สพฐ.จัดติวเข้ม 7 วันครูผู้ช่วยไร้ตั๋วหลังบรรจุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274409

สพฐ.จัดติวเข้ม 7 วันครูผู้ช่วยไร้ตั๋วหลังบรรจุ

ครูผู้ช่วย, ไร้ตั๋ว, ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ, ใบอนุญาตประกอบการสอน, อบรม, หลักสูตร, สพฐ, จัด, ติว, เข้ม, วันครู, ผู้ช่วย, ไร้, ตั๋ว, หลัง, บรรจุ, สพฐจัดติวเข้ม, การุณ

“การุณ”เผยประกาศผลสอบครูผู้ช่วยแล้ว พร้อมจัดหลักสูตรอบรมเข้ม 7 วันสำหรับผู้สอบผ่านไม่มีใบอนุญาตฯ คาด 1 พ.ค.สรุปตัวเลขชัด มอบมสด.วิเคราะห์การสอบรอบด้าน

      นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้ดำเนินการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ประจำปี 2560 กรณีทั่วไป ใน 64 จังหวัด และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.)โดยมีตำแหน่งว่างบรรจุได้ 6,437 อัตรา ใน 61 สาขา ซึ่งปีนี้มี 36 สาขา ที่รับสมัครเฉพาะผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูโดยบรรจุได้ 4,357 อัตรา และ อีก 25 สาขารับผู้ที่มีหรือไม่มีใบอนุญาตฯ มีอัตราบรรจุ 2,080 อัตรา โดยมีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 198,691 คน แยกเป็นกลุ่มที่มีใบอนุญาตฯ 116,909 คน และ กลุ่ม 25 สาขา ซึ่งมีหรือไม่มีใบอนุญาตฯ 81,782 คน โดยได้ทำการสอบแข่งขันทั้งภาค ก ภาค ข และ ภาค ค ไปเมื่อวันที่ 22-24 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น

ขณะนี้ได้มีการประกาศผลการสอบเรียบร้อยหมดแล้ว และ สพฐ.ก็ได้เตรียมหลักสูตรเพื่อจัดอบรมความรู้ให้แก่ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตฯแล้ว โดยจะจัดอบรมภายหลังจากที่ได้รับการบรรจุเป็นครูผู้ช่วยในวันที่ 5 พ.ค.นี้ ซึ่งจะอบรมเรียบร้อยทันเปิดภาคเรียนแน่นอน

“หลักสูตรการอบรมจะเป็นหลักสูตร 7 วัน มีทั้งภาคทฤษฎีและการปฏิบัติ โดยเชิญครูที่เป็นครูดีเด่น ครูต้นแบบ หรือครูที่มีรูปแบบวิธีการสอนที่เป็นแบบอย่างมาวิทยากร ซึ่งการอบรมจะเน้นหนักไปที่การจัดการเรียนการสอน ประกอบไปด้วย หลักสูตร การจัดทำแผนการสอน สื่อ จิตวิยาการสอน รวมถึงการนำสื่อและหลักสูตรลงสู่การเรียนการสอนในห้องเรียน หลังจากนั้นตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ครูเหล่านี้จะต้องพัฒนาตนเองเพื่อให้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯนั้น สพฐ.จะมีครูพี่เลี้ยงและศึกษานิเทศก์ เข้าไปประเมินเป็นระยะ ขณะเดียวกันครูก็ต้องเข้ารับการอบรมหรือเรียนหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากคุรุสภา”เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ทั้งนี้ จำนวนผู้ที่สอบได้โดยไม่มีใบอนุญาตฯนั้น คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.)ทั่วประเทศจะแจ้งมายัง สพฐ.ภายในวันที่ 1 พ.ค.นี้ จากนั้น สพฐ.จะทำเรื่องส่งไปยังคุรุสภาเพื่อออกใบอนุญาตปฏิบัติการสอนโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ(ใบอนุญาตปฏิบัติการสอนชั่วคราว) เพื่อใช้สำหรับการบรรจุในวันที่ 5 พ.ค.นี้ ขณะเดียวกันจะส่งข้อมูลผู้สอบได้ทั้งหมดไปให้มหาวิทยาลัยสวนดุสิตทำการวิเคราะห์ในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการพัฒนาระบบและรูปแบบการจัดสอบแข่งขันในครั้งต่อไป ทั้งนี้จะให้วิเคราะห์ถึงกลุ่มที่ไม่มีใบอนุญาตฯและมีใบอนุญาตฯที่สอบได้ด้วย

4 ปัจจัย “เอกชน”จ้างงาน”ผู้สูงวัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274371

4 ปัจจัย “เอกชน”จ้างงาน”ผู้สูงวัย”

เพลท, จูงใจ, ปรับ, แนะ, ผู้สูงอายุ, พญลัดดา, ปัจจัย, เอกชน, จ้างงาน, ผู้สูงวัย,  พญลัดดา, วัยแรงงาน

” พญ.ลัดดา” แนะ ปรับระบบกฎหมาย แรงจูงใจ ดึงเอกชนร่วม จ้างแรงงาน “ผู้สูงวัย” เพิ่ม เผย 4 ปัจจัยเอกชนจ้างงาน

          เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2560 พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.เปิดเผยผลสรุปโครงการนำร่องเครือข่ายพัฒนารูปแบบ การขยายอายุการจ้างแรงงานผู้สูงวัยในสถานประกอบการ ที่มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)ร่วมมือกับภาคธุรกิจ 13 บริษัท สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งในบทสรุป   มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า การที่ภาคธุรกิจจะจ้างแรงงานใหม่  มีต้นทุนที่นายจ้างจะต้องจ่าย ทั้งเงินเดือน สวัสดิการ และโบนัส น้อยกว่าการจ้างงานผู้สูงอายุมาก แต่หากคำนวณในแง่การลดต้นทุนการฝึกอบรมหรือ ประสิทธิภาพการผลิตในบางอุตสาหกรรมแล้ว  หากคุ้มค่ากว่าบริษัทก็จะตัดสินใจเลือกจ้างงานผู้สูงอายุ

