรรมกับนิสิตนานาชาติที่ศึกษาอยู่ในมก. หรือต่างสถาบัน และต่างประเทศ” ดร.จงรัก กล่าว

      มก.มีการดำเนินโครงการความร่วมมือต่างๆ กับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ กว่า 300 แห่ง มีคู่สัญญาทั่วโลก ที่นิสิต คณาจารย์ สามารถแลกเปลี่ยน เรียนรู้ร่วมกันได้ และมีมากกว่า 500 หลักสูตรที่เปิดสอนในภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ เพื่อประโยชน์โปรแกรมความคล่องตัวของนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ในปัจจุบันมก.เป็นสถานที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับนักเรียนจากทุกภูมิภาค

”ที่เดียวครบ!! ทุกเรื่องเรียนต่างประเทศ

      ผศ.น.ท. (หญิง) ดร. งามลมัย ผิวเหลือง รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มก. กล่าวเสริมว่า ศูนย์ KU International Hub จะเป็นพื้นที่ให้คำปรึกษาช่วยเหลือแนะนำหรืออบรมเกี่ยวกับต่างประเทศ อบรมภาษา การใช้ภาษาและวัฒนธรรมประเทศต่างๆที่ถูกต้อง โดยคาดหวังว่าการมีศูนย์กลางประสานงานหลักจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้นิสิตเข้ารับบริการ สามารถเข้าถึงการบริการข้อมูลด้านการศึกษาในต่างประเทศ และกระตุ้นนิสิตให้ตระหนักและเห็นความสำคัญในการพัฒนาตนเองและเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้นิสิตมุ่งสู่สากลตามวัตถุประสงค์และนโยบายของมหาวิทยาลัย

     นอกจาก ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพนิสิตสู่สากล KU International Hub เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารแล้ว ยังเป็นพื้นที่แสดงกิจกรรมต่างๆ ให้นิสิตได้เรียนรู้การใช้ชีวิต ประสบการณ์ วัฒนธรรมของประเทศต่างๆ เช่น เทศกาลอาหารนานาชาติ เป็นต้น

”ที่เดียวครบ!! ทุกเรื่องเรียนต่างประเทศ

     ณัชพล เอี้ยวฉาย นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ หนึ่งในนิสิตโครงการ3+1 มก. เล่าว่าการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ไปศึกษาต่อ เรียนรู้ยังต่างประเทศนั้น มีความจำเป็นสำหรับนิสิต เพราะปัจจุบันโลกมีการเชื่อมต่อกัน อนาคตเราไม่ได้ทำงานเฉพาะในประเทศไทย แต่ต้องสามารถทำงานร่วมกับเพื่อนต่างชาติ หรือในต่างประเทศได้

     ซึ่งการศึกษาต่อยังต่างประเทศ ทำให้นิสิตได้สัมผัสประสบการณ์จริง ใช้ชีวิตในต่างประเทศจริงๆ และได้เรียนรู้องค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง วัฒนธรรม และการทำงานร่วมกับชาวต่างชาติ ช่วยในการปรับตัว ปรับทัศนคติ เสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้แก่นิสิต

”ที่เดียวครบ!! ทุกเรื่องเรียนต่างประเทศ

     “มหาวิทยาลัยเปิดศูนย์ KU International Hub ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารในการศึกษาต่อต่างประเทศช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นิสิตได้ดี และทำให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อก่อน มหาวิทยาลัยมีโครงการแลกเปลี่ยนมากมาย แต่ส่วนใหญ่จะแยกเป็นคณะ หากนิสิตไม่ได้ติดตามข่าวสาร ไม่ได้รับรู้จากเพื่อน อาจารย์จะไม่ทราบว่ามีโครงการแลกเปลี่ยนศึกษาต่อต่างประเทศอะไรบ้าง อีกทั้ง การไปเรียนต่อต่างประเทศ หากได้เข้าร่วมโครงการมหาวิทยาลัยที่มีการแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยต่างชาติ ทำให้ขั้นตอน การเตรียมพร้อมต่างๆ สะดวกขึ้น”

”ที่เดียวครบ!! ทุกเรื่องเรียนต่างประเทศ

      การไปเรียนเมืองนอกง่ายขึ้นเยอะ เพียงเลือกมหาวิทยาลัยที่ต้องการไป เตรียมเอกสารให้พร้อม เข้าไปติดต่อ ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพนิสิตสู่สากล KU International Hub ซึ่งตั้งอยู่กลางมหาวิทยาลัย จะมีข้อมูล มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ สอบถามได้ทันที สนใจสามารถเข้าใช้บริการได้ตั้งแต่ เวลา 8.30 – 16.30 น. ณ อาคารศูนย์เรียนรวม 1 บริเวณโซน A และ B, Facebook: KU International Hub ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ กองกิจการนิสิต โทรศัพท์ 02 – 942 – 8200 ต่อ 618520 – 4

๐ทุนต่างประเทศ

      ทุนจากโครงการเสริมสร้างศักยภาพนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สู่สากล ประจำปี 2560 สำหรับการดำเนินการในปี 2560 นั้น มีผู้ได้รับทุน จำนวน 110 คน ประกอบด้วย นิสิตแลกเปลี่ยนไทย (Outbound) จำนวน 91 คน นักศึกษาแลกเปลี่ยนจากต่างประเทศ (Inbound) จำนวน 19 คน งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินโครงการเสริมสร้างศักยภาพนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประจำปี 2560 เป็นเงินกว่า 7 ล้านบาท โดยนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เข้าร่วมโครงการฯจะเดินทางไปศึกษาและทำวิจัย ณ สถาบันการศึกษาในประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น ไต้หวันและอินโดนีเซีย ในขณะเดียวกัน นักศึกษาแลกเปลี่ยนจากต่างประเทศ ที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นนักศึกษาจากประเทศอินโดนีเซีย เวียดนามและสาธารณรัฐเช็ก

0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0

qualitylife4444@gmail.com 0

ทดลองติดตั้งครั้งแรกประติมากรรมคุณทองแดง-คุณโจโฉ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296846

ทดลองติดตั้งครั้งแรกประติมากรรมคุณทองแดง-คุณโจโฉ

ทดลองติดตั้งครั้งแรกประติมากรรมคุณทองแดง-คุณโจโฉ, วันที่

กรมศิลป์ เตรียมซ้อมยกพระนพปฎลมหาเศวตรฉัตร วันที่ 12,17 ต.ค.นี้เพื่อทดสอบความแข็งแรงก่อนพระราชพิธีจริงในวันที่ 18 ต.ค.

     เมื่อวันที่ 25 ก.ย.60 เวลา 17.00 น.พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ติดตามความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศฯพร้อมด้วยนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม และนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร

ทดลองติดตั้งครั้งแรกประติมากรรมคุณทองแดง-คุณโจโฉ

     พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า ภาพรวมการจัดสร้างพระเมรุมาศ และอาคารประกอบพระเมรุมาศ คืบหน้ากล่า 96% เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายโดยคาดว่าวันที่ 30 กันยายน จะดำเนินการรื้อนั่งร้านในส่วนของซ่างและหอเปลื้อง

    ส่วนพระเมรุมาศบุษบกประธาน จะยังคงนั่งร้านไว้ก่อน เพื่อทดสอบการรับน้ำหนักก่อนติดตั้งครบทั้ง 4 ด้าน คาดว่าการจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 10 ตุลาคม

ทดลองติดตั้งครั้งแรกประติมากรรมคุณทองแดง-คุณโจโฉ

     ส่วนนั่งร้านจะยังคงติดตั้งอยู่จนกว่าจะเสร็จสิ้นพระราชพิธียกพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ในวันที่ 18 ตุลาคม อย่างไรก็ตาม กรมศิลปากรเตรียมจัดซ้อมยกพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร วันที่ 12 และ 17 ตุลาคม เพื่อทดสอบความปลอดภัย ความเหมาะสม และความแข็งแรง ก่อนถึงพระราชพิธีจริงในวันที่ 18 ตุลาคมนี้

