ปลัดมท.เชิญชวนพี่น้องปชช.ร่วมโครงการเดิน-วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728591

ปลัดมท.เชิญชวนพี่น้องปชช.ร่วมโครงการเดิน-วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'

ปลัดมท.เชิญชวนพี่น้องปชช.ร่วมโครงการเดิน-วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.31 น.

“ปลัดมหาดไทย”เชิญชวนพี่น้องประชาชน-ทุกภาคีเครือข่าย ร่วมโครงการเดิน-วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2566 รายได้ส่วนหนึ่งสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา และมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เนื่องในวันที่ 4 พฤษภาคม 2566 เป็นวันฉัตรมงคล ซึ่งเป็นวันสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี และพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” โดยทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานับประการ  อาทิ ด้านการศึกษา ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านการต่างประเทศ ด้านเกษตรกรรม ด้านพระศาสนา ด้านกีฬา ด้านการทหาร ด้านการบิน และด้านราชการ โดยพระองค์ท่านให้ความสำคัญทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษาทรงเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษา ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชทรัพย์ร่วมสนับสนุนก่อตั้งโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร และทรงรับโรงเรียนไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ พระราชทานวัสดุอุปกรณ์การศึกษาที่ทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ อีกทั้ง มอบทุนช่วยเหลือเยาวชนที่เรียนดี ขยันหมั่นเพียร ประพฤติดี มีคุณธรรม และฐานะยากจน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง โดยสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงด้านสังคมสงเคราะห์ ทรงพระกรุณาห่วงใยการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนที่ด้อยโอกาส

“เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสืบสานพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงได้จัดโครงการเดิน-วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2566 โดยกำหนดจัดโครงการตั้งแต่วันที่ 1 – 31 พฤษภาคม  2566 ณ สถานที่ที่จังหวัดกำหนด โดยมี วัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2566 2) เพื่อนำเงินรายได้จากการดำเนินงานเป็นทุนในการช่วยเหลือเด็ก เยาวชน และประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้ 3) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โดยรายได้ ส่วนหนึ่งสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา และ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน  ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่เยาวชนผู้ยากไร้ ด้อยโอกาสทุกจังหวัด ให้มีโอกาสได้รับการศึกษา มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้” ปลัด มท.กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ภาคีเครือข่ายต่าง ๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อสารมวลชน มูลนิธิ สมาคม ชมรม บริษัท ห้างร้าน และผู้มีจิตศรัทธาในทุกจังหวัดเข้าร่วมโครงการเดิน-วิ่งเฉลิมพระเกียรติ ปี 2566 ณ สถานที่ที่จังหวัดกำหนด เพื่อมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเด็ก เยาวชน และประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป

– 006

ข่าวดีรับเปิดเทอม ลดราคา‘ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน อินเทอร์เน็ต’ เริ่มวันนี้-31 พ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728549

ข่าวดีรับเปิดเทอม ลดราคา‘ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน อินเทอร์เน็ต’ เริ่มวันนี้-31 พ.ค.นี้

ข่าวดีรับเปิดเทอม ลดราคา‘ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน อินเทอร์เน็ต’ เริ่มวันนี้-31 พ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 09.55 น.

‘ทิพานัน’ แจ้งข่าวดีผู้ปกครองรับเปิดเทอม โครงการลดราคาสินค้าชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน อินเทอร์เน็ต เริ่มแล้ววันนี้-ถึง 31 พ.ค.นี้ โชว์ผลงาน ‘ประยุทธ์’ พัฒนาการศึกษา ศักยภาพการศึกษา เพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวปี 66-69 พร้อมเพิ่มค่าอาหารกลางวัน

4 พฤษภาคม 2566 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ผลักดันให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง เท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำและมีมาตรฐานก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในช่วงใกล้เปิดเทอมนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานต่างๆ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยเฉพาะในช่วงใกล้เปิดเทอมนี้ กรมการค้าภายในได้จัดโครงการลดราคาชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน อินเทอร์เน็ต เพื่อเตรียมพร้อมการเปิดเทอมของเด็กนักเรียน ซึ่งสามารถซื้อสินค้าได้ที่ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าที่ร่วมโครงการ ลดราคาสูงสุดถึง 85% มีทั้งหมด 11 หมวดดังนี้

1. เครื่องแบบนักเรียน 2.รองเท้า / ถุงเท้า 3.กระเป๋าเรียน 4.ตำราเรียนและหนังสือ 5.เครื่องเขียน 6.สื่อการเรียนการสอน 7.อุปกรณ์ไฟฟ้า 8.อุปกรณ์สำนักงาน 9.อินเทอร์เน็ต / อุปกรณ์ 10.แพลตฟอร์มออนไลน์ และ11.เบ็ดเตล็ด ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการค้าภายใน สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://www.dit.go.th/ หรือโทร. 0 2507 5530 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 พฤษภาคมนี้

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ทั้งนี้ จากนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้ให้หน่วยงานต่างๆ มอบของขวัญปีใหม่2566ให้กับประชาชน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการได้ เพิ่มค่าใช้จ่ายอุดหนุนรายหัว ตั้งแต่ระดับอนุบาล – ม.ปลาย และ ปวช. ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ทั้งใน – นอกระบบ โดยปรับต่อเนื่อง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2569 ซึ่งจะครอบคลุมค่าจัดการเรียนการสอน เช่น สื่อ วัสดุการสอน ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ โดยปีสุดท้ายจะเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึง 20% อีกทั้งค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เช่น กิจกรรมวิชาการ ทัศนศึกษา ฯลฯ ปีสุดท้ายเพิ่มขึ้นจากปี 2565 อีก 30% รวมทั้งค่าอุปกรณ์การเรียน เพิ่มขึ้น 15% ตั้งแต่ปี 2566 และคงที่ในปีต่อ ๆ ไป สำหรับค่าเครื่องแบบนักเรียน เพิ่มให้ครบ 1 ชุด และเพิ่มเติมอีก 1 ชุด หากผู้ปกครองถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นับเป็นการปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนครั้งใหญ่ในรอบกว่า 10 ปี  ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระรายจ่ายของผู้ปกครองนักเรียนกว่า 11.5 ล้านคน ช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ครอบครัว และเพิ่มศักยภาพของสถานศึกษาในการจัดและพัฒนาคุณภาพการศึกษาอีกด้วย

พร้อมกันนี้ ยังปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวัน “จัดสรรมื้อคุณภาพส่งตรงจาก ศธ.” จะช่วยเพิ่มความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มมื้ออาหารคุณภาพให้เด็กไทยในครั้งนี้ ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 3,500 ล้านบาท เพื่อให้นักเรียนชั้นเด็กเล็ก – ป.6 ทุกสังกัด ได้ทานอาหารครบ 5 หมู่ โดยปรับตามขนาดของโรงเรียน ดังนี้ นักเรียน 1 – 40 คน อัตรา 36 บาท/คน/วัน, นักเรียน 41 – 100 คน อัตรา 27 บาท/คน/วัน, นักเรียน 101 – 120 คน อัตรา 24 บาท/คน/วัน และนักเรียน 121 คน ขึ้นไป อัตรา 22 บาท/คน/วัน เพื่อให้เด็กมีโภชนาการที่ดี สุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ เติบโตสมวัยมีพัฒนาการด้านเรียนรู้และเสริมภูมิต้านทานโรค

“พล.อ.ประยุทธ์ มุ่งพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะการวางรากฐานตั้งแต่วัยเด็กมมาอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ในทุกช่วงวัยเพื่อเพิ่มศักยภาพคน ยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาประเทศอย่างมั่นคง ยั่งยืนต่อไป” น.ส.ทิพานัน กล่าว

กรุงเทพธนาคม จับมือ มจธ. ซ่อมบำรุง เรือโดยสารไฟฟ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728414

กรุงเทพธนาคม จับมือ มจธ.  ซ่อมบำรุง เรือโดยสารไฟฟ้า

กรุงเทพธนาคม จับมือ มจธ. ซ่อมบำรุง เรือโดยสารไฟฟ้า

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานบริษัท กรุงเทพธนาคมจำกัด ผศ.ดร.ประแสง มงคลศิริ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี และรศ.ดร.ธเนศ ธนิตย์ธีรพันธ์ คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมลงนามศึกษาค้นคว้าและวิจัยทางวิศวกรรม เพื่อหาวิธีการ
ที่เหมาะสมในการใช้งาน ดูแลรักษาและในการซ่อมบำรุงเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) ในคลองผดุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบขับเคลื่อนและระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า (แบตเตอรี่) ของเรือ รวมทั้งแนวทางในการลดค่าใช้จ่ายในการเดินเรือเพื่อการให้บริการที่ยั่งยืนต่อไป

สำหรับแนวทางการดำเนินงานระยะแรก เบื้องต้น มจธ. จะจัดเก็บข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการใช้พลังงานของแบตเตอรี่ชุดใหม่ที่ทางบริษัทได้จัดซื้อมาใช้ทดแทนแบตเตอรี่เดิมที่เสื่อมสภาพ โดยจะเน้นการบริหารจัดการเรื่องการใช้พลังงาน หาวิธีในการควบคุมอุณหภูมิที่สูงภายในห้องเก็บแบตเตอรี่ และการดูแลบำรุงรักษาที่จะยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้นภายใน 6-8 เดือนนี้ นอกจากนี้ จะทำการศึกษา ค้นคว้า วิจัย เพื่อหาพารามิเตอร์ที่เหมาะสมของแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน (Li-ion) ที่ใช้กับเรือพลังงานไฟฟ้านี้ รวมถึงข้อมูลทางด้านเทคนิคที่เกี่ยวกับชุดต้นกำลังแบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ในการเดินเรือ และวิเคราะห์หาวิธีการปรับปรุงเรือที่เหมาะสมสำหรับการยืดอายุการใช้งานหรือการดูแลรักษาแบตเตอรี่ นอกจากนี้
จะทำการศึกษา วิเคราะห์และกำหนดวิธีการหรือแนวทางในการใช้งานและการดูแลรักษาหรือซ่อมบำรุงที่เหมาะสมต่อไป

วิทยาลัยเกษตรฯ 24 แห่ง อบรม องค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728416

วิทยาลัยเกษตรฯ 24 แห่ง อบรม  องค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

วิทยาลัยเกษตรฯ 24 แห่ง อบรม องค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ปริเวท วรรณโกวิท ผู้จัดการโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ กล่าวว่า โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ โดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ให้อาจารย์จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 24 แห่งทั่วประเทศ จำนวน 53 คน โดยเน้นในเรื่องการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และถ่ายทอดองค์ความรู้ในเรื่องหลักการบริหารจัดการน้ำ ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตั้งแต่ฝึกทักษะการคิดเชิงระบบ (System Thinking) การสำรวจและเก็บข้อมูลเพื่อการวางผังน้ำชุมชน และการบริหารจัดการน้ำไปใช้ในชุมชน โดยเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน และใช้นวัตกรรมในการเรียนรู้ เพื่อนำความรู้ที่ได้กลับไปขยายผลต่อในวิทยาลัยฯ และชุมชนของตัวเอง และได้ลงพื้นที่สำรวจเพื่อศึกษาหน้างานจริง เมื่อปลายเดือนเมษายน 2566 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

