ครูบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยจ่ายเงินเดือน 2 รอบชี้ไม่ได้ช่วยลดภาระหนี้แต่จะส่งผลกระทบมากกว่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756605

ครูบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยจ่ายเงินเดือน 2 รอบชี้ไม่ได้ช่วยลดภาระหนี้แต่จะส่งผลกระทบมากกว่า

ครูบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยจ่ายเงินเดือน 2 รอบชี้ไม่ได้ช่วยลดภาระหนี้แต่จะส่งผลกระทบมากกว่า

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.08 น.

ครูและผอ.โรงเรียนที่บุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยนโยบายจ่ายเงินเดือน 2 รอบชี้ไม่ได้ช่วยลดภาระการกู้หนี้ยืมสินแต่จะยิ่งส่งผลกระทบเรื่องการบริหารใช้จ่ายเงินและชำระหนี้มากกว่า หากรัฐไม่ได้ประสานสถาบันการเงินปรับเปลี่ยนการเรียกเก็บหนี้สินให้สอดคล้อง วอนรัฐบาลทบทวนหากอยากช่วย ควรพิจารณาเพิ่มเงินเดือน

วันนี้ (14 ก.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครูและผู้อำนวยการโรงเรียนที่จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ 2 รอบที่จะเริ่มในวันที่ 1 ม.ค.2667 เพราะมองว่าการจ่ายเงินเดือน 2 รอบไม่ได้ช่วยลดภาระหนี้สินหรือการกู้ยืมเงินตามจุดประสงค์ของรัฐบาลได้จริง หากรัฐบาลไม่มีการประสานกับสถานบันการเงินในการเรียกเก็บหนี้ให้สอดคล้องกับนโยบาย กลับจะยิ่งเพิ่มภาระและทำให้เกิดการกู้ยืมเงินมากขึ้นกว่าเดิมอีก วอนรัฐบาลทบทวนหรือให้เป็นทางเลือกตามความสมัครใจสำหรับคนที่พร้อมหรือไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนดีกว่า

น.ส.ปุณยวีร์ ครูวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 2 อิสาณธีรวิทยาคาร อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ สะท้อนว่า นโยบายดังกล่าวมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าสำหรับข้าราชการที่ไม่มีภาระหนี้สินก็จะเป็นช่องทางในการเก็บออมเงินหรือบริหารจัดการเงินของเขาได้ แต่ถ้าคนที่มีภาระหนี้สินต้องมีการเรียกเก็บทุกสิ้นเดือน อย่างเช่น ค่าบ้าน ค่ารถ หรือหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู หากยังไม่มีการประสานในส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ที่เขาจะต้องปรับเปลี่ยนรองรับตามนโยบายรัฐบาลมันก็จะลำบาก เพราะหากจ่ายเงินเดือน 2 รอบ แต่หน่วยงานอื่นยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนตามนโยบายรัฐบาลมันก็จะแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ได้ แทนที่จะช่วยลดการกู้ยืมกลับจะยิ่งทำให้เกิดการกู้ยืมมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ถ้านโยบายกับข้อเท็จจริงไม่ได้สอดคล้องกัน

ทั้งมองว่าจะยิ่งเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเกี่ยวกับด้านการเงิน เพราะตนเองก็เคยทำหน้าที่เกี่ยวกับการเงินของหน่วยงานภาครัฐมาก่อน จากเดิมเคยทำเอกสารอันตราเงินเดือนทุกสิ้นเดือนๆ ละ 1 ครั้ง ก็ต้องมาทำงานซ้ำเป็น 2 ครั้ง ส่วนตัวจึงมองว่าทุกนโยบายช่วงแรกหรือเปลี่ยนผ่าน ควรจะมีทางเลือกตามความสมัครใจใครพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตามนโยบาย หรือให้เวลาสำหรับคนที่ยังไม่พร้อมได้บริหารจัดการก่อน แล้วค่อยปรับเปลี่ยนพร้อมกันทั่วประเทศ  

จึงอยากให้รัฐบาลได้ทบทวนนโยบายดังกล่าว เพราะมองว่ายังเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด โดยเฉพาะตนเองที่ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถซึ่งเดิมจ่ายเดือนละครั้ง แต่หากรับเงินเดือน 2 ครั้ง รัฐบาลก็ควรจะไปพูดคุยประสานกับทางธนาคารให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยปรับเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ แต่หากรัฐบาลอยากช่วยข้าราชการจริงควรจะพิจารณาเพิ่มเงินเดือนให้มากกว่า

ไม่ต่างจากนายภากร เหมทานนท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 2 อิสาณธีรวิทยาคาร กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นข้าราชการคนหนึ่งก็ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการจ่ายเงินเดือน 2 รอบ ถึงแม้จะเป็นระยะสั้นที่ได้เงินมาใช้ แต่มองว่าจะเกิดประโยชน์กับร้านค้าที่จะเกิดเงินสะพัดมากกว่า แต่สำหรับตัวข้าราชการเองด้วยวัฒนธรรมการใช้เงินส่วนมากไม่ว่าจะเป็นกับธนาคาร หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ปกติก็จะหักทุกสิ้นเดือน หากจะปรับเปลี่ยนต้องปรับเปลี่ยนทั้งระบบ เช่น จ่ายเงินเดือน 2 ครั้ง ทางรัฐบาลต้องไปประสานกับสถาบันการเงินให้เก็บเงิน 2 ครั้งเช่นกัน และจะต้องไม่มีดอกเบี้ยเพิ่มด้วย

จึงอยากให้รัฐบาลได้ทบทวนนโยบายดังกล่าว เพราะมองว่าไม่ได้ลดภาระหนี้สินให้กับข้าราชการ  แต่กลับจะส่งผลกระทบและเพิ่มภาระให้กับข้าราชการมากกว่า แต่หากอยากให้ช่วยจริงๆ ควรจะเพิ่มเงินเดือนให้ ขรก.ที่บรรจุใหม่หรือที่มีเงินเดือนน้อยจะดีกว่า – 003

ม.แม่ฟ้าหลวง ยกร่าง พ.ร.บ. จัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756406

ม.แม่ฟ้าหลวง ยกร่าง พ.ร.บ.  จัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน

ม.แม่ฟ้าหลวง ยกร่าง พ.ร.บ. จัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ หัวหน้าศูนย์วิจัยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อประเทศไทยปลอดขยะ (Circular Economy for Waste-free
Thailand – CEWT) สำนักวิชาวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยว่ากรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยยกร่าง “พระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน พ.ศ. …” โดยหนึ่งในสาระสำคัญคือการจัดตั้งองค์กรที่รับผิดชอบ
การจัดการบรรจุภัณฑ์ (Producer Responsibility Organization หรือ PRO) และนำผู้ประกอบการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่คุณค่าของบรรจุภัณฑ์เข้ามาทำงานร่วมกัน ภายใต้หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต Extended Producer Responsibility หรือ EPR ที่ต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมเข้ามาร่วมรับผิดชอบจัดการบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และช่วยแบ่งเบาภาระของภาครัฐในการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วที่ตกอยู่กับระบบจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และปัจจุบันก็ยังไม่มีทรัพยากรในด้านต่างๆ เพียงพอที่จะเก็บรวบรวม และคัดแยกบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเพื่อจัดการอย่างยั่งยืน ทั้งในการนำไปรีไซเคิล หรือทำเป็นพลังงานเชื้อเพลิง

ผศ.ดร.ปเนต กล่าวต่อไปว่า ในระยะแรกอาจจะตั้ง PRO แห่งชาติที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการพัฒนาแผนจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน จัดให้มีระบบเก็บรวบรวมคัดแยกบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วออกจากขยะมูลฝอย โดยมุ่งเน้นบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุหลัก 4 ประเภท ได้แก่ พลาสติก โลหะ แก้ว และกระดาษ สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม อาทิ ขวดพลาสติก PET และ HDPE ถุงบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนที่มีส่วนผสมของพลาสติก กล่องเครื่องดื่มยูเอชทีตลอดจนของใช้ส่วนตัว เครื่องสำอาง และบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง

“ในภาพรวม บรรจุภัณฑ์ใช้แล้วใน 4 ประเภทข้างต้นนี้ น่าจะมีประมาณ 3-4 ล้านตันต่อปี คิดเป็นร้อยละ 10-15ของปริมาณขยะทั้งหมดในประเทศดังนั้น สมมุติว่าค่าใช้จ่ายอย่างต่ำในการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว คือ1 บาทต่อกิโลกรัม หมายความว่า รัฐจะต้องใช้งบประมาณ 3-4 พันล้านบาทต่อปี มาช่วยสนับสนุนการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ การจัดตั้ง PRO จึงเป็นการสร้างกลไกให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นอีกโมเดลที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศทั่วโลก” ดร.ปเนต กล่าวทิ้งท้าย

‘โมเม’ นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เป็นวิทยากรสัมมนาด้านกีฬา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756402

‘โมเม’ นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย  เป็นวิทยากรสัมมนาด้านกีฬา

‘โมเม’ นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เป็นวิทยากรสัมมนาด้านกีฬา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางสาวธนัชชา สุขสด (โมเม) นักศึกษาทุนกีฬามหาวิทยาลัยศรีปทุมและนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ได้รับเชิญจากคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ให้เป็นวิทยากรร่วมเสวนา ร่วมกับ นายชนาธิป สรงกระสินธ์(เมสซี่เจ) นักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทยและนายวิฤทธิ์ โพธิ์พันธุ์ (เจได)นักกีฬา E-Sport ที่มี นายอดิศร พึ่งยา (แจ๊คกี้) เป็นผู้ดำเนินรายการในงานสัมมนา หัวข้อเรื่อง “Sport Spirit Soft Power – from local to global trend” โดยมี พล.อ.อ.ประจิณจั่นตอง ประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา

นอกจากนี้ นางศิรินาปวโรฬารวิทยา ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การสร้างคนดีคนเก่ง และดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ร่วมการปาถกฐาพิเศษ หัวข้อ “ความสำคัญของการสร้างคนดี คนเก่ง คนกล้าทั้งนี้ ดร.โสภิต ภาโนมัย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้นำตัวแทนนักกีฬามหาวิทยาลัยศรีปทุม เข้าร่วมรับฟังการสัมมนาและการปาถกฐาพิเศษ ในครั้งนี้ด้วย ณ อาคารรัฐสภากรุงเทพมหานคร เมื่อวันก่อน

51Talk แพลตฟอร์มสอนภาษาอังกฤษเด็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756403

51Talk แพลตฟอร์มสอนภาษาอังกฤษเด็ก

51Talk แพลตฟอร์มสอนภาษาอังกฤษเด็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มร.โรเจอร์ พาโรดิ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของ 51Talk (ไฟฟ์วันทอล์ก) แพลตฟอร์มการสอนภาษาอังกฤษออนไลน์สำหรับเด็ก 3-15 ปี กล่าวว่า สำนักงานของ 51Talk ประจำประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับการออกแบบสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น และ
ยกระดับการให้บริการแก่ผู้เรียนในประเทศไทยเน้นการตอบสนองความคาดหวังของผู้ปกครอง ด้วยการทำให้มั่นใจได้ว่าการเรียนภาษาอังกฤษมีความสนุกสนานและทำให้เด็กได้มีส่วนร่วมในชั้นเรียนได้จริง และบทเรียนของ 51Talk มีความยืดหยุ่นสามารถปรับเข้ากับความต้องการตามหลักสูตรการเรียนของไทยในทุกรูปแบบ และยังตอบโจทย์ความต้องการของผู้ปกครองที่อยากให้ลูกได้เรียนภาษาในห้องเรียนที่สนุกสนาน ครูผู้สอนมีคุณภาพ และสามารถวัดประสิทธิผลการเรียนได้จริง

