ตีค่ายแม้ว “ประวิตร” ยกพลบุกหนองคาย ไล่บี้ ส.ส.เพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/524533

31 ก.ค. 2565

ตีค่ายแม้ว "ประวิตร" ยกพลบุกหนองคาย ไล่บี้ ส.ส.เพื่อไทย

กลบรอยร้าวใน พปชร. “ประวิตร” นำทัพปักธงหนองคาย มั่นใจตีฐานเพื่อไทยแตก เป้าหมายล้ม ส.ส.ชนก จันทาทอง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เหยียบถิ่นทักษิณ “ประวิตร” นำทัพพลังประชารัฐ ปักธงหนองคายชายฝั่งโขง มั่นใจตีฐานเพื่อไทยแตก

ประวิตร” เคลื่อนพลสู่อีสาน สร้างเอกภาพของ พปชร. กลบรอยร้าวซุ้มปากน้ำโหวตสวนมติพรรค

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เตรียมโรดโชว์ภาคอีสาน จัดเวทีใหญ่พลังประชารัฐที่ จ.หนองคาย วันที่ 6 ส.ค.2565

นัยว่า บิ๊กป้อมนำทัพ พปชร.บุกหนองคายเที่ยวนี้ จะมี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม และสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ร่วมคณะไปโฆษณาผลงานภาครัฐ

ส่วนเจ้าถิ่นอีสาน ก็จะมี พล.อ.ธัญญา เกียรติสาร, วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเอกภาพ พลซื่อ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด เตรียมนำสมาชิกพรรคไปแสดงพลังที่หัวเมืองชายโขง

ต้นเดือน พ.ค.2565 ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่ตลาดท่าเสด็จ อ.เมือง จ.หนองคาย พบปะประชาชน พร้อมด้วยว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.หนองคาย พปชร. ประกอบด้วยเขต 1 กระแสร์ ตระกูลพรพงศ์ ,เขต 2 ปภาสิริ ศรีตะบุตร และเขต 3 ศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ

บังเอิญในศึกซักฟอกหนที่ผ่านมา ชนก จันทาทอง ส.ส.หนองคาย เขต 2 ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำผิดจริยธรรม-ขัดต่อศีลธรรมอันดี ทำเอาสภาแทบลุกเป็นไฟ

  • ‘ปักธงหนองคาย’

ประวิตร” เคยยกทัพการกีฬาไปจัดอีเวนท์ใหญ่ที่หนองคายมาแล้ว นั่นเป็นการส่งสัญญาณให้รู้ว่า พปชร.เอาจริง และต้องได้ ส.ส.หนองคาย อย่าง 1 ที่นั่ง

เมื่อการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 ยุทธนา ศรีตะบุตร นายก อบจ.หนองคายเป็นผู้จัดทีม ส.ส.หนองคาย พลังประชารัฐ แต่ทีม พปชร.สอบตกหมด มีเพียงกระแสร์ ตระกูลพรพงศ์ คนเดียวที่ทำแต้มได้ถึง 2.6 หมื่นคะแนน

ดังนั้น เดือน เม.ย.2565 พรรค พปชร. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.หนองคาย มีชื่อของ กระแสร์ ตระกูลพรพงศ์ เป็นตัวหลักเขต 1 ตามด้วย นุ่น-ปภาสิริ ศรีตะบุตร เลขานุการนายก อบจ.หนองคาย เขต 2

ยุทธนา ศรีตะบุตร นายก อบจ.หนองคาย ยังได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ.ประวิตร ให้เป็นแม่ทัพหนองคาย

ต้นปี 2565 พล.อ.ธัญญา เกียรติสาร ขุนพลอีสาน พปชร. ได้พา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เข้าไปทำกิจกรรมในพื้นที่ จ.หนองคาย โดยเน้นที่เขต 1 และเขต 2

  • ‘ส.ส.หญิงชายโขง’

ทัพ พปชร.นำโดย “ประวิตร” บุกตีฐานทักษิณที่หนองคาย ชื่อของ ชนก จันทาทอง ส.ส.หญิง ย่อมถูกกล่าวขานถึงมากเป็นพิเศษในกลุ่มแกนนำ พปชร.

ส.ส.หญิงคนนี้ เพิ่งเป็น ส.ส.หนองคาย สมัยแรก แต่เธอก็เติบโตมาจากตระกูลจันทาทอง แห่ง อ.โพนพิสัย โดยบิดา-ประสิทธิ์ จันทาทอง ส.ส.หนองคาย 5 สมัย และมารดา-ชมภู จันทาทอง ส.ส.หนองคาย 2 สมัย

นุ่น-ปภาสิริ ศรีตะบุตร ทีมพลังประชารัฐ หนองคายนุ่น-ปภาสิริ ศรีตะบุตร ทีมพลังประชารัฐ หนองคาย

จ.หนองคายคือ ที่มั่นของพรรคเพื่อไทย มาหลายสมัยแล้ว ส.ส.ปัจจุบันประกอบด้วยเขต 1 กฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ,เขต 2 ชนก จันทาทอง และเขต 3 เอกธนัช อินทร์รอด

แม้ประสิทธิ์ จันทาทอง จะปั้นลูกสาวให้เป็น ส.ส.ได้สำเร็จ แต่ภารกิจตกค้างมาแต่ 10 ปีที่แล้วคือ ยึด อบจ.หนองคาย ไม่ได้

ผลเลือกตั้งนายก อบจ.หนองคาย ปี 2563 ยุทธนา ศรีตะบุตร ก็เอาชนะธนพล ไลละวิทย์มงคล พรรคเพื่อไทย ที่ได้รับการสนับสนุนจากประสิทธิ์ จันทาทอง

การเลือกตั้งสมัยหน้า มด-ชนก จันทาทอง ลูกสาวประสิทธิ์ จันทาทอง คงได้ป้องกันแชมป์กับ นุ่น-ปภาสิริ ศรีตะบุตร ที่มีพี่เลี้ยงอย่างยุทธนา ศรีตะบุตร นายก อบจ.หนองคาย 4 สมัย และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา แม่ทัพอีสานตัวจริงของลุงป้อม

ยิ่งกว่ามวยถูกคู่ ชนก จันทาทอง ค่ายเพื่อแม้ว ปะทะปภาสิริ ศรีตะบุตร ค่ายลุงป้อม รับประกันน้ำโขงเดือดพลั่กแน่

หัวจะปวด “สมศักดิ์” พปชร.พิจิตร บ้านแตกสาแหรกขาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/524527

31 ก.ค. 2565

หัวจะปวด "สมศักดิ์" พปชร.พิจิตร บ้านแตกสาแหรกขาด

ศึกชาละวัน “สมศักดิ์” หัวจะปวด 3 ส.ส.พิจิตร พปชร. แยกย้ายไปคนละทาง ต่างวิ่งหาพี่เลี้ยงดูแล เพราะเลือกตั้งสมัยหน้า ต้องเจอศึกโหด คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ควันหลงศึกชาละวัน “สมศักดิ์” แม่ทัพ พปชร. ลุยพิจิตรช่วย ส.ส.ซุ้มสามมิตร สู้ตระกูลภัทรประสิทธิ์ ต้านกระแสภูมิใจไทย

สมศักดิ์” หัวจะปวด 3 ส.ส.พิจิตร พปชร. แยกย้ายไปคนละทาง ต่างฝ่ายต่างหาลูกพี่ดูแล เพราะเลือกตั้งสมัยหน้า ต้องเจอศึกหนักแน่

บังเอิญ วันที่ 30 ก.ค.2565 พรรคภูมิใจไทย ยกขบวนไปเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พิจิตร นำโดยตระกูลภัทรประสิทธิ์ และตระกูลขจรประศาสน์

ถัดมา คืนวันที่ 31 ก.ค.นี้ สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค พปชร. ควงอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ มาร่วมงานวันเกิด ภูดิท อินสุวรรณ์ ส.ส.พิจิตร เขต 2 ซึ่งในงานคืนนั้น ก็จะมีการปราศรัยกับชาวบ้านด้วย

จะว่าไปแล้ว สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร ก็เคยมาดูแลรับผิดชอบ จ.พิจิตร ในช่วงการเลือกตั้งปี 2562

ถ้าจำกันได้ ปลายปี 2561 สมศักดิ์ เทพสุทิน เดินทางมาเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.พิจิตร พรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วยเขต 1 พรชัย อินทร์สุข อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย, เขต 2 ภูดิท อินสุวรรณ์ อดีต ส.อบจ.พิจิตร เขต อ.ทับคล้อ และเขต 3 สุรชาติ ศรีบุศกร อดีต ส.อบจ.พิจิตร เขต อ.โพทะเล

ผลการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 คนพิจิตรแทบช็อค เมื่อทีมพลังประชารัฐ ชนะยกจังหวัด ทั้ง พรชัย อินทรสุข ,ภูดิท อินสุวรรณ์ และสุรชาติ ศรีบุศกร ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก

แรกๆ ทั้ง 3 ส.ส.ป้ายแดง ก็ถูกมองว่า สังกัดซุ้มสามมิตร ภายหลัง ต่างก็ปีกกล้าขาแข็ง แยกย้ายไปหาพี่เลี้ยงตามประสา ส.ส.หน้าใหม่

  • ‘สายสามมิตร’

สมศักดิ์” ยังดูแล ภูดิท อินสุวรรณ์ เพียงคนเดียว จึงต้องเดินทางมาอวยพรวันเกิดนักการเมืองใหญ่แห่ง อ.ทับคล้อ

ช่วงหลัง สมศักดิ์ เทพสุทิน และอนุชา นาคาศัย จัดทำโครงการไกล่เกลี่ยหนี้สิน หาช่องทางทำกิน ขจัดหนี้สิ้นความจน ภายใต้การดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

สมศักดิ์ ได้ปลุกฟื้นโครงการโคล้านตัว ซึ่งมีการวางแผนไว้ตั้งแต่สมัยที่สมศักดิ์เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ แต่ก็ไม่ได้ทำสักครั้ง สบช่องกองทุนหมู่บ้าน ได้ให้เงินกู้ซื้อโคและน้ำเชื้อ โดยเริ่มโครงการนำร่องที่ จ.สุโขทัย วงเงินกู้ 50 ล้านบาท 1,000 ครอบครัว

จากการนำร่องที่สุโขทัยแล้ว สมศักดิ์ยังมีแผนขยายมาที่เขต 2 พิจิตร พื้นที่เลือกตั้งของภูดิท อินสุวรรณ์

เลือกตั้งสมัยหน้า ภูดิท อินสุวรรณ์ ต้องเจอคู่แข่งสายแข็ง ทั้ง วินัย ภัทรประสิทธิ์ น้องชายเจ้าสัวประดิษฐ์ พรรคภูมิใจไทย และปุณยวัจน์ เหลืองวิจิตร น้องชายสุณีย์ เหลืองวิจิตร คนสนิทเฮียเพ้ง

  • ‘สายผู้กอง’

ส.ส.พิจิตร พปชร. ที่ไม่ได้เป็นสาย “สมศักดิ์” มาแต่แรกคือ พรชัย อินทร์สุข อดีตอาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ซึ่งเป็นสายตรง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ปัจจุบัน พรชัย อินทร์สุข ออกจาก พปชร. ไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทย และเป็นหนึ่งในขุนพลของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

สภากาแฟเมืองชาละวันฟันธงล่วงหน้า พรชัยคงได้เป็น ส.ส.สมัยเดียว เพราะเลือกตั้งครั้งหน้า สังเวียนเขต 1 พิจิตร มีคนดังแห่ลงสนาม

พรรคภูมิใจไทย ส่งกำนันน็อต-ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ลงสนาม พร้อมกองหนุนที่ชื่อประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ และเนวิน ชิดชอบ (กำนันน็อต เป็นหลานเขยเนวิน)

ภูดิท อินสุวรรณ์ หนึ่งเดียวที่ยังอยู่กับซุ้มสามมิตรภูดิท อินสุวรรณ์ หนึ่งเดียวที่ยังอยู่กับซุ้มสามมิตร

พรรคประชาธิปัตย์ ส่งนราพัฒน์ แก้วทอง อดีต ส.ส.พิจิตร แม่ทัพภาคเหนือ ปชป.ลงสนามเอง โดยไพฑูรย์ แก้วทอง อดีต ส.ส.พิจิตร เป็นกองหนุน

สำหรับเขต 3 พิจิตร สุรชาติ ศรีบุษกร ส.ส.เจ้าถิ่น พรรคพลังประชารัฐ ได้เข้ามาอยู่ในการดูแลของ หิมาลัย ผิวพรรณ จึงน่าจะเป็น ส.ส.พิจิตร คนเดียวของ พปชร.ที่จะมีโอกาสกลับเข้าสภาฯได้อีกครั้ง

แม้ ส.ส.สุรชาติ จะต้องต่อสู้กับศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ลูกชาย เสธ.หนั่น แต่ด้วยกองหนุนระดับหิมาลัย ผิวพรรณ การันตีปิดประตูแพ้

สรุปว่า ส.ส.หน้าใหม่ 3 คนจาก พปชร. ต่างก็เลือกวิถีทางของตัวเอง มีทั้งย้ายไปอยู่ซุ้มธรรมนัส ,ซุ้มสามมิตร และซุ้มหิมาลัย

ศึกพิจิตรคนสนิท “ทักษิณ” จัดทัพสู้ทีมเนวิน-ภัทรประสิทธิ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/524343

29 ก.ค. 2565

ศึกพิจิตรคนสนิท "ทักษิณ" จัดทัพสู้ทีมเนวิน-ภัทรประสิทธิ์

พิจิตรเดือด คนใกล้ชิด “ทักษิณ” จัดทัพเพื่อไทย เผชิญหน้าตระกูลภัทรประสิทธิ์ ภายใต้ร่มเงาเนวิน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สงครามตัวแทน “ทักษิณ” กับคนโตบุรีรัมย์ จะเกิดขึ้นบนสมรภูมิเลือกตั้งพิจิตรสมัยหน้า

สุณีย์คนใกล้ชิด “ทักษิณ” เตรียมจัดทีมเพื่อไทยชนตระกูลภัทรประสิทธิ์ ภายใต้ร่มเงาเนวิน

ช่วงวันหยุดยาว อนุทิน ชาญวีรกูล ฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ยกพลพรรคไปเมืองพิจิตร เพื่อเปิดตัว 3 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พิจิตร ที่สนามกีฬา จ.พิจิตร ในวันที่ 30 ก.ค.2565

ทีมผู้สมัคร ส.ส.พิจิตร ค่ายสีน้ำเงิน ประกอบด้วยเขต 1 ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ,เขต 2 วินัย ภัทรประสิทธิ์ และเขต 3 ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์

ในอดีต ‘เสธ.หนั่น’ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ กับตระกูลภัทรประสิทธิ์เป็นเนื้อเดียวกัน แต่วันนี้ ตระกูลภัทรประสิทธิ์ กับกลุ่มทายาท เสธ.หนั่น กลายเป็นคู่แข่งกันในสนามเลือกตั้งท้องถิ่น

ถ้าไม่ใช่ เนวิน ชิดชอบ ตระกูลภัทรประสิทธิ์ และขจรประศาสน์ คงไม่ได้มาร่วมทีมเดียวกันในสีเสื้อภูมิใจไทย

ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ และ อนุทิน ชาญวีรกูล ตั้งเป้าภูมิใจไทยจะชนะยกจังหวัด แต่สุณีย์ เหลืองวิจิตร สายตรงทักษิณ ชินวัตร และมือทำงานของเฮียเพ้ง คงไม่ยอมให้ผ่านไปได้ง่ายๆ

  • ‘ทั้งรักทั้งแค้น’

เลือกตั้งสมัยที่แล้ว “ทักษิณ” มอบหมายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ดูแลพรรคไทยรักษาชาติ และสุณีย์ เหลืองวิจิตร อดีต ส.ส.พิจิตร จึงเป็นรองหัวหน้าพรรค ในฐานะตัวแทนเฮียเพ้ง

ช่วงเลือกตั้งปี 2562 สุณีย์จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.พิจิตร พรรคไทยรักษาชาติ เขต 1 วินัย ภัทรประสิทธิ์ อดีต ส.ส. พิจิตร,เขต 2 ปุณยวัจน์ เหลืองวิจิตรน้องชายสุณีย์ และเขต 3 มิ่งขวัญ พุกเปี่ยม ประธานชมรมโรงสีข้าวจังหวัดพิจิตร

เหตุจากพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ จึงทำให้ผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ 3 คน พรรคพลังประชารัฐ ได้รับชัยชนะพลิกความคาดหมาย

ปี 2563 ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีต รมช.คลัง ชวนสุณีย์ เหลืองวิจิตรมาทำงานการเมืองท้องถิ่น ตั้งกลุ่มพัฒนาจังหวัดพิจิตร สนับสนุน พ.ต.อ.กฤษฎา ภัทรประสิทธิ์ ลงสมัครนายก อบจ.พิจิตร

หลัง พ.ต.อ.กฤษฎา เอาชนะชาติชาย เจียมศรีพงษ์ อดีตนายก อบจ.พิจิตร ได้เป็นนายก อบจ. และหลังเข้ารับตำแหน่ง พ.ต.อ.กฤษฎา แต่งตั้งปุณยวัจน์ เหลืองวิจิตร เป็นรองนายก อบจ.