ทดลองติดตั้งครั้งแรกประติมากรรมคุณทองแดง-คุณโจโฉ

       นายพรธรรม ธรรมวิมล ภูมิสถาปนิก สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เปิดเผยความคืบหน้าการนำประติมาสัตว์หิมพานต์ประดับในสระอโนดาต ว่า ขณะนี้ได้มีการติดตั้งโขดหินจำลองรอบพระเมรุมาศสมบูรณ์เกือบ 100% เหลือขั้นตอนการเก็บรายละเอียดของสี

      ส่วนสัตว์หิมพานต์ติดตั้งครบ 4 ด้านจำนวนมากกว่า 120 ชนิดโดยจะสอดคล้องกับสัตว์มงคลประจำทิศ ได้แก่ เหนือ คือ ช้าง ตะวันตก คือ ม้า ตะวันออก คือ สิงห์ และทิศใค้ คือ โค เช่น ตระกูลสิงห์ก็จะจัดทางทิศใต้ และมีการจะจัดวางผสมกับสัตว์ตระกูลอื่น ๆร่วมด้วย

ทดลองติดตั้งครั้งแรกประติมากรรมคุณทองแดง-คุณโจโฉ

     นอกจากนี้มีการเพิ่มต้นตะโกดัดบริเวณโขดหินภายในสระอโนดาต เพื่อเพิ่มความงดงาม เหมือนกับคล้ายภาพจิตรกรรมฝาผนัง อย่างไรก็ตาม สำหรับตำแหน่งการติดตั้งในภาพรวม มีความเป็นอันเอกภาพ สอดคล้องงดงาม กับพระเมรุมาศ ส่วนบริเวณรั้วราชวัตร ด้านทิศเหนือมีการติดตั้งฉัตรโลหะกลีบบัว 11 ชั้นสำหรับพระมหากษัตริย์ เพื่อแสดงขอบเขตมลฑลพิธี เครื่องแสดงพระอิสสริยยศ

ทดลองติดตั้งครั้งแรกประติมากรรมคุณทองแดง-คุณโจโฉ

       ขณะที่ นายชิน ประสงค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประติมากรรม กรมศิลปากร ประติมากรผู้ปั้นประติมากรรมสุนัขทรงเลี้ยง “คุณทองแดงและคุณโจโฉ” กล่าวว่า ได้ขนย้ายคุณทองแดงและคุณโจโฉ จากบ้านย่านท่าอิฐ จ.นนทบุรี มาทดลองติดตั้งในสถานที่จริงภายในพระเมรุมาศ บุษบกองค์ประธาน เพื่อดูระดับความสูงและความเหมาะสม ภาพรวมค่อนข้างสมบูรณ์เกือบ 100% จากนั้นได้ย้ายมาไว้ที่บริเวณศาลาลูกขุน 1 ฝั่งทิศใต้สำหรับการติดตั้งในพื้นที่จริงจะดำเนินการภายหลังที่มีการจัดสร้างพระจิตกาธานเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ทดลองติดตั้งครั้งแรกประติมากรรมคุณทองแดง-คุณโจโฉ

         ทั้งนี้ คุณทองแดงและคุณโจโฉ จะประดับอยู่หน้าพระจิตกาธาน โดยในวันที่ 26 กันยายน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี จะเสดผ้จพระราชดำเนินเป็นการส่วนเระองค์ทอดพระเนตรการก่อสร้างพระเมรุมาศ ตนจะได้ถวายรายงานการปั้นประติมากรรมคุณทองแดงและคุณโจโฉเป็นครั้งแรกด้วย

      นายเกียรติศักดิ์ สุวรรณพงศ์ จิตรกรชำนาญการพิเศษ กลุ่มจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่ ผู้ร่วมออกแบบและเขียนฉากบังเพลิง กล่าวว่า   ในส่วนของจิตรกรรมฉากบังเพลิงดำเนินการเสร็จแล้ว 100% ขณะนี้ได้มีการเคลื่อนย้ายฉากบังเพลิงในส่วนของทิศตะวันตก ซึ่งเป็นนารายณ์อวตาร  ปางที่ 8 กฤษณาวตาร ทรงอวตารเป็นพระกฤษณะ และปางที่ 10 กัลกยาวตาร ทรงอวตารเป็นมนุษย์ขี่ม้าขาว

