‘วีเชฟ’ซีซั่น4ปั้นยอดฝีมือ’ช่างเทคนิควิศวะเคมี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233200

เชฟ, ซีซั่น, ปั้น, ยอด, ฝีมือ, ช่างเทคนิค, วิศวะ, เคมี, วีเชฟ, ช่างเทคนิควิศวะเคมี

การศึกษา-สาธารณสุข  : 11 ก.ค. 2559

‘วีเชฟ’ซีซั่น4ปั้นยอดฝีมือ’ช่างเทคนิควิศวะเคมี’

‘วีเชฟ’ซีซั่น4ปั้นยอดฝีมือ’ช่างเทคนิควิศวะเคมี’ : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ เรื่อง ประชาสัมพันธ์ สอศ. ภาพ

            นับช่วงเวลาเกือบ 10 ปีมานี้ โครงการพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี (Vocational Chemical Engineering Practice College : V-ChEPC หรือ วีเชฟ) ได้สร้างชื่อจนเป็นที่คุ้นหู และเห็นภาพชัดเจนถึงความสำเร็จในการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน อันได้แก่ วิทยาลัยเทคนิค (วท.) มาบตาพุด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มูลนิธิศึกษาพัฒน์ กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี  ในการผลิต พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา โดยเฉพาะช่างเทคนิคที่มีความสามารถเฉพาะทางด้านปิโตรเคมี สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ ตรงความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจะมีรายได้ระหว่างเรียน มีงานทำ 100% ทันทีที่สำเร็จการศึกษาและมีรายได้สูง

ล่าสุด ทุกฝ่ายได้มารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อสานต่อความร่วมมือโครงการวีเชฟ ระยะที่ 4 (ปี 2560-2562) และโอกาสนี้ ผู้ประกอบการ 6 บริษัทในกลุ่มปิโตรเคมีและปิโตรเลียม ได้แก่ บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัท อูเบะ (ประเทศไทย) และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้มอบเงินสนับสนุนจัดการเรียนการสอนประจำปี 2559 จำนวน 8.5 ล้านบาทด้วย โดย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นสักขีพยาน

โครงการวีเชฟประสบความสำเร็จเข้าตาต่างชาติ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า สอศ.โดย วท.มาบตาพุด ได้ร่วมกับภาคเอกชน ดำเนินการจัดการเรียนการสอนนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาปิโตรเคมี ตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร พัฒนาครู จัดแผนการเรียนรู้ การฝึกงาน ขณะที่ สอศ.ได้ส่งบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะด้านมาช่วยสอน อาทิ จ้างครูชาวต่างชาติสอนภาษาอังกฤษ เป็นต้น

นักศึกษาที่มาเรียนก็ได้รับประโยชน์อย่างมาก เพราะภาคเอกชน สนับสนุนงบประมาณ ความรู้ทางเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเต็มที่ ซึ่งจุดเด่นของโครงการนี้นักศึกษาจบแล้วมีงานทำและมีรายได้สูง ปัจจุบันมีนักศึกษา ปวส.ที่เข้าร่วมโครงการวีเชฟจบการศึกษาแล้ว 229 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา 2 รุ่น คือ รุ่นที่ 8 และรุ่นที่ 9

“โครงการวีเชฟได้รับการยอมรับว่าเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จมากในการพัฒนานักศึกษาอาชีวะ สาขาปิโตรเคมี ให้เป็นคนเก่งทั้งทักษะวิชาชีพ คุณธรรม จริยธรรม มีกระบวนการคิดและวิธีทำงานทีเป็นระบบ ทั้งยังเป็นสถานประกอบการกลุ่มแรกๆ ของประเทศที่ริเริ่มการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีที่เข้มแข็ง และทำจริงจังต่อเนื่องเป็นเวลาร่วม 10 ปี ตรงนี้มีผลเชิงบวกต่อภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษาไทย ซึ่งต่างประเทศให้ความสนใจโครงการวีเชฟมาก โดยเมื่อเร็วๆ นี้ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก  ได้เชิญสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยไปนำเสนอความสำเร็จของโครงการวีเชฟ ในที่ประชุมผู้บริหารการอาชีวศึกษาในอาเซียน ซึ่งจัดประชุมที่ประเทศมาเลเซีย อีกด้วย” ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว

เด็กช่างแห่ชิงที่นั่งเข้าเรียนมากทุกปี โดย นายยุทธพันธ์ โคตรพันธ์ รองผู้อำนวยการ วท.มาบตาพุด รักษาตำแหน่งผู้อำนวยการ  บอกว่า  ในปีการศึกษา 2559 เพิ่งสิ้นสุดการรับนักศึกษา ปวส.1 จำนวน 80 คน นับเป็นรุ่นที่ 9 ขณะนี้ทุกคนเริ่มเรียนกันแล้ว และทุกปีเมื่อมีประกาศเปิดรับสมัครนักศึกษาโครงการดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับดีมาก มีนักศึกษาจากทั่วประเทศที่จบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 3 ในสาขาช่าง อาทิ ช่างไฟฟ้า ช่างอุตสาหกรรม ฯลฯ มาสมัครสอบ ประมาณ 100-150 คน ทุกปี และในระยะหลังเริ่มได้รับความสนใจจากเด็กระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ที่เรียนในสายสามัญด้วย

ทั้งนี้การคัดเลือกนักศึกษาจะใช้วิธีการสอบแข่งขัน 100% โดยกำหนดให้เป็นนักศึกษาที่จบระดับ ปวช.3 ในสาขาช่าง เกรดเฉลี่ยใน 5 ภาคเรียนไม่น้อยกว่า 2.75 ต้องทำคะแนนสอบ ทั้ง 5 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ทักษะด้านช่าง และความปลอดภัยผ่านไม่น้อยกว่า 60% จึงจะผ่านเข้าไปสู่การสัมภาษณ์  โดยผู้แทนจาก 6 บริษัท และอาจารย์ วท.มาบตาพุด รวม 14 คนต่อนักศึกษา 1 คน แต่หากปีใดที่มีนักศึกษามาก จะแบ่งเป็น 7 ต่อ 1 อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังกำหนดให้ในแต่ละปีจะต้องมีเด็กที่มีภูมิลำเนาใน จ.ระยอง และอยู่ในพื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อย่างน้อย 30% เข้าเรียนในสาขานี้ด้วย เพื่อเป็นโอกาสสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่เด็กในพื้นที่

“เด็กอาชีวะสาขาปิโตรเคมีทุกคนที่ผ่านโครงการนี้ มีงานทำแน่นอน 100% โดยมีโอกาสทำงานใน 6 บริษัทที่สนับสนุน หรือจะไปทำที่อื่นก็ได้ เพราะโครงการวีเชฟไม่มีเงื่อนไขผูกมัดว่าต้องทำงานที่ใด แต่มีเป้าหมายหลักที่จะร่วมกันผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวะ ให้มีความสามารถและทักษะทางปิโตรเคมี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนประเทศ  โดยทุกคนจะผ่านการเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติอย่างเข้มข้น ได้รับการฝึกอบรม ระเบียบ ความมีวินัย ซึ่งจำเป็นต้องมีในการทำงาน โดยต้องผ่านประสบการณ์ทำงานในสถานประกอบการถึง 8 เดือน เปลี่ยนจากนักศึกษาเป็นคนทำงาน ดังนั้น เมื่อก้าวสู่โลกการทำงานผ่านการเทรนนิ่งเพียง 1 เดือน ก็ทำงานได้อย่างมืออาชีพ ในขณะที่บางคนต้องใช้เวลาเทรนนิ่งเป็นปีๆ” นายยุทธพันธ์ กล่าว

