ศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธรประจำจังหวัดนครนายกจัดพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755925

ศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธรประจำจังหวัดนครนายกจัดพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม

ศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธรประจำจังหวัดนครนายกจัดพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.28 น.

ศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธรประจำจังหวัดนครนายก จัดพิธีมอบทุนการศึกษา มูลนิธิคุณพุ่มให้กับเด็กพิการออทิสติกในจังหวัดนครนายก ประจำปี 2566 จำนวน 101 ทุน เป็นเงิน 505,000 บาท 

วันที่ 11 ก.ย.66 ที่ห้องประชุมศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธรประจำจังหวัดนครนายก อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานมอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม แทนองค์ประธานมูลนิธิทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี สนับสนุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติก จำนวน 101 ทุนเป็นเงิน 505,000 บาท(ห้าแสนห้าพันบาทถ้วน) โดยมีนางอาภัสรา ตังคกุลวิวิช ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธร ประจำจังหวัดนครนายก ให้การต้อนรับพร้อมกล่าวรายงานและเบิกตัวผู้รับทุน เข้ารับทุนหน้าพระรูปทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี (ตัวแทนนักเรียน จำนวน 40 คน) เพื่อให้เด็กพิการได้รับการพัฒนาสมรรถภาพและได้รับการศึกษาที่ตรงความต้องการเป็นพิเศษเฉพาะบุคคลและเป็นขวัญกำลังใจแก่เด็กและครอบครัวในพิธีดังกล่าว ได้มีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารโรงเรียนผู้ปกครองนักเรียนและผู้มีเกียรติร่วมในพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน

จากนั้นตัวแทนผู้รับประทานทุนการศึกษาจากมูลนิธิคุณพุ่มได้กล่าวความซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณของทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นอย่างยิ่งที่ทรงเห็นความจําเป็นและความต้องการพิเศษทางการศึกษาที่มีต่อการดำรงชีวิตของผู้พิการ ซึ่งต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ให้สามารถอยู่ร่วมกับคนปกติในสังคมอย่างมีความสุข การพัฒนาศักยภาพผู้พิการแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายมากกว่าคนปกติหลายเท่า ซึ่งทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องมีภาระเพิ่มขึ้น การที่ผู้ได้รับประทานทุนการศึกษาในครั้งนี้ เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระต่างๆที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องดูแลได้ระดับหนึ่ง จึงมีความสำนึกในพระกรุณาธิคุณและสัญญาว่าจะนำทุนที่ได้รับในครั้งนี้ไปใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์ให้คุ้มค่าสูงสุด

นครพนมโมเดล ‘ไม่ทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง’ MOU ร่วม 28 หน่วยงานร่วมพัฒนาเยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755897

นครพนมโมเดล 'ไม่ทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง' MOU ร่วม 28 หน่วยงานร่วมพัฒนาเยาวชน

นครพนมโมเดล ‘ไม่ทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง’ MOU ร่วม 28 หน่วยงานร่วมพัฒนาเยาวชน

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.34 น.

นครพนมโมเดล ‘ไม่ทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง’ MOU ร่วม 28 หน่วยงานร่วมพัฒนาเยาวชน 

วันที่ 11 ก.ย.66 เมื่อเวลา 10.00 น.ที่โรงแรมเวลาดี เขตเทศบาลเมืองนครพนม นายวันชัย จันทร์พร ผวจ.นครพนม เป็นประธานในพิธีประกาศวาระจังหวัดนครพนม พร้อมลงนาม MOU นครพนมโมเดล ร่วมกับ 28 หน่วยงานที่เป็นภาคีเครือข่ายสำคัญ ภายใต้โครงการพัฒนานครพนมโมเดลเพื่อเยาวชนนอกระบบการศึกษา มีสโลแกนว่า “เพราะเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เด็กทุกคนต้องได้รับการพัฒนา” โดยมีนายธันญ์สุธี ภัคธารีรัตน์ ศึกษาธิการจังหวัดนครพนม กล่าวว่า นครพนมโมเดลเริ่มดำเนินการ เมื่อปี 2563 เป้าหมายสนับสนุน พัฒนา ครูและเด็กนอกระบบการศึกษา ในปีดังกล่าวได้ทำงานขับเคลื่อนในสถานพินิจฯนครพนม จนสามารถขยายผลการศึกษาทางเลือกไปสู่สถานพินิจ และศูนย์ฝึกทั่วประเทศไทย จึงเป็นที่มาของคำว่านครพนมโมเดล

ในการนี้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครพนม ได้นำนักเรียนในโครงการฯซึ่งอดีตเป็นเด็กแขวนลอย ความหมายคือได้ออกจากการเรียนในระบบปกติกลางคัน แต่ยังมีชื่ออยู่ในระบบการเรียนการศึกษา ชื่อ นายอนุพงศ์ เงินห้วยพระ หรือน้องไมค์ อายุ 19 ปี ชาวบ้านคำฮาก ต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ขึ้นเวทีเล่าถึงความรู้สึกที่ได้ถูกนำกลับมาเรียนในโครงการ กระทั่งปัจจุบันน้องไมค์เรียนจบในระดับชั้นมัธยมต้น

น้องไมค์เล่าว่าจากฐานะทางครอบครัวที่ยากจน ประกอบกับพ่อแม่แยกทางกัน ยิ่งทำให้ความเป็นอยู่แร้นแค้นขึ้น เพราะแม่ต้องรับภาระหาเลี้ยงคนทั้งครอบครัว ขณะนั้นตนเรียนอยู่ชั้น ม.1 โรงเรียนมัธยมในตัวอำเภอท่าอุเทน และอยากแบ่งเบาภาระจึงบอกแม่ขอหยุดการเรียน ทั้งที่มีใจรักการเรียนมาก กระทั่งมี น.ส.รัตนา แพงมาลา หรือครูเฟิร์น เจ้าหน้าที่วิชาการและแผนงาน องค์การบริหารส่วนตำบลโนนตาล (อบต.โนนตาล) มาพบที่บ้านพร้อมแนะนำให้เข้ารับการศึกษาต่อ ในรูปแบบการเรียนนอกระบบ โดยใช้พื้นที่ของ อบต.โนนตาลเป็นสถานที่เรียน จึงไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติม และหลังจากจบชั้น ม.ต้น แล้ว ก็จะต่อยอดศึกษาต่อในระดับ ม.ปลาย ใฝ่ฝันอยากจะเป็นโปรแกรมเมอร์ ทางโครงการก็ดำเนินการให้เป็นอย่างดี ขณะนี้เรียนไปได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ 

ในขณะที่ น.ส.รัตนา แพงมาลา หรือครูเฟิร์น เปิดเผยว่า หลังจากรับผิดชอบการค้นหาเด็กแขวนลอย รวมถึงเด็กที่มีปัญหาด้านอื่นๆ พบว่าน้องไมค์มีชื่ออยู่ในระบบการเรียนปกติ จึงไปสอบถามแล้วแนะนำให้เรียนนอกระบบเป็นทางเลือก เพื่อให้จบในระดับ ม.ต้น จะได้นำวุฒิการศึกษาไปสมัครงานในสถานประกอบการต่างๆได้ เนื่องจากมีข้อบังคับว่าพนักงานต้องจบการศึกษาระดับ ม.ต้น เป็นอย่างต่ำ ซึ่งน้องไมค์ตอบตกลงที่จะเรียน กระทั่งจบการศึกษา และทราบจากน้องว่าจะเดินหน้าเรียนต่อจนกว่าจะจบ ม.ปลาย 

ทั้งนี้ ภายในงานลงนาม MOU นครพนมโมเดล ทางคณะผู้จัดได้ฉายวีดีทัศน์เปิดเผยเรื่องราวของน้องไมค์ ให้ทั้ง 28 หน่วยงานรับชม ปรากฏว่าน้องไมค์เห็นเรื่องของตนถึงกับหลั่งน้ำตา เพราะเป็นชีวิตจริงของตน และยินดีเผยแผ่ให้กับคนที่ท้อถอยในชีวิต ลุกขึ้นสู้เพื่อไปคว้าชัย

สำหรับโครงการพัฒนานครพนมโมเดล เพื่อเยาวชนนอกระบบการศึกษา ถือว่าเป็นต้นแบบให้อีกหลายจังหวัด อาทิ นครราชสีมา อุบลฯ บึงกาฬ เป็นต้น โดยมีศึกษาธิการจังหวัดนครพนม รับไม้ต่อเป็นเจ้าภาพหลัก ในการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนทั้งหมด เพื่อสนับสนุนคุณภาพการเรียน และคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชนในจังหวัดฯ โดยสามารถขยายผลการดำเนินงาน จากการแก้ไขปัญหากลุ่มเด็กปลายน้ำ คือ เยาวชนในกระบวนการยุติธรรม คือสถานพินิจฯ เพิ่มขอบเขตในเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาเด็กกลางน้ำ คือเด็กที่ออกกลางคัน และ เด็กตกหล่น 

ดังนั้น จึงเกิดแผนปฏิบัติการตำบลต้นแบบ เบื้องต้นที่รวมโครงการคือ อบต.พิมาน อ.นาแก และ อบต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน โดยมีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ม.นครพนม  ร่วมเป็นกลไกค้นหา พัฒนา ส่งต่อ จนสามารถพาเด็กนอกระบบกลุ่มนี้ กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาทางเลือกได้สำเร็จ 

นอกจากนี้ยังเพิ่มศักยภาพเป็นแผนปฏิบัติการโรงเรียนมือถือ ใช้อุปกรณ์อีเล็คทรอนิกเข้ามามีส่วนในการเรียนการสอน ให้กับเด็กกลุ่มกลางน้ำ จนสำเร็จการศึกษา และพัฒนาตัวเองเป็นโปรแกรมเมอร์ในเวลาต่อมา

ศึกษาธิการจังหวัดนครพนม กล่าวต่อว่า ด้วยการที่ผลึกกำลังของภาคีเครือข่าย วันนี้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชื่นชมยินดี และโครงการนครพนมโมเดล เป็นโมเดลต้นแบบ ให้ขยายผลการดำเนินการไปสู่จังหวัดอื่น ร่วมทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ได้นำโครงการฯเป็นพื้นที่นำร่องขายไปสู่ 13 จังหวัดภาคอีสาน ภายใต้สโลแกน เพราะเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เด็กทุกคนต้องได้รับการพัฒนา

ในโอกาสเดียวกันนี้ มูลนิธิกระจกเงา ได้รับการสนับสนุน คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนออนไลน์ สนับสนุนการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดนครพนม จำนวน 50 เครื่อง ประกอบด้วย 1. สถานพินิจและคุ้มครองเด็กจังหวัดนครพนม 30 เครื่อง 2.อบต.โนนตาล 10 เครื่อง และ 3. อบต.พิมาน 10 เครื่อง

สกสว.ชูการวิจัย’สร้างระบบการเรียนรู้ การสร้างคนและการพัฒนารถไฟฟ้ารางเบา’ เป็นต้นแบบการขยายผลอย่างมีนัยสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755887

สกสว.ชูการวิจัย'สร้างระบบการเรียนรู้ การสร้างคนและการพัฒนารถไฟฟ้ารางเบา' เป็นต้นแบบการขยายผลอย่างมีนัยสำคัญ

สกสว.ชูการวิจัย’สร้างระบบการเรียนรู้ การสร้างคนและการพัฒนารถไฟฟ้ารางเบา’ เป็นต้นแบบการขยายผลอย่างมีนัยสำคัญ

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.04 น.

