ปลุกพลังเด็กไทยโชว์ศักยภาพนวัตกรรมสู่เวทีโลก ผ่านการแข่งขันหุ่นยนต์ ‘FIRST® LEGO® League 2026’

ปลุกพลังเด็กไทยโชว์ศักยภาพนวัตกรรมสู่เวทีโลก ผ่านการแข่งขันหุ่นยนต์ ‘FIRST® LEGO® League 2026’

ปลุกพลังเด็กไทยโชว์ศักยภาพนวัตกรรมสู่เวทีโลก ผ่านการแข่งขันหุ่นยนต์ ‘FIRST® LEGO® League 2026’

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เสียงเชียร์และบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ผสานความสนุก เติมเต็มพื้นที่การแข่งขันหุ่นยนต์ระดับประเทศ “เฟิร์ส เลโก้ ลีก (FIRST® LEGO® League 2026)” ภายใต้ธีม “UNEARTHED (โบราณคดี)” เวทีที่เปิดโอกาสให้เด็กไทยได้ “ขุดค้น” ความคิด สร้างสรรค์นวัตกรรม และพัฒนาทักษะแห่งอนาคตอย่างรอบด้าน ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ควบคู่ทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ การวางแผน การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม ผ่านการออกแบบและเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์เลโก้ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการก้าวสู่เวทีการแข่งขันระดับนานาชาติที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

การแข่งขันในปีนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) บริษัท แกมมาโก้ (ประเทศไทย) จำกัด และพันธมิตร โดยถือเป็นลีกเริ่มต้นที่เปิดให้เด็กไทยได้ประชันการแข่งขันหุ่นยนต์ในประเทศ แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ FIRST® LEGO® League Explore สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา อายุ 6–10 ปี และ FIRST® LEGO® League Challenge สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา–มัธยมศึกษา อายุ 9–16 ปี ซึ่งมีเยาวชนสมัครเข้าร่วมการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 813 คน จาก 122 ทีม จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเมื่อวันที่ 14–15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ ห้องไดมอนด์ ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต

ผลการแข่งขันปรากฏว่า รางวัลชนะเลิศ Champion’s Award: 1st Place รุ่น FLL Explore ได้แก่ทีม PANKIT จากสถาบัน iBot Academy Rayong จังหวัดระยอง และรางวัลชนะเลิศรุ่น FLL Challenge ได้แก่ทีม KMIDS OREO 1000 จากโรงเรียนสาธิตนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยทั้งสองทีมได้รับถ้วยรางวัล ใบประกาศนียบัตร ของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 40,000 บาท พร้อมสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเดือนเมษายน 2569

นอกจากนี้ ยังได้มอบ รางวัลพิเศษ “Dow Innovation Award” ให้แก่ทีม CEI ClickRobot Robo Kids จังหวัดเชียงราย เพื่อยกย่องผลงานที่โดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยมีทีมวิศวกรของ Dow ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน พร้อมมอบโล่เกียรติคุณและเงินรางวัล 5,000 บาท เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เด็กไทยต่อยอดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

นายธนัช วัฒนศักดิ์ภูบาล ผู้อำนวยการฝ่ายซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า Dow เชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุดเกิดจากการลงมือทำ การแข่งขัน FLL ไม่ได้สอนแค่เรื่องหุ่นยนต์หรือเทคโนโลยี แต่ช่วยปลูกฝังวิธีคิด การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่เด็กๆ จะต้องใช้ตลอดชีวิต เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมเด็กไทยให้พร้อมรับมือกับโลกอนาคต และสร้างนักนวัตกรรมรุ่นใหม่ให้กับประเทศ

ทั้งนี้ การแข่งขัน FIRST® LEGO® League (FLL) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลและการรับสมัครในครั้งต่อไปได้ที่เว็บไซต์ https://gammaco.com/fll/

ราชมงคลผนึกกองทุนอ้อยฯ รุกนำนวัตกรรมลงหน้าไร่ ยกระดับเกษตรกรไทยสู่ Smart Farmer

ราชมงคลผนึกกองทุนอ้อยฯ รุกนำนวัตกรรมลงหน้าไร่ ยกระดับเกษตรกรไทยสู่ Smart Farmer

ราชมงคลผนึกกองทุนอ้อยฯ รุกนำนวัตกรรมลงหน้าไร่ ยกระดับเกษตรกรไทยสู่ Smart Farmer

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

9 ราชมงคลดึงงานวิจัยช่วยกองทุนอ้อยฯ มุ่งใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และพัฒนาทักษะชาวไร่สู่เกษตรกรอัจฉริยะ พร้อมแปรรูปของเสียสร้างรายได้เสริม เพื่อความยั่งยืนให้อุตสาหกรรมอ้อยทั่วประเทศ

เมื่อเร็วๆนี้ที่ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร ได้มีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างนายเอกรินทร์ ทองนอก รองผู้อำนวยการ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศ โดยมี รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ในฐานะประธาน ที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) เป็นผู้แทนนำคณะผู้บริหารเข้าร่วมลงนาม เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการใช้มิติด้านการศึกษาและวิจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยไทยอย่างครบวงจร

