‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระวโรกาสให้’ขรก.ระดับสูงมหาดไทย’ที่จะเกษียณอายุราชการ เข้าเฝ้าฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757177

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานพระวโรกาสให้'ขรก.ระดับสูงมหาดไทย'ที่จะเกษียณอายุราชการ เข้าเฝ้าฯ

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระวโรกาสให้’ขรก.ระดับสูงมหาดไทย’ที่จะเกษียณอายุราชการ เข้าเฝ้าฯ

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.47 น.

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระวโรกาสให้ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยที่จะเกษียณอายุราชการ เข้าเฝ้ารับประทานพรเพื่อความเป็นสิริมงคล

วันที่ 17 กันยายน 2566 เวลา 09.39 น.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ประทานพระวโรกาสให้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำอธิบดี ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 พร้อมคู่สมรส รวม 41 คน เข้าเฝ้าถวายเครื่องสักการะ และรับประทานพร เพื่อความเป็นสิริมงคล

การนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ถวายเครื่องสักการะ และกราบทูลถวายรายงาน แล้วเบิก นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะผู้แทนข้าราชการที่เกษียณอายุราชการ พร้อมด้วย นางวรสุดา รัตนสุคนธ์ คู่สมรส ถวายเครื่องสักการะ

เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระโอวาท ความว่า “อาตมภาพขออนุโมทนาสาธุการ ต่อข้าราชการและชาวกระทรวงมหาดไทยทุกท่าน ที่ได้มาเยี่ยมเยือนกันในวันนี้ ซึ่งนับเป็นโอกาสพิเศษ ที่อาตมภาพจะได้แสดงมุทิตาจิตต่อผลสัมฤทธิ์ของการทำงาน ตามที่ท่านผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกษียณอายุราชการ ได้สร้างสรรค์มาด้วยดี ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา

ผู้เกษียณอายุราชการ คือ ผู้อาวุโสอย่างสมบูรณ์ การเจริญวัยล่วงมาโดยสวัสดิภาพถึงเขตนี้ ย่อมต้องผ่านประสบการณ์ ตามสำนวนไทยที่เรียกว่า “ผ่านร้อนผ่านหนาว” มามาก การผ่านฤดูกาลที่ร้อนและหนาวมาถึง 6 ทศวรรษ สมควรที่ผู้สูงวัยจักได้ไตร่ตรองถึงการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านไปแล้วในอดีตให้ถี่ถ้วน ว่าเราได้กระทำสิ่งใดเหมาะสมถูกต้อง เป็นประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นไว้บ้าง ในขณะเดียวกัน ก็ต้องกล้าหาญพอที่จะยอมรับกับตนเองว่า เราได้กระทำสิ่งใดไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง ไม่สมควร เป็นโทษทุกข์แก่ตน และแก่ผู้อื่นไว้บ้าง

การคิดทบทวนด้วยความเอาใจใส่ ด้วย “จิตตะ” และมุ่งแก้ไขปรับปรุงตนให้ดียิ่งขึ้นด้วย “วิมังสา” เช่นนี้ คือ กระบวนการศึกษาและพัฒนาตนเองตามหลักพระพุทธศาสนา เพื่อชีวิตข้างหน้าที่เหลือของทุกคน จักได้ดำเนินไปอย่างรอบคอบที่สุดในขณะปัจจุบัน โดยไม่เผลอก้าวพลาดกระทำผิดซ้ำรอยเดิม ให้เป็นที่น่าอับอายแก่ลูกหลานและคนรุ่นหลัง ท่านต้องตั้งตนเป็นผู้พร้อมพรั่งด้วยกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญา ในอันที่จะเพิ่มพูนความดีงามในชีวิตให้ทวีคูณยิ่ง ๆ ขึ้นกว่าเก่า ให้สามารถดำรงตนเป็นร่มเงาอันร่มเย็นของครอบครัว ชุมชน และสังคมประเทศชาติได้ ให้สมฐานะของร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นผู้ใหญ่วัยเกษียณที่น่ารักน่าเคารพตลอดไป

ขออำนวยพรให้ข้าราชการบำนาญ และสาธุชนทุกท่าน จงเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย เต็มเปี่ยมด้วยสรรพกำลังโดยชอบธรรม ในอันที่จะคอยช่วยเหลือ เป็นที่ปรึกษา และเป็นแบบอย่างอันดีงามของชาวกระทรวงมหาดไทยรุ่นหลัง ในการทำหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ของประชาชน ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ ตลอดกาลนาน เทอญ”

– 006

‘เพิ่มพูน’มอบนโยบาย สอศ.พร้อมรับทุกความคิดเห็น พัฒนาอาชีวะให้ดียิ่งขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757109

'เพิ่มพูน'มอบนโยบาย สอศ.พร้อมรับทุกความคิดเห็น พัฒนาอาชีวะให้ดียิ่งขึ้น

‘เพิ่มพูน’มอบนโยบาย สอศ.พร้อมรับทุกความคิดเห็น พัฒนาอาชีวะให้ดียิ่งขึ้น

วันเสาร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.06 น.

‘เพิ่มพูน’มอบนโยบาย สอศ.พร้อมรับทุกความคิดเห็น พัฒนาอาชีวะให้ดียิ่งขึ้น

วันที่ 16 กันยายน 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายและเป็นประธานเปิดการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาของรัฐ สังกัดสํานักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) “ความสําเร็จการขับเคลื่อนการจัดการอาชีวศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566” พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายเชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายวิศรุต ปู่เพ็ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายนพ ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายพิษณุ พลธี ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวต้อนรับ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวรายงาน พร้อมด้วย เรืออากาศโท สมพร ปานดำ นายประพัทธ์ รัตนอรุน นายวิทวัต ปัจจมะวัต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายสง่า แต่เชื้อสาย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ภาครัฐ สังกัด สอศ. ผู้อำนวยการสำนัก หน่วย กลุ่ม ศูนย์ เจ้าหน้าที่ จํานวน 500 คน ร่วมพิธี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 กันยายน 2566 ณ โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี

พล.ต.อ. เพิ่มพูน กล่าวว่าตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบาย เมื่อวันที่ 11–12 กันยายน 2566 ณ รัฐสภา โดยมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เช่น 1. การจัดการอาชีวศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2. การส่งเสริมให้มีผู้เรียนมีรายได้ระหว่างเรียน 3. การผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน 4. การสนับสนุนอุปกรณ์ เทคโนโลยี สำหรับนักเรียน นักศึกษา และ 5. การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยในประเด็นดังกล่าวมาข้างต้น ตนมั่นใจว่าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาทุกระดับได้พยายามขับเคลื่อนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และจะสนับสนุนงานของทุกท่านให้บรรลุวัตถุประสงค์ เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากที่สุด

“จากการแถลงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา ผมขอฝากนโยบาย และพร้อมรับฟังความคิดเห็น เพื่อปรับปรุงงานอาชีวศึกษา ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สอศ. จัดการประชุมผู้บริหาร สถานศึกษาของรัฐ สังกัด สํานักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) “ความสําเร็จ การขับเคลื่อนการจัดการอาชีวศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อรับทราบนโยบายการจัดการศึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  2.เพื่อเสนอความสำเร็จในการขับเคลื่อนการจัดการอาชีวศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 3. เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดกระบวนการทำงานในการขับเคลื่อนนโยบายและจุดเน้นการปฏิบัติของหน่วยงานและสถานศึกษาให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งรับทราบนโยบายและจุดเน้นการปฏิบัติราชการของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

ทั้งนี้ พล.ต.อ. เพิ่มพูน  ได้เยี่ยมชมสิ่งประดิษฐ์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา และนิทรรศการความสำเร็จนโยบายหลักของ สอศ. ของสถานศึกษาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ณ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี โดยมีผลงานของนักศึกษาได้รับรางวัลระดับนานาชาติ อาทิ ผลงาน “โอ่งคั่วเมล็ดกาแฟแบบโรตารี่ระบบอัตโนมัติ” ซึ่งกำลังเข้าร่วมประกวดและจัดแสดงนิทรรศการในเวที “Indonesia Inventor Day 2023” (IID 2023)  ณ บาหลี  สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ผลงาน “นวัตกรรมเรือไฟฟ้าสำหรับเก็บขยะชายฝั่งทะเลและแนวปะการัง” ได้รับรางวัล Gold Medal (เหรียญทอง) และรางวัล Special Prize on Stage จาก Hong Kong Student Invention Patent Program (Hong Kong Special Award)  ในเวที “Japan Design, Idea and Invention Expo” (JDIE 2023) ณ Tokyo AriakeGarden Convention Center, Japan กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

ส่วนของรางวัลระดับชาติ ได้แก่ ผลงาน “เตาอบโอ่งและรมควันปลาเม็งระบบอัตโนมัติ” ได้รับรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 และผลงาน “นวัตกรรมชุดทำขนม Street food 3 types เพิ่มรายได้แก้ปัญหาความยากจน” ได้รับรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 2 ระดับอาชีวศึกษา กลุ่มอาหาร จากการประกวดจัดแสดงนิทรรศการและจำหน่ายงานวิจัยและนวัตกรรม ในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2566 ภายใต้โครงการ “Thailand New Gen Inventors Award 2023 (I-New Gen Award 2023) เป็นต้น

ชป.ขานรับข้อสั่งการ ‘รมว.ธรรมนัส’ รับมือฝนตกหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756975

ชป.ขานรับข้อสั่งการ 'รมว.ธรรมนัส' รับมือฝนตกหนัก

ชป.ขานรับข้อสั่งการ ‘รมว.ธรรมนัส’ รับมือฝนตกหนัก

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 19.36 น.

กรมชลประทาน ขานรับข้อสั่งการ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ทุกโครงการชลประทาน ติดตามสถานการณ์น้ำ หลังกรมอุตุนิยมวิทยา เตือนจะมีฝนตกหนักโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานอย่างใกล้ชิด ย้ำบริหารจัดการน้ำฤดูฝนควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด หวังบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน 

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศและศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง  พร้อมนำข้อมูลมาวิเคราะห์วางแผนการบริหารจัดการน้ำร่วมกันกับพื้นที่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนไว้ให้ได้มากที่สุด เน้นย้ำน้ำอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศต้องเพียงพอ พร้อมกำชับให้ทุกโครงการชลประทาน  จัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่ อาทิ หนอง บึง แก้มลิงต่างๆ เร่งเข้าปรับปรุง ขุดลอก  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งถัดไป  

สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ขณะนี้มีปริมาณฝนตกอย่างต่อเนื่อง  ได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด  พร้อมร่วมกันบริหารจัดการน้ำระหว่างพื้นที่อย่างเชื่อมโยงกัน  จัดจราจรน้ำให้สอดคล้อง เพื่อให้การระบายน้ำทำได้ดีและรวดเร็ว  รวมทั้งตรวจสอบความมั่นคงของอาคารชลประทาน โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ที่มีปริมาณน้ำมาก   ตลอดจนสำรวจศักยภาพการรับน้ำของพื้นที่ท้ายอ่างฯ  บริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดควบคู่ไปกับการเก็บกัก   พิจารณาการระบายน้ำให้เหมาะสม โดยไม่กระทบต่อพื้นที่ท้ายอ่างฯ  พร้อมทำการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนก่อนการระบายน้ำทุกครั้ง  จัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที  เน้นย้ำให้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง   เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

‘ศุภมาส’เข้าใจหัวอกแม่ ยันให้ความเป็นธรรมเหยื่อ สั่งทบทวนกิจกรรมรับน้องทุกสถาบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756909

‘ศุภมาส’เข้าใจหัวอกแม่ ยันให้ความเป็นธรรมเหยื่อ สั่งทบทวนกิจกรรมรับน้องทุกสถาบัน

‘ศุภมาส’เข้าใจหัวอกแม่ ยันให้ความเป็นธรรมเหยื่อ สั่งทบทวนกิจกรรมรับน้องทุกสถาบัน

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.05 น.