สกสว. ลงพื้นที่ติดตามโครงการวิจัย “ด้านการเรียนรู้ การสร้างคน และการพัฒนารถไฟฟ้ารางเบา” ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางทำงานร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยและนักวิจัย ให้งานวิจัยเกิดการขยายผลอย่างมีนัยสำคัญ 

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานของโครงการภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ที่รับทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น 3 โครงการ ประกอบด้วย 1 โครงการ การพัฒนากลไกการสร้างและสะสมบุคลากรวิจัยที่มีคุณภาพสูง (National Postdoctoral/ Postgraduate System of Thailand) 2. โครงการ รูปแบบและนวัตกรรมการเรียนรู้แบบสมาร์ตสำหรับการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในสภาพแวดล้อมดิจิทัล 3. โครงการ การวิจัยและพัฒนาต้นแบบระบบรถไฟฟ้ารางเบาโดยใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศไทย นำโดย รศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนา ววน. ด้านกำลังคนและสถาบันความรู้ สกสว. ผศ.ดร.ศิรินันท์ กุลชาติ รองผู้อำนวยการ บพค. และผู้ทรงคุณวุฒิในระบบ ววน. เพื่อรับฟังและให้ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาต่อยอดโครงการ สู่การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์และขยายผลในภาคอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในมิติของการสร้างบุคลากรวิจัยที่มีคุณภาพสูง การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ การพัฒนาต้นแบบเทคโนโลยี

โอกาสนี้ รศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล กล่าวถึงการลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานของโครงการภายใต้กองทุนส่งเสริม ววน. ครั้งนี้ ว่า เป็นโอกาสดี ที่ สกสว. และ บพค. ได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้การดำเนินงานร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยราชมงคลอีสาน (วิทยาเขตขอนแก่น) และนักวิจัยโครงการ ซึ่งทำให้ทราบถึงปัญหาและความไม่เข้าใจในบางเรื่อง ของแผนงานพัฒนาการเป็นศูนย์กลางกำลังคนระดับสูงของอาเซียนและศูนย์กลางการเรียนรู้ของอาเซียนที่มีความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมของสถาบัน/ศูนย์วิจัยกับเครือข่ายระดับนานาชาติอย่างเข้มแข็งในวงกว้าง ของแผนงานย่อยพัฒนาการเป็นศูนย์กลางกำลังคนระดับสูง (Hub of Talents) และศูนย์กลางการเรียนรู้ (Hub of Knowledge) ของอาเซียน ในส่วนนี้ สกสว.ได้อธิบาย และ พร้อมเป็นหน่วยงานกลางทำหน้าที่ประสานกับมหาวิทยาลัยที่รับผิดชอบแผนงานดังกล่าว เพื่อให้เกิดการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน  

นอกจากการแลกเปลี่ยน เรียนรู้การดำเนินงานร่วมกันแล้ว ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้ร่วมลงพื้นที่ ได้มีข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาโครงการที่เป็นประโยชน์ ที่นักวิจัยโครงการ รวมถึง สกสว.และ บพค. นำกลับไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข ให้การดำเนินงานด้านบุคลากรวิจัยที่มีคุณภาพสูง การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ การพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบ มีประสิทธิภาพ และประสิทธิพลมากขึ้น

ด้าน ผศ.ดร.ศิรินันท์ กุลชาติ กล่าวว่า บพค.ได้ให้การสนับสนุนโครงการ การพัฒนากลไกการสร้างและสะสมบุคลากรวิจัยที่มีคุณภาพสูง แก่ รศ.ดร.รินา ภัทรมานนท์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะ เพื่อพัฒนากลไกและสะสมบุคลากรวิจัยที่มีคุณภาพสูง และรองรับการวิจัย การพัฒนานวัตกรรมของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต และโครงการ รูปแบบและนวัตกรรมการเรียนรู้แบบสมาร์ตสำหรับการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในสภาพแวดล้อมดิจิทัล แก่ ศ. ดร.กุลธิดา ท้วมสุข คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะ เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสมาร์ต (Smart learning management model) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูและการพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่เหมาะสำหรับการจัดการเรียนการสอนในยุคดิจิทัลและสภาวะปกติใหม่ 
ด้วยตระหนักถึงวิสัยทัศน์ ว่าด้วยการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงและงานวิจัยขั้นแนวหน้า ให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทยสู่อาเซียน และ พันธกิจในการจัดสรรทุนด้านการพัฒนากำลังคนในสาขาที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศตามนโยบายและยุทธศาสตร์ การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนโยบายของรัฐบาล รวมถึงการให้ทุนสนับสนุนนักวิจัยและบุคลากรอื่นหลังปริญญา และ สนับสนุนทุนวิจัยและเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอนจนการสนับสนุนทุนด้านการพัฒนาระบบนิเวศ และ โครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการสร้าง Foundation ของประเทศ และเป็นสถาบันระดับชาติ ต่อไป

นวัตกรรม‘สมการประเมินค่าคาร์บอนเครดิต’ นักวิชาการ‘ม.มหิดล’หนุนลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755741

นวัตกรรม‘สมการประเมินค่าคาร์บอนเครดิต’ นักวิชาการ‘ม.มหิดล’หนุนลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นวัตกรรม‘สมการประเมินค่าคาร์บอนเครดิต’ นักวิชาการ‘ม.มหิดล’หนุนลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ภาคตะวันออก” แม้จะเป็นที่“หยั่งราก” แหล่งที่สองของ “ยางพารา”พืชเศรษฐกิจของประเทศไทย และปลูกในพื้นที่ที่ไม่กว้างใหญ่มากนักเมื่อเทียบกับการปลูกยางพาราในภาคอื่นๆ แต่สิ่งสำคัญที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่เพาะปลูกต้นยางพาราซึ่งไม่แพ้มูลค่าการส่งออก คือ “ค่าคาร์บอนเครดิต” หรือตัวเลขของการปล่อยและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกในระดับโครงการ (Project Base) ซึ่งวัดออกมาเป็นหน่วยของ “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” ที่ “อบก.” องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กำหนดให้สามารถ “ซื้อ-ขาย” เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