คลาสเรียนของ 51Talk สอนภาษาอังกฤษโดยชูนวัตกรรมและความสนุกสนานในการเรียนภาษาที่ผสมผสานบทเรียนแบบอินเตอร์แอ๊กทีฟที่ให้นักเรียนได้โต้ตอบกับครูผู้สอน ทั้งยังนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการวิเคราะห์ทักษะด้านภาษาของนักเรียนแบบเฉพาะคน เพื่อออกแบบแผนการเรียนที่เหมาะสมกับความถนัดและความรู้พื้นฐานของเด็กแต่ละคน ทั้งนี้ 51Talkประสบความสำเร็จในมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และสอนนักเรียนไปแล้วมากกว่า 40 ล้านบทเรียนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554

สมศ. พร้อมเปิดตัวแอป ‘ONESQA-V’ และปรับเกณฑ์ประเมินใหม่ ปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756405

สมศ. พร้อมเปิดตัวแอป ‘ONESQA-V’  และปรับเกณฑ์ประเมินใหม่ ปี 2567

สมศ. พร้อมเปิดตัวแอป ‘ONESQA-V’ และปรับเกณฑ์ประเมินใหม่ ปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.วรวิชช ภาสาวสุวัศ รองผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดเผยว่า รูปแบบแนวทางการประกันคุณภาพภายนอก ปีงบประมาณ พ.ศ.2567 สมศ. ยังคงให้ความสำคัญกับการประกันคุณภาพภายนอกเพื่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพ (Quality Improvement) โดยกำหนดวิธีการประเมินที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ รวมถึงจำนวนวันประเมิน (1-3 วัน)ซึ่งระยะเวลาในการประเมินจะแตกต่างกันตามบริบทสถานศึกษาแต่ละกลุ่ม แต่ละประเภท นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้สนับสนุนการประเมินตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ตลอดจนการนำข้อมูลสารสนเทศไปใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดภาระของสถานศึกษาให้มากที่สุด

สมศ. ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น ONESQA-V เพื่อช่วยให้การประเมินคุณภาพภายนอกสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น การบันทึกข้อมูลทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดปัญหาการร้องเรียนในกรณีต่างๆ อีกทั้งในกรณีที่เกิดการร้องเรียนก็สามารถตรวจสอบประวัติการดำเนินการผ่านแอปพลิเคชั่นได้ ซึ่งจะช่วยให้ สมศ. และหน่วยกำกับการประเมินคุณภาพภายนอกทราบการดำเนินงานของผู้ประเมินพร้อมกันขณะนี้ ONESQA-V มีความสมบูรณ์พร้อมใช้งานแล้ว 90% ซึ่ง สมศ.จะเริ่มให้ผู้ประเมินใช้แอปพลิเคชั่นในกระบวนการประเมินอย่างเต็มรูปแบบกับสถานศึกษา จำนวน 4,220 แห่ง ตามแผนการประกันคุณภาพการศึกษาในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 โดย สมศ. ได้ทดลองนำร่องทั้ง 4 ระดับ ได้แก่ สถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย (ศูนย์พัฒนาเด็ก) จำนวน 5 แห่ง สถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 17 แห่ง สถานศึกษาด้านการอาชีวศึกษา จำนวน 9 แห่ง ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้เขตและอำเภอ และสถานศึกษาขึ้นตรงจำนวน 10 แห่ง รวมทั้งสิ้น 41 แห่ง

“นอกจากนี้ สมศ. ยังได้พิจารณาปรับหลักเกณฑ์การประเมินรูปแบบใหม่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสถานศึกษา สามารถนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาสถานศึกษาได้จริง โดยรูปแบบการประกันคุณภาพภายนอกปีงบประมาณ พ.ศ.2567 สมศ. มุ่งใช้หลักการประเมินเพื่อพัฒนาคุณภาพให้มีความสอดคล้องกับการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัด โดยสถานศึกษาที่จะได้รับการประเมินคุณภาพภายนอก ต้องมีการรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) ให้หน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานที่กำกับดูแล เพื่อจัดส่งให้ สมศ. ใช้ในการประเมินคุณภาพภายนอกต่อไป” ดร.วรวิชช กล่าว

มมส.จัดวิ่งการกุศลหารายได้ จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ ให้ทุนนิสิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756400

มมส.จัดวิ่งการกุศลหารายได้  จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ ให้ทุนนิสิต

มมส.จัดวิ่งการกุศลหารายได้ จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ ให้ทุนนิสิต

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดการแข่งขันวิ่งกลางคืน “แลน ปัน ฮัก MSU NIGHT RUN 2023”ส่งเสริมการออกกำลังกายให้กับนักเรียน นิสิต บุคลากร และประชาชนทั่วไป โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้โรงพยาบาลสุทธาเวชคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ และมอบเป็นทุนการศึกษาแก่นิสิตที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ในงานนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มลฤดีเชาวรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและพัฒนาศักยภาพองค์กร ร่วมปล่อยตัวนักกีฬา และมอบโล่รางวัลผู้ชนะเลิศการแข่งขันในประเภทต่างๆ ณ สนามกีฬากลาง 1 (สนามลู่ฟ้า)มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ในปีนี้ มีผู้สนใจร่วมกิจกรรมวิ่ง แลนปัน ฮัก จำนวนทั้งสิ้น 1,670 คน แบ่งเป็นระยะ 5.5 กิโลเมตร จำนวน 1,200 คน และระยะ 10.5 กิโลเมตร จำนวน 469 คนนอกจากนี้ ภายในงานได้จัดกิจกรรมเพ้นท์ลวดลาย สีสัน color full การแสดงดนตรี และนำอบอุ่นร่างกาย กองเชียร์จากสโมสรนิสิตทุกคณะร่วมเชียร์ และสร้างสีสันยามค่ำคืน สร้างความสุขและความสนุกสนานตลอดเส้นทาง

มจธ. จัดกิจกรรมส่งเสริม การสร้างแบรนด์ มจธ. ในยุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756404

มจธ. จัดกิจกรรมส่งเสริม การสร้างแบรนด์ มจธ. ในยุคดิจิทัล

มจธ. จัดกิจกรรมส่งเสริม การสร้างแบรนด์ มจธ. ในยุคดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดงาน “KMUTT Brand Day 2023” โดยในงานมีกิจกรรม ได้แก่ การเสวนาแสดงทัศนะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างทีมงาน มจธ. กับผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนในการจัดการแบรนด์และการตลาดที่ยั่งยืนในยุคดิจิทัล อาทิ นางวิไล เคียงประดู่อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS), นายภัทรเมธ รัมมณีย์ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และดิจิทัลแบรนด์ดิ้ง เพจจักรวาลในกระติก การฝึกอบรมการถ่ายภาพให้กับบุคลากรและนักศึกษา โดย นายวราพงษ์น้อยทับทิม ช่างภาพผู้มีประสบการณ์ในวงการสื่อมวลชน และทีมบริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด และการจัดแสดงนิทรรศการ “กว่าจะเป็น KMUTT Brand Identity”และนิทรรศการภาพถ่ายจาก “KMUTT Brand DNA : ภาพสะท้อนของความเป็น มจธ. ในมิติต่างๆ”โดยมีภาพถ่ายจากผลงานของผู้บริหาร บุคลากรและนักศึกษาเข้าร่วมแสดง เมื่อต้นเดือนกันยายน 2566 ณ อาคารการเรียนรู้พหุวิทยาการ มจธ.

มจธ. ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ มจธ. โดยมีการสร้างคุณลักษณะของแบรนด์ มจธ. (KMUTT Brand Attributes) เพื่อสะท้อนบุคลิกและลักษณะการทำงานของประชาคม มจธ. ตลอดมา คือ “Professional” ความเป็นมืออาชีพมจธ. เป็นผู้เชี่ยวชาญ ความชำนาญ รู้จริง และลงมือปฏิบัติได้จริง“Integrity” มีคุณธรรม จริยธรรม ยึดมั่นและยืนหยัดบนความถูกต้อง และตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม “Pioneer” เป็นผู้นำ และริเริ่มแนวคิดใหม่ๆ อยู่เสมอ และ “Collective Impact” ภารกิจสำคัญของมหาวิทยาลัย คือ การสร้างคน สร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ เป็นสถาบันที่ให้ความรู้ มจธ. ยังเป็นกัลยาณมิตร เป็นพันธมิตรที่ดีกับองค์กร ร่วมสร้างสิ่งที่มีผลกระทบที่ดีต่อสังคมและประเทศชาติ

‘บพท.’ ผนึกกำลังเครือข่าย ‘ราชภัฏ’ รวม ‘นวัตกรรมพร้อมใช้’ หนุนชุมชนแก้ปัญหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756196

‘บพท.’ ผนึกกำลังเครือข่าย ‘ราชภัฏ’ รวม ‘นวัตกรรมพร้อมใช้’ หนุนชุมชนแก้ปัญหา

‘บพท.’ ผนึกกำลังเครือข่าย ‘ราชภัฏ’ รวม ‘นวัตกรรมพร้อมใช้’ หนุนชุมชนแก้ปัญหา

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในการประชุมเชิงปฏิบัติการและเสวนาภาคีเครือข่ายราชภัฏ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค กรุงเทพฯ ผศ.ดร.ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) กล่าวว่า ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏมีเครือข่ายทั่วประเทศรวม 38 แห่ง มีบุคลากรทางวิชาการกว่า 1 หมื่นคน

โดยมีภารกิจในปัจจุบันมุ่งเน้นการทำงานเชิงพื้นที่และการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น ซึ่งจำเป็นต้องใช้การบูรณาการองค์ความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาเชิงพื้นที่ จึงได้มีการพัฒนาแอปพลิเคชั่นต้นแบบที่ ชื่อว่า “App Tech Rajabhat” ซึ่งโครงการนี้ได้เริ่มต้นขึ้นโดยสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ และสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชผนึกกำลังร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ 24 แห่งทั่วประเทศมีการนำเข้าข้อมูลนวัตกรรมพร้อมใช้แล้วกว่า 500 นวัตกรรม

“แอปพลิเคชั่น App Tech Rajabhat จะเป็นเครื่องมือที่สนับสนุนให้การทำงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่น คล่องตัวมากขึ้น โดยรวบรวมเอาฐานข้อมูลนวัตกรรมพร้อมใช้ของเครือข่ายราชภัฏไว้ด้วยกัน เพื่อการเรียนรู้ ถ่ายทอดขยายผล และนำไปประยุกต์ใช้พื้นที่ต่างๆ นอกจากจะเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในเครือข่ายราชภัฏแล้ว ยังสามารถสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างสถาบันในการจัดการพัฒนาท้องถิ่นข้ามหน่วยงาน จังหวัด ภูมิภาค ได้อีกด้วย” ผศ.ดร.ลินดา กล่าว

