ปธ.ศาลฎีกา เป็นประธานปิดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 ปลูกฝังความรู้ทางรู้กฎหมาย

ปธ.ศาลฎีกา เป็นประธานปิดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 ปลูกฝังความรู้ทางรู้กฎหมาย

ปธ.ศาลฎีกา เป็นประธานปิดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 ปลูกฝังความรู้ทางรู้กฎหมาย

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.09 น.

ปธ.ศาลฎีกา เป็นประธานปิดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 ยินดีกับเยาวชน ได้รับความทางรู้กฎหมาย กระบวนการศาล เส้นทางอาชีพ เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความยุติธรรม

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 68 ที่สำนักงานศาลยุติธรรม นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา เป็นประธานในพิธีปิดโครงการ “ค่ายต้นกล้าตุลาการ” รุ่นที่ 13 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2568 พร้อมมอบวุฒิบัตรแก่คณะเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีนายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นผู้กล่าวรายงาน นายรัฐวิชญ์ อริยพัชญ์พล โฆษกศาลยุติธรรม นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา ประธานคณะทำงานดำเนินการจัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ พร้อมคณะ ให้การต้อนรับ

นางชนากานต์ ประธานศาลฎีกา กล่าวว่าดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีปิดโครงการ “ค่ายต้นกล้าตุลาการ” รุ่นที่ 13 ในวันนี้ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมคณะทำงานที่ดำเนินการจัดค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 จนประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ และยังได้ริเริ่มจัดกิจกรรมให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้ทุกท่านสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางการศาลได้ และต้องขอแสดงความยินดีกับเยาวชนทุกคนที่ผ่านเกณฑ์การอบรมและการฝึกปฏิบัติในโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่ได้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ เพราะตลอดระยะเวลา 7 วันที่ผ่านมา ทุกคนได้รับการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ทางด้านกฎหมาย กระบวนการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม แนวทางการศึกษาวิชากฎหมาย และเส้นทางสู่การประกอบวิชาชีพทางด้านกฎหมายจากวิทยากรที่มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ทางด้านต่าง ๆ ทั้งจากภายในและภายนอกศาลยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้กล้าแสดงความคิดเห็น และแสดงออกในแนวทางที่ถูกที่ควร เมื่อเยาวชนได้รับความรู้ความเข้าใจทางด้านกฎหมายที่ถูกต้อง มีจิตสำนึกที่ดี และประพฤติปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม ย่อมจะเป็นกำลังที่สำคัญของประเทศชาติต่อไปในอนาคต 

ดังนั้น โครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 จึงถือเป็นโครงการที่วางรากฐานด้านกระบวนการยุติธรรมให้แก่เยาวชน อีกทั้ง เมื่อเยาวชนทุกคนได้เข้ามาสัมผัสถึงการดำเนินงานของศาลยุติธรรมแล้ว ย่อมประจักษ์ว่าศาลยุติธรรมพร้อมที่จะเป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง จึงขอให้เยาวชนพึงตระหนักว่า เมื่อผ่านการอบรมแล้ว ขอให้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับไปถ่ายทอดให้แก่บุคคลอื่น ให้ได้รับความรู้ความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายและกระบวนการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมที่ถูกต้อง เพื่อชุมชนหรือสังคมที่พวกเราอยู่อาศัยสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุขในโอกาสนี้นายธีรทัย เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่าในนามของคณะกรรมการดำเนินโครงการ เยาวชนผู้เข้ารับการอบรม ผู้ปกครองที่มาร่วมพิธีและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย กระผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธานศาลฎีกาที่กรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีปิดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 

ทั้งนี้ โครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19- 25 เมษายน 2568 รวมระยะเวลา 7 วัน ซึ่งในโครงการได้จัดให้มีการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรม กฎหมายที่เยาวชนควรรู้ บทบาทหน้าที่ของผู้พิพากษา อัยการ และทนายความในการพิจารณาคดี แนวทางในการศึกษาต่อในสาขาวิชากฎหมาย และการประกอบวิชาชีพทางด้านกฎหมายในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการศึกษาดูงาน ณ ศาลฎีกา และศาลอาญา รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ สร้างทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิต ได้รู้จักตนเองและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างราบรื่นและมีความสุข ตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความตั้งใจและเอาใจใส่ในการอบรม มีการระดมความคิด และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เป็นอย่างดีทำให้ผ่านเกณฑ์การอบรมและได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดไว้ทุกประการ

นอกจากนี้ ทางโครงการยังได้เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้าร่วมในพิธีเปิดโครงการ ศึกษาดูงานศาลฎีกา และพิธีปิดโครงการ ทำให้เข้าใจในบทบาทหน้าที่ของศาลยุติธรรม ในฐานะองค์กรหลักของประเทศที่ใช้อำนาจตุลาการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการจัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการในครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและภายนอกศาลยุติธรรม ศาลฎีกา ศาลอาญา และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย 

‘สมาคมสื่อไทย-จีน’ผนึก‘มูลนิธิปัญญาวุฒิ’ดันสร้างภาพยนตร์ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

‘สมาคมสื่อไทย-จีน’ผนึก‘มูลนิธิปัญญาวุฒิ’ดันสร้างภาพยนตร์ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

‘สมาคมสื่อไทย-จีน’ผนึก‘มูลนิธิปัญญาวุฒิ’ดันสร้างภาพยนตร์ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.55 น.

‘สมาคมสื่อไทย-จีน’ ผนึก ‘มูลนิธิปัญญาวุฒิ’ ดันสร้างภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน  

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2568 สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และมูลนิธิปัญญาวุฒิ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการภาพยนตร์ “สายใยรักสองแผ่นดิน: 50 ปี สายใยมิตรภาพไทย-จีน” เมื่อวันที่24เม.ย.ที่ผ่านมา ที่โรงแรมแม่น้ำรามาดาพลาซ่า กทม. โดยมีนายกร ทัพพะรังสี นายกสมาคมมิตรภาพไทย-จีน เป็นประธานในพิธี และร่วมปาฐกถาในหัวข้อ “เบื้องลึก-เบื้องหลัง การสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน” และมีบุคคลสำคัญในวงการสื่อและวัฒนธรรมไทย-จีน อาทิ นายชิบ จิตนิยม สว.  จากสายสื่อมวลชน และเลขาธิการสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ผู้คร่ำหวอดในแวดวงข่าวต่างประเทศ อดีตเจ้าของรายการ “จับจ้องมองจีน” ที่มีความรู้ลึกและความผูกพันแนบแน่นกับประวัติศาสตร์และพัฒนาการของประเทศจีน รวมถึงสื่อมวลชนอาวุโสที่มาร่วมงานแถลงข่าว เพื่อเตรียมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน  

นายกร กล่าวในระหว่างการปาฐกถาว่า ในขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อครั้งการลงนามในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ซึ่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศเกิดขึ้นในช่วงที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ และประเทศไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน  

“ในฐานะที่ผมอยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ สามารถพูดได้เต็มปากว่ารัฐบาลจีนให้เกียรติและให้ความเป็นกันเองกับรัฐบาลไทยอย่างมาก เนื่องจากตามธรรมเนียมปฏิบัติ ผู้นำระดับสูงของจีนจะไม่ยอมพบเจรจากับผู้นำรัฐบาลอื่นใดที่ยังมีความสัมพันธ์ทางการทูตอยู่กับไต้หวัน แต่กรณีประเทศไทยได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษ” นายกร กล่าว  

นายกร เปิดเผยว่า หลังการลงนามในแถลงการณ์ร่วม นายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล ได้บอกกับ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นว่า การลงนามเป็นเพียงพันธสัญญาระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ซึ่งควรขยายไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศด้วย จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งสมาคมมิตรภาพไทย-จีน โดย พล.อ.ชาติชาย เป็นนายกสมาคมคนแรก และนายกร เป็นนายกสมาคมคนที่สอง ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  

“ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ประเทศไทยกับจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน จนถึงทุกวันนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้เจริญก้าวหน้าอย่างมาก ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งระดับราชวงศ์ไปจนถึงภาคประชาชนทุกสาขาอาชีพ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง” นายกร กล่าวเสริม  

ด้าน ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน กล่าวว่า โครงการจัดทำภาพยนตร์เพื่อเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีนนี้ เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง และจะมีส่วนสำคัญในการสื่อสารเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศยั่งยืนมาถึง 50 ปี  

“ผมต้องขอขอบคุณผู้มีอุปการคุณทุกท่านที่มองเห็นคุณค่าและความสำคัญของโครงการนี้ และให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อผลักดันให้โครงการนี้สามารถเดินหน้าไปได้” ดร.กำพล กล่าว  

ขณะที่นายศักดิ์ชัย พฤฒิภัค เลขานุการมูลนิธิปัญญาวุฒิ เผยว่า โครงการภาพยนตร์นี้ถูกจุดประกายขึ้นในช่วงปลายปี 2567 และได้หารือกับนายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน เพื่อขับเคลื่อนโครงการ โดยได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ให้นำเสนอเรื่องราว 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ในรูปแบบภาพยนตร์อิงความจริงที่เข้าถึงได้ง่ายและให้สาระความรู้  

“คำแนะนำของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย คือที่มาของภาพยนตร์ “สายใยรักสองแผ่นดิน” ซึ่งทั้งสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และมูลนิธิปัญญาวุฒิต่างเห็นพ้องกันที่จะเชิญชวนผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะมาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน” นายศักดิ์ชัย กล่าว  

ด้านนายชิบ กล่าวถึงข้อมูลที่อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายกร ทัพพะรังสี ได้เล่ามาว่า สถานการณ์วิกฤตในปี พ.ศ. 2518 เป็นช่วงที่ประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางอย่างยิ่ง  

“เพื่อนบ้านของเราถูกคอมมิวนิสต์ยึดครองอย่างเบ็ดเสร็จ ในขณะที่สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากภูมิภาคอย่างไม่คาดคิด และขบวนรถถังนับร้อยได้เคลื่อนพลประชิดชายแดน พร้อมที่จะเคลื่อนทัพเข้าสู่กรุงเทพฯ สถานการณ์เหล่านี้ผลักดันให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ตัดสินใจเดินทางไปจีนเพื่อเจรจา แม้ว่าจีนในขณะนั้นจะยังไม่รับรองประเทศที่ยังคงให้การรับรองไต้หวัน และไทยต้องดำเนินการปิดสถานทูตไต้หวันก่อนการเจรจา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ แม้แต่ ท่านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยังตั้งคำถามกับ พล.อ.ชาติชาย ว่า “จีนเขาจะต้อนรับคุณหรือ??” แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น เมื่อนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล ของจีนยอมอ้าแขนต้อนรับ พล.อ.ชาติชาย อย่างอบอุ่น เพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตที่ท่านโจว เอินไหล ทราบว่าท่านชาติชายเป็น “ลูกชายของเพื่อนเก่า” คือ จอมพลผิน ชุณหะวัณ ผู้เคยร่วมรบและให้การสนับสนุนกองทัพจีนในสมรภูมิเชียงตุง” นายชิบ กล่าว

นายชิบ กล่าวอีกว่า ความสัมพันธ์อันดีในอดีตนี้เองที่นำไปสู่การเจรจาที่ประสบความสำเร็จ และวางรากฐานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย-จีน จนเกิดเป็นวลี “ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

นายชิบ กล่าวอีกว่า เรื่องราวนี้เป็นบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่คนไทยควรจารึกไว้ในความทรงจำ และภาพยนตร์ “สายใยรักสองแผ่นดิน: 50 ปี สายใยมิตรภาพไทย-จีน” จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการนำเสนอเรื่องราวอันทรงคุณค่านี้สู่สาธารณชน  

ส่วนนายปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์ เปิดเผยว่า การทำภาพยนตร์อิงความจริงทางประวัติศาสตร์ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน เป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก เนื่องจากเป็นหนังพีเรียดย้อนยุคและมีความต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ซึ่งทีมงานต้องค้นคว้าข้อมูลย้อนกลับไป 50 ปี และต้องคัดสรรนักแสดงที่จะมารับบทให้สมจริง  

ด้าน ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ คณบดีคณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้รับผิดชอบการประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ชี้แจงว่า การทำดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้มีความท้าทายเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องออกแบบให้ดนตรีมีจังหวะที่ล้อไปกับภาพยนตร์ และต้องผสมผสานดนตรีไทย ดนตรีจีน และดนตรีสากล ให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกซาบซึ้ง  

ทั้งนี้ ภาพยนตร์ “สายใยรักสองแผ่นดิน” จะนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ไทย-จีน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นเมื่อ 50 ปีก่อน ซึ่งเกิดขึ้นในบริบทที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาคอมมิวนิสต์ และการสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนเป็นเสมือน “ยันต์เกราะเพชร” คุ้มกันประเทศไทยจากภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน ไปจนถึงพัฒนาการความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในปัจจุบัน โดยมีกำหนดฉายในช่วงเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน กลางปี 2568 นี้  

บึงกาฬจัดพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน’ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’เดินหน้าสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทย

บึงกาฬจัดพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน'ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์'เดินหน้าสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทย

บึงกาฬจัดพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน’ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’เดินหน้าสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทย

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.58 น.

บึงกาฬจัดพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ เดินหน้าสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทยสู่สากล

วันที่ (25 เม.ย.68) เวลา 10.30 น. ที่ห้องประชุมสิรินธรวัลลี ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ประกอบพิธีถวายราชสักการะเปิดกรวยดอกไม้ธูปเทียนแพ และกล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” ตามโครงการสร้างการรับรู้ ภูมิปัญญาผ้าไทยและผ้าลายพระราชทาน ให้แก่ เหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ ชมรมแม่บ้านมหาดไทย หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ และผู้แทนกลุ่มทอผ้า 16 กลุ่มจากทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดบึงกาฬ 

เพื่อนำแบบลายผ้าพระราชทานอันทรงคุณค่ามาประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบ พัฒนาและต่อยอดภูมิปัญญางานหัตถศิลป์พื้นถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ้า ด้วยการออกแบบตามความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน เป็นการฟื้นฟูและสืบทอดภูมิปัญญาตั้งเดิมควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพงานหัตถศิลป์ไทย ตลอดจนเป็นการน้อมนำแนวพระดำริฯ ในการส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าไทย นำแบบลายผ้าพระราชทานมาใช้เป็นต้นแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรม เพื่อขับเคลื่อนการใช้และสวมใส่ผ้าไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์แบบลายผ้าพระราชทานอย่างแพร่หลาย 

สำหรับ “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” เป็นลายผ้าที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบจากการศึกษาลวดลายไทยดั้งเดิม ผสานแนวคิดร่วมสมัย สะท้อนเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และธรรมชาติของไทย โดยทรงพระราชทานแบบลายประเภทผ้ามัดหมี่ ยก จก บิด แพรวา และบาติก ให้แก่ช่างทอผ้าทั่วประเทศ นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ สู่เวทีสากลต่อไป

‘นายก สนตอ.’เชิญชวนครอบครัวจังหวัดรอบๆนครสวรรค์ ร่วมสนุกใน‘ปิ่นหทัยรัน City Run’

‘นายก สนตอ.’เชิญชวนครอบครัวจังหวัดรอบๆนครสวรรค์ ร่วมสนุกใน‘ปิ่นหทัยรัน City Run’

‘นายก สนตอ.’เชิญชวนครอบครัวจังหวัดรอบๆนครสวรรค์ ร่วมสนุกใน‘ปิ่นหทัยรัน City Run’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.54 น.

‘อุทยานสวรรค์’มีเฮ!‘นายก สนตอ.’เชิญชวนครอบครัวจังหวัดรอบๆนครสวรรค์ ร่วมสนุกใน‘ปิ่นหทัยรัน City Run’ครั้งแรกของ สนตอ.ที่ไปทำกิจกรรมกับพี่น้องนักเรียนเก่าเตรียมอุดมฯนครสวรรค์ วันอาทิตย์ 27 เม.ย.นี้

24 เมษายน 2568 รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย นายกสมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษา ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “งานวิ่งครั้งแรกที่ออกมาจัดที่ต่างจังหวัดนี้ มุ่งหวังที่จะสร้างความสามัคคี สนับสนุนการออกกำลัง สร้างสุขภาพแข็งแรง และCONNECT เติมเต็มมิตรภาพนักเรียนเก่าในภูมิภาคต่างๆ พร้อมยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดนครสวรรค์งาน “ปิ่นหทัยรัน City Run” ระยะทาง 5 กิโลเมตร

ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสความงามของอุทยานสวรรค์ ขณะเดียวกันจะมีนักวิ่งระดับวีไอพีมาร่วมงานและสร้างสีสันตลอดเส้นทาง วิ่ง (พา)สาน สุข(ภาพ) … ปลุกสายสัมพันธ์ชาวปิ่นหทัยภูมิภาค   ยกพลชาวเตรียมอุดมฯ บุกอุทยานสวรรค์  สานไมตรีให้แน่นปึ้ก เริ่มต้นวันใหม่ด้วยใจเดียวกัน 

“เพื่อนเก่า… พลังใจใหม่… นครสวรรค์คือจุดหมายของการรวมกัน”

“วิ่งด้วยกัน… ผูกพันด้วยใจ… เตรียมอุดมฯ ไม่ว่าไกลแค่ไหนก็คือบ้าน”

“5K… ไม่ใช่แค่เลข… แต่คือพลังแห่งมิตรภาพที่กำลังจะเบ่งบาน”

