‘องค์การค้า’ จัด ‘Back to School’ หั่นราคาชุดนักเรียน 50% เริ่มต้นที่ตัวละ 30 บาทเท่านั้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729604

'องค์การค้า' จัด 'Back to School' หั่นราคาชุดนักเรียน 50% เริ่มต้นที่ตัวละ 30 บาทเท่านั้น

‘องค์การค้า’ จัด ‘Back to School’ หั่นราคาชุดนักเรียน 50% เริ่มต้นที่ตัวละ 30 บาทเท่านั้น

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.16 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2566 ที่ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ราชบพิธ กรุงเทพฯ นายภกร รงค์นพรัตน์ รองผู้อำนวยการองค์การค้า ของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าวกิจกรรม Back to School ว่า ตามนโยบายของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ที่อยากให้นักเรียน และผู้ปกครองทั่วประเทศ ลดภาระค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพ ในช่วงเปิดเทอมนั้น  ทางองค์การค้าฯ จึงร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการ “พาณิชย์ลดราคา ช่วยประชาชน Back to School 2566” จัดขายชุดนักเรียน หนังสือเรียน และอุปกรณ์การเรียนในราคาพิเศษ เฉพาะที่ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ทุกสาขา ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 พฤษภาคม 2566 โดยจัดโปรโมชั่นขายชุดนักเรียนในราคาพิเศษลด 50% เริ่มต้นตัวละ 30 บาท แต่ชุดนักเรียนราคาพิเศษนี้ จะมีไม่ครบไซซ์ เนื่องจากเป็นของล้างสต๊อก แม้จะเป็นของล้างสต๊อกแต่องค์การค้ายืนยันว่าเนื้อผ้ามีคุณภาพ  ส่วนชุดนักเรียนทั่วไป ขายเสื้อ และกางเกง เริ่มต้นที่ตัวละ 90 บาท  ส่วนเครื่องเขียนลดราคา 25% ขณะที่หนังสือเรียน จะลดราคา 15 % และถ้าผู้ปกครองเป็นสมาชิกของร้านศึกษาภัณฑ์พณิชย์ หรือเป็นสามชิกของกรมการค้าภายใน จะได้ลดราคาเพิ่มอีก 5 % 

“ขณะนี้ มีผู้ปกครองให้ความสนใจอย่างมาก เริ่มเข้ามาเลือกซื้อชุดนักเรียนในร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ทุกสาขามากกว่าช่วงอื่นๆ  ซึ่งนอกจากผู้ปกครองจะมาซื้อได้ที่ร้านศึกษาภัณฑ์แล้ว องค์การค้าได้อำนวยความสะดวกด้วยการให้ผู้ปกครองสั่งซื้อทางออนไลน์ ผ่านแอพพิเคชั่น ssp mall ได้อีกด้วย นอกจากนี้ องค์การค้าได้ปรับตัวให้ครอบคลุมการให้บริการทุกรูปแบบ เมื่อผู้ปกครองซื้อชุดนักเรียนแล้วทางร้านจะมีบริการปักชื่อให้ด้วย  โดยจะคิดราคาต่ำกว่าราคาตลาด และยังมีโปรโมชั่นพิเศษอีกด้วย คือ ถ้าผู้ปกครองมีหนังสือเรียนเก่า สามารถนำมาแลกซื้อหนังสือเรียนใหม่ได้ โดยจะได้รับลดราคาเพิ่มอีก 5% ต่อเล่ม ” นายภกร กล่าว

นายภกร กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าองค์การค้า มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครอง และสินค้าขององค์การค้านั้น มีคุณภาพ ราคาก็ต่ำกว่าท้องตลาด เบื้องต้นคาดการว่า แต่ละวันจะมีผู้ปกครองเข้ามาเลือกซื้อชุดนักเรียนที่ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ในกรุงเทพฯ ทั้ง 7 สาขา ไม่น้อยกว่าวันละ 200-300 คน จึงขอเชิญชวนผู้ปกครองที่อยากจะลดค่าใช้จ่าย เพราะปัจจุบันของต่าง ๆมีราคาสูงอย่างมาก ทำให้ผู้ปกครองลำบาก ก็มาช้อปปิ้งเลือกซื้อสินค้าที่ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ฯได้ เพราะนอกจากจะได้ของถูกแล้ว ยังได้ส่วนลดและโปรโมชั่นพิเศษอีกด้วย

              

สพฐ.เตรียมเปิดรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ 31 พ.ค.-6 มิ.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729556

สพฐ.เตรียมเปิดรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ 31 พ.ค.-6 มิ.ย.นี้

สพฐ.เตรียมเปิดรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ 31 พ.ค.-6 มิ.ย.นี้

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 12.20 น.

สพฐ.เตรียมเปิดรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ 31 พ.ค.-6 มิ.ย.นี้

9 พฤษภาคม 2566 นายอัมพร  พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า  ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( ว 14/2563) ซึ่งได้มีการปรับแก้ โดยให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ตั้งเป็นผู้บริหารจัดการเกี่ยวกับการออกข้อสอบ ภาค ก และ ภาค ข  ส่วนการสอบภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง วิชาชีพ และการปฏิบัติงานในสถานศึกษา การประเมินด้านความสามารถการสอน ให้ประเมินจากการนำเสนอของผู้สมัครสอบแข่งขันที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอนในประเภทวิชา หรือกลุ่มวิชา หรือสาขาวิชาเอกที่สมัคร ในรูปแบบและวิธีการต่าง ๆตามที่ผู้ดำเนินการสอบแข่งขันกำหนด โดยกำหนดระยะเวลาประเมินไม่เกิน 20 นาที ต่อผู้สมัครหนึ่งราย  นั้น เพื่อให้การจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการครูเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สพฐ. จึงได้กำหนดปฏิทินรับสมัครและสอบครูผู้ช่วย สังกัดสพฐ. ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

นายอัมพร กล่าวต่อว่า สำหรับปฏิทินสอบครูผู้ช่วย ดังนี้  ประกาศรับสมัคร ภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2566 รับสมัคร  วันที่ 31 พฤษภาคม – วันที่ 6 มิถุนายน 2566 ไม่เว้นวันหยุดราชการ  ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป และข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ  ภายในวันที่ 23 มิถุนายน  2566 สอบข้อเขียน ภาค ก  วันที่ 24 มิถุนายน 2566 ภาค ข วันที่ 25 มิถุนายน  2566 ประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก และ ข ภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 สอบภาค ค  ประเมินจากการสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมงาน และการนำเสนอที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพด้านการเรียนการสอน  ตามวันและเวลาที่อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ หรืออ.ก.ค.ศ.สสศ.กำหนด ทั้งนี้ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2566

“การจัดสอบครั้งนี้ ถือเป็นงานเกี่ยวกับบริหารบุคคลที่ อ.ก.ค.ศ. รับช่วงต่อจาก คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ผมได้กำชับให้ดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส ไม่ให้มีปัญหาเรื่องทุจริต คาดว่าจะสามารถบรรจุแต่งตั้งครูผู้ช่วยทดแทนอัตราเกษียณที่มีกว่า 20,000 อัตรา ได้ทันภายในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เพราะตามปฏิทิน สพฐ. กำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภาคในเดือนกรกฎาคม 2566 เพื่อให้มีครูเพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอน  โดยคาดว่า การจัดสอบครั้งนี้จะมีผู้เขาสอบไม่ต่ำกว่า 1 แสนราย เพราะที่ผ่านมามีผู้สอบบรรจุได้น้อย ขณะที่มีเด็กจบใหม่อีกจำนวนมาก”  นายอัมพร กล่าว

มทร.ธัญบุรี คว้า 9 รางวัล จาก 7 งานวิจัยเวทีระดับนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729427

มทร.ธัญบุรี คว้า 9 รางวัล จาก 7 งานวิจัยเวทีระดับนานาชาติ

มทร.ธัญบุรี คว้า 9 รางวัล จาก 7 งานวิจัยเวทีระดับนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรีเปิดเผยว่า ในการประกวดผลงานและสิ่งประดิษฐ์ “The 48th International Exhibition of Inventions Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ ครั้งที่ 48 ซึ่งเป็นเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติ ที่มีผลงานเข้าร่วมประกวดมากกว่า 1,000 ผลงาน จาก 42 ประเทศทั่วโลก แบ่งการจัดประกวดทั้งหมด 22 กลุ่ม มทร.ธัญบุรี ได้ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดพร้อมแสดงนิทรรศการ เนื่องจากเป็นงานประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของ มทร.ธัญบุรี และก็ได้รับรางวัลจากเวทีนี้มากถึง 7 ผลงาน

อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวอีกว่าผลงานที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วยผลงานนวัตกรรมเซลล์โฟโตอิเล็กโตรคะตะไลติก ร่วมกับโซลาร์เซลล์ สำหรับการบำบัดน้ำเสียและระบบผลิตน้ำสะอาด ของ รศ.ดร.ฉัตรชัย พลเชี่ยว คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับรางวัล on-stage special prize จากประเทศโปแลนด์ และรางวัล Gold Medal,ผลงานผลึกนาโนเซลลูโลสจากผักตบชวา ของ นายพฤติพงศ์ พันธมนัสโสภา และ รศ.ดร.วารุณี อริยวิริยะนันท์ (อาจารย์ที่ปรึกษา) คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้รับรางวัล Gold Medal และรางวัลพิเศษจากประเทศเวียดนาม, ผลงานอนุภาคพอลิเมอร์ชีวภาพฉลาด : พอลิเมอร์ที่ตอบสนองต่อพีเอชกลิ่นหอม และสารลดแรงตึงผิวชนิดอนุภาค ต้านเชื้อจุลชีพ ของ รศ.ดร.อมร ไชยสัตย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับรางวัล Silver Medal, ผลงานผลิตภัณฑ์เนื้ออบแห้งจากพืชต้นแบบจากการทดแทนด้วยเปลือกกล้วยของ ดร.อัฏฐพล อิสสระ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับรางวัล Silver Medal, ผลงานนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชะลอวัยนาโนอิมัลชันจากตำรับสมุนไพรไทยออร์แกนิกในรูปแบบแคปซูลนิ่มจากธรรมชาติภายใต้โครงการ Bio-Circular- Green Economy เพื่อยกระดับการแพทย์แผนไทยระดับโลก ของ รศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์คณะการแพทย์บูรณาการ ได้รับรางวัล Bronze Medal, ผลงานเฟอร์นิเจอร์สนามที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มที่ใช้งานแล้ว : ซูชิคอลเลคชั่นของ รศ.ดร.อนินท์ มีมนต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้รับรางวัล Bronze Medal, ผลงานเครื่องอัดอิฐบล็อกปูพื้นกึ่งอัตโนมัติต้นทุนต่ำด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชน ของ ผศ.ดร.ประชุมคำพุฒ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้รับรางวัล Bronze Medal

ม.สวนดุสิตจัดพิธีปลูกต้นรวงผึ้ง ต้นไม้ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 10

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729428

ม.สวนดุสิตจัดพิธีปลูกต้นรวงผึ้ง ต้นไม้ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 10

ม.สวนดุสิตจัดพิธีปลูกต้นรวงผึ้ง ต้นไม้ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 10

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี ได้จัดพิธีปลูกต้นรวงผึ้ง โดยมี นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานในพิธี รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอทุกอำเภอหัวหน้าส่วนราชการ และดร.วรานี เวสสุนทรเทพ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตสุพรรณบุรี พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาเข้าร่วมพิธี โดยจัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2566

ต้นรวงผึ้งเป็นต้นไม้ประจำพระองค์ในหลวงรัชกาลที่ 10 การปลูกต้นรวงผึ้งนอกจากจะเพื่อเป็นสิริมงคลกับมหาวิทยาลัยแล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติของประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยและหน่วยงานราชการในจังหวัดถึงการอนุรักษ์และปรับปรุงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ของตนเอง โดยเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับนักศึกษาและชุมชนในการร่วมมือกันในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของทุกคนในสังคม โดยจะมีผลกระทบต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและการลดโลกร้อนในอนาคต

ม.นเรศวร ส่งมอบเสื้อเกราะกันกระสุนจากขยะพลาสติกรักษ์โลกให้กองทัพภาคที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729377

ม.นเรศวร ส่งมอบเสื้อเกราะกันกระสุนจากขยะพลาสติกรักษ์โลกให้กองทัพภาคที่ 3

ม.นเรศวร ส่งมอบเสื้อเกราะกันกระสุนจากขยะพลาสติกรักษ์โลกให้กองทัพภาคที่ 3

วันจันทร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.37 น.

มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับ วช.ทดสอบเสื้อเกาะกันกระสุนที่ผลิตจากพลาสติกโดยเฉพาะโคมไฟหน้ารถและพลาสติกจากการฟอกไต รองเท้ายางและขยะจากท้องทะเล รักษ์โลก พร้อมส่งมอบให้กับทหารกองทัพภาคที่ 3 เพื่อนำไปใช้ได้จริง

วันที่ 8 พ.ค.66 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 และมหาวิทยาลัยนเรศวร จัดพิธีส่งมอบนวัตกรรมเสื้อเกราะกันกระสุนจากขยะพลาสติก ซึ่งเป็นผลงานภายใต้โครงการวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสังคมจากขยะพลาสติกในชุมชนภาคเหนือตอนล่าง ประเทศไทย” ที่ วช.ให้ทุนสนับสนุนแก่ รองศาสตราจารย์ ดร.พนิดา จงสุขสมสกุล แห่งมหาวิทยาลัยนเรศวร ดำเนินโครงการฯ นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นผู้ส่งมอบนวัตกรรมดังกล่าว แก่กองทัพภาคที่ 3 โดยมี พล.ต.ประสาน แสงศิริรักษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นผู้รับมอบ 

พร้อมนี้ ศาสตราจารย์ ดร.กรกนก อิงคนินันท์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมพิธีส่งมอบนวัตกรรมดังกล่าวด้วย ณ สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก โดยก่อนรับมอบเสื้อเกาะกันกระสุนนั้น ได้มีการทดสอบ โดยทหารหน่วยกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 4 ค่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม.และ 11 มม.ทดสอบยิง 3 ระยะ คือที่ระยะ 7 เมตร ระยะ 10 เมตร และที่ 15 เมตร ซึ่งผลการยิงไม่ทะลุ ชุดเกาะแต่อย่างใด ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทดสอบที่ ระยะ 25 เมตร ก็ยังไม่ทะลุชุดเกาะเช่นกัน

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.พนิดา จงสุขสมสกุล แห่งมหาวิทยาลัยนเรศวร หัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า ม.นเรศวร ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก วช. ในการดำเนินโครงการ “การมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสังคมจากขยะพลาสติกในชุมชนภาคเหนือตอนล่าง ประเทศไทย” มีความสอดคล้องกับแนวทางที่สหประชาชาติได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ให้ประเทศต่าง ๆ ภายใต้ทิศทางการพัฒนาประเทศ พ.ศ. 2558 –2573 ในเป้าหมายที่ 12 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การจัดการและการใช้ทรัพยากรธรรมธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การสร้างสรรค์นวัตกรรมจากขยะพลาสติกยังตอบสนองยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียนชีวภาพอีกด้วย 

โดยคณะนักวิจัยมีแนวคิดในการนำเอาขยะเหลือใช้กลับมาทำให้เกิดประโยชน์และสร้างรายได้ให้ชุมชน จากการกำจัดขยะมูลฝอยในปี 2562 พบว่าจังหวัดพิษณุโลก ติดอันดับ 1 ใน 6 จังหวัดที่มีการนำขยะกลับมาใช้ใหม่มากที่สุด โดยจำนวนขยะมูลฝอยที่ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ในจังหวัดพิษณุโลก มีปริมาณ 465.7 ตันต่อวัน โดยนวัตกรรมเสื้อเกราะกันกระสุนถือเป็นผลสำเร็จของโครงการฯ จนได้ผลงานสร้างสรรค์ยกระดับขยะพลาสติกที่มีจำนวนมาก จากกระบวนการมีส่วนร่วมของหน่วยงานต่าง ๆ และชุมชน จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมความมั่นคงและความปลอดภัย ให้กับกองทัพ โดยมีทหารเป็นกำลังสำคัญในการรักษาอธิปไตยของชาติ

สำหรับนวัตกรรมเสื้อเกราะกันกระสุนจากขยะพลาสติก นี้ มีส่วนประกอบ คือ โคมไฟหน้ารถยนต์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ที่เป็นเหยื่อป้องกันกระสุนได้ รองเท้ายาง  พลาสติกจากการฟอกไต และขยะจากท้องทะเล ซึ่งถือว่าเป็นเศษสิ่งเหลือใช้ที่นับวันจะสะสมมากขึ้น ทำให้หลายคนไม่คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะสามารถนำมารีไซเคิล ทำเสื้อเกาะให้แก่ทหาร ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง  และที่สำคัญราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป ซึ่งต้นทุนในการผลิตเพียงหมื่นกว่าบาทเท่านั้น หากนำเข้าจากต่างประเทศก็จะมีราคาแพงกว่าถึง  3-5 เท่าตัว

นายเอนก บำรุงกิจ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช.ภายใต้กระทรวง อว. เป็นองค์กรหลักด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ที่มีบทบาทสำคัญด้านการขับเคลื่อนและสนับสนุนการดำเนินโครงการวิจัยขนาดใหญ่ ที่มีความท้าทายและมีเป้าหมายชัดเจน รวมถึงการส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ตลอดจนผลักดันให้เกิดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรม ไปสู่การใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาและสามารถแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม 

งานวิจัยนวัตกรรมเสื้อเกราะกันกระสุนเป็นผลสำเร็จของการสนับสนุนนักวิจัยที่ได้รับทุนจาก วช. จนได้ผลงานสร้างสรรค์ยกระดับขยะพลาสติกที่มีจำนวนมาก จากกระบวนการมีส่วนร่วม ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมความปลอดภัยให้กับทหารของประเทศและจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมรายได้ให้กับคนในชุมชนจากการนำเอาขยะจากท้องทะเลมารวมกับผ้าทอมือ อันเป็นสิ่งแทนใจของความรักและความผูกพันของคนในครอบครัว ชุมขนเป็นเกราะป้องกันทหารของประเทศอีกทั้งความสำเร็จของการพัฒนานวัตกรรมสื่อเชิงเนื้อหาระหว่าง นักวิจัย ทหารและนักประพันธ์เพลง เป็น soft power ที่แสดงให้เห็นบทบาทสำคัญของทหาร ผลผลิตและต้นแบบอันเกิดจากการวิจัยครั้งนี้จะก่อให้เกิดการจัดการขยะพลาสติกและการมีส่วนร่วมของผู้คนในชุมชน ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศไทยได้ต่อไป

พล.ต.ประสาน แสงศิริรักษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า สำนักการวิจัยแห่งชาติและมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เล็งเห็นความสำคัญในงานวิจัยนวัตกรรมเสื้อเกราะกันกระสุน ซึ่งถือว่าเป็นคุณประโยชน์ให้กับกำลังพลของกองทัพบกเป็นอย่างดี รายการที่จะนำไปใช้ในพื้นที่เสี่ยง ให้เกิดความปลอดภัยรวมทั้งผลผลิตดังกล่าวจะเป็นต้นแบบในการลดขยะ โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่จะนำไปสู่การจัดการขยะอย่างยั่งยืนแบบบูรณาการ สำหรับเสื้อกันกระสุนนี้ ได้จัดทำตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ในแนวทางที่ว่า น้ำหนักเบา ผลิตภัณฑ์เหมาะสม สอดคล้องกับต้นทุนและเข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพอลิคาร์บอเนต ที่ได้จากไฟหน้ารถ ถุงน้ำยาล้างไต ยางจากรองเท้าแตะเป็นต้น ซึ่งหลังจากรับมอบ ก็จะนำไปมอบให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดน ซึ่งจากตรวจสอบพบว่าเสื้อเกาะดังกล่าวมีคุณสมบัติเบา และป้องกันกระสุนจากปืนพกสั้น ซึ่งอนาคตอยากให้พัฒนาคุณภาพที่สามารถป้องกันอาวุธปืนสงครามได้ต่อไป – 003

วช. ลงพื้นที่เกาะสมุย พร้อมนำงานวิจัยพัฒนาของฝากที่เป็นอัตลักษณ์ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/729014

วช. ลงพื้นที่เกาะสมุย พร้อมนำงานวิจัยพัฒนาของฝากที่เป็นอัตลักษณ์ชุมชน

วช. ลงพื้นที่เกาะสมุย พร้อมนำงานวิจัยพัฒนาของฝากที่เป็นอัตลักษณ์ชุมชน

วันเสาร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.30 น.

วช. ลงพื้นที่เกาะสมุย พร้อมนำงานวิจัยพัฒนาของฝากที่เป็นอัตลักษณ์ชุมชน และขับเคลื่อนต้นแบบ BCG Farming ด้วยวิจัยและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้ชุมชน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี  เพื่อเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ของฝากท้องถิ่นและรับฟังปัญหาของผู้ประกอบการ เพื่อนำงานวิจัยมาช่วยแก้ไขปัญหา พร้อมพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของฝากท้องถิ่นให้มีคุณภาพและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นผ่านโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเกาะสมุย” ดำเนินการโดย รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ แห่งคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการนำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการ “ศูนย์ BCG ต้นแบบเพื่อการสร้างชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน” พร้อม Kick off  การดำเนินโครงการระยะที่ 2 โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  โดยมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานบริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ พร้อมด้วย  ศ.(วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย รศ.ดร.ณัฐวุฒิ ดุษฎี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ นายสุธรรม สามทอง รองนายกเทศมนตรีเทศบาลนครเกาะสมุย และคณะนักวิจัย ร่วมนำเสนอความก้าวหน้าของโครงการฯ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2566 ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 

โดยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2566 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม เสริมสร้างคุณภาพชีวิต รวมถึงการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสนับสนุนในภาคส่วนต่าง ๆ โดย วช. ได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่ รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ แห่งคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะ ในการดำเนินโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเกาะสมุย” ด้วยกรอบแนวคิดในการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างบูรณาการมาประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และผลิตผลในท้องถิ่นทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อการอุปโภคและบริโภค ควบคู่กับการออกแบบพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นของชาวเกาะสมุย และตรงตามความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเกาะสมุย และส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสู่สากล

สำหรับผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชนจากโครงการฯ ที่เยี่ยมชม ประกอบด้วย กาละแมที่มีการพัฒนาสูตรและบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้มีการยืดอายุได้, ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันมะพร้าว อาทิ สบู่ ยาสระผม โลชั่นกันแดด, ผลิตภัณฑ์สกสมุนไพรท้องถิ่น ได้แก่ สบู่ ยาสระผม เจลล้างหน้า ยานวด และผลิตภัณฑ์จากใยกล้วย อาทิ กระเป๋าจากเชือกกล้วย กระเป๋าผ้ากล้วย สบู่กล้วย นอกจากนี้ การดำเนินโครงการวิจัยดังกล่าวยังก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ของฝากจาเกาะสมุยและผลิตผลท้องถิ่น รวมทั้งศูนย์เรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชน เพื่อเป็นต้นแบบแก่ชุมชนอื่น ๆ บริเวณใกล้เคียง และผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการนี้ทำให้ชุมชนชาวเกาะสมุยสามารถสร้างงานและสร้างรายได้ให้สามารถพึ่งตนเองได้ มีคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ชุมชนและสังคมต่อไป

ต่อมาวันที่ 5 พฤษภาคม 2566 ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ BCG Farming โดยมีวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ เป็นพื้นที่ต้นแบบนั้น ได้คณะนักวิจัยจาก วว. ดำเนินการ ซึ่งขณะนี้เข้าสู่ระยะที่ 2 โดยนักศึกษาและคณาอาจารย์ของวิทยาลัยฯ ร่วมกับชุมชนโดยรอบพื้นที่ต้นแบบ ได้ร่วมกันทำการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยใช้หลักการสอนทั้งเชิงวิชาการและฝึกฝนทักษะวิชาชีพ โดยได้รับเทคนิควิธีอย่างดียิ่งจากคณะนักวิจัย ทำให้คณาจารย์และเยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจและสามารถทำการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ร่วมกับการให้ความรู้ การขยายผลให้กับชุมชนโดยรอบพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ โครงการศูนย์ BCG Farming ได้ดำเนินโครงการตลอดห่วงโซ่ ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ผ่านการขับเคลื่อนโดยชุมชนในท้องที่ สู่การสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง และยั่งยืนต่อไป

สำหรับเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งเกาะสมุยมีพืชเศรษฐกิจหลักที่เป็นสัญลักษณ์ของเกาะ คือ มะพร้าว นอกจากนี้ ยังนำผลิตผลท้องถิ่นอื่น ๆ อาทิ กล้วย และสมุนไพร มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ สำหรับจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสำหรับสร้างรายได้ให้กับชุมชน ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะนักวิจัยหวังที่จะนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาบูรณาการร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น แล้วถ่ายทอดความรู้ที่ได้ให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ รวมถึงสถานศึกษา เพื่อให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเกาะสมุย ทั้งในรูปแบบของฝากหรือของใช้ในชีวิตประจำวันให้มีอัตลักษณ์แบบมีส่วนร่วมกับชุมชน ซึ่งจะมีการจัดทำแผนการผลิต แผนธุรกิจ การสร้างแบรนด์ และการเชื่อมโยงกับตลาด โดยโครงการทั้งสองโครงการนี้ถือเป็นการสนับสนุนการสร้างงานและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเกาะสมุยให้สามารถพึ่งตนเองได้ มีคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สังคมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สวยมาก! เผยภาพ’จันทรุปราคาเงามัว’ ปรากฏการณ์ความสว่างของดวงจันทร์ลดลงเล็กน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728979

สวยมาก! เผยภาพ'จันทรุปราคาเงามัว' ปรากฏการณ์ความสว่างของดวงจันทร์ลดลงเล็กน้อย

สวยมาก! เผยภาพ’จันทรุปราคาเงามัว’ ปรากฏการณ์ความสว่างของดวงจันทร์ลดลงเล็กน้อย

วันเสาร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 09.24 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เผยภาพจันทรุปราคาเงามัว บันทึกเมื่อเวลา 00:23 น. วันที่ 6 พฤษภาคม 2566  ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา ขณะเกิดปรากฏการณ์ความสว่างของดวงจันทร์ลดลงเล็กน้อย สังเกตด้วยตาเปล่าได้ไม่ชัดเจนนัก 

ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเงามัวในครั้งนี้ เกิดในคืนวันที่ 5 พฤษภาคม ถึงเช้ามืด 6 พฤษภาคม 2566  ช่วงเวลาประมาณ 22:14 – 02:31 น. ตรงกับคืนดวงจันทร์เต็มดวง ดวงจันทร์เข้าสู่เงามัวมากที่สุดเวลาประมาณ 00:22 น. ของวันที่ 6 พฤษภาคม 2566 จากนั้นจะค่อย ๆ เคลื่อนออกจากเงามัว จนสิ้นสุดปรากฏการณ์ในเวลาประมาณ 02:31 น. สังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ค่อนข้างยาก มองด้วยตาเปล่าไม่ชัดเจน แต่หากเปรียบเทียบความสว่างของดวงจันทร์ในช่วงเต็มดวง กับช่วงเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเงามัว จะพอสังเกตเห็นความแตกต่างได้ เนื่องจากดวงจันทร์โคจรเข้าไปในเงามัวของโลกบางส่วน และไม่ได้ผ่านเข้าไปในบริเวณเงามืด ดวงจันทร์จึงไม่ปรากฏเว้าแหว่ง จะยังคงมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวงแต่มีความสว่างในส่วนที่อยู่ในเงามัวลดลงเท่านั้น

สำหรับปรากฏการณ์จันทรุปราคาในประเทศไทยครั้งต่อไป จะเกิดอีกครั้งปลายปีนี้เป็น “จันทรุปราคาบางส่วน” ตรงกับวันที่ 29 ตุลาคม 2566
 

วช. ลงพื้นที่เกาะสมุย หนุนงานวิจัยยกระดับของฝากอัตลักษณ์ชุมชน สู่นักท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728881

วช. ลงพื้นที่เกาะสมุย หนุนงานวิจัยยกระดับของฝากอัตลักษณ์ชุมชน สู่นักท่องเที่ยว

วช. ลงพื้นที่เกาะสมุย หนุนงานวิจัยยกระดับของฝากอัตลักษณ์ชุมชน สู่นักท่องเที่ยว

วันศุกร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 17.18 น.

วช. ลงพื้นที่เกาะสมุย พบผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมหนุนงานวิจัยยกระดับของฝากอัตลักษณ์ชุมชน สู่นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

วันที่ 4 พฤษภาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และสื่อมวลชน ลงพื้นที่เกาะสมุย เพื่อเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ของฝากท้องถิ่นและรับฟังปัญหาของผู้ประกอบการ เพื่อนำงานวิจัยมาช่วยแก้ไขปัญหา พร้อมพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของฝากท้องถิ่นให้มีคุณภาพและมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเกาะสมุย” ดำเนินการโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ แห่งคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะ โดยมีคณะนักวิจัย พร้อมด้วยผู้นำชุมชนให้การต้อนรับ ณ เกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม เสริมสร้างคุณภาพชีวิต รวมถึงการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสนับสนุนในภาคส่วนต่าง ๆ โดย วช. ได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ แห่งคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะ ในการดำเนินโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเกาะสมุย” ด้วยกรอบแนวคิดในการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างบูรณาการมาประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และผลิตผลในท้องถิ่นทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อการอุปโภคและบริโภค ควบคู่กับการออกแบบพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นของชาวเกาะสมุย และตรงตามความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเกาะสมุย และส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสู่สากล

โดยเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งเกาะสมุยมีพืชเศรษฐกิจหลักที่เป็นสัญลักษณ์ของเกาะ คือ มะพร้าว โดยมะพร้าวเกาะสมุยมีอัตลักษณ์ที่สำคัญ นอกจากนี้ ยังนำผลิตผลท้องถิ่นอื่น ๆ อาทิ กล้วย และสมุนไพร มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ สำหรับจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสำหรับสร้างรายได้ให้กับชุมชน ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะนักวิจัยหวังที่จะนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาบูรณาการร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ของฝากเกาะสมุยให้มีอัตลักษณ์แบบมีส่วนร่วมกับชุมชน รวมทั้งจัดทำแผนการผลิต แผนธุรกิจ การสร้างแบรนด์ และการเชื่อมโยงกับตลาด ซึ่งจัดเป็นการสนับสนุนการสร้างงานและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนชาวเกาะสมุยให้สามารถพึ่งตนเองได้ มีคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สังคมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำหรับผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชนจากโครงการฯ ที่เยี่ยมชมครั้งนี้ ประกอบด้วย กาละแมที่มีการพัฒนาสูตรและบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้มีการยืดอายุได้, ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันมะพร้าว อาทิ สบู่ ยาสระผม โลชั่นกันแดด, ผลิตภัณฑ์สกสมุนไพรท้องถิ่น ได้แก่ สบู่ ยาสระผม เจลล้างหน้า ยานวด และผลิตภัณฑ์จากใยกล้วย อาทิ กระเป๋าจากเชือกกล้อย กระเป๋าผ้ากล้วย สบู่กล้วย นอกจากนี้ การดำเนินโครงการวิจัยดังกล่าวยังก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ของฝากจาเกาะสมุยและผลิตผลท้องถิ่น รวมทั้งศูนย์เรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ของฝากอัตลักษณ์ชุมชน เพื่อเป็นต้นแบบแก่ชุมชนอื่น ๆ บริเวณใกล้เคียง และผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการนี้ทำให้ชุมชนชาวเกาะสมุยสามารถสร้างงานและสร้างรายได้ให้สามารถพึ่งตนเองได้ มีคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ชุมชนและสังคมต่อไป
 

นายกฯจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728713

นายกฯจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

นายกฯจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 21.02 น.

วันที่ 4 พฤษภาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2566 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

จุฬาฯ สานพลัง กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สธ. ผลิตหลักสูตรระยะสั้นด้านสุขภาพและการแพทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728662

จุฬาฯ สานพลัง กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สธ. ผลิตหลักสูตรระยะสั้นด้านสุขภาพและการแพทย์

จุฬาฯ สานพลัง กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สธ. ผลิตหลักสูตรระยะสั้นด้านสุขภาพและการแพทย์

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.10 น.

ครั้งแรกในไทย!! จุฬาฯ สานพลัง กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สธ. ผลิตหลักสูตรระยะสั้นด้านสุขภาพและการแพทย์ สำหรับผู้บริหารระดับสูงและผู้ประกอบการด้านสุขภาพ ผลักดันอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยสู่นานาชาติ

เมื่อวันพุธที่ 3 พฤษภาคม 2566 ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (จามจุรี 10) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ พัฒนาหลักสูตร Lifelong Learning ด้านสุขภาพและการแพทย์ สำหรับบุคลากรสาธารณสุขและภาคธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพและการแพทย์ทุกระดับ เพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพบุคลากรในอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของวิทยาศาสตร์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ สอดรับกับกระแสโลก ตลอดจนร่วมกันจัดทำโครงการจัดการความรู้ การพัฒนางานวิจัย รวมทั้งพัฒนานวัตกรรมที่เป็นผลิตภัณฑ์ และ/หรือ นวัตกรรมการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขต่อไปในอนาคต โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต
เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายแพทย์สุระ วิเศษศักดิ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามความร่วมมือในครั้งนี้

การลงนามความร่วมมือระหว่าง 2 องค์กรในครั้งนี้เกิดจากวิสัยทัศน์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรมสนับสนุนบริการสุขภาพที่สอดคล้องกันที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของวิทยาการความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในระดับโลกถือเป็นโอกาสของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยด้วยอุตสาหกรรมการแพทย์ จึงจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรในด้านการธุรกิจและบริการด้านสุขภาพรองรับการเติบโต โดยเน้นรูปแบบการเรียนรู้ที่ครอบคุลมทุกช่วงวัย มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) จึงเป็นที่มาของผนึกกำลังระหว่างองค์กร เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรระยะสั้นภายใต้ของตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้

ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมุ่งหวังที่จะนำความรู้วิชาการทางด้านสุขภาพและการแพทย์ใหม่ ๆ ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมาถ่ายทอดสู่ผู้นำของประเทศที่มีสมรรถนะในการสร้างสรรค์องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน มุ่งสู่ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) 17 เป้าหมาย การที่จุฬาฯ ได้ผนึกกำลังร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพในครั้งนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพบุคลากรในอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนในการพัฒนากำลังคนของประเทศที่มีประสิทธิภาพสูงของประเทศต่อไป

นายแพทย์สุระ วิเศษศักดิ์ อธิบดี กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข มีพันธกิจที่มุ่งพัฒนากำลังคนคุณภาพในระบบเศรษฐกิจสุขภาพ หลักสำคัญคือการผลักดันและส่งเสริมให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศได้เพิ่มพูนทักษะ ประสบการณ์ และเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยในการขับเคลื่อนในการพัฒนากำลังคนของประเทศที่มีประสิทธิภาพสูง ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ในรูปแบบหลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิต จึงเกิดความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจะมีความร่วมมือกันในการพัฒนาหลักสูตรการจัดการความรู้ พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคลากร

เพื่อตอกย้ำเจตนารมย์ของความร่วมมือดังกล่าว จึงได้เปิดตัวแนะนำหลักสูตรระยะสั้นสำหรับผู้บริหารระดับสูงด้านการแพทย์และธุรกิจสุขภาพ หลักสูตรแรกของประเทศไทย หลักสูตร “เวฬา” หรือ “Vitality Enhancement & Longevity Academy (VELA)” ซึ่งเป็นหลักสูตรภายใต้ความร่วมมือระหว่างระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ โดยรวมองค์ความรู้ล้ำสมัย เช่น การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) เวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม (Reverse Aging) สุขภาพเพศกับการมีอายุยืน (Sexual Health & Longevity) เวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) การนอนหลับ และสุขภาพจิต (Sleep and Mental Health) เป็นต้น เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้บริหาร/ผู้ประกอบการด้านธุรกิจและการให้บริการด้านสุขภาพทั้งในภาครัฐและเอกชนได้นำความรู้ที่ได้จากการอบรมหลักสูตรนี้ไปใช้พัฒนาองค์กรและพัฒนาธุรกิจให้มีความโดดเด่นในด้านมาตรฐานการให้บริการทัดเทียมกับกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ระดับนานาชาติ

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับรายละเอียดหลักสูตร หลักสูตร “เวฬา”
หรือ “Vitality Enhancement & Longevity Academy (VELA)”  และหลักสูตรอื่น ๆ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
ได้ที่ เว็บไซต์ https://lifelong.chula.ac.th/vela