กำลังคนด้านสายอาชีพยังคงเป็นที่ต้องการอีกจำนวนมาก ด้วยเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่จะช่วยสร้างชาติไทยให้เข้มแข็ง มั่นคง พัฒนาเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ซึ่งโครงการวีเชฟเป็นอีกตัวเลือกที่เปิดทางสำหรับน้องๆ เยาวชนที่อยากจะร่วมพัฒนาประเทศ ได้เข้ามาเรียนรู้กับมืออาชีพ จบแล้วมีงานรองรับ 100%

 

‘ลาวปิดเทอมมิถุนา-สิงหา’ให้เด็กไปช่วยพ่อแม่ทำนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233199

ลาว, ปิดเทอม, สิงหา, ให้, เด็ก, ช่วย, พ่อแม่, ทำนา, ลาวปิดเทอมมิถุนา-สิงหา

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 11 ก.ค. 2559

‘ลาวปิดเทอมมิถุนา-สิงหา’ให้เด็กไปช่วยพ่อแม่ทำนา

‘ลาวปิดเทอมมิถุนา-สิงหา’ให้เด็กไปช่วยพ่อแม่ทำนา : ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) เรื่อง/ภาพ

            ระหว่างวันที่ 27-30 มิถุนายน 2559 ผมมีโอกาสเดินทางไปพักผ่อน และทัศนศึกษา เรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม (โดยใช้งบประมาณส่วนตัว) ที่สปป.ลาว ซึ่งเป็นอีกประเทศหนึ่งในกลุ่มประชาคมอาเซียน การเดินทางครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากการเดินทางไปต่างประเทศ คือ ความรู้สึกของการเดินทางไปลาว เหมือนการเดินทางไปต่างจังหวัดมากกว่าไปต่างประเทศ เพราะลาวมีความคล้ายคลึงกับไทยมากทั้งสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ วัฒนธรรม อาหารการกิน และที่สำคัญภาษา ทั้งภาษาพูด เขียน โดยเฉพาะหากเป็นคนภาคเหนือและภาคอีสาน จะสามารถพูดฟังและสื่อสารกับคนลาวได้อย่างสบายๆ

แม้ว่าถนนหนทางในลาวไม่ดีเหมือนในประเทศไทย แต่ผมคิดว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่จะช่วยคงความเป็นธรรมชาติ และความเป็นพื้นเมืองดังเดิมเอาไว้ได้มากที่สุด สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจมากคือ รัฐบาลลาวไม่อนุญาตให้มีห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อเหมือนในประเทศไทย ยิ่งเมืองหลวงพระบาง ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลก ยิ่งมีกฎเกณฑ์และข้อห้ามมากมายที่จะคงความเป็นเมืองมรดกโลกเอาไว้ ซึ่งผมคิดว่านี่ก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้มาก สังเกตจากมีฝรั่งไปเที่ยวที่หลวงพระบางมากมายจริงๆ

อีกเรื่องที่น่าคิดคือ ค่าแรงขั้นต่ำที่ลาวก็ถูกกว่าไทยมาก รวมทั้งข้าราชการที่ลาวเงินเดือนน้อยมาก เมื่อเทียบกับไทย ปริญญาตรีประมาณ 6,000 บาท ปริญญาโทหมื่นกว่าบาท ทั้งที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค (หลายอย่าง) ที่ลาวแพงกว่าเมืองไทย เช่น ก๋วยเตี๋ยว หรือชาเขียวปั่นที่ปั๊มน้ำมันราคา 1.5 หมื่นกีบ (คิดเป็นเงินไทย 65 บาท ขณะที่เมืองไทยราคา 55 บาท) แต่ทำไมเขาอยู่ได้ อันนี้โดยส่วนตัวคิดว่าน่าจะมาจากค่านิยมตะวันตกของคนไทยที่ไม่คำนึงถึงฐานะตัวเองมากกว่า ซึ่งน่าจะมาจากความเจริญทางวัตถุมากกว่าทางจิตใจ อันนี้ก็น่าคิดนะครับ

ย้อนกลับมาเรื่องเปิดภาคเรียนที่ได้เกริ่นไว้ตอนต้น ลาวปิดภาคเรียนช่วงหน้าฝน เพื่อต้องการให้เด็กไปช่วยพ่อแม่ทำนา อันนี้ชัดเจนครับ แต่อุดมศึกษาไทยย้ายไปเปิดสิงหาคม อ้างว่าเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน อ้างความร่วมมือต่างๆ ในอาเซียน แต่นี่ผ่านมาเกือบปีของการเป็นประชาคมอาเซียน ผมยังไม่เคยได้ยินข่าว ทั้งระดับรัฐบาล รัฐมนตรี หรือกลุ่มอธิการบดีจะมีประชุมหารือว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาร่วมกันอย่างจริงจังแม้แต่ครั้งเดียว

โดยเฉพาะ ทปอ.ต้นเรื่องที่มีมติตั้งแต่ปี 2554 กลับไม่มีโครงการหรือกิจกรรมใดๆ ในเรื่องนี้เลย และที่สำคัญเมื่อมีปัญหาและผลกระทบมีคนออกมาเรียกร้องให้ทบทวน ก็จะออกมาแก้ตัวแล้วยกข้ออ้าง (ลอยๆ) แล้วอ้างว่ารอผลการวิจัยก่อน ทั้งที่นับตั้งแต่ปี 2554 จนถึงบัดนี้ ยังไม่มีงานวิจัยของ ทปอ.ออกมาแถลงต่อสาธารณะเลย

ขณะที่มีหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ได้ทำวิจัย ซึ่งผลออกมาล้วนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และมีผลกระทบแทบทุกด้าน ส่วนผลดีแทบไม่มีเลย แต่ ทปอ. และอธิการบดีกลุ่มต่างๆ ก็ยังทู้ซี่ เพื่อรักษาหน้าตัวเองต่อไป ไม่สนใจความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศจริงๆ

ผมไม่ได้คัดค้านการที่จะทำให้ระบบการศึกษาเป็นของอาเซียนนะครับ (แต่ต้องถามต่อว่าจำเป็นไหม) แต่ถ้าอยากจะทำผมคิดว่ามีหลายเรื่องที่ต้องทำก่อน เช่น การจัดประชุมหารือ เพื่อปรับเปลี่ยนระบบการศึกษา หลักสูตร จำนวนภาคเรียน ฯลฯ ของแต่ละประเทศให้ใกล้เคียงกันก่อน ส่วนการเปิดภาคเรียนให้ตรงกันนั้น ควรทำเป็นอันดับสุดท้าย แต่การที่อยู่ดีๆ ทปอ.ก็ประชุมแล้วมีมติให้สถาบันอุดมศึกษาปรับเปลี่ยนไปเปิดภาคเรียนในเดือนสิงหาคม แล้วอ้างว่าตามอาเซียน ทั้งที่ประเทศต่างๆ ในอาเซียนก็เปิดเทอมไม่ตรงกัน

ดังนั้นที่เราบอกเปิดเทอมตามอาเซียนมาตลอดนั้น คงต้องเปลี่ยนคำพูดใหม่แล้วครับ เราไม่ได้เปิดตามอาเซียน แต่ “เราเปิดตามลาว” ครับ

 

ยอดเยี่ยม! ไทยคว้า 2 เหรียญทองแข่งขับร้องประสานเสียงโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233174

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 10 ก.ค. 2559

ยอดเยี่ยม! ไทยคว้า 2 เหรียญทองแข่งขับร้องประสานเสียงโลก

ไทยคว้า 2 เหรียญทอง แข่งขับร้องประสานเสียงโลกที่รัสเซีย สร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรก ในนามวงของ วธ.

จากที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)นำคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย จำนวน 21 คนมีนายอธิชัย ตระกูลเดช เป็นผู้อำนวยเพลง เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันการขับร้องประสานเสียงชิงแชมป์โลกครั้งที่ 9 (World Choir Games 2016) ที่เมืองโซชิ สหพันธรัฐรัสเซียระหว่างวันที่ 4-10 กรกฎาคม  2559  โดยมีนางดาวลดา พันธ์วร ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นหัวหน้าคณะ พร้อมด้วยนายสาโรจน์ เล้าเจริญสมบัติ ผู้อำนวยการกลุ่มเสริมสร้างสุนทรียะทางวัฒนธรรม และนางอัมพร โปซิว นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ กลุ่มเสริมสร้างสุนทรียะฯ ซึ่งไทยลงแข่งใน 2 สาขา คือ สาขาคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนหญิงที่มีอายุระหว่าง 12-21 ปี และสาขาบทเพลงศาสนาแบบมีเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบของการแข่งขันประเภท The Champions Competitionเป็นการแข่งขันสำหรับคณะนักร้องประสานเสียงที่มีประสบการณ์ แต่ละประเทศจะส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันได้หลายทีม โดยหากไม่ใช่แข่งขันในนามตัวแทนประเทศ จะต้องแข่งรอบคัดเลือกก่อน จึงจะสามารถเข้ามาแข่งในรอบชิงแชมป์ได้ ทั้งนี้ เยาวชนหญิงไทยแข่งในนามตัวแทนประเทศไทย

ที่บอชอย ไอซ์โดม เมืองโซชิ สหพันธรัฐรัสเซีย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น.(รัสเซีย) วันที่ 10 ก.ค. 2559 ได้มีการประกาศผลการแข่งขัน ปรากฎว่าคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนหญิงไทยสามารถคว้าเหรียญทองมาครองได้ทั้ง 2 สาขาที่เข้าร่วมแข่งขัน โดยขับร้องสาขาละ 4 เพลง ประกอบด้วยเพลงไทย เพลงสากล เพลงที่ผู้ประพันธ์ยังมีชีวิตและเพลงอะไรก็ได้อย่างละ 1 เพลง ทั้งนี้ ในส่วนของเพลงไทย คณะนักร้องประสานเสียงได้นำบทเพลงพระราชนิพนธ์คำ่แล้วมาเป็นเพลงที่ใช้ในการแข่งขันด้วย ซึ่งการแข่งขันในสาขานี้มีหลายทีมจากหลายประเทศเข้าร่วม แต่ผ่านรอบคัดเลือกเข้ามาแข่งขันในรอบชิงแชมป์เพียงสาขาละ 6 ทีม

นายอธิชัยกล่าวว่า รางวัลที่ได้เกินเป้าหมายไปมาก จากที่ตั้งเป้าไว้ที่เหรียญทองได้คะแนน 80.01 % ในทั้ง 2 สาขาก็ดีใจมากแล้ว เพราะใน 6 ทีมที่ผ่านเข้ามาแข่งขันในรอบชิงแชมป์มีทั้งรัสเซียเจ้าภาพ และจีนที่เป็นแชมป์ในหลายสาขา ซึ่งกรรมการก็มีจาก 2 ประเทศนี้ด้วย เมื่อคณะนักร้องเยาวชนทำได้คะแนนมากกว่าเป้าถือว่ายอดเยี่ยมอย่างมาก

“ทั้ง 2 เหรียญเกินเป้า โดยเฉพาะสาขาบทเพลงศาสนาที่มีเวลาซ้อมน้อยกว่าอีก สาขา เพราะมีการเปลี่ยนเพลงกลางคัน จากที่ผมดูกติกาพลาดในตอนแรกนึกว่าสามารถเอาเพลงอะไรมาแข่งขันก็ได้ ถ้าหากเยาวชนไทยได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอย่างต่อเนื่องทั้งการศึกษาและทุนทรัพย์เชื่อว่าการขับร้องประสานเสียงของเด็กไทยสามารถสู้ประเทศอื่นได้อย่างแน่นอน “นายอธิชัย กล่าว

น.ส.อธิชา ภูริคุปต์หัวหน้าวงนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย กล่าวว่า  ตื่นเต้นและดีใจมากที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง เกินคาดหวังไปอย่างมาก ซึ่งก่อนที่จะมาแข่งขันได้มีการเตรียมตัวมานานถึง 9 เดือนเต็มและก่อนทาจะเดินทางไม่กี่วัน ก็มีการนัดฝึกซ้อมทุกวันด้วย ภูมิใจมากที่ได้ทำชื่อเสียงให้ประเทศ

นางดาวลดากล่าวว่า การส่งคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทยของกรมเข้าร่วมการแข่งขันรายการนี้ครั้งนี้เป็นครั้งที่2 ซึ่งเยาวชนทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมคว้าเหรียญทองมาได้ทั้ง 2 สาขา ถือว่าสุดยอดมาก เป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย เยาวชนไทยและผู้อำนวยเพลงเก่งมากที่ทำให้ประเทศไทยได้เหรียญทองในการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งกรมส่งเสริมวัฒนธรรม วธ.มีการส่งเสริมและสนับสนุนเด็กและเยาวชนไทยมาอย่างต่อเนื่อง  ในการแข่งขันครั้งต่อไปอีก 2 ปีข้างหน้า หากเด็กและเยาวชนไทยมีความพร้อมก็จะส่งเข้าร่วมการแข่งขันเหมือนเดิเพราะเป็นสิ่งที่เป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศไทย

อนึ่ง ในนามคณะขับร้องประสานเสียงวงเยาวชนไทยของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม วธ.เคยส่งตัวแทนเข้าร่วมแข่งขันก่อนหน้านี้ 1 ครั้งที่จีนเป็นเจ้าภาพโดยคว้ามาได้ 2 เหรียญเงินอย่างไรก็ตาม ตั้งแต่การแข่งขันรายการนี้ครั้งที่ 4 เมื่อปี 2549 คณะนักร้องประสานเสียงตัวแทนประเทศไทยสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศมาโดยตลอดโดยได้รับรางวัล ได้แก่ 3 เหรียญทอง 19 เหรียญเงิน และ 6 เหรียญทองแดง

 

‎มหาวิทยาลัยรามคำแหงชี้แจงอย่าหลงเชื่อทำวุฒิปลอม‬

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/232983

‎มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ‎มหาวิทยาลัยรามคำแหงชี้แจงอย่าหลงเชื่อทำวุฒิปลอม‬

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 8 ก.ค. 2559

‎มหาวิทยาลัยรามคำแหงชี้แจงอย่าหลงเชื่อทำวุฒิปลอม‬

‎มหาวิทยาลัยรามคำแหงชี้แจงอย่าหลงเชื่อทำวุฒิปลอม‬

          8ก.ค.2559 ผศ.ลีนา  ลิ่มอภิชาต รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ‘ม.ร.’ แจ้งว่า ตามที่มีการแอบอ้างการรับปลอมแปลงวุฒิการศึกษาและใบปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหงในสื่อสังคมออนไลน์ในขณะนี้นั้น มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอชี้แจงว่า การแอบอ้างเพื่อทำใบรับรองวุฒิการศึกษา หรือใบปริญญาบัตรดังกล่าว มหาวิทยาลัยรามคำแหงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างไร ซึ่งการเผยแพร่ข้อมูลเช่นนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและทำให้มีผู้หลงเชื่อไปใช้บริการได้ มหาวิทยาลัยจึง ขอให้นักศึกษาหรือประชาชนอย่างหลงเชื่อ และเนื่องจากการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว ทำให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสื่อมเสีย มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงเตรียมที่จะแจ้งความดำเนินคดีเพื่อเอาผิดกับผู้ดำเนินการต่อไป

……………………

(ขอบคุณภาพจาก http://www.oknation.net/blog/rinrudee/2013/04/29/entry-1)

 

เพจขายวุฒิปลอมระบาดอีก!มหา’ลัยตบเท้าแจ้งความดำเนินคดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/232968


เพจขายวุฒิปลอม, มหาวิทยาลัย, สถาบันการศึกษา, เพจ, ขาย, วุฒิ, ปลอม, ระบาด, อีก, มหาลัย, ตบเท้า, แจ้งความ, ดำเนินคดี

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 8 ก.ค. 2559

เพจขายวุฒิปลอมระบาดอีก!มหา’ลัยตบเท้าแจ้งความดำเนินคดี

เพจขายวุฒิปลอมระบาดอีก อ้างวุฒิแท้จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง แถมโปรโมชั่นซื้อหลายใบได้ราคาถูก ล่าสุดปิดเพจแล้ว ด้าน ผู้ช่วยอธิการ มธบ.เตรียมแจ้งความ รับหาตัวการยาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีการแชร์ภาพซึ่งเป็นเพจทางเฟสบุ๊ก ทำธุรกิจขายวุฒิการศึกษา ระบุว่าเป็นของแท้และราคาถูก เมื่อคลิ๊กเข้าไปดูรูปโฆษณาต่างๆ ก็จะพบภาพวุฒิการศึกษาของสถาบันการศึกษาต่างๆ โดยเพจรับจ้างทำวุฒิการศึกษาดังกล่าว ได้โฆษณาการันตีว่าได้รับจริง ตรวจสอบได้ ใช้งานได้100% รวมถึงหนังสือรับรองและทรานสคริปด้วย พร้อมยังมีโปรโมชั่นสั่งหลายใบมีส่วนลด โดยระดับราคาเช่น วุฒิ ม.3 หากเลือกแบบจบ กศน.ราคา 5,000 บาท หากเลือกแบบจบจากโรงเรียน ราคา 6,000 บาท ระดับม.6 หากเลือกจบ กศน.ราคา7,000 บาท หากเลือกจบจากโรงเรียน ราคา 8,000 บาท เช่นเดียวกับ ปวช. ขณะที่ ปวส.จะขยับเป็น 9,000 บาท ทั้งยังมีรูปภาพยืนยันว่าได้สื่อสารและส่งของเป็นวุฒิปริญญากับผู้ซื้ออีกด้วย

ทั้งนี้ เพจขายวุฒิปริญญาปลอมดังกล่าว แอบอ้างมหาวิทยาลัยชื่อดังจำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพฯและมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด โดยผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมากต่างแสดงความเห็นวิจารณ์กรณีดังกล่าว

ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ ดวงรัตน์  ผู้ช่วยอธิการบดีสายงานสื่อสารและพัฒนาแบรนด์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ) กล่าวว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้รับจ้างทำวุฒิปลอม  และผู้ที่ใช้บริการวุฒิปลอมแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเกิดขึ้นบ่อยมากในมหาวิทยาลัย โดยที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามเรื่องนี้  พร้อมจัดตั้งทีมกฎหมายคอยตรวจสอบว่ามีการประกาศขายวุฒิปลอมทางสื่อออนไลน์ หรือสื่ออื่นๆ หรือไม่ เมื่อมีประกาศรับจ้างทำวุฒิปลอม ก็จะเก็บรวบรวมหลักฐาน เอกสารต่างๆ เพื่อนำไปแจ้งความดำเนินคดี  แต่ต้องยอมรับว่าการจับกุมผู้ต้องหาเหล่านี้ ยากมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นการประกาศขายทางเว็บไซต์ หรือเฟสบุ๊ค เมื่อมีกระแสข่าวออกมา พวกเขาก็จะปิดเพจ หรือเว็บไซต์ ทำให้ไม่สามารถจับกุมได้  ยกเว้น กลุ่มผู้ที่จ้างทำวุฒิปลอม แล้วนำไปสมัครงาน ทางบริษัท ได้มีการตรวจสอบและพบเจอ

อย่างไรก็ตาม เรื่องการปลอมวุฒิ ถือเป็นความผิดร้ายแรง เป็นการไม่ซื่อสัตย์กับตนเอง และหน่วยงานที่เราจะไปทำงาน เป็นการสูญเสียของประเทศชาติ จึงอยากฝากทุกคนไม่ให้ใช่บริการวุฒิปลอม ขณะเดียวกัน อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง อย่าเป็นไฟไหม้ฟาง ดูเฉพาะประเด็นร้อนในสังคม เพราะการเข้าไปทำงานของคนหนึ่ง เหมือนการไปเรียนรู้และใช้ความรู้ที่สะสมตลอด 4 ปี ในอุดมศึกษาไปก่อให้เกิดประโยชน์แก่องค์กร ไม่ใช่ใช้วุฒิปลอมที่ไม่ได้เกิดจากการสะสมความรู้แต่ใช้เงินไม่กี่พันบาทแล้วไปทำงาน คุณภาพของงาน และประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับคงยาก

ด้าน น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากและไม่ได้นิ่งนอนใจเพราะเป็นเรื่องทีีสร้างความเสื่อมเสียให้กับมหาวิทยาลัยไทย และกำลังตรวจสอบข้อมูล และขอให้ทุกมหาวิทยาลัยช่วยกันตรวจสอบ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ได้รับผลกระทบก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีทันทีโดยไม่ต้องรอ สกอ.

