มช. ยกระดับ ‘ลิ้นจี่ไทย’ ด้วยเทคโนโลยี NIR คัดเกรดแม่นยำแบบไม่ทำลายผล เปิดทางสู่ตลาดพรีเมียมโลก

มช. ยกระดับ ‘ลิ้นจี่ไทย’ ด้วยเทคโนโลยี NIR คัดเกรดแม่นยำแบบไม่ทำลายผล เปิดทางสู่ตลาดพรีเมียมโลก

มช. ยกระดับ ‘ลิ้นจี่ไทย’ ด้วยเทคโนโลยี NIR คัดเกรดแม่นยำแบบไม่ทำลายผล เปิดทางสู่ตลาดพรีเมียมโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.24 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะอุตสาหกรรมเกษตร สร้างความก้าวหน้าอีกขั้นให้วงการเกษตรไทย ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีตรวจสอบคุณภาพลิ้นจี่ด้วยแสงอินฟราเรดย่านใกล้ (Near-Infrared: NIR) นวัตกรรมที่ช่วยคัดแยกผลผลิตคุณภาพสูงได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องผ่าหรือทำลายผล ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดส่งออกที่ให้ความสำคัญกับลิ้นจี่ “เมล็ดลีบ” และต้องปราศจากความเสียหายจากหนอนเจาะผล

โดยปกติแล้วการคัดเกรดลิ้นจี่ต้องอาศัยความชำนาญของแรงงาน ใช้เวลา และอาจก่อให้เกิดความเสียหายระหว่างการตรวจสอบ แต่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยี NIR สามารถสแกนลิ้นจี่จากภายนอกและวิเคราะห์คุณภาพภายในได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทั้งการจำแนกขนาดเมล็ด การตรวจหาความเสียหายจากแมลงศัตรูพืช ตลอดจนการประเมินค่าความหวาน (SSC) และความเป็นกรด (TA) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของรสชาติและคุณภาพผลไม้

ผลการศึกษาพบว่า ระบบสามารถจำแนกขนาดเมล็ดได้แม่นยำมากกว่า 90% และตรวจจับความเสียหายจากหนอนเจาะผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การวิเคราะห์ค่าความหวานและความเป็นกรดยังมีความสอดคล้องในระดับสูง (ค่า R² มากกว่า 0.90) สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีในการประยุกต์ใช้จริงในระดับอุตสาหกรรม

ผลงานวิจัยเรื่อง “Near infrared spectroscopy for sustainable non-destructive classification and quantitative prediction of quality traits of seed size, pest damage, and quality traits in lychee (Litchi chinensis)” ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ Applied Food Research ฉบับเดือนธันวาคม 2025 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหารของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในเวทีโลก

นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการคัดเกรด หากยังลดความสูญเสีย ลดต้นทุนแรงงาน และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า อันเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตที่ยั่งยืน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับลิ้นจี่ไทยสู่มาตรฐานสากล พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั่วโลก และขับเคลื่อนระบบอาหารไทยสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน

-(016)

NARIT – ม.มหานคร ผนึกกำลัง ยกระดับศักยภาพด้านวิศวกรรม และการสำรวจอวกาศห้วงลึกของประเทศ

NARIT - ม.มหานคร ผนึกกำลัง ยกระดับศักยภาพด้านวิศวกรรม และการสำรวจอวกาศห้วงลึกของประเทศ

NARIT – ม.มหานคร ผนึกกำลัง ยกระดับศักยภาพด้านวิศวกรรม และการสำรวจอวกาศห้วงลึกของประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT โดย ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และ รศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านวิศวกรรม และการสำรวจอวกาศห้วงลึก โดยมีคณะผู้บริหารและบุคลากรของทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นพยาน ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

ปัจจุบัน เทคโนโลยีอวกาศและการสำรวจดวงจันทร์ของหลายประเทศมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยยกระดับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ อวกาศเทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคนของแต่ละประเทศเป็นอย่างมาก NARIT จึงได้เข้าร่วมโครงการสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (International Lunar Research Station: ILRS) ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับนานาชาติในการจัดตั้งสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ มีผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม คือการออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ CE-7 MATCH ซึ่งมีกำหนดขึ้นสู่อวกาศเพื่อไปสำรวจดวงจันทร์พร้อมกับยานในภารกิจฉางเอ๋อ 7 และในขณะเดียวกัน กำลังพัฒนาอุปกรณ์ CE-8 ALIGN เพื่อติดตั้งไปกับยานลงจอดของภารกิจฉางเอ๋อ 8 ในปี 2572 แสดงให้เห็นถึงเส้นทางการวิจัยด้านอวกาศห้วงลึกของไทยที่กำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (มทม.) มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ เมคาทรอนิกส์ ระบบโทรคมนาคม และเทคโนโลยีดาวเทียม ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของ NARIT ที่กำลังเร่งผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) และมุ่งยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศสู่ระดับนานาชาติ จึงนำมาสู่ความร่วมมือในครั้งนี้

ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานวิจัยด้านการสำรวจดวงจันทร์ วิทยาศาสตร์อวกาศ สถานีภาคพื้นรับส่งสัญญาณดาวเทียม ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ บุคลากร นวัตกรรม การประยุกต์ใช้ และส่งเสริมโครงการระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการความร่วมมือระหว่างไทยและจีนด้านการสำรวจดวงจันทร์และอวกาศห้วงลึก

มนพ. เปิดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 27 ยกระดับเกษตรอัจฉริยะสู่อนาคต

มนพ. เปิดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 27 ยกระดับเกษตรอัจฉริยะสู่อนาคต

มนพ. เปิดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 27 ยกระดับเกษตรอัจฉริยะสู่อนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม จัดพิธีเปิดงาน “เกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 27” ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “เกษตรก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมี สู่วิถีเกษตรยั่งยืน” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี โดยมี ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วย ศ.(เกียรติคุณ)ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม และ ผศ.ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ คณบดีคณะเกษตรและเทคโนโลยี เข้าร่วมงาน ณ คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม

ศ.(เกียรติคุณ)ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดี มนพ. กล่าวว่า มนพ.มุ่งพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และบริการวิชาการที่ตอบโจทย์พื้นที่จริง สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน พร้อมบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และดิจิทัล เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อยกระดับการผลิตสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร ควบคู่กับการพัฒนานักศึกษาให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่สามารถแข่งขันในระดับสากล

ด้าน ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผวจ.นครพนม เผยถึงสถานการณ์ภาคการเกษตรของจังหวัดว่า นครพนมเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีศักยภาพหลากหลายทั้งพืชไร่ พืชสวน ปศุสัตว์ ประมง และอุตสาหกรรมอาหาร โดยจังหวัดได้ขับเคลื่อนนโยบายตามยุทธศาสตร์ชาติ เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ส่งเสริมเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ พัฒนาสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น และสนับสนุนการแปรรูปเพิ่มมูลค่า พร้อมน้อมนำแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นกรอบการพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ ความผันผวนของราคาสินค้า ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการแข่งขันในตลาดโลก การนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้จึงเป็นกลไกสำคัญในการปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการแปรรูปและการตลาดสมัยใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับกิจกรรมภายในงานที่จัดขึ้นอย่างครบวงจร

ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งนิทรรศการวิชาการจากสาขาวิชาต่างๆ และการประชุมวิชาการเกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “Agri-Resilience Mekong: นวัตกรรมเกษตรเพื่อรับมือโลกเปลี่ยนแปลง” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร นอกจากนี้ ยังมีการฝึกอบรมอาชีพเกษตร อาทิ การจัดการเพาะเลี้ยงกบเชิงบูรณาการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ การขายสินค้าเกษตรออนไลน์ การสร้างผู้ประกอบการยกระดับสินค้าชุมชนสู่มาตรฐานการส่งออก และการผลิตโคลูกผสมวากิวสร้างมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนกิจกรรมการแข่งขันทักษะสำหรับนักเรียน นักศึกษา และประชาชน

ทั้งนี้ งานเกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 27 จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านวิชาการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเกษตรในระดับภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

​คหกรรมศาสตร์ มรภ.เชียงราย ฉลอง 50 ปี เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม สร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

​คหกรรมศาสตร์ มรภ.เชียงราย ฉลอง 50 ปี เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม สร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

​คหกรรมศาสตร์ มรภ.เชียงราย ฉลอง 50 ปี เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม สร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สาขาคหกรรมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ร่วมกับสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย และ บจก.อุตสาหกรรมน้ำปลาระยอง จัด “โครงการฉลองครบรอบ 50 ปี คหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย” ภายใต้แนวคิด “คหกรรมศาสตร์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต” โดยมี รศ.ปวีณา รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน ณ อาคารปฏิบัติการเฉพาะวิชาชีพคหกรรมศาสตร์

การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ของสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ พร้อมเปิดเวทีแสดงศักยภาพทางวิชาการสู่สาธารณชน ผ่านการบูรณาการความรู้ด้านอาหาร วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยภายในงานยังมีกิจกรรมไฮไลต์ ได้แก่ ปาฐกถาพิเศษ :การบริหารเชิงวิสัยทัศน์กับความสำเร็จของสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรชัย มุ่งไธสง อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นวิทยากรบรรยาย การเสวนา 50 ปี คหกรรมศาสตร์ราชภัฏเชียงราย การประกวดแข่งขันทำอาหารสร้างสรรค์เพื่อสุขภาพจากน้ำปลาแท้ตราคนแบกกุ้งสูตร Less Sodium 30% การประกวดแข่งขันการประกอบอาหารไทย (ไทยเหนือ) สู่เชฟมืออาชีพ ครั้งที่ 2 เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา กลุ่มชุมชนผู้ประกอบการในจังหวัดเชียงราย และประชาชนทั่วไป ได้ร่วมแสดงฝีมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างสร้างสรรค์

จาก ‘DNA เมือง’ สู่พลังแห่งการเรียนรู้ ม.อุบลฯ ปักหมุด ‘UBU Academy’ ชูธง UBON The Healing City

จาก ‘DNA เมือง’ สู่พลังแห่งการเรียนรู้ ม.อุบลฯ ปักหมุด ‘UBU Academy’ ชูธง UBON The Healing City

จาก ‘DNA เมือง’ สู่พลังแห่งการเรียนรู้ ม.อุบลฯ ปักหมุด ‘UBU Academy’ ชูธง UBON The Healing City

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางกระแสการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เมืองที่เน้นการเยียวยาและฟื้นฟูใจเมืองอุบลราชธานี…มีจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่กำลังถูกจับตามองในฐานะ “โอเอซิสแห่งปัญญา” นั่นคือ  UBU Academy โดยศูนย์นวัตกรรมบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

UBU Academy ถูกดีไซน์ขึ้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการเปลี่ยนภาพจำของ “มหาวิทยาลัย” จากเดิมที่อยู่ไกลตัว ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนเมือง โดยการยกเอา นวัตกรรมและการพัฒนาทักษะ มาวางไว้ใจกลางเมืองอุบลฯ เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเดินเข้ามา “ฮีล” ทักษะเดิมและ “เพิ่ม” ทักษะใหม่ได้ทุกวัน

โดยเชื่อมผ่าน 3 เสาหลักที่ทำให้ UBU Academy โดดเด่นและแตกต่าง อาทิ Healing through Lifelong Learning เพราะการเรียนรู้คือการเยียวยาที่ดีที่สุด ที่นี่จึงเปิดกว้างสำหรับคนทุกช่วงวัย ไม่ว่าคุณจะเป็นนักศึกษา วัยทำงาน หรือวัยเกษียณ ก็สามารถเข้ามาเติมพลังใจผ่านความรู้ใหม่ๆ ที่เท่าทันโลก , Bridge to Innovation เป็นสะพานเชื่อมที่ไร้รอยต่อ โดยการถ่ายทอดงานวิจัยและนวัตกรรม สู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจและสังคม เป็นหลักสูตรระยะสั้นที่ “เรียนจบแล้วใช้ได้ทันที” และ Creative Learning Hub สลัดภาพห้องเรียนแบบเดิมๆ สู่พื้นที่การเรียนรู้ที่ทันสมัย บรรยากาศโปร่งสบาย กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และรองรับรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ (New Learning Space) ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของ UBU Academy ไม่ใช่เพียงการเปิดศูนย์ฝึกอบรมทั่วไป แต่คือฟันเฟืองหลักในการปั้นแบรนด์เมืองผ่านความร่วมมือของ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งจังหวัด, อบจ., เทศบาลนคร, หอการค้า และภาคเอกชน

นี่คือการนำ City DNA ของอุบลฯ ที่มีความเมตตาและสงบ มาผสมผสานกับความทันสมัยของนวัตกรรม เพื่อบอกกับโลกวา อุบลราชธานี The Healing City” คือเมืองที่พร้อมจะดูแลทั้งคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสการเติบโตให้ผู้คนไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

ARU เปิดงาน ‘Digital Library Fair 2026’ ยกระดับห้องสมุดสู่แหล่งเรียนรู้แห่งอนาคต

ARU เปิดงาน ‘Digital Library Fair 2026’ ยกระดับห้องสมุดสู่แหล่งเรียนรู้แห่งอนาคต

ARU เปิดงาน ‘Digital Library Fair 2026’ ยกระดับห้องสมุดสู่แหล่งเรียนรู้แห่งอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จัดพิธีเปิดงาน “สัปดาห์ห้องสมุดยุคดิจิทัล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Digital Library Fair 2026)” อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานในพิธีเปิด ณ อาคารบรรณราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

รศ.ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ อธิการบดี มรอย. กล่าวถึงความสำคัญของการปรับเปลี่ยนบทบาทของห้องสมุดในยุคดิจิทัล ซึ่งจำเป็นต้องก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้ใช้บริการ โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิต สอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัยที่มุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลและยกระดับศักยภาพของบุคลากรและนักศึกษาให้พร้อมรับโลกอนาคต ภายในงานจัดกิจกรรมอย่างหลากหลาย อาทิ การมอบรางวัล “สุดยอดนักอ่าน” การประกวดโครงงานด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สะท้อนบทบาทของห้องสมุดในปัจจุบันที่ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งรวบรวมหนังสือเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้และการแบ่งปัน ตลอดจนเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตและการรับใช้สังคมอย่างยั่งยืน

‘ดอนบอสโกอุดรฯ’จับมือ! พัฒนาหลักสูตร AI สร้างต้นแบบการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

‘ดอนบอสโกอุดรฯ’จับมือ! พัฒนาหลักสูตร AI สร้างต้นแบบการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

‘ดอนบอสโกอุดรฯ’จับมือ! พัฒนาหลักสูตร AI สร้างต้นแบบการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.24 น.

ก้าวล้ำไปอีกขั้น! ดอนบอสโกอุดรฯ จับมือ เอ็มม่า อลิส ลงนาม MOU พัฒนาหลักสูตร AI สร้างต้นแบบการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมชั้น 4 โรงเรียนดอนบอสโกวิทยา จังหวัดอุดรธานี ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างโรงเรียนดอนบอสโกวิทยา และ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอ็มม่า อลิส เพื่อยกระดับการจัดการศึกษาให้ก้าวทันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้โรงเรียนดอนบอสโกวิทยา กลายเป็นสถานศึกษาแห่งแรกๆ ในจังหวัดอุดรธานี ที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในกระบวนการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ โดยมี บาทหลวง ดร.สมิต แดงอำพันธ์ อธิการและผู้อำนวยการโรงเรียน และ นายวีรชัย เออ้วน ผู้จัดการฝ่ายนวัตกรรมการศึกษา หจก.เอ็มม่า อลิส ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง

บาทหลวง ดร.สมิต แดงอำพันธ์ เปิดเผยว่า นอกจากการเน้นย้ำด้านวิชาการและคุณธรรมแล้ว ทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการคิดเชิงวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้ AI เป็นสิ่งที่โรงเรียนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ความร่วมมือนี้จะช่วยให้นักเรียนเข้าถึงหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทันสมัย ได้รับประสบการณ์ตรงจากการฝึกปฏิบัติจริง และมีทักษะในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยตนเอง

การจับมือกับภาคเอกชนในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะพัฒนาคุณภาพผู้เรียนภายในโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายในการผลักดันให้โรงเรียนดอนบอสโกวิทยาเป็น ‘ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์’ ของจังหวัด เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพสูง พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

//////////////////-026

เปิดเวทีคนรุ่นใหม่ ประชันไอเดียยกระดับเศรษฐกิจไทย ‘IMF–World Bank Group Annual Meetings’

เปิดเวทีคนรุ่นใหม่ ประชันไอเดียยกระดับเศรษฐกิจไทย ‘IMF–World Bank Group Annual Meetings’

เปิดเวทีคนรุ่นใหม่ ประชันไอเดียยกระดับเศรษฐกิจไทย ‘IMF–World Bank Group Annual Meetings’

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ความรู้และมุมมองด้านการบริหารจัดการเศรษฐกิจ การเงิน และนโยบายสาธารณะ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน่วยงาน บุคลากร หรือนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเพียงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการเปิดประตูต้อนรับสู่เวทีประชุมด้านเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมฯ จึงเปิดเวทีให้นิสิตนักศึกษาทุกระดับ อายุ 18-25 ปี ร่วมปล่อยของ ประชันไอเดียเปลี่ยนโลกด้วยการนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ ผ่านคลิปวิดีโอแนวตั้ง ความยาวไม่เกิน 2 นาที ชิงรางวัลรวมกว่า 120,000 บาท ภายใต้หัวข้อ (เลือกหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง) ต่อไปนี้

หัวข้อที่ 1 ถ้าคุณคือผู้นำสถาบันการเงินระดับโลก ผู้กำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจเพื่อนำพานานาชาติสู่โลกยุคใหม่ คุณจะเลือก ‘นโยบายเร่งด่วน’ ใดเป็นอันดับแรก เพื่อสร้าง “ขอบฟ้าใหม่” ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน และเพราะเหตุใด

หัวข้อที่ 2 มองย้อนไปเมื่อ 35 ปีก่อน ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Annual Meetings           ครั้งแรก แล้วมองไปอีก 35 ปีข้างหน้าสู่ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย” ที่ผู้คนเต็มไปด้วยพลังและประเทศมีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง คุณคิดว่า ‘โจทย์ใหญ่’ และ ‘โอกาสสำคัญ’ ของไทยคืออะไร และเราต้อง ‘ลงมือทำ’ อะไร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายแห่งขอบฟ้าใหม่นั้น

ผู้สนใจสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 23.59 น. ผู้สมัครสามารถสร้างสรรค์รูปแบบ วิธีการเล่าเรื่อง และใช้เทคนิคในการถ่ายทำได้อย่างอิสระ จัดทำเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ โดยมีวิธีการส่งผลงาน ดังนี้ 1.โพสต์คลิปที่ผลิตแล้วผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียของตนเองช่องทางใดช่องทางหนึ่งโดยตั้งค่าเป็นสาธารณะ ได้แก่ Facebook, Instagram หรือ TikTok พร้อมติดแฮชแท็ก #AM2026 #RoadtoThailand #ThailandsNewHorizons #EmpoweringPeopleBuildingResilience #am2026thailand  และ 2.นำลิงก์ที่โพสต์ผลงานแล้ว มาลงทะเบียนผ่านทาง Google Form (https://forms.gle/wew9sAo4D6A3NMHH6

เจ้าของผลงานที่ผ่านเข้ารอบ 10 คน สุดท้าย จะได้รับเชิญมานำเสนอแนวคิดของการจัดทำคลิปต่อคณะกรรมการคัดเลือก เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะ 5 คนสุดท้าย เพื่อรับเงินรางวัลรวมมูลค่า 120,000 บาท ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 50,000 บาท , รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 เงินรางวัล 30,000 บาท , รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 เงินรางวัล 20,000 บาท , รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท

และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำคลิปสั้นเข้าประกวด ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนร่วมรับฟังและพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับ คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ในโอกาสเยือนประเทศไทย ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 14.00-15.30 น. ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยลงทะเบียนผ่าน Google Form (https://forms.gle/jmS2PgQuw9U84AdV7)

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและกำหนดการรับสมัครได้ผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ https://www.am2026thailand.go.th หรือ Facebook: AM2026 Thailand https://www.facebook.com/AM2026THAILAND

ปส.เร่งพัฒนาคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนภารกิจนิวเคลียร์ – รังสีอย่างมั่นคง

ปส.เร่งพัฒนาคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนภารกิจนิวเคลียร์ - รังสีอย่างมั่นคง

ปส.เร่งพัฒนาคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนภารกิจนิวเคลียร์ – รังสีอย่างมั่นคง

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

น.ส.อัมพิกา อภิชัยบุคคล รองเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) นำทีมผู้ปฏิบัติงานของ ปส. เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การพัฒนาองค์กรและศักยภาพบุคลากรเชิงกลยุทธ์ หัวข้อ “Growth & Strength-Based Leadership Synergy” รุ่นที่ 2 ณ ห้องประชุม Canna โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร เพื่อเสริมสร้างความพร้อมของบุคลากรในการขับเคลื่อนภารกิจขององค์กรให้มีประสิทธิภาพและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

น.ส.อัมพิกา เปิดเผยว่า การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติงานซึ่งเป็นกำลังสำคัญขององค์กร แนวคิด Growth & Strength-Based Leadership จึงมุ่งเน้นให้บุคลากรเข้าใจศักยภาพของตนเองและผู้อื่น สามารถนำจุดแข็งมาประยุกต์ใช้ในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความร่วมมือ เกิดแรงจูงใจ และการพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง

การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ภญ.พีรวรรณ วรรธนะเมธาวงศ์ วิทยากรจาก WIAL Thailand ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาองค์กรและศักยภาพบุคลากรเชิงกลยุทธ์ มาถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ โดยเน้นการพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และการประยุกต์ใช้แนวคิดไปสู่การปฏิบัติงานจริง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและการตัดสินใจในภารกิจด้านนิวเคลียร์และรังสี

ทั้งนี้ การอบรม “Growth & Strength-Based Leadership Synergy” รุ่นที่ 2 จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากรุ่นที่ 1 เพื่อขยายผลการพัฒนาภาวะผู้นำและศักยภาพบุคลากรให้ครอบคลุมทุกระดับขององค์กร มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของผู้ปฏิบัติงาน ยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน และขับเคลื่อนภารกิจด้านนิวเคลียร์และรังสีของประเทศให้บรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืนต่อไป

‘BRAND’S Young Blood’ ชวนนิสิตนักศึกษาร่วมประกวดผลงานสุดสร้างสรรค์ ชิงโล่พระราชทานฯ

‘BRAND’S Young Blood’ ชวนนิสิตนักศึกษาร่วมประกวดผลงานสุดสร้างสรรค์ ชิงโล่พระราชทานฯ

‘BRAND’S Young Blood’ ชวนนิสิตนักศึกษาร่วมประกวดผลงานสุดสร้างสรรค์ ชิงโล่พระราชทานฯ

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ชวนเยาวชนและนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศร่วมแสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมการประกวดในโครงการ “BRAND’S Young Blood 2026” ภายใต้หัวข้อ “Give Blood. Be A Hero. พลังเลือดใหม่ พลังฮีโร่” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและปลุกพลังเยาวชนให้ร่วมกันบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้ชนะการประกวดหนังสั้นจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเกียรติบัตรและทุนการศึกษา

นางมธุวลี สถิตยุทธการ รองประธานบริหารฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์ ประเทศไทยและอินโดไชน่า บจก.ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เดินหน้าสานต่อโครงการ ‘BRAND’S Young Blood’ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 26 ของการดำเนินโครงการในปี 2569 โดยตั้งเป้าหมายในการจัดหาโลหิตที่มีคุณภาพจำนวน 125,000 ยูนิต เพื่อสำรองโลหิตคงคลังไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และเสริมสร้างความมั่นคงของระบบโลหิตของประเทศ

โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน ควบคู่กับการสร้างแรงบันดาลใจ ตลอดจนปลูกจิตสำนึกคนรุ่นใหม่ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิต และร่วมบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนเป้าหมายที่มีอายุระหว่าง 17–22 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสำหรับการเป็นผู้บริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

“ปีนี้ได้จัดกิจกรรมประกวดผลงานความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้หัวข้อ ‘Give Blood. Be A Hero. พลังเลือดใหม่ พลังฮีโร่’ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ ถ่ายทอดแนวคิด และร่วมสร้างสื่อรณรงค์การบริจาคโลหิตที่สามารถนำไปใช้ในการสื่อสารและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริงผ่านการประกวดหนังสั้น BRAND’S Young Blood Short Film Contest บนแพลตฟอร์ม TikTok และการประกวดออกแบบ Add Your Template สำหรับ Instagram Story โดยผู้ชนะการประกวดผลงานความคิดสร้างสรรค์จากกิจกรรมประกวดหนังสั้นจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเกียรติบัตรและทุนการศึกษา ซึ่งนับเป็นการส่งเสริมขวัญกำลังใจและสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ก้าวสู่การเป็นผู้บริจาคโลหิตรายใหม่ รวมถึงเป็นผู้บริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องในระยะยาว” นางมธุวลี กล่าวและว่า

กิจกรรมการประกวดผลงานความคิดสร้างสรรค์ภายใต้หัวข้อ “Give Blood. Be A Hero. พลังเลือดใหม่ พลังฮีโร่” แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.การประกวดหนังสั้น BRAND’S Young Blood Short Film Contest บนแพลตฟอร์ม TikTok โดยผู้ส่งผลงานต้องมีคุณสมบัติ เป็นนิสิตหรือนักศึกษาที่ขึ้นทะเบียนกับสถาบันการศึกษาอย่างถูกต้อง และมีอายุระหว่าง 17–22 ปี สมัครเข้าร่วมในรูปแบบทีม ทีมละไม่เกิน 5 คน โดย 1 ทีม สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้เพียง 1 ผลงาน ซึ่งผู้ชนะการประกวด จะได้รับโล่พระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เกียรติบัตร และทุนการศึกษา

และ 2.การประกวดออกแบบ Add Your Template สำหรับ Instagram Story  คุณสมบัติผู้ส่งผลงานจะต้องเป็นนิสิตหรือนักศึกษาที่ขึ้นทะเบียนกับสถาบันการศึกษาอย่างถูกต้อง และมีอายุระหว่าง 17–22 ปี ผู้ส่งผลงาน 1 คน สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ไม่เกิน 2 ผลงาน โดยผู้ชนะการประกวดจะได้รับเกียรติบัตร และทุนการศึกษา

สำหรับนิสิตและนักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมประกวดในโครงการฯ กรุณาตรวจสอบคุณสมบัติและเงื่อนไขการสมัครเพิ่มเติมและดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.blooddonationthai.com จากนั้นกรอกใบสมัครเข้าร่วมการประกวดอย่างครบถ้วน พร้อมส่งไฟล์ผลงานและเอกสารการสมัครมาที่อีเมล brandsyoungbloodproject@gmail.com โดยเปิดรับสมัครและส่งผลงานตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร โทรศัพท์ 02-255-4567 หรือ 02-263-9600 ต่อ 1743 (ในวันและเวลาราชการ)