ทดลองติดตั้งครั้งแรกประติมากรรมคุณทองแดง-คุณโจโฉ

     ด้านล่างเป็นโครงการพระราชดำริหมวดลม มาทดลองติดตั้งเข้ากับกรอบภายในพระเมรุมาศที่ได้มีการปิดทองประดับดระจกเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้สทเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรในวันที่ 26 กันยายนนี้

         อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่นำฉากบังเพลิงด้านนี้มาทดลองติดตั้งให้ทรงทอดพระเนตรก่อน เพราะเป็นด้านที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงร่วมเจิม 9 สีหรือเรียกว่า สีมณีนพเก้า ที่บริเวณกระบังหน้าเหนือหน้าผากขึ้นไปถึงส่วนชฎาของพระกฤษณะในปางที่ 8 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา จึงตั้งใจนำฉากบังเพลิงทิศนี้มาทดลองติดตั้งให้ทอดพระเนตรก่อน ส่วนกรอบของฉากบังเพลิงทิศอื่นๆอยู่ระหว่างดำเนินการปิดทองประดับกระจกคาดว่าจะทยอยมาติดตั้งทั้งหมดภายในสิ้นเดือนนี้

ทดลองติดตั้งครั้งแรกประติมากรรมคุณทองแดง-คุณโจโฉ

       ด้าน นายกัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่า ภาพรวมการจัดแต่งภูมิทัศน์คืบหน้าโดยวันนี้ได้ทยอยน้ำพันธุ์ไม้ที่ประดับในกระถาง เช่น บอนไซ มาลงและจัดวางในจุดต่างๆภายในบริเวณมณฑลพิธี  ส่วนดอกดาวเรืองจะเริ่มนำเข้ามาปลูกภายในวันที่ 8 ตุลาคมนี้เพื่อให้ดอกบานในช่วงวันที่ 15 ตุลาคม

ทดลองติดตั้งครั้งแรกประติมากรรมคุณทองแดง-คุณโจโฉ

          ภาพรวมการจัดสร้างพระเมรุมาศ ได้มีการติดตั้งครุฑ ฉัตร เทพชุมนุม แล้วเสร็จ ติดตั้งนาคราวบันไดแล้วเสร็จ ติดตั้งสัตว์หิมพานต์แล้วเสร็จ

    ​พระที่นั่งทรงธรรม ติดตั้งรวยระกาแล้วเสร็จอยู่ระหว่างตกแต่งผนังด้านหน้าบริเวณมุขที่ประทับ ฝ้าเพดานทั้งหมดแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างปูพื้นพรม

   ​ศาลาลูกขุน 1 จำนวน 4 หลัง อยู่ระหว่างตกแต่งลวดลายศิลปกรรม ศาลาลูกขุน 2 จำนวน 2 หลัง อยู่ระหว่างเก็บรายละเอียดขั้นสุดท้าย ส่วนศาลาลูกขุน 3 จำนวน 5 หลัง อยู่ระหว่างการทำสี ตกแต่งลวดลายศิลปกรรม

       ทับเกษตร ทิม ติดตั้งองค์ประกอบสถาปัตยกรรมแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างการตกแต่งลวดลายศิลปกรรมและประกอบติดตั้งฉัตรฉลุโลหะ

     พลับพลายกสนามหลวง ติดตั้งองค์ประกอบทั้งหมดแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างตกแต่งผิวและลวดลาย

     ศิลปกรรม งานภูมิสถาปัตยกรรม ปูบล็อกพื้นลานใกล้แล้วเสร็จ สระอโนดาต ทาผิวและวางระบบทั้งหมด  ติดตั้งกังหันน้ำชัยพัฒนา ฉาบสีคันนา ปลูกหญ้าแฝก ยางนา มะม่วงมหาชนก และกรมการข้าวลงต้นข้าวแล้วเสร็จ ลงไม้ดัดและวัสดุพืชพรรณตามบริเวณต่างๆ

      เกยลา บริเวณกำแพงแก้วพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท อยู่ระหว่างตกแต่งผิวและติดตั้งลวดลายพลับพลายกหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม   และพลับพลาหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาทติดตั้งองค์ประกอบและตกแต่งลวดลายแล้วเสร็จอยู่ระหว่างเก็บรายละเอียดและทำความสะอาด