 

คุรุสภาไฟเขียว 60 มหา’ลัยเปิดป.บัณฑิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/232950


ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559, ครอบครัว, เปิดสอนป.บัณฑิต, คุรุสภา, ไฟเขียว, มหาลัย, เปิด, บัณฑิต, คุรุสภาไฟเขียว, มหาลัยเปิดปบัณฑิต, ครูอิ๋ว

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 8 ก.ค. 2559

คุรุสภาไฟเขียว 60 มหา’ลัยเปิดป.บัณฑิต

มติบอร์ดคุรุสภาไฟเขียว 60 มหาวิทยาลัยเปิดสอนสอนป.บัณฑิตcสอนในที่ตั้ง รับไม่เกิน 180 คน เผย “ครูอิ๋ว” ได้รับอนุมัติตั๋วครู เตรียมนำใส่กรอบจัดส่งให้ครอบครัว

ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการการคุรุสภา ที่มีพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เสนออนุมัติใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ให้แก่ครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ จำนวน 45,804 ราย พร้อมทั้งอนุมัติต่ออายุใบอนุญาตฯ จำนวน 33,398 ราย ซึ่งการอนุมัติรอบนี้ถือเป็นจำนวนปกติ เพราะเป็นยอดที่สะสมมาตั้งแต่เดือนมี.ค.2559 แต่ยังพบปัญหาว่าบางรายมีคุณสมบัติไม่ครบตามที่กำหนด อาทิ วุฒิการศึกษาไม่ผ่านการรับรอง มหาวิทยาลัยไม่ส่งรายชื่อนักศึกษามาให้คุรุสภาและเมื่อตรวจสอบไม่พบชื่อในฐานข้อมูล คุรุสภาจึงไม่สามารถอนุมัติใบอนุญาตฯ ได้ บางรายไม่มีคุณวุฒิตรงกับที่ยื่นขอ เป็นต้น

“ในจำนวนผู้ได้รับอนุมัติใบอนุญาตฯ กว่า 4 หมื่นคน ปรากฎมีชื่อน.ส.จุฬารัตน์ โทวรรณา หรือ ครูอิ๋ว โรงเรียนแสงวิทยา อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ซึ่งถูกทำร้ายจนเสียชีวิต ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการเผาศพครูอิ๋วที่บ้านเกิดจังหวัดร้อยเอ็ด ทางครอบครัวได้ติดต่อเพื่อขอรับใบอนุญาตฯ แต่คุรุสภาไม่สามารถมอบให้ได้เพราะตามระเบียบกรณีการขอรับใบอนุญาตฯ เร่งด่วนต้องให้ผู้เป็นเจ้าของมาขอยื่นความจำนงขอรับเอง อย่างไรก็ตาม ทางครอบครัวก็เข้าใจและพ่อของครูอิ๋ว ก็รู้สึกภูมิใจมากที่ลูกได้รับใบอนุญาตฯ ถือเป็นเกียรติประวัติของครอบครัว ซึ่งจากนี้ทางคุรุสภาจะนำใบอนุญาตฯ ใส่กรอบและจัดส่งไปให้ทางครอบครัวต่อไป”ดร.ชัยยศ กล่าว

ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบเปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต) สาขาวิชาชีพครู ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 ของมหาวิทยาลัย 60 แห่งจำนวน 61 หลักสูตร โดยมีเงื่อนไขต้องจัดการศึกษาภายในที่ตั้ง กำหนดจำนวนนักศึกษาต่อหลักสูตรไม่เกิน 180 คน ค่าใช้จ่ายหลักสูตรปกติ ไม่เกิน 35,000 บาท สำหรับหลักสูตรนานาชาติไม่เกิน 70,000 บาท ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถไปยื่นสมัครเรียนได้ที่มหาวิทยาลัยตามรายชื่อที่คุรุสภารับรอง สามารถตรวจสอบรายชื่อมหาวิทยาลัยได้ที่ http://www.ksp.or.th

 

มีลุ้นเหรียญทอง!ไทยแข่งขับร้องประสานเสียงระดับโลกที่รัสเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/232948

ชิงแชมป์โลก, เยาวชน, ขับร้องประสานเสียง, ลุ้น, เหรียญทอง, ไทย, แข่ง, ขับร้อง, ประสานเสียง, ระดับโลก, ที่, รัสเซีย, ค่ำแล้ว
ชิงแชมป์โลก, เยาวชน, ขับร้องประสานเสียง, ลุ้น, เหรียญทอง, ไทย, แข่ง, ขับร้อง, ประสานเสียง, ระดับโลก, ที่, รัสเซีย, ค่ำแล้ว
ชิงแชมป์โลก, เยาวชน, ขับร้องประสานเสียง, ลุ้น, เหรียญทอง, ไทย, แข่ง, ขับร้อง, ประสานเสียง, ระดับโลก, ที่, รัสเซีย, ค่ำแล้ว

ชิงแชมป์โลก, เยาวชน, ขับร้องประสานเสียง, ลุ้น, เหรียญทอง, ไทย, แข่ง, ขับร้อง, ประสานเสียง, ระดับโลก, ที่, รัสเซีย, ค่ำแล้ว


ชิงแชมป์โลก, เยาวชน, ขับร้องประสานเสียง, ลุ้น, เหรียญทอง, ไทย, แข่ง, ขับร้อง, ประสานเสียง, ระดับโลก, ที่, รัสเซีย, ค่ำแล้ว

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 8 ก.ค. 2559

มีลุ้นเหรียญทอง!ไทยแข่งขับร้องประสานเสียงระดับโลกที่รัสเซีย

คณะเยาวชนหญิงไทยมีลุ้นเหรียญทอง! หลังผ่านวันแรกแข่งขับร้องประสานระดับโลกที่รัสเซีย เผยคนน้อยแต่พลังเสียงเหลือล้น ศักยภาพเท่าทีมคนมาก

จากที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)นำคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทย จำนวน 21 คนมีนายอธิชัย ตระกูลเดช เป็นผู้อำนวยเพลง เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันการขับร้องประสานเสียงชิงแชมป์โลกครั้งที่ 9 (World Choir Games 2016) ที่เมืองโซชิ สหพันธรัฐรัสเซียจะทำการแข่งขันระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคม  2559  โดยมีนางดาวลดา พันธ์วร ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นหัวหน้าคณะ พร้อมด้วยนายสาโรจน์ เล้าเจริญสมบัติ ผู้อำนวยการกลุ่มเสริมสร้างสุนทรียะทางวัฒนธรรม และนางอัมพร โปซิว นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ กลุ่มเสริมสร้างสุนทรียะฯ ซึ่งไทยลงแข่งใน 2 สาขา คือ สาขาคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนหญิงที่มีอายุระหว่าง 12-21 ปี และสาขาบทเพลงศาสนาแบบมีเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบของการแข่งขันประเภท The Champions Competitionเป็นการแข่งขันสำหรับคณะนักร้องประสานเสียงที่มีประสบการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2559 เวลา 19.30 น.(เวลาไทย23.30น.) เด็กไทยได้ทำการแข่งขันในสาขาคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนหญิงที่มีอายุระหว่าง 12-21 ปีเรียบร้อยแล้ว โดยขับร้อง 4 เพลง หนึ่งในนั้น คือ เพลง”ค่ำแล้ว”พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯมีทีมเข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 6 ทีมจาก 3 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย 4 ทีม จีน 1 ทีม และไทย 1 ทีม มีคณะกรรมการ 7 คน ประกอบด้วยกรรมการจากประเทศรัสเซีย เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย เยอรมัน จีน และเดนมาร์ก

นายสาโรจน์ เล้าเจริญสมบัติ ผู้อำนวยการกลุ่มเสริมสร้างสุนทรียะทางวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม วธ . กล่าวว่า ตัวแทนเยาวชนไทยขับร้องได้อย่างเต็มความสามารถ ซึ่งทีมที่เข้าแข่งขันทั้งหมดนับว่าอยู่ในมาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน แม้เยาวชนไทยมีจำนวนคนขับร้องที่น้อยกว่าแต่กลับสามารถขับร้องแสดงพลังเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนทีมที่มีจำนวนคนมากอย่างจีนและรัสเซีย ทั้งนี้ จากการได้พูดคุยกับผู้อำนวยเพลงและผู้เชี่ยวชาญการขับร้องประสานเสียงมีความมั่นใจว่าไทยจะสามารถคว้าเหรียญเงินได้อย่างแน่นอน และมีความหวังที่จะได้เหรียญทองด้วย