         “นอกจากนี้   ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า การตัดสินใจของบริษัทที่จะจ้างงานผู้สูงอายุนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ 1. นโยบายบริษัท 2. การจัดการองค์ความรู้ที่หากหาพนักงานใหม่มาแทนไม่ทันอาจแก้ปัญหาด้วยการจ้างผู้สูงอายุทำงานต่อ 3. ภาวะตลาดแรงงานบางประเภทที่หากขาดแคลนแรงานก็อาจใช้ทางเลือกจ้างแรงงานผู้สูงอายุ และ 4 นโยบายภาครัฐ ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายรวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่างๆ”พญ.ลัดดาระบุ

         เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม ในแง่กฎหมาย การจ้างงานผู้สูงอายุภายหลังเกษียณ ตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พบว่า นายจ้างจะต้องจ่ายเงินชดเชยภายหลังสัญญาจ้างหมดลงด้วย อันอาจเกิดความไม่เป็นธรรมแก่นายจ้างที่จะต้องเสียค่าชดเชยจ้างแรงงานผู้นั้นถึงสองครั้ง ทำให้การจ้างแรงงานหลังเกษียณอาจไม่ดึงดูดใจนายจ้างอีกต่อไป ตรงกันข้ามกับการเลี่ยงกฎหมายของนายจ้างที่อาจใช้การทำสัญญาจ้างราย 11 เดือนขึ้นมาแทนเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยที่จะไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้าง ประเด็นนี้จึงจำเป็นต้องหาวิธีแก้ไขให้เหมาะสมต่อไป

          พญ.ลัดดา กล่าวอีกว่า  อีกทั้งมาตรการจูงใจที่กระทรวงแรงงานออกมาตรการให้สถานประกอบการที่จ้างผู้สูงอายุ ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป สามารถนาเอาค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โดยที่จำนวนการจ้างงานนั้นจะต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนแรงงานทั้งหมด สมมติ พนักงานทั้งบริษัทมี 200 คน จะจ้างผู้สูงวัยที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปได้ไม่เกิน 20 คน นอกจากนี้ยังกำหนดค่าจ้างที่จ้างผู้สูงอายุรวมกัน จะต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของรายจ่ายค่าจ้างในบริษัทนั้น ๆ ซึ่งพบว่ามาตรการนี้ไม่จูงใจผู้ประกอบการในการจ้างแรงงานสูงอายุมากเท่าไหร่

     “ทั้งนี้ การจ้างแรงงานสูงวัย จะช่วยแก้ปัญหาวัยแรงงานที่หายไปจากระบบและที่สำคัญยังช่วยลดภาวะการพึ่งพิงได้เป็นอย่างดีเป็นปัจจัยสาคัญในการขัดขวางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในอนาคตได้ เพื่อรองรับประเทศไทยจะเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในปี 2564 สอดรับกับสัดส่วน “วัยแรงงาน” กับ “วัยสูงอายุ ที่กำลังลดลงจากจากเดิมวัยแรงงาน 4.3 คน ต่อ ผู้สูงอายุ 1 คน จะปรับลดลงกว่าครึ่งเหลือ วัยสูงอายุ 2 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน ในอีก20 ปีข้างหน้า”พญ.ลัดดาระบุ

“ภาวิช” ยันสภามนพ.ไม่ล้วงลูก เดินหน้าแก้ไขธรรมาภิบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274378

“ภาวิช” ยันสภามนพ.ไม่ล้วงลูก เดินหน้าแก้ไขธรรมาภิบาล

มหาวิทยาลัยนครพนม, สภามนพ, วิช, ยันส, ภาม, ไม่, ล้วง, ลูก, เดินหน้า, แก้ไข, ธรรมาภิบาล, ภาวิช, ยันสภามนพไม่ล้วงลูก, พิเศษ, มนพ, สตง, คสช, ฉบับชั่วคราว

“ภาวิช” แจงปมขัดแย้งในมหาวิทยาลัย ไม่ห่วงม.44 เชื่อมั่นมหาวิทยาลัยไม่ล่มสลาย ลั่นสภาฯไม่ล้วงลูก และทำหน้าที่แก้ไขธรรมาภิบาลและคุณภาพการศึกษา

           เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ที่ศูนย์บริการการศึกษา กรุงเทพมหานคร มหาวิทยาลัยนครพนม อาคาร ณ นคร ถนนแจ้งวัฒนะ ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม (มนพ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการสภา มนพ. วาระพิเศษ ว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยที่ผ่านมานั้น  ที่ประชุมได้วิเคราะห์สถานการณ์ ที่เกิดขึ้นมาเป็นลำดับและเห็นว่าปัญหาสำคัญ ที่จะต้องเร่งกู้สถานการณ์ของ มนพ.คือ คุณภาพการศึกษา โดยจากการประเมินคุณภาพภายในที่ผ่านมาพบว่าในหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยเปิดสอนอยู่กว่าครึ่งหนึ่ง ไม่ผ่านและก็มีความพยายามแก้ไขแล้ว ดังนั้น สภาฯ จะลงไปดูว่าหลักสูตรต่างๆแก้ไขอยู่นั้นต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอุดมศึกษาอย่างไร ถ้าต่ำกว่าจนแก้ไขไม่ได้สภาฯ ก็จะปิดหลักสูตร แต่ถ้ายังแก้ไขได้จะเร่งแก้ไข ตามข้อมูลที่มีอยู่ว่าอ่อนและต้องเสริมด้านไหน”ศ.(พิเศษ)ดร.ภาวิช กล่าว