ผศ.ดร.มณฑิรา ยุติธรรม ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเมืองน่าอยู่และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คิดค้นและพัฒนานวัตกรรม “สมการเพื่อการประเมินค่าคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ปลูกยางพารา” ภายใต้ทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ด้วยเหตุผลว่า เนื่องจากเป็นต้นไม้ยืนต้นที่มีอายุยาวนานมากกว่า 20 ปี อีกทั้งเคยมีการศึกษาว่าหากเปรียบเทียบปริมาณการกักเก็บคาร์บอนระหว่างพื้นที่ปลูกยางพารา กับป่าเสื่อมโทรมในประเทศไทย จะพบปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ปลูกยางพาราสูงกว่า

เดิมการสำรวจพื้นที่เพื่อประเมินค่าคาร์บอนต้องสิ้นเปลืองทั้งกำลังทรัพยากรมนุษย์และงบประมาณ ทีมวิจัยจึงได้คิดค้นและพัฒนาสมการเพื่อการประเมินค่าคาร์บอนเครดิตที่คำนวณจากขนาดพื้นที่ และอายุของยางพารา เพื่อหาค่าเฉลี่ยของปริมาณการกักเก็บก๊าซคาร์บอน ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับมาเป็นตัวช่วยสำคัญในเก็บข้อมูล ซึ่งทำให้สามารถประหยัดได้ทั้งกำลังทรัพยากรมนุษย์และงบประมาณ

ทั้งนี้ ตามข้อมูลโดย การยางแห่งประเทศไทยปี พ.ศ. 2561 พบพื้นที่ปลูกต้นยางพาราในภาคตะวันออกของประเทศไทย สายพันธุ์ RRIM 600 RRIT 251 ประมาณ 2 ล้านไร่ มีการกักเก็บคาร์บอนที่อยู่ในดินประมาณ 16.19 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าที่ระดับความลึกของดิน 0-50 เซนติเมตร มีการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพเหนือดิน 19.66 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปลูกยางพารา 1.93 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ผศ.ดร.มณฑิรา กล่าวต่อไปว่า การศึกษาในระยะแรกจะแยกเก็บข้อมูลตามช่วงอายุของต้นยางพารา โดยแยกเป็นอายุ 1 ปี 5 ปี 10 ปี15 ปี และ 20 ปี โดยมีนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมเก็บข้อมูลในทุกมิติ จากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้เก็บน้ำยาง ศูนย์รับซื้อน้ำยาง สหกรณ์รับซื้อผลิตภัณฑ์ยาง ฯลฯ และในอนาคตจะได้มีการต่อยอดเพื่อศึกษาแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเชิงลึก เพื่อเสนอ อบก. รวมถึง และ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สู่การประยุกต์ใช้จริงระดับนโยบายในภาคอื่นๆ ของประเทศไทยต่อไป

ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความตระหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สร้างผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยสำคัญที่คอยชี้ชะตาการสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบได้ต่อไปในอนาคต!!!

‘สสส.ผนึกกำลัง5สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าพัฒนา นักสื่อสารเพื่อสังคม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755740

‘สสส.ผนึกกำลัง5สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าพัฒนา นักสื่อสารเพื่อสังคม’

‘สสส.ผนึกกำลัง5สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าพัฒนา นักสื่อสารเพื่อสังคม’

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ (สภส.) จัดกิจกรรมเสวนา “สื่อสร้างสรรค์ภาคีสร้างสุข” by สภส.ภายใต้โครงการความร่วมมือการสื่อสารเพื่อสนับสนุนภาคีสุขภาวะ เพื่อสร้างความร่วมมือกับ 5 สถาบันอุดมศึกษาในการพัฒนานักสื่อสารเพื่อสนับสนุนการสื่อสารการขับเคลื่อนงานภาคีเครือข่ายสุขภาวะ

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ Thai PBS กล่าวว่า หัวใจสำคัญของสื่อในปัจจุบันและอนาคต คือ สื่อต้องสร้างความผูกพัน (Engagement) กับผู้ชมผู้ฟังให้มากที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องใช้ข้อมูลแบบ Insight และติดตามผู้ชมผู้ฟังจนเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ดี ดังนั้น คนทำสื่อรุ่นปัจจุบันจึงต้องเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมไปกับการเป็นนักสร้างสรรค์เนื้อหาที่ดีด้วย

“นอกจากนี้ สื่อต้องเป็น Fact Checker เป็นที่พึ่งในการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ประชาชน การเป็นนักสื่อสารที่ดีต้องเป็น Meaningful Creator คือการสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากทำให้เกิดความหมายอะไรที่มีผลต่อการยกระดับจิตใจของประชาชน สื่อสารนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบร่วมกันหาทางออกให้สังคม ซึ่งปัจจุบันเครื่องมือสื่อสารใหม่ๆ จะช่วยให้สื่อแสดงบทบาทระดมการมีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้น” รศ.ดร.วิลาสินี กล่าว

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ (สภส.) กล่าวว่าโครงการความร่วมมือการสื่อสารเพื่อสนับสนุนภาคีสุขภาวะ มีเป้าหมาย 3 ประเด็นสำคัญ 1.สื่ออย่างไรให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตัวเอง 2.สื่อสารที่นำไปสู่การขับเคลื่อนผลักดันนโยบายที่ดีต่อสุขภาพ 3.สื่อที่ดีต้องสานพลังภาคีเครือข่ายได้ ที่สำคัญคือหวังให้เกิดนักสื่อสารหน้าใหม่ เป็นตัวกลางถ่ายทอดผลงานภาคีเครือข่าย เพื่อให้สังคมเกิดการเห็นคุณค่าของนักสร้างเสริมสุขภาพ

“โดยสานพลังคนทำงานสื่อสาร กับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างนวันตกรรมใหม่ ให้เกิดรูปแบบการสื่อสารสุข นำไปสู่สุขภาพที่ดีใน 4 มิติ คือ กายที่ไม่เป็นโรค สุขภาพจิตที่ดี สุขภาพทางปัญญาที่ก่อให้เกิดการแยกแยะ การตรึกตรองและความรอบรู้ สุดท้ายคือ สุขภาพสังคม ดังนั้น การสื่อสารจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนสังคมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ” ดร.ณัฐพันธุ์ กล่าว