“การแข่งขันครั้งที่ผ่านมา ประเทศอื่นๆมีศักยภาพมากกว่าไทย แต่การแข่งครั้งนี้. ศักยภาพของไทยไม่ได้ด้อยกว่าเลย แม้ว่ากรรมการจะมีจากจีนตัวเก็งของการแข่งขันและรัสเซียเจ้าภาพ เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อคะแนน เพราะการตัดสินจะคัดคะแนนที่สูงและต่ำที่สุดออก ฉะนั้น ไทยก็เหมือนกับแข่งกับตัวเอง ซึ่งสาขานี้เป็นสาขาที่ไทยหวังเหรียญรางวัล”นายสาโรจน์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทยยังเหลือแข่งอีก 1 สาขา คือ บทเพลงศาสนาจะทำการแข่งขันในวันที่ 8 ก.ค.2559 เวลา 16.00 น.(เวลาไทย 20.00น.) และจะประกาศผลพร้อมกันในวันที่ 10 ก.ค. 2559

อนึ่ง นับตั้งแต่การแข่งขันรายการนี้ครั้งที่ 4 เมื่อปี 2549 คณะนักร้องประสานเสียงตัวแทนประเทศไทยสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศมาโดยตลอดโดยได้รับรางวัล ได้แก่ 3 เหรียญทอง 19 เหรียญเงิน และ 6 เหรียญทองแดง

 

มารู้จักสารเติมเต็มหรือ’ฟิลเลอร์’กัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/232797

สารเติมเต็ม, สารฟิลเลอร์, ลุงแจ่มคมชัดลึก, ดูแลสุขภาพ, รู้จัก, สาร, เติมเต็ม, หรือ, ฟิล, เลอร์, กัน, ฟิลเลอร์, Filler
สารเติมเต็ม, สารฟิลเลอร์, ลุงแจ่มคมชัดลึก, ดูแลสุขภาพ, รู้จัก, สาร, เติมเต็ม, หรือ, ฟิล, เลอร์, กัน, ฟิลเลอร์, Filler

การศึกษา-สาธารณสุข  : 8 ก.ค. 2559

มารู้จักสารเติมเต็มหรือ’ฟิลเลอร์’กัน

ดูแลสุขภาพ : มารู้จักสารเติมเต็มหรือ ‘ฟิลเลอร์’ กัน

               ปัญหาเรื่องความสวยความงามนั้น เป็นปัญหาที่ใกล้ตัวอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องการนำสารเติมเต็ม หรือฟิลเลอร์ มาใช้เป็นองค์ประกอบในการให้บริการเพื่อเสริมจมูกแล้วเกิดตาบอดทันที มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จึงมีความห่วงใยผู้ที่ไปรับบริการในด้านนี้ ควรไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนเนื่องจากมีทั้งข้อดีในเรื่องของความงามและข้อเสียเกี่ยวกับการเกิดสภาวะแทรกซ้อนกับ “ผู้ที่ไม่ป่วย” ทำให้กลายเป็น “ผู้ป่วย” ได้อยู่เสมอ

สำหรับสารเติมเต็มมีอยู่หลายชนิด แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.แบบชั่วคราว (Temporary Filler) มีอายุการใช้งานประมาณ 4-6 เดือน แต่มีความปลอดภัยสูง สลายตัวได้เองตามธรรมชาติ 2.แบบกึ่งถาวร (Semi Permanent Filler) เช่น ซิลิโคน หรือพาราฟิน หลังฉีดแล้วจะอยู่ในผิวตลอดไป ไม่สลายตามธรรมชาติ ยกตัวอย่าง เช่น ซิลิโคน หรือพาราฟิน หลังฉีดแล้วจะอยู่ในผิวตลอดไป ไม่สลายตามธรรมชาติ มักพบผลข้างเคียงในระยะยาว (ปัจจุบันแพทยสภาได้มีประกาศห้ามใช้ฟิลเลอร์ชนิดถาวรอย่างเด็ดขาด)

การใช้สารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ สำหรับรักษาปัญหาผิวพรรณนั้น ใช้หลักการ คือผิวหนัง ซึ่งจะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ คือ ใยคอลลาเจนและสารไฮยาลูโรนิก ที่มีความสามารถในการอุ้มน้ำมากกว่าตัวเองหลายร้อย หรือเป็นพันเท่า มีหน้าที่สำคัญเป็นองค์ประกอบที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณมีรูปทรงเต่งตึง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่วัยชรา จะพบว่าใยคอลลาเจนและสารอุ้มน้ำจะค่อยๆ มีปริมาณลดน้อยลง มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผิวหนังจะมีลักษณะบางลง เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น เพื่อแก้ไขภาวะดังกล่าว จึงมีความพยายามหาทางแก้ไขโดยการฉีดสารจากภายนอกเข้าไปในผิวหนัง เพื่อทดแทนหรือที่เรียกกันว่า “Filler”

ข้อบ่งชี้สำหรับการรักษาปัญหาผิวพรรณในปัจจุบัน สารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ จะถูกนำมาใช้รักษาทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย เราสามารถใช้ฟิลเลอร์ ในการรักษาปัญหาผิวพรรณได้ โดยการแก้ปัญหาริ้วรอยของผิวอันเนื่องมาจากวัย เช่น ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก หางตา และร่องแก้ม ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งเติมเต็มใยคอลลาเจนที่หายไป ทำให้ริ้วรอยบริเวณดังกล่าวตื้นขึ้น สภาพผิวดูดีขึ้น การแก้ไขปัญหาแผลเป็นชนิดผิวบุ๋ม เช่น การเกิดแผลบุ๋มจากสิวอักเสบ เป็นต้น กรณีดังกล่าวนี้สามารถใช้ฟิลเลอร์เติมเต็มทำให้แผลบุ๋มดีขึ้น อย่างไรก็ตามต้องเลือกชนิดแผลผิวบุ๋มที่เหมาะสมต่อการรักษา โดยแผลนั้นต้องไม่มีพังผืดในบริเวณใต้แผลบุ๋ม มิฉะนั้นผลการรักษาจะไม่ดีเท่าที่ควรและการใช้ฟิลเลอร์ฉีดเพื่อเสริมเนื้อเยื่อผิวหนังให้มีลักษณะนูนเต็มขึ้นกว่าเดิม เช่น เสริมจมูก เสริมคาง ริมฝีปาก หรือฉีดเพื่อทำให้รูปทรงของหน้าดูอวบอิ่มกว่าเดิม

สำหรับผลข้างเคียง ที่ทำให้ตาบอดหรือแขนขาอ่อนแรง เกิดจากการที่ฉีดสารเข้าไปในเส้นเลือดที่ต่อเนื่องไปเลี้ยงลูกตา อาจพลาดไปโดนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงบริเวณดวงตา ทำให้เกิดอาการเส้นเลือดอุดตันจนตาบอดถาวรได้ เนื่องจากดวงตาสามารถทนภาวะขาดเลือดได้แค่ 90 นาทีเท่านั้น ต่างจากผิวหนังที่ทนได้ 6 ชั่วโมง ซึ่งลักษณะดังกล่าวเกิดจากกระบวนการฉีดที่มีการรั่วไหลของฟิลเลอร์เข้าไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงประสาทตา ทำให้ตาบอดถาวรตลอดชีวิต

