ศธ.สั่งทบทวนงบ 1,600 ล้าน โครงการ Digital Skill เพื่อลดความซ้ำซ้อนและระบบไม่เชื่อมโยง

ศธ.สั่งทบทวนงบ 1,600 ล้าน โครงการ Digital Skill เพื่อลดความซ้ำซ้อนและระบบไม่เชื่อมโยง

ศธ.สั่งทบทวนงบ 1,600 ล้าน โครงการ Digital Skill เพื่อลดความซ้ำซ้อนและระบบไม่เชื่อมโยง

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.37 น.

“ประเสริฐ” เผย ศธ.สั่ง “ทบทวนและเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ Digital Skill/Credit Portfolio” งบ 1.6 พันล้านบาท เพื่อลดความซ้ำซ้อนและระบบไม่เชื่อมโยง

6 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงศึกษาธิการ  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) แถลงข่าว “การทบทวนโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะ และเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital Skill/Credit Portfolio: Empowering Educations)” ว่า ตามที่ตนได้มีข้อสั่งการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ให้ตั้งคณะทำงานพิจารณาทบทวน “โครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะ และเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital Skill/Credit Portfolio: Empowering Educations)” อย่างละเอียดในทุกมิติแล้วนั้น ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้ทำการตรวจสอบเชิงลึก และนำเสนอผลการพิจารณาต่อคณะกรรมการฯในวันนี้  รวมถึงตนได้รับฟังข้อสังเกตจากคณะกรรมาธิการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรอย่างรอบด้าน และได้รับฟังความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ช่วงพิจารณางบประมาณ 2570 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นว่าหลายข้อสังเกตนั้นเป็นข้อสังเกตที่เราได้นำมาพิจารณา  กระทรวงศึกษาธิการจึงมีมติ  “ทบทวนโครงการ และเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ ” โดนดำเนินการให้สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เพื่อให้การบูรณาการในการทำงานของ กระทรวงอว. และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ระบบข้อมูล สามารถ เชื่อมต่อ และใช้งานร่วมกันได้ อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว โดยมีสาระสำคัญจากผลการทบทวน ดังนี้ 

1. ประเมินโครงการเก่าเพื่อลดความเสี่ยงด้านความซ้ำซ้อนกับโครงการ  NDLP  โดยคณะกรรมการฯ ได้รับรายงานจาก สพฐ.แล้ว และได้มีข้อเสนอให้พิจารณาทบทวนและประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ  National Digital Learning Platform (NDLP) ที่มีอยู่เดิมให้รอบคอบ ก่อนที่จะพิจารณาลงลงทุนสร้างแพลตฟอร์มใหม่ (Digital Skill/Credit Portfolio)) เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน

2. มติคณะกรรมการทบทวนโครงการและเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ  มีมติให้ทบทวนโครงการและเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อการใช้งบประมาณแผ่นดิน  คณะกรรมการฯ และสพฐ.  ได้เสนอแนวทางให้ “ทบทวน และเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ” โดยมีมาตรฐานการปฏิบัติ ดังนี้ 

1.เปลี่ยนแปลงโครงการและยกเลิกร่างขอบเขตของงาน(TOR) เดิม เพื่อให้เกิดการคุ้มค่าสูงสุดในการใช้งบประมาณ

2.เพิ่มวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับนโยบายการยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เช่น ผลคะแนนการสอบ PISA ที่จะเกิดขึ้นในปี 2029 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า และการพัฒนา AI Literacy 

3.ให้มีแนวทางเพื่อให้เกิดการบูรณาการ เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม ของกระทรวงอว. แบบไร้รอยต่อ ในการทำงานร่วมกัน

4. ซึ่งรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงโครงการ จะนำเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป โดยให้เป็นไปตามระเบียบ และขั้นตอนทางกฎหมาย โดยที่จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 หรือให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีงบประมาณ2569 นี้ ดังนั้น หลังจากนี้ สพฐ. ไปจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอตามขั้นตอน 

นายประเสริฐ ย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมรับฟังข้อเสนอและการตรวจตรวจสอบจากทุกภาคส่วน การการตัดสินใจทบทวนและการเปลี่ยนแปลงโครงการในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันที่สำคัญว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญสูงสุดกับการลดความซ้ำซ้อน การบูรณาการข้อมูล การเชื่อมโยงระบบ และการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างคุ้มค่า ทุกบาททุกสตางค์ของประชาชน เพื่อนำไปเพื่อยกระดับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างแท้จริงต่อไป

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับ วงเงินงบประมาณ ที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงการ เป็นงบที่ยึดตามวงเงินเดิมซึ่งเป็นงบผูกพัน 3 ปีงบประมาณ จำนวน 1,600 ล้านบาท 

“การปรับเปลี่ยนโครงการครั้งนี้ เราจะเน้นการพัฒนาภาพรวมคุณภาพการศึกษาของนักเรียนทั่วประเทศ ยกตัวอย่างเช่น การยกระดับคุณภาพการศึกษาพื้นฐาน การพัฒนา AI Literacy และผลการสอบ PISA ในปี 2029 ที่มีความท้าทาย  ซึ่งขณะนี้สพฐ.กำลังดำเนินการร่างทีโออาร์ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้“