นายสุรเสกข์ ยุทธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งเพจ “Toolmorrow” ภาคีด้านเด็ก ครอบครัว และผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสื่อ กล่าวว่า แนวทางการทำงานสื่อที่จะตรงกับใจคนต้องมาจากประสบการณ์ร่วม และตั้งคำถาม ขับเคลื่อนสังคม จากประสบการณ์ค้นพบว่าทุกครั้งที่คลิปมีคนดูจำนวนมากแค่การรับรู้ไม่เพียงพอ จึงต้องขยับมาสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สร้างเนื้อหาให้เกิดความตระหนักรู้ สื่อสารให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และถึงกลุ่มเป้าหมาย

“คุณสมบัติที่นักสื่อสารต้องมี 1.เข้าอกเข้าใจ 2.เอาผู้ชมเป็นศูนย์กลาง 3.สร้างการมีส่วนร่วมในการคิดงาน อย่าด่วนสรุปว่าความคิดของเราเป็นสิ่งที่ดีต่อกลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องสื่อสารให้คนกลุ่มนั้นมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ด้วยการขยายผลให้กลุ่มเป้าหมายเห็นผล เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน ต้องหาตรงกลางให้ได้ว่า คนดูอยากดูอะไร แล้วเราจะสื่อสารอย่างไร” นายสุรเสกข์ กล่าว

ประเดิม‘ครม.เศรษฐา1’เข้าประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล ประชาชนวอนแก้ปัญหา‘สิทธิชุมชน-อุบัติเหตุทางถนน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755739

ประเดิม‘ครม.เศรษฐา1’เข้าประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล ประชาชนวอนแก้ปัญหา‘สิทธิชุมชน-อุบัติเหตุทางถนน’

ประเดิม‘ครม.เศรษฐา1’เข้าประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล ประชาชนวอนแก้ปัญหา‘สิทธิชุมชน-อุบัติเหตุทางถนน’

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลังจากรอกันนานกว่า 3 เดือนตั้งแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 14 พ.ค. 2566 ประเทศไทยก็มีรัฐบาลชุดใหม่ นำโดยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมของรัฐสภา เมื่อวันที่22 ส.ค. 2566 จากนั้นราชกิจจานุเบกษาประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2566 และในวันที่ 11-12 ก.ย. 2566 คณะรัฐมนตรี (ครม.) “เศรษฐา 1” จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

แน่นอนว่า รัฐบาลถือเป็นความหวังของประชาชนในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความทุกข์ยาก เห็นได้ภาพหนึ่งที่คุ้นชินเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดใดหรือมีที่มาอย่างไร คือในแต่ละวันจะมีมวลชนกลุ่มต่างๆ รวมตัวกันมายื่นหนังสือเรียกร้องที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2566 มีการประชุม ครม. (นัดพิเศษ) อันเป็นการประชุมครั้งแรกของ ครม. เศรษฐา 1ตั้งแต่ช่วงเช้าก็มีมวลชน เดินทางมายื่นข้อเรียกร้อง

อาทิ “ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ)” องค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ที่ขับเคลื่อนประเด็นความเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน สิทธิชุมชนและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีข้อเรียกร้อง 9 ด้าน 1.ด้านสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย 2.ด้านการกระจายอำนาจ 3.นโยบายการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 4.นโยบายที่ดินและการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม 5.นโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ 6.นโยบายด้านการป้องกันภัยพิบัติ 7.นโยบายการคุ้มครองชาติพันธุ์และสิทธิความเป็นมนุษย์ 8.นโยบายสิทธิของคนไร้สถานะ และ 9.ด้านนโยบายรัฐสวัสดิการ ซึ่งในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิชุมชน ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ

1.เร่งออกกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมแก่ราษฎรซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ ซึ่งรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ทางกระทรวงยุติธรรมได้ทำการศึกษาและนำเสนอต่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ในฐานะประธานกรรมการแก้ไขปัญหาของกลุ่มพีมูฟ ลงวันที่ 16 มี.ค. 2566 โดยระหว่างรอการออกกฎหมายดังกล่าว ขอให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราวด้วยการชะลอการดำเนินคดีหรือบังคับคดี เพื่อดำเนินการพิสูจน์สิทธิ์และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายเกี่ยวกับคดีที่ดิน-ป่าไม้

นอกจากนั้น ขอให้ใช้ระบบไต่สวนและลูกขุนในการพิจารณาคดีแทนระบบกล่าวหา ในคดืที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและคดีที่เกี่ยวกับที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการพิจารณาคดีประเภทนี้ไม่อาจใช้เฉพาะหลักฐานทางราชการ แต่ต้องวิเคราะห์หลักฐานด้านสังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา ชาติพันธุ์วิทยา รวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ตลอดจนปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม พ.ศ.2558 และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของคนจนตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุด เป็นต้น

2.ยุตินโยบายที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินในเขตป่า เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่าแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน มติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 มติ ครม. 26 พ.ย. 2561 เรื่อง มาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาชุมชนในพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภท รวมถึงมติ ครม. อื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการที่ดินโดยชุมชน อาทิ มติ ครม.ว่าด้วยการจัดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ ปี 2528และ 2532

3.เร่งกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ผลักดัน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ซึ่งเก็บภาษีตามมูลค่าและขนาดการถือครองอย่างแท้จริงพ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร พ.ร.บ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อป้องกันมิให้ที่ดินที่เหมาะสมสำหรับการเกษตรถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างผิดประเภททบทวนแนวทางและมาตรการในโครงการจัดที่ดินชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เนื่องจากไม่สอดคล้องกับหลักการของสิทธิชุมชน

โดยให้ผลักดัน พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร (โฉนดชุมชน) ปรับปรุงประมวลกฎหมายที่ดิน เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกโดยมิชอบ และที่ดินรกร้างว่างเปล่า กระจายที่ดินให้ชุมชนไร้ที่ดิน รวมถึงศึกษาแนวทางจำกัดการถือครองที่ดิน ปรับปรุงแก้ไขกระบวนการการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ ที่ดินทิ้งร้าง สร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้กับคนจนเมือง โดยรัฐต้องมีนโยบายนำที่ดินของรัฐประเภทต่างๆมาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยรับรองคนจนเมืองในรุปแบบกรรมสิทธิ์ร่วมกันของชุมชน

4.การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษต้องคุ้มครองวิถีชีวิตและระบบเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น และต้องส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงประโยชน์ของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจนั้นอย่างเท่าเทียม ไม่กระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ดิน ตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รัฐต้องมีนโยบายช่วยเหลือด้านงบประมาณในการจัดที่อยู่อาศัยและพัฒนาสาธารณูปโภคกับผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐ

และ 5.การแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์และคนไร้สถานะทางทะเบียน เร่งรัดดำเนินการตามมติ ครม. 2 มิ.ย. และ 3 ส.ค. 2553 เรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตของชาวเลและชาวกะเหรี่ยงจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ตามมติ ครม. ดังกล่าวซึ่งสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการต้องมีองค์ประกอบของภาคประชาสังคมและชุมชนมากกว่ากึ่งหนึ่ง มีหน้าที่ร่วมกันวางแผนแก้ไขปัญหา นโยบายต่อคณะกรรมการระดับชาติในการติดตามการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์

ผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ. … ที่ภาคประชาชนได้ร่วมกันเข้าชื่อไว้จำนวน 16,559 รายชื่อ โดยขอให้นายกรัฐมนตรีลงนามเพื่อส่งต่อให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติและรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 70 เร่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อให้สัญชาติและสิทธิสถานะแก่กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อดำเนินการตามมติ ครม. 2 มิ.ย. และ 3 ส.ค. 2553

ขยายมติ ครม. 18 ม.ค. 2548 เพื่อสำรวจคนตกหล่น ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ครอบคลุม ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสิทธิสถานะเป็นกรรมการกลางที่มีผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีประสบการณ์ทำงานกับกลุ่มคนไร้สถานะ และอนุกรรมการเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่มอย่างเร่งด่วน สั่งการให้เกิดการปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดยการสร้างการมีส่วนร่วม ติดตามตรวจสอบและประเมินผลงาน ให้นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง รวมถึงจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนที่รอการแก้ไขปัญหา ตลอดจนการเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน

รวมถึง “เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ” กลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะไปเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉี่ยวชนบุคคลอื่นจนหลายคนต้องกลายเป็นผู้พิการ เรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่เอาจริงเอาจังกับการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุบนท้องถนน เนื่องจากเป็นสาเหตุที่คร่าชีวิตคนไทยหลักหมื่นศพต่อปี ไม่รวมผู้บาดเจ็บและผู้พิการอีกจำนวนมาก กระทั่งก่อนหน้านี้ องค์การอนามัยโลก WHO) ยังเคยจัดอันดับให้ถนนประเทศไทยอันตรายติด 1 ใน 10ของโลก

โดยเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับมีข้อเสนอแนะ 1.แก้กฎหมายให้ผู้แจ้งเบาะแสคนทำผิดกฎจราจรได้ส่วนแบ่งค่าปรับร้อยละ 50 สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนช่วยจัดการผู้ไม่เคารพกฎจราจรเพราะเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนและก่อให้เกิดความสูญเสียบนท้องถนนจากอุบัติเหตุ 2.แก้กฎหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใช้งบประมาณจัดหาหมวกกันน็อกสำหรับเด็ก ซึ่งปัจจุบันมีเด็กเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์เพียงร้อยละ 7 เท่านั้นที่สวม หากทำได้นอกจากจะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยแล้ว ยังปลูกฝังการเคารพกฎจราจรตั้งแต่เยาว์วัยด้วย

3.แก้กฎหมายให้สถานประกอบการหรือบุคคลที่สนับสนุนให้ผู้มีอายุต่ำกว่า20 ปี ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากไปเกิดอุบัติเหตุต้องร่วมรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา เพื่อป้องปรามผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หาผลประโยชน์จากเด็กและเยาวชน และ 4.ควรสนับสนุนให้ผู้ผลิตรถยนต์ติดกล้องหน้ารถจากโรงงานในรถใหม่ทุกคันเพื่อเป็นการใช้เทคโนโลยีสอดส่องคนทำผิดกฎจรจาจร!!!

‘มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์’ยกระดับคุณภาพการศึกษา สอดคล้องตลาดแรงงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755673

‘มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์’ยกระดับคุณภาพการศึกษา สอดคล้องตลาดแรงงาน

‘มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์’ยกระดับคุณภาพการศึกษา สอดคล้องตลาดแรงงาน

วันอาทิตย์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.19 น.

‘มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์’ลงนามความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดฉะเชิงเทรา และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในชุมชน สังคมและท้องถิ่น

10 กันยายน 2566  เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุม ชั้น 5 อาคารราชนครินทร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ได้มีพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดฉะเชิงเทรา และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ โดยมีนางสาวฉัตรประอร นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานในพิธี  พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ดร.กัญจน์โชติ สหพัฒนสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัดฉะเชิงเทรา ตลอดจนตัวแทนจากศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ ร่วมลงนามร่วมกัน

รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาด้านการศึกษาในเขตพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมี หลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนและสังคมในท้องถิ่น ตระหนักถึงการ พัฒนาบุคลากรในจังหวัดฉะเชิงเทรา จึงได้จัดมีโครงการความร่วมมือทางวิชาการกับ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ จังหวัดฉะเชิงเทรา และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และประสานความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์กับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ จังหวัดฉะเชิงเทรา และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ รวมไปถึงเพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของ ตลาดแรงงานในชุมชน สังคมและท้องถิ่น ตลอดจนเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์หลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ให้กับผู้สนใจที่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น อีกทั้งเพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการในการจัดกิจกรรมทาง วิชาการและกิจกรรมด้านอื่น ๆ ร่วมกัน

ปลัดมหาดไทยเผย คนมหาดไทยต้องทำงานเชิงรุกด้วยความรวดเร็ว มีความพร้อมขับเคลื่อนงานในทุกมิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755541

ปลัดมหาดไทยเผย คนมหาดไทยต้องทำงานเชิงรุกด้วยความรวดเร็ว มีความพร้อมขับเคลื่อนงานในทุกมิติ

ปลัดมหาดไทยเผย คนมหาดไทยต้องทำงานเชิงรุกด้วยความรวดเร็ว มีความพร้อมขับเคลื่อนงานในทุกมิติ

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.36 น.