​     งานศิลปกรรมประกอบพระเมรุมาศ งานจิตรกรรมฝาผนังโครงการพระราชดำริสำหรับติดตั้งบนพระที่นั่งทรงธรรมเขียนสีแล้วเสร็จ ขณะนี้ได้ดำเนินการนำชิ้นงานผนึกลงบนผนังในพื้นที่พระที่นั่งทรงธรรม ตำแหน่งที่ 2 บริเวณด้านทิศใต้ และตำแหน่งที่ 3 บริเวณด้านทิศเหนือของพระที่นั่งทรงธรรม) แล้วเสร็จ สำหรับภาพจิตรกรรมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตำแหน่งที่  1 บริเวณผนังกึ่งกลางอยู่ระหว่างการติดตั้ง

ศน.อบรมพระธรรมวิทยากร สอนธรรมะเยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296793

ศน.อบรมพระธรรมวิทยากร สอนธรรมะเยาวชน

เผยแผ่พุทธศาสนา, พระธรรมวิทยากร, กรมการศาสนา

ศน. เร่งพัฒนาทักษะและสมรรถนะพระธรรมวิทยากร 200 รูป เรียนรู้เทคนิคเผยแผ่พระธรรม และเป็นแกนนำเครือข่าย อบรมกล่อมเกลาเยาวชนพ้นวิกฤติด้านศีลธรรม

            เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2560 นายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีเปิด “โครงการพัฒนาสมรรถนะพระธรรมวิทยากรเผยแผ่พระพุทธศาสนา” ภายใต้กองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 โดยพระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและเผยแพร่การพระศาสนาแห่งประเทศไทย วัดยานนาวา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

ศน.อบรมพระธรรมวิทยากร สอนธรรมะเยาวชน

นายมานัส กล่าวว่า สังคมไทยในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากข้อมูลข่าวสารทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่เผยแพร่กันอย่างรวดเร็วกว้างขวาง แต่ขาดการกลั่นกรอง ทำให้เยาวชนของชาติหมกมุ่นหลงใหลไปในทางที่เสื่อม จำเป็นต้องนำหลักธรรมทางศาสนา  มาสร้างภูมิคุ้นกันทางจิตใจให้เข้มแข็ง ไม่ตกเป็นเหยื่อของสิ่งล่อลวงต่าง กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม  จึงจัดโครงการพัฒนาสมรรถนะพระธรรมวิทยากรเผยแผ่พระพุทธศาสนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ขึ้นในระหว่างวันที่ 25-28 กันยายน 2560 ณ วัดยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร โดยได้อาราธนาพระสงฆ์จากทั่วประเทศ จำนวน 200 รูป เข้ารับการถวายความรู้ด้านการเผยแผ่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา รวมถึงการฝึกปฏิบัติ เรียนรู้เทคนิคโดยสื่อสร้างสรรค์ จิตวิทยาวัยรุ่น  ศาสนพิธีและมารยาทไทยสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงการบริหารจัดการค่ายคุณธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

ศน.อบรมพระธรรมวิทยากร สอนธรรมะเยาวชน

ทั้งนี้ กรมการศาสนา จะดำเนินการขึ้นทะเบียนพระธรรมวิทยากร เพื่อสร้างแกนนำและเครือข่ายพระธรรมวิทยากรประสานให้เกิดความร่วมมือในการทำงานอบรมคุณธรรมจริยธรรมส่งเสริมศีลธรรมให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วประเทศต่อไป

อธิบดีกรมการศาสนา  กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน “พระธรรมวิทยากร” เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าต่อการเผยแผ่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ทั้งในด้านการเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติ  การเผยแผ่พระพุทธศาสนา  ตลอดจนการสร้างเสริมคุณธรรมให้กับเด็กเยาวชนและประชาชน  ซึ่งล้วนขึ้นอยู่กับสมรรถนะของพระธรรมวิทยากรเป็นสำคัญที่จะนำการพัฒนาคุณภาพของประชาชนไปสู่ทิศทางเพื่อตอบสนองนโยบายของประเทศได้