20 โรงเรียน นำบอร์ดเกมการเงิน Wishlist ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775811

20 โรงเรียน นำบอร์ดเกมการเงิน Wishlist  ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

20 โรงเรียน นำบอร์ดเกมการเงิน Wishlist ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเตอร์เนตแพลตฟอร์ม ได้แก่ การีนา (Garena) ช้อปปี้ (Shopee) และซีมันนี่(SeaMoney) ร่วมกับ Wizards of Learning สถาบันบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ และ The Money Coach จัดทำเวิร์กช็อปบอร์ดเกมการเงิน “Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน” ฝึกอบรมคุณครู ให้สามารถนำบอร์ดเกมการเงิน Wishlist ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการวางรากฐานสุขภาพทางการเงินที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชน ก็ได้มีการนำบอร์ดเกมการเงิน Wishlist ไปใช้เป็นสื่อการเรียนรู้กว่า 20 โรงเรียน และเตรียมทยอยแจกบอร์ดเกมการเงิน “Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน” อีกราว 500 กล่องในปี 2567 เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้งบุคลากรทางการศึกษาและเยาวชน ผ่านแหล่งการเรียนรู้ เช่น TK Park และ กิจกรรมการส่งเสริมความรู้ทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย

นางพุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เรายังทำงานร่วมกับคุณครูอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าบอร์ดเกม Wishlist ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักเรียน โดยเฉพาะด้านการกระตุ้นความกระตือรือร้นในการเรียนรู้เรื่องการเงินที่เข้าใจยาก นอกจากนี้คุณครูยังพบว่าบอร์ดเกมการเงิน Wishlist เป็นสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยสร้างประสบการณ์จำลองที่ช่วยให้เยาวชนที่ยังมีประสบการณ์ทางการเงินค่อนข้างจำกัด ได้ทำความรู้จักกับภาพรวมจักรวาลทางการเงิน และเราสังเกตเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนในการบริหารจัดการเงินภายในเกมระหว่างการเล่นรอบแรกและรอบถัดๆ ไป”

“เด็กๆ แต่ละคนอาจตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงิน และมีความรู้เรื่องการเงินในระดับที่ต่างกันไป นอกจากเด็กๆ จะได้เรียนรู้จากเกมแล้ว ยังได้เรียนรู้จากการสังเกตวิธีการจัดการการเงินของเพื่อนร่วมเกมอีกด้วย นับเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ช่วยเปิดมุมมองเกี่ยวกับวิธีการจัดสรรเงินได้อย่างเป็นธรรมชาติ เริ่มมีการจัดการทางการเงินที่ดีขึ้นมีการคิดวิเคราะห์และวางแผนทางการเงินที่ระมัดระวังและตอบโจทย์ “รายการความฝัน” ซึ่งเป็นภารกิจภายในเกมมากขึ้น เมื่อคุณครูทำหน้าที่เป็นผู้เอื้ออำนวยการเรียนรู้ (Learning Facilitator) ช่วยถอดบทเรียน ก็จะทำให้ผู้เล่นเชื่อมโยงสถานการณ์ภายในเกมเข้ากับชีวิตจริงได้ และเข้าใจว่าจะนำประสบการณ์จากเกมไปปรับใช้ในการจัดสรรเงินในชีวิตประจำวันของพวกเขาอย่างไร” นางพุทธวรรณ กล่าวเสริม

บอร์ดเกมการเงิน Wishlist จะพาผู้เล่นไปทำความรู้จักมีหลากหลายแง่มุม เช่น การจัดสรรรายรับให้มีสภาพคล่องทางการเงิน การแบ่งกระเป๋าเงินออมและใช้จ่าย การซื้อสินค้าให้เกิดความคุ้มค่าและตอบโจทย์เป้าหมาย การบริหารหนี้สินจากการกู้เงิน การวางแผนการผ่อนสินค้า การทำให้เงินงอกเงย เช่น เลือกออมเพื่อรับดอกเบี้ย หรือเลือกทำงานเพื่อสร้างรายได้เสริม ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดบอร์ดเกมการเงิน“Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน” เพิ่มเติมและดาวน์โหลดบอร์ดเกมในเวอร์ชั่น Print & Play ไปเล่นได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้จาก SeaAcademy.co

SPU โชว์ 4 นวัตกรรมสร้างสรรค์ ไอเดียนักศึกษาโครงการสู่เจ้าของธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775808

SPU โชว์ 4 นวัตกรรมสร้างสรรค์  ไอเดียนักศึกษาโครงการสู่เจ้าของธุรกิจ

SPU โชว์ 4 นวัตกรรมสร้างสรรค์ ไอเดียนักศึกษาโครงการสู่เจ้าของธุรกิจ

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจมหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดกิจกรรมIDEA Market 2023 งานโชว์ไอเดียนวัตกรรมสร้างสรรค์ของนักศึกษา โดยออกบูธขายสินค้าจากการบูรณาการเรียนรู้ และนำเสนอผ่านการทำโครงงานตามโจทย์ที่ได้รับ เป็นการปูทางให้นักศึกษา พร้อมก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจปีนี้มี 4 ไอเดียธุรกิจน่าสนใจ ได้แก่เยลลี่ลดบุหรี่ ตังเมไต้หวัน คาเฟ่ เอาใจเหล่าทาสแมว และยาดมกลิ่นอโรม่า

ไอเดีย สินค้าเพื่อสุขภาพของผู้ที่เสพติดนิโคติน “Meracle” เยลลี่ลดบุหรี่ มีแรงบันดาลจากการที่อยากให้คนไทยลดปริมาณการสูบบุหรี่ลงผลิตภัณฑ์ทำมาจากสมุนไพรไทย ได้แก่ รางจืด หญ้าดอกขาว กานพลู มะขามป้อม มะนาว ที่มีส่วนช่วยในการเลิกบุหรี่ได้ ธุรกิจนี้มีเป้าหมายในการต่อยอดนำผลิตภัณฑ์ไปเข้าร่วมการโครงการช่วยเหลือผู้ที่อยากเลิกบุหรี่ตามสถานพยาบาลต่างๆ

ธุรกิจถัดไป เกิดจากแนวคิดอยากนำเสนอสินค้าให้เป็นที่รู้จักในไทยมากขึ้น นั่นก็คือ “ขนมนูกัต” หรือที่รู้จักกันคือ “ตังเมไต้หวัน” เป็นขนมที่ทำมาจากมาร์ชเมลโลว์ผสมกับของแห้งอย่างแครกเกอร์ ถั่ว อัลมอนด์ และธัญพืช มีความหวาน หอม นุ่มนวล สินค้าที่นำมาโชว์ในงานมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งรสชาติกล้วยหอม ช็อกโกบานาน่า และมอลต์ โดยโปรเจกท์นี้ทางทีมนักศึกษาสามารถแก้ปัญหาด้านการเก็บรักษาและกลิ่นหืนของขนมได้อีกด้วย