‘ศุภมาส’ยันให้ความเป็นธรรมเหยื่อรับน้อง เผยเข้าใจหัวอกแม่ด้วยกันที่สูญเสีย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เร็วที่สุดพร้อมเยียวยา ให้ทบทวนการจัดกิจกรรมรับน้องทุกสถาบันอุดมศึกษา

15 กันยายน 2566 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวถึงกรณีที่แม่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สถาบันดังย่านปทุมวัน เข้ายื่นหนังสือถึง รมว.อว. เพื่อร้องขอความยุติธรรมและการเยียวยาหลังจากสูญเสียลูกชายจากกิจกรรมรับน้องของสถานบันดังกล่าว ว่า กระทรวง อว. ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะตนก็เป็นแม่คนจึงเข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่ด้วยกัน ซึ่งการสูญเสียลูกไปไม่มีสิ่งใดจะมาทดแทนหรือเยียวยาได้

“ขณะนี้ตนได้สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด และขอให้มั่นใจว่าจะให้ความยุติธรรม โดยเฉพาะกับผู้ที่สูญเสีย และพร้อมจะเร่งเยียวยา โดยหลังจากนี้จะต้องมีการทบทวนการจัดกิจกรรมการรับน้องในทุกสถาบันอุดมศึกษา และต้องมีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานหรือกระทรวงอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้กับลูกใครอีก” นางสาวศุภมาส กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 ก.ย.66 แม่ของนักศึกษาผู้เสียชีวิตได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความยุติธรรมและการเยียวยาที่อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมีนางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ คณะทำงาน รมว.กระทรวง อว. , นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. รับหนังสือ และมีนางสาวภัสริน รามวงศ์ สส. เขตบางซื่อ-ดุสิต พรรคก้าวไกล , นายปารมี ไวจงเจริญ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.เขตบางเขน จตุจักร-หลักสี่ พรรคก้าวไกล ร่วมพูดคุยหารือเพื่อยกระดับการควบคุมและป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีก

‘ชวน’ฝากเชือด‘กู้ กยศ.’ไม่คืน ให้งดร่วมชั้นเรียนสถาบันพระปกเกล้า ชี้แค่เริ่มต้นก็โกงแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756908

‘ชวน’ฝากเชือด‘กู้ กยศ.’ไม่คืน ให้งดร่วมชั้นเรียนสถาบันพระปกเกล้า ชี้แค่เริ่มต้นก็โกงแล้ว

‘ชวน’ฝากเชือด‘กู้ กยศ.’ไม่คืน ให้งดร่วมชั้นเรียนสถาบันพระปกเกล้า ชี้แค่เริ่มต้นก็โกงแล้ว

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.04 น.

‘ชวน’ฝากเชือด‘กู้ กยศ.’ไม่คืน ให้งดร่วมชั้นเรียนสถาบันพระปกเกล้า ชี้แค่เริ่มต้นก็โกงแล้ว

15 กันยายน 2566 ที่ห้องประชุมสโมสรราชพฤกษ์ นอร์ธปาร์ค นักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง(พตส.) รุ่นที่ 13 จัดเสวนานำเสนอยุทธศาสตร์ หัวข้อ “ยุทธศาสตร์เสริมสร้างให้ระบบการเลือกตั้งได้รับการยอมรับ” โดยมีนายสันทัศน์ ศิริอนันต์ไพบูลย์ กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เป็นประธานในพิธี และมีนายชวน หลักภัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตประธานรัฐสภา กล่าวปาฐกถาเรื่อง “ฉากทัศน์ประเทศไทยหลังการจัดตั้งรัฐบาล”

นายชวน กล่าวตอนหนึ่ง ว่า ตนได้ย้ำกับเลขาสถาบันพระปกเกล้าว่า ทุกหลักสูตรต้องตรวจสอบว่าคนมาเรียนนั้นได้กู้ กยศ.หรือไม่ ถ้ากู้แล้วไม่คืนก็ไม่รับ เพราะมาเรียนได้อย่างไร แค่เริ่มต้นด้วยการโกง ถ้าไม่มีงานไม่มีเงิน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมีงานทำแล้ว รายได้เป็นแสน เป็นล้านก็มี แต่ไม่คืนกยศ.แบบนี้ สถาบันพระปกเกล้าต้องกำหนดเงื่อนไขพิเศษ และขอให้เลขาฯ บรรยายในชั่งโมงแรกเลย เพราะไม่อยากให้คนที่จบหลักสูตรแล้ว ความรู้ดีกว่าเดิม แต่ทุกจริตเก่งกว่าเดิม

“อยากให้หลักสูตรสร้างคนดี ถ้าคนสีเทาเข้ามาก็อยากให้ออกไปเป็นสีใส ส่วนสีใสที่เข้ามาไม่อยากให้ออกไปสีเทา” นายชวน กล่าว

‘สอศ.’ รับลูก ‘เพิ่มพูน’ ประชุมด่วน ข้อสั่งการและแนวปฏิบัติ ‘เรียนดี มีความสุข’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756846

'สอศ.' รับลูก 'เพิ่มพูน' ประชุมด่วน ข้อสั่งการและแนวปฏิบัติ 'เรียนดี มีความสุข'

‘สอศ.’ รับลูก ‘เพิ่มพูน’ ประชุมด่วน ข้อสั่งการและแนวปฏิบัติ ‘เรียนดี มีความสุข’

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.29 น.