ดร.ปริเวทกล่าวต่อไปว่านอกจากภาคทฤษฎีแล้ว ผู้เข้าอบรมยังได้ไปดูตัวอย่างชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำจากปราชญ์ชุมชน “ป้าน้อย” นางสนิท ทิพย์นางรอง ผู้นำการจัดการน้ำชุมชนบ้านลิ่มทอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีผลงานโดดเด่นในการบริหารจัดการน้ำชุมชนจนได้รับรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซาก ทำให้เกษตรกรมีอาชีพมีน้ำใช้มีรายได้เพิ่มขึ้น 300% ถือเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง หรือ Change Agents ที่จะนำองค์ความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดสู่นักศึกษา และชุมชนต่อไป

นอกจากจะมีการฝึกอบรมผู้บริหาร อาจารย์ และบุคลากรของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังได้มีการส่งนักศึกษาหลักสูตร “ชลกร” ไปฝึกงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อเรียนรู้งานจริงในพื้นที่จริง และกำลังเตรียมรับสมัครรุ่นที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักเรียนสมัครเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก

สกสว.จัดเสวนาออนไลน์แผนงานวิจัย หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ EP.1: ChatGPT AI Chatbot

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728511

สกสว.จัดเสวนาออนไลน์แผนงานวิจัย หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ EP.1: ChatGPT AI Chatbot

สกสว.จัดเสวนาออนไลน์แผนงานวิจัย หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ EP.1: ChatGPT AI Chatbot

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 20.45 น.

สกสว.จัดเสวนาออนไลน์ แผนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ EP.1: “ChatGPT AI Chatbot”

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)  จัดเสวนาออนไลน์ แผนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ EP.1: “ChatGPT AI Chatbot” เพื่อแนะนำองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมทางด้านดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะในประเด็น ChatGPT เพื่อหารือโจทย์การวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์อนาคต และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี Generative AI (เช่น ChatGPT) กับการสร้างสรรค์เศรษฐกิจดิจิทัล โดยมี ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ร่วมบรรยายพิเศษ “OpenThaiGPT: ChatGPT Opensource ภาษาไทย โดยคนไทย” ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้ร่วมก่อตั้ง ZTRUS ร่วมบรรยายพิเศษ “What we should know about Generative AI in 2023 : สิ่งที่เราน่าจะรู้ เกี่ยวกับ Generative AI ในปี 2566″  และ ดร.ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล กรรมการผู้จัดการบริษัท กสิกร แล็บส์ จำกัด ร่วมบรรยายพิเศษ “Generative AI : Challenges and Opportunities in Business” 

โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร. พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว.ได้จัดทำแผนด้าน ววน. 2566-2570 เพื่อเป็นเครื่องมือกำหนดเป้าหมายการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการพัฒนา “พลิกโฉมให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน” ซึ่งปัจจุบัน คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติ แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ปี 2566-70 หรือแผนระยะ 5 ปี ใน 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้มี ความสามารถในการแข่งขัน และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมสู่อนาคต โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและ นวัตกรรม

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ ก้าวหน้าล้ำยุค เพื่อสร้างโอกาสใหม่และความพร้อมของประเทศในอนาคต และ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นฐานการ ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม

ในส่วนนี้ขอกล่าวถึง ยุทธศาสตร์ที่ 1 ที่มุ่งเน้นการดำเนินงาน 8 เรื่อง และ หนึ่งในจำนวนนี้เป็นเรื่องปัญญาประดิษฐ์ ด้วยตระหนักว่า เทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการนำมาประยุกต์ใช้อย่างเร่งด่วนในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลได้  

ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร บรรยายว่า OpenThaiGPT จะเป็น AI Chatbot ภาษาไทย ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี AI โดยช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทำให้คนไทย และประเทศไทยมีเทคโนโลยี AI ของตัวเอง โดยปัจจุบันหลายองค์กรสามารถเข้าไปใช้บริการ ChatGPT เพื่อเพิ่มช่องทางถามตอบ หรือ แนะนำผลิตภัณฑ์ต่างๆ นอกจากการเข้าไปใช้บริการแล้ว ผู้ประกอบการยังสามารถต่อยอดแอปพลิเคชัน ที่ทำให้เกิดผู้ประกอบการ หรือ สตาร์ทอัพ รายใหม่ๆ และบริการดิจิทัลใหม่ๆ เพิ่มขึ้น 

โดยที่ผ่านมามีการพัฒนา AI อย่างต่อเนื่องแบ่งเป็น 3 ยุค ยุคแรก คือ Artificial Narrow Intelligence (ANI) AI ที่มีความถนัดในศาสตร์แขนงใด แขนงหนึ่ง เท่านั้น ยุคที่ 2 Artificial General Intelligence (AGI) AI ที่มีความสามารถเรียนรู้ การใช้เหตุผล แก้ไขปัญหา สร้างกลยุทธ์และตัดสินใจได้ในสภาวะที่ไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ได้ โดยขณะนี้เราอยู่ช่วงยุคที่ 2 ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ChatGPT ที่มีความสามารถเทียบเท่ามนุษย์ สามารถสอบแพทย์ กฎหมายผ่าน และ ยุคที่ 3 Artificial Super Intelligence (ASI) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง มีความฉลาดเหนือมนุษย์