“Nya-Nya-Nya Cafe” คาเฟ่เอาใจเหล่าทาสแมว ที่ให้บริการครบครัน ลูกค้าสามารถนั่งรับประทานอาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ ไอศกรีม พร้อมกับเล่นน้องแมวเพลินๆ ได้ รวมถึง
มีบริการรับฝากแมว หรือโรงแรมแมวซึ่งธุรกิจนี้ชูเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากคาเฟ่แมวอื่นๆ คือมีบริการ “แมวบำบัด” ช่วยลดความวิตกกังวลของคนในสังคม เพื่อไม่ให้เกิดผู้ป่วยซึมเศร้าและโรคเครียดเพิ่มขึ้น โดยจะมีการทำแบบทดสอบด้านสุขภาพจิตก่อนเข้าคาเฟ่ จากนั้นสามารถรับบริการพบปะน้องแมว ที่มีคุณสมบัติเฉพาะมาบำบัดความเครียดได้

ปิดท้ายด้วย ธุรกิจยาดมกลิ่นอโรม่า “Bettbreath” ที่มีกลิ่นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่วยสร้างความผ่อนคลาย โดยใช้ดอกจำปี เเละส้ม เป็นส่วนผสม ให้ผู้บริโภคได้เห็นถึงสรรพคุณของ
ผลไม้และดอกไม้ไทย อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยในอนาคตจะแตกไลน์กลิ่นยาดมให้ครอบคลุม เพื่อขยายฐานลูกค้า ด้วยการชูไอเดียคอนเซ็ปต์อื่นๆ มาเกี่ยวข้อง เช่น กลิ่นสายมู กลิ่นตามวันเกิด กรุ๊ปเลือด ราศีเกิด ธาตุประจำตัว เป็นต้น

SPU โชว์ 4 นวัตกรรมสร้างสรรค์ ไอเดียนักศึกษาโครงการสู่เจ้าของธุรกิจ

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจมหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดกิจกรรมIDEA Market 2023 งานโชว์ไอเดียนวัตกรรมสร้างสรรค์ของนักศึกษา โดยออกบูธขายสินค้าจากการบูรณาการเรียนรู้ และนำเสนอผ่านการทำโครงงานตามโจทย์ที่ได้รับ เป็นการปูทางให้นักศึกษา พร้อมก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจปีนี้มี 4 ไอเดียธุรกิจน่าสนใจ ได้แก่เยลลี่ลดบุหรี่ ตังเมไต้หวัน คาเฟ่ เอาใจเหล่าทาสแมว และยาดมกลิ่นอโรม่า

ไอเดีย สินค้าเพื่อสุขภาพของผู้ที่เสพติดนิโคติน “Meracle” เยลลี่ลดบุหรี่ มีแรงบันดาลจากการที่อยากให้คนไทยลดปริมาณการสูบบุหรี่ลงผลิตภัณฑ์ทำมาจากสมุนไพรไทย ได้แก่ รางจืด หญ้าดอกขาว กานพลู มะขามป้อม มะนาว ที่มีส่วนช่วยในการเลิกบุหรี่ได้ ธุรกิจนี้มีเป้าหมายในการต่อยอดนำผลิตภัณฑ์ไปเข้าร่วมการโครงการช่วยเหลือผู้ที่อยากเลิกบุหรี่ตามสถานพยาบาลต่างๆ

ธุรกิจถัดไป เกิดจากแนวคิดอยากนำเสนอสินค้าให้เป็นที่รู้จักในไทยมากขึ้น นั่นก็คือ “ขนมนูกัต” หรือที่รู้จักกันคือ “ตังเมไต้หวัน” เป็นขนมที่ทำมาจากมาร์ชเมลโลว์ผสมกับของแห้งอย่างแครกเกอร์ ถั่ว อัลมอนด์ และธัญพืช มีความหวาน หอม นุ่มนวล สินค้าที่นำมาโชว์ในงานมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งรสชาติกล้วยหอม ช็อกโกบานาน่า และมอลต์ โดยโปรเจกท์นี้ทางทีมนักศึกษาสามารถแก้ปัญหาด้านการเก็บรักษาและกลิ่นหืนของขนมได้อีกด้วย

“Nya-Nya-Nya Cafe” คาเฟ่เอาใจเหล่าทาสแมว ที่ให้บริการครบครัน ลูกค้าสามารถนั่งรับประทานอาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ ไอศกรีม พร้อมกับเล่นน้องแมวเพลินๆ ได้ รวมถึง
มีบริการรับฝากแมว หรือโรงแรมแมวซึ่งธุรกิจนี้ชูเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากคาเฟ่แมวอื่นๆ คือมีบริการ “แมวบำบัด” ช่วยลดความวิตกกังวลของคนในสังคม เพื่อไม่ให้เกิดผู้ป่วยซึมเศร้าและโรคเครียดเพิ่มขึ้น โดยจะมีการทำแบบทดสอบด้านสุขภาพจิตก่อนเข้าคาเฟ่ จากนั้นสามารถรับบริการพบปะน้องแมว ที่มีคุณสมบัติเฉพาะมาบำบัดความเครียดได้

ปิดท้ายด้วย ธุรกิจยาดมกลิ่นอโรม่า “Bettbreath” ที่มีกลิ่นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่วยสร้างความผ่อนคลาย โดยใช้ดอกจำปี เเละส้ม เป็นส่วนผสม ให้ผู้บริโภคได้เห็นถึงสรรพคุณของ
ผลไม้และดอกไม้ไทย อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยในอนาคตจะแตกไลน์กลิ่นยาดมให้ครอบคลุม เพื่อขยายฐานลูกค้า ด้วยการชูไอเดียคอนเซ็ปต์อื่นๆ มาเกี่ยวข้อง เช่น กลิ่นสายมู กลิ่นตามวันเกิด กรุ๊ปเลือด ราศีเกิด ธาตุประจำตัว เป็นต้น

บริติช เคานซิล จัดงานศิษย์เก่า UK รีวิวเทรนด์โลกพร้อมก้าวสู่ปี 2024

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775809

บริติช เคานซิล จัดงานศิษย์เก่า UK  รีวิวเทรนด์โลกพร้อมก้าวสู่ปี 2024

บริติช เคานซิล จัดงานศิษย์เก่า UK รีวิวเทรนด์โลกพร้อมก้าวสู่ปี 2024

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริติช เคานซิล ประเทศไทย จัดงาน “Alumni UK special talk and networking” รีวิวเทรนด์โลกพร้อมก้าวสู่ปี 2024 อย่างมั่นใจ ร่วมรับฟังมุมมองเทรนด์ใหม่ของโลกจาก
ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเผยแนวโน้มการจ้างงานและทักษะใหม่ๆ ที่หลายบริษัทและองค์กรกำลังมองหา

ไฮไลท์ของงาน พบกับวิทยากรผู้มากประสบการณ์ อาทิ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างและสื่อสารแบรนด์อย่างยั่งยืน เจ้าของหนังสือขายดีตลอดกาล “อัจฉริยะการตลาด”, ดร.ชิดชนก เทพสุนทร ศิษย์เก่าและกูรูด้าน AI และเทคโนโลยีใหม่ๆ, ดร.ร่มเย็น โกไศยกานนท์ ศิษย์เก่าและผู้เชี่ยวชาญด้านความเท่าเทียมทางเพศหรือ gender equality ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ศิษย์เก่าผู้มากด้วยประสบการณ์ทั้งในแวดวงสื่อและบริษัทชั้นนำ

ขอเชิญศิษย์เก่าร่วมงานในวันพุธที่ 20 ธันวาคม 2566 เวลา 18.30-20.30 น. ณ สมาคมสโมสรอังกฤษ เข้าร่วมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้สนใจ ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านทาง http://www.britishcouncil.or.th

ชนะเลิศ BEST ถอดบทเรียน IT

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775807

ชนะเลิศ BEST ถอดบทเรียน IT

ชนะเลิศ BEST ถอดบทเรียน IT

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางนุชสรา ทองดอนคำ รองผู้อำนวยการเขตสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 2 รับโล่รางวัลชนะเลิศ ระดับประเทศ การถอดบทเรียน BEST PRACTICE ประเภทผู้รับผิดชอบโครงการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุจริต การประเมิน ITA ONLINE ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 “เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาด้วย PLK 2 MODEL” เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรมเอวาน่า กทม.

จุฬาฯ-อาลีบาบา คลาวด์ เปิดตัว ศูนย์ฝึกอบรมแห่งแรกของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775810

จุฬาฯ-อาลีบาบา คลาวด์ เปิดตัว  ศูนย์ฝึกอบรมแห่งแรกของโลก

จุฬาฯ-อาลีบาบา คลาวด์ เปิดตัว ศูนย์ฝึกอบรมแห่งแรกของโลก

วันอังคาร ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือกับอาลีบาบา คลาวด์ เปิดตัว Alibaba Cloud Academy Skills Center ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมของอาลีบาบา คลาวด์ แห่งแรกในโลก ตั้งอยู่ ณ สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้กับผู้มีความสามารถรุ่นใหม่ในประเทศไทย เปิดโอกาสให้นิสิตจุฬาฯ และประชาชนทั่วไป เข้าถึงหลักสูตรอบรมที่หลากหลายโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เริ่มด้วยการอบรมด้าน Generative AI ตามด้วยคลาวด์คอมพิวติ้ง

นอกจากงานฝึกอบรมแล้วศูนย์นี้ยังมีบทบาทเสมือนแพลตฟอร์มสำหรับการสรรหาบุคลากรเชิงกลยุทธ์ โดยมีการนำเสนอโอกาสในการทำงานประจำและโอกาสฝึกงานในด้านต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาลีบาบาคลาวด์ ในการพัฒนาและบ่มเพาะผู้มีความสามารถในท้องถิ่น พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงานในระดับภูมิภาค

‘เอกชน’ หวั่นความผันผวนโลกกระทบธุรกิจกังวล ‘เด็กเกิดน้อย-กฎระเบียบรัฐแข็งตัว’มธ. ชูบทบาท ‘มหา’ลัย’ ร่วมคลุกวงในแก้ปัญหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775902

‘เอกชน’ หวั่นความผันผวนโลกกระทบธุรกิจกังวล ‘เด็กเกิดน้อย-กฎระเบียบรัฐแข็งตัว’มธ. ชูบทบาท ‘มหา’ลัย’ ร่วมคลุกวงในแก้ปัญหา

‘เอกชน’ หวั่นความผันผวนโลกกระทบธุรกิจกังวล ‘เด็กเกิดน้อย-กฎระเบียบรัฐแข็งตัว’มธ. ชูบทบาท ‘มหา’ลัย’ ร่วมคลุกวงในแก้ปัญหา

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 20.11 น.

‘เอกชน’ หวั่นความผันผวนโลกกระทบธุรกิจกังวล ‘เด็กเกิดน้อย-กฎระเบียบรัฐแข็งตัว’มธ. ชูบทบาท ‘มหา’ลัย’ ร่วมคลุกวงในแก้ปัญหา

ตัวแทนธุรกิจเอกชนชั้นนำ ร่วมอภิปรายสถานการณ์-ปัญหาเศรษฐกิจไทยเนื่องใน “วันธรรมศาสตร์” 10 ธ.ค. สะท้อนปัญหาด้านทรัพยากร-โครงสร้างประชากร พร้อมจำนวนแรงงานที่ยังไม่สอดคล้องความต้องการ ย้ำอุปสรรคด้านกฎหมาย-กฎระเบียบของรัฐ จำเป็นต้องลดความซับซ้อน ด้าน “ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์” ยันบทบาทมหาวิทยาลัยต้องมีส่วนเข้าไปแก้ไข ตอบโจทย์อุตสาหกรรม-ช่วยขับเคลื่อนประเทศ

นายพิชัย ชุณหวชิร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) เปิดเผยในการอภิปรายหัวข้อ “ทิศทางเศรษฐกิจไทย ในยุคดิจิตอล” ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในวันธรรมศาสตร์ 10 ธันวาคม 2566 ณ สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยระบุตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันแม้สถานการณ์ของโลกจะอยู่ในความยุ่งเหยิง ซับซ้อน และไม่แน่นอน แต่หนึ่งในสิ่งที่แน่นอนคือจำนวนทรัพยากรบนโลกที่ร่อยหรอน้อยลงทุกวัน เมื่อหารเฉลี่ยต่อจำนวนประชากรที่มีมากขึ้นหลายเท่าจากในอดีต

“อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือสมัยก่อนพ่อมีลูก 8 คนยังเลี้ยงได้ แต่คนรุ่นหลังแค่มีลูกคนเดียวยังแทบตาย ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ประเมินได้บนความไม่แน่นอน คือทิศทางของอนาคตที่จะอยู่บนการแย่งชิงฐานทรัพยากร และพยากรณ์ได้ว่ามนุษย์จะลำบากขึ้นอย่างแน่นอน” นายพิชัย ระบุ

นายพิชัย กล่าวว่า อย่างไรก็ตามแม้จำนวนการบริโภคจะเพิ่มขึ้น แต่กำลังการผลิตของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะฝั่งเอเชียก็เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ธุรกิจที่แข่งขันในเชิงการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) และการใช้เทคโนโลยีจะน่ากลัวมากขึ้น ขณะเดียวกันท่ามกลางภูมิทัศน์การเมืองโลกที่มีการแบ่งขั้ว การกีดกันการค้า ตลอดจนกระแสของการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม หรือสิทธิมนุษยชนต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นโจทย์ที่เราจะต้องนำมาคิดและปรับตัว

นายพิชัย กล่าวอีกว่า ไทยในฐานะที่เป็นประเทศขนาดเล็กคงจะต้องวางตัวและเดินตามกระแสเหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็ควรจะต้องพึ่งพากำลังการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นบทเรียนที่เห็นได้จากสถานการณ์โควิด-19 ควบคู่ไปกับการปรับปรุงโครงสร้างการผลิตที่เพิ่มความทันสมัย พร้อมกันนั้นก็จะต้องลดข้อจำกัดต่างๆ เช่น กฎหมาย กฎระเบียบบางอย่างที่เก่ามาก และบางอันก็ขัดกันเอง ซึ่งทำให้คนทำธุรกิจมีความยากลำบาก

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ภาคธุรกิจเผชิญในปัจจุบัน คือความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในหลากหลายมิติ และไม่มีสูตรตายตัวอีกต่อไปว่าทำสิ่งใดแล้วจะประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะบทเรียนสำคัญจากช่วงโควิด-19 คือไม่มีใครทราบได้ว่าสถานการณ์จะเป็นไปอีกนานเท่าไร จึงแสดงให้เห็นว่าเราไม่สามารถมีแผนธุรกิจเดียวได้ แต่จำเป็นจะต้องมีแผนสำรองถัดไปเตรียมเอาไว้ด้วย

