กสพท.เผยเกณฑ์รับตรงแพทย์ปี’ 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233413

เกณฑ์รับตรง ปี 2560, กสพท., สพท, เผย, เกณฑ์, รับ, ตรง, แพทย์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 12 ก.ค. 2559

กสพท.เผยเกณฑ์รับตรงแพทย์ปี’ 60

กสพท.เผยเกณฑ์รับตรง ปี 2560 รับสมัครแพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ และเภสัชศาสตร์ รวม1,843 คน แจ้งเริ่มเปิดรับสมัคร 1-31 ส.ค.2559 นี้

 เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ร่วมด้วย รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) ,ศ.นพ.อาวุธ ศรีศุกรี เลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท) ศ.พญ.บุญมี สถาปัตยวงศ์ ประธานคณะอนุกรรมการจัดสอบคัดเลือกระบบรับตรงของ กสพท. แถลงข่าวหลักเกณฑ์การสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต และหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2560 ผ่านระบบรับตรงของ กสพท

ศ.คลินิก.นพ.อุดม กล่าวว่า กสพท ได้ดำเนินการรับตรงมาปีนี้เข้าสู่ปีที่ 12 โดย 4 สาขาวิชาดังกล่าวถือเป็นสาขายอดนิยมที่ได้รับความสนใจอย่างมากและมีการแข่งขันค่อนข้างสูง ซึ่งกระบวนการรับตรง กสพท. จึงมีความโปร่งใส ยุติธรรม ทุกขั้นตอนตรวจสอบได้  อีกทั้ง การสอบรับตรงร่วมกันยังเป็นการช่วยลดภาระของนักเรียนและผู้ปกครอง ไม่ต้องวิ่งรอกสอบ และลดปัญหาการมอบตัวซ้ำซ้อนในสถาบันต่างๆ รวมถึงการสละสิทธิ แก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างไรก็ตาม อยากเน้นย้ำทัศนคติของเด็กในการสมัครสอบของ กสพท. อย่าโกงตั้งแต่เริ่มต้นก่อนเข้าวิชาชีพ ไม่มีทางมีความเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพนี้ และจะมีผลต่อชีวิต เพราะความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพนี้มีความสำคัญมาก อยากให้ทุกคนทำข่อสอบด้วยความสามารถ ทำในสิ่งที่รักและอยากทำงานในวิชาชีพเหล่านี้ รวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองให้ลูกเลือกคณะเอง อย่าไปเลือกให้ลูก

ศ.นพ.อาวุธ กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่มีหลักสูตรเภสัชศาสตร์บัณฑิต เข้าร่วมการสอบรับตรง กสพท ทำให้การเปิดรับสมัครมีจำนวนรับมากขึ้น แต่รายวิชาและสัดส่วนคะแนนที่ใช้ในการเข้าศึกษา ปี 2560  ยังคงยึดตามหลักเกณฑ์เดิม คือ คะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) รวม 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คะแนนรวมต้องเท่ากับหรือมากกว่า 60%  (โดยเป็นเงื่อนไข แต่ไม่นำมาคิดคะแนน) วิชาสามัญ จัดสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ.)ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์1 ภาษาไทย สังคม และภาษาอังกฤษ รวม 70% และวิชาเฉพาะ 30%  ซึ่งเป็นการทดสอบศักยภาพในการเรียนรู้ ประเมินแนวคิดทางจริยธรรม

ทั้งนี้ การสอบรับตรง กสพท  เป็นการจัดสอบที่มีความเสมอภาคของนักเรียนทุกคน ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน มีกติกาที่เข้มงวด ดังนั้น อยากเตือนนักเรียนทุกคนให้ทำตามกติกาที่กำหนด เพราะที่ผ่านมา มีนักเรียนประมาณ 100-200 คน ที่ไม่ทำตามกติกา เช่น ขนาดรูป ที่ใช้ในการสมัคร บางคนส่งรูปถ่ายเล่นๆ มาทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ หรือ ไม่ชำระค่าสมัครตามวันเวลาที่กำหนดแล้วมาขอให้กสพท เลื่อนวันชำระหรืออ้างเหตุผลต่างๆ ซึ่งทางกสพท ไม่สามารถช่วยเหลือได้ ทุกคนควรทำตามขั้นตอน กติกาที่กำหนดไว้“ปีนี้ มาตรการเฝ้าระวังตรวจสอบการทุจริตการโกงข้อสอบมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพราะตอนนี้ เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการทุจริต โกงการสอบต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งได้กำชับทางเจ้าหน้าที่คุมสอบ ให้คอยสังเกตพฤติกรรม และตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ เช่น แว่นตา นาฬิกา  ส่วนปากกานั้น ไม่มีการให้นำเข้าห้องสอบอยู่แล้ว เนื่องจากได้มีการเตรียมดินสอ  และยางลบไว้ให้นักเรียนเรียบร้อย สำหรับโทรศัพท์มือถือ ได้มีการจัดกำหนดขอบเขตของการนำโทรศัพท์ไว้แล้วว่าสามารถฝากหรือวางไว้ตรงไหน โดยจะไม่ให้โทรศัพท์อยู่ใกล้ตัวนักเรียนขณะสอบอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม คนที่ทุจริตในการสอบในวิชาชีพเหล่านี้ ไม่มีทางสำเร็จในวิชาชีพและสามารถเรียนได้อย่างแน่นอนเพราะวิชาชีพนี้ต้องอาศัยความซื่อตรงต่อตัวเองและวิชาชีพ จึงอยากผู้เข้าสอบอย่างทุจริต โกงในการสอบ”ศ.นพ.อาวุธ กล่าว

ศ.พญ.บุญมี กล่าวว่ากลุ่ม กสพท.ได้รับมอบอำนาจจากคณะแพทย์ฯ 12 สถาบัน คณะทันตแพทย์ฯ 7 สถาบันคณะสัตวแพทย์ฯ 6 สถาบัน  และคณะเภสัชศาสตร์ 8 สถาบัน ในการดำเนินการรับสมัคร ซึ่งปี 2560 นี้ กลุ่ม กสพท.รับสมัครนักเรียนทั้งหมด ประมาณ 1,843 คน ได้แก่ คณะแพทย์ฯ ม.ขอนแก่น รับ 20 คน คณะแพทย์ฯ จุฬาฯ รับ 190 คน คณะแพทย์ฯ ม.เชียงใหม่ รับ45 คน คณะแพทย์ฯ ม.ธรรมศาสตร์ รับ 65 คน คณะแพทย์ฯ ม.นเรศวร รับ 30 คน คณะแพทย์ฯ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล รับ 148 คน คณะแพทย์ฯ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล-วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รับ 20 คน คณะแพทย์ฯ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล รับ 260 คน วิทยาลัยแพทย์ฯ ม.รังสิต(โรงพยาบาลราชวิถี) รับ 50 คน วิทยาลัยแพทย์ฯ ม.รังสิต(โรงพยาบาลเลิดสิน) รับ 15 คน คณะแพทย์ฯ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ รับ 180 คน คณะแพทย์ฯ ม.สงขลานครินทร์ 20 คน  คณะแพทย์ฯ วชิรพยาบาล ม.นวมินทราธิราช รับ 70 คน วิทยาลัยแพทย์ฯ พระมงกุฎเกล้า เพศชาย 60 คน วิทยาลัยแพทย์ฯ พระมงกุฎเกล้า เพศหญิง 40 คน

คณะทันตแพทย์ฯ จุฬาฯ รับ 85 คน คณะทันตแพทย์ฯ ม.มหิดล รับ  70 คน คณะทันตแพทย์ฯ ม.เชียงใหม่ รับ  30 คน คณะทันตแพทย์ฯ ม.สงขลานครินทร์ รับ 10 คน คณะทันตแพทย์ฯ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ 25 คน คณะทันตแพทย์ฯ ม.ขอนแก่น รับ15 คน คณะทันตแพทย์ฯ ม.ธรรมศาสตร์ รับ 20 คน คณะสัตวแพทย์ฯ จุฬาฯ รับ 100 คน คณะสัตวแพทย์ฯ ม.เกษตรศาสตร์ รับ 70 คน คณะสัตวแพทย์ฯ ม.ขอนแก่น รับ 10 คน คณะสัตวแพทย์ฯ ม.เชียงใหม่ รับ 10 คน คณะสัตวแพทย์ฯ ม.เทคโนโลยีมหานคร รับ 10 คน คณะสัตวแพทย์ฯ ม.มหิดล รับ 15 คน คณะเภสัชฯ จุฬาฯ(สาขาวิชาการบริบาลทางเภสัชกรรม) รับ 20 คน คณะเภสัชฯจุฬาฯ(สาขาเภสัชกรรมอุตสาหการ )รับ20 คน คณะเภสัชฯ ม.มหิดล รับ35 คน คณะเภสัชฯม.เชียงใหม่ รับ 10 คน คณะเภสัชฯ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ (สาขาวิชาการบริบาลทางเภสัชกรรม)รับ 10 คน คณะเภสัชฯ ม.อุบลราชธานี (สาขาวิชาการบริบาททางเภสัชกรรม) รับ 10 คณะเภสัชฯ ม.ธรรมศาสตร์ รับ 20 คน คณะเภสัชฯ ม.นเรศวร (สาขาวิชาบริบาทเภสัชกรรม) 15คน และคณะเภสัชฯ ม.มหาสารคาม (สาขาวิชาการบริบาททางเภสัชกรรม) รับ10 คน ซึ่งนักเรียนที่ต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยใด สามารถเข้าไปตรวจสอบระเบียบ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ได้ที่เว็บไซต์ของสถาบันแต่ละแห่ง

ศ.พญ.บุญมี กล่าวอีกว่า สำหรับปฏิทินการรับสมัครสอบและการสอบประจำปีการศึกษา 2560 จะเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1-31 ส.ค.2559 ทางเว็บไซต์ www9.si.mahidol.ac.th นักเรียนสามารถชำระเงินค่าสมัครสอบคัดเลือกวิชาเฉพาะ(ไม่รวมการสอบ 9 วิชาสามัญ)  ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารไทยพาณิชย์ ทุกสาขาทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.- 5 ก.ย.2559 โดยการสมัครของ กพสท.ผู้สมัครไม่ต้องส่งใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัครแต่ต้องเก็บเอกสารที่อัพโหลดทั้งหมด และนำมาเพื่อให้คณะ/สถาบัน ตรวจสอบภายหลังการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สัมภาษณ์และตรวจร่างกาย , ผู้สมัครตรวจสอบสถานภาพการสมัครสอบวิชาเฉพาะทางเว็บไซต์ 7 วันหลังจากการวันที่ชำระเงินค่าสมัครไปจนถึงวันที่ 16 ก.ย. 2559 ,พิมพ์แบบฟอร์ม กสพท.เพื่อใช้แสดงก่อนเข้าห้องสอบ ประมาณวันที่ 1 ต.ค.-5 พ.ย.2559 , สอบวิชาเฉพาะ 5 พ.ย.2559 ประกาศคะแนนวิชาเฉพาะ ประมาณวันที่ 19 ธ.ค.2559 โดย กสพท.ประกาศรายชื่อผู้ที่แจ้งยืนยันสิทธิ์การเข้าศึกษาในสถาบันตามโควตาพื้นที่ หรือโครงการพิเศษต่าง ๆ ปีการศึกษา 2560และลบชื่อผู้ที่แจ้งยืนยันสิทธิ์ฯ ออกจากระบบการคัดเลือกของ กสพท. ประมาณวันที่ 7 มี.ค.2560  ก.พ.2560

ทั้งนี้  ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์และตรวจสุขภาพ ประมาณวันที่  14 มี.ค.2560  , ผู้เข้าสอบยื่นคำร้องขอตรวจสอบในกรณีที่ไม่มีสิทธิ์ วันที่  14-15 มี.ค.2560, สอบสัมภาษณ์และตรวจสุขภาพวันที่ 20-24 มี.ค.2560 , สอบสัมภาษณ์เพิ่มเติมรอบ 2 ถ้ามี  31มี.ค. 2560 , ส่งรายชื่อ เคลียริ่งเฮาส์  ประมาณ วันที่ 24 เม.ย.2560   ทั้งนี้ ค่าสมัครในการสอบวิชาเฉพาะ 800 บาท และค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านธนาคาร (ตรวจสอบ) 10 บาท โดยธนาคารจะเรียกเก็บจากผู้สมัคร และผู้สมัครไม่ต้องส่งเอกสารการเปลี่ยนลำดับสอบใหม่ แต่ต้องเก็บหลักฐานการสมัครเปลี่ยนลำดับสอบใหม่ พร้อมสำเนาใบชำระเงิน และนำมาเพื่อให้คณะ/สถาบันตรวจสอบหลังจากการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สัมภาษณ์และตรวจสอบ

 

“หมอประทีป”จ่อฟ้องศาลปกครองถอนมติบอร์ดสปสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233411

มติบอร์ดสปสช.ไม่รับรอง, นพ.ประทีป, สปสช., หมอ, ประทีป, จ่อ, ฟ้อง, ศาลปกครอง, ถอน, มติ, บอร์ด, สปสช, หมอประทีป
มติบอร์ดสปสช.ไม่รับรอง, นพ.ประทีป, สปสช., หมอ, ประทีป, จ่อ, ฟ้อง, ศาลปกครอง, ถอน, มติ, บอร์ด, สปสช, หมอประทีป
มติบอร์ดสปสช.ไม่รับรอง, นพ.ประทีป, สปสช., หมอ, ประทีป, จ่อ, ฟ้อง, ศาลปกครอง, ถอน, มติ, บอร์ด, สปสช, หมอประทีป

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 12 ก.ค. 2559

“หมอประทีป”จ่อฟ้องศาลปกครองถอนมติบอร์ดสปสช.

“หมอประทีป”เตรียมยื่นฟ้องศาลปกครอง เพิกถอนมติบอร์ด สปสช.หลังไม่รับรองให้เป็น เลขาฯคนใหม่ ซัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่ก๊วนแห่ให้กำลังใจ

หลังจาก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ได้เดินทางมาทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่สปสช. เมื่อวันที่ ที่ผ่านมา ต่อกรณีการคัดเลือกเลขาธิการ สปสช.คนใหม่ และการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งมาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหางบบัตรทองที่ยังติดขัดในข้อกฎหมาย และขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานต่อไปนั้น

วันนี้ (12 ก.ค.) นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ อดีตรองเลขาธิการ สปสช. ได้เปิดใจสิ่งที่ทำต่อเพื่อสานงานของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ อดีตเลขาธิการ สปสช.คนแรก และฝากงานเจ้าหน้าที่ สปสช. ว่า สาเหตุที่ตนตัดสินสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นเลขาธิการ สปสช.คนใหม่นั้น เนื่องมาจากสถานการณ์ที่ สปสช.ถูกกระทำและระบบหลักประกันสุขภาพของประชาชนไม่มั่นคง เพื่อสานต่องานสร้างหลักประกันสุขภาพฯ และการทำงานร่วมกับ สธ.ที่กำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี เพราะเชื่อมั่นว่า นพ.ปิยะสกล มีนโยบาย มีความมุ่งมั่น มีภาวะผู้นำ เพียงพอที่จะนำพาบุคลากรสาธารณสุขทุกคน ทุกองค์กรให้ร่วมมือเดินไปข้างหน้า โดยมีผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นศูนย์กลาง แต่ตลอดช่วงการสรรหาเลขาธิการ สปสช.คนใหม่ ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. – 4 ก.ค. 2559 สังคมรับรู้ถึงความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางระบบหลักประกันสุขภาพฯ โดยใช้โอกาสการคัดเลือกเลขาธิาร สปสช.คนใหม่ของกลุ่มคนที่ใกล้ชิดผู้มีอำนาจ และกลุ่มคึนที่แทรกซึมอยู่ในกลไกกำหนดนโยบายหลักประกันสุขภาพฯ

นพ.ประทีป กล่าวว่า จากการดำเนินการคัดเลือกเลขาธิการ สปสช.ที่สังคมขณะนี้รับรู้กันทั่วไปว่ามีลักษณะซ่อนเร้น ลุกลี้ลุกลน และขาดหิริโอตัปปะ ไม่เกรงกลัวต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบหลักประกันสุขภาพฯ และความขัดแย้งครั้งใหญ่ในระบบสาธารณสุขที่จะเกิด ความขัดแย้งระหว่างองค์กรสาธารณสุขเหมือนในอดีตที่ผ่านมา จากความไม่ชอบธรรม และขาดหลักธรรมาภิบาลในกระบวนการคัดเลือกเลขาธิการ สปสช.ครั้งนี้ อีกทั้งกรณีเรื่องบัตรเสียที่มารองรับว่าเป็นบัตรดี จึงได้ตัดสินใจดำเนินการดังนี้ 1.จะมุ่งมั่นดำเนินงานสานต่อปณิธานและงานที่ยังไม่เสร็จของ นพ.สงวน ที่สร้างระบบหลักประกันสุขภาพฯ ให้กับประชาชนต่อไป  2.จะยื่นฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนมติบอร์ด สปสช.เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ทีผ่านมา ซึ่งเป็นการออกคำสั่งปกครองที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 31 รวมทั้งกระบวนการประชุมลงมตินับคะแนนของบอร์ด สปสช.เป็นกระบวนการที่จงใจทำผิดกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติ และเมื่อถึงเวลาเหมาะสม จะขอพึ่งบารมีของศาลอาญาต่อไป

3.จะร่วมมือกับประชาชนและภาคีเครือข่ายที่รักความเป็นธรรม ดำเนินการปกป้องระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และผลักการปฏิรูประบบสาธาณสุข รวมทั้งการปฏิรูปองค์กรวิชาชีพ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนโดยรวม และ 4.ขอให้เจ้าหน้าที่ สปสช.ทุกคนดำเนินการ 3 เรื่อง คือ แน่วแน่รักษาความฝันที่จะสร้างระบบหลักประกันสุขภาพที่ดีที่สุดให้กับประชาชน เพื่อสานต่องาน นพ.สงวน  มุ่งมั่นทำงานและบริหารกองทุนบัตรทองอย่างมืออาชีพ ไม่หวั่นไหวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง  และให้การสนับสนุนการบริหารงานของรักษาการแทนเลขาธิการ สปสช. และคณะผู้บริหาร สปสช.อย่างเต็มกำลัง

“ผมเชื่อว่าไม่ว่าใครจะเป็นเลขาธิการ สปสช.คนใหม่ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่พวกเราและภาคีเครือข่ายได้ช่วยกันพัฒนาภายใต้การสนับสนุนของทุกรัฐบาล จะต้องเดินหน้าต่อไป ไม่มีผู้มีอำนาจหรือกลุ่มผลประโยชน์แอบแฝงใดจะสามารถมาทำลายหลักการที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศได้” นพ.ประทีป กล่าวและว่า สำหรับการฟ้องศาลปกครองนั้น คาดว่ายื่นฟ้องภายใน ก.ค.นี้ ส่วนการยื่นฟ้องศาลอาญานั้นอยู่ระหว่างการหารือของทีมกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ฟ้องเพราะการรับรองบัตรเสียเป็นบัตรดีด้วย นพ.ประทีป กล่าวว่า ที่ออกมาเรียกร้องเพื่อรักษาความถูกต้องตัวระบบ และเพื่อให้เนื้อหาของตัวระบบเดินไปข้างหน้า ส่วนการรับรองบัตรที่มีปัญหาและเป็นบัตรชี้ขาดน่าจะหมิ่นเหม่ในเรื่องผิดจริยธรรม ผิดประเพณีในการดำเนินการ เพราะการลงคะแนนก็ชัดเจนว่าต้องเป็นไปตามที่กำหนดหรือที่แจ้ง ซึ่งในบัตรลงคะแนนก็เขียนไว้ชัดเจน ที่สำคัญหลังพบว่าบัตรมีปัญหาก็ยังใช้บอร์ดที่ลงคะแนนไปแล้ว ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มารับรองเจตนารมณ์บัตรนั้นอีก ซึ่งถือว่าไม่สมควร เพราะระเบียบการประชุมก็ชัดว่าประธานบอร์ด มีสิทธิลงคะแนนชี้ขาดว่าควรเป็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า การฟ้องศาลปกครองจะทำให้การเลือกเลขาฯ สปสช.ยืดเยื้อหรือไม่  นพ.ประทีป กล่าวว่า การฟ้องศาลเป็นเพียงขั้นตอนการรักษาสิทธิ รักษาความถูกต้อง ส่วนระหว่างการฟ้องศาลปกครองจะยุติการสรรหาเลขาธิการ สปสช.คนใหม่หรือไม่นั้น ก็อยู่ที่ศาลปกครองว่าจะมีการคุ้มครองฉุกเฉินหรือไม่

เมื่อถามว่าการออกมาเช่นนี้ทำให้มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว  นพ.ประทีป กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของแต่ละมุมมอง ซึ่งก็สามารถมองได้ว่าเป็นเรื่องตัวบุคคล หรือเรื่องของระบบ ซึ่งระบบหลักประกันสุขภาพฯ ก็ออกแบบมาให้เปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็น

เมื่อถามว่าถึงกรณี รมว.สาธารณสุขระบุว่าการที่คะแนนเสียงในบอร์ดออกมาใกล้เคียงกันอาจทำให้การทำงานลำบาก  นพ.ประทีป กล่าวว่า เรื่องนี้ก็มีมาแล้วในสมัยยุค นพ.สงวน รับการสรรหาเป็นเลขาฯ สปสช.สมัย 2 เพราะตอนนั้นการลงคะแนนก็เท่ากัน 12-12 แต่ประธานบอร์ดชี้ขาดให้เป็นเลขาฯ สปสช. ซึ่งก็สามารถทำงานมาได้ โดยไม่มีปัญหาในการออกสิทธิประโยชน์ต่อประชาชน และพัฒนาระบบหลักประกันฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลเรื่องม็อบชนม็อบหรือไม่  นพ.ประทีป กล่าวว่า คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วจะไม่ทำแบบนั้น เพราะเหมือนกับเอามวลชนมาสู้กัน เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำมากที่สุด แต่หากม็อบออกมาก็ถือเป็นสิทธิที่แต่ละกลุ่มจะทำได้ ผู้มีอำนาจอย่าแทรกแซง ปล่อยให้เป็นการแสดงออกตามกระบวนการประชาธิปไตย

ทั้งนี้ ได้มีกลุ่มเครือข่ายพลเมืองรักษ์คนดี และภาคประชาชนเดินทางมามอบดอกไม้และให้กำลังใจ นพ.ประทีป อาทิ กลุ่มเพื่อนหมอประทีป ธรกิจเจริญ โพ้นทะเล กลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน เครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เครือข่ายพลเมืองธรรมาภิบล ชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย เป็นต้น ขณะที่เครือข่ายเรียนรู้วิถีธรรมชาติเพื่อนช่วยเพื่อน และ Thai Cancer Society ได้มีการขึ้นป้ายให้กำลังใจ นพ.ประทีป พร้อมขอร่วมทวงคืนความเป็นธรรมให้ นพ.ประทีปด้วย

นายธนพล ดอกแก้ว ประธานชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันที่ 14 ก.ค.นี้ เวลา 09.30 น. ทางเครือข่ายภาคประชาชน ทั้งกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ และเครือข่ายผู้ป่วย อาทิ ชมรมเพื่อนโรคไตฯ ชมรมเพื่อนมะเร็ง เครือข่ายมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จะเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อนยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมคืนให้แก่ นพ.ประทีป แต่รายละเอียดว่าจะเรียกร้องอะไรอย่างไรนั้นขอหารือกันก่อน

 

“สมาคมเพื่อนชุมชน”จัดใหญ่ มหกรรมการศึกษา ปีที่ 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233422

สมาคม, เพื่อน, ชุมชน, จัด, ใหญ่, มหกรรม, การศึกษา, ที่, มหกรรมการศึกษา, ปีที่, มหกรรมการศึกษา Rayong Education Expo 2016

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 12 ก.ค. 2559

“สมาคมเพื่อนชุมชน”จัดใหญ่ มหกรรมการศึกษา ปีที่ 3

สมาคมเพื่อนชุมชน ร่วมกับ จ.ระยอง-สพม.เขต18-ศึกษาธิการจังหวัด จัดมหกรรมการศึกษา “Rayong Education Expo2016” ปีที่ 3 ชูแนวคิด “รู้ตัวเอง รู้อนาคต”

           นายชวลิต ทิพพาวนิช ผู้บริหารสมาคมเพื่อนชุมชน เปิดเผยถึงการจัดกิจกรรม “มหกรรมการศึกษา Rayong Education Expo 2016” ครั้งที่ 3 ณ เซ็นทรัลพลาซ่า ระยอง เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ภายใต้แนวคิด “รู้ตัวเอง รู้อนาคต” ว่า ทางสมาคมเพื่อนชุมชนได้ร่วมกับ จังหวัดระยอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม. เขต18) และศึกษาธิการจังหวัดระยอง ได้จัดงานนี้ขึ้นเพื่อมุ่งพัฒนาขีดความสามารถด้านการศึกษาให้กับเยาวชนจังหวัดระยอง โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ร่วมกิจกรรมเพื่อค้นหาตัวเองผ่านกิจกรรมต่างๆ เพื่อวางแผนการศึกษาที่ตรงกับทักษะของตนเอง และมุ่งไปสู่การพัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่

ภาพรวมของกิจกรรม เป็นการสนับสนุนให้นักเรียนเข้าถึงการศึกษาในยุคใหม่ ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก รวมไปถึงหลักการ วิธีการ ในการเรียนรู้ อย่างมีเป้าหมายเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของสาขาอาชีพต่างๆ ในอนาคต ซึ่งแนวโน้มของกระแสโลก ประกอบด้วย กระแสของเทคโนโลยีดิจิตอล กระแสการรักษาสิ่งแวดล้อม และกระแสความคิดสร้างสรรค์

ในปีนี้ สมาคมเพื่อนชุมชน ยังได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาด้านวิชาชีพ ที่มาเปิดแนะแนวการศึกษา แนะนำข้อมูลเพื่อเป็นทางเลือกอาชีพในอนาคตให้กับเยาวชน พร้อมเทคนิคการเตรียมตัวเพื่อเข้าศึกษาด้านสายอาชีพ ได้พูดคุยกับรุ่นพี่ๆ จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาต่างๆ  เช่น  วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด วิทยาลัยเทคโนโลยีทางทะเลแห่งเอเชีย  โรงเรียนการจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยวนานาชาติ เป็นต้น

“สมาคมเพื่อนชุมชน เล็งเห็นความสำคัญในการวางรากฐานการศึกษาที่ดีและมีคุณภาพให้กับเยาวชนในจังหวัดระยอง ได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลโดยตรง ได้รับฟังประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและบุคคลตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในสายอาชีพ เพื่อให้เยาวชนมีแรงบันดาลใจในการตัดสินใจในการเลือกคณะที่จะศึกษาต่อ เพื่อนำไปสู่เส้นทางการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสมและตรงกับความต้องการของตนเองอย่างแท้จริง” นายชวลิต กล่าว

ภายในงาน ได้แบ่งโซนกิจกรรมต่างๆ ออกเป็น 9 โซน ประกอบด้วย  โซนมหาวิทยาลัยแห่งอนาคต โซนทุนดีฟรีทั่วโลก โซนแนะแนวสายอาชีพ โซนอาจารย์แนะแนว โซนปรึกษารุ่นพี่คณะดัง โซนโปรแกรมนำสู่ทางแห่งอนาคต โซนนิทรรศการสมาคมเพื่อนชุมชน โซนห้องสัมมนา ที่จะได้รับฟังข้อมูลทางการศึกษาที่น่าสนใจในหัวข้อต่างๆ อาทิ หัวข้ออาชีวะไทย ก้าวได้ไกลในสาขาแห่งอนาคต โดย รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ  หัวข้อ รู้ทัน อยู่เป็น กับเด็กยุคใหม่ โดย รศ.พญ.วารุณี พรรณพานิช วานเดอพิทท์ เป็นต้น และโซนเวทีกลาง ซึ่งมีการบรรยาย ให้ความรู้ต่างๆ โดย นักวิชาการ นักพูด และนักเขียน พร้อมกับฟังประสบการณ์จากรุ่นพี่

สำหรับการจัดกิจกรรมทางการศึกษานี้  เป็นไปตามเป้าหมายของสมาคมเพื่อนชุมชน  ที่ต้องการตอบโจทย์และให้ข้อมูลเชิงลึกอย่างรอบด้าน  พร้อมเทคนิคการเตรียมตัวเพื่อศึกษาต่อในสายอาชีพต่างๆ ให้กับเยาวชน จังหวัดระยองมากที่สุด  โดยมุ่งเน้นในเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจ การสร้างโอกาสใหม่ เพื่อให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนทางการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในการปฏิรูปการศึกษาไทยในยุคใหม่ ที่ครอบครัวจะมีส่วนร่วมในการวางอนาคตของลูกหลานตนเองได้อย่างมีคุณภาพ

 

ม.รังสิตอบรมครูแนะแนวแลกเปลี่ยน เรียนรู้ สู่เด็กเจน แซด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233352

ม.รังสิต, รัง, บรมครู, แนะแนว, แลกเปลี่ยน, เรียนรู้, สู่, เด็ก, เจน, แซด, สู่เด็กเจน, อาจารย์สมจิตร สุทธินันท์
ม.รังสิต, รัง, บรมครู, แนะแนว, แลกเปลี่ยน, เรียนรู้, สู่, เด็ก, เจน, แซด, สู่เด็กเจน, อาจารย์สมจิตร สุทธินันท์
ม.รังสิต, รัง, บรมครู, แนะแนว, แลกเปลี่ยน, เรียนรู้, สู่, เด็ก, เจน, แซด, สู่เด็กเจน, อาจารย์สมจิตร สุทธินันท์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 12 ก.ค. 2559

ม.รังสิตอบรมครูแนะแนวแลกเปลี่ยน เรียนรู้ สู่เด็กเจน แซด

ม.รังสิตอบรมครูแนะแนวแลกเปลี่ยน เรียนรู้ สู่เด็กเจน แซด : เยี่ยมสถานศึกษา โดยนิรชา ทูลประสิทธิ์ และ วรเมธ เผ่าวิจารณ์

          “โครงการแนะแนวสัมพันธ์ จัดมานานมากแล้วตั้งแต่ปี 2543 เป็นการรวมครูแนะแนวเพื่อเปิดโลกทัศน์ให้แก่ครูแนะแนว การทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและครูแนะแนวทั่วประเทศ อาจารย์แต่ละโรงเรียนจะได้รู้จักกันมากขึ้น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กัน ปรึกษาให้คำแนะนำกัน และในปีนี้เราจัดสัมมนาในหัวข้อเด็กเจนแซด เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้อาจารย์ได้รู้ว่าเด็กสมัยนี้ก้าวไกลไปถึงไหนแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่ไฮเทคโนโลยีแล้วเราจะต้องทำอย่างไรเพื่อรับมือและทำความเข้าใจกับเด็กสมัยนี้ให้มันและเพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น” อาจารย์ศศวรรณ รื่นเริง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายแนะแนวและรับนักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวในงานสัมมนาอาจารย์แนะแนวทั่วประเทศหัวข้อ “การศึกษาไทย ยุทธศาสตร์ และความต้องการของประเทศ” ณ โรงแรมดุสิตธานี พัทยา จ.ชลบุรี เมื่อเร็วๆ นี้

ดร.อาทิตย์  อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การศึกษาของเด็กไทยในอนาคตที่นำเอาค่านิยมของต่างชาติเข้ามาเป็นหลักจนทำให้เกิดการขาดสายอาชีพในกิจการที่ต้องการพยายามขยายอุตสาหกรรมในประเทศ ทั้งๆ ที่ต่างชาตินั้นต้องการเกษตรมากกว่า ในส่วนนี้ทำให้เห็นถึงค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง จำเป็นต่อการแก้ไข ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงวิธีการที่จะสร้างความก้าวหน้าโดยการสร้างจุดเด่นให้กับสินค้าภายในประเทศแทนที่จะไปนำเข้า นำสินค้ามาดัดแปลงให้เป็นของตนเองเพื่อทำมูลค่าเพิ่มขึ้น

“ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรามีอยู่ ความเป็นไทย ภูมิปัญญาไทย ทรัพยากรทุกอย่างของไทย เป็นสิ่งที่มีค่า เป็นสิ่งที่คนทั่วโลกค้นหา เป็นสิ่งที่ควรต่อยอดให้มันเจริญขึ้นไป ไม่ใช่ในลักษณะขายกิน ซึ่งมันเป็นการคิดสั้นทั้งนั้นเลย การสร้างเศรษฐกิจและชีวิตด้วยปัจจัยที่ไม่ยั้งยืนเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้เราได้รับตอบแทนกลับมานั้นมันไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไป หากเป็นเช่นนั้นต่อไปประเทศไทยก็ย่อมหมดค่า” ดร.อาทิตย์ กล่าว

“อ.สุวัชชัย แก้วทรัพย์ศักดิ์” นักโปรแกรมจิตใต้สำนึกและการบำบัด “แนะแนวยุค เจนแซด” ว่าเด็กเจนแซด หรือเด็กรุ่นปัจจุบันที่กำลังเรียน ม.ปลาย เตรียมเข้ามหาวิทยาลัย มือถือคืออวัยวะส่วนหนึ่ง ไวไฟ คือสิ่งสำคัญในชีวิต ดิจิทัล คือ ดีเอ็นเอ โลกเร็ว ฉันเร็ว ชอบที่จะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เด็กรุ่นนี้ พ่อแม่ต้องออกไปทำงานทั้งคู่ ได้รับการเลี้ยงดูจากคนอื่นมากกว่าพ่อแม่ของตัวเอง ไม่ค่อยพูดคุยแต่สื่อสารผ่านข้อความทางมือถือหรือคอมพิวเตอร์แทน ไม่ชอบเป็นลูกจ้างใคร มีความต้องการเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กมีความเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเองไม่ชอบเหมือนใคร ไม่อยากให้ใครเหมือน ต้องการให้คนอื่นมาสนใจและคอมเมนท์ตัวเอง ต้องการให้คนอื่นรับฟัง เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองคือคนพิเศษเสมอเหมือนอย่างเน็ตไอดอล ต้องการให้คนอื่นเคารพความคิด และการตัดสินใจของเขามีความอดทนต่ำ ขี้เบื่อ

“ครูต้องไม่สอน แต่ต้องออกแบบการเรียนรู้ และอำนวยความสะดวก เปลี่ยนตัวเองให้เป็นโค้ชมีหน้าที่ดึงศักยภาพของเด็กออกมาให้ได้ การเรียนรู้ ให้นักเรียนเรียนจากการลงมือทำ ปฏิบัติ หรือกิจกรรมประเภทอื่นๆ ผ่านการตั้งสโมสร ชมรม ทำให้เด็กเติบโตไปพร้อมกับวิชาการ ต้องเรียนวิชาคน และจะต้องมีวิชาเกินทุกอย่างที่เกินออกมาจากวิชาการล้วนมีบทบาทสำคัญ เด็กรุ่นนี้ถนัดอยู่ในโลกส่วนตัวมีโลกเสมือนเป็นของตัวเอง โรงเรียนจึงเป็นพื้นที่ในไม่กี่ที่ที่จะเปิดโอกาสให้เขาได้คุยกับคนอื่น ครูควรออกแบบการเรียนรู้ให้ได้ทำงานร่วมกันจะช่วยให้เขาเข้าสังคมได้” อ.สุวัชชัย กล่าว

“อาจารย์สมจิตร  สุทธินันท์” อาจารย์แนะแนว ร.ร.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม หนึ่งในอาจารย์แนะแนว ที่ได้ร่วมโครงการ กล่าวว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์และพัฒนาครู ให้ทันกับโลกในปัจจุบัน ปัจจุบันอาจารย์แนะแนวก็มีหลายยุคมียุคแก่ ยุคปานกลาง และยุคเด็กที่เพิ่งบรรจุใหม่ๆ พออาจารย์แต่ละยุคมาเจอกันก็จะได้มีการสร้างสัมพันธ์กันและได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน อย่างน้อยที่สุดจะรู้ว่าการทำงานของแต่ละโรงเรียนเป็นยังไง และเป็นสิ่งที่ดีมากที่ให้ครูได้มาแลกเปลี่ยนความรู้กัน ได้ประสบการณ์และวิธีช่วยเหลือและให้คำปรึกษากับเด็กได้

“อยู่กับเด็กมา 3,000 คน เด็กสมัยนี้ไม่คุยด้วยภาษาพูดแต่จะคุยด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ภาษาแชท อยู่ใกล้ๆ กันก็ไม่คุยกัน เป็นยุคที่ถือว่ามีโลกส่วนตัวสูง ครูต้องคอยสังเกตว่าเด็กในกลุ่มนี้มีปัญหาอะไร เด็กกลุ่มนี้มีปัญหาเรื่องการเงินนะ เด็กกลุ่มนี้ติดเกมนะ เด็กกลุ่มนี้เล่นโทรศัพท์ตลอดเวลา จะช่วยเหลือด้วยการหากิจกรรมให้เด็กทำตามสิ่งที่เขาต้องการ เด็กสมัยนี้ขาดการพูดคุย เราต้องหาวิธีการที่จะพยายามทำกิจกรรมร่วมกับเขา การมองเด็กไม่โทษเด็กฝ่ายเดียว แต่ต้องโทษสังคมโดยองค์รวมมันเป็นผลที่กระทบกันมาเรื่อยๆ เราก็จะได้หาวิธีการที่จะคุยกับเด็กได้และได้ใกล้ชิดและรู้ปัญหาเขามากขึ้น” อาจารย์สมจิตร กล่าวทิ้งท้่าย

 

ยกเครื่องพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯผุดอ.ก.ค.ศ.สพฐ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233326


ก.ค.ศ., อ.ก.ค.ศ.สพฐ., ยกเครื่อง, พรบ, ระเบียบ, ข้าราชการ, ครู, ผุด, ดาว์พงษ์, พินิจศักด์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 11 ก.ค. 2559

ยกเครื่องพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯผุดอ.ก.ค.ศ.สพฐ.

“ดาว์พงษ์” สั่ง “พินิจศักด์” เร่งแก้ไขพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ ใหม่ เตรียมผุดอ.ก.ค.ศ.สพฐ.ดูแลบริหารงานบุคคล ภายใต้กรอบที่ก.ค.ศ.กำหนด ยันบทบาทต่างกับกศจ.แน่นอน

เมื่อวันที่ 11 ก.ค.พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงผลการประชุมการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาพ.ศ.2547 ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงประเด็นที่ต้องมีการแก้ไขในพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ โดยได้มอบหมายให้นายพินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ไปพิจารณาเรื่องการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา  (อ.ก.ค.ศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และแก้ไขให้ตรงกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  (คสช.) คำสั่งที่ 10/2559  เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) และคำสั่ง ที่ 11/2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (ศธภ.) และแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.)  ซึ่งสาระสำคัญของการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ จะมีการโอนอำนาจหน้าที่ของอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาเดิมให้ กศจ.

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่กำหนดให้ แต่งตั้งอ.ก.ค.ศ.สพฐ.นั้นเพื่อทำหน้าที่การบริหารงานบุคคล เพราะที่ผ่านมา ก.ค.ศ.จะสั่งโน่น  สั่งนี่ ข้ามหัว สพฐ.ไปหมด ทั้ง ๆ ที่เป็นบุคลากรของ สพฐ.จึงควรเป็นหน้าที่ของ สพฐ.มาดำเนินการ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีอ.ก.ค.ศ.สพฐ.ทำหน้าที่ แต่ก็จะต้องปฏิบัติตามกรอบนโยบายที่คณะกรรมการก.ค.ศ. เป็นผู้กำหนด ขณะเดียวกัน การเปิดสอบบรรจุข้าราชการครู ก็ควรเขียนเปิดช่องเพื่อให้สามารถดำเนินการสอบบรรจุจากส่วนกลางได้  ลักษณะเดียวกับการการสอบรับข้าราชการของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

“การ ทำงานของอ.ก.ค.ศ.สพฐ. เป็นคนละเรื่องกับคณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(อกศจ.) โดย อ.ก.ค.ศ.สพฐ. จะทำหน้าที่พิจารณาอนุมัติตามที่ก.ค.ศ.มอบหมาย  อาทิ  อำนาจในการแต่งตั้ง โยกย้าย ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ซึ่งเดิมต้องส่งให้ก.ค.ศ. อนุมัติ แต่ต่อไปก.ค.ศ.จะมอบอำนาจให้อ.ก.ค.ศ.สพฐ. เป็นผู้อนุมัติแทน  ส่วนการแต่ตั้งโยกย้ายครู ก็จะพิจารณาตามวิทยฐานะ อาทิ วิทยฐานะชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ  การพิจารณาให้สิ้นสุดที่ กศจ. ส่วนวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ ก็ให้สิ้นสุดที่อ.ก.ค.ศ.สพฐ.แทน รวมถึงการพิจารณาโทษทางวินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสพฐ.ด้วย” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า  อย่างไรก็ตาม ได้มอบให้ นายพินิจศักดิ์ ไปดูรายละเอียด ข้อกฎหมายในหมวดที่เกี่ยวกับเรื่อง วินัยและการลงโทษด้วยว่ามีปัญหา หรือมีช่องว่างเรื่องใดบ้างที่ต้องปรับแก้ เพราะที่ผ่านมาพบว่า การพิจารณาโทษข้าราชครูและบุคคลากรทางการศึกษามี การดำเนินคดีล่าช้า และหาผู้รับผิดชอบไม่ได้ เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องมีการปิดช่องว่างในส่วนนี้ ทั้งนี้ หากเรื่องใดไม่สามารถระบุไว้ในพ.ร.บ.ได้ ก็จะต้องเขียนไว้ในกฎหมายลูกที่ต้องออกมาพร้อมกัน โดยได้กำชับว่า การเสนอกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้แนบไปเลยว่า มีกฎหมายลูกกี่ฉบับ

 

วธ.รณรงค์เข้าพรรษาทำบุญวัดขาดแคลน-ถวายสังฆทานของที่จำเป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233324

รณรงค์สังฆทานที่จำเป็น, วัดขาดแคลน, ถวายสังฆทาน, รณรงค์, เข้าพรรษา, ทำบุญ, วัด, ขาดแคลน, ถวาย, สังฆทาน, ของ, ที่, จำเป็น

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 11 ก.ค. 2559

วธ.รณรงค์เข้าพรรษาทำบุญวัดขาดแคลน-ถวายสังฆทานของที่จำเป็น

วธ.รณรงค์ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา 3 เดือน วอนญาติโยมทำบุญถวายสังฆทาน ภัตตาหาร ตามวัดขาดแคลนบ้าง สั่งกรมการศาสนาสำรวจข้อมูลวัดขาดแคลน ถวายของที่จำเป็น-ต้องไม่หมดอายุ

เมื่อวันที่ 11 ก.ค.  นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับติดตามการส่งเสริมคุณธรรมในสังคมไทย ครั้งที่ 3/2559 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้กรมการศาสนา ร่วมกับภาคคณะสงฆ์ องค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนาและภาคเอกชนจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ระหว่างวันที่ 14-20 ก.ค.และตลอดพรรษา ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

โดยในส่วนกลาง จะมีพิธีหล่อเทียน 9 ต้นในวันที่ 14 ก.ค. ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ และในวันที่ 19 ก.ค. จะมีพิธีทำบุญตักบาตร พิธีแห่เทียนพรรษาและปล่อยขบวนรถไหว้พระ 9 วัด สืบสิริสวัสดิ์ 9 รัชกาล ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร   รวมถึงมีพิธีเวียนเทียนวันอาสาฬหบูชาที่วัดปทุมวนาราม และจะมีเชิญทูตานุทูต 4 ประเทศที่นับถือพุทธศาสนา คือ ศรีลังกา ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ เข้าร่วมพิธีทางศาสนาในวัดที่ใกล้สถานฑูตด้วย ในส่วนภูมิภาค สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัด ภาคเอกชน องค์กรเครือข่ายกว่า 50 หน่วยงานร่วมจัดกิจกรรมวันที่ 14-20 ก.ค. รวมถึงกิจกรรมพุทธศาสนิกชนไทย “15 จังหวัดที่มีชายแดน         ติดประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน” กับพุทธศาสนิกชนในประเทศอาเซียนร่วมตักบาตร 2 ฝั่งโขง เวียนเทียน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

” ในเทศกาลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาปีนี้   จะเน้นรณรงค์เรื่องสังฆทาน   เพราะบางครั้งพบว่า ของที่ร้านค้าหรือบุคคลทั่วไปนำมาจัดสังฆทานนั้น  ไม่ใช่ของจำเป็นสำหรับพระ ของหมดอายุ  ซึ่งทางกรมการศาสนาได้จัดทำเอกสารให้ความรู้เกี่ยวกับของใช้ที่จำเป็นสำหรับพระ ของที่ไม่ควรถวายพระ เพื่อเป็นใช้เป็นแนวทางในการจัดชุดสังฆทานถวายพระ ขณะเดียวกัน  บางวัดก็มีญาติโยมไปถวายสังฆทานเยอะ แต่บางวัดไม่ค่อยมีคนไปถวาย  พระขาดแคลนของใช้ ขาดแคลนภัตตาหารต้องให้ญาติโยมมาช่วยหุงหาอาหารให้ เพราะฉะนั้น จึงได้สั่งการให้กรมการศาสนาไปสำรวจว่า วัดใดบางที่ขาดแคลนภัตตาหาร ไม่ค่อยมีคนไปถวาย เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ให้จัดรณรงค์ให้ประชาชน ญาติโยม ไปช่วยกันอุปถัมภ์คำชูวัดที่ยังขาดแคลนในช่วงเข้าพรรษา 3 เดือนนี้ รวมถึงให้วัฒนธรรมจังหวัดไปประสานกับวัด นำสังฆทานไปถวายยังวัดที่ขาดแคลน  รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนไปถวายสังฆทาน ถวายภัตตาหารในวัดขาดแคลน  ” นายวีระ กล่าว

 

ดีเดย์เทอม 2 ใช้รูปแบบไบลิงกัวสอนอังกฤษเด็กช่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233317

มินิเอ็มพี, เอ็มพี, ไบลิงกัวโปรแกรม, ดีเดย์, เทอม, ใช้, รูปแบบ, ลิง, กัว, สอน, อังกฤษ, เด็ก, ช่าง, ดีเดย์เทอม

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 11 ก.ค. 2559

ดีเดย์เทอม 2 ใช้รูปแบบไบลิงกัวสอนอังกฤษเด็กช่าง

สอศ.วาง 4 แนวทางพัฒนาภาษาอังกฤษเด็กช่าง เตรียมนำรูปแบบการสอนไบลิงกัว ใช้ภาษาอังกฤษควบคู่กับภาษาไทยมาใช้ แทนการสอนอีพี-มินิอีพี เผยภายในปีงบ 59 เร่งอบรมพัฒนาครู

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ในการประชุมเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ร่วมกับนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ ที่ประชุมกำหนดกรอบการดำเนินงาน 4 เรื่อง คือ 1.จัดทำแผนพัฒนาภาษาอังกฤษสำหรับผู้เรียนอาชีวศึกษาระยะยาว 20 ปี แบ่งเป็นช่วงระยะละ 5 ปี ให้สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศ 2.พัฒนาครูอาชีวศึกษา โดยใช้ศูนย์  Boot Camp ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีอยู่ 4 ภูมิภาคเป็นแกนหลักประเมินทักษะความสามารถของครู และจัดฝึกอบรม

3.การพัฒนาภาษาอังกฤษเพื่อการอาชีพ ของเด็กแต่ละสาขาวิชา โดยจัดการเรียนการสอนในรูปแบบโมดูลอาชีพเฉพาะ  โดยเบื้องต้นจะเริ่มจากสาขาท่องเที่ยวและการโรงแรม และภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพค้าปลีก และ 4 .โครงการเปลี่ยนอาชีวะภาคภาษาอังกฤษอิงลิชโปรแกรม (English Program : EP) และมินิอิงลิชโปรแกรม (Mini English Program : MEP) เป็น ไบลิงกัวโปรแกรม (Bilingual Program)

“จากนี้ทิศทางการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของอาชีวศึกษา จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งปัจจุบันสถานศึกษาอาชีวะรัฐ ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีการสอนในรูปแบบอิงลิชโปรแกรม 20 วิทยาลัย และมินิอิงลิชโปรแกรม 150  วิทยาลัย รวม  170 วิทยาลัย แต่จากนี้ทั้งหมดจะต้องปรับเป็นแบบ ไบลิงกัวโปรแกรม หรือ จัดการเรียนการสอน 2 ภาษาในวิชาเดียวกัน คือ ภาษาอังกฤษและภาษาไทย ควบคู่กันไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกว่า การสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเพียว ๆ เพราะจากงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า เมื่อผู้เรียนมีพื้นฐานภาษาอังกฤษไม่ดี ก็จะทำให้เรียนไม่รู้เรื่อง แต่การสอนทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย หรือ ภาษาแม่ควบคู่กัน จะทำให้ค่อย ๆ ซึมซับภาษาอังกฤษเข้าไปด้วย”ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว

ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การปรับปรุงการเรียนการสอนดังกล่าว จะใช้หลักสูตรเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนวิธีการสอน โดยคาดว่าจะเริ่มได้ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 แต่เรื่องที่จะต้องดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2559 นี้ คือ การอบรมครู ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องใหญ่

 

“วิษณุ”ผุดไอเดียให้นร.เล่นศิลปวัฒนธรรมได้อย่างน้อย 1 ด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233307


นักเรียน, วิษณุ, ผุด, ไอเดีย, ให้, เล่น, ศิลปวัฒนธรรม, ได้, อย่างน้อย, ด้าน

นักเรียน, วิษณุ, ผุด, ไอเดีย, ให้, เล่น, ศิลปวัฒนธรรม, ได้, อย่างน้อย, ด้าน
นักเรียน, วิษณุ, ผุด, ไอเดีย, ให้, เล่น, ศิลปวัฒนธรรม, ได้, อย่างน้อย, ด้าน
นักเรียน, วิษณุ, ผุด, ไอเดีย, ให้, เล่น, ศิลปวัฒนธรรม, ได้, อย่างน้อย, ด้าน
นักเรียน, วิษณุ, ผุด, ไอเดีย, ให้, เล่น, ศิลปวัฒนธรรม, ได้, อย่างน้อย, ด้าน
นักเรียน, วิษณุ, ผุด, ไอเดีย, ให้, เล่น, ศิลปวัฒนธรรม, ได้, อย่างน้อย, ด้าน

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 11 ก.ค. 2559

“วิษณุ”ผุดไอเดียให้นร.เล่นศิลปวัฒนธรรมได้อย่างน้อย 1 ด้าน

“วิษณุ” เสนอนโยบาย กำหนดให้นักเรียนต้องเรียน และเล่นศิลปวัฒนธรรมได้อย่างน้อยคนละ 1 ด้าน พร้อมชง ใช้ศิลปวัฒนธรรมแก้ละลายสี ละลายความขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่เมืองทองธานี ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  นายกสภาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์(สบศ.) กล่าวในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ”การขับเคลื่อนการจัดการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมในประเทศไทย “ ว่า    จะขับเคลื่อนการจัดการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมให้เห็นผลนั้น  ต้องกำหนดเป็นเชิงยุทธศาสตร์หรือนโยบายไว้ในระดับต่าง ๆ ที่สำคัญ 4 ระดับ เริ่มจาก ต้องกำหนดให้เป็นพันธกิจตาม พ.ร.บ.ของแต่ละมหาวิทยาลัย  ปัจจุบัน พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยทุกแห่งกำหนดให้มีพันธกิจในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอยู่แล้ว  แต่มหาวิทยาลัยยังไม่เชี่ยวชาญในการปฏิบัติพันธกิจนี้

2. ต้องกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งแผนฉบับปัจจุบัน ฉบับที่ 11 ก็มีอยู่ 3.ต้องกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใน มาตรา 55 และ 70 กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ทำนุบำรุง ส่งเสริมให้มีการสนใจใฝ่รู้ในศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น กลุ่มชาติพันธ์ไปจนถึงระดับชาติ  ถือว่าเป็น ร่างรัฐธรรมนูญที่เหลือกอนสำหรับวงการศิลปวัฒนธรรม และหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่าน ต้องยกร่างใหม่ ตนก็จะเอา 2 มาตรานี้ไปใส่ไว้อีก  และสุดท้าย ต้องกำหนดเป็นกรอบความตกลงของแาเซียนด้วย ที่จะส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่าง 10 ประเทศ

“ ยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ระดับ จะเป็นกรอบกำหนดทิศทางในการจัดการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมของแต่ละสถาบันการศึกษา ทั้ง การกำหนดหลักสูตร วางแผนการสอน การวิจัย  ต้องคำนึงถึงพันธกิจ ตาม พ.ร.บ.ของตัวเอง และยุทธศาสตร์ในระดับต่าง ๆ   ที่สำคัญ ต้องกำหนดเป็นนโยบายด้วยว่า ผู้เรียนทุกคนจะต้องแสดงศิลปะอะไรก็ได้อย่างน้อย 1 อย่าง เหมือนที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องเล่นกีฬาเป็น 1 ประเภท จะเป็นอะไรก็ได้  ให้วิชาศิลปะ ไม่ใช่วิชาเลือกอิสระ แต่ต้องบังคับให้เลือกเรียนอะไรก็ได้ 1 อย่างตามทักษะของแต่ละคน ถ้ามีการกำหนดนโยบายอย่างนี้แล้ว จะทำให้ศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ฟื้นขึ้นเยอะ “ รองนายกฯ  กล่าว

รองนายกฯ กล่าวต่อว่า การจัดการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม จะต้องขับเคลื่อนทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษาด้วย  อย่างไรก็ตาม สถาบันการศึกษาที่จัดการศึกษาด้านนี้โดยตรง อาทิ สบศ. ม.ศิลปากร คณะศิลปกรรมของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ  ยังมีคำถามเรื่องความพร้อมด้านกายภาพ  สถาบันส่วนใหญ่จัดการศึกษาด้วยใจรัก แต่ขาดความพร้อมด้านอาคาร สถานที  เป็นไปได้อย่างไรที่สถาบันที่สอนนาฏศิลป์  ไม่มีเวที โรงละคร ของตัวเองไว้อวดฝีมือนักศึกษา เพิ่มทักษะผู้เรียนและอาจารย์

” ศิลปวัฒนธรรมนำมาซึ่งความสุข ความสามัคคี วิถีชีวิต และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และกำลังมีประโยชน์ต่อด้านการเมือง การปกครอง และความมั่นคง รวมถึงยังมีไว้ให้เกิดความสัมพันธ์ ซึ่งเวลานี้หลายประเทศใช้ศิลปวัฒนธรรมเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนำไปสู่ความร่วมมือด้านอื่นๆ ดังนั้นผมอยากบอก พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ว่า หากศิลปวัฒนธรรมใช้เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ทำไมไม่เอาศิลปวัฒนธรรมเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนในชาติ ด้วยการละลายพฤติกรรม ละลายสี และล้างทัศนคติที่ผิดๆ “รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

 

มะเร็งระบบโลหิต ไม่ ‘ร้าย’ อย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233268

ดูแลสุขภาพ, คมชัดลึก, ลุงแจ่มดูแลสุขภาพ, มะเร็ง, ระบบ, โลหิต, ไม่, ร้าย, อย่างที่, คิด, มะเร็งระบบโลหิต, อย่างที่คิด

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 11 ก.ค. 2559

มะเร็งระบบโลหิต ไม่ ‘ร้าย’ อย่างที่คิด

ดูแลสุขภาพ : มะเร็งระบบโลหิต ไม่ ‘ร้าย’ อย่างที่คิด

               มะเร็ง โรคร้ายที่หลายคนหวั่นกลัว แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ผสานประสบการณ์ของแพทย์ช่วยรักษาหรือควบคุมโรคร้าย ให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้น เช่นเดียวกับโรคมะเร็งระบบโลหิต

ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการศูนย์โลหิตวิทยา โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคมะเร็งโลหิตวิทยา มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “โรคระบบโลหิตวิทยาเป็นกลุ่มโรคที่พบได้บ่อยทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันที่มีความรุนแรงและรักษาได้ยาก โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งไขกระดูกเอ็มเอ็ม เมื่อเทียบกับโรคมะเร็งทั่วไป เพราะระบบเลือดเป็นระบบที่สำคัญของร่างกายรองจากปอดและหัวใจ ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย” โรคทางระบบโลหิตวิทยา หมายถึง โรคหรือความผิดปกติของเม็ดเลือด ไขกระดูก ระบบ reticulo-endothelial ต่อมน้ำเหลืองและระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งปัจจัยของการแข็งตัวของเลือด แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ

กลุ่มโรคเลือดที่เป็นมะเร็ง (Hematologic Malignancy) ได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลูคีเมีย (Leukemia), มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma), มะเร็งไขกระดูกชนิดเอ็มเอ็ม (Multiple Myeloma)

กลุ่มโรคเลือดที่ไม่ใช่มะเร็ง (Blood Disorder) ได้แก่ โลหิตจาง (Anemia) ต่างๆ เช่น ธาลัสซีเมีย (Thalassemia), โรคไขกระดูกไม่ทำงาน (Aplastic Anemia) โรคเลือดออกผิดปกติ เช่น เกล็ดเลือดต่ำจากภาวะ (Autoimmune) และโรคฮีโมฟิเลีย กลุ่มโรคอื่นๆ ที่มีอาการทางเลือด เช่น ภาวะไตวายทำให้เกิดโลหิตจาง

พญ.นุชนันต์ อารีธรรมศิริกุล แพทย์ด้านโลหิตวิทยา โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า โรคมะเร็งไขกระดูกมัยอีโลมา (Multiple Myeloma) เป็นโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาที่พบได้ประมาณ 15% ของมะเร็งทางโลหิตวิทยาทั้งหมด อุบัติการณ์การเกิดโรค 4 ต่อ 100,000 คนต่อปี มักพบในผู้ป่วยสูงอายุที่มีอายุอยู่ในช่วง 60-75 ปี เกิดจากการที่มีความผิดปกติของการแบ่งตัวเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งในไขกระดูกที่เรียกว่าพลาสมาเซลล์ ในภาวะปกติพลาสมาเซลล์จะมีหน้าที่สร้างโปรตีนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่เรียกว่า อิมมูโนโกลบลูลิน (Immunoglobulin) แต่เมื่อพลาสมาเซลล์มีความผิดปกติและกลายเป็นมะเร็งไขกระดูกมัยอีโลมาจะทำให้มีความผิดปกติในการสร้างอิมมูโนโกลบลูลิน และทำให้โปรตีนบางชนิดเพิ่มขึ้นในร่างกาย ที่เรียกว่า เอ็มโปรตีน (Monoclonal protein; M-protein) เอ็มโปรตีนที่สูงในร่างกายจะทำให้การทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องผิดปกติ นำไปสู่อาการที่พบบ่อยของโรค ได้แก่ ภาวะโลหิตจาง ภาวะไตเสื่อม กระดูกพรุนหรือกระดูกหัก และภาวะแคลเซียมในเลือดสูง

ในผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยก้อนเนื้องอกพลาสมาเซลล์ที่เรียกว่า พลาสมาไซโตม่า มักพบบ่อยที่กระดูกสันหลัง หรือกระดูกซี่โครง บางครั้งมีการกดเบียดไขสันหลังทำให้มีอาการปวดหลังหรือขาอ่อนแรง “การวินิจฉัยโรคมะเร็งไขกระดูกมัยอีโลมา ทำได้โดยการเจาะไขกระดูก จะตรวจพบพลาสมาเซลล์ที่มีการสร้างโปรตีนที่ผิดปกติในไขกระดูก, การตรวจพบเอ็มโปรตีนในเลือด นอกจากนั้นยังอาจพบระดับเม็ดเลือดแดงต่ำ ระดับแคลเซียมในเลือดสูงและค่าทำงานของไตผิดปกติ, การตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่ามีโปรตีนผิดปกติรั่วจากไต หรือเอกซเรย์กระดูกทั่วร่างกาย (Skeletal bone survey)

อาจพบรอยโรคกระดูกสลาย กระดูกบาง หรือกระดูกหักจากโรค ในบางรายที่มีอาการปวดหลังหรือกระดูกสันหลังหักอาจต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมโดยวิธีเอ็มอาร์ไอ หรือซีทีสแกน แพทย์ด้านโลหิตวิทยาชี้การรักษาโรคมะเร็งไขกระดูกมัยอีโลมาได้เจริญก้าวหน้าขึ้นมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การใช้ยาสมัยใหม่ทำให้การรักษาได้ผลดีทั้งด้านการตอบสนองดีขึ้น ผลข้างเคียงน้อยลง และทำให้อายุยืนยาวกว่าการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม และสำหรับในผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 65 ปีและแข็งแรง ควรได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากตนเอง

ศ.นพ.สุรพล เสริมว่า การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด หรือที่เรียกว่า การปลูกถ่ายไขกระดูก เป็นการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดที่ปกติให้แก่ผู้ป่วยเซลล์ต้นกำเนิดที่ใช้อาจเป็นของตัวเองหรือของผู้ให้ สามารถเก็บได้มาจาก 3 แหล่งในร่างกายมนุษย์ คือ ไขกระดูก กระแสเลือด และสายสะดือทารก เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่ปกติสามารถหาได้จากผู้บริจาค ซึ่งอาจจะเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาที่มี HLA เข้ากันได้ โดยโอกาสการเข้ากันได้จะอยู่ที่ประมาณ 25% หรืออาจจะเป็นอาสาสมัครผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติ แต่ตรวจพบว่ามีความเข้ากันได้กับเซลล์ของผู้ป่วย ซึ่งโอกาสที่เซลล์จะเข้ากันได้จะลดน้อยลงกว่าผู้บริจาคซึ่งเป็นพี่น้องมากประมาณ 1 ต่อ 50,000 ถึง 100,000 การหาเซลล์ต้นกำเนิดที่เข้ากับผู้ป่วยไม่ได้ ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนไม่สามารถปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดได้

“แต่วิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันมีแนวทางการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดโดยใช้เซลล์จากบิดามารดาหรือบุตรของผู้ป่วย ซึ่งมีความเข้ากันได้เพียงครึ่งเดียวเป็นทางเลือกในการรักษา ทำให้ผู้ป่วยทุกคนสามารถปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดได้ หรือในโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งไขกระดูกมัยอีโลมา สามารถใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากตัวผู้ป่วยเอง” เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจะถูกนำมาให้ผู้ป่วย (ผู้รับ) ทางสายสวนหลอดเลือดดำภายหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัด ซึ่งในบางกรณีใช้การฉายรังสีรักษาทั่วตัวร่วมด้วย เซลล์ต้นกำเนิดจะเจริญเติบโต เพิ่มจำนวน และพัฒนาไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่างๆ ที่แข็งแรงในที่สุด

โรงพยาบาลวัฒโนสถ

 

ขอ “ดาว์พงษ์” ใช้ม.44แก้ปัญหาธรรมาภิบาลในม.บูรพา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233243

ม.บูรพา, ม.44, ธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา, รักษาการแทนอธิการบดี, สภาเสียงข้างมาก, ดาว์, พงษ์, ใช้ม44, แก้ปัญหา, ธรรมาภิบาล, บูรพา, ดาว์พงษ์
ม.บูรพา, ม.44, ธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา, รักษาการแทนอธิการบดี, สภาเสียงข้างมาก, ดาว์, พงษ์, ใช้ม44, แก้ปัญหา, ธรรมาภิบาล, บูรพา, ดาว์พงษ์
ม.บูรพา, ม.44, ธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา, รักษาการแทนอธิการบดี, สภาเสียงข้างมาก, ดาว์, พงษ์, ใช้ม44, แก้ปัญหา, ธรรมาภิบาล, บูรพา, ดาว์พงษ์

ม.บูรพา, ม.44, ธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา, รักษาการแทนอธิการบดี, สภาเสียงข้างมาก, ดาว์, พงษ์, ใช้ม44, แก้ปัญหา, ธรรมาภิบาล, บูรพา, ดาว์พงษ์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 11 ก.ค. 2559

ขอ “ดาว์พงษ์” ใช้ม.44แก้ปัญหาธรรมาภิบาลในม.บูรพา

นายกฯศิษย์เก่าม.บูรพา พร้อมอาจารย์ นศ.30 คน ยื่นหนังสือ “ดาว์พงษ์” ขอให้ใช้ม.44 จัดการรักษาการฝ่ายบริหาร ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและไร้ธรรมาภิบาลในม.บูรพา

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดร.สาธิต ปิติวรา นายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยบูรพา (มบ.) และกรรมการสภาม.บูรพา พร้อมคณาอาจารย์ พนักงานมหาวิทยาลัย ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ประมาณ 30 คน เดินทางเข้าพบพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อขอให้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ปัญหาธรรมาภิบาลใน มบ. และถือป้ายที่มีข้อความ ว่า “ขอให้ใช้ ม.44 ดำเนินการกับผู้รักษาการแทนอธิการบดี ม.บูรพาและผู้รักษาการแทนรองอธิการบดีทุกคน และรักษาการสภามหาวิทยาลัยบูรพา เสียงข้างมาก ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและไร้ธรรมาภิบาล”

โดย ดร.สาธิต กล่าวภายหลังเข้าพบ รมว.ศึกษาธิการ ว่า ตนพร้อมด้วยตัวแทนคณาจารย์ ได้เข้าพบและยื่นหนังสือต่อ รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับปัญหาธรรมาภิบาลของ ศ.นพ.สมพล พงศ์ไทย ผู้รักษาการแทนอธิการบดี มบ. รักษาการแทนรองอธิการบดี และสภามหาวิทยาลัยเสียงข้างมาก ปฏิบัติงานอย่างไร้ธรรมาภิบาล ส่งผลกระทบต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยและทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง จนส่งผลเสียหายต่อระบบการศึกษาโดยรวม อีกทั้ง ตลอดช่วงเวลารักษาการแทนอธิการบดีของ ศ.นพ.สมพล ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.2557 ถึงปัจจุบันใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินทางไปต่างประเทศ ถึง 39 ครั้งระยะเวลา 171 วัน ล่าสุดวันที่ 11-13 ก.ค.2559 ก็มีกำหนดเดินทางไปประเทศกัมพูชาด้วย ดังนั้น จึงอยากขอ รมว.ศึกษาธิการ ใช้ม.44 กับ มบ.

ผศ.ดร.สัมฤทธิ์ ยศสมศักดิ์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มบ.ในฐานะประธานเครือข่ายธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา กล่าวว่า จากการเข้าพบรมว.ศึกษาธิการ ทราบปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาเป็นอย่างดี และพยายามหาทางแก้ไขซึ่งเท่าที่ฟังจากรมว.ศึกษาธิการ ม.44 ที่ใช้จะไม่ใช่การสั่งโดยตรงจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือ รมว.ศึกษาธิการ แต่เป็นการให้อำนาจองค์กรส่วนกลางคือ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เข้าไปกำกับดูแลมากกว่า แต่จุดก็น่าเป็นห่วงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะกรรมการ กกอ.หลายคนก็เป็นกรรมการสภาในหลายแห่ง ดังนั้น ต้องกำกับดูแลไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน

“เท่าที่ฟังจากรมว.ศึกษาธิการ ม.44 อาจจะไม่ใช่การระบุชื่อมหาวิทยาลัย เพราะพอมีข่าวออกไปก็มีเสียงต่อต้านเยอะจึงเป็นไปได้ว่าเป็นการใช้ ม.44 เพื่อให้อำนาจ กกอ.สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาได้โดย รมว.ศึกษาธิการ จะลงไปควบคุมอีกชั้นหนึ่ง แต่ในระยะยาวคงจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้อำนาจ สกอ.ลงไปกำกับดูแลได้”ผศ.ดร.สัมฤทธิ์

ด้าน พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ตนได้รับเรื่องไว้และพิจารณาดำเนินการ โดยจะต้องตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ถ้าพบว่าข้อมูลที่ระบุเป็นความจริง จะดำเนินการเท่าที่มีอำนาจ แต่หากใช้อำนาจม.44 ก็จะมีอำนาจดำเนินการในเรื่องต่างๆได้ทันที แต่นั่นหมายถึงก็ต้องให้ทุกฝ่ายได้มีการชี้แจงด้วย ทั้งนี้ หากตนจะใช้ม.44 ก็จะใช้อย่างเป็นธรรม จะไม่ไล่ทุบใคร ขอให้ทุกคนสบายใจ ส่วนความคืบหน้าในการเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ม.44 นั้น ตนก็รอคำสั่งอยู่เช่นกัน และไม่มีการส่งเรื่องกลับมายัง ศธ.