“สอศ.” รับลูก “เพิ่มพูน” ประชุมด่วน ข้อสั่งการและแนวปฏิบัติ “เรียนดี มีความสุข” จัดทำแอคชั่นแพลน ส่งต่อสถานศึกษาปฎิบัติอย่างเคร่งครัด 

นที่ 15 กันยายน 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดประชุมเพื่อกำหนดแนวปฏิบัติการขับเคลื่อนอาชีวศึกษาตามข้อสั่งการและแนวปฏิบัติของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มอบนโยบายแก่ข้าราชการ กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2566 ณ กระทรวงศึกษาธิการ โดย เบื้องต้น สอศ. ได้คลี่นโยบายดังกล่าว และกำหนดผู้รับผิดชอบทุกสำนัก หน่วย ศูนย์ ในกำกับของสอศ. จัดทำแนวปฏิบัติในเรื่องที่เกี่ยวข้อง จัดนำเสนอภายในวันที่ 22 กันยายน 2566 นี้ ในทุกมิติของนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมาย  โดยกำหนดแนวปฏิบัติ และกำชับสถานศึกษาถือปฏิบัติในด้านต่าง ๆ  ดังนี้ 

ด้านข้อสั่งการและการปฏิบัติ 6 ข้อ ได้แก่ 1. ให้นำนโยบายด้านการศึกษาของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาและนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม (Action plan) 2. ดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เช่น การบรรจุแต่งตั้งโยกย้าย (ห้ามซื้อ-ขายตำแหน่ง) ห้ามทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุ คุรุภัณฑ์ ชุดนักเรียน อาหารกลางวัน และอื่นๆ และต้องจัดซื้อจัดจ้าง วัสดุ ครุภัณฑ์ที่มีคุณภาพ 3. น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ  4. ให้ร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด 5. ส่งเสริมการอ่านยังเป็นกระบวนการโดยครูต้องเป็นต้นแบบในการรักการอ่าน และ 6. การลงพื้นที่ตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยมให้เฉพาะผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับการตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยม โดยให้มีการดำเนินการอย่างเรียบง่าย และประหยัด เช่น ไม่ต้องติดป้ายต้อนรับ ไม่มีของที่ระลึก-ของฝาก เป็นต้น 

 เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า นอกจากแนวข้อสั่งการและแนวปฏิบัติแล้ว สอศ.ได้จัดเตรียมแผนงานในด้านการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และด้านการลดภาระผู้เรียนและผู้ปกครอง ตามนโยบายในทุกเรื่องทุกมิติ โดยให้ส่วนกลางของ สอศ. ดำเนินจัดทำแอคชั่นแพลนในเรื่องต่าง ๆ (Action plan) ตามแนวปฏิบัติ พร้อมได้สั่งการไปยังสำนักอาชีวศึกษาจังหวัด และสถานศึกษาในสังกัด ทั่วประเทศ เตรียมรองรับการขับเคลื่อนแบบเข้มข้น และถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

‘มฟล.’ยกระดับครูท้องถิ่นให้รู้เท่าทันเด็ก-ความผันผวนของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756797

‘มฟล.’ยกระดับครูท้องถิ่นให้รู้เท่าทันเด็ก-ความผันผวนของโลก

‘มฟล.’ยกระดับครูท้องถิ่นให้รู้เท่าทันเด็ก-ความผันผวนของโลก

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.42 น.

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ยกระดับครูท้องถิ่นปี 66 ให้รู้เท่าทันเด็ก-โลกยุคใหม่ VUCA World หรือความผันผวนของโลก

15 ก.ย.2566 ที่อาคารพลเอกสำเภา ชูศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จ.เชียงราย นางภัทราวดี สุทธิธนกูล รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย เป็นประธานในพิธีนำเสนอผลงานตาม “โครงการพัฒนาครูมัธยมศึกษาตอนต้นใน จ.เชียงรายให้เป็น Learning Coach ผ่านการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ขับเคลื่อนด้วยชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community:PLC) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ศตวรรษที่ 21” โดยโครงการมีระยะเวลาดำเนินกทร 1 ปี ตั้งแต่เดือน ต.ค.2565–ก.ย.2566 มีกลุ่มเป้าหมายเป็นครูมัธยมศึกษาตอนต้นจาก 50 โรงเรียน จากเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย และเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงรายตั้งแต่เขต 1-4 รวม จำนวน 150 คนเข้าร่วม โดยที่ผ่านมามีการจัดฝึกอบรม การจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่ทันสมัยและก้าวทันต่อเทคโนโลยี ฯลฯ

จากนั้นจัดประกวดผลงานทางวิชาการและคัดเลือกมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับจังหวัด ก่อนเปิดโอกาสให้ครูที่ชนะเลิศนำผลงานมานำเสนอจำนวน 5 คน ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีผลงานเลิศด้านการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ คือว่าที่ ร.ต.เกศยา กล้าณรงค์ จากโรงเรียนร่องธารวิทยา อ.พาน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นผลงานด้านการสอนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ชั้นสูง น.ส.ศิรินทิพย์ สกิจกัน โรงเรียนบ้านราษฎร์ภักดี อ.เทิง  จ.เชียงราย ซึ่งนำเสนอเทคนิคการสอนวิชาศิลปะ (นาฎศิลป์) การสอนแบบเกมการสอนเพื่อพัฒนาความกล้าแมดงออกที่มีผลต่อการเรียน นายกิตติพล นิธิเบญจพล จากโรงเรียนบ้านด้ายเทพกาญจนาอุปภัมภ์ อ.แม่สาย  จ.เชียงราย ซึ่งเป็นผลงานการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องกิจวัตรในชีวิตประจำวันเพื่อพัฒนาการสื่อสารด้วยภาษาจีน น.ส.อภิญญา ไชยลังการ โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคม รัชมังคลาภิกเษก อ.เชียงของ  จ.เชียงราย นำเสนอการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสอนเพือการสื่อสาร และ น.ส.สาวินีย์ หมื่นลาง โรงเรียนบ้านปางขอน อ.เมืองเชียงราย  จ.เชียงราย นำเสนอการพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “การพัฒนาครูในบริบทที่เปลี่ยนไป” ว่าปัจจุบันสังคมอยู่ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย และผู้เรียนหรือนักเรียนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีจนสามารถสืบค้นข้อมูลได้เองโดยเฉพาะผ่านระบบอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้สภาวะของโลกเกิดความผันผวนและไม่แน่นอนขึ้นหลายเรื่อง เช่น บางครั้งเกิดไวรัสโควิด-19 ระบาด ฯลฯ ซึ่งสภาวะนี้เรียกว่า VUCA World หรือความผันผวนของโลก ดังนั้นครูจึงต้องปรับตัวให้ได้เพื่อสอนลูกศิษย์ให้เรียนรู้ได้ตามเป้าหมาย โดยใช้วิธีการหาโอกาส ใช้ระบบดิจิตอลให้ได้ และกำหนดวิธีคิดหรือ Mindset ใหม่โดยอย่ายึดติดว่าเรามีความรู้อยู่แล้วแต่ให้เพิ่มการศึกษาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อให้เท่าทันด้วย

ผศ.ดร.มัชฌิมา กล่าวด้วยว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาครูใน จ.เชียงราย เพราะดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2549 โดนช่วยพัฒนาเทคนิคการสอนของครู การสร้างสื่อการสอนที่ทันสมัยตรงกับความต้องการของผู้เรียน การพัฒนาเนื้อหาในทุกกลุ่มสาระวิชา พร้อมทั้งการเสริมทักษะและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้แก่ครูผู้สอนและผู้เรียน ฯลฯ และได้มีกาต่อยอดในปี 2566 อย่างต่อเนื่องเพื่อให้การศึกษามีคุณภาพและมีความสามารถไม่ด้อยจังหวัดอื่นๆ อย่างแน่นอน

สำหรับการเข้าไปร่วมกับโรงเรียนท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีขึ้นตั้งแต่ประมาณ 25 ปีก่อน เมื่อครั้งที่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ นายกสภามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ยังเป็นอธิการบดี เนื่องจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ประสบปัญหานักเรียนที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ไม่สามารถปรับตัวหรือเรียนรู้ได้กับการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่มีผลการเรียนที่ดี ทำให้ทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เริ่มมีโครงการต่างๆ ที่เข้าไปร่วมกับสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาและยกระดับนักเรียนให้สามารถเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้จนถึงปัจจุบัน

สกสว. รับมอบรางวัล’สำเภา-นาวาทอง’ สุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756631

สกสว. รับมอบรางวัล'สำเภา-นาวาทอง' สุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ

สกสว. รับมอบรางวัล’สำเภา-นาวาทอง’ สุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.19 น.

สกสว. เข้ารับมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ประจำปี 2566 ระดับกรม เชิดชูหน่วยงานภาครัฐที่ปรับปรุงกระบวนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอย่างเห็นผล

วันที่ 13 กันยายน 2566 — ดร.สราวุธ สัตยากวี รองผู้อำนวยการ สำนักกลยุทธ์และพัฒนากองทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในฐานะผู้แทน ผู้อำนวยการ สกสว. เข้ารับมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ประจำปี 2566 ระดับกรม ซึ่งจัดโดย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นรางวัลที่ภาคเอกชนจัดขึ้นเพื่อเชิดชูและให้กำลังใจหน่วยงานภาครัฐที่ปรับปรุงกระบวนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอย่างเห็นผล ถือเป็นการจัดพิธีมอบรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวแสดงความยินดีและเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2565 เป็นรางวัลหอการค้าไทยในฐานะภาคเอกชน เพื่อเชิดชูและยกย่อง แก่หน่วยงานภาครัฐ ที่ดำเนินการปรับปรุงกระบวนงานอย่างมีประสิทธิภาพและถือเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินประสิทธิภาพหน่วยงานภาครัฐของสำนักงาน กพร. ซึ่งหอการค้าไทย ได้มีการพิจารณารางวัลอย่างรอบด้าน มีความเที่ยงตรง สามารถวัดและประเมินผลได้อย่างชัดเจน จนสามารถผลักดันการปรับแก้กฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ จากเดิมที่มีการศึกษาว่าจะต้องทำการกิโยตินกฎหมายจำนวน 1,094 กระบวนงาน ซึ่งเมื่อปีที่แล้วสามารถดำเนินการได้ 938 กระบวนงาน และมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเป็น 957 กระบวนงาน ในปีนี้ หากรวมกับที่ กพร. ดำเนินการเพิ่มเติมจาก พรบ. อำนวยความสะดวกภาครัฐฯ อีก 194 กระบวนงาน จะทำให้ปัจจุบันภาครัฐและเอกชนสามารถช่วยกันปลดล็อกไปแล้วกว่า 1,151 กระบวนงาน ตอกย้ำความสำเร็จจากความพยายามและความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ขณะที่ สกสว. มุ่งสร้างการรับรู้และความเข้าใจ ภายหลังจากกฎหมายส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมมีผลใช้บังคับ ด้วยการใช้เทคโนโลยีในการขับเคลื่อนกฎหมายส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมผ่านสื่อวีดิทัศน์ต่าง ๆ พร้อมทั้งพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อรองรับการปฏิบัติตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมายของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ให้สามารถดำเนินการตามบทบาทของตนในมิติต่าง ๆ ทั้งผู้ให้ทุน ผู้รับทุน นักวิจัย หรือผู้เป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรมได้อย่างถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย โดยมีกรอบแนวคิดการพัฒนาระบบสารสนเทศ ความสัมพันธ์กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และความเชื่อมโยงกับระบบอื่น

นอกจากนี้ ยังเป็นการใช้เทคโนโลยีมารองรับการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพ และนับเป็นระบบสำคัญในการปฏิรูประบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ขับเคลื่อนการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม การบริหารจัดการทุนสนับสนุนการวิจัยและสร้างนวัตกรรม การติดตามการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นผลผลิตจากการสนับสนุนทุนของหน่วยงานภาครัฐ และการใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบายและพัฒนากลไกส่งเสริมด้าน ววน. ของประเทศ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันหรือตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

โดยในปีนี้ มีการขยายรางวัลไปยังหน่วยงานระดับภูมิภาค รวมเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) รางวัลหน่วยงานระดับกระทรวง จำนวน 6 หน่วยงาน 2) รางวัลหน่วยงานระดับกรมจำนวน 16 หน่วยงาน 3) รางวัลหน่วยงานระดับกระบวนงาน จำนวน 5 หน่วยงาน และ 4) รางวัลหน่วยงานระดับภูมิภาค จำนวน 13 หน่วยงาน

เสมา1 มอบนโยบาย ผู้บริหารศธ.-ครู แจกข้อสั่งการแนวปฏิบัติ คิวอาร์โค้ด ฟังความต้องการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756622

เสมา1 มอบนโยบาย ผู้บริหารศธ.-ครู แจกข้อสั่งการแนวปฏิบัติ คิวอาร์โค้ด ฟังความต้องการ

เสมา1 มอบนโยบาย ผู้บริหารศธ.-ครู แจกข้อสั่งการแนวปฏิบัติ คิวอาร์โค้ด ฟังความต้องการ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.02 น.

วันที่ 14 กันยายน 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ประชุมมอบนโยบายการศึกษา และแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยมี ผู้บริหารศธ. ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วมรับมอบนโยบาย ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์  

โดยพล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ครั้งนี้มีการประชุมทางไกลด้วยเพื่อให้ผู้บริหารทุกระดับทั้งระดับสูง ระดับกลาง และระดับต้น เข้าร่วมรับฟังนโยบายการศึกษา การทำงานต่อไปนี้จะเป็นไปในรูปแบบการมีส่วนร่วมโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง  การทำงานของตนจะมีการตรวจสอบ โดยจะทำในรูปแบบของการสุ่มตรวจซึ่งได้ต้นแบบมาจากพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว  อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของตนเอง  อีกส่วนได้รับการ ประสิทธิ์ประสาทวิชา มาจากครูทุกคน ซึ่งครูคนแรกของตน คือ คุณแม่ คุณพ่อ นายชัย ชิดชอบ ซึ่งเป็นทั้งครู กำนัน และอดีตประธานรัฐสภา  โดยคุณพ่อของตนเองเคยเป็นอดีตครูประชาบาล  สอนตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 – 4 ทำให้เห็นสภาพความยากลำบาก โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีครูคนเดียวสอนทุกชั้นปี  ดังนั้น จึงเป็นความใฝ่ฝันหนึ่ง ที่อยากจะดเข้ามาทำงานในส่วนนี้ โดยมีคุณพ่อเป็นต้นแบบในการทำงานดูแลประชาชน 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ตนมุ่มมั่นจั้งใจในการดำเนินงานจะอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และยุทธศาสตร์ชาติ อย่างซื่อสัตย์สุจริต จะดำเนินการอย่างเป็นกลัยาณมิตร ภายใต้การทำงาน แบบตนคือ “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” อย่างไรก็ตามตนมาถึงจุดนี้ได้ถือว่า เป็นพระคุณของครูที่ให้ความรู้แก่ตนทั้งครูในสถานศึกษาและครูในชีวิต ทั้งนี้ตนได้รับทราบปัญหาจากคุณพ่อ ซึ่งเคยเป็นครูประชาบาลมาแล้วส่วนหนึ่ง รวมถึงได้รับฟังปัญหาจากสถานศึกษาที่ตนได้เข้าตรวจเยี่ยมแบบไม่แจ้งล่วงหน้าแล้วส่วนหนึ่ง ทำให้รู้สึกมีความอุ่นใจว่า แม้ไม่มีตน ทุกคนสามารถขับเคลื่อนได้อย่างดีแต่เมื่อมีตนเข้ามาทำงาน ก็จะได้ร่วมขับเคลื่อนให้ดีขึ้นไปอีก  โดยตนอยากหาคำที่จะเป็นมอตโต้ ง่าย ๆ ที่จะใช้ในการทำงานร่วมกันคือ “เรียนดี มีความสุข”  ทั้งผู้เรียนและผู้ปกครอง เพราะถ้ามีความสุขแล้ว ก็จะทำให้การเรียนดีขึ้น  ตนเป็นตำรวจ อาจจะฝึกหนัก ตอนที่ฝึกอาจจะไม่มีความสุขเท่าไร แต่เมื่อฝึกเสร็จแล้ว ก็จะมีความสุข มีร่างกายที่แข็งแรง ความสุขไม่ใช่ความสนุกอย่างเดียว อยากให้ทุกคนร่วมกันอย่างเต็มที่ เพื่อสามารถขับเคลื่อน ผลักดันการจัดการศึกษา ให้ดี โดยมีแนวทางการจัดการศึกษา 2 รูปแบบ คือ การเรียนสู่ความเป็นเลิศ และการเรียนเพื่อความมั่นคงในชีวิต 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า จากแนวคิดการจัดการศึกษาทั้ง 2 รูปแบบ จะกลายเป็นมายแมพ ง่าย ๆ ดังนี้ ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้    1.โดยจะปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา ลดขึ้นตอนมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน โดยดำเนินการ ปรับระบบวิธีการประเมิน โดยเน้นตามสภาพจริง ลดการทำเอกสาร ลดขั้นตอนการประเมิน ไม่ซับซ้อน ยุ่งยาก และเป็นธรรม โดยเน้นผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนตามช่วงวัย คำนึงถึงบริบทของสถานศึกษาอปรับระบบการประเมินเพื่อเลื่อนเงินเดือนและประเมินวิทยฐานะ ให้มีความเชื่อมโยงกัน และนำเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมิน 

2.ครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น โยกย้ายกลับภูมิลำเนาด้วยความโปร่งใส ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง  ซึ่งจะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์การย้ายให้มีความชัดเจน และยืดหยุ่น รวมทั้งอาจจะต้องมีการใช้บทลงโทษที่เข้มงวด กับผู้ที่มีการเรียกรับผลประโยชน์ในการโยกย้าย ซึ่งหากไปถามผู้ใต้บังคับบัญชา จะรู้ว่าตนมีนิสัย ว่า ถ้าเตือนแล้วไม่ฟัง ตนกัดไม่ปล่อย อย่าคิดเอาใครมาเคลียร์กับตน ไม่ได้ ตนเป็นประเภทหัวดื้อ ถ้าคิดว่าผิดแล้ว ก็ต้องเอาให้อยู่ ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นภัยต่อข้าราชการครู ดังนั้นจึงอยากขอร้องว่า อย่าไปรีดเลือกครูด้วยกัน  อีกเนื่องคือ สถาบันผลิตครู และหน่วยใช้ครู ร่วมกันสำรวจความต้องการครูแต่ละสาขาวิชาที่ขาดแคลนในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งพิจารณาให้ผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษากลับมาเป็นครู หรือครูผู้ช่วยในภูมิลำเนาของตนเอง 

3.แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา  สร้างความเข้าใจในการวางแผนการใช้เงิน  หน่วยงานต้นสังกัด ประสานการจัดการให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รีไฟแนนซ์ หรือรวมหนี้เป็นก้อนเดียว เพื่อลดภาระการผ่อนชำระ โดยลดดอกเบี้ยให้ถูกลง ระยะเวลาผ่อนส่งยาวขึ้น พักชำระดอกเบี้ยให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู และสถานบันการเงินโดยรัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้มีวงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี โดยชำระเพียงเงินต้น เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครูทั่วประเทศ 

4.จัดหาอุปกรณ์การสอนสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับครู เช่น โครงการ 1 ครู 1 แท็บเล็ต ซึ่งเป็นโยบายรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการสอดรับ บูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน ผู้เป็นเจ้าของสัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และภาครัฐ ในการพัฒนาเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่  และสนับสนุนงบประมาณเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน  พัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวด้วยว่า  สำหรับแนวทางลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง  มีดังนี้  1.เรียนทุกที่ทุกเวลา เรียนฟรี มีงานทำ “ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ” มีระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จัดหา 1 นักเรียน 1 แท็บเล็ต  โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการจัดการศึกษา และให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมระหว่างเรียนหรือระหว่างฝึกอาชีพ  สร้างโอกาสการมีงานทำ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันแรงงานเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น  ส่งเสริมการจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคีอย่างจริงจัง  สนับสนุน จัดหาอุปกรณ์ ในการช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน  จัดหาแท็บเล็ตที่มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงระบบออรนไลน์รองรับการใช้งานให้เพียงพอกับจำนวนผู้เรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 และระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 1-3 เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการพัฒนาของโลกในยุคดิจิทัล โดยจะต้องดูงบประมาณ ว่าจะเป็นระบบเช่า หรือซื้อ  เพื่อให้เด็กได้เข้าถึง  บูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต พัฒนาแอฟพริเคชั่น เพื่อการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์  จัดทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนสามารถเข้าสู่แหล่งเรียนรู้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และพัฒนาการศึกษาผ่านระบบการสะสมหน่วยการเรียนรู้ หรือเครดิตแบงก์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักเรียนได้เรียนและทำงานไปในเวลาเดียวกัน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเปลี่ยนสาขาการเรียนได้ เพื่อให้ตรงกับความถนัดของผู้เรียน 

2.จัดทำ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ จัดให้มีการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพต้นแบบอย่างน้อย 1 โรงเรียนในแต่ลพอำเภอ หรือเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อนำร่องการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพ สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน สื่อ อุปกรณ์ และงบประมาณในการปรับปรุงสภาพแวดล้อม  จัดสรรครูและบุคลากรทางการศึกษาเพิ่มเติมโดยใช้เกณฑ์พิเศษ หรือมีงบประมาณจัดจ้างครูอัตราจ้างเพิ่มเติมในวิชาที่ขาดแคลน 

3.ระบบแนะแนวการเรียน หรือโค้ชชิ่ง และเป้าหมายชีวิต พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกระดับการศึกษาให้มีทักษะที่เหมาะสมต่อการตำรงชีวิต จัดให้มีระบบการแนะแนวผู้เรียน ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้ค้นพบแนวทางการเรียนและเป้าหมายชีวิตของตนเอง  เน้นนวัตกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education (วิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น มุ่งเน้นทักษะจากการปฏิบัติจริง และเสริมสร้างความสามารถด้วย Soft Skill ควบคู่การพัฒนา ประสานความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ปัญหาสุขภาพจิตผู้เรียน 

4.การจัดทำระบบวัดผลรับรองมาตรฐานวิชาชีพ ผู้เรียนสามารถเรียนเพิ่ม เพื่อรับประกาศนียบัตรในการประกอบวิชาชีพ 5.จัดระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษา และประเมินผลการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนที่มีความเป็นเลิศ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนในระบบ ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย  6.มีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ บทบาทของศธ. คงจะต้องมีการทำข้อตกลง หรือเอ็มโอยู ร่วมกับกระทรวงแรงงาน และสถานประกอบการต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอนให้ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ 

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า “ทั้งหมดนี้ เป็นมายแมพในการทำงาน แต่ ยังมีข้อสังการและแนวปฏิบัติ ดังนี้ 1. ให้นำนโยบายคณะรัฐมนตรี (ครม.) และนโยบายของคณะรัฐมนตรี(ครม.) และรัฐมนตรีว่าการวธ. ไปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมโดยจัดทำแผนปฏิบัติการหรือ แอคชั่นแพลนที่เป็นรูปธรรม 2. ดำเนินการป้องกันปราบปรามการทุจริต เช่น การบรรจุแต่งตั้งโยกย้าย ห้ามซื้อขายตำแหน่ง ถ้าได้ยิน ผมเอาจริง การจัดซื้อจัดจ้างให้ดำเนินการมด้วยความโปร่งใส และต้องได้ของที่มีคุณภาพ เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานและนักเรียน 3. อยากให้ผู้บริหาร และครูน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้และปลูกฝังให้นักเรียน 4. รวมกันใช้พลังงานสะอาด เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม 5. ส่งเสริมการอ่านอย่างเป็นกระบวนการ ซึ่งเป็นนโยบายรัฐบาล และนายเศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ก็ได้เน้นย้ำ ให้ศธ. ช่วยผลักดัน สร้างนิสัยรักการอ่าน โดยอยากให้ผู้บริหารและครูเป็นต้นแบบในการรักการอ่าน  และ6.การลงพื้นที่ตรวจราชการ ขอความร่วมมือ ให้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องมาเข้ารับการตรวจเยี่ยม ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ต้องเดินทางมา เพื่อไม่ให้การทำงานเกิดความบกพร่อง และหากผมไปตรวจเยี่ยมอยากให้เป็นไปด้วยความเรียบง่าย และประหยัด ขอเน้นผู้บริหารทุกระดับ เวลามาประชุม อยากให้ผ่านระบบออนไลน์ เพราะหากเรียนมาอาจต้องเสียค่าเดินทาง ไม่มีครูสอนนักเรียน ตรงนี้อยากให้เป็นแนวทาง ตัวอย่างเช่น ป้ายต้อนรับ สมัยผมเป็นตำรวจไม่อยากให้มี แต่ก็มีดื้อ ทำให้ผมต้องไปจ่ายค่าป้าย รวมถึงของฝากของที่ระลึก ไม่ต้องมี สิ่งที่จะให้ผมคือการทำงาน เรื่องทั้งหมดเป็นสิ่งที่ผมทำมาตลอดชีวิตราชการ ก็อยากขอร้อง เพราะผมไม่อยากเสียมาตรฐานของตัวเอง  สุดท้ายขอความร่วมมือ ตอบแบบสอบถาม ซึ่งจะมีคิวอาร์โค้ด เพื่อดูว่า อะไรเป็นสิ่งที่เสียงส่วนใหญ่ต้องการให้ทำ การทำงานผมจะยึดหลักการนโยบายและแผนการทำงานเป็นหลัก  แต่ก็ต้องสามารถปรับได้  ผมพร้อมรับฟัง ผมไม่ใช่น้ำเต็มแก้ว พร้อมปรับปรุงให้ดีขึ้น ผมอยากให้ทุกคนเป็นกระจกเงาสะท้อน เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น” รมว.ศธ. กล่าว  

ด้าน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.)  กล่าวว่า ศธ. เป็นกระทรวงสำคัญ ซึ่งตนตั้งใจจะทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้นโยบายของศธ. และรัฐบาลประสบความสำเร็จ  โดยตนขอย้ำว่า  ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่จะรับสนองนโยบายรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการศธ. ไปดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ตนเองไม่ใช่บุคลากรทางการศึกษาโดยตรง แต่มิติมุมมองของตนและรัฐมนตรีว่าการศธ. ก็อาจเป็นมิติที่บุคลากรทางการศึกษามองไม่เห็น สิ่งเหล่านี้จะมาเติมเต็ม เพื่อให้ททำงานต่อไปได้ โดยขอฝากตัวกับทุกคน  ซึ่งตนพร้อมจะทำงานอย่างเต็มที่และรับฟังความคิดเห็นจากทุกคน

ครูเบตงไม่โอเครัฐเคาะแบ่งจ่ายเงินเดือน 2 รอบโอดแก้ไม่ต้องจุดเพิ่มภาระข้าราชการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756613

ครูเบตงไม่โอเครัฐเคาะแบ่งจ่ายเงินเดือน 2 รอบโอดแก้ไม่ต้องจุดเพิ่มภาระข้าราชการ

ครูเบตงไม่โอเครัฐเคาะแบ่งจ่ายเงินเดือน 2 รอบโอดแก้ไม่ต้องจุดเพิ่มภาระข้าราชการ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.47 น.

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ จากเดิมจ่ายเดือนละ 1 รอบ เป็นเดือนละ 2 รอบโดยจะเริ่ม 1 ม.ค.67 เป็นต้นไปเพื่อให้ข้าราชการมีเงินสดในการใช้จ่ายและชำระหนี้

นายสับรี มะลี ครูโรงเรียนสังวาลย์วิท 5 ข้าราชการครูใน อ.เบตง จ.ยะลา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวไม่ค่อยเห็นด้วย เนื่องจากว่าข้าราชการบางคนมีภาระหนี้สินประจำเดือนและจะมีการตัดยอดในวันที่ 30 ของทุกเดือน หากเมื่อได้เงินก้อนในช่วงวันที่ 30 ของเดือนก็สามารถบริหารจัดการหนี้สินได้มากขึ้น หากเมื่อแบ่งเป็น 2 งวดก็ต้องเก็บเงินใน 15 วันแรกเพื่อที่จะนำมาใช้หนี้สินในวันที่ 30 ของเดือน ซึ่งเมื่อเป็นแบบนั้น ข้าราชการทุกคนต้องมีวินัยการเงินที่ค่อนขางจะแข็งมากขึ้น แต่เข้าใจบทบาทของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็อยากจะให้คงสภาพแบบเดิมไว้ก่อน มาดูเรื่องฐานเงินเดือน หรือโฟกัสการทำงานของราชการหรือการกระตุนเศรษฐกิจในส่วนอื่นๆให้มากขึ้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อข้าราชการ

“อีกเรื่องที่จะฝากถึง รมต.ศึกษาธิการคนปัจจุบันว่า ในส่วนของภาระงานครูค่อนข้างที่จะหนักเนื่องจากว่าเรามีเอกสารรอบตัวค่อนข้างที่จะวุ่นวายและก็จะเบียดเบียนในเรื่องการเรียนการสอนด้วยในบางครั้ง ซึ่งจริงๆแล้วครูทุกคนมีความต้องการที่จะสอนอย่างแท้จริงและต้องการจะอยู่กับเด็กนักเรียนอย่างแท้จริง เคยมีการจ้างงานให้มาสนับสนุน เช่นคุมพัสดุ คุมการเงิน ครูที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยการบริหารของโรงเรียนให้ชัดเจน เพื่อที่จะให้คุณครู โฟกัสเกี่ยวกับการเรียนการสอนอย่างแท้จริง ส่วนในเรื่องของหลักสูตร ให้มีความก้าวหน้าและให้เหมาะสมกับยุคในปัจจุบัน” นายสับรี มะลี ครูโรงเรียนสังวาลย์วิท 5 กล่าว – 003