K-Engineering World 2026 ปิดฉากยิ่งใหญ่ กระแสตอบรับล้นหลาม ผู้ร่วมงานจากทั่วประเทศกว่า 38,069 คน

K-Engineering World 2026 ปิดฉากยิ่งใหญ่ กระแสตอบรับล้นหลาม ผู้ร่วมงานจากทั่วประเทศกว่า 38,069 คน

K-Engineering World 2026 ปิดฉากยิ่งใหญ่ กระแสตอบรับล้นหลาม ผู้ร่วมงานจากทั่วประเทศกว่า 38,069 คน

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

“K-Engineering World 2026” เปิดโลกวิศวกรรมแห่งอนาคต วิศวะลาดกระบังจับมือ อว. ชู “รถไฟไทยทำ” โชว์นวัตกรรมเปลี่ยนโลก

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมจารึกประวัติศาสตร์เทคโนโลยีไทย ส่งมอบตู้โดยสารรถไฟต้นแบบ “รถไฟไทยทำ” ฝีมือคนไทยอย่างเป็นทางการให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พร้อมเปิดฉากมหกรรมนวัตกรรมและการทดสอบสมรรถนะระดับประเทศ “K-Engineering World 2026” อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 3 – 5 กรกฎาคม 2569 ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. เพื่อโชว์ศักยภาพงานวิจัยไทยที่พร้อมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและสังคมอย่างยั่งยืน

พิธีส่งมอบขบวนรถไฟโดยสารต้นแบบและเปิดงาน K-Engineering World Tour and Competency Challenge 2026 ในวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธี โดยมีนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับมอบขบวนรถต้นแบบ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารภาครัฐและสถาบันการศึกษา นำโดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภาสถาบัน สจล. และ รองศาสตราจารย์ ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. โดยได้ร่วมเดินทางบนรถไฟเที่ยวพิเศษปฐมฤกษ์ นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนจากสถานีต้นทางหัวลำโพงสู่สถานีรถไฟพระจอมเกล้าเพื่อเปิดงานอย่างเป็นทางการ

สำหรับ “รถไฟไทยทำ” ที่ส่งมอบในครั้งนี้ คือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมภายใต้นโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ คนไทยต้องได้ก่อน” เป็นตู้โดยสารระดับ Luxury Class ขนาด 25 ที่นั่ง ที่ผ่านการวิ่งทดสอบบนรางจริงมาแล้วกว่า 10,000 กิโลเมตร โครงสร้างตัวรถผลิตจากเหล็กรูปพรรณแบบโมดูลาร์ที่ช่วยลดน้ำหนักลงถึงร้อยละ 22 รองรับความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถทดแทนเทคโนโลยีนำเข้าด้วยการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ สูงถึงร้อยละ 44.1 และช่วยลดต้นทุนต่อตู้ลงได้ราวร้อยละ 30 ซึ่งการรถไฟฯ มีแผนเตรียมนำไปต่อยอดใช้จริงในเส้นทางท่องเที่ยวระยะ 200–500 กิโลเมตร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เปิดเผยว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม งานวิจัยของมหาวิทยาลัยต้องตอบโจทย์ประเทศและสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็น AI หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เซมิคอนดักเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย”

ทางด้าน ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภาสถาบัน สจล. สะท้อนวิสัยทัศน์ในการยกระดับมหาวิทยาลัยไทยสู่เวทีโลก “สจล. มุ่งพัฒนาไปสู่มหาวิทยาลัยนวัตกรรมระดับโลก โดยมีคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นกำลังสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และสังคม เราเชื่อว่าการพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการพัฒนาคน งาน K-Engineering World Tour and Competency Challenge 2026 จึงเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสงานวิจัยและนวัตกรรมจริง จุดประกายแรงบันดาลใจ และสร้างนักวิจัย นักนวัตกรรม และวิศวกรรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ”

ภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีเปิด คณะผู้บริหารได้ร่วมเดินเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยระดับแนวหน้า ซึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ได้นำนวัตกรรมไฮไลต์ที่พร้อมเปลี่ยนอนาคตประเทศมาจัดแสดง ประกอบด้วย งานวิจัยสารหน่วงไฟชนิดออกฤทธิ์ยาวจากเถ้าแกลบ นวัตกรรมเชิงรุกกู้ภัยแล้งฉีดพ่นเคลือบใบไม้แห้งสกัดจากซิลิกาบริสุทธิ์ ลดการลุกลามของไฟป่าได้สูงถึง 83–93% เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5, ระบบตรวจจับพลาสมาบับเบิ้ล ระบบแจ้งเตือนความผิดปกติในชั้นบรรยากาศอวกาศล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัยในการนำร่องอากาศยานและระบบ GPS พร้อมต่อยอดสู่ระบบนำร่องลงจอดอัตโนมัติ (Auto Landing), รถแข่งไฟฟ้าสูตรนักศึกษาขับเคลื่อน 4 ล้อระบบมอเตอร์แยกอิสระ ยานยนต์ต้นแบบ Formula Student EV ด้วยระบบมอเตอร์ล้อ (In-Wheel Motor) สร้างแรงกดอากาศพลศาสตร์ได้ 200 นิวตัน, CiRA Quantum แพลตฟอร์มควอนตัมไฮบริด โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลขั้นสูงเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ดั้งเดิมเข้ากับควอนตัม รองรับระบบความปลอดภัยขั้นสูง (BYOK) และ เครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์บนแผ่นโลหะอัตโนมัติ รุ่นที่ 2 นวัตกรรมเพื่อสังคมระบบคอมพิวเตอร์เข็มพิมพ์เดี่ยว ลดต้นทุนและยกระดับความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลของผู้พิการทางการมองเห็น

นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ในฐานะแม่งานหลัก เปิดเผยถึงความตั้งใจในการจัดงานครั้งนี้ “เราเชื่อว่าการสร้างวิศวกรที่มีคุณภาพ ต้องเริ่มจากการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเองผ่านประสบการณ์จริง งานครั้งนี้จึงนำห้องปฏิบัติการและนวัตกรรมมาให้ลงมือปฏิบัติ พร้อมเชื่อมโยงกับโครงการ High Caliber Pathways ซึ่งคัดเลือกนักศึกษาโดยมุ่งประเมินสมรรถนะและความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าการวัดผลจากคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว เพื่อสร้างบุคลากรที่พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคต”

สำหรับงาน K-Engineering World Tour and Competency Challenge 2026 ในครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตลอด 3 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 3 – 5 กรกฎาคม 2569 ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. โดยได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นทลายสถิติกว่า 20,000 คนจากทั่วประเทศ ภายในงานอัดแน่นไปด้วย 5 กิจกรรมหลัก อาทิ World Engineering Tour เปิดบ้านชมห้องปฏิบัติการชั้นนำ, World Engineering Talk เสวนาจากวิศวกรตัวจริง และเวทีไฮไลต์อย่าง World Engineering High Caliber Engineering Competency Test เวทีทดสอบความรู้พื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้น ม.4 – ม.6 ซึ่งผู้ที่ทำคะแนนผ่านเกณฑ์และเข้าร่วม Competency Lab จะได้รับสิทธิ์พิเศษและ e-Certificate เพื่อนำไปใช้ยื่นสมัครเข้าศึกษาต่อในรอบ TCAS1 (Portfolio) โครงการใหม่ High Caliber Engineering Competency Test และรอบ TCAS2 ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ได้ทันที

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่ง ‘โอลิมปิกวิชาการ 2569’

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่ง ‘โอลิมปิกวิชาการ 2569’

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่ง ‘โอลิมปิกวิชาการ 2569’

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวเปิดตัวคณะผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 โดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนาวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (มูลนิธิ สอวน.) และ รศ.ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยผู้บริหาร คณะอาจารย์ และนักเรียนตัวแทนประเทศไทย จำนวน 12 สาขาวิชา รวม 61 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ

โดย นายประเสริฐ ได้เน้นย้ำนโยบายการศึกษาที่ให้โอกาสและบ่มเพาะผู้เรียนตามศักยภาพ ซึ่งมีความสำคัญในการพัฒนากำลังคนที่มีสมรรถนะสูงของประเทศ ให้ประเทศพร้อมรับมือกับโลกที่ผันผวน และยืนยันว่าโอลิมปิกวิชาการ เป็นโครงการที่กระตุ้นให้เยาวชนได้พัฒนาตนเองต่อไปให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ

”การไปเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการของเยาวชนไทยที่ผ่านมาก็สามารถคว้ารางวัลสำคัญๆกลับมาได้หลายรางวัล  การไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการครั้งนี้ ก็ขอให้ตัวแทนประเทศไทยใช้ความรู้ความสามารถให้เต็มที่ ก็ขอเป็นกำลังใจและขออวยพรให้ตัวแทนประเทศไทยคว้าชัยกลับมาเป็นของขวัญให้ประเทศ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิ สอวน. ยืนยันพันธกิจของมูลนิธิ สอวน. ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านการดำเนินงานของศูนย์ สอวน. ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 14 แห่ง และใน กรุงเทพฯ 5 แห่ง ซึ่งให้นักเรียนในจังหวัดต่างๆ และพื้นที่ห่างไกล ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางโอลิมปิกวิชาการ ให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพของตนเอง ขอให้กำลังใจนักเรียนผู้แทนประเทศไทย ให้มองไปไกลกว่าเหรียญรางวัล ไปสู่การต่อยอดด้านความรู้ สร้างประสบการณ์ชีวิต และให้พัฒนาตนเองอย่างไม่สิ้นสุด

ขณะที่ รศ.ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวว่า สสวท. ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศ ให้ครอบคลุมสำหรับนักเรียนทุกกลุ่ม และยังคงพัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนรู้และพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณเบื้องหลังผู้มีส่วนสนับสนุนโครงการนี้มาโดยตลอด รวมถึงการร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ผู้แทนประเทศไทยได้รับการพัฒนา ให้เป็นผู้นำทางการศึกษา วิจัย นวัตกรรม และกลับมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป

ทั้งนี้ ในปี 2569 มีนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยเดินทางไปแข็งขัน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี 2569  จำนวน 12 สาขาวิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ภูมิศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น วิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และโครงการ Asian Science Camp รวมจำนวน 61 คน ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – พฤศจิกายน นี้

โอลิมปิกวิชาการไม่ได้สิ้นสุดที่เหรียญทอง แต่เป็นการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย และเป็นจุดเริ่มของการบ่มเพาะกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติ ขอเชิญร่วมเป็นแรงใจให้กับนักเรียนผู้แทนประเทศไทย ได้มุ่งมั่น สร้างสรรค์ แก้ปัญหา บนเวทีโอลิมปิกวิชาการระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหว ผลการแข่งขัน และร่วมส่งแรงใจเชียร์ได้ผ่านทางเว็บไซต์ www. ipst.ac.th หรือเพจเฟซบุ๊ก “Olympic IPST” และสื่อประชาสัมพันธ์ของ ศธ., สสวท. และมูลนิธิ สอวน.         

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางชั้น แสงเดือน พร้อมครอบครัว เฝ้า ฯ

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางชั้น แสงเดือน พร้อมครอบครัว เฝ้า ฯ

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางชั้น แสงเดือน พร้อมครอบครัว เฝ้า ฯ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

6 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ วังสระปทุม พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางชั้น แสงเดือน พร้อมครอบครัว เฝ้าฯทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

​ถอดรหัส ‘วทจ. รุ่น 8’ เชื่อมโยงมิตรภาพไทย-จีน บนรากฐาน ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’

​ถอดรหัส ‘วทจ. รุ่น 8’ เชื่อมโยงมิตรภาพไทย-จีน บนรากฐาน ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’

​ถอดรหัส ‘วทจ. รุ่น 8’ เชื่อมโยงมิตรภาพไทย-จีน บนรากฐาน ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางกระแสคลื่นความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ที่หมุนไวและเต็มไปด้วยการแข่งขันทางเทคโนโลยี หลายครั้งที่ “ความสำเร็จ” มักถูกวัดมูลค่าด้วยตัวเลข เม็ดเงิน หรือความก้าวหน้าทางวัตถุแบบตะวันตก แต่หากมองย้อนกลับมายังฟากฝั่งอารยธรรมตะวันออก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง “ไทยและจีน” ที่หยั่งรากลึกมายาวนานกว่า 2,200 ปี สิ่งที่ตรึงให้สองชนชาติยังคงเติบโตและพึ่งพาอาศัยกันได้อย่างแน่นแฟ้น กลับไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของเมกะโปรเจกต์หรือมูลค่าการค้า หากแต่เป็น “คุณค่าทางจิตวิญญาณ” ที่ซ่อนอยู่ใน DNA ของผู้คนทั้งสองประเทศ

ความลึกซึ้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ของกระบวนการเรียนรู้และถอดรหัสอย่างเป็นระบบ ซึ่งถูกจุดประกายและส่งต่อผ่าน หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน (วทจ.) รุ่นที่ 8 โดย สถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ หลักสูตรที่รวบรวมเหล่าผู้บริหารระดับสูง คณาจารย์ และผู้นำองค์กรแถวหน้าของประเทศ มาร่วมกันเปิดประตูบานใหม่เพื่อศึกษา สัมผัส และเชื่อมโยงมิตรภาพไทย-จีนในทุกมิติ

ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ข้อมูลและองค์ความรู้ในชั้นเรียนของ วทจ. รุ่นที่ 8 ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในตำรา ทว่าถูกเปลี่ยนให้เป็น “ประสบการณ์ร่วม” ผ่านการเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน การเดินทางครั้งนั้นทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้เหล่านักศึกษา วทจ. 8 ได้เห็นจีนยุคใหม่แบบ 360 องศา ในแง่หนึ่งคือความตื่นตาตื่นใจต่อความสำเร็จทางเทคโนโลยี นวัตกรรมล้ำสมัย และโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก แต่อีกแง่หนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือการได้เห็นกลไกของรัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่สามารถบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนในการขับเคลื่อนแผนพัฒนา 5 ปี เพื่อขจัดความยากจนในชุมชนห่างไกลได้สำเร็จ โดยไม่ทิ้งรากเหง้าทางวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้เบื้องหลัง

ทั้งนี้ ในพิธีปิดการศึกษาหลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน รุ่นที่ ประธานรุ่น วทจ. 8 พร้อมผู้แทนรุ่น ได้มีการนำเสนอ บทสรุปรายงานวิจัย ซึ่งเป็นการตกผลึกทางปัญญาของนักศึกษาทั้งรุ่น โดยรายงานวิจัยฉบับนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพรวมทางเศรษฐกิจและการทูต แต่ยังเจาะลึกไปถึงโครงสร้างชุมชน ระบบคุณธรรม และสายสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์ที่เชื่อมโยงกันใน 6 ประเทศที่มีกลุ่มวัฒนธรรมไทย-จีนอาศัยอยู่ ถือเป็นเข็มทิศนำทางเล่มใหม่ที่พร้อมให้องค์กรภาครัฐและเอกชนนำไปปรับใช้ในการสร้างความร่วมมือไทย-จีนให้เกิดมิติที่ยั่งยืน