นางศุภจี กล่าวว่า ขณะเดียวกันในโลกธุรกิจก็มีความทับซ้อนกันมากยิ่งขึ้น จนไม่มีอุตสาหกรรมใดที่จะอยู่รอดปลอดภัยไปได้ตลอด ตัวอย่างเช่นธนาคาร ปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกับธนาคารด้วยกันเองเท่านั้น แต่ยังมีผู้เล่นใหม่ๆ ในสายเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งร้านสะดวกซื้อที่เข้ามาเป็นคู่แข่งด้วย รวมไปถึงอีกปัญหาสำคัญในขณะนี้คือความขัดแย้งทางความคิด ที่มีความแตกต่างกันระหว่างคนหลากหลายเจนเนอเรชั่น อันเป็นสิ่งที่หลายองค์กรพบเจอในปัจจุบัน

“ภาคธุรกิจไทยยังเจอกับแรงกดดันต่างๆ เช่น ภูมิทัศน์ของโลกที่ปัจจุบันมีแนวคิดเปลี่ยนจากโลกาภิวัฒน์ กลับมาสู่การพึ่งพาตนเองมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่จะทำให้มีคนเข้าสู่ระบบแรงงานน้อยลง แต่ขณะเดียวกันก็มีความไม่สอดคล้องกันระหว่างทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการ กับปริมาณแรงงานที่ถูกผลิตออกมาด้วย ซึ่งตรงนี้อาจต้องพึ่งมหาวิทยาลัยในการช่วยผลิตคน หรือให้ข้อเสนอแนะแก่ภาคส่วนต่างๆ ในฐานะสถาบันวิชาการ” นางศุภจี ระบุ

นางศุภจี ยังกล่าวอีกว่า แม้จะเผชิญกับแรงกดดันต่างๆ แต่ก็ยังมีโอกาสหากทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยกันผลักให้เศรษฐกิจไทยพัฒนาต่อไปได้ จึงอยากฝาก 6 ข้อเสนอถึงรัฐบาล ที่ประกอบด้วย “3 สร้าง” ได้แก่ สร้าง Branding ประเทศไทย เช่นการเข้าสู่ตลาดพรีเมียมมากขึ้น, สร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยว, สร้างมาตรฐานยกระดับแรงงาน ผนวกกับ “2 กระตุ้น” คือ กระตุ้นประสิทธิภาพ เช่นให้สิทธิประโยชน์ภาคธุรกิจมากขึ้น, กระตุ้นความยั่งยืน และ “1 ลด” คือ ลดความซับซ้อน โดยเฉพาะกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ

ด้าน ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จากมุมมองของตัวแทนภาคธุรกิจเอกชนชั้นนำในครั้งนี้ ทำให้ได้พบถึงภาพปัญหาที่เห็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโครงสร้างประชากร หรือความซ้ำซ้อนยุ่งยากของกฎระเบียบต่างๆ เป็นต้น ขณะเดียวกันก็พบว่ายังมีอีกหลายเรื่องซึ่งเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องเข้าไปมีบทบาท

“ตัวอย่างเช่น ปัญหาความไม่ได้สมดุลของตลาดแรงงาน ที่สถาบันการศึกษาไม่ได้ผลิตคนตามความต้องการของตลาด ผลิตได้มากแต่ตลาดไม่ต้องการ หรือที่ตลาดต้องการกลับมีไม่เพียงพอ รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานของทรัพยากรบุคลากรที่ป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการยกระดับมาตรฐาน ที่มหาวิทยาลัยจำเป็นจะต้องทำมากขึ้น และยังรวมไปถึงบทบาทการวิจัยและพัฒนาในด้านต่างๆ” ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ระบุ

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวว่า จากมุมมองอันมีค่าของภาคธุรกิจนี้ ถือเป็นพันธกิจที่สำคัญของมหาวิทยาลัยไทย และถึงเวลาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองจะต้องเดินหน้าพูดคุยกับภาคธุรกิจเอกชนอย่างจริงจัง เพื่อนำมุมมองข้อเสนอที่ได้มาปรับปรุงหลักสูตร พัฒนากระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้สามารถผลิตทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์อุตสาหกรรม และช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจที่จะยกระดับการพัฒนาของประเทศต่อไปได้

‘สพฐ.’ตั้งอนุกรรมการฯ 7 คณะ ลุยแก้หนี้ครูกองโต 9 แสนราย 1.4 ล้านล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775814

'สพฐ.'ตั้งอนุกรรมการฯ 7 คณะ ลุยแก้หนี้ครูกองโต 9 แสนราย 1.4 ล้านล้าน

‘สพฐ.’ตั้งอนุกรรมการฯ 7 คณะ ลุยแก้หนี้ครูกองโต 9 แสนราย 1.4 ล้านล้าน

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 16.35 น.

สพฐ.เอาจริงรุดแก้หนี้ครู 9 แสนราย ตั้งอนุกรรมการฯ 7 คณะ คืนศักดิ์ศรีให้ครูกลับมายิ้มได้

วันที่ 18 ธันวาคม 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานเปิดการประชุมพร้อมมอบนโยบายแก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ กรณีการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมี นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สพฐ. เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 2 กระทรวงศึกษาธิการ ควบคู่กับการประชุมผ่านระบบ Video Conference

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญการแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชนอย่างเป็นระบบ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล) มีนโยบายให้ สพฐ. หาแนวทางผ่อนคลายภาระหนี้สิน เพื่อสร้างความสุขแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา เพราะแหล่งข้อมูลหนี้สินครูที่ใหญ่ที่สุดของ ศธ.  อยู่ที่ สพฐ. ดังนั้นในวันนี้จึงได้เชิญทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาประชุมหารือและมอบแนวทางการดำเนินงานแก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต ทั่วประเทศ “

เพื่อขับเคลื่อนมาตรการลดภาระหนี้สิน เลขาธิการ กพฐ. ได้มอบหมายสถานีแก้หนี้ระดับเขตพื้นที่ สำรวจสภาพหนี้และจัดกลุ่มครูตามภาระหนี้สิน เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มสีแดง หรือ กลุ่มวิกฤตคือ ผู้ที่เหลือเงินเดือนไม่ถึง 30% หลังจากหักการชำระหนี้ และกำลังถูกฟ้องร้องดำเนินคดี  โดยเลขาธิการ กพฐ.ได้เน้นย้ำให้ทุกเขตพื้นที่ เร่งช่วยเหลือเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อชะลอการดำเนินการทางกฎหมายและหาแนวทางบริหารจัดการหนี้ต่อไป 2.กลุ่มสีเหลืองคือ กลุ่มที่เหลือเงินเดือนไม่ถึง 30% มีแนวโน้มจะเป็นหนี้วิกฤต ให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ ควบคุมยอดหนี้ และ 3.กลุ่มสีเขียวคือ กลุ่มครูที่มีหนี้เล็กน้อย ถึงไม่มีหนี้สิน