ด้าน นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า หน้าที่ของ บพท.อย่างหนึ่งคือทำให้งานวิจัย และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมซึ่งมีการพัฒนาในพื้นที่ และในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ ได้รับการขยายผลให้เป็นประโยชน์และช่วยให้เกิดการพัฒนาในระดับพื้นที่ ซึ่งจะเป็นคานงัดและจุดเปลี่ยนอย่างแท้จริงในการพัฒนาประเทศที่มีความยั่งยืน

ซึ่งในขั้นต่อไปเมื่อมีการรวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมพร้อมใช้เอาไว้ในฐานข้อมูลกลาง ที่ชุมชนสามารถเข้ามาใช้ค้นหาข้อมูลได้ก็ไม่จำเป็นต้องทำวิจัยใหม่ทุกครั้ง แต่สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้เลยนอกจากนั้นก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนกับชุมชนที่เจอปัญหาจากการทำงานสามารถที่สะท้อนปัญหามายังมหาวิทยาลัยในพื้นที่ได้เลย ฝ่ายสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาในพื้นที่ก็จะเข้าไปให้คำแนะนำและช่วยเหลือได้ในลักษณะการทำงานแบบเครือข่ายความร่วมมือ

หรือในบางครั้งอาจเป็นการให้การสนับสนุนในเรื่องของเงินทุน (seed money) การพัฒนาชุมชนก็จะรวดเร็วขึ้นสามารถขยายผลไปได้มากขึ้น ซึ่งระบบฐานข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่และช่วยลดความซ้ำซ้อนการสนับสนุนทุนวิจัยได้ อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนของการพัฒนาระบบฐานข้อมูลจำเป็นต้องมีการสนับสนุนทุนวิจัยในลักษณะ Research Utilization เพื่อให้เกิดการใช้ระบบฐานข้อมูล App Tech Rajabhat มาขยายผลและยกระดับผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรชุมชนทั่วประเทศ

“สกสว. มีกลไกกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) พร้อมให้การสนับสนุนการนำผลวิจัยไปต่อยอดขยายผลการใช้ประโยชน์อยู่แล้ว และทาง บพท. ก็พร้อมที่จะร่วมมือกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องและเป็นฐานข้อมูลสำหรับนวัตกรรมพร้อมใช้ที่จะช่วยสร้างนวัตกรชุมชนให้เพิ่มขึ้นต่อไป” ผอ.บพท. กล่าว

นายกิตติ กล่าวต่อไปว่า การขยายผลฐานข้อมูลเทคโนโลยีและนวัตกรรมพร้อมใช้จะสามารถทำได้รวดเร็วมากขึ้นเนื่องจากลักษณะของฐานข้อมูลเป็น Open data โดยปัจจุบันในระบบฐานข้อมูล App Tech Rajabhat มีนวัตกรรมพร้อมใช้อยู่แล้วประมาณ 500 นวัตกรรม และจะเพิ่มจำนวนเป็น 3,200 นวัตกรรม ภายในปี 2568 และคาดว่าจะมีครบอย่างน้อย 4,000 นวัตกรรม ภายในปี 2570 ส่วนเป้าหมายในการเพิ่มนวัตกรชุมชนที่จะเป็นกลไกในการพัฒนาชุมชนทั่วประเทศตั้งเป้าว่าในปี 2570 จะมี 35,000 คน

หรือเฉลี่ยแล้วจะมีนวัตกรชุมชนอยู่ในชุมชนไม่น้อยกว่าตำบลละ 5 คน ในระยะต่อไป เมื่อมีความพร้อมของระบบข้อมูล ชุดความรู้ บพท.มีแผนที่จะทำงานขับเคลื่อนสร้างความร่วมมือกับภาคประชาสังคม เช่น สสส. พอช. เป็นต้น ในการตอบโจทย์ใหญ่ของประเทศ โดยจับคู่ให้ระบบไปเจอกับผู้ใช้ในระดับภูมิภาคอย่างน้อย 4 ภูมิภาค มี App Tech เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการทำงานของนวัตกรชุมชน ที่มีความพร้อมในการรับปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช้เทคโนโลยี หนุนเสริมให้เกิด Quick Win ในการพัฒนาพื้นที่

“ความคาดหวังคืออยากให้แกนนำชุมชน แกนนำชาวบ้านในพื้นที่ ลุกขึ้นมาจัดการปัญหาของตนเองด้วยตัวเองแล้วเกิดการพัฒนาเป็นนวัตกรชาวบ้าน โดยมีโค้ชคือมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีวิศวกรสังคมเป็นกลไกในการพัฒนาองค์ความรู้ให้กับชุมชนในพื้นที่ มีศูนย์การเรียนรู้ที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ได้อย่างเป็นระบบ คาดหวังว่าจะสามารถยกระดับการพัฒนาได้ทั่วประเทศก็จะสามารถเกิดขึ้นได้จริง”นายกิตติ ระบุ

ระบบ App Tech Rajabhat มี 4 ฟีเจอร์หลัก ประกอบด้วย 1.นวัตกรรมพร้อมใช้ เพื่อให้ทางชุมชนได้เข้ามาพิจารณาเลือกนวัตกรรมที่ตนเองสนใจและตรงกับความต้องการหรือสภาพปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ โดยชุมชนสามารถกดปุ่มแชทสื่อสารกับทางเจ้าของนวัตกรรมโดยตรงได้ทันที 2.โจทย์ปัญหา เป็นพื้นที่เปิดกว้างให้สำหรับชุมชน/ท้องถิ่น สามารถนำเสนอประเด็นโจทย์ปัญหาหรือระบุนวัตกรรมที่กำลังมองหา