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม บรรยายว่า Generative AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราเข้าถึงชุดข้อมูลที่มีอยู่ และ การนำข้อมูลมาสร้างใหม่ ด้วยอัลกอริทึมแบบ Generative Model ที่สามารถนำมาใช้งานหลากหลาย เช่น การสร้างภาพ การประมวลผล การสร้างเสียงดนตรี ที่เราต้องเร่งศึกษาเรียนรู้ จุดอ่อน จุดแข็งและการใช้จากเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม นอกจากการวิจัยพัฒนา ต่อยอดทางเทคโนโลยีแล้ว การพัฒนาคนให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญเช่นกัน เพราะอย่างไรมนุษย์จำเป็นต้องทำงานร่วมกับ AI 

ทั้งนี้ในบริบทของการร่วมพัฒนา AI ของไทย ยังมีโจทย์ที่ท้าทายในการผสมผสานระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยี และ ด้านสังคมศาสตร์ เพื่อให้ AI สามารถเข้าใจเหตุและผล (Explainable AI) และประเด็นทางด้านการดูแล และกำหนดการใช้งานให้กับ AI ทำงานร่วมกับมนุษย์ โดยเฉพาะในบริบทของคนไทย  ท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีจะมาช่วยสร้างประโยชน์ ให้คนไทย ในหลากหลายมิติได้อย่างเหมาะสม
 
ดร.ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล บรรยายว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั้นสามารถสร้างผลลัพธ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ข้อความ, ภาพ, เสียง, วิดีโอ, โค้ดคอมพิวเตอร์ ฯลฯ จากชุดข้อมูล ชุดคำสั่ง หรือคำอธิบายที่มนุษย์ป้อนเข้าไป (Input Prompts) โดยการวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาเทคโนโลยี การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือ และการพัฒนาขีดความสามารถ ในปัจจุบันสอดคล้องกับเทรนด์ AI และ ความท้าทายในปัจจุบัน เช่น การสร้างภาพเสมือนจริงของบุคคล เพื่อทำให้เราเห็นภาพในอนาคต ว่า ร่างกาย หรือ รูปร่างของเรานั้นจะเป็นอย่างไร และจะต้องเตรียมวางแผนการดูแลตนเอง การใช้ชีวิตต่อไป เช่นเดียวกับการใช้ AI มาช่วยให้เราได้รู้เท่าทัน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หรือ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ที่มีการปลอมเป็นตัวบุคคล เพื่อสื่อสารข่าวปลอม การตรวจสอบสิทธิความเป็นเจ้าของในตัวของภาพถ่าย กราฟฟิกต่างๆ และ เรื่อง Interpretability and Correctness หรือ การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ที่ทุกธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญ 

การจัดงานในครั้งนี้ สกสว.ได้ข้อมูลสำคัญ ที่จะนำไปสู่การกำหนดโจทย์การพัฒนาสำคัญที่จะช่วยทำให้สามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญของแผนงาน การพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะรวมทั้งหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การบริการและพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขันได้ต่อไป

กรมการพัฒนาชุมชนชูศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728491

กรมการพัฒนาชุมชนชูศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรม

กรมการพัฒนาชุมชนชูศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรม

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 19.29 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ชูศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP  ผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรม เปิดพื้นที่จัดแสดงสินค้าสร้างรายได้สู่ชุมชน

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย สนับสนุนผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมจากผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP จัดงาน “กิจกรรมการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตผู้ประกอบการประเภทผ้าและหัตถกรรม จุดดำเนินการที่ 1 รุ่นที่ 1 กรุงเทพมหานครฯ ”  โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดกิจกรรม ภายในงานพบกับกิจกรรมการให้คำปรึกษา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ของผู้ประกอบการประเภทผ้า และหัตถกรรม   

งานครั้งนี้ มีเหล่าผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมงานอาทิ นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, นางสาวณัฐนิช อินทสระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น,  นายกัมปนาทจักรวาล วิเวศ ศรีพุทธา หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน และพัฒนาการจังหวัดในโซนภาคกลาง พร้อมด้วย ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทย และงานหัตถกรรม ในเขตพื้นที่จังหวัดภาคกลาง กว่า 100 คน ร่วมในพิธีฯ  และได้รับเกียรติจากคณะที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาเข้าร่วมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ  อาทิ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบลายผ้าและพัฒนาผ้าไทย, นายภูภวิศ กฤตพลนารา ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น, นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น,  นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น, อาจารย์ ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น,  นายนุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นใยและการย้อมสีธรรมชาติ (BCG), ผศ.ดร.มยุรี ศรีกุลวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์, ผศ. ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น, อาจารย์ ดร.กรกลด คำสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น ร่วมให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการ OTOP ผ้าไทยและงานหัตกรรม ณ ห้องประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพฯ

ศูนย์คุณธรรม เฟ้นหาต้นแบบสื่อคัดเลือกรางวัล MORAL AWARDS 2022 ครั้งที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728481

ศูนย์คุณธรรม เฟ้นหาต้นแบบสื่อคัดเลือกรางวัล MORAL AWARDS 2022 ครั้งที่ 3

ศูนย์คุณธรรม เฟ้นหาต้นแบบสื่อคัดเลือกรางวัล MORAL AWARDS 2022 ครั้งที่ 3

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.45 น.