“ในเชิงการป้องกัน ได้เน้นย้ำผู้บังคับบัญชา ทั้ง ผอ.เขตพื้นที่ และ ผอ.โรงเรียน ให้ตรวจสอบสภาพหนี้สินครูก่อนมีการอนุมัติกู้ในระบบต่างๆ เพื่อคงสภาพของกลุ่มสีเขียวและกลุ่มสีเหลืองเอาไว้ เพื่อให้ครูและบุคลากรทุกคนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ทั้งนี้ ให้เรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูเป็นตัวชี้วัดของสถานีแก้หนี้ระดับเขตพื้นที่ฯ และจะมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด เป็นรายเดือนต่อไป” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

ทางด้าน นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย โดยมี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ และมี รองเลขาธิการ กพฐ. ร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อวิเคราะห์ปัญหา จัดทำแนวทางแก้ไขสถานการณ์หนี้ของประชาชนทั้งประเทศ

ทั้งนี้ จากการประชุมหารือคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ที่ประชุมเสนอแนวทางแก้ไขหนี้กลุ่มข้าราชการ ในเบื้องต้น ดังนี้

1) ตระหนักถึงปัญหาความซับซ้อนของหนี้ข้าราชการครู จำนวน 900,000 ราย มูลหนี้ 1.4 ล้านล้านบาท 2) กำหนดให้มีเงินเหลือเพื่อดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่น้อยกว่า 30% ของเงินเดือน โดยภายในเดือนมกราคม 2567 จะต้องมีการดำเนินการเบื้องต้นที่ชัดเจน เช่น ลดอัตราดอกเบี้ย/ปรับจำนวนงวดให้ยาวขึ้น ไม่เกินอายุ 75 ปี และ3) กำชับมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการดำเนินงานของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551 และ 4) ขยายผลจาก ข้อ 1-3 ไปยังหนี้นอกระบบ

“เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ อย่างเป็นรูปธรรม สอดรับกับแนวทางของคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับชาติ  สพฐ. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีคณะอนุกรรมการฯ ย่อย อีก 7 คณะ เพื่อให้การปฏิบัติงานครอบคลุมทุกมิติ และขอให้สถานีแก้หนี้ครูร่วมปฏิบัติงานที่สำคัญนี้กับศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สพฐ. เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายในการทำให้คุณภาพชีวิตของบุคลากรในสังกัดดีขึ้นต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

กสศ. แอ็คชั่นเอด และเครือข่ายโรงเรียนเล็กทั่วประเทศ ยื่นข้อเสนอ ศธ.เปลี่ยนสูตรจัดสรรงบ เพิ่มคุณภาพ ลดเหลื่อมล้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775798

กสศ. แอ็คชั่นเอด และเครือข่ายโรงเรียนเล็กทั่วประเทศ  ยื่นข้อเสนอ ศธ.เปลี่ยนสูตรจัดสรรงบ เพิ่มคุณภาพ ลดเหลื่อมล้ำ

กสศ. แอ็คชั่นเอด และเครือข่ายโรงเรียนเล็กทั่วประเทศ ยื่นข้อเสนอ ศธ.เปลี่ยนสูตรจัดสรรงบ เพิ่มคุณภาพ ลดเหลื่อมล้ำ

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.35 น.

กสศ. แอ็คชั่นเอด และเครือข่ายโรงเรียนเล็กทั่วประเทศ  ยื่นข้อเสนอ ศธ.เปลี่ยนสูตรจัดสรรงบ เพิ่มคุณภาพ ลดเหลื่อมล้ำ ทำได้ใน 1 ปีงบประมาณ  ขณะที่รมว.ศธ. ให้กสศ.รวบรวมข้อมูลปัญหา-ทางออกเพื่อร่วมกันทำงานต่อ พร้อมย้ำความสำคัญโรงเรียนของชุมชน

ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ สหภาพยุโรป มูลนิธิแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย สมาคมไทบ้าน เครือข่ายโรงเรียนปลายทางครูรักษ์ถิ่น  ชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและห่างไกล จัดเวทีขับเคลื่อนนโยบาย“ยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ห่างไกล ความเสมอภาคที่เป็นจริงได้” ณ ห้อง Grand hall 1 โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

โดยมีผู้อำนวยการ ครูจากโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศเข้าร่วม กว่า 100  แห่ง เพื่อยื่นข้อเสนอทางออกการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีราว เกือบ50 % ของโรงเรียนทั้งประเทศ ครอบคลุมผู้เรียนเกือบ 1 ล้านคน  โดยมีพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)  ร่วมรับฟังตลอดระยะเวลา 3 ชั่วโมง และรับข้อเสนอจากเครือข่ายไปทำงานต่อตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข”

พลตำรวจเอกเพิ่มพูน กล่าวว่า มาร่วมงานนี้ เพื่อที่จะมารับฟังปัญหาจากทุกฝ่าย ซึ่งทราบดีว่า ครูและหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาร่วมงาน มีความตั้งใจ ที่จะช่วยสร้างแนวทางที่จะให้โรงเรียนและชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถปรับตัว ได้อย่างเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้อง กับนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ

“ผมเชื่อว่าครูคือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ และผมยึดหลักว่า จะต้องไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว จึงเดินทางมาที่นี่เพื่อที่จะมารับฟังว่า แต่ละฝ่ายจะเสนอให้ปรับปรุงอะไร มีทรัพยากรอะไรที่กระทรวงศึกษาธิการจะช่วยโรงเรียนขนาดเล็กในแต่ละพื้นที่ได้ ผมจะไม่ใช่ผู้ที่มีบทบาทไปเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะบทบาทการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ เป็นหน้าที่ของพวกท่าน เป็นหน้าที่ของครูจากพื้นที่ต่างๆ ที่จะช่วยกันเสนอแนวทางแก้ปัญหานี้  แต่สิ่งที่ผมอยากเห็น คืออยากให้ครูมีหัวใจ ช่วยเด็กๆ ให้มีความรู้ มีคุณธรรม

สิ่งที่อยากเห็นจากการจัดงานนี้ คือ ขอให้ กสศ. สรุปประเด็นสำคัญจากการวิจัยและเวทีวันนี้  สะท้อนทั้งปัญหาและทางออกมาให้กระทรวงศึกษาธิการนำมาพิจารณาและนำไปช่วยกันทำงาน” พลตำรวจเอกเพิ่มพูนกล่าว

 ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวถึงประเด็นข้อเสนอนโยบาย ว่า มีข้อเสนอนโยบาย 4 ประเด็น  สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่เรียกว่า  Stand Aloneหรือ protected school   ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กบนเกาะ บนดอย ไม่สามารถยุบและควบรวมได้ตามมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากในรัศมี 6 กิโลเมตร ไม่มีโรงเรียนอื่นในประเทศมีประมาณ 1500 แห่ง  บางโรงเรียนอยู่ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติ /เขตป่าสงวนต้องการการดูแลสนับสนุน โรงเรียนเหล่านี้เป็นความหวังเดียวในพื้นที่นั้นที่จะมีการศึกษา  ถ้าเราสามารถสนับสนุนให้โรงเรียนเหล่านี้จัดการศึกษาต่อไปได้ ความหวังก็จะยังมีอยู่ในชุมชน  

1.เรื่องคน ปัญหาที่ครูไม่ครบชั้น ไม่ครบสาระวิชา เป็นปัญหาเรื้อรังเป็นปัญหาที่โรงเรียนเหล่านี้ไม่มีบุคลากรที่ยืนระยะอยู่ได้  อย่างเต็มที่    กสศ.ทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษา พัฒนาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เฟ้นหาครูจากพื้นที่  ผู้ที่อยากเป็นครูของชุมชน ให้มาเรียนเป็นครู และกลับไปบรรจุในพื้นที่ ปัญหาการโยกย้ายก็จะไม่เกิดขึ้น  นี้เป็นครั้งแรกที่สถาบันผลิตและพัฒนาครู  19 แห่งทั่วประเทศ ร่วมกับพัฒนาเรื่องนี้  และ หลังจากครูรัก(ษ์)ถิ่นบรรจุ  สถาบันอุดมศึกษาทั้ง19 แห่ง จะติดตามเพื่อสนับสนุนครูเหล่านี้ในชุมชนต่อไปอีก 6 ปี  เป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเรื่องของคน ที่ภาคอุดมศึกษาเข้ามาสนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐานตรงนี้ได้เพิ่มขึ้น  

ในปีการศึกษา 2567 จะมีครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นแรกจำนวน 327 คน กระจายตัวไปยังโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร จำนวน 284 แห่ง ใน 224 ตำบล    44 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค  ในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า   จะสามารถผลิตครูรักษ์ถิ่นได้ 1,500 คน  จากนี้ กสศ. จะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายให้ครอบคลุมการผลิตครูในสาขาที่ขาดแคลนในประเทศ เช่น ครูการศึกษาพิเศษ  

2.งบประมาณ

เมื่อเราผูกทุกอย่างไปกับจำนวนเด็ก ทำให้งบประมาณที่แต่ละโรงเรียนได้รับ ไม่สอดคล้องต่อบริบทของโรงเรียนขนาดเล็ก เหมือนร้านอาหาร ที่เปิดบริการปุ๊บก็เจ๊งแล้ว สูตรจัดสรรงบประมาณต้องปรับเปลี่ยน  ทำให้สูตรนั้นนอกจากคำนวนตามหัวหรือจำนวนเด็ก แต่ต้องมีเรื่องระยะทาง ความห่างไกล ชดเชยความทุรกันดารด้วย    จะทำให้ทรัพยากรไปที่โรงเรียนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ กระทรวงศึกษาอาจจะไม่ต้องใช้เงินเพิ่มแม้แต่บาทเดียว เพราะถ้าสูตรเปลี่ยน จะขยับเงินจากโรงเรียนขนาดใหญ่ ที่ได้เงินรายหัวเกินกว่าความจำเป็นที่ต้องมี หมุนไปสู่โรงเรียนขนาดเล็กได้  ด้วยการปรับสูตรเช่นนี้ เงินไม่ต้องเพิ่ม แต่เราจะลดความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากรการศึกษาภายในระยะเวลา 1 ปีงบประมาณก็ทำได้แล้ว   สูตรนี้มีตัวอย่าง กสศ. ทำงานวิจัยกับหลายหน่วยงาน เช่น  กสศ.เตรียมสูตร Equity-based budgeting  ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  สามารถสนับสนุนสูตรนี้ให้กระทรวงศึกษา และสำนักงบประมาณได้ว่า ถ้าเป็นโรงเรียนที่มีความต้องการพิเศษ โรงเรียนห่างไกลทุรกันดาร จะต้องใช้สูตรจัดสรรงบประมาณอย่างไร  

นอกจากการปรับสูตรเงินอุดหนุนรายหัวแล้วยังมีสูตรงบประมาณในเรื่องของเงินลงทุน  กสศ.มีการทำงานวิจัยกับธนาคารโลก เรียกว่า Fundamental School Quality Level: FSQL  และใช้เงินบริจาคในการอัพเกรดโรงเรียน ตอนนี้ทำแล้วที่ราชบุรี เพื่อให้โรงเรียนสามารถอัพเกรดด้วยสูตรใหม่ สูตรนี้จะมีมาตรฐานคุณภาพขั้นต่ำ    โครงสร้างอาคาร บุคลากร การจัดการเรียนการนสอน ด้วยสูตรนี้ งบลงทุนด้านการศึกษา สามารถจัดสรรให้โรงเรียนสามารถมีทรัพยากรเพียงพอ ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเสมอภาค และมีคุณภาพได้  มีโครงสร้างพื้นฐานภายในโรงเรียนที่ดี และมีครูที่เพียงพอต่อนักเรียน

ข้อเสนอการปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณ ทั้งสองข้อนี้  ครอบคลุมงบประมาณส่วนใหญ่ของกระทรวงศึกษาเกือบทั้งหมด กว่า 80-90%  ทั้งเรื่องของคน 60% เรื่องเงินอุดหนุนอีก 10%  อีก 10% คือเรื่องของเงินลงทุน 

3.นวัตกรรมการเรียนการสอน

โรงเรียนขนาดเล็ก จะคาดหวังให้มีครูครบชั้นในระยะเวลาอันสั้นคงเป็นไปได้ยาก จำเป็นต้องมีนวัตกรรมที่เรียกว่า Multi-age classroom  เด็กไม่จำเป็นต้องอายุเท่ากันที่จะเรียนในชั้นเรียนเดียวกันได้  อาจจะผสมเด็กช่วงวัย 6-9 ขวบ อยู่ในห้องเรียนเดียวกัน และครูสามารถมีนวัตกรรมการสอนคละชั้น  หลายประเทศที่มีภาวะทุรกันดารห่างไกล เช่น นิวซีแลนด์ใช้กระบวนการนี้มาหลายสิบปีแล้ว ทุกคณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ ต้องสอนให้ครูสามารถ สอน  Multi- Age classroom เป็น

นอกจากนี้ต้องมีการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี เข้ามาส่งเสริมให้ครู ผู้เรียนสามารถใช้การเรียนการสอน กับเทคโนโลยีปัจจุบันได้ อินเทอร์เน็ต แล็บทอป  เชื่อมโยงโลกเราทั้งใบเข้าไปอยู่ในห้องเรียนนี้ได้ จะทำให้ห้องเรียนสามารถเป็น smart class room ในอนาคตได้  ยังมีนวัตกรรมอีกมากมายที่จะทำตรงนี้ได้

4.การเชื่อมโยงชุมชน

ปวงชนเพื่อการศึกษา all for education เช่นเดียวกับนโยบายรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน ความฝันของชุมชนคือ อยากให้ลูกหลานมีการเรียนรู้ที่ดี เป็นอนาคตของพื้นที่ ของชุมชน  เราต้องชวนชุมชนให้มีส่วนร่วม จัดการศึกษาในโรงเรียนตั้งแต่วันนี้ ทำอย่างไรให้ภาคเอกชน ผู้นำท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน  ซึ่งมีตัวอย่างที่ราชบุรีรวมถึงจังหวัดอื่นๆ    

สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ใช่ protected school ดร.ไกรยส กล่าวว่า   ถ้าเราอยากจะเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างเราควรมาร่วมกันเปลี่ยนโจทย์โรงเรียนขนาดเล็กเพื่อเปลี่ยนอนาคตของโรงเรียนกลุ่มนี้ เช่น เป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ ว่าคนไทยไม่ว่าช่วงวัยไหนไม่ควรหยุดพัฒนา สามารถพัฒนาได้ตลอดเวลา คนในชุมชน เด็กปฐมวัย ผู้สูงอายุ วัยแรงงาน ล้วนได้ประโยชน์จากการพัฒนาตนเองที่โรงเรียน เราอาจเปลี่ยนโรงเรียนเล็ก เป็นศูนย์เรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ทุกช่วงวัย สอดคล้องกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต  พ.ศ.2566 ที่ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ กำลังมีการขยายพื้นที่การทำงาน 

ถ้าเปลี่ยนได้เป็นการจัดการเรียนรู้ทุกช่วงวัย หลายหน่วยงานจะเข้ามาสนับสนุนโรงเรียนได้ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จะร่วมต่อท่อให้ทรัพยากรเหล่านี้เข้ามาอยู่ที่โรงเรียนได้   เพื่อให้โรงเรียนได้รับการดูแล พัฒนา เป็นพื้นที่เรียนรู้ของชุมชนได้ อย่างแท้จริงยั่งยืน ผู้ปฏิบัติหน้าที่ก็ปรับเปลี่ยนโจทย์นอกจากจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กแล้ว สามารถทำในภารกิจอื่นได้เช่นกัน  

ผู้จัดการ กสศ.กล่าวว่า นอกเหนือจากปรับโจทย์คือการปรับระเบียบ ตนเองลงพื้นที่หลายปี ผู้นำท้องถิ่น เช่น นายก อบจ. นายกเทศบาล อยากจะจัดสรรเงินท้องถิ่น  มาให้โรงเรียนแต่ติดเงื่อนไข ที่สตง.ตรวจ และจะให้คืนเงิน ผอ.หลายท่าน ก็ทำการบ้าน ต้องทำหนังสือจากผอ.รร. ถึงเลขาสพฐ. เพื่อยืนยัน ว่า ไม่มีงบประมาณจากสพฐ. ใดใดแล้วจริงๆ ที่จะมาดูแลโรงเรียนเหล่านี้  และให้ตอบกลับมาเพื่อให้นายกเทศมนตรีใช้ในการตั้งงบประมาณ วงจรนี้หลายปีกว่าจะเสร็จ  ถ้าสามารถปรับระเบียบ กติกาที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะกระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษา กระทรวงมหาดไทย สามารถจัดสรรงบประมาณสนับสนุนตรงนี้มาที่โรงเรียนได้  จะมีทรัพยากรอีกมากมาย มาที่สถานศึกษาขนาดเล็กได้ในอนาคต  

ทั้งหมดคือข้อเสนอของกสศ. กลั่นจากหน่วยงานทั้งระดับพื้นที่และรดับประทศ และระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนให้อนาคตของโรงเรียนขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็น protected school  หรือ non protected school สามารถที่จะมีความยั่งยืนและเป็นของชุมชนอย่างแท้จริง

นายเทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย ผู้ประสานงานโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพ (Access School)กล่าวว่า การทำงานที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่า ชุมชนบางแห่งสามารถนำปัญหาที่เกิดขึ้นมาเปลี่ยนเป็นโอกาสในการสร้างองค์ความรู้ ที่นำไปใช้กับชุมชนได้จริง และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการจัดการศึกษา เป็นเรื่องของทุกคน เป็นเรื่องของทุกภาคส่วน และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน เข้ามาสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กให้อยู่ได้

“จากการทำงาน เพื่อดูแลโรงเรียนขนาดเล็ก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพบว่า สิ่งที่เป็นยาขมมากสำหรับ การแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก คือเรื่องของการ จัดสรรงบประมาณรายหัว เราเคยเสนอว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปลี่ยนจาก จัดสรรงบประมาณรายหัว เป็นการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่ และควรจะปลดล็อคระเบียบ บางอย่าง เช่นเรื่องครูฝึกสอน ซึ่งพบว่าโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีครูสอนคละชั้น คละวิชา ไม่สามารถรับครูฝึกสอนที่ไม่มีครูพี่เลี้ยงเด็ก หรือครูที่มีวิชาเอกไม่ตรงกันมาช่วยสอนได้  รวมถึงปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่ง ที่อยากถ่ายโอนไปให้กับท้องถิ่น แต่ก็ติดกับระเบียบที่ทำให้ดำเนินการได้ยาก”

ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และที่ปรึกษาเครือข่ายชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการดูแลโรงเรียนขนาดเล็ก คือการทำให้โรงเรียนกับชุมชนเป็นเรื่องเดียวกัน มุมมองของการศึกษาในอนาคต คือเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต การจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก จึงต้องมองมากกว่าเรื่องของตัวเด็กนักเรียน โรงเรียนอาจจะต้องมีบทบาทในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชน ชุมชนสร้างโรงเรียนโรงเรียนก็ต้องสร้างชุมชน หากเปลี่ยนความคิดได้ว่าการมีโรงเรียนขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ใช่เรื่องการลดคุณภาพการศึกษา แต่เป็นเครื่องมือของรัฐที่จะใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่เพื่อพัฒนาชุมชน หากเราทำโรงเรียนขนาดเล็ก ให้เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพของชุมชน สิ่งที่ทำก็จะกลายเป็นโอกาสหนึ่งของการพัฒนาประเทศ

โรงเรียนขนาดเล็กจะกลายเป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่จะช่วยให้ชุมชนเติบโต รัฐมีเครื่องมือหนึ่ง ก็คือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด มีผู้แทนของประชาชนเข้าไปทำงานและมีงบประมาณ ในการจัดการปัญหาพัฒนาพื้นที่ หากเปิดโอกาสด้วยการปลดล็อค หรือกฎระเบียบบางอย่าง ให้หน่วยงานนี้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาโรงเรียน

“ ปัจจุบันนี้ อบต. ติดระเบียบบางอย่างที่ ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็กได้ แม้จะเห็นว่าโรงเรียนถูกพายุพัดหลังคา หายไปต่อหน้าต่อตาก็ไม่สามารถซื้อกระเบื้องมาเปลี่ยนให้โรงเรียนได้ เพราะติดอยู่กับระเบียบที่ว่า คนละหน่วยงานกันไม่สามารถช่วยเหลือกันได้  ควรจะหาวิธีปลดล็อคกฎระเบียบให้ท้องถิ่นเข้ามาช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็กได้ จะทำให้ชุมชนอีกหลายแห่งอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข” ดร.ศุภโชคกล่าว

อาลัย’พ่อใจ’ บิดา ‘หมอชลน่าน’ ถึงแก่กรรม สิริอายุ 92 ปี ครอบครัวจัดพิธีศพที่ จ.น่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775784

อาลัย'พ่อใจ' บิดา 'หมอชลน่าน' ถึงแก่กรรม สิริอายุ 92 ปี ครอบครัวจัดพิธีศพที่ จ.น่าน

อาลัย’พ่อใจ’ บิดา ‘หมอชลน่าน’ ถึงแก่กรรม สิริอายุ 92 ปี ครอบครัวจัดพิธีศพที่ จ.น่าน

วันจันทร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.17 น.

วันที่ 18 ธันวาคม 2566 รายงานข่าวแจ้งว่า พ่อใจ ศรีแก้ว บิดา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข (สธ.) ถึงแก่กรรมอย่างสงบ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่าน สิริอายุ 92 ปี โดยครอบครัวจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพ ณ วัดบ้านนาสา อ.เวียงสา จ.น่าน

ทั้งนี้ จะมีพิธีสวดอภิธรรม เวลา 19.30 น ณ วัดบ้านนาสา อ เวียงสา และพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ 23 ธ.ค.2566 ณ สุสานบ้านนาสา อ. เวียงสา จ.น่าน

โดยล่าสุด นพ.ชลน่าน ได้ยกเลิกปฏิบัติภารกิจงานต่างๆ และเดินทางกลับไปที่ จ.น่าน แล้ว

‘เพิ่มพูน’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามทดสอบ‘ตั๋วครู’ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์-กระดาษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775712

‘เพิ่มพูน’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามทดสอบ‘ตั๋วครู’ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์-กระดาษ

‘เพิ่มพูน’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามทดสอบ‘ตั๋วครู’ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์-กระดาษ

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 20.00 น.

‘เพิ่มพูน’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามทดสอบ‘ตั๋วครู’ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์-กระดาษ

17 ธันวาคม 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในฐานะประธานกรรมการคุรุสภา พร้อมด้วย ผศ.ดร.อมลวรรณ  วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา , ดร.สุดา สุขอ่ำ รองเลขาธิการคุรุสภา , ผศ.ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา , ศ.พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ ประธานอนุกรรมการอำนวยการทดสอบฯ และคณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู รายวิชาครู ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และระบบกระดาษ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2566 รอบที่ 2 ณ ศูนย์สอบมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร กรุงเทพมหานคร ซึ่งคุรุสภาได้จัดการทดสอบผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และระบบกระดาษ จำนวนทั้งสิ้น 16 แห่ง พร้อมกันทั่วประเทศ  

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า การทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูฯ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2566 นี้ คุรุสภาได้จัดขึ้น จำนวน 4 รอบ ดังนี้ รอบที่ 1 และรอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 16 – 17 ธันวาคม 2566 และรอบที่ 3 และรอบที่ 4 ระหว่างวันที่ 23 – 24 ธันวาคม 2566 มีผู้เข้ารับการทดสอบฯ รวมจำนวนทั้งสิ้น 42,474 คน  หากจำแนกผู้มีสิทธิ์เข้าสอบตามสนามสอบ ทั้ง 16 แห่ง มีจำนวนดังนี้ 

#สนามสอบภาคกลาง 4 แห่ง จำนวน 14,780 คน ประกอบด้วย 

1. มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร 2,802 คน   2. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 1,474 คน  3. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 4,051 คน  4. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 6,453 คน 

#สนามสอบภาคเหนือ 2 แห่ง จำนวน 4,834 คน  1. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 2,220 คน  2. มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 2,614 คน

#สนามสอบภาคตะวันออก 1 แห่ง จำนวน 1,482 คน มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี  1,482 คน

#สนามสอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 แห่ง จำนวน 14,981 คน 

1. มหาวิทยาลัยขอนแก่น 3,393 คน

2. มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 1,843 คน  3. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา 6,039 คน  4. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 3,706 คน

#สนามสอบภาคใต้ 5 แห่ง จำนวน 6,397 คน

1. มหาวิทยาลัยทักษิณ 1,343 คน

2. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1,199 คน  3. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 1,060 คน  4. มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี 1,265 คน 5. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี 1,530 คน

ในจำนวนทั้งหมดนี้ แบ่งเป็นผู้เข้ารับการทดสอบด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 11,137 คน และเข้ารับการทดสอบด้วยระบบกระดาษ จำนวน 31,337 คน 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ เป็นการตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยของสนามทดสอบรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูฯ ครั้งที่ 2/2566 สำหรับการจัดสอบครั้งนี้ คุรุสภาจัดการทดสอบทั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ และระบบกระดาษ ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้ารับการทดสอบที่มีความต้องการสมัครสอบเป็นจำนวนมาก จึงได้จัดการสอบระบบกระดาษเข้ามาเพิ่มเติมควบคู่กับระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับผู้เข้าสอบได้มากขึ้น ซึ่งคณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาและคณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบฯ ก็ได้มาให้กำลังใจแก่ผู้เข้าทดสอบทุกคน โดยภาพรวมของการจัดการทดสอบฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สะดวกและปลอดภัย นอกจากนี้ มีรายงานจากสนามสอบอื่น ๆ พบว่า การจัดการทดสอบดำเนินการด้วยความเรียบร้อยเช่นเดียวกัน และทุกสนามสอบปฏิบัติตามมาตรการการเข้ารับการทดสอบอย่างเคร่งครัด เป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรมและปลอดทุจริต 100% 

ขณะที่ในส่วนของข้อสอบที่ใช้จัดการทดสอบทั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์และระบบกระดาษนั้น เป็นข้อสอบเดียวกัน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของการทดสอบ โดยจะเป็นข้อสอบในแนวทางการวัดเชิงสถานการณ์ (Situation-Based Testing) เชิงบูรณาการความรู้ทักษะและคุณลักษณะที่เป็นองค์รวมที่แสดงถึงการแสดงออกของสมรรถนะตามวิชาชีพครูตามขอบเขตสถานการณ์การทำงานของครู ซึ่งหลักสูตรผลิตครูก็ได้สอนในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว และนักศึกษาก็ได้พบเจอในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร    

ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสิ้นการทดสอบทั้ง 4 รอบแล้ว คุรุสภาจะประกาศผลสอบ ในวันที่ 19 มกราคม 2567 ผ่านทางเว็บไซต์ https://ksp662.thaijobjob.com/ และผ่านระบบ “KSP Self-Service” ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา โดยสามารถตรวจสอบและพิมพ์ผลการทดสอบฯ เป็นรายบุคคลในรายวิชาที่เข้าทดสอบผ่านช่องทางออนไลน์ได้ด้วยตนเอง

“สำหรับแผนการจัดการทดสอบฯ ประจำปีงบประมาณ 2567 คุรุสภา และคณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบฯได้มีแผนการดำเนินการในช่วงเดือนมกราคม – สิงหาคม จำนวน 12 รอบ โดยคุรุสภาได้ประสานกับสถาบันอุดมศึกษาที่มีความพร้อมในการเป็นสนามสอบ ทั้งนี้ อาจจะมีสถาบันอุดมศึกษาที่มีความพร้อมเป็นสนามสอบเพิ่มขึ้น ซึ่งจำนวนที่นั่งสอบก็จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนสนามสอบ โดยจะประกาศให้ทราบเป็นครั้ง ๆ ไป ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจะมีการรับฟังความต้องการเข้ารับการทดสอบก่อนการรับสมัครทุกครั้งเพื่อประกอบการพิจารณาและเป็นการวางแผนการจัดการสอบให้มีความเรียบร้อยและมีคุณภาพต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว   ////////-005