โดยมีนักวิจัยพัฒนาจากฝั่งของมหาวิทยาลัย เป็นผู้เข้าไปค้นหาประเด็นโจทย์ปัญหาที่นวัตกรรมพร้อมใช้ของตนเองสามารถจัดการได้เพื่อนำผลงานขยายสู่การใช้ประโยชน์ในวงกว้างต่อไป 3.ช่องทางพูดคุย เป็นกลไกสำหรับจัดการการพูดคุย โดยแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีผู้ได้รับมอบหมายคอย ควบคุมดูแล การสื่อสารระหว่างเจ้าของนวัตกรรมและชุมชนให้เป็นไปตามขั้นตอน ระเบียบของการนำผลงานไปสู่การใช้ประโยชน์

และ 4.รายงานระบบสารสนเทศ เป็นการสรุปข้อมูลแบบ Executive ในมุมมองต่างๆ เพื่อให้สามารถเข้าใจได้ง่าย ครบถ้วน สะดวกและรวดเร็ว แบ่งเป็น 4.1 ระบบสารสนเทศสำหรับคนทั่วไป จะแสดงข้อมูลจำนวน/รายละเอียดทั่วไปของนวัตกรรมพร้อมใช้ และโจทย์ปัญหา จำแนกบนแผนที่แยกตามรายจังหวัด กับ 4.2 ระบบสารสนเทศสำหรับสถาบัน เป็นอีกหนึ่งฟังก์ชั่นพิเศษของ App Tech Rajabhat ที่ถูกพัฒนาเพื่อใช้ในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ในแต่ละมหาวิทยาลัยรวมถึงใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนสู่การตัดสินใจของผู้บริหารระดับนโยบาย

โดยจะแสดงข้อมูลเชิงลึกถึงระดับตำบล สามารถใช้วิเคราะห์การกระจายตัวของงบประมาณในพื้นที่ตลอดจนนวัตกรรมพร้อมใช้ รวมทั้งโจทย์ ที่จะนำไปสู่การวางแผนเพื่อพัฒนาโครงการและการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมต่อไป!!!

‘ยุวทัศน์ฯ-สสส.’ชวนคนรุ่นใหม่ ผลิตสื่อรณรงค์ใช้‘ถุงยางอนามัย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756195

‘ยุวทัศน์ฯ-สสส.’ชวนคนรุ่นใหม่ ผลิตสื่อรณรงค์ใช้‘ถุงยางอนามัย’

‘ยุวทัศน์ฯ-สสส.’ชวนคนรุ่นใหม่ ผลิตสื่อรณรงค์ใช้‘ถุงยางอนามัย’

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) จัดประกวดสื่อโฆษณาเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกต่อถุงยางอนามัยในวิถีชีวิตปกติ ภายใต้หัวข้อ “Condom All Gen Enjoy กับถุงยาง” มีนักเรียน นักศึกษา ส่งผลงานเข้าประกวดจำนวน 206 ผลงานจากทั่วประเทศ สะท้อนการเปิดกว้างคุยเรื่องสุขภาวะทางเพศของคนในสังคม สถาบันการศึกษาและครอบครัวมากขึ้น

นายชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2564 ไทยมีอัตราการคลอดบุตรของหญิงกลุ่มช่วงอายุระหว่าง 10-19 ปี จำนวน 49,018 คน หรือเฉลี่ยวันละ 134 คน โดยในจำนวนการคลอดดังกล่าว เป็นการคลอดซ้ำถึง 3,660 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 7.5 ซึ่งการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นส่งผลกระทบในหลายมิติ

ทั้งนี้ งานวิจัยการวิเคราะห์ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์และวิธีการแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นในประเทศไทยโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่ากลุ่มตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีรายได้ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ตั้งครรภ์ (มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมใกล้เคียงกัน) อยู่ 2,811 บาท/คน/เดือน กลุ่มที่ออกจากโรงเรียนถาวรจากการตั้งครรภ์ มีการลดลงของรายได้ 4,582 บาท/คน/เดือน สูงกว่ากลุ่มที่กลับเข้าเรียน ซึ่งลดลงที่ 3,936 บาท/คน/เดือน

ซึ่งแม้ปัจจุบันจะมี พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ได้รับการศึกษาที่ต่อเนื่อง การให้คำปรึกษาที่ครอบคลุมสุขภาพกายและใจ และส่งเสริมให้ฝึกอาชีพ หรือจัดหางานให้วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์เพื่อประกอบอาชีพแล้วก็ตาม แต่การป้องกันการตั้งครรภ์ในช่วงวัยรุ่นนับเป็นหัวใจสำคัญ ส่วนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มวัยรุ่น ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค พบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอัตราป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชนอายุ 15 – 24 ปี

มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 99.6 ราย ต่อประชากรกลุ่มอายุ 15-24 ปี แสนคน ในปี 2560 เป็น 106.2 ราย ต่อประชากรกลุ่มอายุ 15-24 ปีแสนคน ในปี 2564 ซึ่งหากสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีแนวโน้มการเกิดโรคที่สูงขึ้น ก็อาจส่งผลต่อสถานการณ์การติดเชื้อเอชไอวีของประเทศที่สูงขึ้นได้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สสส. ให้ความสำคัญต่อการสื่อสารในประเด็นเรื่องเพศ เพื่อสร้างความเข้าใจกับสังคมว่าเป็นเรื่องที่คุยกันได้

“เมื่อต้นปี 2566 มีแคมเปญการสื่อสารรณรงค์ “คุยเรื่องเพศ ลดโอกาสพลาด” ที่ส่งเสริมการสื่อสารเรื่องเพศในครอบครัว โดยเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของการคุยเรื่องนี้ เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นและการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการเกิดกิจกรรมในวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการใช้สื่อเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกต่อถุงยางอนามัย เป็นการกระตุ้นให้สังคมเห็นความสำคัญของการคุยเรื่องเพศอย่างเปิดกว้าง และปรับทัศนคติการพกพาและการใช้ถุงยางอนามัยของวัยรุ่น” นายชาติวุฒิ กล่าว