สำหรับการร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของมหาวิทยาลัยเข้ากับภาคการผลิตจริง โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานในพื้นที่ไร่อ้อยทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกรอย่างตรงจุด ผ่านการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยนำนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้จัดการไร่ ตั้งแต่การวิเคราะห์ดิน การเลือกสายพันธุ์ ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวที่แม่นยำ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตและยกระดับคุณภาพความหวานของอ้อยให้สูงขึ้นตามความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังเตรียมร่วมกันสร้างบุคลากรเชี่ยวชาญ ด้วยการร่วมกันพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้สมัยใหม่ให้แก่เจ้าหน้าที่และชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ เพื่อยกระดับทักษะการใช้เทคโนโลยีมุ่งสู่การเป็นเกษตรกรอัจฉริยะหรือ Smart Farmer ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าด้วยแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว โดยจะใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของกลุ่มราชมงคลเข้ามาบริหารจัดการของเสียจากโรงงานน้ำตาล เพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างรายได้เสริมให้แก่ชุมชนแล้ว ยังเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ด้าน รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ เปิดเผยว่า กรอบความร่วมมือระยะเวลา 2 ปีนี้ จะเน้นการสนับสนุนด้านวิชาการและการวิจัยพัฒนาอย่างเข้มข้น ครอบคลุมทั้งการผลิต การใช้ และการจำหน่ายอ้อยและน้ำตาลทราย ให้สอดคล้องกับนโยบายของประเทศทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม โดยจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การสนับสนุนทุนวิจัยภายใต้กรอบกฎหมาย และการจัดกิจกรรมร่วมกันเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม การจับมือกันในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลในการเป็นฟันเฟืองหลักเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับพี่น้องชาวไร่อ้อยไทยในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ศิลปะแสดงสดนานาชาติเชียงราย 69River Resistance-การต่อต้านเพื่อแม่น้ำ

ศิลปะแสดงสดนานาชาติเชียงราย 69River Resistance-การต่อต้านเพื่อแม่น้ำ

ศิลปะแสดงสดนานาชาติเชียงราย 69River Resistance-การต่อต้านเพื่อแม่น้ำ

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.16 น.

แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง คือสายน้ำข้ามพรมแดนในจังหวัดเชียงรายที่หล่อเลี้ยงผู้คนทั้งอาหาร เศรษฐกิจ การเดินทาง และความทรงจำร่วมของชุมชนมายาวนาน จนสามารถสร้างบ้านแปงเมืองสั่งสมความมั่งคั่งจนกลายเป็นแหล่งอารยธรรมอันยิ่งใหญ่หลายยุคหลายสมัยกลายเป็นอาณาจักรโบราณในชื่อต่างๆ แต่ทั้งหมดก่อร่างสร้างเมืองจากรากฐานความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำเหล่านี้

แต่ในวันนี้สายน้ำหลักของเมืองเชียงรายกำลังเผชิญวิกฤตที่มองไม่เห็นจากสารพิษปนเปื้อนที่ไหลมากับสายน้ำซึ่งมีต้นกำเนิดจากเหมืองแร่เถื่อนในฝั่งประเทศพม่า ทั้งแร่แรร์เอิร์ทและเหมืองทองคำ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกองกำลังทหารว้า(United Wa State Army -UWSA) และทหารพม่า ที่กระจายตัวตามแหล่งต้นน้ำลำธาร รวมถึงการขุดเจาะทำเหมืองกันกลางลำน้ำ และขยายกิจการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆโดยมีกระบวนการชะล้างดินและสกัดแร่แบบไร้การควบคุมและปล่อยสู่แหล่งธรรมชาติ ทำให้สารโลหะหนักต่างๆไหลลงสู่ลำน้ำ

สารพิษเหล่านี้ไม่เพียงผ่านมาและผ่านไป หากยังตกค้าง สะสมในระบบนิเวศ ในตัวปลา ในพืชริมน้ำ และห่วงโซ่อาหาร ท้ายที่สุดก็เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพ ไปถึงความมั่นคงทางอาหาร และสูญเสียวิถีวงจรการพึ่งพาทรัพยากรที่ปลอดภัยในที่สุด

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นเมื่อวิกฤตสายน้ำปนเปื้อนถูกทับซ้อนด้วยโครงการขนาดใหญ่คือการสร้างเขื่อนปากแบงกั้นแม่น้ำโขงในประเทศลาวซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียง 96 กม. ซึ่งจะทำให้บริเวณหน้าเขื่อนกลายเป็นอ่างเก็บน้ำที่ตกตะกอนด้วยสารโลหะหนักและกลายเป็นอ่างเก็บน้ำพิษที่เอ่อท่วมใน อ.เวียงแก่นและ อ.เชียงของ จ.เชียงราย

โครงการศิลปะแสดงสดนานาชาติ เชียงราย 2569 เป็นการ “ต่อต้านเพื่อแม่น้ำ (River Resistance)”  โดยการเข้าร่วมของ ศิลปินไทยและนานาชาติ รวม 11 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ศรีลังกา สิงคโปร์ ไต้หวัน จีน อาร์เจนตินา ออสเตรีย สหรัฐอเมริกา และไทย จำนวน 45 คน ที่จะร่วมแสดงศิลปะริมแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 12-16 มีนาคม 2569 เพื่อร่วมกันสะท้อนให้สิ่งที่มองไม่เห็น เช่น ความเสี่ยง การปนเปื้อน ความหวาดหวั่นของชุมชน กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้คนสัมผัสได้จริง

งานแสดงศิลปะนานาชาติครั้งนี้มุ่งเน้นใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสารปัญหาวิกฤตลุ่มน้ำข้ามพรมแดนไปยังผู้มีอำนาจ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสังคมในวงกว้าง เพื่อให้รับรู้ถึงผลกระทบจากถึงการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่ผูกผันกับชีวิตผู้คน เพื่อส่งสารอย่างตรงไปตรงมา เรียกร้องความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และการจัดการจัดการทรัพยากรที่คำนึงถึงชีวิตของผู้คนลุ่มแม่น้ำอย่างแท้จริง

ดร.จักกริช ฉิมนอก ศิลปินผู้จัดงานและภัณฑารักษ์ของโครงการ เล่าว่าได้จัดกิจกรรมในลักษณะนี้มาแล้ว 2 ครั้งได้แก่ “ฮอมปอย แม่น้ำโขง” และ “ธาราไร้พรมแดน” โดยใช้ศิลปะแสดงสด (Performance Art) เป็นเครื่องมือหลักในการถ่ายทอดปัญหาเพื่อทำงานทางความคิดและตั้งคำถามต่อสังคม ในเรื่องความไม่เป็นธรรมเชิงสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนในท้องถิ่นในลุ่มแม่น้ำ ต้องเผชิญจากมลพิษการทำเหมืองแร่ทางต้นน้ำที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านและปัญหาของเขื่อนในแม่น้ำที่ทำให้ประชาชนลุ่มแม่น้ำได้รับผลกระทบ 

สำหรับโครงการศิลปะแสดงสดนานาชาติ เชียงราย 2569 ใช้เวลาวางแผนมามากกว่า 2 เดือน โดยมีจุดประสงค์สำคัญคือ การชวนผู้ชม มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เคยแยกออกจากกันได้ เมื่อสิ่งหนึ่งได้รับผลกระทบอีกสิ่งหนึ่งย่อมได้รับผลกระทบตามมาเสมอ และผลกระทบนั้นมักลากยาวเป็นลูกโซ่ จากผู้กระทำการหนึ่งไปถึงอีกกระทำการหนึ่งเสมอ ขณะเดียวกัน ภายในงานยังมีการจัดวงเสวนาเพื่อเปิดพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนและเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

“ผมสนใจและพูดถึงประเด็นเหล่านี้มาตลอด ตั้งแต่เริ่มเรียนรู้ศิลปะสมัยเรียนจนถึงปัจจุบัน งานศิลปะสำหรับผมจึง เป็นทั้งเครื่องมือสื่อสารประเด็นปัญหาของสังคม และใช้เพื่อขับเคลื่อนสังคม ในเรื่องของการเมืองระดับฐานรากไปจนถึงระดับโครงสร้าง”

ศิลปินนักวิชาการผู้นี้ ยังได้อธิบายถึงสาเหตุที่ต้องใช้ศิลปะแสดงสด (Performance Art) ในการสื่อสารปัญหา เนื่องจาก Performance Art เป็นศิลปะที่ต้องใช้ร่างกายของตัวเองเป็นอุปกรณ์หลักในการแสดงออก เพราะร่างกายเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถแสดงออกได้อย่างเสรี และเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม สังคม ที่มีส่วนได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เช่นกัน

ขณะที่ชินดนัย ปวนคำ หรือ ไนท์ 1 ในศิลปินที่ร่วมแสดงครั้งนี้ และยังเป็น 1 ในศิลปินเชียงรายผู้ก่อตั้งกลุ่ม ไส้ติ่งโซลไซตี้ อธิบายถึงจุดเริ่มต้นทำงานศิลปะเพื่อสื่อสารสังคมของตนเองว่า เคยทำงานศิลปะแนวขบถมาก่อน และยังเชื่อในความงามของศิลปะต้องสวยงาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตอนที่ได้ทำงานศิลปะในโครงการเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนซึ่งตอนนั้นได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่ตัวเองถูกกันแกล้งในโลกออนไลน์ และคิดว่ายังเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว แต่พอได้เห็นเรื่องราวของคนอื่นมากขึ้นผมเริ่มเข้าใจแล้วว่ามันเชื่อมโยงกับโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น ตนจึงหลุดออกจากกรอบที่ว่าศิลปะต้องสวยงาม

“ก่อนหน้านี้ผมได้ทำงานศิลปะเกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เวียงหนองหล่ม ทำให้ผมมองเห็นความซับซ้อนของท้องถิ่นมากขึ้น ผมเห็นว่าคนในพื้นที่มีชีวิต มีประวัติศาสตร์ มีความต้องการของเขาเอง แต่หลายครั้งเสียงเหล่านั้นกลับไม่ถูกได้ยิน ก่อนที่จะได้ร่วมแสดงในงานที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ผมได้ทำงานเกี่ยวกับแม่น้ำกกประมาณ 2-3 ครั้ง โดยการ Performance Art เหมือนกับครั้งนี้ ผมจะประยุกต์แนวคิดที่หลากหลายขึ้นเรื่อยๆ เช่น การใช้ร่างกายของตัวเองเปลือยเปล่าท่องมนต์คาถากับแม่น้ำ เพื่อเป็นการสื่อสารว่า อย่าให้ตัวผม อย่าให้พวกเรา หรืออย่าให้ประชาชน ต้องมาอ้อนวอนร้องขอสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การเข้าถึงทรัพยากรที่ปลอดภัย” 

ไนท์ กล่าวในตอนท้ายว่า “ศิลปะของผมไม่ได้ทำขึ้นเพื่อโจมตีใครเป็นการส่วนตัว แต่มันคือการวิพากษ์โครงสร้างรัฐที่ล้มเหลว ถ้ารัฐทำหน้าที่ได้ดี ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องออกมาเรียกร้อง”

ทั้งนี้ โครงการเลือกช่วงเวลาที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง คือ 14 มีนาคม ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็น วันปฏิบัติการสากลต่อต้านเขื่อน วันปฏิบัติการเพื่อแม่น้ำ ซึ่งถือกำเนิดจากการเคลื่อนไหวของชุมชนผู้ได้รับผลกระทบทั่วโลก เพื่อยืนยันว่า แม่น้ำไม่ใช่เพียงทรัพยากร หากคือระบบในชีวิตที่ต้องได้รับการเคารพ

องคมนตรีเชิญสัญญาบัตรพัดยศ-ผ้าไตร ถวาย หลวงปู่ศิลา-หลวงปู่เวิน

องคมนตรีเชิญสัญญาบัตรพัดยศ-ผ้าไตร ถวาย หลวงปู่ศิลา-หลวงปู่เวิน

องคมนตรีเชิญสัญญาบัตรพัดยศ-ผ้าไตร ถวาย หลวงปู่ศิลา-หลวงปู่เวิน

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.40 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ องคมนตรี เชิญสัญญาบัตรพัดยศและผ้าไตร มาถวาย พระเทพวัชรธรรมโสภณ และพระราชวัชราจารโสภณ ณ จังหวัดกาฬสินธุ์

วันที่ 3 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอำพน กิตติอำพน องคมนตรี เชิญสัญญาบัตรพัดยศและผ้าไตร มาถวาย พระเทพวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา สิริจันโท) และพระราชวัชราจารโสภณ (หลวงปู่เวิน คุเณสโก) ณ วัดพระธาตุหมื่นหิน ตำบลกุดปลาค้าว อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์

 โดยมี นายสุวรรธณ์  เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นายธนภัทร  ณ ระนอง นางฐพัชร์รดา  ธนินท์จิรานนท์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์  พล.ต.ต.ทรงพล บริบาลประสิทธิ์  ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ พ.อ.สิทธิศักดิ์ พรหมดิเรก รองผอ.รมน.กาฬสินธุ์ หัวหน้าส่วนราชการ  ข้าราชการ คณะสงฆ์  และประชาชนเข้าร่วมพิธี

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 2 รูป ดังนี้

พระราชวัชรธรรมโสภณ เป็น พระเทพวัชรธรรรมโสภณ วิมลสีลาจารนิวิฐ ไพศาลศาสนกิจจาทรยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นเทพ สถิต ณ วัดพระธาตุหมื่นหิน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 5 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

และแต่งตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ  พระครูโสภณวินัยวัฒน์ เป็น พระราชวัชราจารโสภณ โกศลบริหารวรกิจ ยติคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดบูรพาโคกเครือ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูโบฎีกา 1  ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พุทธศักราช 2569

ไทยพีบีเอส Content Commissioning 2569 ผ่านรอบแรก ผู้ผลิตรายใหม่ร่วม 60% ย้ำโปร่งใส–ขยายโอกาสผู้ผลิต

ไทยพีบีเอส Content Commissioning 2569 ผ่านรอบแรก ผู้ผลิตรายใหม่ร่วม 60% ย้ำโปร่งใส–ขยายโอกาสผู้ผลิต

ไทยพีบีเอส Content Commissioning 2569 ผ่านรอบแรก ผู้ผลิตรายใหม่ร่วม 60% ย้ำโปร่งใส–ขยายโอกาสผู้ผลิต

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

ไทยพีบีเอส ประกาศรายชื่อ 48 ข้อเสนอที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ โครงการ Content Commissioning 2569 ตอกย้ำกระบวนการคัดเลือกที่ “โปร่งใส–เป็นธรรม” พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตรายใหม่และรายเดิม ร่วมพัฒนาแนวคิดสร้างสรรค์สู่สื่อสาธารณะอย่างหลากหลายและเท่าเทียม

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ประกาศรายชื่อผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ ในโครงการเปิดรับข้อเสนอผลิตและพัฒนาเนื้อหาใหม่จากผู้ผลิต (Content Commissioning 2569) จำนวน 48 รายการ จากข้อเสนอทั้งหมดที่ยื่นเข้ามา รวม 415 ราย ภายหลังเปิดรับระหว่างวันที่ 29-30 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอที่ไม่ผ่านการคัดสรรจำนวน 367 รายการ

ในจำนวน 48 รายการที่ผ่านการคัดเลือก แบ่งเป็นผู้ผลิตรายใหม่ 28 บริษัท และผู้ผลิตรายเดิม 20 บริษัท สะท้อนการเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตหลากหลายกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาเนื้อหาสำหรับสื่อสาธารณะ  

สำหรับเนื้อหาที่ผ่านการคัดเลือก ครอบคลุม 8 ประเภท ได้แก่

เนื้อหาทุนทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จำนวน 6 รายการ
เนื้อหาระบบนิเวศ และสมดุลทางธรรมชาติ จำนวน 14 รายการ
เนื้อหาด้านสุนทรียะทางดนตรี จำนวน 5 รายการ
เนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม จำนวน 4 รายการ
เนื้อหาด้านกีฬา และเกมส์ จำนวน 4 รายการ
เนื้อหาด้านลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมประชาธิปไตย จำนวน 10 รายการ
เนื้อหาด้านการป้องกันทุจริต ต่อต้านคอร์รัปชัน (ไม่มี)
เนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้พิการ ผู้สูงวัย คนชายขอบ จำนวน 5 รายการ

นายสมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านการสร้างสรรค์เนื้อหา กล่าวว่า การเปิดรับข้อเสนอครั้งนี้ให้ความสำคัญกับ “ความโปร่งใสและความเป็นธรรม” ต่อผู้ผลิตทุกรายอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในบริบทอุตสาหกรรมปัจจุบันที่รูปแบบการผลิตมีความหลากหลายมากขึ้น ที่ผ่านมากระบวนการมีความโปร่งใสอยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าอาจมีข้อจำกัดด้านกรอบหรือรูปแบบที่ทำให้ผู้ผลิตบางกลุ่มรู้สึกว่าเข้าถึงได้ยาก รอบนี้จึงพยายาม “ขยายกรอบ” ให้กว้างขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะสารคดีหรือสารประโยชน์เท่านั้น แต่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตในรูปแบบอื่น ๆ เช่น เกมโชว์ วาไรตี้ หรือคอนเทนต์สร้างสรรค์ประเภทต่าง ๆ สามารถนำเสนอได้เช่นกัน  โดยเน้นเนื้อหาที่สร้างสรรค์ สนุก แตกต่าง และยังคงสาระและความเป็นประโยชน์ไว้ครบถ้วน

ขณะเดียวกัน กระบวนการพิจารณาข้อเสนอในครั้งนี้ถูกออกแบบให้เข้มข้นและรัดกุมมากขึ้น มีการวางแผนรองรับอย่างเป็นระบบและดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้คอนเทนต์ที่มีคุณภาพและตอบโจทย์องค์กร

“เมื่อกรอบกว้างขึ้น โอกาสก็เปิดกว้างขึ้น นั่นหมายถึงความเป็นธรรมที่มากขึ้น เพราะไม่ได้จำกัดอยู่กับผู้ผลิตบางกลุ่ม” นายสมชัย กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับกำหนดการคัดสรรรายการ วันที่ 16-18, 24-25 มี.ค. 2569 จะเป็นการพิจารณารอบสอง โดยผู้ผ่านเข้ารอบจะต้องนำเสนอต่อหน้าคณะกรรมการ และวันที่ 1 เม.ย. 2569 จะประกาศผลการคัดสรรอย่างเป็นทางการ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID : @commissioning หรือโทรศัพท์ 02-790-2264 และ 02-790-2265 ในวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 10.00-18.00 น. (เว้นวันหยุดราชการ)

ในหลวง ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย ในโอกาสวันชาติ

ในหลวง ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย ในโอกาสวันชาติ

ในหลวง ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย ในโอกาสวันชาติ

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.10 น.

“ในหลวง” ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐบัลแกเรีย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพรไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐบัลแกเรีย ซึ่งตรงกับวันที่ 3 มีนาคม 2569 ความว่า

ฯพณฯ นางอีเลียนา อีโอโตวา ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย กรุงโซเฟีย

ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐบัลแกเรีย ข้าพเจ้าขอส่งคำอำนวยพรและความปรารถนาดีด้วยใจจริง เพื่อท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงและประสบแต่ความสุขสวัสดี ทั้งเพื่อความก้าวหน้ารุ่งเรืองของประเทศและประชาชนชาวบัลแกเรีย
     
ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษของความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีต่อกัน ประเทศไทย และสาธารณรัฐบัลแกเรียมีความสัมพันธ์ฉันมิตรอันใกล้ชิดมาโดยตลอด ความสัมพันธ์ดังกล่าวกอปรกับความร่วมมือที่มีระหว่างกันได้พัฒนาก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจ ข้าพเจ้าจึงเชื่อมั่นว่า มิตรภาพที่แน่นแฟ้นระหว่างประเทศของเราทั้งสองจะดำเนินรุดหน้าต่อไป ทำให้มั่นใจได้ว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จยิ่งขึ้นของความร่วมมือระหว่างกันในทุกระดับ โดยเฉพาะในด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว รวมถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการศึกษา เพื่อประโยชน์สุขร่วมกันในภายภาคหน้า
     
(พระปรมาภิไธย)  มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

วธ.ขยายเครือข่ายหนุนศิลปะร่วมสมัยไทยก้าวสู่สากล

วธ.ขยายเครือข่ายหนุนศิลปะร่วมสมัยไทยก้าวสู่สากล

วธ.ขยายเครือข่ายหนุนศิลปะร่วมสมัยไทยก้าวสู่สากล

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.10 น.

วธ.โดย สศร.-กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยขยายเครือข่ายศิลปะร่วมสมัย ผนึกสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา-Cheongju Craft Biennale ร่วมเอ็มโอยูเสริมทัพ ชู 6 พันธมิตรรวมพลังดันศิลปะร่วมสมัยไทยก้าวสู่ระดับสากล เผยปี 61 – 69 กองทุนฯส่งเสริม 367 โครงการ จัดสรรเงินอุดหนุนกว่า 116 ล้านบาท

26 กุมภาพันธ์ 2569 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในงานแถลงข่าวโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจากกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 และพิธีร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนางานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยระหว่างสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) และกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยกับเครือข่ายด้านศิลปะร่วมสมัย โดยมี คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สศร.ร่วมแถลงข่าว และมี นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ผู้ได้รับการส่งเสริมจากกองทุนฯ ผู้แทนเครือข่ายด้านศิลปะร่วมสมัย แขกผู้มีเกียรติ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ สศร.เข้าร่วม ณ ห้องแกลเลอรี 2 ชั้น G อาคารหอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

นายประสพ เรียงเงิน ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มีภารกิจและหน้าที่ในการส่งเสริมงานเกี่ยวกับศิลปะ ศาสนาและวัฒนธรรม รวมทั้งต่อยอดพัฒนางานศิลปะให้มีความร่วมสมัยโดยมีสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เป็นหน่วยงานหลักในการทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่กิจกรรมสร้างสรรค์และต่อยอดงานศิลปะร่วมสมัย ซึ่งในการดำเนินการได้บูรณาการความร่วมมือเชิงรุก ระหว่าง สศร. กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย เครือข่ายศิลปะร่วมสมัยและภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้การสนับสนุนศิลปินและผู้ประกอบการด้านศิลปะร่วมสมัยเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดในการเปลี่ยนต้นทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ สืบสาน สร้างสรรค์และนำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิด ไท ไทย ซึ่งมุ่งเน้นการนำรากเหง้าแห่งภูมิปัญญา วัฒนธรรม ศิลปะหรืออัตลักษณ์ท้องถิ่นมาต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ช่วยสร้างอาชีพและรายได้สู่ศิลปิน ประชาชนและชุมชนเพื่อขับเคลื่อนวัฒนธรรมไทยให้เป็นรากฐานพัฒนาเศรษฐกิจของชาติให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สศร.กล่าวว่า กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2551 ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย พ.ศ.2551 ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา กองทุนฯได้สนับสนุนการทำงานของศิลปินและองค์กรทางศิลปวัฒนธรรมครอบคลุมศิลปะทุกสาขา ซึ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 – 2569 กองทุนฯได้ส่งเสริมโครงการไปแล้วทั้งหมด 367 โครงการ และจัดสรรเงินสนับสนุนรวมกว่า 116 ล้านบาท โดยในปี พ.ศ.2569 มีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมทั้งหมด 44 โครงการ ซึ่งครอบคลุม 9 สาขา ได้แก่ ทัศนศิลป์ , วรรณศิลป์, ดนตรี, ศิลปะการแสดง, ภาพยนตร์, สถาปัตยกรรม, มัณฑนศิลป์, เรขศิลป์ , ออกแบบเครื่องแต่งกาย ซึ่งทุกโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจากกองทุนฯ ล้วนมีความโดดเด่น และมีเอกลักษณ์ในแบบฉบับของตนเองและวธ.โดยสศร. กองทุนฯ ผู้ให้การสนับสนุน เครือข่ายศิลปิน เครือข่ายศิลปะร่วมสมัยและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนต่างรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมศิลปินและเครือข่ายศิลปะร่วมสมัยให้สามารถพัฒนาองค์ความรู้และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์และเผยแพร่ผลงานศิลปะร่วมสมัยของไทย ไปสู่ระดับชาติและระดับนานาชาติ

คุณหญิงปัทมา กล่าวอีกว่า กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย มุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจในการส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านศิลปะร่วมสมัยทั้ง 9 สาขาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมืออันดีจากภาคีเครือข่ายที่สำคัญตลอดมา ได้แก่ 1.ไอคอนสยาม 2.ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) 3.กลุ่ม Chat Lab และ 4.มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขณะเดียวกันในวันนี้ได้มีการขยายฐานความร่วมมือสู่ระดับสถาบันการศึกษาและระดับนานาชาติ ระหว่างสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) และกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยกับเครือข่ายด้านศิลปะร่วมสมัย ได้แก่ สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา และ Cheongju Craft Biennale โดย Cheongju Craft Biennale Organizing Committee ซึ่งการลงนาม MOU ในครั้งนี้ ทำให้การบูรณาการความร่วมมือในการส่งเสริมการสร้างสรรค์ การพัฒนาและเผยแพร่ผลงานศิลปะร่วมสมัยให้มีความเข้มแข็งและก้าวไปสู่ระดับนานาชาติมากขึ้น

– 006

เปลี่ยนห้องเรียนสู่ ‘สนามธุรกิจขนาดย่อม’ รร.ท่าสองยางวิทยาคม ปลูกผักสร้างทักษะอาชีพ

เปลี่ยนห้องเรียนสู่ ‘สนามธุรกิจขนาดย่อม’ รร.ท่าสองยางวิทยาคม ปลูกผักสร้างทักษะอาชีพ

เปลี่ยนห้องเรียนสู่ ‘สนามธุรกิจขนาดย่อม’ รร.ท่าสองยางวิทยาคม ปลูกผักสร้างทักษะอาชีพ

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงเรียนท่าสองยางวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก เปิดโครงการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ภายในโรงเรียน สร้างโมเดลการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่จับต้องได้จริง เปลี่ยนห้องเรียนสู่ “สนามธุรกิจขนาดย่อม” ให้เด็กมัธยมได้ลงมือทำทุกขั้นตอน

นายสุทิน คำน่าน ผู้อำนวยการโรงเรียนท่าสองยางวิทยาคม เปิดเผยว่า โรงเรียนมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง ควบคู่ความรู้ทางวิชาการ โดยใช้โครงการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์เป็นฐานการเรียนรู้ บูรณาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การงานอาชีพ และทักษะชีวิตเข้าด้วยกัน

ภายในโรงเรือน นักเรียนเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการเพาะเมล็ด การควบคุมระบบน้ำและธาตุอาหาร การดูแลคุณภาพผลผลิต ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี ก่อนต่อยอดสู่ขั้นตอนคัดแยก บรรจุถุง ติดฉลาก และวางจำหน่ายให้ครู ผู้ปกครอง และชุมชนใกล้เคียง ที่สำคัญ โครงการนี้มีรายได้หมุนเวียนจริง นักเรียนต้องร่วมกันคำนวณต้นทุน กำไร วางแผนการผลิตตามความต้องการตลาด ฝึกการบริหารจัดการและการทำงานเป็นทีมอย่างเป็นระบบ

“เราอยากให้เด็กเรียนแล้วนำไปใช้ได้จริง มีทักษะอาชีพติดตัว และเข้าใจหลักการบริหารจัดการตั้งแต่ยังเรียนอยู่” นายสุทิน กล่าว

ทั้งนี้ ภาพนักเรียนยืนถือผักสดสีเขียวสดใสกลางโรงเรือน กลายเป็นสัญลักษณ์ของการศึกษายุคใหม่ที่ไม่หยุดอยู่แค่ตำรา แต่สร้างประสบการณ์ตรง สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้ผู้เรียน ดังนั้น โรงเรียนท่าสองยางวิทยาคมจึงไม่ได้เพียงปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ หากแต่กำลังปลูก “อนาคตที่มั่นคง” ให้เยาวชนเติบโตอย่างแข็งแรงในโลกความจริง

‘นฤมล’ ไฟเขียวเห็นชอบหลักเกณฑ์สรรหาอาจารย์อาชีวะ เปิดเส้นทางก้าวหน้า ‘ผศ. – ศ.’ ดันมาตรฐานเทียบ ก.พ.อ.

‘นฤมล’ ไฟเขียวเห็นชอบหลักเกณฑ์สรรหาอาจารย์อาชีวะ เปิดเส้นทางก้าวหน้า ‘ผศ. – ศ.’ ดันมาตรฐานเทียบ ก.พ.อ.

‘นฤมล’ ไฟเขียวเห็นชอบหลักเกณฑ์สรรหาอาจารย์อาชีวะ เปิดเส้นทางก้าวหน้า ‘ผศ. – ศ.’ ดันมาตรฐานเทียบ ก.พ.อ.

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธาน ก.ค.ศ. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 2/2569 ว่าได้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอาชีพและสร้างเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจนให้กับข้าราชการครู

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงพื้นที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการอาชีวศึกษา ใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ และได้นำข้อมูล ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะมาใช้เป็นแนวทางในการจัดทำหลักเกณฑ์ให้เป็นไปบนพื้นฐานของข้อมูลตามบริบทจริงที่หลากหลายและรอบด้าน เพื่อให้สามารถสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีทักษะและความชำนาญในการสอนตรงตามความต้องการของสถานศึกษา และสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ในสถาบันการอาชีวศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะต่อไป

ในด้านการพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันการอาชีวศึกษา รัฐมนตรีกล่าวว่า “ที่ประชุมได้อนุมัติ (ร่าง) ประกาศ ก.ค.ศ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ

การอาชีวศึกษา (ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์) เนื่องจากมีข้าราชการครูที่ยื่นคำขอตำแหน่งทางวิชาการและจะมีคุณสมบัติที่จะขอแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณาจารย์ที่สูงขึ้นจึงจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันกับ ก.พ.อ. เพื่อใช้ในการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้นต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้แต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเพื่อทำการใด ๆ แทน ก.ค.ศ. เพิ่มเติมอีกหนึ่งคณะ คือ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาเกี่ยวกับการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ และพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการพิจารณาดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”

ด้าน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. และเลขานุการการประชุม กล่าวเพิ่มเติมว่า  นอกจากวาระพิจารณาทั้งหมดในวันนี้ ยังได้มีการรายงานความคืบหน้าการพิจารณารางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์ฯ ซึ่ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญฯ เพื่อพิจารณารางวัล ได้ประชุมหารือครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยเมื่อกำหนดกรอบของรางวัลชัดเจนแล้ว จะประกาศรายละเอียดให้ส่วนราชการทราบเพื่อเสนอรางวัล เข้ามาพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ. จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

“มติที่สำคัญในวันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการสนับสนุนให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะในสายอาชีวะ มีเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพการศึกษาของประเทศในระยะยาวต่อไป” เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าว

‘Play to Learn – Learn to Sell by Shopee’ ปั้นครูยุคใหม่ เสริมทักษะการเงิน – อีคอมเมิร์ซ ต่อยอดความรู้ สร้างรายได้จริงสู่ชุมชน

‘Play to Learn - Learn to Sell by Shopee’ ปั้นครูยุคใหม่ เสริมทักษะการเงิน - อีคอมเมิร์ซ ต่อยอดความรู้ สร้างรายได้จริงสู่ชุมชน

‘Play to Learn – Learn to Sell by Shopee’ ปั้นครูยุคใหม่ เสริมทักษะการเงิน – อีคอมเมิร์ซ ต่อยอดความรู้ สร้างรายได้จริงสู่ชุมชน

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ Garena, Shopee และ Monee ผนึกกำลัง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ยกระดับทักษะครูยุคดิจิทัล ผ่านโครงการ “Play to Learn” และ “Learn to Sell by Shopee” ให้แก่ครูในสังกัด สกร. จำนวนกว่า 600 คน ภายในปี 2569 มุ่งเสริมทักษะการเงินและอีคอมเมิร์ซ เพื่อให้ครูสามารถถ่ายทอดความรู้และต่อยอดสู่การสร้างรายได้จริงในชุมชนทั่วประเทศ โดยจัดขึ้น ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์     

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า โลกยุคดิจิทัลได้เปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงานอย่างรวดเร็ว การพัฒนาคนในปัจจุบันจึงต้องมุ่งสร้าง ทักษะที่ใช้ได้จริง ควบคู่กับความรู้ทางวิชาการ เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวและยืนหยัดได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น ภารกิจของ สกร. จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการมอบคุณวุฒิทางการศึกษา แต่ครอบคลุมถึงการเสริมสร้างวินัยทางการเงิน ความสามารถในการวางแผนชีวิต และทักษะการสร้างรายได้ที่สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชน การพัฒนาครูให้มีองค์ความรู้และเครื่องมือที่เหมาะสมถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจนี้ให้เป็นรูปธรรม เพราะเมื่อบุคลากรเหล่านี้สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านการเงินและการสร้างรายได้ในแบบที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนตนเองได้อย่างแท้จริง ย่อมนำไปสู่การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในครั้งนี้ เป็นการวางรากฐานเชิงโครงสร้างเพื่ออนาคต เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และศักยภาพของครู สกร. เข้ากับการพัฒนาประชาชนทุกช่วงวัย เพื่อให้สามารถก้าวทันโลกดิจิทัลได้อย่างสมดุลและมั่นคง

ดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า Sea (ประเทศไทย) ใช้ความเชี่ยวชาญและแพลตฟอร์มดิจิทัลของเราเป็นเครื่องมือหลัก เราร่วมมือกับพันธมิตรด้านการศึกษาเพื่อยกระดับทักษะการเงินและอีคอมเมิร์ซของครูและบุคลากรทางการศึกษา ผ่านกิจกรรมที่กระตุ้นการต่อยอดการเรียนรู้ ไปสู่การลงมือทำ และการสร้างรายได้จริง โดยคาดหวังผลลัพธ์ 2 ระดับ คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตตนเอง และ การประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนและกระจายองค์ความรู้สู่ชุมชนโดยมีครูต้นแบบจากโครงการฯ เป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงในชุมชน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกแบบทวีคูณ ภายในปี 2569 เราตั้งเป้าพัฒนาครูอย่างน้อย 600 คนทั่วประเทศ ผ่านเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ สกร. เพื่อทำให้ความรู้ด้านการเงินและการทำธุรกิจยุคดิจิทัลเป็นทรัพยากรที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมยิ่งขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศ

 โดยกิจกรรมภายใต้โครงการฯ จะแบ่งเป็น 2 แกนหลักที่สอดรับกับวิถีชีวิตยุคดิจิทัล ได้แก่ 1. Play to Learn เปลี่ยนห้องสมุดชุมชน เป็นพื้นที่บ่มเพาะความรู้ทางการเงินผ่านบอร์ดเกม โดยการพัฒนาครูบรรณารักษ์ 100 คนทั่วประเทศ ผ่านหลักสูตรออนไลน์ Money for Teen ซึ่งจัดทำโดย The Money Coach ควบคู่กับการใช้บอร์ดเกมการเงิน “Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน” ซึ่งจัดทำโดย Sea (ประเทศไทย) ย่อยเรื่องการเงินส่วนบุคคลให้สนุกและเข้าใจง่าย เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมและการวางแผนทางการเงินที่ใช้ได้จริงในชุมชน พร้อมพัฒนาห้องสมุดชุมชนให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ด้านการเงินผ่านรูปแบบ Active Learning

2. Learn to Sell by Shopee โครงการพัฒนาทักษะผู้ประกอบการดิจิทัลสำหรับครูในสังกัด สกร.  จำนวน 500 คน ผ่านหลักสูตร Shopee University และการอบรมออนไลน์ครอบคลุมเนื้อหาการรู้เท่าทันภัยออนไลน์ การเปิดร้านบน Shopee การหารายได้ผ่าน Shopee Affiliate และการตลาดดิจิทัล เพื่อยกระดับความเชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซรอบด้าน นอกจากนี้ ครูที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 100 ท่าน จะได้รับการอบรมเชิงลึกด้านการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซและการบริหารจัดการร้านค้าเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันทำธุรกิจออนไลน์บน Shopee โดยมีเงินรางวัลรวมมูลค่า 35,000 บาท

ความร่วมมือในโครงการ “Play to Learn” และ “Learn to Sell by Shopee” แสดงให้เห็นบทบาทของภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันพัฒนาทักษะที่ใช้ได้จริง ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับบริบทเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยมุ่งขยายผลจากห้องเรียนสู่ชุมชน เพื่อสร้างโอกาสและความพร้อมให้คนไทยในระยะยาว