ปลายปีที่แล้ว จู่ๆ ก็มีคำสั่งปลดปุณยวัจน์ เหลืองวิจิตร ออกจากรองนายก อบจ.พิจิตร และนับจากนั้น ตระกูลภัทรประสิทธิ์ กับสุณีย์ ก็แยกทางกันเดิน

กรณีน้องชายถูกปลดออกจากตำแหน่ง สุณีย์ไม่ตอบโต้อะไร คงขอให้การเลือกตั้ง ส.ส.พิจิตร สมัยหน้า เป็นการวัดกำลังกันอีกครั้งระหว่างตระกูลเหลืองวิจิตร กับภัทรประสิทธิ์

  • ‘คนโปรดทักษิณ’

ก่อนที่ “ทักษิณ” จะแตกแบงก์พันตั้งพรรคไทยรักษาชาติ ได้เผยแพร่คลิปชิ้นหนึ่ง บอกเล่าชีวิตความเป็นอยู่ในต่างแดน ช่วงปลายปี 2561

สุณีย์ เหลืองวิจิตร ทีมงานของอุ๊งอิ๊ง แพทองธารสุณีย์ เหลืองวิจิตร ทีมงานของอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร

ทักษิณเล่าว่า สุณีย์ เหลืองวิจิตร (ตอนนั้นเป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย)คอยดูแลพรรค ช่วยเหลือตนและยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาโดยตลอด เธอคอยส่งอาหารไทยไปให้รับประทานไม่มีขาดระยะ

ปัจจุบัน สุณีย์เว้นวรรคการเมือง เพราะพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ แต่เธอก็ยังเป็นมือทำงานของเฮียเพ้ง แกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ สุณีย์ยังเกาะกลุ่มอยู่กับอดีตคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ ที่ผันตัวมาเป็นทีมกุนซือส่วนตัวอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย

สุณีย์เป็นคนเชื้อสายไทดำหรือไทยทรงดำ เกิดอยู่ที่บ้านไผ่รอบ อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ซึ่งผู้ที่ผลักดันให้เธอเล่นการเมืองคือเฮียเพ้ง ตั้งแต่ปี 2529 และประสบความสำเร็จได้เป็น ส.ส.พิจิตร ปี 2548 พรรคไทยรักไทย

สำหรับการเลือกตั้งสมัยหน้า สุณีย์ได้สนับสนุนให้คนในตระกูลเหลืองวิจิตร ลุยสมรภูมิเมืองชาละวัน ประกอบด้วยเขต 1 พงษ์ศักดิ์ เหลืองวิจิตร หลานชายสุณีย์ , เขต 2 ปุณยวัจน์ เหลืองวิจิตร น้องชายสุณีย์ และเขต 3 มิ่งขวัญ พุกเปี่ยม

หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่างภูมิใจไทย ทีมสุณีย์อาจดูเป็นรอง แต่ก็มั่นใจว่า กระแสเพื่อไทยแลนด์สไลด์จะพาคนหน้าใหม่ พรรคเพื่อไทยได้เข้าสภาฯ

พลังป้อแป้ “ประวิตร” เอาไม่อยู่ ซุ้มบ้านใหญ่คิดตีจาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/524340

29 ก.ค. 2565

พลังป้อแป้ "ประวิตร" เอาไม่อยู่ ซุ้มบ้านใหญ่คิดตีจาก

พิษบัตรใบเดียว “ประวิตร” เอาไม่อยู่ สะเทือนซุ้มเหนือ-กลาง จับตา ส.ส.บ้านใหญ่ย้ายรัง ไม่กลับเพื่อไทย ก็ไปภูมิใจไทย คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

พลังป้อแป้ “ประวิตร” เข็นบัตรใบเดียวป่วนทั้งพรรค สะเทือนซุ้มเหนือ จับตาส.ส.บ้านใหญ่ย้ายรัง ไม่กลับเพื่อไทย ก็ไปภูมิใจไทย

ไร้จุดขาย “ประวิตร” ไปต่อลำบาก แบรนด์ พล.อ.ประยุทธ์ ขายยาก สู้แบรนด์รุ่นใหม่อย่างอุ๊งอิ๊ง และพิธา ไม่ได้

หลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้แจ้ง ส.ส.เกี่ยวกับการเปลี่ยนกติกาเลือกตั้ง เพราะได้มีการคำนวณสูตรต่างๆ หมดแล้ว ทั้งบัตรสองใบสูตรหาร 500 หรือหาร 100 และบัตรใบเดียว

จากการประเมินของทีม เสธ.ทำเนียบรัฐบาล พบว่า บัตรใบเดียวเหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุด และการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไปใช้บัตรใบเดียวจะสามารถทำได้ทันก่อนครบอายุรัฐบาล

กระแสคืนชีพบัตรใบเดียว ทำให้มีปฏิกิริยาค้านการหวนกลับไปใช้บัตรใบเดียวจากกลุ่ม ส.ส.ภาคเหนือตอนล่าง และ ส.ส.อีสานใต้ เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐ กระแสพรรคอ่อนแรง และลุงตู่ก็ขายยาก เสียเปรียบพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล

วีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ชี้แจงว่า ขณะนี้กระแสพรรคในพื้นที่ไม่ดี แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะทำงานดี แต่การทำงานเป็นแบบข้าราชการประจำ ทำแล้วไม่เข้าถึงประชาชน การประชาสัมพันธ์ไม่ดี ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์จึงขายประชาชนในภาคเหนือ อีสาน ภาคกลางไม่ได้ ยกเว้นภาคใต้ที่ได้ประโยชน์จากบัตรใบเดียว

“พวกเราอยากได้บัตร 2 ใบ แบบหาร 500 แม้จะไม่ชอบคนยังเลือกพรรคได้ หรือถ้าไม่ชอบพรรค ก็เลือกคนแทนได้ ถ้าใช้บัตรใบเดียวประชาชนจะไม่มีตัวเลือกใดๆ” วีระกร กล่าว

  • ‘ซุ้มเหนือป่วน’

มาถึงวันนี้ “ประวิตร” รู้แล้วว่า เป้าหมาย 150 ที่นั่ง ที่วาดหวังไว้ คงเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะความขัดแย้งแตกแยกในพรรค และเรตติ้งลุงตู่ตกต่ำ จึงกลับไปใช้บัตรใบเดียว

ส.ส.พลังประชารัฐ 90 กว่าชีวิตที่เหลืออยู่ ส่วนใหญ่เป็น ส.ส.เขต ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง, ภาคกลาง, ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก

พูดกันตามตรง ส.ส.เหล่านี้ ก็เป็น ส.ส.บ้านใหญ่ ที่เคยสังกัดพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ แล้ววันหนึ่งก็ย้ายมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ พรรคเฉพาะกิจเพื่อการสืบทอดอำนาจของ 3 ป.

บรรดานักเลือกตั้งในภาคเหนือตอนล่าง มี 3 ซุ้มใหญ่คือ ซุ้มสมศักดิ์ เทพสุทิน, ซุ้มวราเทพ รัตนากร และซุ้มสันติ พร้อมพัฒน์

แกนนำซุ้มภาคเหนือตอนล่าง กังวลกับกระแสเพื่อไทย และก้าวไกล จึงไม่ต้องการกลับไปใช้บัตรใบเดียว เพราะ ส.ส.เขต ได้รับผลกระทบมากที่สุด

สำหรับซุ้มกำแพงเพชร ของ วราเทพ รัตนากร ก็ถูกแกนนำเพื่อไทยชักชวนให้กลับรังเก่า อีกด้านหนึ่ง ส.ส.บางคนคาดว่า การได้เข้าสังกัดเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะหาเสียงได้ง่ายกว่า พปชร.

มีข้อน่าสังเกตว่า เพื่อไทยประกาศตัวผู้สมัคร ส.ส.ภาคเหนือตอนบน ครบ 8จังหวัด แต่ยังเว้นภาคเหนือตอนล่างไว้ เพื่อรอใครบางคน

  • ‘บ้านใหญ่หวั่นไหว’

ประวิตร” เล่นบทพระเอกอุ้มซุ้มปากน้ำ ทั้งที่แหกมติพรรค ก็สะท้อนว่า ส.ส.บ้านใหญ่เป็นกำลังหลักของพรรค ในฐานะหัวหน้าพรรคก็ไม่อยากสูญเสียขุมกำลังไป 5-6 ที่นั่ง

ด้านหนึ่ง กรณีซุ้มปากน้ำโหวตสวน สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน แถมลุงป้อมยังไปเอาใจ ก็ทำให้มังกรน้ำเค็ม ตกอยู่ในภาวะกลืนเลือด

เสี่ยเฮ้ง ไม่ได้ดูแลแค่ชลบุรี หากยังรวมถึงฉะเชิงเทรา, ระยอง, เพชรบุรี และกาญจนบุรี เมื่อเจอแรงกดดันจากซุ้มปากน้ำ แถมตัว พล.อ.ประวิตร ก็ไม่จัดการปัญหา ส.ส.สายเฮ้งก็เคว้งคว้าง

จะว่าไปแล้ว ส.ส.เหล่านี้ก็เป็น ส.ส.บ้านใหญ่ มีฐานเสียงของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งกระแสพรรค อย่าง ส.ส.กาญจนบุรี 4 คนคือ พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์,สมเกียรติ วอนเพียร, ธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ และอัฏฐพล โพธพิพิธ พวกเขาพร้อมจะไปสังกัดพรรคใหม่ที่มีกระแสพรรคดีกว่า

รวมถึง ส.ส.เพชรบุรี 3 คน ภายใต้การดูแลของ ชัยยะ อังกินันทน์ นายก อบจ.เพชรบุรี ที่มีความผูกพันกับเสี่ยเฮ้ง

พรรคพลังประชารัฐ ไม่ต่างจากพรรคสามัคคีธรรม ที่ก่อการโดยคณะทหาร เป็นการรวมตัวเฉพาะกิจของนักเลือกตั้ง และสุดท้ายพรรคพลังประชารัฐ คงมีชะตากรรมเดียวกับพรรคสามัคคีธรรม

“พล.อ.วิชญ์” ปั้นรวมแผ่นดิน พีระพันธุ์ดันรวมไทยสร้างชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/524240

28 ก.ค. 2565

"พล.อ.วิชญ์" ปั้นรวมแผ่นดิน พีระพันธุ์ดันรวมไทยสร้างชาติ

3 ป.แตกแบงก์พัน “พล.อ.วิชญ์” ปั้นพรรครวมแผ่นดิน รับคืนชีพบัตรใบเดียว ประสาน พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รีโนเวทพรรครวมไทยสร้างชาติ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

มาแล้ว “พล.อ.วิชญ์” เปิดม่านพรรครวมแผ่นดิน รับกระแสข่าวคืนชีพบัตรใบเดียว รวมดาวนักเลือกตั้งจอมเก๋า

3 ป.แตกแบงก์พัน “พล.อ.วิชญ์” นั่งหัวหน้าพรรคใหม่ บังเอิญพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รีโนเวทพรรครวมไทยสร้างชาติ ช่วงเวลาเดียวกัน

การเมืองเรื่องชิงอำนาจ อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อมีข่าวพี่น้อง 3 ป.กล่อมหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลให้เห็นดีเห็นงามกับการแก้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง เพื่อนำกติกาเลือกตั้งบัตรใบเดียวคืนกลับมา

บังเอิญวันที่ 1 ส.ค.2565 พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา จะเปิดตัวพรรครวมแผ่นดิน ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรามาการ์เดนส์ กรุงเทพฯ

ถัดมา วันที่ 3 ส.ค.2565 พรรครวมไทยสร้างชาติ จะมีการประชุมใหญ่เลือก พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นหัวหน้าพรรค และเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค

ว่ากันตามจริง พรรคตระกูลรวม ทั้งสองพรรคนี้ อาจมองว่าเป็นเกมแตกแบงก์พันของพี่น้อง 3 ป. และไม่น่าแปลกใจที่มีกระแสข่าวคืนชีพบัตรใบเดียว มาแรงในห้วงเวลานี้

พูดกันตามตรง พรรครวมแผ่นดิน ของบิ๊กน้อย และพรรครวมไทยสร้างชาติ ของพีระพันธุ์ น่าจะเป็นพรรคที่มาเก็บแต้มปาร์ตี้ลิสต์ มากกว่าจะเจาะ ส.ส.เขต

  • ‘รวมดาวผู้แทนเก่า’

พล.อ.วิชญ์” ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย เพราะขัดแย้งกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า โดยบอกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ทำงานไม่ฟังเสียงใคร ทำตามอำเภอใจ ไม่ให้เกียรติกัน

หลังจากนั้น บิ๊กน้อย-พล.อ.วิชญ์ ก็ไปประจำการที่บ้านป่ารอยต่อฯ ทำงานด้านการกีฬาให้ พล.อ.ประวิตร เหมือนเดิม แต่ช่วงก่อนศึกซักฟอก มีข่าวว่า บิ๊กน้อยจะรีเทิร์นการเมือง

ทำไมต้องเป็นพรรคพลังชาติไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ ก่อตั้งและเป็นหัวหน้าพรรค หลัง พล.ต.ทรงกลด เสียชีวิต ก็มี บุญญาพร นาตะธนภัทร ภรรยา เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ

หลายคนอาจไม่ทราบว่า พล.ต.ทรงกลด นั้นเคยเป็นลูกน้องคนสนิทของ “เสธ.อ้าย” พล.ต.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ แห่งสนามม้านางเลิ้ง และบิ๊กน้อย พล.อ.วิชญ์ ก็เคารพนับถือ เสธ.อ้าย และประจำการอยู่สนามม้านางเลิ้งเช่นกัน

เมื่อ พล.อ.วิชญ์ รับโจทย์จากพี่น้อง 3 ป. ให้ทำพรรคการเมืองที่มีเป้าหมายเก็บแต้มปาร์ตี้ลิสต์ จึงเจรจากับเพื่อนพ้องน้องพี่ในพรรคพลังชาติไทย และทำการเปลี่ยนชื่อพรรคเป็นพรรครวมแผ่นดิน

เดิมที มีข่าวว่า อร่าม โล่ห์วีระ นายก อบจ.ชัยภูมิ ถูกวางตัวเป็นเลขาธิการพรรคใหม่ของบิ๊กน้อย อร่าม เป็นนักการเมืองอาวุโส ผ่านสมรภูมิการเมืองโชกโชน แต่ไม่ทราบด้วยเหตุผลอันใด อร่ามได้แยกวงประกาศตั้งพรรคไทยชนะ ตั้งเป้ากวาด ส.ส.อีสาน สกัดพรรคเพื่อไทย

ส่วนแม่ทัพอีสานของพรรครวมแผ่นดินคือ จำลอง ครุฑขุนทด อดีต ส.ส.นครราชสีมา ซึ่งจำลอง จะได้นั่งเลขาธิการพรรครวมแผ่นดิน สานฝันบิ๊กน้อยปั้นพรรคขนาด 30 ที่นั่ง

  • ‘รวมดาว กปปส.’

พรรครวมแผ่นดินของ “พล.อ.วิชญ์” ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่จะมีการเปิดตัวหัวหน้าพรรค 3 ส.ค.นี้

พรรครวมไทยสร้างชาติ ถูกขานชื่อว่าเป็นพรรคสำรองของ พล.อ.ประยุทธ์ และพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กุนซือนายกฯ มีชื่อจะนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค มาตั้งแต่ปีที่แล้ว

พีระพันธุ์ รีโนเวทพรรครวมไทยสร้างชาติพีระพันธุ์ รีโนเวทพรรครวมไทยสร้างชาติ

ในที่สุด พรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ได้ฤกษ์แต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ เปลี่ยนโลโก้พรรค และตั้งสำนักงานพรรคใหม่ที่ดูหรูหราอยู่ในซอยอารีย์

ตามแผนของ เสธ.สายทำเนียบ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จะเป็นหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และเอกนัฐ พร้อมพันธุ์ อดีต ส.ส.กทม. เป็นเลขาธิการพรรค

นอกจากนี้ ก็มี วิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช และดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง อดีตเลขาธิการพรรครวมพลังประชาชาติไทย เจ้าของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เข้าร่วมก่อร่างสร้างพรรคนี้ด้วย

การเกิดขึ้นของพรรครวมแผ่นดิน และพรรครวมไทยสร้างชาติ ตอกย้ำให้รู้ว่า พี่น้อง 3 ป.เอาแน่ ขอกลับไปใช้การเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว

เส้นทางหนวดหิน “ศรัณย์วุฒิ” ทิ้งเชียงรายจอดป้ายเสรีรวมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/524105

27 ก.ค. 2565

เส้นทางหนวดหิน “ศรัณย์วุฒิ” ทิ้งเชียงรายจอดป้ายเสรีรวมไทย

ชะตากรรม ส.ส.หนวดหิน “ศรัณย์วุฒิ” เจอเกมบีบพ้นหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ แต่ ส.ส.พันธุ์ดุชิงแถลงถูกคนนอกพรรคครอบงำ จ่อซบเสรีรวมไทย คอลัมน์…ท่องยุทธภพ โดย.. ขุนน้ำหมึก

แยกทางพรรคเชียงราย “ศรัณย์วุฒิ” เจอเกมบีบพ้นหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ ส.ส.หนวดหิน รู้ตัวชิงแถลงอำลา ถูกผู้มีบารมีครอบงำ จ่อซบเสรีรวมไทย


บทเรียนศิลปินเดี่ยว “ศรัณย์วุฒิ” ออกจากเพื่อไทย ไปซบยงยุทธ ติยะไพรัช สุดท้ายก็ต้องแยกทางกันเดิน


วันที่ 27 ก.ค.2565 พรรคเพื่อชาติ นำโดยเกศปรียา แก้วแสนเมือง รองเลขาธิการพรรค จัดแถลงข่าวกรณีการลาออกของคณะกรรมการบริหารพรรค พร้อมออกแถลงการณ์เกี่ยวกับพฤติกรรม ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ที่ไม่เหมาะนั่งหัวหน้าพรรค
 

หลังจากที่คณะกรรมการบริหารพรรคลาออก 9 คน จากเดิมที่มีทั้งหมด 16 คน ทำให้พ้นสภาพทั้งคณะ โดยจะมีการประชุมภายใน 45 วันคือ ต้น ก.ย.2565 และการลาออกของคณะกรรมการบริหารต้องแจ้งให้ กกต.ทราบภายใน 15 วัน


ก่อนหน้านั้น ระหว่างศึกซักฟอก ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ ได้อภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีการควบคุมราคาน้ำมัน โดยได้เวลาจากพรรคเสรีรวมไทย 30 นาที

ปืยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ลูกสาวยงยุทธปืยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ลูกสาวยงยุทธ


ถัดมา วันที่ 25 ก.ค.2565 เหมือนจะรู้ว่า ต้องเจอเกมบีบพ้นหัวหน้าพรรค ด้วยการลาออกของคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อชาติจำนวหนึ่ง ส.ส.ศรัณย์วุฒิ ได้สัมภาษณ์พิเศษผ่านช่อง News1 สรุปได้ว่า ตัวเขาถูกแรงกดดันจากผู้มีบารมีนอกพรรค และอนาคตข้างหน้า อาจไปร่วมงานกับพรรคเสรีรวมไทย 


‘จบที่พรรคเชียงราย’
“ศรัณย์วุฒิ” คงทราบชะตากรรมตัวเอง มาตั้งแต่พรรคเพื่อชาติ จัดงานเสวนา “มื้อค่ำเพื่อทางออกประเทศไทย” ที่ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2565 

งานนั้นไร้เงาหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ และยงยุทธ ติยะไพรัช กลายเป็นพระเอกของงานคืนนั้น แถม ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ส.ส.บัญชีรายชื่อ กลับเดี่ยวไมโครโฟน ราวกับเป็นหัวหน้าพรรคเอง
 

ย้อนไปปลายปี 2564 ที่ห้องประชุมสนามฟุตบอลสโมสรลีโอเชียงราย สเตเดียม จ.เชียงราย ของตระกูลติยะไพรัช พรรคเพื่อชาติประชุมใหญ่ บุศริณธญ์ วรพัฒนานันท์ พี่สาวของยงยุทธ ลาออกจากหัวหน้าพรรค และส่งต่อให้ ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ เป็นหัวหน้าพรรคแทน


วันนี้ พรรคเพื่อชาติก็จะกลับมาอยู่อ้อมอกคนโตเมืองเชียงราย และน่าจะถึงคิวลูกสาวยงยุทธ เป็นหัวหน้าพรรค


‘พ่อหนวดหิน’
เส้นทาง “ศรัณย์วุฒิ” ส.ส.ประเภทดาวฤกษ์ มีฐานเสียง มีมวลชน จึงมีหลายพรรคพร้อมอ้าแขนรับ


ศรัณย์วุฒิ มีชื่อเดิมว่า ปรีดา และเปลี่ยนเป็น ศรัณย์ เกิดในครอบครัวคนจีนแต้จิ๋วย่านบางรัก แล้วไปโตที่สำเพ็ง วัยหนุ่ม ทำธุรกิจหลากหลาย และมีคนชวนไปทำมาหากินแถวอุตรดิตถ์


เลือกตั้งปี 2548 “ศรัณย์วุฒิ” ในชื่อ ศรัณย์ ศรัณย์เกตุ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.อุตรดิตถ์ เขต 2 (อ.ทองแสนขัน, อ.ท่าปลา, อ.น้ำปาด, อ.ฟากท่า และ อ.บ้านโคก) ซึ่งพื้นที่เลือกตั้งเหล่านี้อยู่ติดชายแดนไทย-ลาว


เลือกตั้งปี 2550 พรรคไทยรักไทย ถูกยุบ ศรัณย์วุฒิ สังกัดพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ลงเลือกตั้งแบบพวงใหญ่ แต่พ่ายแพ้


เลือกตั้งปี 2554 ศรัณย์วุฒิ ย้ายกลับมาลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย ได้เป็น ส.ส.สมัยที่ 2 โดยแรงสนับสนุนจากคนเสื้อแดงอุตรดิตถ์


จริง ๆ แล้ว ปมปัญหาที่ศรัณย์วุฒิ ต้องออกจากพรรคเพื่อไทย ก็เพราะมีปัญหาทับซ้อนพื้นที่ในสนามเมืองลับแล เพราะมีขาใหญ่อยู่ 4 คนคือ กฤษณา สีหลักษณ์, กนก ลิ้มตระกูล, ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ และทนุศักดิ์ เล็กอุทัย 

สมัยที่แล้ว อุตรดิตถ์ยุบเหลือ 2 เขต จากเดิม 3 เขต กฤษณา จึงไปอยู่พรรคไทยรักษาชาติ และทนุศักดิ์ เว้นวรรค ก็เหลือกนก ลงเขต 1 และศรัณย์วุฒิ ลงเขต 2


สำหรับสมัยหน้า กฤษณาและทนุศักดิ์ ประกาศขอรีเทิร์น และออกเดินหาเสียงในสีเสื้อเพื่อไทย ศรัณย์วุฒิจึงต้องหาพรรคใหม่อยู่


จับตาดูว่า  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จะรับศรัณย์วุฒิ เข้าพรรคเสรีรวมไทยหรือไม่

ตัณหาการเมือง “ประยุทธ์” หลอมใจประวิตร ยูเทิร์นบัตรใบเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/524088

27 ก.ค. 2565

ตัณหาการเมือง “ประยุทธ์” หลอมใจประวิตร ยูเทิร์นบัตรใบเดียว

ต่อท่ออำนาจ “ประยุทธ์” พร้อมใจ พล.อ.ประวิตร ยูเทิร์นบัตรใบเดียวแบบปี 2562 ประสานตั้ง 2 พรรคใหม่ หนุนลุงตู่ไปต่ออีกสมัย คอลัมน์…ท่องยุทธภพ โดย..ขุนน้ำหมึก

ตัณหาการเมือง “ประยุทธ์” พร้อมใจ พล.อ.ประวิตร ยูเทิร์นแก้กติกากลับไปใช้บัตรใบเดียวแบบปี 2562 ต่อท่ออำนาจอีกสมัย


ลืมขัดแย้งชั่วคราว “ประยุทธ์” ยอมถอยให้พี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร เพื่อรักษาฐานอำนาจเดิมไว้ ไม่ให้ทักษิณคัมแบ็ค


การเมืองไทยใน พ.ศ.นี้ ยิ่งกว่าตลกซิทคอม เมื่อมีกระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดแก้รัฐธรรมนูญ แก้กติกาเลือกตั้ง กลับไปสู่ใบเดียว เหมือนการเลือกตั้งปี 2562 
 

นัยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็เห็นดีเห็นงามด้วย 


ส่วนนักเลือกตั้งเลือกระดับหัวหน้าพรรค ไม่ว่าจะเป็นอนุทิน ชาญวีรกูล และจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ดูจะกระอักกระอ่วนใจ เพราะเพิ่งต่อสู้กันมาหยก ๆ พลิกจากบัตร 2 ใบ หาร 100 เป็นหาร 500 


สาเหตุหลักที่ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร เห็นตรงกันคือ กติกาเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ไม่ว่าจะหาร 100 หรือหาร 500 เพราะพรรคพลังประชารัฐจะเสียเปรียบในการเลือกตั้งครั้งหน้า  และโอกาสเพื่อไทยแลนด์สไลด์ค่อนข้างมีโอกาสสูง 
    

อันที่จริง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรก เพียงแต่รักษาน้ำใจ พล.อ.ประวิตร และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประสงค์จะแก้กติกาเป็นบัตร 2 ใบ 400 เขต


ดังนั้น ประเด็นการพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 23 การคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยสมาชิกรัฐสภาโหวตใช้สูตรหาร 500 นั้นอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข และจะมีผู้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย จึงทำให้ผู้ถืออำนาจคิดเกมใหม่


‘โมเดล 4 เดือน’
รูปธรรมที่ชี้ชัดว่า “ประยุทธ์” เอาบัตรใบเดียวแน่ ก็คือการรีโนเวทพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยกลุ่มอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ 3-4 คนที่สนับสนุนลุงตู่


พรรครวมไทยสร้างชาติ  เหมาะสำหรับกติกาบัตรใบเดียว  และมีโอกาสแจ้งเกิดมากกว่าการเลือกตั้งบัตร 2 ใบ
 

ปัญหาการเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับไปใช้บัตรใบเดียว และใช้สูตรการคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ตามที่รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดเอาไว้อาจติดขัดเรื่องระยะเวลา อาจจะไม่ทันกับเทอมสภาฯ ที่เหลืออยู่ 


เวลานี้ แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลยังเสียงแตก เพราะมีความกังวลเรื่องกระแสตีกลับ จะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาในพรรคการเมือง ที่มุ่งแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ตัวเองเป็นสำคัญ


อย่างไรก็ตาม เซียนกฎหมายของผู้ถืออำนาจสรุปว่า ถ้าเดินหน้าก็ทันก่อนสภาฯครบวาระ 4 ปี เพราะรวมทุกขั้นตอนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบเร่งรัด จะใช้เวลาประมาณ 120 วัน หรือ 4 เดือนเท่านั้น


‘ป้อมกลับลำ’
จะว่าไปแล้ว “ประยุทธ์” รู้อยู่เต็มอก ปมปัญหาเรื่องกติกาที่แก้กลับไปกลับมาเวลานี้ มีต้นตอมาจาก พล.อ.ประวิตร ที่ไปเชื่อ ร.อ.ธรรมนัส เห็นดีเห็นงามกับบัตร 2 ใบ


กลางปีที่แล้ว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สมัยที่เป็นเลขาธิการพรรค แตะมือพรรคเพื่อไทย แก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องระบบเลือกตั้ง จากบัตรใบเดียว เป็นบัตร 2 ใบ


ตอนนั้น ร.อ.ธรรมนัส ประเมินว่า พลังประชารัฐจะเป็นพรรคใหญ่ ถ้าเลือกตั้งบัตรใบเดียว ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จะหายไป เหมือนพรรคเพื่อไทย


กระทั่งต้นปี 2565 พรรคพลังประชารัฐ มีปัญหาความขัดแย้ง ถึงขั้น ร.อ.ธรรมนัสแยกตัวออกไปตั้งพรรคเศรษฐกิจไทย ตามมาด้วยความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งซ่อม ส.ก. ยิ่งทำให้เรตติ้งพรรค พปชร.ตกต่ำลงเรื่อย ๆ


ว่ากันตามจริง พลังประชารัฐ เหลือแค่ซุ้มบ้านใหญ่ในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก ส่วนพื้นที่ภาคอีสาน และภาคเหนือตอนบน โอกาสจะเจาะได้ ส.ส.เขตนั้น ยากกว่างมเข็มในมหาสมุทร


การที่ พล.อ.ประวิตร กลับใจหันมาเอาด้วยกับสูตรหาร 500 ก็เพราะจำนนด้วยสภาพความเป็นจริงในสนามเลือกตั้ง


ล่าสุด บิ๊กป้อม เห็นชอบให้ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ไปเทคโอเวอร์พรรคพลังชาติไทย และเตรียมเปลี่ยนชื่อเป็นพรรครวมชาติไทย 


พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรครวมชาติไทย ต่างก็เหมาะกับกติกาบัตรใบเดียวแบบปี 2562 นี่คือเหตุผลที่ 2 ป.จะยูเทิร์นแก้รัฐธรรมนูญแบบ 4 เดือนจบ

เปิด”โอวาทธรรม””พระครูบาบุญชุ่ม”ปลอบใจลูก”ศิษย์ไทย”อดข้ามแดนรับหน้าถ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/523984

นายราษฎร์พัฒนา

26 ก.ค. 2565

เปิด"โอวาทธรรม""พระครูบาบุญชุ่ม"ปลอบใจลูก"ศิษย์ไทย"อดข้ามแดนรับหน้าถ้ำ

ไม่ได้ไปกราบถึงหน้าถ้ำ ก็ขอให้จดคำสอนอาตมา ย้อนรอย”โอวาทธรรม”ของ”พระครูบาบุญชุ่ม” ก่อนปิดวาจากรรมฐาน เมื่อกว่า3ปีก่อน ลุ้นอีกทีปีใหม่2566 อาจข้ามแดนมาโปรดญาติโยมที่”เชียงราย”

ข่าวทางการเมียนมาปิดด่านพรมแดนสะพาน 1 แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ไม่เปิดให้คนข้ามอย่างเป็นทางการ เนื่องจากสถานการณ์การเมืองภายในเมียนมายังคุกรุ่น จึงไม่ให้คนต่างชาติเข้าเมือง ได้สร้างความผิดหวังให้กับศิษยานุศิษย์ชาวไทยผู้ให้ความเคารพนับถือ “ครูบาบุญชุ่ม” หรือ พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร อรัญวาสีภิกขุ เนื่องจากต่างรอคอยการออกจากถ้ำของพระครูชื่อดังมานานถึง 3ปี 3เดือน 3 วัน จะได้กราบพระอริยบุคคลเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

ล่าสุด ทางการเมียนมา จะอนุญาตเฉพาะผู้มีบัตร 2 สัญชาติ คือไทยและเมียนมาเท่านั้น โดยไม่อนุญาตให้เดินทางเข้าไปทำข่าว 

พระมหาทองสุข สุขธัมโม ลูกศิษย์พระครูบาบุญชุ่ม รักษาการเจ้าอาวาส สถานปฏิบัติธรรมวัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ระบุว่า พระครูบาบุญชุ่ม ใกล้ถึงวันออกจากถ้ำเมืองแก๊ด จ.เมืองสาด สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา วันที่ 31 ก.ค. 2565 หลังจากที่พระครูบาบุญชุ่ม เข้าไปบำเพ็ญพียร ปฏิบัติธรรมกรรมฐานด้วยการปิดวาจาตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2562 

“คนเรา จะเอาอะไร จะหวังอะไรในโลกนี้อีก ต่างคนก็ต่างใกล้ตายมาทุกวัน ให้รีบปฏิบัติธรรมดีกว่า การสร้างสิ่งภายนอกไม่มีที่สิ้นสุด จงสร้าง ความสงบรู้แจ้งสัจธรรม อยู่ภายในดีกว่า อย่ามัวแต่โทษคนอื่น ให้มองดู ที่จิตใจเราเพียงคนเดียว รีบ ทำความเพียร ยินดีใน พระนิพพาน การเกิดมาเป็นทุกข์แท้หนอ พูดมากยากนาน เอานิพพานดีกว่า คนดีแสวงหาพระนิพพาน คนเดินโลกสงสาร แสวงหาของ สมมุติ ไม่หลุดพ้นสักที มีบารมีไม่รู้จักใช้ มีกาย ไม่รู้จักละ อยู่กับพระไม่รู้จักมาร เดินสงสารไม่รู้จักจบ พบแก้ววิเศษไม่รู้จักเอา ขอลาก่อนท่านทั้งหลาย รีบถ่อ รีบพาย ตะวันจะสาย สายบัวจะเน่า รีบทิ้งวัฏฏะ รีบสละทุกอย่าง รีบวางทางทุกข์ เข้าถึงสุขเย็นแท้นิพพานเอย สาธุด้วยจิตเมตตายิ่ง”

เป็นโอวาทธรรม”ของพระครูบาบุญชุ่ม ก่อนปิดวาจา เมื่อกว่า 3 ปีก่อน ที่จะเดินทางเข้าไปภายในถ้ำสถานที่ปฎิบัติกรรมฐานแสวงหาธรรมอันหลุดพ้นตามแนวทางพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 
 

สำหรับ ครูบาบุญชุ่ม เป็นพระภิกษุฝ่ายอรัญวาสีชาวไทย ผู้ได้รับความเคารพศรัทธาอย่างสูงจากชาวยวน ไทใหญ่ ชาวลาว และชาวภูฏาน เกิดเมื่อวันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2508 เวลา 09.00 น. ที่หมู่บ้านแม่คำหนองบัว ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เป็นบุตรคนโตของนายคำหล้าและนางแสงหล้า ทาแกง แม้ครอบครัวจะยากจนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่โยมมารดาก็ปลูกฝังให้ทำบุญ สวดมนต์ ทำสมาธิอยู่เสมอ จึงทำให้สนใจออกบวช

หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จึงบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2519 ขณะอายุได้ 11 ปี ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมชั้นตรีในปี พ.ศ. 2526 ต่อมาได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 เวลา 919 น. ณ อุโบสถวัดพระเจ้าเก้าตื้อ (ปัจจุบันรวมกับวัดสวนดอก (จังหวัดเชียงใหม่)) โดยมีพระราชพรหมาจารย์ (ดวงคำ ธมฺมทินฺโน) เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูเวฬุวันพิทักษ์เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และพระครูศรีปริยัตินุรักษ์เป็นพระกรรมวาจาจารย์

นับแต่ออกบวช ครูบาบุญชุ่มมุ่งเน้นเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์หลายองค์ ได้จาริกไปหลายท้องที่ทั้งภาคเหนือของไทย พม่า เนปาล อินเดีย ภูฏาน ฯลฯ เมื่อพบเห็นวัดใดทรุดโทรมก็เป็นผู้นำในการบูรณะ และได้สร้างพระธาตุเจดีย์ วิหาร พระพุทธรูป ไว้หลายแห่งในภาคเหนือ รัฐชาน สิบสองปันนา และประเทศลาว

มีเรื่องเล่าจากหนังสือ 30 พรรษาในร่มเงาพระพุทธศาสนา ของพระครูบาบุญชุ่ม ญาณสวโร ระบุว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2548 หรือราว 17ปีก่อน ศิษยานุศิษย์ปลาบปลื้มในความเสียสละของพระครูบาบุญชุ่ม อย่างมาก เมื่อเลือกจำพรรษา ณ ถ้ำผาแดง บ้านล่อม ต.สันทราย อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ซึ่งเห็นว่าสถานที่แห่งนี้เงียบสงบและใกล้ๆถ้ำยังมีชาวเขาถึง ๖ หมู่บ้านที่พระครูบาบุญชุ่ม ยังเมตตาได้ ต่อมาวันที่ 19ตุลาคมปีเดียวกัน คณะศิษยานุศิษย์ร่วมกันจัดงานออกพรรษาถวาย ณ บริเวณหน้าถ้ำ มีการตั้งโรงทาน แจกเสื้อกันหนาว ผ้าห่ม อาหารแห้ง ตุ่มใส่น้ำตลอดจนปัจจัย ให้กับทุกครอบครัว และยังได้รับพรกันอย่างทั่วถึง

ความเมตตาและปฏิปทา อันแรงกล้าของพระธุดงค์ชื่อดัง ผู้แสวงหาธรรมอันหลุดพ้น จึงเป็นที่ศรัทธาของหมู่ชนทั้งหลาย ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่พระครูบาบุญชุ่มเคยจารึกไปถึง ซึ่งคงต้องลุ้นกันต่อไปว่า ช่วงปีใหม่ 2566นี้ หากด่านพรมแดนเปิด ครูบาบุญชุ่มจะเดินทางมาโปรดญาติโยมที่อ.แม่สาย และอ.เชียงแสน จ.เชียราย เป็นสถานที่แรก

ตายแล้วไม่เผา “ทักษิณ” ให้อภัยอีลิท ย้ำการต่อสู้เป็นอมตะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/523966

26 ก.ค. 2565

ตายแล้วไม่เผา “ทักษิณ” ให้อภัยอีลิท ย้ำการต่อสู้เป็นอมตะ

แถลงการณ์ชีวิต “ทักษิณ” ให้อภัยชนชั้นนำ อยากกลับบ้าน สั่งเสียตายแล้วไม่ต้องเผา เพราะต้องการให้การต่อสู้เป็นอมตะ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

แถลงการณ์ชีวิต “ทักษิณ” ให้อภัยศัตรู อยากกลับบ้าน สั่งเสียตายแล้วไม่ต้องเผา เพราะต้องการให้การต่อสู้เป็นอมตะ


บทเรียนคนซื่อบื้อ “ทักษิณ” ไม่เข้าใจวิถีอีลิท(elite)เมืองไทย จึงต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย 


วันที่ 26 ก.ค.2565  ทักษิณ ชินวัตร เผยแพร่คลิปในวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 73 ปี ผ่านทางเว็บไซต์ Thaksinofficial โดยเป็นคลิปวิดีโอที่มีการสัมภาษณ์ทักษิณเกี่ยวกับเรื่องเส้นทางชีวิต และครอบครัว 
 

สรุปได้ว่า 1.อยากกลับเมืองไทย คิดถึงอนาคตของหลาน 2.ให้อภัยศัตรูเพราะถือว่าเป็นบทเรียนของคนบ้านนอก ไม่รู้จักชนชั้นนำ 3.สงสารคุณหญิงพจมาน ที่ต้องแบกทุกเรื่อง 4.ต้องการความเป็นอมตะ จึงสั่งเสียว่า ตายแล้วไม่ต้องเผา

สองอดีตนายกฯ พร้อมกลับเมืองไทย หลังเลือกตั้งสมัยหน้า สองอดีตนายกฯ พร้อมกลับเมืองไทย หลังเลือกตั้งสมัยหน้า


‘บทเรียนคนซื่อบื้อ’
“ทักษิณ” เคยเล่าหลายครั้งว่า สาเหตุที่เขาถูกยึดอำนาจ จนต้องมาใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศ 16 ปีแล้ว เพราะเขาเป็นคนซื่อบื้อ คนโง่ ไม่ได้เข้าไปหากลุ่มอีลิท หรือกลุ่มชนชั้นสูง


ในคลิปวันเกิดของทักษิณครั้งล่าสุด เขาก็ยังพูดว่า “ผมอาจโง่เรื่องคน เพราะประสบการณ์เป็นคนบ้านนอก ชีวิตเราง่าย ๆ เราอยู่บ้านนอกโตบ้านนอก พอมาอยู่กรุงเทพฯ  ชีวิตมันก้าวกระโดด  มันผ่านสังคมกรุงเทพฯ น้อยไป  สังคมของอีลิท(elite) น้อยไป เราจึงไม่อยู่ในสังคมอีลิท แม้ฐานะเราอยู่ในสังคมอีลิท แต่แทนที่จะเข้าไปคบสังคมอีลิท ไปเข้าการเมือง ก็เลยกลายเป็นคนซื่อบื้อคนหนึ่ง”


เมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว ทักษิณได้เล่าเรื่องลึก ๆ ทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร โดยตอนหนึ่งพูดว่า “ผมเป็นนักเลงพอ จบเป็นจบ”


เหมือนในคลิปวันเกิด ทักษิณบอกว่า “ผมไม่เคยกลัวตาย ผมโดนสังหารมา 4 รอบแล้ว..” แต่ก็ให้อภัยหมด “..ผมก็ไม่ค่อยเชื่อว่าชาติที่แล้ว ชาติหน้า ไม่รู้เป็นกรรมเป็นเวรอะไร”
 

‘สงสารคุณหญิง’
ฟังคลิปวันเกิดของ “ทักษิณ” สรุปได้ว่า อดีตนายกฯ ต้องการสื่อสารถึงฝ่ายตรงข้ามเป็นหลัก เหมือนจะบอกว่า อย่ากังวล หากพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า


“ทักษิณ” พยายามบอกว่า “การเมืองเป็น zero sum game ถ้าเราสุขเขาจะทุกข์ ถ้าเราทุกข์เขาจะสุข..ดูผมไม่ทุกข์ 16 ปีแล้วนะ ไม่ทุกข์ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป คนที่รักเราจะได้มีความสุขไปด้วย”


ลึก ๆ แล้ว ทักษิณยังคิดเรื่องเกมการเมือง และหวังจะให้เกิดสถานการณ์เพื่อไทยแลนด์สไลด์ 


สาเหตุที่ทักษิณอยากกลับเมืองไทยนั้น เขาบอกว่า “เห็นคุณหญิง (คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์) ผมสงสารคุณหญิง ผมตัดสินใจที่จะกลับเมืองไทย เพราะคุณหญิงรับภาระมาเยอะ รับภาระแทนผมมาเยอะ สงสาร”


“ถ้าผมกลับไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างได้กลับไปอยู่ครอบครัวแล้ว มันก็จบทุกอย่าง ซึ่งวันนั้นผมกลับไปอยู่กับครอบครัวแล้ว ผมก็ต้องทำตัวให้แข็งแรงขึ้น เพื่อชดเชยเวลาที่หายไป..”


ตอนท้ายทักษิณพูดไว้ให้เป็นประเด็นพาดหัวข่าวว่า “…ผมสั่งครอบครัวแล้วนะ ตายไม่เผา ให้เก็บไว้ เก็บร่างไว้ ไม่ให้เผา นี่คือสิ่งที่ผมต้องการให้การต่อสู้ของผม ให้ชีวิตผมเป็นอมตะของครอบครัว ของลูกหลาน”


ส่วนพานทองแท้ ชินวิตร ได้โพสต์อินสตาแกรมอวยพรวันเกิดนายทักษิณ และกล่าวถึงคลิปวิดีโอ Long distance call ไว้ว่า เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของบันทึกความทรงจำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา


“เคยมีคำกล่าวเดิม ๆ บอกไว้ว่า คนชนะคือผู้ที่เขียนประวัติศาสตร์ ในยุคปัจจุบันนี้อาจไม่เป็นจริงเสมอไป เพราะคนที่ชนะด้วยการปล้นประชาธิปไตยจากประชาชน ได้พยายามเขียนประวัติศาสตร์ และยัดเยียดความผิด ให้กับคุณพ่อผมซึ่งถูกปล้นอำนาจบริหารประเทศไป โดยพยายามมา 16 ปี ผ่านการรัฐประหาร 2 ครั้งแล้ว ยังลบความทรงจำ ทักษิณ ชินวัตร จากใจของประชาชนไม่ได้”

 
อ่านข้อความของพานทองแท้ ดูจะแตกต่างจากที่พ่อทักษิณเขียน เพราะโอ๊ค พานทองแท้ คงหวังที่จะให้คลิปวันเกิดทักษิณ เป็นเครื่องมือสื่อสารไปถึงแฟนคลับอดีตนายกฯ

ย้อน “พระอาจารย์กงมา” เรื่องร้องเรียน 3 ข้อ ลง นิคหกรรม พระดีพระแท้ ต้องสึก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/523854

เปรียญ12

26 ก.ค. 2565

ย้อน "พระอาจารย์กงมา" เรื่องร้องเรียน 3 ข้อ ลง นิคหกรรม พระดีพระแท้ ต้องสึก

เรื่องร้องเรียนว่า พระประพฤติไม่เหมาะสม มีทุกยุคทุกสมัย “จริยาของนักปกครอง” พูดง่ายๆ ว่ามีมาแต่ครั้งพุทธกาล มิเช่นนั้นพุทธองค์คงไม่บัญญัติสิกขาบท 227 ข้อให้ปฏิบัติถึงทุกวันนี้

การแก้ปัญหาเรื่องร้องเรียนก็มีมาต่อเนื่อง ส่วนที่เขียนวันนี้เป็นวิธีแก้ของ “สมเด็จพระสังฆราชเจ้า” พระองค์หนึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์