ด้าน นายสุรเชษฐ์ โพธิ์แสง รองเลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยท. และ สสส.ร่วมกันพัฒนาแนวทางการส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกต่อถุงยางอนามัยในวิถีชีวิตปกติในทุกมิติมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสื่อสารค่านิยมการพกพา หรือการใช้ถุงยางอนามัยในกลุ่มวัยรุ่น รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาวะทางเพศกับบุคคลในครอบครัว เนื่องจากปัญหาของสังคมไทยที่ผ่านมา พบว่าการพกพาถุงยางอนามัยของวัยรุ่นเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ในสังคมจำนวนหนึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

“ทัศนคติดังกล่าวแม้จะลดน้อยลงไป แต่ยังส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ไม่ปลอดภัยของวัยรุ่นในพื้นที่ชุมชน เช่น ไม่ใช้ถุงยางอนามัยเพราะไม่อยากพกไว้ในกระเป๋า เนื่องจากกลัวผู้ปกครองมาพบ หรือไม่กล้าไปขอรับถุงยางอนามัยจากจุดบริการในชุมชนเพราะผู้ปกครองอาจรู้จักกับผู้ให้บริการถุงยางอนามัย และแม้แต่การโดนว่ากล่าวตักเตือนเมื่อพบถุงยางในกระเป๋านักเรียน จึงพัฒนาแนวทางสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างเด็กเยาวชนและผู้ปกครอง รวมถึงสถาบันการศึกษาทั่วประเทศไทย” นายสุรเชษฐ์ กล่าว

สำหรับกิจกรรมประกวดสื่อโฆษณาเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกต่อถุงยางอนามัยในวิถีชีวิตปกติ ภายใต้หัวข้อ Condom All Gen Enjoy กับถุงยางมุ่งเน้นให้เกิดสื่อโฆษณาสะท้อนความเป็นปกติของถุงยางอนามัยกับการใช้ชีวิตประจำวัน และส่งเสริมความภาคภูมิใจในการพกพาหรือการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ซึ่งพบว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มสถาบันการศึกษาทุกระดับจนมีผลงานส่งเข้าประกวด 206 ผลงาน

แบ่งเป็นผลงานระดับมหาวิทยาลัย 18 ผลงาน ระดับอาชีวศึกษา 25 ผลงาน และระดับมัธยมศึกษา 163 ผลงาน ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นผู้ชนะเลิศในระดับอุดมศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC) ได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับอาชีวศึกษา และโรงเรียนอยุธยานุสรณ์ ได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับมัธยมศึกษา ซึ่งทุกรางวัลจะได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และทุนการศึกษามูลค่ารวม 1 แสนบาท

โดยเป็นผลงานที่มีคุณภาพในทุกขั้นตอนตั้งแต่การผลิต การเขียนบทโฆษณาและขั้นตอนการนำเสนอ สามารถนำไปใช้และต่อยอดเป็นสื่อโฆษณาที่ใช้ประโยชน์ได้จริงทุกช่องทาง!!!

‘ม.มหิดล’ต่อยอดรักษาตรงจุด ‘โรคทางระบบประสาท หัวใจและหลอดเลือด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756194

‘ม.มหิดล’ต่อยอดรักษาตรงจุด  ‘โรคทางระบบประสาท หัวใจและหลอดเลือด’

‘ม.มหิดล’ต่อยอดรักษาตรงจุด ‘โรคทางระบบประสาท หัวใจและหลอดเลือด’

วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ฝุ่นเซลล์” หรือ “ถุงนอกเซลล์ (Extracellular Vesicles)” ถือกำเนิดมาจากเซลล์ทุกชนิดของร่างกาย พบได้ทั่วไปในเนื้อเยื่อและของเหลวในร่างกาย มีขนาดตั้งแต่ 30 นาโนเมตร ถึง 4,000 นาโนเมตร ฝุ่นเซลล์มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารระหว่างเซลล์ที่อยู่ข้างเคียง หรือเซลล์ที่อยู่ห่างไกลออกไป โดยฝุ่นเซลล์จะนำพาสารชีวโมเลกุลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน กรดนิวคลิอิก ไขมันรวมทั้งแอนติเจนและอินทิกริน (Integrin) บนผิวฝุ่นเซลล์ที่แสดงถึงเซลล์ต้นทางของฝุ่นเซลล์

เมื่อฝุ่นเซลล์มีปฏิสัมพันธ์กับเซลล์ตัวรับ จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ ของเซลล์ตัวรับ โดยขึ้นอยู่กับว่าเซลล์ตัวรับเป็นเซลล์ชนิดใดตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทชนิดต่างๆ ที่ควบคุมหลอดเลือด (Neurovascular Unit) เช่น เซลล์ประสาทไมโครเกลีย (Microglia) เซลล์เกลียหรือแอสโทรไซต์ (Astrocytes) และเซลล์บุผนังหลอดเลือดในสภาวะปกติ เซลล์ต่างๆ ทำงานสัมพันธ์กันได้ดี

แต่ในสภาวะที่ผิดปกติ เช่น ในโรคสมองขาดเลือด (Stroke) โรคสมองเสื่อม Alzheimer’s Disease) และโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) เซลล์ต่างๆ จะทำงานไม่สัมพันธ์กัน ทำให้เกิดเป็นโรคทางสมองขึ้น นักวิจัยเชื่อว่าปัจจัยหนึ่งเกิดจากอิทธิพลของฝุ่นเซลล์ จึงมีงานวิจัยมากมายที่เกี่ยวข้องการวิเคราะห์หาสารชีวโมเลกุลในฝุ่นเซลล์เพื่อเป็นดรรชนีชี้วัดทางชีววิทยา (Biomarkers) ของการเกิดโรคในกลุ่ม NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคทางระบบประสาท หัวใจ และหลอดเลือด ซึ่งเป็นโรคที่มีอุบัติการณ์สูงในโลกรวมทั้งประเทศไทย