"ภาวิช" ยันสภามนพ.ไม่ล้วงลูก เดินหน้าแก้ไขธรรมาภิบาล

นายกสภา มนพ.กล่าวต่อไปว่า  ส่วนปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น พบว่า เกิดปัญหาจากบุคลากรไม่กี่คน และเกิดจากโครงสร้างมหาวิทยาลัยไม่กี่ส่วน โดยกลุ่มที่มีการชุมนุมยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ในภาพที่ปรากฎเป็นข่าวมีเป็นร้อยคนแต่พอดูแล้ว เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยแค่ 14 คนที่เหลือเป็นบุคคลภายนอก ซึ่งจะมีการตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงต่อไป อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเกิดปัญหาในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีบางคณะ ขออนุมัติปริญญาให้แก่ผู้ที่อ้างว่าสำเร็จการศึกษาจำนวนหนึ่ง แต่ในข้อเท็จจริงนักศึกษายังสอบไม่เสร็จ คะแนนไม่มีก็ถือเป็นความผิดของคณะกรรมการประจำคณะ ที่ส่งคะแนนให้สภาฯพิจารณา ถือเป็นความผิดกฎหมายอาญา เนื่องจากทำรายงานเท็จ นอกจากนี้ยังมีกรณีการอนุมัติทุนเรียนปริญญาเอกด้วย ซึ่งทั้ง 2 เรื่อง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ให้สภาฯ แจ้งอธิการบดี มนพ.ลงไปตรวจสอบแล้ว ดังนั้น จึงไม่ใช่การล้วงลูกและสิ่งที่สภาฯ ทำอยู่ คือ การแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย

“ที่มีการบอกว่าจะเสนอขอหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พ.ศ.2557 ตั้งคณะกรรมการเข้าไปควบคุม มนพ.นั้น ก็เสนอได้ แต่ผมเห็นว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้ล่มสลาย กรรมการสภาฯมีสติ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิไม่ใช่คนโนบอดี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทำอยู่ขณะนี้คือเรากำลังแก้ปัญหาธรรมาภิบาลและคุณภาพการศึกษา”นายกสภา มนพ.กล่าว

สภา มนพ.ตั้ง “จินดา งามสุทธิ” รักษาการอธิการบดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274374

สภา มนพ.ตั้ง “จินดา งามสุทธิ” รักษาการอธิการบดี

สภา มนพ, ตั้งกรรมการสรรหา, ผู้แทนอปท, ผู้ทรงคุณวุฒิ, สภา, ตั้ง, จินดา, งาม, สุทธิ, รักษาการ, อธิการบดี, มนพตั้ง, งามสุทธิ, รักษาการอธิการบดี, จินดา งามสุทธิ

ที่ประชุมสภา มนพ.วาระพิเศษตั้ง “จินดา งามสุทธิ” รักษาการอธิการบดี มนพ.พร้อมตั้งคณะกรรมการสรรหา “อธิการบดี-ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน-ผู้แทน อปท.2 คน”

          เมื่อวันที่ 30 เม.ย.เวลา 16.00 น. ที่ศูนย์บริการการศึกษา กรุงเทพมหานคร มหาวิทยาลัยนครพนม อาคาร ณ นคร ถนนแจ้งวัฒนะ ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม (มนพ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการสภา มนพ. วาระพิเศษ ว่า การประชุมในวันนี้ถือว่ากรรมการสภาฯ เข้าประชุมครบองค์ประชุม โดยมีทั้งหมด 13 คน จากกรรมการปัจจุบันที่เหลือ 16 คนจากองค์ประกอบเดิม 23 คนรวมนายกสภาฯ ด้วย ซึ่งที่ประชุมมีมติแต่งตั้ง ผศ.ดร.จินดา  งามสุทธิ อุปนายกสภา มนพ.เป็น รักษาอธิการบดี มนพ. พร้อมกันนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี โดยมีศ.นพ.วุฒิชัย ธนาพงศธร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภา มนพ.เป็นประธาน

นอกจากนั้น ได้ตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ลาออกเนื่องจากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น 5 คนและลาออกเนื่องจากได้รับโปรดเกล้าฯเป็นกรรมการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) 1 คน รวม 6 คน โดยมี ศ.ดร.สุนทร บุญญาธิการ รองประธาน กกอ.เป็นประธาน และตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้แทนองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ลาออกเนื่องจากหมดวาระ 2 คน โดยมี นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภา มนพ.เป็นประธาน ทั้งนี้ คาดว่าการสรรหาอธิการบดี มนพ.คนใหม่จะเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ภายใน 3 เดือนหากไม่มีเหตุขัดข้องในกระบวนการสรรหา ส่วนตำแหน่งรองอธิการบดีและคณบดีนั้น จะมีการหารือกันต่อไป

“ติด 2 ดาว”แรงงานคุณภาพ รับ”วันเมย์ เดย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274365

“ติด 2 ดาว”แรงงานคุณภาพ รับ”วันเมย์ เดย์”

ติดดาว, ประเดิม, ประเดิมติด, ติด, ดาว, แรงงาน, คุณภาพ, รับ, วัน, เมย์, เดย์, ดาวแรงงานคุณภาพ, รับวันเมย์, ติด 2 ดาว, วันเมย์ เดย์, กพร, แรงงานติดดาว, สองดาว