ปลัดมหาดไทยเผย “คนมหาดไทยต้องทำงานเชิงรุกด้วยความรวดเร็ว” มีความพร้อมขับเคลื่อนงานในทุกมิติ เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทำให้ประชาชนมีความอุดมสมบูรณ์พูนสุขโดยถ้วนหน้า “ทำงานวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน”

วันที่ 9 กันยายน 2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงวิธีการทำงานของคนมหาดไทยตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวในโอกาสพบปะข้าราชการเมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ความว่า “…ผมเป็นคนทำงานวันนี้ สั่งงานวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน เพราะงั้นก็ขอให้ทุกคนได้มีความมั่นใจ..” เป็นเครื่องเตือนใจให้คนมหาดไทยต้องทำงานด้วยความรวดเร็ว และมีความพร้อมอยู่เสมอ ที่สำคัญต้องทำงานเชิงรุก เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ถ้า “เข้าใจ เข้าถึง” พี่น้องประชาชนแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนความต้องการของพี่น้องประชาชนในทุกเรื่อง ก็จะสามารถพัฒนาและดำเนินการได้ทันที อะไรที่ยังแก้ไขไม่ได้ ก็ต้องมีการสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อพี่น้องประชาชน ต่อสาธารณชน สอดคล้องกับหลักปฏิบัติที่คนมหาดไทยได้รับการบ่มเพาะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาโดยตลอดว่า “รอบรู้ รวดเร็ว ริ่เริ่ม และเร่งรัด” ดังที่ท่านวิญญู อังคณารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เคยกล่าวไว้

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำว่า หลายคนอาจตั้งข้อสงสัยว่า “เมื่อวานนี้งานจะเสร็จได้อย่างไร ในเมื่อสั่งวันนี้” แต่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยทุกคนในฐานะข้าราชการประจำ ผู้มีความมุ่งมั่นตั้งใจสอบคัดเลือกเข้ามารับราชการ ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนจนกว่าจะเกษียณอายุราชการ ต่างก็รู้อยู่ก่อนแล้วว่าข้าราชการกระทรวงมหาดไทยนั้นมีภาระหน้าที่อันหนักหน่วง นั่นคือ ทุกปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน คือ หน้าที่ของคนมหาดไทย งานของทุกกระทรวง ทบวง กรมที่ลงสู่พื้นที่ ก็คืองานของคนมหาดไทย ดังนั้น พวกเราในฐานะข้าราชการประจำ จะต้องมุ่งมั่นทุ่มเททำงานแบบรองเท้าสึกก่อนกางเกงขาด มีใจ มี Passion ในการทำงานโดยไม่ยึดถือเรื่องเวลาเป็นข้อจำกัดของการทำงาน เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดี คือ การคิดริเริ่มสร้างสรรค์นำเสนอสิ่งที่ดีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาได้เห็นชอบตามที่เราได้คิด ได้เสนอ 

“นอกจากนี้ คนมหาดไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ผู้บริหารระดับสูง ต้องเป็น “ผู้นำต้องทำก่อน” ต้องรู้ลึก รู้กว้าง ถึงเรื่องที่จะขับเคลื่อน เพื่อนำไปสื่อสารกับนายอำเภอในฐานะผู้นำของพื้นที่และภาคีเครือข่าย ซึ่งมีนัยนะว่า “ผู้นำทำงานต่าง ๆ ลำพังคนเดียวไม่ได้” ต้องมีทีมงานจาก 7 ภาคีเครือข่าย ทั้งภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคสื่อสารมวลชน ช่วยขับเคลื่อนงาน และที่สำคัญ “ต้องเร่งรัด ติดตามการขับเคลื่อนงาน” เพื่อให้มั่นใจว่าทุกภาคส่วนได้ช่วยกันทำหน้าที่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืนได้อย่างถูกต้องตามหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือ ร่วมคิด ร่วมพูดคุย ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา ร่วมรับประโยชน์ ทำให้ประชาชนมีความอุดมสมบูรณ์พูนสุขโดยถ้วนหน้า ซึ่งหากทุกคนสามารถทำได้อย่างนี้แล้ว ก็จะมีคุณสมบัติตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวไว้นั่นเอง” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

สพม.บุรีรัมย์คุมเข้มสอบผู้บริหารสถานศึกษาสแกนผู้เข้าสอบทุกรายลั่นพบทุจริตดำเนินคดีทันที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755525

สพม.บุรีรัมย์คุมเข้มสอบผู้บริหารสถานศึกษาสแกนผู้เข้าสอบทุกรายลั่นพบทุจริตดำเนินคดีทันที

สพม.บุรีรัมย์คุมเข้มสอบผู้บริหารสถานศึกษาสแกนผู้เข้าสอบทุกรายลั่นพบทุจริตดำเนินคดีทันที

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 11.03 น.

ผอ.สพม.บุรีรัมย์ พร้อมกรรมการควบคุมการสอบ นำตำรวจ พร้อมเครื่องสแกนคุมเข้มตรวจร่างกายผู้เข้าสอบ ป้องกันการนำวัตถุ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปกระทำทุจริต สอบแต่งตั้งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา ยันหากพบทุจริต ตัดสิทธิ์ และดำเนินคดีทันที

วันที่ 9 ก.ย.66 บรรยากาศสนามสอบแข่งขันคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ.2566 ซึ่งในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ มีตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาว่าง 8 อัตราและตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา 13 อัตรา ที่สนามสอบโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

ดร.กฤษ ละมูลมอญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ ได้ชี้แจงระเบียบการเข้าสอบของผู้เข้าสอบทุกคนได้รับทราบก่อนเข้าห้องสอบ ขณะเดียวกันคณะกรรมการฯ ได้ร่วมกับสถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ เพิ่มมาตรการเข้มในการป้องกันทุจริตการสอบ โดยมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดด้านหน้าอาคาร จัดกำลังตำรวจ 2 นายเดินตรวจตราความเรียบร้อยรอบบริเวณอาคาร พร้อมทั้งใช้เครื่องสแกนทำการตรวจจับสัญญาณวัตถุ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องมือสื่อสารผู้เข้าสอบทุกคน เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าไปใช้ทุจริตในการสอบ โดยผู้เข้าสอบสามารถนำเพียงปากกา ดินสอ ยางลบ บัตรประจำตัวประชาชน และบัตรประจำตัวผู้สอบ เข้าไปได้เท่านั้น ซึ่งมีผู้สมัครสอบหลายคนสวมใส่นาฬิกามาเจ้าหน้าที่ต้องให้ถอดตามกฎระเบียบ

อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีกลุ่มบุคคลหรือผู้สอบได้กระทำการทุจริตในกรณีใดก็ตาม จะตัดสิทธิและส่งดำเนินคดีตามกฎหมายทันที ซึ่งการสอบครั้งนี้มีผู้สมัครสอบทั้งสิ้น จำนวน 157 คน แยกเป็น รองผู้บริหารสถานศึกษา 117 ราย และ ผู้บริหารสถานศึกษา 40 ราย

ด้าน ดร.กฤษ ละมูลมอญ ผอ.สพม.บุรีรัมย์ กล่าวว่า การสอบรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ครั้งนี้ ได้มีการเฝ้าระวังคุมเข้มให้เป็นไปด้วยความถูกต้องเรียบร้อยตามระเบียบหลักเกณฑ์ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาทุจริตการสอบ โดยใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือสื่อสาร รวมไปถึงการแอบอ้างเรียกรับเงินจากกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดี และยืนยันว่าการสอบในครั้งนี้จะไม่มีการทุจริตในทุกขั้นตอนอย่างแน่นอน – 003

อาลัย ‘สมลักษณ์ จัดกระบวนพล’ อดีตผู้พิพากษา-อดีต ป.ป.ช. ถึงแก่อนิจกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755461

อาลัย ‘สมลักษณ์ จัดกระบวนพล’ อดีตผู้พิพากษา-อดีต ป.ป.ช. ถึงแก่อนิจกรรม

อาลัย ‘สมลักษณ์ จัดกระบวนพล’ อดีตผู้พิพากษา-อดีต ป.ป.ช. ถึงแก่อนิจกรรม

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 19.25 น.

วันที่ 8 กันยายน 2566 ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการเสียชีวิตของ นางสมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และอดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยระบุว่า

“สมลักษณ์ ลาลับแล้ว แต่ร่าง กายนา จัด ว่าฝากฝีมือพร่าง พลุ่งพร้อย กระบวน ยุติธรรมวาง วงดอก ไม้เอย พล และผลงานร้อย ประดับเวิ้งเวียงสยาม

อาจารย์สมลักษณ์ จัดกระบวนพล เป็นนักกฎหมายอาวุโส ผู้เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาระดับสูง เคยเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เป็นอาจารย์พิเศษในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม้พ้นจากหน้าที่การงานแล้ว อาจารย์ก็ยังเป็นผู้ให้ความคิดเห็นและให้สติปัญญา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกฎหมายและความยุติธรรมกับคนทั้งหลายอยู่เสมอ ความคิดเห็นของอาจารย์ทุกเรื่องอยู่บนหลักวิชาและไม่เคยเบี่ยงเบนไปจากความคลองธรรมเลย

แม้จะมิได้เคยมีโอกาสรู้จักคุ้นเคยกับอาจารย์เป็นการส่วนตัวมากนัก เพียงได้เคยร่วมเวทีอภิปรายทางวิชาการกับท่านครั้งเดียว แต่ผมมั่นใจว่าอาจารย์เป็นผู้หนึ่งที่ผมเรียกขานท่านว่าเป็นอาจารย์ในทางความรู้และการวางตนของผมได้อย่างแน่นอน เมื่อได้รับทราบข่าวว่าท่านถึงอนิจกรรมแล้วในวันนี้ ผมจึงขอกราบลาท่านด้วยความเคารพและอาลัยยิ่ง”

นางสมลักษณ์ จัดกระบวนพล เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 เกิดในครอบครัวทหารมีคุณพ่อเลื่อน นัยนะแพทย์ เป็นทหารม้า บรรดาศักดิ์พันโทพระจัดกระบวนพล ส่วนคุณปู่เป็นหมอในพระราชวังสมัย ร.5-ร.6 มีบรรดาศักดิ์เป็น หลวงวโรสถประสิทธิ์ นัยนะแพทย์ จบการศึกษาระดับปรืญญาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นนิติศาสตร์ 01 (เข้าเรียนปี 2501)

หลังเรียนจบเข้าทำงานที่กระทรวงพาณิชย์ เริ่มต้นที่กรมเศรษฐสัมพันธ์ จากนั้นก็มาทำงานในกรมทะเบียนการค้า จนกระทั่งอายุใกล้ 30 ปี สมลักษณ์สอบชิงทุนไปดูงานด้านกฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลา 9 เดือน ก่อนตัดสินใจสอบเป็นผู้พิพากษา โดยเริ่มจากการเรียนเนติบัณฑิต แล้วสอบได้เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา จนอบรมเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาแล้ว 1 ปี ก็ได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นผู้พิพากษาประจำกระทรวงยุติธรรม

หลังจากเกษียณอายุราชการเมื่อ พ.ศ. 2543 ได้รับตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549