ศูนย์คุณธรรม จัดงาน “MORAL AWARDS 2022” ครั้งที่ 3  เพื่อค้นหาสื่อ  บุคคล  ชุมชนและองค์กร จากพื้นที่เล็ก ๆ กระจายสู่ระดับภูมิภาค จังหวัด และระดับประเทศ เพื่อขยายผลความดีสู่สาธารณะ ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศ  ให้เป็นแบบอย่างที่ดีงามด้านพฤติกรรม เกิดเป็นอัตลักษณ์ของคนไทย สู่สายตานานาชาติต่อไป

3 พ.ค.66 ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “MORAL AWARDS 2022” โดยมี รศ.นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิศูนย์คุณธรรม ร่วมแถลงข่าวฯ ณ ห้อง Function Eleven ชั้น 11 โรงแรม สยามแอ็ทสยาม ดีไซน์  โฮเทล กรุงเทพฯ และถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand

โดยกิจกรรมในงาน รศ.นพ.สุริยเดว  ร่วมบรรยายพิเศษ “Digital เปลี่ยนโลก Moral เปลี่ยนคุณ” นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนา “คนดีมีพื้นที่ยืน ความดีมีพื้นที่ในสังคม จากรางวัล MORAL AWARDS 2021” ประกอบด้วย ผู้แทนรางวัลประเภทบุคคล นพ.ฐาปนันท์ มหิศนันท์ นายแพทย์ประจำโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ จ.หนองคาย  ผู้แทนรางวัลประเภทชุมชน/องค์กร ว่าที่ร.ต.ชาติชาย ยอดมิ่ง ผู้นำชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดฝั่งคลองต.เกาะหวาย จ.นครนายก และผู้แทนรางวัลประเภทสื่อ นายประสาน อิงคนันท์ เจ้าของเพจมนุษย์ต่างวัย 

รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวว่า MORAL AWARDS 2022นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกคน ทุกภาคส่วนในสังคมให้ความสำคัญ ตระหนักถึงการร่วมกันสร้างสรรค์สังคมคุณธรรม โดยเริ่มจากตัวบุคคล ชุมชน/องค์กร จากพื้นที่เล็ก ๆ กระจายสู่วงกว้าง สู่ระดับภูมิภาค จังหวัด และระดับประเทศ  โดยปีนี้ ศูนย์คุณธรรมได้ยกระดับการประกาศ ยกย่อง ให้ครอบคลุม ครบองค์ประกอบมากยิ่งขึ้น ดำเนินการภายใต้รางวัลที่ชื่อว่า MORAL AWARDS 2022 เพื่อค้นหา ยกย่อง บุคคล ชุมชน/องค์กร และสื่อ ในแต่ละ Sector ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม ทั้งในพื้นที่ส่วนกลางและท้องถิ่น ของสังคมไทย ที่เป็นแบบอย่างด้านพฤติกรรมด้านคุณธรรมควรค่าแก่การยกย่อง เพื่อสื่อสาร รณรงค์และขยายผลความดีให้เป็นแนวทางต่อการนำไปปรับใช้ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ร่วมเป็นคณะทำงานในการพิจารณาคัดเลือกผลงานและผู้เหมาะสมเข้ารับรางวัล MORAL AWARDS 2022 นี้ และจะมีพิธีประกาศผลรางวัลฯ  ในงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 13  ในวันที่ 31 สิงหาคม 2566 นี้

สำหรับ รางวัล MORAL AWARDS 2022 นี้มีทั้งหมด 3 ประเภท (รวม 177 รางวัล) คือ ประเภทสื่อ แบ่งเป็น 9 สาขา ได้แก่ สื่อละคร, สื่อภาพยนตร์, คลิปวิดีโอสั้นที่เผยแพร่ทางโซเซียลมีเดีย, สื่อโฆษณา, บทเพลง, รายการวิทยุ, รายการโทรทัศน์, สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อดิจิทัล สาขาละ 3 รางวัล รวม 27 รางวัล ซึ่งจะได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท ประเภทบุคคล จำนวน 100 รางวัล จะได้รับเข็มเชิดชูเกียรติ พร้อมเกียรติบัตร และประเภทชุมชนและองค์กร จำนวน 50 รางวัล จะได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อสร้างพื้นที่ความดีให้เกิดขึ้นในสังคม ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมไทย รวมถึงการสื่อสารรณรงค์ ขยายผลความดีที่ควรค่าแก่การยกย่องให้เป็นแนวทางต่อการนำไปปรับใช้และขยายผลในสังคมไทย  

นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลฯ ศูนย์คุณธรรมจะรวบรวมเรื่องราวจัดทำเป็นสื่อเพื่อการเผยแพร่ขยายผลต่อสาธารณะ ผ่านช่องทางต่างๆ รวมทั้ง ประกาศ ยกย่อง เป็น Hall of Fame ในรูปแบบแพลตฟอร์มออนไลน์ (www.moralawards.com) ซึ่งนอกจากจะเป็นการโชว์คุณงามความดีแล้ว ประชาชนจะสามารถมาแชร์ และเชื่อมต่อความดีที่ปรากฏนี้ได้ผ่าน Hall of Fame แพลตฟอร์มออนไลน์ของศูนย์คุณธรรม 

รศ.นพ.สุริยเดว  กล่าวว่า หวังเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสื่อมวลชนจะให้การตอบรับที่ดีในการช่วยเป็นกระบอกเสียง ประชาสัมพันธ์โครงการนี้ออกไปให้เป็นที่รู้จักในสังคมไทย เพื่อให้เราได้ค้นพบ กลุ่มของบุคคล ชุมชน/องค์กร และสื่อ ที่น่ายกย่องในพฤติกรรมด้านคุณธรรม เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคมไทย ทั้งนี้ ขอความร่วมมือพี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนร่วมกันขยายผลความดีที่ควรค่าแก่การยกย่องนั้น เพื่อสะท้อนต่อระบบที่มีคุณธรรม และเป็นแนวทางในการปรับใช้ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมบ้านเมืองเราต่อไป เพราะ คนดีมีพื้นที่ยืน ความดีมีพื้นที่ในสังคม คุณธรรม คุณทำได้  ผอ.ศูนย์คุณธรรม กล่าว