ภายในพิธีปิด ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเพื่อมอบประกาศนียบัตรมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ  และมอบประกาศนียบัตรมหาวิทยาลัยปักกิ่ง แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจำนวน 106 คน และมอบโล่นักศึกษาดีเด่นจำนวน 7 คน พร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษที่สร้างแรงบันดาลใจและให้แง่คิดอันลึกซึ้งแก่ผู้สำเร็จการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงแก่นแท้ของวิถีตะวันออกไว้อย่างน่าสนใจว่า “คุณค่าทางจิตวิญญาณของอารยธรรมตะวันออกนั้น มีความสำคัญกว่าความสำเร็จทางด้านวัตถุมาก คุณค่าทางจิตวิญญาณ มีความสำคัญกว่าเงินทองที่โลกตะวันตกเอามาใช้วัดความสำเร็จ แต่อารยธรรมไทย-จีนของเรา ใช้วัดกันที่เรื่องของคุณค่าทางจิตวิญญาณ ความซื่อสัตย์ ความเป็นคนดี และความมีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลกัน”

นอกจากนี้ ท่านองคมนตรี ยังได้หยิบยกคำนิยาม 5 คำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง อย่าง “จง ไท่ อี เจีย ชิง” ที่หมายถึง ไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน พร้อมฝากข้อคิดถึง วทจ. รุ่นที่ 8 ว่า ความสนิทสนมและน้ำใจที่เกิดขึ้นในรุ่นนี้คือ DNA สำคัญที่จะขับเคลื่อนความสัมพันธ์ของสองประเทศต่อไปในอนาคต

ขณะเดียวกัน นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน กล่าวว่า หลักสูตร วทจ. 8 ในปีนี้ไม่เพียงแต่สร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ระดับสากล แต่เราได้ร่วมกันสร้างเครือข่ายแห่งมิตรภาพที่แข็งแกร่ง เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความเข้าใจอันดีระหว่างไทย-จีน ให้เติบโตร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืนในยุคหน้า”

​HSBC นำทีมนิสิตจุฬาฯ คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 เวที ‘HSBC/HKU Business Case Challenge 2026’ ที่ฮ่องกง

​HSBC นำทีมนิสิตจุฬาฯ คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 เวที ‘HSBC/HKU Business Case Challenge 2026’ ที่ฮ่องกง

​HSBC นำทีมนิสิตจุฬาฯ คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 เวที ‘HSBC/HKU Business Case Challenge 2026’ ที่ฮ่องกง

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ส่งทีม Prosper Consulting จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ชนะจากการประกวดสุดยอดแผนธุรกิจ HSBC Thailand Business Case Competition เป็นตัวแทนไทยเข้าร่วมการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026” ที่ฮ่องกง พร้อมคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เฉือน 23 ทีมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจาก 20 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้สำเร็จ สะท้อนศักยภาพและความเป็นเลิศเด็กไทยที่สามารถคิดวิเคราะห์และพัฒนาแผนธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมทัดเทียมนานาชาติ

ทั้งนี้ การประกวดสุดยอดแผนธุรกิจ HSBC Thailand Business Case Competition จัดโดยธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาในประเทศไทยได้เสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา และการทำงานเป็นทีม ตลอดจนใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานและนำเสนอแผนธุรกิจ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับการศึกษาและโลกการทำงานจริงในอนาคต โดยตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา มีนิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีกว่า 3,900 คนเข้าร่วมการแข่งขัน โดยผู้ชนะจากเวทีระดับประเทศจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge ณ ฮ่องกง ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีการแข่งขันสุดยอดแผนธุรกิจจระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของโลก

โดยในปีนี้ ทีม Prosper Consulting จากหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ซึ่งประกอบด้วย น.ส.ภสินี ทองชัชวาล น.ส.สุวภัทร บัตรสมบูรณ์ น.ส.พัทธ์มน สรเศรษฐ์สกุล และนายอธิภัทร บุญชำนาญ ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขัน HSBC Thailand Business Case Competition 2026 และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันในระดับภูมิภาค

ในการแข่งขันระดับภูมิภาคปีนี้ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้รับรางวัลชนะเลิศ ขณะที่ทีม Prosper Consulting ตัวแทนประเทศไทยจากจุฬาฯ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 พร้อมรับเงินรางวัล 5,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ 160,000 บาท) โดยมีทีมจาก Bangladesh University และ University of Colombo ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ

นายจอร์โจ กัมบา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย กล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ทีมจากไทยสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026 ณ ฮ่องกง และสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้สำเร็จ โดยเข้าใกล้การสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์รายการนี้ให้กับประเทศไทย ความสำเร็จในครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันโดดเด่นของนิสิตนักศึกษาไทยบนเวทีระดับโลก

“เรามีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของผู้นำทางธุรกิจรุ่นใหม่ของประเทศไทย การประกวดแผนธุรกิจนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสร้างเครือข่ายและเข้าถึงโอกาสของโลกธุรกิจระดับโลกที่มีการแข่งขันเข้มข้นมากขึ้น โดยปัจจุบัน นิสิตนักศึกษาที่เคยเข้าร่วมโครงการฯ ในอดีตได้ทำงานในสถาบันการเงินชั้นนำ บริษัทที่ปรึกษา และบรรษัทข้ามชาติระดับโลก รวมถึงมีจำนวนไม่น้อยที่ได้ก่อตั้งธุรกิจของตนเอง โดยพวกเขาเหล่านั้นมักกล่าวถึงการแข่งขันนี้ว่าเป็นแรงผลักดันสำคัญที่วางรากฐานต่อการพัฒนาวิชาชีพของพวกเขา ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง” นายจอร์โจ กัมบา กล่าว

น.ส.ภสินี ทองชัชวาล ทีม Prosper Consulting จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้ช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา พร้อมทั้งเปิดมุมมองใหม่ๆ ในการแก้ไขโจทย์ธุรกิจระดับนานาชาติ พวกเรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถนำรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 กลับมาสู่ประเทศไทยได้

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในการแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติ และตอกย้ำความมุ่งมั่นของธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ในการส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่เยาวชน การสนับสนุนการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เปิดโอกาสการเรียนรู้ระดับสากล และเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่สามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในอนาคต

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ร่วมอุปสมบทหมู่พระภิกษุสงฆ์ น้อมถวายพระกุศล ‘พระองค์ภา’

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ร่วมอุปสมบทหมู่พระภิกษุสงฆ์ น้อมถวายพระกุศล ‘พระองค์ภา’

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ร่วมอุปสมบทหมู่พระภิกษุสงฆ์ น้อมถวายพระกุศล ‘พระองค์ภา’

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.24 น.

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และผู้บริหาร ร่วม อุปสมบทหมู่ 47 รูป ข้าราชการร่วมบวชชีพราหมณ์ ถวายพระกุศลและสำนึกในพระกรุณาธิคุณสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ

วันที่ 4 ก.ค. 2569 กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม จัดโครงการอุปสมบทหมู่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 47 รูป และบวชชีพราหมณ์ เพื่อน้อมถวายพระกุศลและแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส 

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–10 กรกฎาคม 2569 ณ วัดศรีวัฒนธรรมาราม ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีผู้บริหารและบุคลากรกรมราชทัณฑ์เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
พลอากาศเอกสมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ พร้อมด้วยพลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีบรรพชาอุปสมบทครั้งนี้
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดมอบหมายให้เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เป็นผู้แทนประทานผ้าไตรจีวรแก่กรมราชทัณฑ์ โดยมีพันตำรวจโทประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมคณะเข้าเฝ้ารับ เพื่อนำมาใช้ในพิธีครั้งนี้

พันตำรวจโทประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ทรงมีพระกรุณาธิคุณต่อกิจการราชทัณฑ์เป็นอันมาก ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านการยุติธรรมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การพัฒนาศักยภาพ การบำบัดฟื้นฟูพฤตินิสัย และการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยผู้ต้องขังคืนสู่สังคม
โครงการอุปสมบทหมู่ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้บริหารและบุคลากรกรมราชทัณฑ์ได้ศึกษาธรรมะ ขัดเกลาจิตใจ พัฒนาคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อนำหลักศีล สมาธิ ปัญญา ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการ และช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป กรมราชทัณฑ์จะน้อมนำพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและการสร้างโอกาสให้คืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน มาขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

กยศ. ชวนผู้กู้ 3.6 ล้านบัญชี ส่งมอบอนาคตให้ รุ่นน้อง

กยศ. ชวนผู้กู้ 3.6 ล้านบัญชี ส่งมอบอนาคตให้ รุ่นน้อง

กยศ. ชวนผู้กู้ 3.6 ล้านบัญชี ส่งมอบอนาคตให้ รุ่นน้อง

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

กยศ. ชวนผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ส่งมอบอนาคตให้รุ่นน้อง ด้วยการชำระเงินคืนภายใน 5 กรกฎาคม

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอเชิญชวนผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ชำระเงินคืนเพื่อส่งมอบอนาคตทางการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษารุ่นน้อง โดยผู้กู้ยืมที่ชำระรายปี สามารถชำระได้ภายในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้ สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ขอให้ชำระเงินคืนภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน ตามเงื่อนไขของสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

กยศ.