ซึ่งผมได้ข้อมูลจากเกร็ดชีวิตและปฏิปทาของพระดีพระแท้ โดยพระไพศาล วิสาโล ที่เล่าเรื่องจริยาของนักปกครอง โดยได้กล่าวถึงพระปฏิปทา สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (พระราชอุปัธยาจารย์ พระบาทสมเด็จพระมห่ภูมิพล อดุลยเดชมหาราช  บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อทรงผนวช พ.ศ 2499
เรื่องที่แสดงให้เห็นพระอัจฉริยภาพในการแก้ปัญหา เมื่อพระองค์ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพระป่า ในคณะธรรมยุตว่าประพฤติไม่ถูกต้องตาม “พระธรรมวินัย” พระรูปนั้นคือ พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ศิษย์ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระองค์ท่านในฐานะเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต จึงต้องรับผิดชอบ  จึงเสด็จไปหาข้อเท็จจริงด้วยพระองค์เอง ถึงสำนักที่อาจารย์กงมาพักอยู่ คือวัดทรายงาม จังหวัดจันทบุรีโดยไปพำนักถึง 2 ครั้ง ในปี พ ศ. 2481และ 2482 ส่วนพระอาจารย์กงมานั้นไม่ทราบวัตถุประสงค์ในการเสด็จมาทั้ง 2 ครั้ง เมื่อมาพักที่วัดป่า พระองค์ทรงปฏิบัติเช่นเดียวกับ “พระป่า” คือฉันอาหารมื้อเดียว

แม้พระอาจารย์กงมาจะจัดหาภัตตาหารเพลอย่างเลิศมาถวาย ก็ทรงปฏิเสธ ส่วนเรื่องร้องเรียนเรื่องแรกคือ พระอาจารย์กงมา สะพายบาตร เหมือนพระมหานิกาย พระองค์ท่านดูแล้วไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย เพราะสะพายบาตรแบบนี้ คล้ายอุ้มบาตรเหมือนกัน ดูแล้วเรียบร้อยดี

เรื่องร้องเรียนข้อที่ 2 ว่าพระอาจารย์กงมา เทศน์ผิดจากคำสอนของพระพุทธองค์ เรื่องนี้เจ้าพระคุณสมเด็จ มีวิธีสอบสวน จนเป็นที่กล่าวขวัญถึงทุกวันนี้คือ

วันหนึ่ง พระอาจารย์กงมา เป่าประกาศให้ญาติโยมมาฟังเทศน์ที่วัด โดยสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ จะเป็นองค์แสดง ญาติโยมจึงมากันล้นหลาม เมื่อได้เวลา พระอาจารย์กงมา ไปนิมนต์เจ้าพระคุณสมเด็จ แต่สมเด็จให้พระอาจาย์กงมาเทศน์แทน เพราะท่านรู้สึกไม่ค่อยสบาย
เมื่อพระอาจารย์กงมาเทศน์ได้สัก 10 นาที สามเณรรูปหนึ่งลงจากศาลาจะไปปัสสาวะ เห็นเจ้าพระคุณสมเด็จนั่งฟังเทศน์ที่พื้นทรายข้างศาลา จะขึ้นไปบอกพระอาจารย์กงมาก็สายไปแล้ว

รุ่งเช้าเจ้าพระคุณสมเด็จตรัสชม พระอาจารย์กงมา ว่า กงมานี่เทศน์เก่งกว่าเปรียญ 9 ประโยคเสียอีก

ข้อร้องเรียนที่ 3 กล่าวหาว่า พระอาจารย์กงมา ทำตัวเป็นผู้วิเศษ และแจกของขลังให้ประชาชนหลงผิด
วิธีสอบสวนของเจ้าพระคุณสมเด็จในเรื่องนี้ คือชวนพระอาจารย์กงมาเดินธุดงค์ โดยพระองค์ท่านทรงแบกกลด สะพายบาตรเอง และเดินตามหลังพระอาจารย์กงมา แม้อาจารย์กงมาจะขออาสาช่วยแบกกลด ก็ไม่ยอม

หลังจากธุดงค์ 1 อาทิตย์เศษ พระองค์ตรัสว่า การธุดงค์ของท่านกงมา และพระปฏิบัติกรรมฐานนั้นได้ประโยชน์เหลือหลาย อย่างนี้ ธุดงค์มากๆ ก็จะทำให้พระศาสนาเจริญยิ่งขึ้น
นับแต่นั้นมาพระองค์ ทรงให้การสนับสนุน คุ้มครอง และสรรเสริญพระอาจารย์กงมา โดยตลอด
นี่เป็นเรื่องจริยาของพระนักปกครองในอดีต ที่แก้ปัญหาแบบเข้าถึงปัญหา เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริง ซึ่งสามารถแก้ได้ตรง ไม่เกิดความเสียหายตามมา

ต่างจากปัจจุบัน พระผู้ใหญ่ไม่ได้แก้ปัญหาพระภิกษุสงฆ์โดยตรง เมื่อมีเรื่องร้องเรียน มักจะเห็นหมอปลา หรือมือปรทบสัมภเวสีและเจ้าหน้าที่ตำรวจมานิมนต์ หรือเชิญตัวผู้เป็นต้นเหตุไปหาพระผู้ปกครองทำการสึก แม้ว่าเรื่องต่าง ๆ ที่ถูกกล่าวหาเป็นเพียง “ลหุกาบัตร” (อาบัติเบา เช่นปาจิตตีย์) ไปสารภาพกับพระภิกษุด้วยกันก็จบ
แต่ต้องให้สึก เพราะเรื่องที่ภิกษุละเมิดส่วนมากเป็น “โลกวัชชะ”

ที่เราอยากเห็นเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์คือการตั้งศาลสงฆ์ หรือการลงนิคคหกรรม เพื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับความประพฤตินอกรีตของภิกษุสงฆ์ที่เกิดบ่อยๆ

“ศาลสงฆ์” หรือการลง “นิคหกรรม” นั้น มหาเถรสมาคมได้วางกฏเกณฑ์ เป็นกฏมหาเถรสมาคมฉบ้บที่ 11 (พ.ศ.2521) ตาม พรบ.สงฆ์  พ.ศ. 2505 ว่าด้วยการลงนิคคหกรรม (การลงโทษตามพระธรรมวินัย) ได้บอกวิธีปฏิบัติไว้ตั้งแต่การสอบสวนชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา อย่างละเอียด  แต่ไม่เคยได้ยินว่า มีการตั้งศาลสงฆ์พิจารณากรณีใดบ้าง จนทำให้ ใครๆ ก็คิดว่า การลงนิคหกรรม หรือศาลสงฆ์ จะเป็นหมัน 


อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2565 เจ้าคณะภาค 9 (ธรรมยุต) ประกาศให้ไปวัดปทุมวนาราม เพื่อฟังผลการพิจารณาการลงนิคคหกรรม คดีที่พระผู้ใหญ่ (ธ)ในจังหวัดหนึ่งทางภาคอีสาน ถูกกล่าวหาว่า “เสพเมถุน” 

เท่าที่ทราบอย่างไม่เป็นทางการว่า คณะผู้พิจาณาการลง นิคหกรรมได้พิจารณาพยานหลักฐาน และสิ่งแวดล้อมต่างๆ แล้วตัดสินว่า จำเลยเป็น “อาบัติปาราชิก” จากการเสพเมถุน ตามคำตัดสินนี้จำเลยต้องสละสมณเพศ

ถึงกระนั้นการลงนิคหกรรม หรือศาลสงฆ์ให้โอกาสจำเลยอุทธรณ์ได้ในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาพระวินัย ซึ่งต้องทำภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ทราบการวินิจฉัย ส่วนผู้ที่รับอุทธรณ์ต้องพิจารณาภายใน 15 วัน นับแต่วันรับเรื่องเช่นกัน
เมื่อคณะผู้พิจารณาขั้นอุทธรณ์ ตัดสินมาแล้ว ถ้าจำเลยเห็นว่ายังไม่เป็นธรรมอีก ย่อมมีสิทธิ์ฎีกา 
ถ้าคณะผู้พิจารณาชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และชั้นฎีกาตัดสินไปในทิศทางเดียวกัน จำเลยต้องสึก ภายใน 24 ชั่วโมง หากดื้อดึง ให้สงฆ์ขออารักขาจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
ในเรื่องนี้ตามระเบียบแล้ว จำเลยนอกจากถูกให้สึกยังต้องโทษอาญาคือจำคุก 1 เดือน อีกด้วย นี่คือวิธีการ แต่การปฏิบัตินั้น ท่านว่ายังอยู่ในชั้นความลับ จะเปิดเผยได้ เมื่อมหาเถรสมาคมอนุญาต เท่านั้น
ดังนั้นเรื่องใหญ่ๆ ของพระผู้ใหญ่ที่ถูกฟ้อง จนถึงขั้นพิจารณาลงนิคหกรรม แล้ว แต่เอามาบอกกล่าวไม่ได้

ชาวบ้านที่สนใจ จึงต้องอยู่ในที่มืดต่อไป
วังเวงไหมครับท่าน

เรื่อง : เปรียญ12