ด้วยเทคโนโลยีวิศวกรรมการปรับแต่งฝุ่นเซลล์ หรือ “เอ็กโซโซม (Exosome)” ผลงานโดยอาจารย์นักวิจัยทางการแพทย์ และทีมวิจัย พัฒนาวิธีการใช้สารชีวโมเลกุลภายในฝุ่นเซลล์ เช่น ไมโครอาร์เอ็นเอ เป็นดรรชนีชี้วัดการเกิดโรคและการนำส่งยา หรือสารชีวโมเลกุล เพื่อ “รักษาตรงจุด” ในโรคทางระบบประสาท หัวใจ และหลอดเลือดอันเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดสู่การผลิตเพื่อใช้รักษาจริงกับผู้ป่วยต่อไปในวงกว้างภายใต้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practices) ครั้งแรกในประเทศไทย

ศ.(เกียรติคุณ) ดร.โกวิท พัฒนาปัญญาสัตย์ หัวหน้าหน่วยเครื่องมือพิเศษเพื่อการวิจัย สถานส่งเสริมการวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในฐานะอาจารย์นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ได้รับทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2565-2566 จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

นำทีมวิจัยทั้งจากมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อการรักษาตรงจุดในโรคทางระบบประสาท หัวใจ และหลอดเลือด โดยประยุกต์ใช้ “วิธีการเคลือบผิวฝุ่นเซลล์ด้วยสารโมเลกุลนำพา (Guiding Molecules)” หรือใส่สารชีวโมเลกุลชนิดดี ซึ่งเปรียบเสมือนตัวยารักษาโรคเข้าไปในส่วนผลิตภายในฝุ่นเซลล์ ต่อยอดจากที่นักวิจัยชั้นนำของโลกที่ได้มีผู้คิดค้นและพัฒนาวิธีการดังกล่าวเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งได้อย่างตรงจุดเป็นผลสำเร็จมาแล้ว

เมื่อผู้ป่วย NCDs ได้รับการเจาะเลือด มักพบฝุ่นเซลล์ในเลือดในปริมาณที่สูงมากกว่าคนทั่วไป ด้วยคุณสมบัติของฝุ่นเซลล์ซึ่งสามารถสื่อสารไปยังเซลล์อื่นๆ ได้ จะนำพาเอาสิ่งต่างๆ จาก “เซลล์แม่ที่อุดม” ไปด้วยโปรตีน และสารชีวโมเลกุล ซึ่งสามารถให้ทั้งคุณและโทษ ซึ่ง “หากเป็นโปรตีนชนิดดีจะให้คุณ แต่หากเป็นเซลล์ที่ติดเชื้อจะให้โทษ” ก็จะก่อโรคในร่างกายได้

ฉะนั้นการวิจัยเพื่อหาสารชีวโมเลกุลบางชนิดที่สามารถใช้เป็นดรรชนีชี้วัดการเกิดโรค หรือทำวิศวกรรมปรับแต่งบรรจุสารชีวโมเลกุลบางชนิดที่ให้คุณ โดยหวังเป็นยาเพื่อการรักษาโรคต่อไป นอกจากนี้ ศ.(เกียรติคุณ) ดร.โกวิท ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยีวิศวกรรมการปรับแต่งฝุ่นเซลล์ยังมีความก้าวล้ำกว่าเทคโนโลยีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ที่จะต้องมีความเข้ากันได้ระหว่างเซลล์ผู้ให้และเซลล์ผู้รับ อีกทั้งยังสามารถรักษาได้เพียงเฉพาะราย

ในขณะที่เทคโนโลยี วิศวกรรมการปรับแต่งฝุ่นเซลล์สามารถผลิตใช้ฝุ่นเซลล์ที่ปรับแต่งทางวิศวกรรมให้ได้จำนวนมากเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยได้จำนวนมากกว่า ซึ่งนับเป็นเป้าหมายสูงสุดของโครงการวิจัยฯ ที่จะได้ร่วมกับ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อยกระดับการผลิตสู่มาตรฐาน GMP ต่อไป นอกจากนี้ ยังมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยที่จะไม่ส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียง เนื่องจาก “ฝุ่นเซลล์”เป็นสิ่งที่ผลิต และหลุดออกมาจาก “เซลล์แม่” โดยไม่มีสิ่งห่อหุ้มที่จะกลายเป็น “สิ่งแปลกปลอม” ต่อเซลล์ชนิดอื่นๆ ต่อไปแต่อย่างใด

และด้วยความร่วมมือด้านวิชาการอันแข็งแกร่งในระดับนานาชาติ กับ Paris Research Center Cardiovascular (PARCC) ประเทศฝรั่งเศส และสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้องในสหรัฐอเมริกา และประเทศญี่ปุ่น จึงทำให้ได้มีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อใช้ในการทำวิศวกรรมชิ้นส่วนที่มีสำคัญซึ่งสามารถสร้างสารชีวโมเลกุลที่ต้องการได้สำเร็จแล้วในระดับสัตว์ทดลอง ก่อนจะขยายผลเพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ และเตรียมพัฒนาสู่การรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอัลไซเมอร์ และโรคหลอดเลือดสมองต่อไป

ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญา และตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ก่อนถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ กรมวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สู่การผลิตระดับมาตรฐาน GMP ได้ภายในอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้า!!!