“กพร.” ประเดิม“ติด 2 ดาว”แรงงานคุณภาพ รับ”วันเมย์ เดย์”เผย ปี60 มีแรงงานติดดาวแล้วกว่า 10,000 คน เป้าในครึ่งปีหลังอีกเท่ากัน ระบุค่าแรงสูงสุด 815 บาทต่อวัน

          เมื่อวันที่ 30  เม.ย. 2560 นายธีรพล ขนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) เปิดเผยว่า จากการเริ่มดำเนินโครงการ “แรงงานติดดาว” ตั้งแต่ต้นปี 2560 ซึ่งมีการติดดาวแล้วกว่า 10,000 คนทั่วประเทศและในวันแรงงานนี้ กระทรวงแรงงานโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะมีการติดดาวให้กับแรงงานที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน พร้อมกันทั่วประเทศ เป้าหมายอีกกว่า 10,000 คน ในครึ่งปีหลัง

“ติด 2 ดาว”แรงงานคุณภาพ รับ"วันเมย์ เดย์"

“โครงการงานแรงงานติดดาวเป็นอีกโครงการหนึ่งที่ กพร.ต้องการยกระดับฝีมือแรงงานให้ได้มาตรฐานสู่ระดับสากลและส่งเสริมให้กลุ่มแรงงานเข้าสู่กระบวนการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานมากยิ่งขึ้นพร้อมรับอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานโดยไม่ยึดโยงกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งปัจจุบันประกาศแล้ว 67 สาขา อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานต่ำสุดอยู่ที่วันละ 340 บาท ช่างบำรุงรักษารถยนต์ระดับหนึ่ง และสูงสุดอยู่ที่วันละ 815 บาท ในสาขานักส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมสปาตะวันตก ระดับสอง พร้อมเตรียมเสนอคณะกรรมการค่าจัางประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ เพิ่มเป็น100 สาขา”นายธีรพล กล่าว

“ติด 2 ดาว”แรงงานคุณภาพ รับ"วันเมย์ เดย์"

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานกระบี่ ได้จัดพิธีมอบวุฒิบัตรและติดดาวให้กับผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานสาขานักส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมสปาตะวันตก(หัตถบำบัด)และสาขาพนักงานนวดแผนไทย ระดับหนึ่ง จำนวน 41 คน ได้รับอัตราค่าจัางตามมาตรฐานวันละ ไม่น้อยกว่า 400-490 บาทต่อวันและระดับสอง จำนวน 4 คน รับอัตราค่าจัางตามมาตรฐานไม่น้อยกว่า 580-650 บาท ตามแต่ละสาขา ซึ่งผู้ผ่านการทดสอบในระดับสอง จะได้รับการติดดาว“สองดาว”

“ติด 2 ดาว”แรงงานคุณภาพ รับ"วันเมย์ เดย์"

“โดยจังหวัดกระบี้เป็นจังหวัดแรกที่มีการติดดาว สองดาว ทั้งนี้เป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของพลเอกศิริชัย ดิษฐกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในการยกระดับมาตรฐานฝีมือจังหวัดกระบี่ เป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เพื่อชมธรรมชาติอันสวยงามของจังหวัด”อธิบดี กพร. กล่าว

นายธีรพล กล่าวอีกว่า จากสถิติของกรมการท่องเที่ยวกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  สรุปสถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศจังหวัดกระบี่พ.ศ. 2552 ถึง 2558 พบว่าในปี 2557 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่ถึง 1,820,702 คน และในปี 2558 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดจำนวน 1,907,235 คน ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้น

“อีกทั้งนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้ารับบริการนวดแผนไทยและนวดสปา เพื่อผ่อนคลายความเมื้อยล้าจากการเดินทางท่องเที่ยว จึงทำให้ผู้ประกอบอาชีพด้านดังกล่าวมีรายได้ค่อนข้างสูง และสถานประกอบกิจการมีความต้องการแรงงานในด้านดังกล่าวเป็นจำนวนมาก แรงงานกลุ่มนี่จึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ รวมถึงการพัฒนาทักษะด้านภาษาด้วย สำหรับในปี 60 สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานกระบี่มีเป้าหมายดำเนินการด้านการท่องเที่ยวจำนวน 1,040 คน ดำเนินการแล้วจำนวน 872 คน ทั้งนี้มีเป้าหมายรวมในการพัฒนาแรงงานในพื้นที่ของจังหวัดจำนวนทั้งสิ้น 7,844 คน ดำเนินการแล้ว 8,895 คน”อธิบดีกพร. กล่าว

อธิบดีกพร. กล่าวเพิ่มเติมว่า  การติดดาวให้กับผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานในวันนี้(30 เมษายน 2560) นอกจากเป็นการสร้างความภาคภูมิใจแก่แรงงานแล้ว ยังเป็นเครื่องการันตีว่าผู้รับบริการจะได้รับบริการที่ได้มาตรฐาน ซึ่งมีผู้ที่ได้รับการติดดาวจำนวนสองดาวทั้งสิ้นสี่คน แสดงให้เห็นว่ากลุ่มแรงงานเหล่านี้ให้ความสนใจในการยกระดับมาตรฐานฝีมือเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้รับบริการและนักท่องเที่ยว

เผยสถิติปี 59 เด็กเจน Z ใช้สื่อออนไลน์มากสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274362

เผยสถิติปี 59 เด็กเจน Z ใช้สื่อออนไลน์มากสุด

แซท, สื่อสร้างสรรค์, สื่อปลอดภัย, ยุวทัศน์, เผย, สถิติ, เด็ก, เจน, ใช้, สื่อ, ออนไลน์, มาก, สุด, เผยสถิติปี, เด็กเจน, ใช้สื่อออนไลน์มากสุด

วธ.-เครือข่ายยุวทัศน์ เปิดเวทีระดมสมองเด็กและเยาวชน ร่วมสร้างสรรค์สื่อปลอดภัย ผลสำรวจปี 59 พบเด็กเจนเนเรชั่น Z ใช้สื่อสังคมออนไลน์มากที่สุด

         กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และเครือข่ายยุวทัศน์ กรุงเทพมหานคร เปิดเวทีสมัชชาเด็กและเยาวชนว่าด้วยสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ส่วนภูมิภาค ระหว่างวันที่ 29 – 30 เมษายน 2560 ณ โรงแรมกานต์มณี พาเลส ถนนประดิพัทธ์ กรุงเทพฯ โดยมีตัวแทนเยาวชนจากทุกภาคเข้าร่วมกว่า 60 คน โดย นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างการเปิดงาน ว่า วธ.ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เข้าใจ อยู่ร่วมกันได้ทุกศาสนา เป็นคนดีของสังคม ปฏิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม

เผยสถิติปี 59 เด็กเจน Z ใช้สื่อออนไลน์มากสุด

 

 

อย่างไรก็ตาม ในยุคสมัยสังคมออนไลน์ อินเทอร์เน็ต จึงอยากฝากเด็กๆทุกคนสร้างเครือข่ายการทำดีที่ยั่งยืน สามารถวิเคราะห์หลักในการเป็นผู้ผลิตสื่อเผยแพร่ และผู้รับสื่อที่ดี มีคุณภาพ สร้างสรรค์ต่อสังคม เด็กและเยาวชนทุกคนเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาบ้านเมือง การจัดโครงการในครั้งนี้ถือเป็นเจตนารมณ์อันดี สนับสนุนกระบวนการให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อในกลุ่มเด็กและเยาวชนร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดกระแสสื่อดีสร้างสรรค์ทุกจังหวัด ทุกภูมิภาค สร้างเครือข่ายที่ยั่งยืน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกข้อเสนอที่เกิดขึ้นในเวทีนี้จะสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง

“เชื่อว่าพลังของเด็กและเยาวชน จะมีบทบาทสำคัญในการขจัดสื่อร้าย สร้างสรรค์สื่อดีให้เกิดขึ้นในสังคม แล้วจับมือกันขยายสื่อดีนั้นไปทั่วประเทศด้วย” ปลัด วธ. กล่าว.

เผยสถิติปี 59 เด็กเจน Z ใช้สื่อออนไลน์มากสุด

ด้าน นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ ประธานเครือข่ายยุวทัศน์ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันสื่อในรูปแบบต่างๆของสังคมไทยถือว่ามีอิทธิพลต่อเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ จากการรายงานผลการสำรวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ.2559 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าเด็กและเยาวชนในยุค เจนเนอเรชั่นแซท (Generation Z) อายุ 15-19 ปี เป็นผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์มากที่สุด เพราะเกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดังนั้น วธ.ร่วมกับ เครือข่ายยุวทัศน์ กรุงเทพมหานคร จัดทำโครงการ “สมัชชาเด็กและเยาวชนว่าด้วยสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ส่วนภูมิภาค” เพื่อให้เด็กและเยาวชนจากแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ร่วมกันขับเคลื่อนและสนับสนุนให้เกิดการใช้สื่ออย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ในพื้นที่ภูมิภาคของตนเอง ครอบครัวและสังคมต่อไป

ลุ้น!! “สภา มนพ.”เปลี่ยนที่ประชุม 3 รอบ (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274352

ลุ้น!! “สภา มนพ.”เปลี่ยนที่ประชุม 3 รอบ (คลิป)

ลุ้น!! สภาม.ครพนม ยุค”ภาวิช”เปลี่ยนที่ประชุม 3 รอบ เผย มือป่วนโทรป่วนมีม็อบ!! จนกรรมการสภา ทยอยลาออก!! ล่าสุดเหลือ 14 คน

          ผู้สื่อข่าว“เวบไซด์คมชัดลึก”รายงานว่า วันที่ 30 เมษายน 2560  ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม (มนพ.) เเจ้งว่าจะมีการนัดประชุมประชุมสภามหาวิทยาลัยนครพนม วาระพิเศษ เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการเเต่งตั้งรักษาการอธิการบดี รองอธิการบดี รักษาการคณบดี ผู้อำนวยการ 5 หน่วยงาน พร้อมเเต่งตั้งกรรมการสรรหา กรรมการสภา ผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการสภา ประเภทผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการสรรหาอธิการบดี เเละกรรมการสรรหาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์เเละเกษตร ณ โรงเเรมมารวยการ์เด้นท์ ถ.พหลโยธิน กรุงเทพฯ นั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วย การประชุมครั้งมีการแจ้งเปลี่ยนสถานที่ประชุมถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกจากที่แจ้งว่าจะมีการจัดประชุมที่โรงแรมมารวย การ์เด้นท์ ได้แจ้งเปลี่ยนมาเป็นโรงแรมรามา การ์เด้นส์ และสุดท้ายก่อนหน้าการประชุมจะเริ่มในเวลา 14.00 น.เพียง 2 ชั่วโมง ได้แจ้งเปลี่ยนสถานที่ประชุมมาเป็นที่ ศูนย์บริการการศึกษา กรุงเทพมหานคร มหาวิทยาลัยนครพนม อาคาร ณ นคร ถนนแจ้งวัฒนะ โดยจะเริ่มประชุมในเวลา 13.00 น. เเละมีการเเถลงข่าวในเวลา 16.00 น.

โดยเวลา 13.30 น.ก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช กล่าวว่า สาเหตุที่มีการเปลี่ยนสถานที่ประชุม เนื่องจากมีผู้ไม่มีหวังดีโทรศัพท์ไปแจ้งว่าจะมีการชุมนุมทางการเมือง ทางโรงแรมแห่งแรกจึงเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายและขอความร่วมมือให้เปลี่ยนสถานที่ และเมื่อประสานไปยังโรงแรมที่สอง ก็ขอให้เปลี่ยนเช่นกัน คาดว่าข้อมูลของโรงแรมคงมีการสื่อสารถึงกัน ดังนั้น จึงต้องมาจัดการประชุมสภาฯ ที่ศูนย์บริการการศึกษา กรุงเทพมหานคร มหาวิทยาลัยนครพนม

ด้าน แหล่งข่าวระดับสูงมหาวิทยาลัยชื่อดัง ระบุว่า ได้รับทราบว่ามีมือที่มองไม่เห็นโทรไปที่โรงพัก ทั้งเขตบางเขน และเขตทุ่งสองห้อง ว่ามีการชุมนุม ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาที่โรงแรมและไม่สามารถดำเนินการจัดการประชุมได้ ทั้งที่โรงแรมมารวยการ์เด้นท์ และโรงแรมรามาการ์เด้นส์

ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า ก่อนหน้าการประชุมสภามนพ.เพียง 1 วันเลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ สภา มนพ. ก็ได้ยื่นหนังสือลาออก คาดทำให้การประชุมวันนี้มีองค์ประกอบไม่ครบ กรรมการสภา มนพ.จาก 21 คน เหลือ 14 คน โดยมีการลาออกไปแล้ว 7 คน

ชี้ข้อดีตรวจสอบเบิก-จ่าย “30 บาท”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274328

ชี้ข้อดีตรวจสอบเบิก-จ่าย “30 บาท”

สิทธิบัตรทอง, สปสช, ช่วย, จัดสรร, ได้, ถูกต้อง, ชี้, ข้อดี, ตรวจสอบ, เบิก, จ่าย, บาท, 30 บาท, หมอกวิน, ระบบ 30บาท

“หมอกวิน”ชี้ข้อดีตรวจสอบการเบิก-จ่าย ค่าชดเชยทางการแพทย์ ใน”ระบบ 30บาท” ช่วยจัดสรรงบฯให้ รพ.อย่างถูกต้อง ระบุ การจัดสรรเงินอยู่กับปริมาณที่บริการปชช.

          เมื่อวันนที่  30  เม.ย. 2560 นพ.กวิน ก้านแก้ว นายแพทย์เชี่ยวชาญ สูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลสุโขทัย กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องมีการตรวจสอบการเบิกจ่ายค่าชดเชยทางการแพทย์ว่า เนื่องจากงบประมาณปลายปิดที่มีอย่างจำกัด ทำให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไม่สามารถจัดสรรงบประมาณไปยังหน่วยบริการตามค่าบริการที่เรียกเก็บได้ กล่าวคือ จำนวนเงินที่หน่วยบริการจะได้รับจัดสรรขึ้นอยู่ปริมาณผลงานที่ได้ให้บริการประชาชน และเพื่อให้เกิดความถูกต้อง ระบบตรวจสอบของ สปสช. ผ่านหน่วยงานที่เรียกว่าสำนักตรวจสอบชดเชยและคุณภาพบริการจึงเกิดขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกส่งเข้ามาจากโรงพยาบาล หรือหน่วยบริการต่างๆ เกี่ยวกับการบริการ เพื่อให้เกิดความแม่นยำ ถูกต้อง และน่าเชื่อถือ อีกทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดสรรงบประมาณจากกองทุน

ชี้ข้อดีตรวจสอบเบิก-จ่าย "30 บาท"

“เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศสำนักตรวจสอบการชดเชยและคุณภาพบริการจึงได้จัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขขึ้น โดยเชิญแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ในการตรวจสอบเวชระเบียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแพทย์ที่ยังคงปฏิบัติงานตรวจรักษาผู้ป่วยทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกับผู้แทนของราชวิทยาลัยแพทย์สาขาต่างๆ เป็นคณะทำงานจัดทำคู่มือ”นพ.กวิน กล่าว

นพ.กวิน กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังได้ใช้หนังสือแนวทางมาตรฐานการให้รหัสโรค (Standard Coding Guidelines)ซึ่งจัดทำโดยสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นหนึ่งในเอกสารอ้างอิงเพื่อการตรวจสอบเวชระเบียนอีกด้วย”นพ.กวิน กล่าว

นพ.กวิน กล่าวเพิ่มเติมว่า  การเบิกจ่ายค่าชดเชยทางการแพทย์มี 2 ส่วนคือ1.การตรวจสอบด้านการเงิน (Financial audit)คือการตรวจสอบว่าหน่วยบริการนั้น ว่าได้ใช้ทรัพยากรหรือวัสดุอุปกรณ์ในการให้บริการตามข้อมูลที่ส่งมาจริงหรือไม่ มูลค่าที่เรียกเก็บมาตรงตามที่หน่วยบริการได้จัดซื้อมาหรือไม่ และมีความเหมาะสมในการใช้ทรัพยากรหรือวัสดุอุปกรณ์นั้นตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ การตรวจสอบประเภทนี้จะกระทำในกรณีที่เป็นการให้เบิกจ่ายค่าชดเชยเป็นการเฉพาะเพิ่มเติมจากการเบิกจ่ายตามระบบปกติ เช่น อวัยวะเทียม อุปกรณ์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง2.การตรวจสอบข้อมูลรหัสโรคและหัตถการ ในการเบิกจ่ายค่าชดเชยทางการแพทย์กรณีผู้ป่วยใน

นพ.กวิน กล่าวเสริมว่าการตรวจสอบเวชระเบียนที่สำนักตรวจสอบการชดเชยและคุณภาพบริการดำเนินการอยู่นั้น แน่นอนว่าก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารกองทุนของ สปสช.อย่างชัดเจน เพราะการตรวจสอบจะทำให้ข้อมูลที่ใช้ในการจัดสรรงบประมาณนั้นมีความถูกต้อง แม่นยำ และน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลทำให้การจัดสรรงบประมาณไปยังหน่วยบริการเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และยุติธรรม นอกจากนี้ผลการตรวจสอบเวชระเบียนจะถูกส่งกลับไปยังหน่วยบริการที่ถูกตรวจสอบ หน่วยบริการนั้นสามารถใช้ผลการตรวจสอบเวชระเบียนเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพในการบันทึกเวชระเบียน การสรุปเวชระเบียน และคุณภาพในการให้บริการ เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาคุณภาพของหน่วยบริการ

“ปัจจุบันมีหน่วยบริการหลายแห่งและแพทย์หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบเวชระเบียน โดยสำนักตรวจสอบการชดเชยและคุณภาพบริการ   ไม่ได้มุ่งหวังจะเข้าไปก้าวล่วงการวินิจฉัยของแพทย์ ถึงแม้ว่าภายหลังการตรวจสอบเวชระเบียน หน่วยบริการจะได้รับแจ้งผลการตรวจสอบในแต่ละเวชระเบียนว่าผู้ตรวจสอบมีความเห็นในการวินิจฉัยโรคและหัตถการเช่นไร แต่ความเห็นที่แตกต่างในการวินิจฉัยโรคและหัตถการนั้นถูกนำไปใช้เพื่อการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่น”นพ.กวิน กล่าวในที่สุด

ภัยเงียบ!! คนไทยกว่า 4 ล้านคน ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274325

ภัยเงียบ!! คนไทยกว่า 4 ล้านคน ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ!!

เชื้อไวรัส, ติด, ก่อมะเร็งตับ, ตับ, มะเร็ง, ก่อ, ตัว, เงียบ, ภัย, เตือน, โรคมะเร็งตับ, 4ล้าน, ภัยเงียบคนไทยกว่า, ภัยเงียบ, คนไทย, กว่า, ล้าน, ติดเชื้อ, ไวรัส, ตับอักเสบ, คนไทยกว่า, ล้านคน, ตับแข็ง-มะเร็งตับ

สธ.เตือน“ไวรัสตับอักเสบ”ภัยเงียบ! ตัวก่อ”ตับแข็ง-มะเร็งตับ”ติดต่อง่ายทางเลือด-เพศ ระบุคนไทยติดเชื้อกว่า 4 ล้านคน ทั่วโลกป่วย 400ล้าน แนะ 8 วิธีป้องกัน

          เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2560 นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้องค์การอนามัยโลกเป็นห่วงสถานการณ์โรคไวรัสตับอักเสบที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ให้ทุกประเทศตระหนักและร่วมควบคุมป้องกันโรค โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิดเอ, บี, ซี ,ดี, อี และจี ที่เป็นปัญหาทั่วโลกและในไทยคือชนิดบีและซี ทั้ง 2 ชนิด ติดต่อทางเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสัมผัสสารคัดหลั่งทางเพศสัมพันธ์ และติดต่อจากแม่สู่ลูก ซึ่งติดต่อกันง่ายกว่าเชื้อเอชไอวีเพราะเชื้อสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายวัน ภัยเงียบหลังการติดเชื้อคือทำให้เกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับ

          “คาดว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยประมาณ 400 ล้านราย เสียชีวิต 1.4 ล้านรายต่อปี ประมาณร้อยละ 48 เสียชีวิตจากชนิดซี รองลงร้อยละ 47 เสียชีวิตจากชนิดบี อัตราการตายสูงเป็นลำดับ 7 ของสาเหตุการตายทั่วโลก ในประเทศไทยคาดว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ประมาณ 3 ล้านคน และไวรัสตับอักเสบ ซี เรื้อรัง ประมาณ 1 ล้านคน”นพ.โสภณ กล่าว

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า ในการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ได้ให้สำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัด ดำเนินการดังนี้ 1.รณรงค์ให้ความรู้เรื่องโรค วิธีการป้องกันไม่ให้ป่วย 2.กำชับให้บุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยทุกคน ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังตามมาตรการสากลเพื่อป้องกันการติดโรค 3.จัดบริการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ให้เด็กแรกเกิดทุกรายทั้งเด็กไทยและเด็กต่างด้าวที่คลอดในประเทศ ซึ่งอยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อป้องกันโรคมะเร็งตับในระยะยาว สำหรับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดอื่นๆ อยู่ระหว่างการดำเนินการต่อรองราคาเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้มากที่สุด 4.เร่งรัดการตรวจวินิจฉัยผู้ติดเชื้อระยะแรก เพื่อให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที ตัดวงจรแพร่ระบาดให้ได้มากที่สุด

ด้านนายแพทย์เจษฏา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา ตั้งแต่ 1 มกราคม – 14 เมษายน 2560 ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคตับอักเสบจากไวรัส 3,091 ราย เสียชีวิต 1 ราย เชื้อที่พบมากที่สุดคือชนิด บี พบประมาณร้อยละ 75 รองลงมาคือชนิดเอ ส่วนใหญ่เกิดอย่างเฉียบพลันและเป็นเรื้อรัง พบผู้ป่วยได้ทุกเพศทุกวัย ผู้ป่วยโรคตับอักเสบจะมีอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย ปวดท้องบริเวณชายโครงขวา โรคนี้ไม่มียารักษาให้หายขาดแต่มียาที่สามารถควบคุมเชื้อไวรัส ทั้งนี้ จะผู้ป่วยโรคตับอักเสบส่วนหนึ่งกลายเป็นพาหะโรค สามารถแพร่เชื้อสู่คนอื่นได้ โดยไม่มีอาการป่วย

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวอีกว่า ดังนั้น ขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรค ดังนี้ 1.ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะกับต่างเพศหรือรักร่วมเพศ ช่วยให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกชนิด 2.ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน 3.ไม่สัก ฝังเข็ม หรือเจาะ โดยใช้เข็มหรือหมึกร่วมกัน 4.ไม่ใช้แปรงสีฟันและใช้ของมีคมร่วมกัน เช่น มีดโกนหนวด มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ

“5.ยึดหลัก กินร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือ ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำต้มสุก รับประทานอาหารปรุงสุกด้วยความร้อน โดยเชื้อไวรัสตับอักเสบจะตายที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส 6.ล้างผักสดและผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน 7.ขอให้ถ่ายอุจจาระลงส้วม ไม่ถ่ายอุจจาระลงน้ำ ไม่แพร่กระจายสิ่งแวดล้อม 8.ลดละการดื่มเครื่องแอลกอฮอล์ทุกชนิด หากประชาชนมีข้อสงสัย สอบถามสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422″อธิบดีกรมควบคุมโรค  กล่าว

3 อันดับ เจ็บป่วยฉุกเฉิน!! วัยทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274321

3 อันดับ เจ็บป่วยฉุกเฉิน!! วัยทำงาน

แรงงานไทย, ไทย, แรงงาน, ป่วยฉุกเฉิน, ยานยนต์, ของ, วัยแรงงาน, อันดับ, เจ็บป่วย, ฉุกเฉิน, วัยทำงาน, เจ็บป่วยฉุกเฉิน

​​​​​​​สพฉ. เผยสถิติโรคฉุกเฉินห่วงคนวัยทำงานป่วยโรคฉุกเฉิน เหตุเครียด ไม่มีเวลาออกกำลังกาย พร้อมเผย 3 อันดับอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินมากที่สุด อุบัติเหตุยานยนต์

          เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2560 ...นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ   (สพฉ.)  กล่าวว่า  วันที่ พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันแรงงานแห่งชาติ ซึ่งวัยแรงงานถือเป็นกำลังหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศ แต่คนกลุ่มนี้ก็เป็นอีกกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะมีโรคและอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินคุกคาม   โดยตลอดปี2559 สพฉ.ได้สรุปสถิติโรคฉุกเฉินที่เกิดขึ้นกับคนไทย โดยเฉพาะในช่วงวัยทำงาน อายุ 20-60 ปี  พบว่า มีการแจ้งเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1669 ในเรื่องอุบัติเหตุยานยนต์มากที่สุด  ซึ่งได้รับแจ้งเหตุในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง คือ35,758   ครั้ง ส่วนผู้หญิง 18,114 ครั้ง  รองลงมาคือมีอาการป่วย อ่อนเพลีย อัมพาตเรื้อรัง  โดยได้รับแจ้งเหตุในเพศชายมากกว่าเพศหญิงเช่นกัน  คือ ชาย ได้รับแจ้ง15,773 ครั้ง  หญิงได้รับแจ้ง13,680ครั้ง  ขณะที่อันดับ3  คืออาการปวดท้อง หลัง เชิงกราน  ได้รับแจ้งเหตุในเพศชาย 10,024 ครั้ง  และเพศหญิง  8,270ครั้ง

          ” ทั้งนี้ สาเหตุที่คนวัยทำงานเป็นโรคมากขึ้น เนื่องจากมีความเครียด ไม่มีเวลาพักผ่อน และใช้เวลาอยู่กับการทำงานค่อนข้างมาก  ขณะที่คนเมืองยังต้องเผชิญกับความเครียดจากปัญหาการจราจรที่ติดขัด ทำให้ส่งผลต่อสุขภาพอย่างหนัก  ส่วนอีกหนึ่งในโรคที่น่าเป็นห่วง คือ โรคหลอดเลือดสมอง หรือ(STROKE)   คือภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือแตก  ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก  ซึ่งคนที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง  มีไขมันในเลือดสูง เป็นโรคหัวใจ สูบบุหรี่เป็นประจำ ขาดการออกกำลังกาย ซึ่งโรคนี้จะสังเกตอาการได้ง่าย ๆ คือ ผู้ป่วยจะมีอาการแขนขาอ่อนแรงเฉียบ พลัน มึนงง วิงเวียน ทรงตัวไม่ได้ ใบหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ ซึ่งส่วนมากทุกอาการจะเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างฉับพลัน”เลขาธิการ สพฉ. กล่าว

เลขาธิการ สพฉ.กล่าวอีกว่า อีกโรค  คือ โรคภาวะหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน(STEMI) ซึ่งอาการของผู้ป่วยนั้น จะมีอาการเจ็บแน่น จุกเสียดที่หน้าอกหรือท้องส่วนบน หรือมีอาการแน่นเหนื่อยขึ้นมาทันที ร่วมกับอาการหายใจไม่สะดวก หอบเหนื่อย คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ซึ่งเมื่อมีอาการดังกล่าวให้รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์      

         “อยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพของตนเองให้ดีเพื่อให้ปลอดจากการเจ็บป่วยฉุกเฉินในทุก ๆ โรค  ที่สำคัญต้องออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ตรวจเช็คสุขภาพประจำปี หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์   และที่สำคัญคือต้องไม่เครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ และลดความเครียดจากการทำงาน ที่ หากเจ็บป่วยฉุกเฉินก็ให้รีบโทรฯ แจ้งสายด่วน 1669” ...นพ.อัจฉริยะ กล่าว