งานนี้ไม่ได้มีดีแค่เหงื่อ แต่มี “ใจ” ที่พร้อม Connect ทุกรุ่น ทุกภาคส่วน เชิญพบกันที่อุทยานสวรรค์ สูดอากาศบริสุทธิ์ เติมพลังกายใจ แล้วมาสร้างความทรงจำดี ๆ ร่วมกัน

ใครพร้อม… เจอกัน! อาทิตย์ 27 เมษายน นี้ ที่อุทยานสวรรค์ นครสวรรค์ ตั้งแต่ตีห้าเป็นต้นไป

สนใจสอบถามที่ไลน์ @dektriam

#ปิ่นหทัยรันCityRun #เตรียมอุดม #นครสวรรค์ #วิ่งสานสัมพันธ์ #เพื่อนเราไม่เก่าเลย

ที่มา : พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล นักเรียนเก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษารุ่นที่ 45( ฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการกิจกรรม)

นิติศาสตร์ จุฬาฯ แถลงการณ์ เสียใจข้อสอบรั่ว ยันผู้ต้องหาไม่ใช่ศิษย์เก่า สั่งตั้งกรรมการสอบ

นิติศาสตร์ จุฬาฯ แถลงการณ์ เสียใจข้อสอบรั่ว ยันผู้ต้องหาไม่ใช่ศิษย์เก่า สั่งตั้งกรรมการสอบ

นิติศาสตร์ จุฬาฯ แถลงการณ์ เสียใจข้อสอบรั่ว ยันผู้ต้องหาไม่ใช่ศิษย์เก่า สั่งตั้งกรรมการสอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.48 น.

วันที่ 24 เมษายน 2568 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงกรณีหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ภาคบัณฑิต (นอกเวลาราชการ) ได้รับความเสียหายตามที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ ดังนี้

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่ากองบัญชาการตำรวจสืบสวนสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้จับกุมผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันเอาไปซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยนำข้อสอบคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกไปให้ผู้อื่นทำ ก่อนจะส่งต่อไปให้อดีตนายตำรวจยศพลตำรวจเอกนายหนึ่งคัดลอก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงปี 2566 นั้น

หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ภาคบัณฑิต (นอกเวลาราชการ) รู้สึกเสียใจยิ่งกับเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายให้หลักสูตรฯ ในครั้งนี้ และขอเรียนว่า หลักสูตรฯ ได้รับการประสานจาก บช.สอท. ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา และหลักสูตรฯ ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้มาโดยตลอด

หลักสูตรฯ ขอเรียนว่า “ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมดำเนินคดีครั้งนี้ มิใช่ศิษย์เก่าและมิได้เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย” แต่ได้อาศัยโอกาสกระทำการดังกล่าวจากการเข้ามาติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของหลักสูตร โดยที่เจ้าหน้าที่มิได้สังเกตพิรุธ (รายละเอียดอยู่ในขั้นตอนคดี) ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ของหลักสูตรได้ให้ข้อมูลและแจ้งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งประสานข้อมูลเพิ่มเติมทางการสอบสวน และหากมีการกระทำผิดเกี่ยวกับการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นในกรณีนี้หรือกรณีอื่น คณะนิติศาสตร์จะดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายและข้อบังคับของมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับการจัดการในกรณีอื่น ๆ ที่ผ่านมา ทั้งนี้ คณะนิติศาสตร์ ขอยืนยันเจตจำนงในอันที่จะรักษามาตรฐานการจัดการศึกษา การให้ปริญญา ตลอดจนคุณภาพบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและระบบการศึกษาของไทย

อนึ่ง หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ภาคบัณฑิต (นอกเวลาราชการ) เป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2546 สำหรับบุคคลทั่วไปที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาใดสาขาหนึ่งมาแล้วเข้าศึกษานอกเวลาราชการเพื่อให้ได้รับปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิตอีกปริญญาหนึ่ง

007

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รวบ‘ดร.สาว’ขโมยข้อสอบ คณะนิติศาสตร์ ส่งให้ ‘อดีต พล.ต.อ.’ คนดังคัดลอก

มรภ.สุรินทร์ เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมนิทรรศการและการประกวดผลงาน CWIE

มรภ.สุรินทร์ เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมนิทรรศการและการประกวดผลงาน CWIE

มรภ.สุรินทร์ เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมนิทรรศการและการประกวดผลงาน CWIE

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ฉลอง สุขทอง อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เป็นประธานเปิดโครงการกิจกรรมนิทรรศการและประกวดผลงานสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) ดีเด่น ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉยงเหนือตอนล่าง ประจำปี 2568 (Lower Northeastern Cooperative Education Network : LNCEN) ซึ่งในปีนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม ณ ห้องประชุมบันทายศรี ชั้น 3 คณะวิทยาการจัดการ (อาคาร 44) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ดำเนินงานโดยสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