วันที่ 4 ก.ค.2569 นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “เนื่องจากวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันครบกำหนดชำระเงินคืน กยศ. สำหรับการผ่อนชำระรายปี ซึ่งในปีนี้มีผู้กู้ยืมเงินที่จะต้องชำระเงินคืนประมาณ 3.6 ล้านบัญชี  กยศ. จึงขอเชิญชวนให้ผู้กู้ยืมเงินชำระเงินคืนภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ขอให้ชำระเงินคืนภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน ตามเงื่อนไขของสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และเป็นไปตามข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับ กยศ. ทั้งนี้ กยศ. ได้มีการส่งหนังสือแจ้งภาระหนี้ มีข้อความแจ้งทาง SMS และ Notification ผ่านแอปพลิเคชัน กยศ. Connect ให้ผู้กู้ยืมเงินทราบ โดยผู้กู้ยืมเงินสามารถชำระเงินผ่านช่องทาง Mobile Banking ของทุกธนาคารด้วยการสแกน QR code ซึ่งจ่ายได้สะดวกทุกที่ทุกเวลา และผู้กู้ยืมเงินสามารถดูช่องทางการชำระอื่นๆ ได้ที่เว็บไซต์ http://www.studentloan.or.th

“ปัจจุบัน กยศ. มีนักเรียน นักศึกษาที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาไปแล้วจำนวนกว่า 7.4 ล้านราย เป็นเงินกู้ยืมกว่า 8 แสนล้านบาท กยศ. ขอขอบคุณผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ทุกท่านที่ชำระเงินคืน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งมอบอนาคตทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้องต่อไป” นางอัญชลี กล่าว

กยศ.

พบแหวนทองคำมีจารึก อายุ 2 พันปี ขณะเก็บโครงกระดูกและโบราณวัตถุ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

พบแหวนทองคำมีจารึก อายุ 2 พันปี ขณะเก็บโครงกระดูกและโบราณวัตถุ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

พบแหวนทองคำมีจารึก อายุ 2 พันปี ขณะเก็บโครงกระดูกและโบราณวัตถุ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

เจอเพิ่ม ’แหวนพราหมี‘ อายุ2พันปี! ’ปธ.กมธ.ศาสนาฯ‘ เผยคืบหน้าสำรวจแหล่ง ’โบราณคดีดอนยายหอม’ ดันเป็น ‘พิพิธภัณฑ์กลาง’ แห่งแรกของ ’เพชรบุรี‘ พร้อมหนุน ‘พระนครคีรี’ ขึ้น ’มรดกโลก‘

นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขุดค้นพบแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรีว่า  ล่าสุด ทีมนักโบราณคดีได้พบแหวนทองคำเพิ่มอีก 2 วง โดยหนึ่งในนั้นเป็นแหวนตราประทับที่ส่วนหัวแหวนสลักอักษร “พราหมี” อายุราว 1,900-2,100 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ชาวบ้านพบกลองมโหระทึกเป็นจุดเริ่มต้น ก่อนจะขุดเพิ่มพบกลองมโหระทึกรวม 5 ใบ โครงกระดูกมนุษย์โบราณ 8 โครง และคาดว่าเป็นโครงที่ 9 เป็นโครงกระดูกเด็ก รวมทั้งเครื่องประดับล้ำค่า เช่น กำไล แหวนทองคำ ภาชนะสำริด และลูกปัดโบราณ  นักโบราณคดีระบุว่าเป็นสถานที่แรกในไทยที่พบโบราณสถานและโบราณวัตถุจำนวนมาก โดยเตรียมของบประมาณสนับสนุนจากกรมศิลปากร เพื่อทำการขุดค้นศึกษาต่อไป อย่างไรก็ตามเนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูฝน จึงเร่งเคลื่อนย้ายโครงกระดูกไปเก็บรักษาชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์ในจังหวัดปทุมธานี และหลังพ้นฤดูฝนจะนำโบราณวัตถุกลับมาจัดนิทรรศการให้ประชาชนในจังหวัดเพชรบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงได้เข้าชม

“ดิฉันในฐานะคนจังหวัดเพชรบุรี และประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ เห็นว่าจังหวัดเพชรบุรีมีมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจำนวนมาก แต่ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์กลางของจังหวัด โบราณวัตถุและของดีของเมืองเพชรบุรีส่วนใหญ่ต้องไปจัดเก็บและจัดแสดงอยู่ที่จังหวัดอื่น เนื่องจากในพื้นที่ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์รองรับที่เหมาะสม ส่วนพิพิธภัณฑ์เดิมบนพระนครคีรี มีข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง ซึ่งผู้สูงอายุเข้าถึงได้ยาก จึงอยากให้กรมศิลปากรสนับสนุนในเรื่องนี้ด้วย” นางธิวัลรัตน์ กล่าว

ประธาน กมธ.การศาสนาฯ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ทางอธิบดีกรมศิลปากร เตรียมผลักดันพระนครคีรีขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยตั้งคณะทำงานที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อศึกษาผลกระทบอย่างละเอียดว่าการเป็นมรดกโลกจะส่งผลต่อการจัดงานพระนครคีรี ที่จัดขึ้นทุกปี และมีผู้ร่วมงานนับหมื่นคนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดยินดีหากมีงบประมาณเข้ามาสนับสนุนการบูรณะซ่อมแซมให้ดียิ่งขึ้น คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดเชียงใหม่จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จึงขอเชิญชวนทุกจังหวัดที่มีศักยภาพเชื่อมโยงข้อมูลกับคณะกรรมาธิการฯ เพื่อผลักดันแหล่งมรดกของไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี รายงานว่า  นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ได้มอบหมายให้นางนิภา สังคนาคินทร์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี นำทีมนักโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญ ดำเนินการเก็บหลักฐานทางโบราณคดีได้แก่ ชิ้นส่วนโครงกระดูกมนุษย์และโบราณวัตถุที่พบขึ้นจากหลุมขุดค้น แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี เนื่องจากหลุมขุดค้นประสบปัญหาน้ำใต้ดิน ความเค็ม และความชื้นแฉะจากฤดูฝน ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้โครงกระดูกเปื่อยยุ่ยและโบราณวัตถุประเภทสำริดผุกร่อน จึงต้องเร่งเก็บเพื่อนำส่งไปอนุรักษ์ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ของกรมศิลปากร

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ในระหว่างการจัดเก็บโครงกระดูกและโบราณวัตถุ นักโบราณคดี ได้พบแหวนทองคำเพิ่มอีก จำนวน 2 วง จากโครงกระดูกหมายเลข 4 โดยหนึ่งวงพบว่าส่วนหัวแหวน มีการสลักอักษรโบราณ เป็นลักษณะของแหวนตราประทับ เบื้องต้น ดร.อุเทน วงศ์สถิต คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านภาษาโบราณ กรมศิลปากร สันนิษฐานว่าเป็นอักษรอินเดียโบราณพราหมี อายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 5 – 7 หรือประมาณ 1,900 – 2,100 ปีที่ผ่านมา อ่านว่า “ปุสรขิตส” แปลว่า “ของปุสรขิตะ” หมายถึงผู้ที่ถูกรักษาโดยฤกษ์หรือดาวปุษยะ สันนิษฐานว่า เจ้าของแหวนน่าจะอยู่ในวรรณะแพศย์ (พ่อค้า) ส่วนแหวนอีกหนึ่งวง ไม่มีลวดลายประดับตกแต่ง ทั้งนี้ เคยมีการค้นพบอักษรพราหมีบนตราประทับและเครื่องประดับมาแล้วในแหล่งโบราณคดีบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ แหล่งโบราณคดีคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และแหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร เป็นต้น ปัจจุบันทางสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ได้ดำเนินการส่งมอบแหวนทองคำทั้งสองวงให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี เก็บรักษาไว้เพื่อเตรียมการอนุรักษ์และศึกษาต่อไป

สำหรับการดำเนินงานเก็บโบราณวัตถุที่เป็นโครงกระดูกมนุษย์แบ่งเป็น 2 แนวทาง โดยจัดเก็บเป็นรายชิ้นส่วนสำหรับโครงกระดูกกลุ่มที่ 1 คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ และการจัดเก็บแบบยกทั้งแท่นดินขึ้นจากหลุมขุดค้น สำหรับกลุ่มโครงกระดูกกลุ่มที่ 2 โดยมีทีมนักวิทยาศาสตร์ กรมศิลปากรร่วมกำกับดูแลและใช้วิธีผนึกโครงกระดูกเพื่อป้องกันการเสียสภาพ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนโครงกระดูกที่พบล่าสุด ที่สันนิษฐานว่าเป็นโครงกระดูกเด็กมีสภาพค่อนข้างเปื่อยและมีภาชนะสำริดขนาดใหญ่วางอยู่บริเวณกลางลำตัว จะใช้วิธียกขึ้นทั้งแท่นเพื่อความปลอดภัยและรักษาสภาพเอาไว้ให้ได้มากที่สุด คาดว่าภารกิจช่วงสุดท้ายนี้จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นจะทำการปิดหลุมขุดค้นและจัดแถลงผลการดำเนินงานทางโบราณคดีระยะแรก โดยจะมีการจัดนิทรรศการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมโบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ก่อนจะนำเข้าสู่กระบวนการอนุรักษ์และศึกษาวิจัย ฯ

‘ในหลวง-พระราชินี’ โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯอุบลราชธานี เชิญดอกบัวและตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากรถยนต์เฉี่ยวชนขณะเดินธุดงค์

'ในหลวง-พระราชินี' โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯอุบลราชธานี เชิญดอกบัวและตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากรถยนต์เฉี่ยวชนขณะเดินธุดงค์

‘ในหลวง-พระราชินี’ โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯอุบลราชธานี เชิญดอกบัวและตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากรถยนต์เฉี่ยวชนขณะเดินธุดงค์

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา  15.30  น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายณรงค์  เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เชิญดอกบัว และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปถวายพระภิกษุสมเกียรติ  มณีพรรัตนาชัย พระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุรถยนต์เฉี่ยวชน ขณะเดินธุดงค์

เหตุเกิดบริเวณหน้าตลาดนาสีนวน ถนนมุกดาหาร – ดอนตาล (ขาเข้าเมือง) ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี
 
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับ พระภิกษุสงฆ์
ที่ได้รับบาดเจ็บ ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้