ดังนั้น ขอความร่วมมือกับแพทย์และผู้ที่อยากเสริมจมูก ควรทำด้วยวิธีอื่นที่ปลอดภัยมากกว่าการฉีดฟิลเลอร์ เนื่องจากอาจเกิดอันตรายที่รุนแรงและสารเหล่านี้มีราคาแพงและอยู่ได้ไม่ถาวร อันตรายที่เกิดขึ้นสามารถเกิดจาก 3 ปัจจัย คือ 1.ตัวผู้ทำการฉีดต้องมีความรู้ ความชำนาญสูง และต้องเป็นแพทย์เท่านั้น ถึงแม้ผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมและมีประสบการณ์สูงสุดก็อาจเกิดผลข้างเคียงได้ 2.สารที่ใช้ ถึงแม้ว่าเป็นสารที่ผ่านการรับรองจากอย. ก็สามารถเกิดผลข้างเคียงได้ แม้แต่การดูดไขมันของตัวเองมาฉีดก็เกิดอันตรายได้เช่นกัน 3.ตัวผู้รับการฉีดแต่ละคนมีกายวิภาคที่ต่างกัน ตำแหน่งของเส้นเลือดเส้นประสาทอาจมีความแตกต่างจากคนอื่นได้ โดยเฉพาะที่ได้รับการผ่าตัด การฉีด การร้อยไหม จะมีพังผืดทำให้เกิดอันตรายง่ายขึ้นอีก

ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์

ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

………………..

เลิกบุหรี่เพื่อคนที่คุณรัก

โรงพยาบาลพระรามเก้า ขอมอบ “แพคเกจเลิกบุหรี่เพื่อคนที่คุณรัก” สำหรับทุกท่านที่สนใจเลิกบุหรี่ อยากเลิกบุหรี่แต่เลิกไม่ได้ เคยเลิกได้แล้วแต่กลับมาสูบอีก โดยการเข้ารับการปรึกษาและวิเคราะห์วิธีการรักษาจากจิตแพทย์เฉพาะด้านโดยตรง ในราคา 2,490 บาท ตั้งแต่วันนี้-31 ธันวาคม 2559 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.praram9.com หรือ คอล เซ็นเตอร์ โทร.0-2202-9999

 

คัดเยาวชนไทยไป’บาเยิร์น’ฝึกซ้อมกับนักเตะมืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/232858

คัด, เยาวชน, ไทย, เยิร์น, ฝึกซ้อม, กับ, นักเตะ, มืออาชีพ, บาเยิร์น, ศักดิ์ชัย ลีกวิลัย, ธีรภัทร ปรางทอง, ณัฐธนันท์ เสริฐสิงคีวรรณ
คัด, เยาวชน, ไทย, เยิร์น, ฝึกซ้อม, กับ, นักเตะ, มืออาชีพ, บาเยิร์น, ศักดิ์ชัย ลีกวิลัย, ธีรภัทร ปรางทอง, ณัฐธนันท์ เสริฐสิงคีวรรณ
คัด, เยาวชน, ไทย, เยิร์น, ฝึกซ้อม, กับ, นักเตะ, มืออาชีพ, บาเยิร์น, ศักดิ์ชัย ลีกวิลัย, ธีรภัทร ปรางทอง, ณัฐธนันท์ เสริฐสิงคีวรรณ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 8 ก.ค. 2559

คัดเยาวชนไทยไป’บาเยิร์น’ฝึกซ้อมกับนักเตะมืออาชีพ

คัดเยาวชนไทยไป’บาเยิร์น’ฝึกซ้อมกับนักเตะมืออาชีพ

            “คนชนะอาจไม่ใช่คนที่มุ่งมั่น และคนแพ้ก็ไม่ใช่คนที่สิ้นหวัง ทุกคนมีโอกาสทั้งหมด แต่คนจะเป็นตัวแทนประเทศได้ต้องมีการเล่นที่เป็นผู้นำ ขยัน และสนุกกับเกมการแข่งขัน ใจเย็นและมีน้ำใจ ซึ่งเยาวชนทั้งหมดนั้นมีคุณสมบัติเหล่านี้ครบ” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ในฐานะประธานกรรมการคัดเลือกเยาวชนของโครงการ อดีตนักเตะทีมชาติไทย กล่าว ภายหลังจบการแข่งขันฟุตบอลชายรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี

โครงการดังกล่าวสนับสนุนโดย บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ร่วมกับ กรมพลศึกษา เพื่อส่งเสริมให้เด็กไทยที่มีความสามารถด้านฟุตบอลได้เล่นกีฬาสุดโปรด และมีโอกาสได้ฝึกกับนักเตะมืออาชีพ อย่างทีมบาเยิร์น มิวนิค ที่ประเทศเยอรมนี ที่ บมจ.อลิอันซ์ฯ เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ซึ่งปีนี้โครงการคัดเลือกนักเตะแข้งทองทั้งหมด 8 คน ภายใต้แนวคิด “จงกล้าที่จะคว้าโอกาส : Take your chance, whatever the challenges” โดยสรรหาเยาวชนจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศมาแข่งขันกันชิงถ้วยรางวัลและเลือกตัวแทนจากแต่ละทีมไปเก็บตัวฝึกทักษะฟุตบอล ถือเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ช่วยต่อยอดแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนเดินตามฝันได้สำเร็จ สำหรับในประเทศไทย การจัดโครงการ อลิอันซ์ อยุธยา จูเนียร์ ฟุตบอล แคมป์มาอย่างต่อเนื่องถึง 6 ปี สนับสนุนให้เยาวชนกล้าที่จะคว้าโอกาส ตามหาความฝันของตนเอง

“ศักดิ์ชัย ลีกวิลัย” เยาวชนจาก จ.อ่างทอง หนึ่งในนักเตะที่ได้รับคัดเลือกไปฝึกซ้อมที่บาหลี กล่าวว่า ความฝันคือการเล่นบอลอาชีพไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะระดับจังหวัด ประเทศ หรือโลก หากไปประเทศอินโดนีเซีย แล้วจะไม่ได้ไปฝึกต่อที่เยอรมนี ก็ไม่เสียใจเพราะนี่คือก้าวแรกที่ได้ไปฝึกฟุตบอลกับอีกหนึ่งทีมโปรดที่ดูการแข่งขันมานาน  เพราะคือการฝึกปฏิบัติจริง โดยโค้ชที่มีฝีมือจริงๆ เพื่อโอกาสข้างหน้า

ด้าน “ธีรภัทร ปรางทอง” เยาวชนจาก จ.ชลบุรี ผู้รักษาประตูทีมชนะเลิศจากการแข่งขันฟุตบอลจูเนียร์ฯ ปีนี้ บอกว่า เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วได้ไปฝึกกับทีมเอฟเวอร์ตัน ประเทศอังกฤษ และมาปีนี้จะเป็นโอกาสที่ 2 แล้วที่มีสิทธิจะได้ไปอยู่กับทีมระดับโลก อย่างบาเยิร์น ภูมิใจอย่างมาก สัญญาว่าจะเรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ และถ้ามีโอกาสในชีวิตได้ฝึกฟุตบอลให้ใครก็จะพยายามสอนให้เขาเล่นอย่างมีสติ มีน้ำใจนักกีฬาและรู้จักหาโอกาสเพื่อพัฒนาฝีมือตัวเองต่อไป

ธีรภัทร เริ่มเล่นตอนอายุ 9 ขวบ โดยช่วงนั้นก็แค่เล่นไปตามกระแสของเด็กผู้ชายที่ติดกีฬา แต่มาระยะหลังสนใจฝึกรักษาประตูก็รู้สึกว่าเป็นตำแหน่งที่ชอบและท้าทาย ถ้าเลือกได้สองอาชีพ จะเลือกอาชีพที่สร้างความมั่นคงให้ชีวิตเป็นอันดับแรก ต่อมาก็ต้องมีอาชีพฟุตบอลที่สร้างความสบายใจ ความสุข ได้เรียนรู้เทคนิค วิธีการ ไปพร้อมๆ กับคุณธรรม จริยธรรมของนักเตะไม่ว่าจากมุมไหนของโลก มันก็เป็นกำไร

เช่นเดียวกับ “ณัฐธนันท์ เสริฐสิงคีวรรณ” นักเตะร่วมทีมของธีรภัทร กล่าวว่า ในการเล่นบอลนั้นเป็นการรวมทีม หากไม่สามัคคีกันแล้วคงยากจะสำเร็จ การได้เป็นตัวแทนไปบาหลี ครั้งนี้เป็นเรื่องน่าภูมิใจอย่างมาก แต่อีกมุมหนึ่งก็คิดถึงเพื่อนๆ ในทีม เล่นกันมาก็นานอยากให้ได้โอกาสไปเยือนทีมบาเยิร์น ด้วยกันหรือไปร่วมฝึกกับทีมอาชีพระดับโลกด้วยกันสักครั้ง การแข่งขันฟุตบอลครั้งนี้ในรอบสุดท้ายกับทีมอ่างทองสนุกมาก ฝันว่าวันหนึ่งทีมชลบุรีกับอ่างทองจะได้รวมกันเพื่อเล่นระดับประเทศบ้าง

ทั้งนี้ เยาวชนทั้ง 8 คน ได้แก่ อภินันท์ อ่วมสอาด (จ.อ่างทอง) ธนกฤต เรือนเพ็ชร์ (จ.อ่างทอง) สัญชัย ชาวเลาขวัญ (จ.ชลบุรี) ณัฐธนันท์ เสริฐสิงคีวรรณ (จ.ชลบุรี) ธีรภัทร ปรางทอง (จ.ชลบุรี) ศิรวุฒิ เก่งนอง (ร.ร.พณิชยการราชดำเนิน ธนบุรี) และนาเคนทร์ ผสมศรี (จ.ปทุมธานี) จะเดินทางไปเข้าร่วมโครงการ “อลิอันซ์ อยุธยา จูเนียร์ ฟุตบอล แคมป์” ระดับเอเชีย ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 19-22 กรกฎาคม 2559 ซึ่งจะมีสตาฟฟ์โค้ชของทีมบาเยิร์นมิวนิค ที่จะมามอบความรู้และประสบการณ์ในการเล่นฟุตบอลระดับโลกของจริงให้แก่น้องๆ ทุกคน ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในแคมป์และจะมี 4 คนได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปสู่สุดยอดปลายทางแห่งความฝัน “อลิอันซ์ จูเนียร์ ฟุตบอล แคมป์” ระดับโลก ที่กรุงมิวนิค ประเทศเยอรมนี

 

สพฐ.เตรียมประกาศขยายห้องเรียนม.4 ร.ร.ดังหลังประมวลโอเน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/232864


โรงเรียนที่มีอัตราแข่งขันสูง 282 โรง, ใบปพ.1, ประมวลใหม่, โอเน็ตภาษาอังกฤษ ม.3, ฐเตรียมประกาศขยายห้องเรียนม4, ดัง, หลัง, ประมวล, โอเน็ต

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 7 ก.ค. 2559

สพฐ.เตรียมประกาศขยายห้องเรียนม.4 ร.ร.ดังหลังประมวลโอเน็ต

สพฐ.เผยกำลังเร่งดำเนินการจัดทำใบปพ.1 ม.3 หลัง สทศ.ส่งคะแนนโอเน็ตอังกฤษที่แก้ไขเสร็จแล้ว พร้อมจัดลำดับม.4 ร.ร.ดังใหม่ จ่อออกประกาศเพิ่มจำนวนนักเรียนต่อห้องรองรับ

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภายหลังสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)ยอมรับว่ามีการเฉลยคำตอบผิด 3 ข้อ 6 คะแนน ส่งผลให้สถานศึกษาต้องปรับคะแนนในระเบียนแสดงผลการเรียน หรือ ปพ.1 ของนักเรียนใหม่ และสทศ.จะส่งคะแนนที่คำนวณได้ ให้โรงเรียนที่ใช้คะแนนโอเน็ต เป็นองค์ประกอบในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อชั้นม.4 ของโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขัน 282 โรงทั่วประเทศ เพื่อเรียงลำดับคะแนนนักเรียนที่สอบเข้าใหม่ทั้งระบบ ว่า ขณะนี้สทศ.ส่งคะแนนโอเน็ต วิชาภาษาอังกฤษที่ประมวลผลใหม่ ให้สถานศึกษาแล้ว ขณะนี้สถานศึกษาอยู่ระหว่างนำคะแนนใหม่ไปปรับคะแนนในใบปพ.1และส่งผลคะแนนใหม่ ให้โรงเรียนดัง 282 โรงที่ใช้คะแนนโอเน็ตเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการรับเด็กเข้าเรียนชั้นม.4 เรียงลำดับคะแนนสอบใหม่ ซึ่งจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ เมื่อเรียงลำดับคะแนนใหม่ เรียบร้อยแล้ว ทางโรงเรียนจะประกาศรายชื่อที่เรียงลำดับใหม่ ผ่านเว็บไซต์ของโรงเรียน ผู้ปกครองและนักเรียน สามารถตรวจสอบรายชื่อได้จากโรงเรียนที่สอบไว้หากมีรายชื่อสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนในละดับที่ได้เข้าเรียน ก็สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนใหม่ได้ทันที อย่างไรก็ตามเชื่อว่า เด็กที่เข้าเรียนเพิ่มในแต่ละโรงเรียนจะมีไม่มากนัก เพราะมีนักเรียนที่สอบเข้าเรียนในโรงเรียนยอดนิยมเพียง 100,000 คน จากนักเรียนที่เข้าเรียนชั้นม.4 ทั่วประเทศกว่า 400,000 คน

“การประมวลผลและเรียงลำดับคะแนนใหม่ครั้งนี้ เด็กที่ได้คะแนนลดลงจะไม่มีผลกระทบ เพราะระดับนโยบาย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อนุโลมให้ได้เรียนต่อ ส่วนเด็กที่ได้คะแนนเพิ่ม จะมีสิทธิ์ได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่สอบแข่งขันไว้ โดยหลังจากที่มีการเรียงลำดับคะแนนแต่ละโรงเรียนใหม่เรียบร้อยแล้ว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะต้องออกประกาศ ขยายจำนวนนักเรียนต่อห้องให้กับโรงเรียนที่ต้องรับนักเรียนเพิ่มต่อไป ”นายการุณ กล่าว