ผู้สนใจสามารถเสนอผลงาน/รายชื่อ ประเภทสื่อ ปิดรับผลงาน ภายในวันพฤหัสบดีที่ 15  มิ.ย. 2566 และประเภทบุคคล ชุมชนและองค์กร ภายในวันพุธ ที่ 31 พ.ค.2566 โดยถือวันส่งต้นทางประทับตราเป็นสำคัญ  ผ่าน 3 ช่องทางดังนี้1.ทางเว็บไซต์ http://www.moralawards.com 2.ทางไปรษณีย์  และ3.ส่งผลงานด้วยตนเองที่ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เลขที่ 69 /16-17 อาคารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 ทั้งนี้ จำเป็นต้องแนบไฟล์ผลงานบันทึกลงแฟลชไดรฟ์ (ไฟล์ AVI, WMV, MP4, MOV ฯลฯ ไฟล์เอกสาร PDF และ Link ผลงาน) 

สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ นางสาว วรรธนันท์ วัฒนเศรษฐบำรุง โทร.  062-631-9971 นางสาว ญาดา อาสานะพันธุ์  โทร.  089-499-4045 นางสาว นันทพร ทาวะระ  โทร.  081-552-6390 นาย จักราชัย ทองเพ็ชร์  โทร.  088-484-8840  และ นางสาว สาริณี ถูกจิตร  โทร.  089-499-0648

สพฐ.ดีเดย์! มิ.ย.สอบ’ครูผู้ช่วย’ เล็งจัดสอบ ว16 หลังเลื่อนยาว 2 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728369

สพฐ.ดีเดย์! มิ.ย.สอบ'ครูผู้ช่วย' เล็งจัดสอบ ว16 หลังเลื่อนยาว 2 ปี

สพฐ.ดีเดย์! มิ.ย.สอบ’ครูผู้ช่วย’ เล็งจัดสอบ ว16 หลังเลื่อนยาว 2 ปี

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.26 น.

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีบุคลากรสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และบุคลากรจากส่วนกลางบางคน เข้าใจผิดเรื่องการปรับโครงสร้างบริหารงานในเขตพื้นที่ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเข้าใจว่าจะมีการยุบกลุ่ม รวมกลุ่มภายในหน่วยงาน ซึ่งตนขอยืนยันว่า สพฐ. ไม่มีนโยบายเพิ่มหรือปรับลดหน่วยงานทั้งในเขตพื้นที่ฯ และส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังมีความสับสนเรื่องแบบเรียนภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประเด็นดราม่า เช่น การกินไข่ต้มครึ่งใบ การบริจาคเงิน และการกินข้าวมันไก่ใส่น้ำปลา ซึ่งขอทำความเข้าใจว่า เราใช้แบบเรียนเล่มดังกล่าวมา 13 ปีแล้ว และแบบเรียนภาษาพาทีเล่มนี้ เป็นเพียงสื่อการเรียนการสอนที่ถูกจัดทำขึ้นมาโดยผูกเรื่องราวให้ได้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน ส่งเสริมให้นักเรียนอ่านจับใจความ ต้องการให้เด็กเห็นคุณค่า คุณธรรมแห่งความดีงาม จึงได้สมมุติเรื่องราวขึ้นมา เพื่อให้นักเรียนเข้าใจว่าความสุขของการใช้ชีวิตอยู่ที่จิตใจ และการปฏิบัติตน ไม่ใช่เงินทอง เจตนารมณ์ของเนื้อเรื่อง จึงไม่ได้มุ่งไปเรื่องโภชนาการ ทั้งนี้ สพฐ. ยินดีรับฟังเพื่อนำเรื่องดังกล่าวไปปรับปรุงเนื้อหาการเรียนให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ครูสามารถเลือกสื่อเล่มนี้ไปใช้สอนเพื่อให้นักเรียนเกิดการคิดวิเคราะห์ได้

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ขณะนี้ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)  ประจำเขตพื้นที่การศึกษา พิจารณาโยกย้ายข้าราชการครูเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ในห้วงเวลาที่ครูเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่ จึงอยากให้ครูอย่าประวิงเวลา ขอให้เร่งมอบหมายงานในหน้าที่ของตน และไปรับตำแหน่งใหม่ให้ทันเปิดภาคเรียนวันที่ 15 พฤษภาคม นี้ ส่วนโรงเรียนที่มีตำแหน่งครูว่างอยู่ ทางคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วยแล้ว ขณะนี้ สพฐ.ได้ส่งหนังสือแจ้งให้สำรวจไปแล้ว ว่า ต้องการสอบครูจำนวนเท่าไหร่ เพื่อให้ สพฐ.ดำเนินจัดการสอบครูผู้ช่วยต่อไป ซึ่งโดยกำหนดปฏิทินคร่าวๆ แล้วว่า จะดำเนินการรับสมัครในเดือนพฤษภาคม และจัดสอบเดือนมิถุนายนนี้

“หลังจากสอบครูผู้ช่วย สพฐ.จะดำเนินการสอบครูผู้ช่วยกรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ว16 ต่อเนื่องกันไปตามลำดับ เพราะ สพฐ.เว้นว่างการสอบ ว16 เป็นเวลา 2 ปีแล้ว จึงต้องการที่จะเติมครูเข้าไปในระบบให้ทัน ส่วนการสอบผู้อำนวยการโรงเรียน และรองผู้อำนวยการโรงเรียน ก็มีแผนจัดสอบเช่นกัน โดยวางแผนไว้ว่าจะดำเนินการสอบหลังจากสอบครูผู้ช่วยแล้วเสร็จ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะดำเนินการสอบรองผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้อำนวยการโรงเรียนพร้อมในคราวเดียว เพื่อไม่ให้เกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อน” นายอัมพร กล่าว

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีความห่วงใยเรื่องการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ดังนั้น 1 สัปดาห์ก่อนเปิดภาคเรียน อยากให้ผู้บริหารและครูเข้าไปเตรียมความพร้อมอาคาร สถานที่ อาหารกลางวัน สื่อวัสดุอุปกรณ์ และจัดการเครื่องแบบชุดนักเรียน  รวมถึงประสานงานกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมพร้อมป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไว้รัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 เพื่อให้วันที่ 15 พฤษภาคม มีความพร้อมจัดสอนได้ทันที

‘สศร.’ประกาศ39โครงการรับทุนอุดหนุน ‘งานศิลปะร่วมสมัย’ปีงบประมาณ’66รอบ2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728262

‘สศร.’ประกาศ39โครงการรับทุนอุดหนุน  ‘งานศิลปะร่วมสมัย’ปีงบประมาณ’66รอบ2

‘สศร.’ประกาศ39โครงการรับทุนอุดหนุน ‘งานศิลปะร่วมสมัย’ปีงบประมาณ’66รอบ2

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เปิดเผยว่า สศร.ประกาศผลพิจารณาจัดสรรเงินอุดหนุนโครงการเงินอุดหนุนการพัฒนาและส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2566 รอบที่ 2 โดยมีโครงการผ่านการพิจารณา รวม 39 โครงการ ดังนี้ 1.โครงการการจัดแสดง Hope, Blood and Love ที่ประเทศอิตาลี 2.โครงการบันทึกเดินทางและเสียงกระซิบจากเมล็ดพันธุ์ 3.โครงการลานประเพณีมุกดาหาร 4.โครงการเยาวชนสร้างเมือง กระบี่เมืองศิลป์ 5.โครงการเคียงข้างกันและสานฝันดนตรี

6.โครงการปฏิบัติการสร้างสรรค์ศิลปะ “ฮีตเก่าคองหลังบนผนังกำแพงบ้านเฮา” 7.โครงการเพชบุระ เมืองศิลปะร่วมสมัย ถิ่นไทหล่ม 8.โครงการกิจกรรมพิเศษรอบ 45 ปี ซีไรต์มาไกลมาก9.โครงการการแข่งขันศิลปะการเต้นแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 10 10.โครงการเทศกาลดนตรีและนวัตศิลป์ 11.โครงการสร้างสรรค์คืนทองสู่แผ่นดิน : จากทุนวัฒนธรรมสู่ศิลปะร่วมสมัย เครือข่ายศิลปินใหม่-เก่า 12.โครงการดนตรีพื้นบ้านภาคใต้สู่สากล 13.โครงการมนต์พิณ 14.โครงการปฏิบัติการสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมนานาชาติ ณ นครสวรรค์ ครั้งที่ 1

15.โครงการมาเหนือ-โครงการการแสดงและอบรมเชิงปฏิบัติการดนตรีคลาสสิกร่วมสมัยจากบทประพันธ์และภาษาท้องถิ่นภาคเหนือ 16.โครงการสายตาของข้ามองเห็นสรรพสิ่ง 17.โครงการการศึกษารูปแบบจิตรกรรมฝาผนังจากช่างภูมิปัญญาท้องถิ่นวัดเทพนิมิตร จ.ปัตตานี สู่งานสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัย 18.โครงการสืบสานตำนานชีวิตสองฝั่งลุ่มน้ำลำสะแทดด้วยงานศิลปะร่วมสมัย 19.โครงการเสียง-ร้องขอ ของผู้คนในเมืองฝุ่นพิษ PM2.5

20.โครงการเผยแพร่งานออกแบบอัตลักษณ์จากวัฒนธรรมชุมชนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการทาง
วัฒนธรรมท้องถิ่น ใน จ. นครนายก 21.โครงการ The Run (a)WAY RACE/ใครเร็วใครได้ 22.โครงการนิทรรศการพุทธศิลปกรรม ม.แม่ฟ้าหลวง 23.โครงการสุนทรียะสนทนา : จากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต 24.โครงการบทเพลงไทยร่วมสมัย “หิ่งห้อยยามสนธยา” 25.โครงการการรับรู้ศิลปภาวนาในแบบร่วมสมัย 26.โครงการพัฒนาต่อยอดการออกแบบและแฟชั่นผ้าร่วมสมัย

27.โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการทัศนศิลป์วาดเส้นเทคนิคชาร์โคลนานาชาติ 28.โครงการเทศกาลภาพยนตร์แห่งเมืองเชียงใหม่ 29.โครงการตัวจิ๋วพลังแจ๋วกับตุงแห่งดาวกระดาษสี 30.โครงการโมลานดินปั้นพื้นถิ่นสู่งานศิลป์นานาชาติ 31.โครงการส่งเสริมพัฒนาศิลปะการเต้นรำร่วมสมัยของเด็กและเยาวชนผ่านการแข่งขัน 32.โครงการสร้างสรรค์วงดุริยางค์ไทยร่วมสมัยและจัดการแสดงคอนเสิร์ตวงดุริยางค์ไทยร่วมสมัย “จากรากสู่โลก” รัตนโกสินทร์ 10 รัชกาล

33.โครงการจัดแสดงผลงานศิลปะจัดวางประเภทอินเตอร์แอคทีฟในเทศกาลงานไฟ Vivid Sydney 2023 ประเทศออสเตรเลีย 34.โครงการ ก่อร่างสร้างศิลป์ พื้นถิ่นบ้านซ้าน จ.ภูเก็ต 35.โครงการเพลงไตรรงค์36.โครงการยโสธรเมืองศิลปะ ศิลปิน วิถีถิ่นยโสธร 37.โครงการ Art News For Thailand Biennale Chiang Rai 38.โครงการศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ และ 39.โครงการ สุข สำเนียง เสียงพากย์โขนโรงละครช้าง

‘ดร.คุณหญิงกัลยา’ ดันโครงการเกษตรประณีต ทฤษฎีใหม่ บนเนื้อที่ 1 ไร่ มีรายได้ 1แสนบาท/เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728276

'ดร.คุณหญิงกัลยา' ดันโครงการเกษตรประณีต ทฤษฎีใหม่  บนเนื้อที่ 1 ไร่ มีรายได้ 1แสนบาท/เดือน

‘ดร.คุณหญิงกัลยา’ ดันโครงการเกษตรประณีต ทฤษฎีใหม่ บนเนื้อที่ 1 ไร่ มีรายได้ 1แสนบาท/เดือน

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 20.28 น.

“ดร.คุณหญิงกัลยา” ดันโครงการเกษตรประณีต ทฤษฎีใหม่  “ทำเกษตรบนเนื้อที่ 1 ไร่ มีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน” ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-มีรายได้น้อย

วันที่ 2 พฤษภาคม 2566  ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานการแถลงข่าวเปิดโครงการเกษตรประณีต ทฤษฎีใหม่ ภายใต้แนวคิด “ทำเกษตรบนเนื้อที่ 1 ไร่ มีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน” โดยมี ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เรืออากาศโท สมพร  ปานดำ รองเลขาธิการ กอศ.  ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) และผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า  ตนผลักดันโครงการเกษตรประณีตทฤษฏีใหม่ ของ สอศ.ขึ้นมา เนื่องจากตระหนักถึงความสำคัญของการเกษตรและการเรียนการสอนด้านการเกษตรของประเทศ โดยเฉพาะวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีในสังกัด สอศ. ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาด้านการเกษตร ตามนโยบายที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บทด้านต่าง ๆผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วยการวางแผนการทำเกษตรอย่างเป็นระบบ (Coding for farm) สู่โครงการเกษตรประณีตทฤษฎีใหม่ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ทำเกษตรบนเนื้อที่ 1 ไร่ มีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน” โดยหลักการที่สำคัญ คือ การทำเกษตรอินทรีย์  แบบผสมผสาน ปลูกพืชที่หลากหลายแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว การจัดการน้ำ ดิน พืช และสัตว์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดบนพื้นที่ 1 ไร่ รวมทั้งต้องปรับความคิดให้พึ่งพาตนเองให้มากที่สุด เป็นเกษตรกรมืออาชีพในรูปแบบเกษตรรวมกลุ่ม เกษตรนวัตกรรม เกษตรปลอดภัย เกษตรแปรรูป เกษตรเทคโนโลยี และเกษตรพอเพียง ปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงานด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับบริบทของวิถีชีวิต ชุมชน สังคม และทันต่อบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป 

“โครงการนี้จะยกระดับทักษะอาชีพเกษตรกรไทยจากรูปแบบเดิมสู่เกษตรประณีตทฤษฎีใหม่ ให้มีความยั่งยืนและมีความเข้มแข็งในอนาคต  อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่รองรับชีวิตวิถีใหม่ โดยหลักสูตร ประกอบด้วย ภาคทฤษฎี 7 วัน (1สัปดาห์) ได้แก่ หลักสูตรการวางแผนการทำเกษตรอย่างเป็นระบบ หรือ  Coding foe farm  หลักสูตรการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ หลักสูตรการปลูกพืช และหลักสูตรการเลี้ยงสัตว์  จากนั้น เป็นภาคปฏิบัติ 21 วัน (3สัปดาห์) ซึ่งผู้เข้าโครงการจะได้รับเงินทุนคนละ 1,300 บาท เพื่อกลับไปทำในพื้นที่ของตนเอง” รมช.ศธ. กล่าว

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวว่า โครงการเกษตรประณีตทฤษฎีใหม่มีวัตถุประสงค์ เพื่อขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากของประเทศด้วยการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการสร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ภาคเกษตร  และเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนเกิดรายได้และเงินหมุนเวียนในชุมชน ทำให้ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน รวมถึงเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคนในชุมชนให้มีองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นในการประกอบอาชีพเกษตร  สามารถนำไปต่อยอดในการประกอบธุรกิจเกษตรได้ และสามารถปรับตัวให้รองรับต่อการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตได้ 

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า ด้วยความจำเป็นและสำคัญดังกล่าว รัฐบาลได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณ จำนวน 41,682,600 บาท โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเกษตรกร จำนวน 9,582 คน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด – 19  รวมถึงผู้ที่ถูกเลิกจ้างงานและกลับถิ่นฐาน ผู้มีรายได้น้อย ตลอดจนคนที่สนใจเพิ่มทักษะด้านการเกษตร  และต้องการเปลี่ยนอาชีพ ซึ่งโครงการดังกล่าว มีตัวชี้วัดที่สำคัญ คือ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ร้อยละ 80 มีรายได้ที่สูงขึ้น มีทักษะด้านการเกษตรทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง รวมทั้ง ทักษะด้านการตลาด การทำบัญชี ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และเข้าถึงแหล่งทุนได้ เป็นต้น โดยในการดำเนินโครงการฯ ทาง สอศ.ได้มอบหมายให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอนด้านการเกษตร รวมจำนวน 49 แห่ง ทั่วประเทศ จัดฝึกอบรมให้กับเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย โดยมีสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรทั้ง 4 ภาค ทำหน้าที่ติดตาม ประเมิน และรายงานผลโครงการฯต่อไป