โดยในกิจกรรมมีการบรรยายพิเศษเรื่อง CWIE – กลไกสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อการรับรองหลักสูตรและหลักประกันคุณภาพหลักสูตร” และกิจกรรมการประกวดนิทรรศกาลผลงานโครงการสหกิจศึกษาในรูปแบบโปสเตอร์ (Poster) และนำเสนอผลงานประเภทโครงงานสหกิจศึกษา ประกอบด้วย กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์และการจัดการ กลุ่มนวัตกรรมสหกิจศึกษา และกลุ่มนานาชาติ

ม.เกษตร เข้าเยี่ยมชมดำเนินงานโครงการ Sun’Agri เพื่อการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

ม.เกษตร เข้าเยี่ยมชมดำเนินงานโครงการ Sun’Agri เพื่อการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

ม.เกษตร เข้าเยี่ยมชมดำเนินงานโครงการ Sun’Agri เพื่อการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โครงการต้นแบบ – ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี มก. พร้อมคณะผู้บริหารและคณาจารย์ มก. เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการ Sun’Agri ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการต้นแบบด้านเทคโนโลยี AgriPV (Agrivoltaics) หรือการผสานระบบผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน โดยมี Mr. Didier Desplanche Rector of ECAM LaSalle และคณะผู้บริหารจาก ECAM LaSalle สาธารณรัฐฝรั่งเศส ให้หารต้อนรับ

สจล.เปิดศูนย์ ‘K-EQSAN’ ตรวจจุดเสี่ยง ยกระดับความปลอดภัยอาคาร

สจล.เปิดศูนย์ ‘K-EQSAN’ ตรวจจุดเสี่ยง ยกระดับความปลอดภัยอาคาร

สจล.เปิดศูนย์ ‘K-EQSAN’ ตรวจจุดเสี่ยง ยกระดับความปลอดภัยอาคาร

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประกาศเปิดตัวศูนย์วิเคราะห์โครงสร้างรับแรงแผ่นดินไหว (KMITL Earthquake Structural Analysis Nexus หรือ K-EQSAN) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยและวิเคราะห์โครงสร้างอาคารเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารทั่วประเทศ แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่พื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.2 ริกเตอร์ในเมียนมาเมื่อปี พ.ศ. 2568 ที่ส่งผลกระทบมายังกรุงเทพฯ ทำให้อาคารหลายแห่งสั่นสะเทือนและเกิดรอยร้าวสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชน จึงจำเป็นต้องตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับโครงสร้างอาคารในประเทศ  

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์ K-EQSAN สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสถาบันในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารภายใต้แรงแผ่นดินไหว ซึ่งจะช่วยลดความตื่นตระหนกของผู้ใช้งานอาคารและส่งเสริมการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องในสถานการณ์ฉุกเฉิน อีกทั้ง ภายหลังจากแผ่นดินไหว ผู้ใช้งานอาคารก็ยังวิตกกังวลต่อกับรอยร้าวหลากหลายประเภทที่เกิดขึ้นกับตัวอาคาร ซึ่งถึงแม้ว่า รอยร้าวถ้าไม่ได้เกิดขึ้นกับโครงสร้างหลักนั้น จะไม่จำเป็นต้องกังวลมาก แต่ความไม่แน่ใจของผู้ใช้อาคารก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้น สจล. ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านโครงสร้างภายใต้แรงแผ่นดินไหวโดยตรง จะเป็น ศูนย์กลางด้านการวิเคราะห์โครงสร้างภายใต้คลื่นแผ่นดินไหว เสนอแนวทางการป้องกัน รวมทั้งการเสริมกำลังให้กับตัวอาคาร และถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมไทยได้ในวงกว้าง

ผศ.ดร.ณัฎฐ์ดนัย สินสมุทรผดุง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สจล. กล่าวถึง หลักการออกแบบโครงสร้างรับแรงแผ่นดินไหวว่า โครงสร้างภายใต้แรงแผ่นดินไหวนั้น ย่อมเกิดความให้เสียหายได้ แต่ต้องไม่พังทลาย พร้อมยกตัวอย่าง ความสำคัญของความเหนียว (Ductility) ของโครงสร้าง ซึ่งจะสามารถทำให้ผู้ใช้งานอาคารมีเวลาในการหลบหนีออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น ถ้าผู้ใช้งานอาคารมีความเชื่อมั่นว่า ภายใต้แรงแผ่นดินไหวอาคารอาจจะมีความเสียหายแต่ไม่พังทลายทันที ก็จะสามารถปฏิบัติตัวภายใต้สถานการณ์แผ่นดินไหวและสามารถหลบหนีออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัย ทัั้งนี้ การที่จะสร้างความมั่นใจดังกล่าวนั้น จริง ๆ แล้วมีองค์ความรู้และนวัตกรรมอยู่หลายประเภทที่สามารถทำได้ เช่น การเพิ่มความเหนียว (Ductility) ของอาคารด้วยเหล็กปลอก, ชิ้นส่วนสลายพลังงาน (Damper) และ ระบบแยกฐานอาคาร (Isolator) ซึ่งปัจจุบัน เทคโนโลยีดังกล่าวยังมีราคาที่สูง อีกทั้ง การติดตั้งจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์อย่างชัดเจนเพื่อให้นวัตกรรมดังกล่าวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น ศูนย์ K-EQSAN จะรับบทบาทในการวิเคราะห์อาคารด้วยคลื่นแผ่นดินไหวโดยตรง ผู้ที่สนใจสามารถนำแบบก่อสร้างอาคารมาให้ศูนย์วิเคราะห์ได้ว่า โครงสร้างจะสามารถรับแรงแผ่นดินไหวในอนาคตได้หรือไม่ และถ้าอาคารมีโอกาสที่จะเสียหายก็จะสามารถแนะนำแนวทางและตำแหน่งของการเสริมกำลังให้ได้ นอกจากนี้ สำหรับอาคารที่มีอายุมากและไม่มีแบบก่อสร้าง ทางศูนย์ก็สามารถจัดหาทีมงานในการสำรวจโครงสร้างเพื่อสร้างแบบจำลองได้เช่นเดียวกัน

ผศ.ดร.ภาณุมาศ ไทรงาม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวถึง ในปัจจุบันนวัตกรรมป้องกันแผ่นดินไหวยังมีราคาที่สูง ดังนั้น สจล. จึง ได้พัฒนานวัตกรรมดังกล่าวจากวัสดุในประเทศซึ่งรวมไปถึงวัสดุจากธรรมชาติ เพื่อให้นวัตกรรมดังกล่าวสามารถเข้าถึงได้อย่างสมบูรณ์ภายในประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น ชิ้นส่วนสลายพลังงานจากแรงเสียดทาน (Friction Damper) ซึ่งผลิตโดยวัสดุในประเทศ, การเสริมกำลังของเสาเพื่อรับแรงแผ่นดินไหวโดยใช้เส้นใยธรรมชาติ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการแสดงตัวอย่างผลการวิเคราะห์โครงสร้างด้วยคลื่นแผ่นดินไหว ซึ่งผลการวิเคราะห์สามารถระบุตำแหน่งของความเสียหายในอาคารได้ และยังสามารถทำการทดลองเสริมกำลังด้วยชิ้นส่วนสลายพลังงานลงไปแบบจำลองอาคารเพื่อยืนยันประสิทธิภาพของชิ้นส่วนได้อีกด้วย ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีเหล่านี้ ศูนย์ K-EQSAN สจล. มุ่งหวังสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของอาคาร ผู้ใช้อาคาร และพร้อมให้คำปรึกษาแนวทางการเสริมกำลังโครงสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ

จากที่กล่าวมาทั้งหมดอาจสรุปวิธีการป้องกันแก้ไขได้ 3 ขั้นตอน คือ 1.การออกแบบการก่อสร้างป้องกันอาคารรองรับแรงสั่นสะเทือน โดยมีผลงานวิจัยที่ชื่อว่า ตัวสลายพลังงาน (แดมเปอร์) ชนิดแรงเสียดทานด้วยวัสดุทางธรรมชาติเพื่อความยั่งยืน ซึ่งคุณสมบัติในการเพิ่มค่าความหน่วง เพื่อสลายพลังงานแผ่นดินไหวที่กระทำต่ออาคาร มีค่าสัมประสิทธิ์เสียดทานคงที่ประมาณ 0.50-0.75 มีความคงทนต่อการใช้งาน และในกรณีที่ถูกใช้งานจากแรงแผ่นดินไหวกระทำซ้ำๆ สามารถเปลี่ยนแผ่นแรงเสียดทานได้ง่าย 2.การออกแบบเสริมกำลังอาคาร โดยมีผลงานวิจัยเรื่อง “การเสริมกําลังโครงสร้างคอนกรีตด้วยเส้นใยธรรมชาติ ซึ่งคอนกรีตด้วยเส้นใยธรรมชาติมีคุณสมบัติที่สำคัญคือสามารถเปลี่ยนรูปแบบการวิบัติของอาคารจากเดิมคือ brittle failure (การวิบัติแบบเปราะ, แบบฉับพลันทันที) เป็น ductile failure (แบบเหนียว,แบบชะลอ) ซึ่งเป็นการวิบัติแบบที่ผู้อาศัยเห็นสัญญาณเตือนก่อนและมีเวลาหนีออกจากอาคารได้มากขึ้น สามารถเพิ่มกำลังการรับแรงอัดคอนกรีตได้ ประมาณ 10-20% จากกำลังของคอนกรีตเดิม และสามารถเพิ่มความเหนียวให้กับโครงสร้างคอนกรีตได้ประมาณ 1.5-2 เท่าของความเหนียวเดิม 3.การซ่อมแซมแก้ไขตัวอาคารหลังจากแผ่นดินไหว หรือแรงสั่นสะเทือน ทั้งนี้การแก้ไขต้องเป็นไปตามหลักของวิศวกร และผู้เชี่ยวชาญที่วางแผนและปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับแต่ละอาคารที่มีลักษณะแตกต่างกันไป

การจัดตั้งศูนย์วิเคราะห์โครงสร้างรับแรงแผ่นดินไหว (K-EQSAN) ถือเป็นก้าวสำคัญของ สจล. ในการเสริมสร้างความตระหนักรู้และความมั่นใจในความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารทั่วประเทศ ศูนย์ฯ พร้อมให้คำปรึกษาในด้านการเสริมกำลังให้กับอาคารและโครงสร้างทุกประเภท นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมการป้องกันแผ่นดินไหวที่มีราคาย่อมเยา โดยใช้วัสดุภายในประเทศและวัสดุจากธรรมชาติ เพื่อให้เจ้าของอาคารสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ยังครอบคลุมการให้บริการในการวิเคราะห์อาคารภายใต้ภัยพิบัติอื่นๆ เช่น พายุ เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้กับโครงสร้างอาคารในทุกสถานการณ์

ผู้บริหาร มทร.ล้านนา ลงพื้นที่ติดตามโครงการสนองงานศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ จ.เชียงราย

ผู้บริหาร มทร.ล้านนา ลงพื้นที่ติดตามโครงการสนองงานศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ จ.เชียงราย

ผู้บริหาร มทร.ล้านนา ลงพื้นที่ติดตามโครงการสนองงานศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ จ.เชียงราย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์วิเชษฐ ทิพย์ประเสริฐ รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชไมพร รัตนเจริญชัย ผู้อำนวยการสำนักงานบริหาร มทร.ล้านนา เชียงราย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อภิชาติ ชิดบุรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร มทร.ล้านนา ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานของโครงการสนองงานศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการติดตามงานด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์พืช และโครงการผลิตผลสดด้านพันธุ์พืช ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยฯ และศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ เพื่อสนับสนุนภารกิจของมูลนิธิชัยพัฒนา และส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการพัฒนางานวิจัยด้านเกษตรกรรมของไทยอย่างยั่งยืน

นักศึกษา มทร.กรุงเทพ ร่วมเป็นผู้ช่วยโครงการวิจัยฯ หลักสูตรการทำแพตเทิร์นเสื้อและกางเกงบุรุษเบื้องต้น

นักศึกษา มทร.กรุงเทพ ร่วมเป็นผู้ช่วยโครงการวิจัยฯ หลักสูตรการทำแพตเทิร์นเสื้อและกางเกงบุรุษเบื้องต้น

นักศึกษา มทร.กรุงเทพ ร่วมเป็นผู้ช่วยโครงการวิจัยฯ หลักสูตรการทำแพตเทิร์นเสื้อและกางเกงบุรุษเบื้องต้น

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พัฒนาทักษะ – ผศ.ดร.ธนกฤต แก้วพิลารมย์ พร้อมด้วยอาจารย์อรปรียา ฤทธิโชติ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีเสื้อผ้าและแพตเทิร์น นำนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีเสื้อผ้าและแพตเทิร์นร่วมเป็นผู้ช่วยโครงการวิจัย “การศึกษาหลักสูตรนำร่องเพื่อพัฒนาทักษะงานหัตถศิลป์สำหรับงานแฟชั่น“ หลักสูตรการทำแพตเทิร์นเสื้อและกางเกงบุรุษเบื้องต้น ณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง และนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม