สืบสานศรัทธา ‘ฮีตเดือน 4 ประเพณีบุญผะเหวด’ ชูอัตลักษณ์อีสานสู่พลังแห่งความสามัคคี

สืบสานศรัทธา ‘ฮีตเดือน 4 ประเพณีบุญผะเหวด’ ชูอัตลักษณ์อีสานสู่พลังแห่งความสามัคคี

สืบสานศรัทธา ‘ฮีตเดือน 4 ประเพณีบุญผะเหวด’ ชูอัตลักษณ์อีสานสู่พลังแห่งความสามัคคี

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ตอกย้ำภาพลักษณ์ “มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน” ด้วยการจัดงานประเพณี “ฮีตเดือน 4 ประเพณีบุญผะเหวด ประจำปีงบประมาณ 2569” ณ พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมีการจำลองมณฑลพิธีให้กลายเป็นป่าหิมพานต์ตามคติความเชื่อ เพื่อสืบสานประเพณี “ฮีต 12 คอง 14” ของชาวอีสานให้คงอยู่

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี มมส เปิดเผยว่า การจัดงานในปีนี้มุ่งเน้นการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและส่งเสริมพระพุทธศาสนา โดยปัจจัยที่ได้จากการร่วมบุญจะนำไปบำรุงวัดในพื้นที่รอบมหาวิทยาลัย กิจกรรมนี้ยังเป็นศูนย์รวมใจให้คณาจารย์ บุคลากร และนิสิต ได้ร่วมกันแต่งกายด้วยชุดผ้าไทย แสดงออกถึงความพร้อมเพรียงและพลังแห่งความสามัคคีในองค์กร

ด้านข้อมูลทางวัฒนธรรม ว่าที่ร้อยตรีอาทิตย์ อนุสรณ์ หัวหน้างานพิธีการและกิจการพิเศษ อธิบายว่า “บุญผะเหวด” หรือบุญมหาชาติ คือประเพณีการทำทานครั้งยิ่งใหญ่ผ่านการฟังเทศน์เรื่องราวพระเวสสันดรชาดก โดยเชื่อว่าหากสดับพระธรรมเทศนาครบทั้ง 13 กัณฑ์ จะได้รับอานิสงส์มหาศาล มหาวิทยาลัยจึงได้จัดเตรียมเครื่องบูชาคาถาพันตามแบบโบราณอย่างครบถ้วน ทั้งธูปพันดอก เทียนพันเล่ม หมากเมี่ยงพันคำ และข้าวตอกดอกโน พร้อมขบวนแห่อันตระการตาจากนิสิตวงกลองยาวศิลป์อีสาน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ และคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์

ไฮไลต์สำคัญเริ่มต้นตั้งแต่วันแรกด้วยพิธีอัญเชิญพระอุปคุตขึ้นจากน้ำ และขบวนแห่ผะเหวดเข้าเมือง ส่วนในวันที่สองเป็นพิธี “ตักบาตรข้าวพันก้อน” ซึ่งนิสิตและบุคลากรต่างร่วมกันปั้นข้าวเหนียววางตามทิศทั้ง 8 และหน้าหอพระอุปคุต เพื่อรำลึกถึงการบำเพ็ญมหาทานบารมี ตลอดทั้งวันมีการเทศน์ 1,000 พระคาถา โดยมีกุศโลบาย “การสาดข้าวสาร-ข้าวตอก” เมื่อจบแต่ละกัณฑ์ เพื่อจำลอง “ฝนโบกขรพรรษ” หรือฝนทิพย์ที่ตกลงมาในสมัยพุทธกาลนอกจากพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว ยังมีกิจกรรม “แห่กัณฑ์หลอน” เพื่อระดมปัจจัยถวายพระสงฆ์ และการตั้งโรงทานจากหน่วยงานต่างๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและอิ่มบุญ

งาน “ฮีตเดือน 4 ประเพณีบุญผะเหวด ประจำปี 2569” ไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จในการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเข้มแข็งของชุมชนวิชาการ ที่เชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและต่างชาติ สมดังเจตนารมณ์ในการรักษาไว้ซึ่งรากเหง้าของชาวอีสานสืบไป

โฆษกศาลฯ เผย ศาลเยาวชนฯ 4 แห่งภาคเหนือตอนล่างร่วมมือจัดค่าย ครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน

โฆษกศาลฯ เผย ศาลเยาวชนฯ 4 แห่งภาคเหนือตอนล่างร่วมมือจัดค่าย ครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน

โฆษกศาลฯ เผย ศาลเยาวชนฯ 4 แห่งภาคเหนือตอนล่างร่วมมือจัดค่าย ครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.10 น.

โฆษกศาลฯ เผย ศาลเยาวชนฯ 4″แห่งภาคเหนือตอนล่างร่วมมือจัดค่าย “ครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน” เปิดโอกาสเยาวชนที่กระทำผิดกลับคืนสังคม ใช้มาตรการพิเศษแทนพิพากษา ไร้มลทิน-ลบประวัติอาชญากรรม สนองนโยบาย ปธ.ศาลฎีกา

วันที่ 2  มีนาคม2569 นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม    เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 19 – 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา  ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ ร่วมกับ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบูรณ์ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพิจิตร และ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นศาลเยาวชนฯ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ร่วมกันจัดโครงการ ค่าย “ครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน”  โดยค่ายดังกล่าวเป็นการนำเยาวชนที่เคยกระทำผิดเเละมีคดีในศาลเยาวชนฯ ทั้ง 4 จังหวัดกว่า 40 คน ที่เห็นควรได้เข้าโครงการฟื้นฟูฯปรับปรุง ก่อนที่จะมีคำพิพากษามาอบรม  7 วันหากศาลเห็นว่า มีพฤติกรรมดี ศาลก็จะสั่งยุติคดี–ลบประวัติ เป็นการเปิดโอกาสเริ่มต้นใหม่อย่างแท้จริง

โดยโครงการนี้มีศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์เป็นหน่วยงานหลัก เยาวชนทั้งหมดจะถูกส่งไปศึกษาดูงานและฝึกปฏิบัติที่ ศูนย์การเรียนรู้ภูทอง โครงการทหารพันธุ์ดี โดยได้รับความอนุเคราะห์สถานที่และชุดครูฝึกจาก มณฑลทหารบกที่ 31 ค่ายจิรประวัติ สนับสนุนการฝึกระเบียบวินัยและกิจกรรมภาคสนามอย่างเข้มข้น

“ตลอดระยะเวลา 7 วัน ที่เยาวชนอยู่ในค่ายมีการจัดหลักสูตรอย่างหลากหลาย ทั้งภาคบรรยายและการฝึกปฏิบัติ แบ่งกลุ่มทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน อาทิ การให้ความรู้ด้านกฎหมาย  โทษภัยของยาเสพติด ,การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการช่วยชีวิต (CPR) ,การป้องกันอัคคีภัยและการรับมือภัยพิบัติ ,กิจกรรมพัฒนาความสัมพันธ์และการใช้ชีวิต ,การฝึกระเบียบวินัยโดยชุดครูฝึกทหาร”

สำหรับวัตถุประสงค์สำคัญของโครงการ เพื่อให้เด็กและเยาวชน 

1.ฝึกระเบียบวินัยและความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม

2.ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมเชิงบวก

3.ไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ

4.มองเห็นศักยภาพของตนเอง และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

โดยมีเป้าหมายหลัก ให้เด็กและเยาวชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำภายหลังผ่านกระบวนการฟื้นฟู สำหรับเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ศาลมีคำสั่งใช้ “มาตรการพิเศษแทนการพิพากษาคดี” โดยกำหนดเงื่อนไขให้รายงานตัวเพื่อติดตามผล จำนวน 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี หากเด็กและเยาวชนมีพฤติกรรมดีขึ้น ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน และไม่กระทำผิดซ้ำ ศาลจะมีคำสั่งยุติคดี และลบข้อมูลการกระทำความผิดออกจากกองทะเบียนประวัติของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้เริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่ติดประวัติอาชญากรรม กลไกดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรม เชิงฟื้นฟู ที่มุ่งแก้ไขพฤติกรรมควบคู่กับการให้โอกาส มากกว่าการลงโทษเพียงอย่างเดียว

ด้านนางเกสสุดา มุสิกะปาน วัสสานนท์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนฯจังหวัดนครสวรรค์กล่าวว่า   หนึ่งในภารกิจของศาลเยาวชนก็คือการแก้ไขบําบัดฟื้นฟูเยียวยาสงเคราะห์เด็กที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม  ไม่ได้มุ่งเน้นการนําคนผิดมาลงโทษ แต่เน้นการ สร้างคนดีให้เยาวชนกลับตัวเป็นคนดี คืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพไม่เป็นภาระสังคม สอดคล้องกับนโนยายประธานศาลฎีกา ข้อ 1 คุณธรรมนำทาง เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชน

มจพ. แถลงข่าวมอบทุนศึกษาต่อหลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเทคนิคไทย-เยอรมัน

มจพ. แถลงข่าวมอบทุนศึกษาต่อหลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเทคนิคไทย-เยอรมัน

มจพ. แถลงข่าวมอบทุนศึกษาต่อหลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเทคนิคไทย-เยอรมัน

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

2 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ อาคารนวมินทรราชินี มจพ. ศาสตราจารย์ ดร. ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นสักขีพยานในพิธีแถลงข่าวมอบทุนให้กับนักเรียน ม.3 หลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเทคนิคไทย-เยอรมัน โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี มจพ. เป็นประธานในพิธีแถลงข่าว พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์  พีระศักดิ์ เสรีกุล รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตปราจีนบุรี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎากร บุดดาจันทร์ คณบดีคณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณินทร์ กิจกล้า คณบดีคณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ รองศาสตราจารย์ ดร.รัชนี เจริญ คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตรดิจิทัล มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี ร่วมกันแถลงข่าวประกาศทิศทางการยกระดับสมรรถนะผู้เรียน โดยเชื่อม “โรงเรียน–โรงงาน” อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างกำลังคนทักษะสูงเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของประเทศ และพัฒนาสู่กำลังคนทักษะสูงในกลุ่ม First S-Curve และ New S-Curve โดยเชื่อมโยงการเรียนรู้ในสถานศึกษากับประสบการณ์ทำงานจริงในสถานประกอบการตั้งแต่ปีแรกของการศึกษา ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวเปิดรับสมัครนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3) หรือเทียบเท่า เข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี 

โดยมหาวิทยาลัยได้ประกาศมาตรการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนของชาติ โดยมอบทุนการศึกษาแบบ Partial Scholarship ร้อยละ 50 ของค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตร 5 ปี ให้แก่นักศึกษารุ่นแรก ประจำปีการศึกษา 2569 จากอัตราค่าเล่าเรียนปกติภาคการศึกษาละ 14,000 บาท มหาวิทยาลัยให้ทุน 7,000 บาท คงเหลือภาคการศึกษาละ 7,000 บาท ตลอดระยะเวลาศึกษา เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาสายอาชีพคุณภาพสูงและลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้เรียนและผู้ปกครองในยุคเศรษฐกิจพลิกผัน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นมหาวิทยาลัยติดอันดับ Top10 ของประเทศ เปิดหลักสูตรอนุปริญญา 4 สาขา ซึ่งเป็นสาขาขาดแคลนของประเทศ ได้แก่ สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องกลสมัยใหม่ (TIMM) สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (TIEE) สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดการโลจิสติกส์และดิจิทัล (TILM) และสาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมุนไพรและความงาม (TIHB) ซึ่งพัฒนาบนแนวคิดระบบทวิภาคี (Dual System) ของประเทศเยอรมัน โดยการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ ตลอดเส้นทางการศึกษา 5 ปี (3+2) เพื่อผลิตนักเทคโนโลยีอัจฉริยะ ตามความต้องการของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมสาขาต่าง ๆ ของประเทศ

ทั้งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎากร บุดดาจันทร์ คณบดีคณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม กล่าวว่า สาขาวิชา TIMM และ TIEE เน้นการปฏิบัติงานจริงตั้งแต่ปีแรก ครอบคลุมเครื่องกลสมัยใหม่ ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และไฟฟ้าอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้เรียน  พร้อมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทันทีหลังสำเร็จการศึกษา ส่วนผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณินทร์ กิจกล้า คณบดีคณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ ชี้ว่า สาขาวิชา TILM เน้นระบบโลจิสติกส์ในยุคดิจิทัล ครอบคลุมการจัดการคลังสินค้า การขนส่ง และซัพพลายเชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.รัชนี เจริญ คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตรดิจิทัล กล่าวทิ้งท้ายว่า สาขาวิชา TIHB มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เข้าใจการผลิต ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม รวมทั้ง การบริหารจัดการธุรกิจแบบครบวงจร ผ่านการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ เพื่อให้สามารถทำงานในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมหรือประกอบอาชีพอิสระของตนเองได้

หลักสูตรทั้ง 4 สาขา บูรณาการทักษะปฏิบัติและความรู้เชิงทฤษฎีอย่างเข้มข้น ผู้เรียนจะได้สร้างพอร์ตผลงานจากงานจริง ควบคู่กับการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม วินัย และกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเติบโตในสายอาชีพด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน หลังจากจบการศึกษาระดับอนุปริญญา และทำงานกับสถานประกอบการมาแล้ว 2 ปี สามารถเทียบโอนหน่วยกิตจากประสบการณ์ทำงานจริงในบริษัท/โรงงานได้ เพื่อมาศึกษาต่อปริญญาตรี (ภาคค่ำ และภาคเสาร์-อาทิตย์) ณ มจพ. อีกประมาณ 1 ปี – 1 ปีครึ่ง

เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 4-24 มีนาคม 2569 ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 065-934-9469 หรือ https://www.admission.kmutnb.ac.th/  ข้อมูลรายละเอียดหลักสูตร

TIMM – TIEE       : https://www.fitm.kmutnb.ac.th/openhouse

TILM                      : https://www.bas.kmutnb.ac.th/

TIHB                       : https://agro.kmutnb.ac.th/

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ หลวงปู่ศิลา – หลวงปู่เวิน

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ หลวงปู่ศิลา - หลวงปู่เวิน

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ หลวงปู่ศิลา – หลวงปู่เวิน

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

วันที่ 2 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 2 รูป ดังนี้

1.พระราชวัชรธรรมโสภณ หรือ “หลวงปู่ศิลา” เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็น พระเทพวัชรธรรมโสภณ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 5 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

2 พระครูโสภณวินัยวัฒน์ หรือ “หลวงปู่เวิน” เจ้าอาวาสวัดบูรพาโคกเครือ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็น พระราชวัชราจารโสภณ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2569 ประกาศ ณ วันที่ 2 มี.ค. 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

เดินหน้าโครงการ ‘Innovator Journey’ ปี 2 ปูทางการฝึกปฏิบัติงานจริง

เดินหน้าโครงการ ‘Innovator Journey’ ปี 2 ปูทางการฝึกปฏิบัติงานจริง

เดินหน้าโครงการ ‘Innovator Journey’ ปี 2 ปูทางการฝึกปฏิบัติงานจริง

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับ 9 เครือข่ายหลักสูตรการเรียนการสอนในลักษณะร่วมผลิตระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและสถานประกอบการ (Cooperative and Work Integrated Education; CWIE) เดินหน้าพัฒนาความสามารถด้านนวัตกรรมและระบบบริหารจัดการในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาเยาวชนต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ในการสร้างนวัตกรรมและแนวคิดสีเขียวผ่านหลักสูตร STEAM4INNOVATOR” 4 ขั้นตอน และประยุกต์ใช้องค์ความรู้ผ่านการฝึกงานกับสถานประกอบการ ฟอร์มทีมเสมือนเป็น Innovation Unit เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ธุรกิจสีเขียว ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานระหว่าง เยาวชน สถาบันการศึกษาและสถานประกอบการ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า ที่ผ่านมา NIA ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมทักษะและแนวคิดแบบนวัตกร ผ่านหลักสูตร STEAM4INNOVATOR อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.เยาวชนสามารถต่อยอดสู่โอกาสการจ้างงานหลังจากจบโครงการ 2.โครงการหรือนวัตกรรมที่เยาวชนพัฒนาจากโจทย์จริงสามารถนำไปใช้งานและต่อยอดได้ในบริษัทหรือองค์กร และ 3. การปลูกฝังแนวความคิดด้านธุรกิจและนวัตกรรมในระยะยาว ที่จะผลักดันให้เยาวชนก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมได้ในอนาคต

โครงการ Innovator Journey จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อร่วมกันสร้าง Innovation Workforce ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดยใช้หลักสูตรกระบวนการสร้างนวัตกรรม STEAM4INNOVATOR เสริมด้วยแนวคิดธุรกิจสีเขียว สำหรับพัฒนาองค์ความรู้และทักษะเบื้องต้นของเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการให้พร้อมต่อการฝึกปฏิบัติงานจริงเสมือนเป็น Innovation Unit ในองค์กรเพื่อแก้โจทย์ด้านธุรกิจสีเขียวในสถานประกอบการ ซึ่งเป็นเทรนด์ธุรกิจที่น่าจับตา โดยคาดหวังที่จะเห็นโครงการของเยาวชนที่ทำร่วมกับผู้ประกอบการถูกนำไปใช้จริง เยาวชนถูกรับเข้าทำงาน หรือมีแรงบันดาลใจในการประกอบธุรกิจนวัตกรรมในอนาคต ซึ่งในปีที่ผ่านมามีหลายผลงานถูกนำไปใช้จริงในองค์กร เช่น Interactive Website เครื่องดักจับฝุ่น PM2.5 รูปแบบการสื่อสารเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านการเงินสีเขียว หรือเครื่องย่อยเศษอาหารภายในโรงงานให้เป็นปุ๋ยเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ต่อ และมีนักศึกษาได้เข้าทำงานในสถานประกอบการที่ตนเองฝึกงานด้วย

สำหรับความพิเศษของโครงการ Innovator Journey ในปีนี้ นอกจากการทำงานร่วมกับเครือข่าย CWIE ศูนย์หลักของแต่ละภูมิภาคทั้ง 9 แห่งแล้ว ได้มีแนวทางกระจายความร่วมมือ และเผยแพร่โครงการไปยังสถาบันการศึกษาที่อยู่ภายใต้เครือข่ายหลักของแต่ละภาคทั่วประเทศอีกด้วย โดยระยะเวลาโครงการจะถูกแบ่งเป็น 4 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงที่ 1 Open Stage เปิดรับสมัครเยาวชนและผู้ประกอบการจากทั่วประเทศ (ตั้งแต่วันนี้ – 13 มีนาคม 2569) ช่วงที่ 2Knowledge Stage เยาวชนและสถานประกอบการที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมอบรมกระบวนการพัฒนานวัตกรรมผ่านหลักสูตรเข้มข้นเพื่อเตรียมความรู้และทักษะที่จำเป็นก่อนการทำงานจริง ช่วงที่ 3 Real-Experience Stage เยาวชนและบริษัทจะผ่านการจับคู่เพื่อร่วมฝึกประสบการณ์ภายใต้โจทย์การเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ธุรกิจสีเขียว แต่ละทีมจะได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในระหว่างการพัฒนาโครงการทั้งด้านการพัฒนาชิ้นงาน การพัฒนาแผนธุรกิจ การนำเสนอผลงาน การให้คำปรึกษา และการปรับปรุงผลงาน และยังได้เข้าร่วมรับฟังการแบ่งปันประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว และช่วงที่ 4 Innovator Journey Showcase ของ 5 ผลงานต้นแบบนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดใช้ในองค์กรได้จริง ภายในงาน STEAM4INNOVATOR’s Day 9.9 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 9 กันยายน 2569 อย่างไรก็ตาม NIA มั่นใจว่ารูปแบบและเครือข่ายสนับสนุนของโครงการจะสามารถสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรมให้กับเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการได้อย่างเข้มแข็ง การทำงานร่วมกันเชิงเครือข่ายระหว่างเยาวชน สถาบันการศึกษาและสถานประกอบการจะนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมสีเขียวที่สามารถนำไปต่อยอดสู่ธุรกิจที่ยั่งยืนได้จริง” ดร. กริชผกา กล่าวสรุป

สำหรับนิสิต นักศึกษา และสถานประกอบการ ที่สนใจร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อธุรกิจสีเขียว สามารถสมัครเข้ามาทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 13 มีนาคม  2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Innovator Journey

มก.คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘สถาบันต้นแบบด้านการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่’

มก.คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘สถาบันต้นแบบด้านการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่’

มก.คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘สถาบันต้นแบบด้านการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่’

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สร้างความภาคภูมิใจและความเชื่อมั่นให้กับวงวิชาการอุดมศึกษาไทย ได้รับรางวัลชนะเลิศ ลำดับที่ 1 โล่รางวัล “สถาบันต้นแบบด้านการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่” ด้านนโยบายการผลิตบัณฑิตและระบบบริหารจัดการ ประเภทสถาบันอุดมศึกษา กลุ่มสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ จากการประกวด รางวัลต้นแบบโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ  ประจำปี พ.ศ.2568 จัดโดย สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกย่องสถาบันอุดมศึกษาที่มีบทบาทโดดเด่นในการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง สำหรับอุตสาหกรรม New Growth Engine รองรับทิศทางการพัฒนาประเทศ ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 และการปฏิรูปการอุดมศึกษาไทย

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังได้รับ รางวัลชนะเลิศประเภทหลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการผลิตเนื้อโคคุณภาพสูง  ได้รับประกาศเกียรติคุณ “หลักสูตรต้นแบบบัณฑิตพันธุ์ใหม่” ในกลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง หลักสูตรดังกล่าวนับว่าเป็นต้นแบบชุดวิชา Non-degree ต้นแบบด้านการเกษตรของประเทศ ความสำเร็จนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในฐานะ “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาประเทศ” ที่ใช้ศาสตร์ด้านการเกษตรเป็นฐาน เชื่อมโยงกับการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพและความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในครั้งนี้ เป็นผลจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตามนโยบายการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ที่มหาวิทยาลัยได้วางรากฐานและขับเคลื่อนมาอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเป้าสำคัญคือการเปิดโอกาสให้การอุดมศึกษาไทยสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศและโลกได้อย่างแท้จริง มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์จะยังคงสานต่อและพัฒนานโยบายดังกล่าว โดยสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วยงานอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อร่วมกันสร้างกำลังคนคุณภาพที่พร้อมต่ออนาคต และสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศ

ด้าน ผศ.ดร.นรุณ วรามิตร คณบดีวิทยาลัยบูรณาการศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน เทคโนโลยีและองค์ความรู้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบการศึกษารูปแบบเดิมไม่สามารถตอบสนองต่อโลกที่เปลี่ยนไปได้ทัน ขณะที่การศึกษาในหลักสูตรปกติใช้ระยะเวลานานถึง 4 ปี ทำให้เมื่อผู้เรียนสำเร็จการศึกษา ความรู้หรือเทคโนโลยีบางส่วนอาจไม่สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมผู้ใช้บัณฑิต นอกจากนี้ โครงสร้างประชากรของประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ยังทำให้กำลังคนวัยแรงงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายที่ทำให้สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องปฏิรูประบบการเรียนการสอน เพื่อสร้างกำลังคนทุกช่วงวัยและทุกอาชีพให้มีสมรรถนะสูง ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

“ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา วิทยาลัยบูรณาการศาสตร์ได้ร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบนิเวศทางการศึกษาและหลักสูตรใหม่ในลักษณะบูรณาการข้ามศาสตร์ โดยยึดผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นตัวนำ มุ่งพัฒนาทักษะใหม่ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่นิสิตและบุคคลทั่วไป ทั้งในปัจจุบันและอนาคต” ผศ.ดร.นรุณ ระบุ

สำหรับรูปแบบการพัฒนาบัณฑิตพันธุ์ใหม่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครอบคลุมทั้งหลักสูตรระดับปริญญาในลักษณะ tailor-made ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการในการประกอบอาชีพของตนเอง และหลักสูตรระยะสั้นแบบ up-skill / re-skill (Non-degree Program) ที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ให้กำลังคนสามารถเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ทันที

ภายหลังสำเร็จการศึกษาหลักสูตร Non-degree ผู้เรียนจะได้รับการรับรองสมรรถนะจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงการรับรองทักษะจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และยังสามารถสะสมหน่วยกิตไว้ในคลังหน่วยกิต เพื่อเทียบโอนประสบการณ์และต่อยอดสู่การศึกษาระดับปริญญาตรีในอนาคตได้ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมการศึกษาสำคัญที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

เซฟงบรัฐกว่า 255 ล้าน! สกสค.เคาะ 5 เอกชน คว้างานพิมพ์แบบเรียนปี 69

เซฟงบรัฐกว่า 255 ล้าน! สกสค.เคาะ 5 เอกชน คว้างานพิมพ์แบบเรียนปี 69

เซฟงบรัฐกว่า 255 ล้าน! สกสค.เคาะ 5 เอกชน คว้างานพิมพ์แบบเรียนปี 69

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.08 น.

ฉลุย! “สกสค.”ประกาศผล e-bidding พิมพ์แบบเรียน ปี 69 หั่นราคาต่ำกว่างบกว่า 25% ประหยัดทะลุ 255 ล้าน หลัง”พีระพันธ์”วางแนวโปร่งใส-ตรวจสอบได้ มอบ”ชนนิกานต์”กำกับใกล้ชิด พร้อมร่วมข้อตกลงคุณธรรม ดึง”ป.ป.ช.-สตง.-ACT”ร่วมสังเกตการณ์เข้ม จนไร้ข้อร้องเรียน

27 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) รักษาการแทนเลขาธิการสำนักงาน สกสค.ได้ลงนามประกาศสำนักงาน สกสค.เรื่อง ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสค.ปีการศึกษา 2569 จำนวน 150 รายการ วงเงินงบประมาณ 1,010 ล้านบาท ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) และเอกสารประกวดราคาตามประกาศสำนักงาน สกสค.เลขที่ D75/2568 ลงวันที่ 6 มกราคม 2569 ซึ่งได้มีการยื่นเสนอราคาทางระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Procurement : e-GP) ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ไปเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569

สำหรับผู้ชนะการเสนอราคาประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสค.ปีการศึกษา 2569 มี 5 ราย ประกอบด้วย 1.บริษัท วรรณชาติเพรส (2020) จำกัด จำนวน 47 รายการ รวมพิมพ์ 9,545,000 เล่ม วงเงิน 330.6 ล้านบาทเศษ, 2.บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด จำนวน 54 รายการ รวมพิมพ์ 7,785,000 เล่ม วงเงิน 180.3 ล้านบาทเศษ, 3.บริษัท อุดมศึกษา จำกัด จำนวน 24 รายการ รวมพิมพ์ 6,160,000 เล่ม วงเงิน 159.4 ล้านบาทเศษ, 4.ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักพิมพ์ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ จำนวน 24 รายการ รวมพิมพ์ 3,340,000 เล่ม วงเงิน 79.5 ล้านบาทเศษ และ 5.บริษัท สยามเพรส จำกัด จำนวน 1 รายการ พิมพ์ 450,000 เล่ม วงเงิน 4.4 ล้านบาทเศษ รวมวงเงิน 754.3 ล้านบาทเศษ จากราคากลางที่กำหนดไว้ 901.9 ล้านบาทเศษ

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า มูลค่ารวมที่จัดหาได้จำนวน 754.3 ล้านบาท ต่ำกว่าวงเงินงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติ 1,010 ล้านบาท เป็นจำนวน 255.6 ล้านบาทเศษ หรือคิดเป็นร้อยละ 25.31 ทั้งยังลดลงจากโครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสค.ปีการศึกษา 2568 ซึ่งใช้วิธีการคัดเลือกด้วยงบประมาณทั้งสิ้นราว 852 ล้านบาท ถึงกว่า 100 ล้านบาทอีกด้วย อย่างไรก็ตามภายหลัง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง ได้มีข้อวินิจฉัยว่า กสรดำเนินโครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสค.ปีการศึกษา 2568 ด้วยวิธีการคัดเลือกนั้น ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการสำนักงาน สกสค.ได้กำชับแนวนโยบายดำเนินโครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสค.ปีการศึกษา 2569 โดยยึดหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน ครู และระบบการศึกษาไทยเป็นสำคัญ พร้อมให้ประมวลปัญหาอุปสรรค ตลอดจนข้อสังเกต และข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นำมาปรับใช้เพื่อให้การดำเนินการจัดหาจัดจ้างมีประสิทธิภาพสูงสุด หลังจากพบว่ามีกรณีข้อร้องเรียนมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมี น.ส.ชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการคณะกรรมการสำนักงาน สกสค.ในฐานะประธานร่างขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) โครงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้า สกสค.ปีการศึกษา 2569 เป็นผู้รับผิดชอบกำกับติดตามโครงการฯ

พร้อมกันนี้ สกสค.ยังได้นำโครงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้า สกสค.ปีการศึกษา 2569 เข้าร่วมทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง โดยได้เชิญผู้สังเกตการณ์จากหน่วยงานภายนอก อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.), สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), กรมบัญชีกลาง และองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT) ร่วมติดตามการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 อย่างเคร่งครัดด้วย ส่งผลให้การดำเนินการภายใต้การกำกับของนายพีระพันธ์ และ น.ส.ชนนิกานต์ ไม่มีเรื่องร้องเรียนเหมือนปีที่ผ่านๆ มา

นฤมล ไฟเขียวหลักเกณฑ์ สรรหาอาจารย์อาชีวะ-ยกระดับตำแหน่งทางวิชาการ

นฤมล ไฟเขียวหลักเกณฑ์ สรรหาอาจารย์อาชีวะ-ยกระดับตำแหน่งทางวิชาการ

นฤมล ไฟเขียวหลักเกณฑ์ สรรหาอาจารย์อาชีวะ-ยกระดับตำแหน่งทางวิชาการ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.09 น.

“นฤมล”ไฟเขียวหลักเกณฑ์สรรหาอาจารย์อาชีวะ-ยกระดับตำแหน่งทางวิชาการ เปิดเส้นทางก้าวหน้า”ผู้ช่วยศาสตราจารย์–ศาสตราจารย์” ดันมาตรฐานเทียบ ก.พ.อ. เร่งเครื่องพัฒนาครูสายอาชีพทั่วประเทศ

26 กุมภาพันธ์ 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธาน ก.ค.ศ.เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 2/2569 ว่า ได้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอาชีพและสร้างเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจนให้กับข้าราชการครู

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงพื้นที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการอาชีวศึกษา ใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ และได้นำข้อมูล ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะมาใช้เป็นแนวทางในการจัดทำหลักเกณฑ์ให้เป็นไปบนพื้นฐานของข้อมูลตามบริบทจริงที่หลากหลายและรอบด้าน เพื่อให้สามารถสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีทักษะและความชำนาญในการสอนตรงตามความต้องการของสถานศึกษา และสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ในสถาบันการอาชีวศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะต่อไป

ในด้านการพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันการอาชีวศึกษา รัฐมนตรีกล่าวว่า “ที่ประชุมได้อนุมัติ (ร่าง) ประกาศ ก.ค.ศ.เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์) เนื่องจากมีข้าราชการครูที่ยื่นคำขอตำแหน่งทางวิชาการและจะมีคุณสมบัติที่จะขอแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณาจารย์ที่สูงขึ้นจึงจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันกับ ก.พ.อ. เพื่อใช้ในการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้นต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้แต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเพื่อทำการใดๆ แทน ก.ค.ศ.เพิ่มเติมอีกหนึ่งคณะ คือ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาเกี่ยวกับการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ และพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนด ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการพิจารณาดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ด้าน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ.และเลขานุการการประชุม กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากวาระพิจารณาทั้งหมดในวันนี้ ยังได้มีการรายงานความคืบหน้าการพิจารณารางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์ฯ ซึ่ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯ เพื่อพิจารณารางวัล ได้ประชุมหารือครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยเมื่อกำหนดกรอบของรางวัลชัดเจนแล้ว จะประกาศรายละเอียดให้ส่วนราชการทราบเพื่อเสนอรางวัล เข้ามาพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ.จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

“มติที่สำคัญในวันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการสนับสนุนให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะในสายอาชีวะ มีเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพการศึกษาของประเทศในระยะยาวต่อไป” เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว

สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาฯ หนุนการเรียนรู้แบบ Active Learning

สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาฯ หนุนการเรียนรู้แบบ Active Learning

สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาฯ หนุนการเรียนรู้แบบ Active Learning

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.54 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงเรียนราชวินิต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร(สพป.กทม.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ร่วมกับ สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้บริหาร ครู และผู้เรียนสู่การสร้างนวัตกรรมเน้นกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ ผ่านการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ตามแนวทางจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนตามมาตรฐานสากลของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวมประมาณ 300 คน จากทุกโรงเรียนในสังกัด สพป.กทม. และเครือข่ายสมาคมฯเข้าร่วม 

ดร.พิเชฐ โพธิภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวภายหลังการเป็นประธานอบรมเชิงปฏิบัติการฯว่า กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และโรงเรียน รวมถึงผู้บริหารสถานศึกษาและครูตระหนักดีว่าการจะให้เด็กเป็นคนเก่ง คนดี มีความสุขได้ นั้น เราจะต้องให้ความสำคัญในหลายมิติโดยเฉพาะการเรียนรู้ เราจะจัดการเรียนการสอนอย่างไรให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุข ซึ่งการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุขและได้ลงมือปฏิบัติ และยังได้นำเสนอผลงานด้วยตนเอง ทำให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และสามารถเป็นผู้นำได้ในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของยูเนสโกที่ระบุว่าเด็กต้องได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ต้องลงมือปฏิบัติได้ ต้องอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข คือสามารถทำงานเป็นกลุ่มได้ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ รวมถึงเด็กต้องเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองได้ ซึ่งทั้งหมดนี้มีอยู่ในการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่ สพฐ.ส่งเสริมให้นำ Active Learning มาสู่การจัดการเรียนการสอน 

“หัวใจสำคัญของการศึกษาในวันนี้คือการเปลี่ยนจากการท่องจำ เป็น การสร้างนวัตกรรม ผ่านกระบวนการ Active Learning มาเป็นเครื่องมือให้ครูออกแบบการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ ประยุกต์ใช้จนสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ด้วยตนเอง ซึ่งการอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ผู้บริหารและครูจะร่วมกันปฏิรูปหลักสูตรให้ทันสมัยและตอบโจทย์อนาคตได้” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นการเปลี่ยนห้องเรียนในการพัฒนากระบวนการคิดของเด็กเป็นการสร้างผลผลิต สร้างนวัตกรรม ทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนมีความสนุกสนาน กับการคิดและแสดงออกของตัวเอง และได้เห็นพัฒนาการของตัวเองได้ตลอดแนว ซึ่งจะสร้างความภาคภูมิใจให้ครูได้ถ้าครูสามารถนำพาผู้เรียนเป็นนวัตกรได้จากการสร้างนวัตกรรม  จากเป้หมายที่วางไว้ GPAS 5 Steps ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว เพียงแต่ครูต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจากการอธิบายมาเป็นพัฒนาการคิดของนักเรียนเป็นหลัก ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเบื้องตนได้ 

ประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า Active Learning ไม่ใช่การเรียนด้วยการคิดและการลงมือปฏิบัติเท่านั้น แต่ต้องมีกระบวนการมารองรับ เนื่องจากหลักสูตรกำหนดว่า เด็กต้องนำสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระไปสร้างเป็นความรู้ ซึ่งหนังสือเป็นเนื้อหาหรือข้อมูล คือ Content ที่เด็กต้องนำไปสร้างเป็นความรู้ คือ Knowledge โดยตัวเชื่อมระหว่าง Content  กับ Knowledge  ก็คือกระบวนการ นั่นก็คือ GPAS 5 Steps  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือประเทศไทยเรายังขาดเรื่องของกระบวนการอยู่ เพราะเราสอนแบบPassive Learning   คือ บรรยายอย่างเดียว สอนเนื้อหา ทำให้คุณภาพการศึกษาไม่ขยับ เพราะฉะนั้นจึงต้องปรับความเข้าใจของครูและผู้บริหารในเรื่องการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเพื่อไปสอนเด็กให้เข้าถึงกระบวนการอย่างแท้จริง  

“การที่ พว.มาจัดอบรมให้ความรู้ ไม่ใช่มาเพื่อบรรยาย แต่จะเป็นการชวนครูทำกิจกรรม เพื่อให้ครูเห็นภาพการจัดกิจกรรมสำหรับนักเรียน ว่า ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้เดินด้วยกระบวนการเดียวกัน สามารถสร้างกิจกรรมได้เหมือนกัน เป็นกระบวนการที่ไม่ได้ติดกับเนื้อหา ทำให้เด็กเกิดความจำระยะยาว สามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต  ที่ผ่านมาคะแนนโอเน็ตและพิซาของเด็กไทยตกต่ำมาเป็นสิบปี  เพราะการวิเคราะห์ข้อสอบเขาใช้กระบวนการนี้วิเคราะห์ และเนื้อหาข้อสอบก็ไม่ได้อยู่ในหนังสือ แต่เนื่องจากบ้านเราไม่ได้สอนกระบวนการ ทำให้เด็กไม่มีกระบวนการ ดังนั้นยิ่งติวหนังสือมากเท่าไหร่ก็ยิ่งตกมากเท่านั้น”ดร.ศักดิ์สินกล่าว

ด้าน ดร.ปรพล แก้วชาติ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การทำงานของสมาคมฯยุคนี้ จะทำงานเชิงวิชาการ ซึ่งการอบรมลักษณะนี้เป็นการอบรมครั้งที่ 3 เพื่อให้ผู้บริหารและครูมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการหลักสูตรเป็นผู้นำทางวิชาการ สามารถที่จะพาครูวิเคราะห์หลักสูตรได้ และสามารถกำหนดการสอนได้ เป็นการนำหลักสูตรแกนกลางลงสู่ห้องเรียน ซึ่งจะต้องผ่านการบริหารจัดการหลักสูตรและท้ายสุดก็จะมีการนิเทศกำกับติดตามคุณครูทุกคนให้เขียนแผนการเรียนรู้ที่ครบองค์ประกอบได้ และไฮไลท์สำคัญในการอบรมครั้งนี้คือ ครูและผู้บริหารจะต้องดำเนินการร่วมกันออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดแบบ Active Learning ซึ่งจะมีหลายกิจกรรมให้เลือกใช้ตามความถนัด และครูก็สามารถนำเอาไปปรับใช้ในห้องเรียนได้เป็นอย่างดี

“ตอนนี้เรามุ่งเน้นงานวิชาการ เพราะงานวิชาการจะไปจบที่การสร้างนวัตกรรมของผู้บริหารและครู เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดแบบ Active Learning ก็จะไม่ได้เนื้อหาสาระอย่างเดียว แต่จะได้กระบวนการคิดเพื่อนำไปออกแบบสุดท้ายก็จะเป็นนวัตกรรมของผู้เรียน ที่สำคัญผู้บริหารและครูสามารถต่อยอดนวัตกรรมนำไปขอเลื่อนและมีวิทยฐานะได้ด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการก้าวหน้าทางวิชาชีพ แต่ที่สำคัญที่สุดคือผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นเป้าหมายหลัก”ดร.ปรพล กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม สพป.กทม.ได้นำร่องกระบวนการคิดแบบ Active Learningมาสองสามปีแล้ว ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการทบทวนกระบวนการคิดอีกครั้ง โดยกลุ่มเป้าหมายในวันนี้คือโรงเรียนทั้ง 37 โรงเรียนและเครือข่ายสมาคมฯ ประมาณ 300 คน

อย่างไรก็ตาม การที่สมาคมฯได้เชิญวิทยากรเชี่ยวชาญด้านกระบวนการคิดจากสถาบัน พว.มาอบรม Active Learning ให้ครูมีความรู้ความเข้าใจ เนื่องจากทางสมาคมฯได้ไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี ซึ่งโรงเรียนได้ทำความร่วมมือกับ สพฐ.และ พว.ซึ่งตนก็เห็นว่าผู้บริหาร ครู และเด็ก Active จริง ๆ และคิดว่าจะมาทำให้เกิดประโยชน์กับโรงเรียนของพวกเราได้ อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมฯก็เปิดกว้างให้ทุกหน่วยงานที่ทำคุณประโยชน์ให้กับการการศึกษา

อว.พลิกโฉมมหา’ลัยกลุ่มพัฒนาชุมชน เร่งต่อยอดงานวิจัย – ทรัพย์สินทางปัญญา เพิ่มความมั่นคงทางการเงิน

อว.พลิกโฉมมหา’ลัยกลุ่มพัฒนาชุมชน เร่งต่อยอดงานวิจัย - ทรัพย์สินทางปัญญา เพิ่มความมั่นคงทางการเงิน

อว.พลิกโฉมมหา’ลัยกลุ่มพัฒนาชุมชน เร่งต่อยอดงานวิจัย – ทรัพย์สินทางปัญญา เพิ่มความมั่นคงทางการเงิน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.39 น.

26 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัย “กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น” หัวข้อ “ต้นแบบเรือธงด้านวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา” ภายใต้โครงการพัฒนาระบบบริหารการเงินและแนวทางการเพิ่มรายได้ “กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น“ กลุ่มที่ 3 ปีที่ 2 Reinventing University (Area – Based and Community Engagement) โดยมี ศ.ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ผศ.ดร.สุพจน์ ทรายแก้ว อนุกรรมการด้านการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ดร.วรานี เวสสุนทรเทพ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตสุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผศ.ดร.ปรียานุช พรหมภาสิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ดร.พีรพัฒน์ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา (หัวหน้าโครงการ) คณะผู้บริหารโครงการของมหาวิทยาลัยบูรพา และผู้เข้าร่วมประชุม กว่า 70 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมพวงเงิน อาคารจันทร์เจริญ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า โครงการพัฒนาระบบบริหารการเงินและแนวทางการเพิ่มรายได้ ภายใต้โครงการ Reinventing University ได้ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2  ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกลุ่มที่ 3 หรือกลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น ให้สามารถปรับตัวท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการแสวงหาแนวทางใหม่ ๆ ในการสร้างรายได้เพื่อความยั่งยืนของสถาบันอุดมศึกษา โดยในปัจจุบันมหาวิทยาลัยไทยกำลังเผชิญกับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงหรือ “Digital Disruption” และวิกฤตทางประชากรศาสตร์ที่รุนแรง จำนวนนักศึกษาที่ลดลงอย่างต่อเนื่องไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่ส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางการเงินและความอยู่รอดของสถาบัน นอกจากนี้ ค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะเฉพาะทางมากกว่าการเรียนจบปริญญา ยังเป็นปัจจัยที่เร่งให้มหาวิทยาลัยต้องปรับบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตบัณฑิตเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต การบริการวิชาการ และการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม

รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. ได้ดำเนินการผลักดันนโยบาย การพลิกโฉมมหาวิทยาลัย หรือ Reinventing University เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งค้นหาจุดแข็งและอัตลักษณ์ของตนเอง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยใน “กลุ่มการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น” ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนฐานราก แต่ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ยังติดด้วยข้อจำกัดทางกฎระเบียบ อำนาจการบริหารจัดการทางการเงิน และงบประมาณที่ยังไม่เอื้อต่อการดำเนินงานและการจัดหารายได้อย่างคล่องตัว

“งานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นเพียงองค์ความรู้บนหิ้ง แต่คือทรัพย์สินที่มีค่ามหาศาลหากเราสามารถพัฒนาไปสู่การบริการที่ได้มาตรฐานสากล และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน“ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

ด้าน ดร.พีรพัฒน์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อสร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนแนวทางบริหารการเงิน เพิ่มรายได้ด้านวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมศึกษาแนวปฏิบัติต้นแบบเพื่อนำไปปรับใช้ โดยกิจกรรมการประชุมประกอบด้วย การบรรยาย เรื่อง “แนวทางการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย กลุ่ม 3 ด้านการคลังและทรัพย์สินสู่แนวทางการเพิ่มรายได้เพื่อความยั่งยืนของมหาวิทยาลัย” การสรุปผลการดำเนินงานโครงการฯ ในระยะ 6 เดือน การศึกษาดูงานหอมขจรฟาร์มของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต การบรรยาย หัวข้อ “สถานะทางการเงินและมาตรวัดทางการเงินของมหาวิทยาลัย” (University Wealth Meter and Financial Status) รวมถึง กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การศึกษาข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และแนวทางแก้ไขของสถาบันอุดมศึกษาเรือธงต้นแบบ : มหาวิทยาลัยรายภัฏกำแพงเพชร (สาขาการวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา) และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต