‘ม.มหิดล’เตรียมเปิดอบรมออนไลน์ ‘ทักษะพร้อมใช้’ดูแลคนเจ็บนอกโรงพยาบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710601

‘ม.มหิดล’เตรียมเปิดอบรมออนไลน์  ‘ทักษะพร้อมใช้’ดูแลคนเจ็บนอกโรงพยาบาล

‘ม.มหิดล’เตรียมเปิดอบรมออนไลน์ ‘ทักษะพร้อมใช้’ดูแลคนเจ็บนอกโรงพยาบาล

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตามที่ได้ยินเสียงไซเรน(Siren) ต่างภาวนาให้ผู้ประสบเหตุที่กำลังรอคอยปาฏิหาริย์อยู่ในรถพยาบาลฉุกเฉิน (Ambulance)ผ่านพ้นนาทีวิกฤต กลับบ้านไปด้วยความปลอดภัยการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในโรงพยาบาล อาสาสมัครอาจมาจากสมาชิกในชุมชนหรือเคยเป็นผู้ป่วยมาก่อน เช่นเดียวกับ “อาสาสมัครกู้ชีพ” หากได้ฝึกฝนให้มี “ทักษะพร้อมใช้” จะทำให้โอกาสรอดชีวิตของผู้ประสบเหตุไม่เป็นเพียงแค่ปาฏิหาริย์

รศ.ดร.นพ.ไชยพร ยุกเซ็น หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุและมีผู้บาดเจ็บ หากรอคอยแต่การช่วยเหลือจากทีมแพทย์ฉุกเฉินอาจไม่ทันการณ์ วิธีที่ดีสุดที่จะไม่นำไปสู่การสูญเสียหรือบาดเจ็บรุนแรง คือ การฝึกทักษะเพื่อการดูแลตัวเอง และผู้ประสบเหตุ ตลอดจนเรียนรู้กลไลและวิธีป้องกันอุบัติเหตุ

เพราะนาทีแห่งวิกฤต ไม่ใช่ช่วงเวลาของการลองผิดลองถูกหากได้เรียนรู้วิธีการปฐมพยาบาล ห้ามเลือด ปั๊มหัวใจ การแจ้งเหตุฉุกเฉิน และเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บอย่างถูกวิธีก็จะสามารถช่วยชีวิตตัวเอง และผู้อื่นได้ไม่ยาก ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้ต่อยอดหลักสูตรปริญญาตรีสาขาวิชาฉุกเฉินทางการแพทย์ เพื่อขยายผลสู่ภาคประชาชนสู่รายวิชาออนไลน์เพื่อฝึกทักษะการดูแลผู้บาดเจ็บนอกโรงพยาบาลในระดับเบื้องต้น

“แม้จะไม่ถึงกับเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเป็นใบเบิกทางสู่การปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มตัวในพื้นที่เกิดเหตุดังเช่นอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ แต่รายวิชาออนไลน์ การดูแลผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล จะทำให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดความเชื่อมั่นที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ต่อไปในยามฉุกเฉิน” รศ.ดร.นพ.ไชยพรกล่าว

อย่างไรก็ดี รศ.ดร.นพ.ไชยพร ฝากเตือนกรณีที่เข้าใจกันคลาดเคลื่อนว่าจะต้องเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บในทันทีที่เกิดเหตุ ซึ่งหากทำโดยไม่จำเป็นและไม่ถูกวิธี อาจยิ่งทำให้เป็นอันตราย ซึ่งในขณะที่หากมีการบาดเจ็บที่จะต้องมีการห้ามเลือด หรือปั๊มหัวใจจะต้องทำในทันทีโดยไม่ต้องรอทีมแพทย์โดยหากสามารถทำได้อย่างถูกวิธีอาจช่วยยื้อชีวิตผู้ประสบเหตุได้ระหว่างรอ

ในฐานะผู้ก่อตั้งรายวิชาออนไลน์ “การดูแลผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล” รศ.ดร.นพ.ไชยพรยุกเซ็น พร้อมทำหน้าที่ “ปัญญาของแผ่นดิน” ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล มอบองค์ความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ดำเนินชีวิตด้วยความปลอดภัย ห่างไกลจากอุบัติเหตุ โดยจะเปิดให้ผู้สนใจทั่วไปลงทะเบียนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมรับ E-Certificate จากมหาวิทยาลัยมหิดล และอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อใช้เทียบโอนเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรปกติ เมื่อผ่านการอบรมและทดสอบตามเกณฑ์ที่กำหนดทาง MUx ได้ในเร็วๆ นี้

ติดตามรายละเอียดได้ที่ https://mux.mahidol.ac.th

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘ซิตี้-EDF’เสริมทักษะ‘นศ.อาชีวะ’ รับตลาดแรงงาน-ร่วมขับเคลื่อนชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710600

‘ซิตี้-EDF’เสริมทักษะ‘นศ.อาชีวะ’  รับตลาดแรงงาน-ร่วมขับเคลื่อนชุมชน

‘ซิตี้-EDF’เสริมทักษะ‘นศ.อาชีวะ’ รับตลาดแรงงาน-ร่วมขับเคลื่อนชุมชน

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิซิตี้ (Citi Foundation) ร่วมมือกับมูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) จัดโครงการ “Skilling up Youths for Community Development Program”ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน เปิดพื้นที่ สร้างสังคมแห่งโอกาส จัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพสำหรับวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ 15 แห่ง และชุมชนอีก 15 ชุมชน ในจังหวัดนนทบุรี นครปฐม และสมุทรปราการ

ร่วมแสดงความสามารถจากทักษะความถนัดผ่านการนำเสนอผลงาน พร้อมฟังบรรยายเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นสำหรับเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 รวมไปถึงไฮไลท์จัดประกวดการนำเสนอผลงานของสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านอาชีพแก่นักศึกษาระดับอาชีวศึกษาสู่ระดับประเทศ สะท้อนภาพรวมตลาดแรงงานที่มีแนวโน้มความต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ผลสำรวจแนวโน้มการจ้างงานโดยบริษัทสรรหาบุคลากรชั้นนำพบว่า ในปี 2566 สายงาน“เทคโนโลยีดิจิทัล-การขาย-การตลาด” ยังเป็นอาชีพมาแรง พนักงานที่มีทักษะเหล่านี้จะเป็นที่ต้องการของธุรกิจในไทยเพิ่มมากขึ้น ด้วยประสบการณ์และความพร้อมในการเริ่มงานได้ทันทีโดยไม่ต้องฝึกอบรมใหม่เป็นคุณสมบัติที่หลายบริษัทมองหา ซึ่งนอกจากทักษะความเชี่ยวชาญในการทำงานแล้ว ผลการสำรวจยังชี้ว่าพนักงานที่มีความสามารถในการปรับตัวสูง มีความยืดหยุ่น และความฉลาดทางอารมณ์มีแนวโน้มเป็นที่ต้องการสูงมากขึ้นด้วย

ในขณะที่เทรนด์อาชีพและความต้องการบุคลากรที่มีทักษะพร้อมทำงาน พบว่าผู้เรียนสายอาชีวศึกษา ที่ผ่านการเรียนรู้ทักษะสายวิชาชีพอย่างเข้มข้น ประกอบกับมีโอกาสในการปฏิบัติงานจริงอย่างสม่ำเสมอ สามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้หลายองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลจึงร่วมเสริมสร้างทักษะอาชีพที่เป็นที่ต้องการให้แก่นักศึกษาอาชีวะ เพื่อก้าวสู่การเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจไทย

เช่นเดียวกับมูลนิธิซิตี้ ซึ่งล่าสุดได้ร่วมกับมูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) จัดโครงการ “เสริมสร้างทักษะอาชีพแก่นักเรียนและนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา (Skilling up Youths for Community Development Program)” เพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งอันเป็นหนึ่งในการสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

น.ส.วันวิสาข์ โคมินทร์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร ธนาคารซิตี้แบงก์ประเทศไทยและผู้แทนมูลนิธิซิตี้ (Citi Foundation)กล่าวว่า มูลนิธิซิตี้เชื่อว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักศึกษาที่กำลังศึกษาในสถาบันการศึกษาระดับอาชีวะ คือกำลังสำคัญที่มีคุณภาพซึ่งจะมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาสังคมให้มีความมั่นคง รวมไปถึงมีส่วนร่วมกับชุมชนเพื่อให้ชุมชนสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างยั่งยืน

การจัดงานครั้งนี้นับเป็นปีที่ 2 ที่มูลนิธิซิตี้ได้ร่วมมือกับมูลนิธิ EDF สนับสนุนโครงการ Skillingup Youths for Community Development Program เพื่อพัฒนาศักยภาพทักษะนักศึกษาอาชีวะในจังหวัดนนทบุรี นครปฐม และสมุทรปราการสู่การพัฒนาชุมชนในเขตพื้นที่ของตนเอง หลังประสบความสำเร็จกับโครงการ Skilling Up Youth to Grow the EEC’s Growth Program สำหรับนักศึกษาอาชีวะในจังหวัดชลบุรีและระยองก่อนหน้านี้

“มูลนิธิซิตี้มั่นใจว่า ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่นักศึกษาระดับแกนนำจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั้ง 15 แห่ง ตลอดจน 15 ชุมชนที่ได้เข้าร่วมโครงการ จะสามารถแบ่งปันประสบการณ์จากการเข้าร่วมอบรมและการลงมือทำกิจกรรมที่ครอบคลุมทักษะอาชีพ ทักษะการเงิน และการพัฒนาธุรกิจร่วมกับชุมชนไปยังนักศึกษาคนอื่นๆตลอดจนถึงสมาชิกในชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป” น.ส.วันวิสาข์ กล่าว

ด้าน นางพลอยภัสสร์ พูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารมูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) ได้เปิดเผยว่า มูลนิธิ EDF มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มูลนิธิซิตี้เล็งเห็นความสำคัญของเยาวชน และร่วมกับมูลนิธิฯ ในการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนนอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป โดยโครงการ Skilling up Youths for Community Development Program มุ่งหวังให้เยาวชนและสมาชิกชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้เรียนรู้

ทั้งเรื่องอี-คอมเมิร์ช (E-commerce) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) การดีไซน์บรรจุภัณฑ์ (Packaging Design) การวิเคราะห์ธุรกิจ (Business Analysis) การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ตลอดจนถึงการนำทักษะสายอาชีพจากการเรียนในชั้นเรียนไปปรับใช้ในการทำงานร่วมกับชุมชน อีกทั้งยังเป็นโครงการนำร่องในสถาบันการศึกษาหรือชุมชนของตนเองเพื่อจัดทำโครงการเพื่อความยั่งยืนอื่นๆ ในอนาคต

โดยงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้ยังได้รับความร่วมมือจาก หรั่ง พระนคร (อัครินทร์ ปูรี) เจ้าของแบรนด์กีตาร์แฮนด์เมด ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นสำหรับเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 และยังมีกิจกรรมไฮไลท์กับการเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาทั้งหมดที่เข้าร่วมได้นำเสนอกิจกรรมผลงาน โดยได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงธุรกิจเป็นผู้ตัดสิน ซึ่ง “โครงการท่องเที่ยววิถีไทยตามสไตล์คนเมืองนนท์” ผลงานจาก วิทยาลัยวานิชบริหารธุรกิจ จ.นนทบุรี คว้ารางวัลชนะเลิศ สามารถตอบโจทย์หลักเกณฑ์การตัดสิน

“สถาบันการศึกษาและชุมชนที่เข้าร่วมในโครงการดังกล่าว ได้มีโอกาสนำผลงานของตนเองมาจัดแสดงในงานตลาดนัดแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ เพื่อเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ของเยาวชนและชุมชน และสร้างระบบนิเวศการพัฒนาอย่างยั่งยืน” นางพลอยภัสสร์ กล่าว

‘มข.’จับมือ‘บียอนด์ กรีน’ ผลิตแบตเตอรี่‘รถกอล์ฟไฟฟ้า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710599

‘มข.’จับมือ‘บียอนด์ กรีน’  ผลิตแบตเตอรี่‘รถกอล์ฟไฟฟ้า’

‘มข.’จับมือ‘บียอนด์ กรีน’ ผลิตแบตเตอรี่‘รถกอล์ฟไฟฟ้า’

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และ บริษัท บียอนด์ กรีน จำกัด จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “โครงการผลิตและประยุกต์ใช้แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนและโซเดียมไอออนสำหรับรถกอล์ฟไฟฟ้า” โดยบูรณาการความร่วมมือเพื่อนำผลิตภัณฑ์แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนของโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ภายใต้แบรนด์ kkUVolts รวมถึง พัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้แบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออน ขยายไปยังธุรกิจรถกอล์ฟไฟฟ้าและรถไฟฟ้าอเนกประสงค์ครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย ณ ห้องประชุมสารสิน ชั้น 2 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีองค์ความรู้ มีนักวิจัย เพื่อตอบสนองสังคมและประเทศชาติ โดยเฉพาะในด้านพลังงานทางเลือกอย่างแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนและชนิดโซเดียมไอออน ซึ่งใช้ทรัพยากรหลักจากแกลบและแหล่งแร่ ที่มีมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นทรัพยากรที่มีในประเทศ ลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เมื่อผนวกกับนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่อย่าง รศ.นงลักษณ์ มีทอง ผู้อำนวยการโรงงานต้นแบบแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่

จึงทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ตอบโจทย์ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง อาทิ นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่ได้มีโอกาสลงนามบันทึกข้อตกลงกับ บริษัท บียอนด์ กรีน จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำด้านธุรกิจรถกอล์ฟไฟฟ้าอันดับหนึ่งของไทยและรถไฟฟ้าอเนกประสงค์ครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย เชื่อว่าเมื่อร่วมมือกันจะสามารถผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแบตเตอรี่จากพลังงานธรรมชาติของโลกได้ในอนาคต

“เบื้องต้นทางบริษัทต้องการแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน 2,000 ชุด รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมจากแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนร่วมกัน โดยได้รับเกียรติจากท่านอุตสาหกรรมจังหวัด และประธานหอการค้ามาเป็นสักขีพยาน ซึ่งเมื่อเอกชนกับนักวิจัยจากสถาบันการศึกษาในประเทศ ผนึกความร่วมมือกัน ผลดีจะเกิดแก่ประชาชนไทย ที่จะได้ใช้นวัตกรรมที่ดีมีคุณภาพ ราคาถูกหวังว่าความเชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่ายจะทำให้โครงการประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ” รศ.นพ.ชาญชัย กล่าว

ด้าน ศุภัสสร เชาว์วิศิษฐ์ กรรมการบริษัท บียอนด์ กรีน จำกัด กล่าวว่า บียอนด์กรีน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่ยุคใหม่ชั้นนำของประเทศ ไปใช้สำหรับรถกอล์ฟไฟฟ้าของบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้นำด้านธุรกิจรถกอล์ฟไฟฟ้าอันดับหนึ่งของไทยและรถไฟฟ้าอเนกประสงค์ครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย มากกว่า 30 ปีบริษัทมีความต้องการแบตเตอรี่คุณภาพผลิตได้เองในประเทศ โดยนักวิจัยในประเทศจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่มีความปลอดภัยและมาตรฐานสูง พัฒนาศักยภาพ โดยใช้เทคโนโลยีของคนไทย

“เป็นปรากฏการณ์ของชาติไทยที่ผลิตแบตเตอรี่ชนิดกรีนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ประโยชน์กับรถกอล์ฟ สำหรับกรอบความร่วมมือนี้บริษัทต้องการแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน ราว 2,000 ชุดต่อปี รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้แบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนร่วมกัน บริษัทมีความยินดีที่ได้ร่วมบันทึกข้อตกลง กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อผลักดันธุรกิจแบตเตอรี่ไทยให้ไกลเข้าสู่ตลาดโลกในอนาคต” กรรมการบริษัท บียอนด์ กรีน จำกัด กล่าว

จบมาต้องมีงานทำ! ‘คุณหญิงกัลยา’จับมือรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ลงนาม MOU 8 ฝ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710587

จบมาต้องมีงานทำ! 'คุณหญิงกัลยา'จับมือรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ลงนาม MOU 8 ฝ่าย

จบมาต้องมีงานทำ! ‘คุณหญิงกัลยา’จับมือรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ลงนาม MOU 8 ฝ่าย

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.45 น.

“คุณหญิงกัลยา”จับมือรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ลงนาม MOU 8 ฝ่าย เร่งเครื่องขยายเครือข่าย พัฒนาองค์ความ รู้การจัดการน้ำสู่ชุมชน ตั้งเป้าเด็กจบมาต้องมีงานทำ

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (11 ก.พ.) ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข มาบตาพุด จ.ระยอง ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) การพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริหารทรัพยากรน้ำ ระหว่าง มูลนิธินโยบายสาธารณะไทย กับ เทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง และหน่วยงานส่วนท้องถิ่น 6 แห่ง พร้อมด้วย ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายโชติ โสภณพนิช ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย โดยมีผู้บริหารเทศบาลเมืองมาบตาพุด ส่วนท้องถิ่น และผู้บริหารจากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับและนำลงพื้นที่ชมตัวอย่างธนาคารน้ำใต้ดินในพื้นที่การเกษตรของชุมชน จ.ระยอง

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในภารกิจและแผนการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงเป็นการสนองพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ทรงห่วงใยพสกนิกรเพื่อให้มีน้ำกินน้ำใช้และแก้ปัญหาความยากจน นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่จะสร้างคุณประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับประเทศชาติ

โดยความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบูรณาการความร่วมมือสนับสนุนการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ นำศาสตร์พระราชามาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม แก้ปัญหาความยากจน และเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการสร้างศักยภาพ การผลิตชลกร การฝึกงานในหน่วยงานและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ท้องถิ่นและสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยชุมชนอย่างยั่งยืน

“วันนี้ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ทำให้เกิดความร่วมมือในวันนี้ นับเป็นการขยายการมีส่วนร่วมของประชาชน และชุมชน ในการที่จะร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมพัฒนา องค์ความรู้ด้านบริหารทรัพยากรน้ำ ผ่านการวางรากฐานโดยสถานศึกษาเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่เป็นสากล และนำหลักวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ รวมถึงสามารถตอบโจทย์เรื่อง World Education ที่ทำให้เด็กมีรายได้ระหว่างเรียน จบมาแล้วมีงานทำ มีศักยภาพและแข่งขันได้” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ปัจจุบันโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ได้ขับเคลื่อนมาจนก้าวสู่ปีที่ 4 สามารถขยายองค์ความรู้ทั้งทางทฤษฎี และปฏิบัติ ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำในระดับสากล สู่วิทยาลัยเกษตรเทคโนโลยีและประมง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ให้สามารถพึ่งการจัดการน้ำโดยชุมชนเองได้ และภายใต้บันทึกความเข้าใจการพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริหารทรัพยากรน้ำที่ได้เริ่มต้นในวันนี้ คาดว่าจะทำให้นักศึกษาหลักสูตรชลกรที่สำเร็จการศึกษารุ่นแรกทั้งหมด จะมีงานทำและพึ่งพาตนเองได้แม้ในยามที่ประเทศมีวิกฤต

ดร.สาธิต กล่าวว่า โครงการบริหาจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ที่คุณหญิงกัลยาได้ขับเคลื่อนถือว่าเป็นโครงการสำคัญ และจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในวันนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับคนในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยเฉพาะเทศบาลเมืองมาบตาพุด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นนำร่องในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริหารทรัพยากรน้ำในพื้นที่ชุมชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อประชาชนในวงกว้าง และที่สำคัญโครงการฯ นี้ทำให้ก่อเกิดหลักสูตร “ชลกร” จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพออกมาพัฒนาประเทศต่อไป

“ต้องขอขอบคุณ คุณหญิงกัลยา และมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย ที่ได้เลือกเทศบาลเมืองมาบตาพุดจังหวัดระยอง มาเป็นหนึ่งในเครือข่ายความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำฯ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชน และจังหวัดระยองอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอุปโภค บริโภค และการเกษตร ตรงนี้ถือเป็นโมเดลนำร่อง และคงขยายผลไปสู่ในพื้นที่อื่นๆในจังหวัดระยองต่อไป” ดร.สาธิต กล่าว

นายโชติ กล่าวว่า ในฐานะผู้สนับสนุนโครงการฯ เชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะส่งเสริม ประสาน และบูรณาการองค์ความรู้ด้านการบริหารทรัพยากรน้ำที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับท้องถิ่น โดยโครงการฯ จะนำองค์ความรู้ที่ได้ไปปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน และการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ต่อไป ซึ่งจะมีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชนของแต่ละพื้นที่ และมูลนิธิฯ จะสนับสนุนให้การขับเคลื่อนวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ประสบผลสำเร็จ ให้ประชาชนได้รู้ถึงคุณค่าของน้ำ ส่งต่อความรู้ไปยังผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้สามารถดูแลบริหารจัดการน้ำชุมชนด้วยตนเอง โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ มูลนิธินโยบายสาธารณะไทย ยังยืนยันเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังที่โครงการฯ ตั้งเป้าหมายไว้ รวมถึงสนับสนุนดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการทำงานครั้งนี้เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมต่อไป

สอศ.ประกาศแล้ว! 30 ผลงาน’สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา’ระดับชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710615

สอศ.ประกาศแล้ว! 30 ผลงาน'สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา'ระดับชาติ

สอศ.ประกาศแล้ว! 30 ผลงาน’สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา’ระดับชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.10 น.

สอศ.ประกาศแล้ว! 30 ผลงาน”สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา”ระดับชาติ ปีการศึกษา 2565 เน้นประดิษฐ์นวัตกรรม การลงมือทำ ขยายผลตอบโจทย์ประเทศ

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ห้องไดมอนด์ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต จังหวัดปทุมธานี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดพิธีปิด “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” การประกวด/ประเมินสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2565 โดยมีเรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธี  โดยมี ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา กล่าวรายงาน นายอิทธิพล ภู่โกสีย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เซียร์ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) นายบุญประเสริฐ พุฒิสรรค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทซีเทค ไดแด็คติค จำกัด ประธานคณะกรรมการสิ่งประดิษฐ์ระดับชาติ ระดับภาค คณะกรรมการ ผู้บริหาร สถานประกอบการ ผู้อำนวยการสถานศึกษานักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมงาน

เรืออากาศโท สมพร กล่าวว่า ขอชื่นชมและขอบคุณทุกท่าน ที่ให้ความร่วมมือ ร่วมแรงและร่วมใจ ดำเนินการจัดกิจกรรมงาน สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา การประกวด/เมินสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ จนสำเร็จลุล่วงมาด้วยดี และทำให้เห็นได้ว่า นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา รู้จักประยุกต์ใช้ทักษะความรู้ความสามารถ ทางด้านทักษะวิชาชีพ วิชาการ และประสบการณ์ในการเรียนรู้ นำมาซึ่งการคิดค้นนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม นับเป็นนิมิตหมายอันดีและถือว่าเป็นจุดเริ่มของเยาวชนไทยยุคประเทศไทย 4.0 ได้ใช้ความรู้ทางความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทางวิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ STEM ศึกษา มาพัฒนาผลงานนวัตกรรมขับเคลื่อนสู่ชุมชนให้ก้าวไกลและก้าวทันเทคโนโลยีที่ทันสมัย และให้ท่านผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูที่ปรึกษาทุกท่าน ร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน นักเรียน นักศึกษา ได้ประดิษฐ์คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย “การพัฒนาคุณภาพนักเรียน นักศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ” และเป็นการเตรียมพร้อมของกำลังคนอาชีวศึกษา เข้าสู่การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยนวัตกรรมตามนโยบายของรัฐบาล ประเทศไทย 4.0 และจุดเน้นของเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

รองเลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า จากคณะกรรมการได้วิเคราะห์และสรุปผลการนำนวัตกรรมเพื่อเข้าสู่การใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ชุมชน และสังคม โดยวิเคราะห์สรุปผล ถอดบทเรียน และเพื่อประมวลผลองค์ความรู้สู่การพลิกโฉมภาพลักษณ์ สร้างโมเดล (Best practice) สกัดองค์ความรู้จากการลงมือทำ สู่การขยายผลตอบโจทย์ประเทศในมิติต่างๆ พร้อมพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยงาน “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” การประกวด/ประเมินสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2565 ระหว่างวันที่ 10-12 กุมภาพันธ์ 2566 มีผลงานของนักศึกษาอาชีวศึกษาได้รับรางวัลระดับชาติ จำนวน 30 รางวัล แบ่งสิ่งประดิษฐ์ออกเป็น 6 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่ 1 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรอุตสาหกรรมสมัยใหม่  รางวัลชนะเลิศ ผลงานเครื่องคัดขนาดปลาหมอความแม่นยําสูงระบบอัตโนมติ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี รองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงาน Thai-Aus Green House วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ  รองชนะเลิศอันดับ 2 ผลงาน รถตัดหญ้าตีนตะขาบบังคับด้วยสัญญาณวิทยุ วิทยาลัยเทคนิคนครปฐม รองชนะเลิศอันดับ 3 ผลงาน มินิสมาร์ทฟาร์มกบ วิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ และ Honor Awards ผลงาน เครื่องผสมเกสรดาวเรือง วิทยาลัยเทคนิคลําปาง

ประเภทที่ 2 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์  รางวัลชนะเลิศ ผลงาน มิเตอร์ ไอโอที วิทยาลัยเทคนิคสระบุรี รองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงาน ระบบช่วยเตือนระวังผู้ติดอยู่ภายในรถ วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ รองชนะเลิศอันดับ 2 ผลงาน สัญญาณไฟจราจรที่คับขัน วิทยาลัยเทคนิคระนอง รองชนะเลิศอันดับ 3 ผลงาน ชุดรักษาความปลอดภัยด้วยกล้องอัจฉริยะ Smart Camera Security Kit วิทยาลัยการอาชีพสตึก และ Honor Awards ผลงาน มิเตอร์ ไอโอที วิทยาลัยเทคนิคสระบุรี

ประเภทที่ 3 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสิ่งแวดล้อม รางวัลชนะเลิศ ผลงาน เครื่องรีไซเคิลน้ำยาล้างระบบภายในเครื่องปรับอากาศ วิทยาลัยเทคนิคสงขลา รองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงานวาล์วน้ำอัตโนมัติด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ วิทยาลัยการอาชีพแม่น้ำแคว รองชนะเลิศ อันดับ 2 ผลงาน เตาประหยัดพลังงานปลอดสารพิษ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก รองชนะเลิศอันดับ 3 ผลงาน เรือ EV รุ่น ECO – SHIP วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือพระนครศรีอยุธยา และ Honor Awards ผลงาน เครื่องคั่วกาแฟด้วยโอ่งดินพลังงานร่วมชนิดไร้ควัน วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี

ประเภทที่ 4 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอาหาร รางวัลชนะเลิศ ผลงาน นาซิดาแฆ รองแง็ง บาร์ วิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา รองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงาน เครื่องดื่มฟังก์ชันชนิดผง อ้อยฟู่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาปัตตานี รองชนะเลิศอันดับ 2 ผลงาน ไข่ปลาแซลมอนเทียม วิทยาลัยประมงสมุทรสาคร รองชนะเลิศอันดับ 3 ผลงาน ผลิตภัณฑ์กึ่งสําเร็จรูปเส้นไข่ขาวจากไข่เค็มดิบไชยาพร้อมน้ำยาปู วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานีและ Honor Awards ผลงาน ยอหยา สควีซ (สังขยาใบยอ) วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี

ประเภทที่ 5 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (HEALTH CARE) รางวัลชนะเลิศ ผลงาน เครื่องวัดปริมาณการสูญเสียเลือดจากการผ่าตัด DTEC วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม รองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงาน เครื่องกายภาพบําบัดขาแสดงผลการนับด้วยระบบอัตโนมัติ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ รองชนะเลิศ อันดับ 2 ผลงาน อุปกรณ์ช่วยลงน้ำหนักเท้าสำหรับผู้ป่วยขาหัก วิทยาลัยเทคนิคสุวรรณภูมิ รองชนะเลิศอันดับ 3 ผลงาน เครื่องช่วยสื่อสารสําหรับผู้ป่วยติดเตียง วิทยาลัยการอาชีพแจ้ห่ม และ Honor Awards ผลงาน Lokomat เครื่องฝึกเดินสําหรับผู้ป่วย วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา

ประเภทที่ 6 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ รางวัลชนะเลิศ ผลงาน แว๊กซ์กําจัดขนอโลเวล่าพลัส วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง รองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงาน ผลิตภัณฑ์เครื่องสําอางธรรมชาติจากน้ำนมข้าว สารสกัดรังไหม และสารสกัดจากเปลือกกล้วย วิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด รองชนะเลิศ อันดับ 2 ผลงาน แว็กซ์ สตริปส์ นาโนเจล จากกากน้ำตาลโตนด วิทยาลัยอาชีวศึกษาปัตตานี รองชนะเลิศอันดับ 3 ผลงาน กล่องกันลืม (SmartBox) วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช และ Honor Awards ผลงาน ผลิตภัณฑ์จับยึดแคล้มก้ามปู PVC วิทยาลัยเทคนิคปากช่อง และรางวัลการเขียนโปรแกรมด้วย PLC ควบคุมหุ่นยนต์อุตสาหกรรม จำนวน 4 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ทีม วิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม วิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรี ทีมที่ 1 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ทีม วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรี

ทั้งนี้ รองเลขาธิการ กอศ.ได้มอบโล่เกียรติคุณ ผู้ทรงคุณค่า ผู้ทำคุณประโยชน์ ด้านสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ จำนวน 1 ราย สถานศึกษาที่นำผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ ที่ได้รับรางวัลนานาชาติและด้านความปลอดภัย จำนวน 10 แห่ง สถานศึกษาที่ได้รับรางวัล “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” การประกวด/ประเมินสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2566 จำนวน 30 รางวัล และสถานศึกษาที่ได้รับรางวัลการเขียนโปรแกรมด้วย PLC ควบคุมหุ่นยนต์อุตสาหกรรม จำนวน 4 รางวัล

– 006

‘โคราช’ยกระดับศักยภาพสินค้าเศรษฐกิจ GI ‘เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน’ สู่ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710551

‘โคราช’ยกระดับศักยภาพสินค้าเศรษฐกิจ GI ‘เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน’ สู่ระดับโลก

‘โคราช’ยกระดับศักยภาพสินค้าเศรษฐกิจ GI ‘เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน’ สู่ระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 10.55 น.

‘โคราช’ยกระดับศักยภาพสินค้าเศรษฐกิจ GI ‘เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน’ สู่ระดับโลก

12 กุมภาพันธ์ 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบถึงกิจกรรมลงนามบันทึกความร่วมมือภาคีเครือข่าย (MOU) ในการพัฒนาการจัดการโลจิสติกส์และ ซัพพลายเชน สินค้าและบริการ GI “เครื่องปั้นดินเผา” ที่ผ่านมาและชื่นชมการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยส่งเสริมสินค้าชุมชนให้เกิดอัตลักษณ์ที่โดดเด่น เชื่อมั่นจะยกระดับเศรษฐกิจชุมชนได้

โฆษกประจำสำนักนายรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความร่วมมือภาคีเครือข่าย (MOU) ในการพัฒนาการจัดการโลจิสติกส์และ ซัพพลายเชน สินค้าและบริการ GI “เครื่องปั้นดินเผา” ที่สำเร็จแล้วนั้น จะส่งเสริมการพัฒนาชุมชน พัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการ ซึ่งจะรวมไปถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค และวิถีชุมชน ก่อให้เกิดการพัฒนาด้านโลจิสติกส์การท่องเที่ยว พัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมทั้งจะสนับสนุนภาคการผลิต และการจัดจำหน่ายสินค้าชุมชนสู่ระดับภูมิภาค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสุดท้ายประโยชน์จะเกิดที่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย และสร้างรายได้มวลรวมที่เพิ่มมากขึ้นให้กับจังหวัดนครราชสีมา

“นายกรัฐมนตรีชื่นชม และขอบคุณการทำงานของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ดำเนินการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ของชุมชน การสร้างรายได้ และการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้จะต่อยอดไปที่การพัฒนาชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นไปตามแนวทางนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ ในทุกพื้นที่จะสามารถต่อยอดเศรษฐกิจจากของดีในชุมชนได้ ขอให้กำลังใจทุกชุมชน ซึ่งสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของชุมชนที่ประสบความสำเร็จแล้วได้” นายอนุชาฯ กล่าว

เปิดมุมมอง‘ความรัก’ของคนไทย ‘ถนอม’ไว้อย่างไร ของขวัญ ‘วาเลนไทน์’?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710534

เปิดมุมมอง‘ความรัก’ของคนไทย ‘ถนอม’ไว้อย่างไร ของขวัญ ‘วาเลนไทน์’?

เปิดมุมมอง‘ความรัก’ของคนไทย ‘ถนอม’ไว้อย่างไร ของขวัญ ‘วาเลนไทน์’?

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 07.52 น.

เปิดมุมมอง‘ความรัก’ของคนไทย ‘ถนอม’ไว้อย่างไร ของขวัญ ‘วาเลนไทน์’?

12 กุมภาพันธ์ 2566 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่วมกับหลักสูตรจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศทั้งในกลุ่มผู้ใหญ่และกลุ่มวัยรุ่น จำนวนทั้งสิ้น 1,095 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 5-9 กุมภาพันธ์ 2566 หัวข้อ “มุมมองความรักของคนไทย ณ วันนี้” สรุปผลได้ ดังนี้

1. ประชาชนคิดอย่างไร กับ “ความรัก” ณ วันนี้

อันดับ 1 ทัศนคติ มุมมองต่อความรักแตกต่างจากสมัยก่อน 72.48%

อันดับ 2 เปิดกว้างกับความรักของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ /ต่างเชื้อชาติมากขึ้น 70.46%

อันดับ 3 มีช่องทางในการสื่อสารเพื่อแสดงความรักต่อกันมากขึ้น 62.66%

2. ประชาชนคิดว่าการมี “ความรักแบบคนรัก” เป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่

อันดับ 1 จำเป็นมาก 36.89%

อันดับ 2 จำเป็นมากที่สุด 28.77%

อันดับ 3 ค่อนข้างจำเป็น 22.92%

อันดับ 4 ไม่ค่อยจำเป็น 11.42%

3. ประสบการณ์หรือเคยเจอความสัมพันธ์แบบแย่ ๆ (Toxic relationship) เช่น กับครอบครัว คนรัก ที่ทำงาน เพื่อน ฯลฯ

อันดับ 1 เคย 67.58%

อันดับ 2 ไม่เคย 32.42%

4. โดยปกติแล้ว ประชาชนมักแสดงความรักอย่างไร

อันดับ 1 ใช้เวลาและทำกิจกรรมร่วมกัน 66.64%

อันดับ 2 อยู่เคียงข้าง เป็นกำลังใจให้กัน แสดงความห่วงใย  63.52%

อันดับ 3 ขอบคุณและชื่นชมกัน 62.33%

5. ประชาชนมีวิธีการรักษา/ถนอมความรักอย่างไร

อันดับ 1 เข้าใจกัน รับฟังอย่างมีเหตุผล 82.77%

อันดับ 2 ให้เกียรติกัน 71.68%

อันดับ 3 มั่นคง ซื่อสัตย์ ไม่นอกใจ  68.74%

6. ในวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักที่จะถึงนี้คาดว่าจะใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 1,528.95 บาท /ต่อคน

7. ของขวัญที่อยากได้ในวันวาเลนไทน์มากที่สุด คือ

อันดับ 1 ดอกไม้ ช่อดอกไม้ 48.07%

อันดับ 2 รับประทานอาหารด้วยกัน 31.93%

อันดับ 3 เงิน 23.86%

‘ตรีนุช’เปิดงานสุดยอดนวัตกรรมอาชีวะ เฟ้นหาผลงานฝีมือชนสร้างคุณค่ามชน-สถานศึกษา-ประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710349

'ตรีนุช'เปิดงานสุดยอดนวัตกรรมอาชีวะ เฟ้นหาผลงานฝีมือชนสร้างคุณค่ามชน-สถานศึกษา-ประเทศ

‘ตรีนุช’เปิดงานสุดยอดนวัตกรรมอาชีวะ เฟ้นหาผลงานฝีมือชนสร้างคุณค่ามชน-สถานศึกษา-ประเทศ

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 18.53 น.

“ตรีนุช” เปิดงานสุดยอดนวัตกรรมอาชีวะ เฟ้นหาผลงานฝีมือชนสร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อชุมชน-สถานศึกษา-ประเทศ

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  เป็นประธานพิธีเปิดงาน “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” การประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2565 โดยมีว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เป็นผู้กล่าวรายงาน มีผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ผู้อำนวยการสถานศึกษา ประธานกรรมการสิ่งประดิษฐ์ระดับชาติ คณะกรรมการสิ่งประดิษฐ์ระดับภาค นักเรียนนักศึกษา เข้าร่วมงาน ณ ห้องไดมอนด์ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต จังหวัดปทุมธานี

มว.ศธ. กล่าวว่า การจัดงานประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ เป็นเวทีที่มีคุณค่า สร้างโอกาสให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิด การวางแผน ผ่านการลงมือปฏิบัติ โดยอาศัยความรู้และทักษะในหลายด้าน เป็นผู้กล้าริเริ่มสิ่งใหม่ คิดเป็น ทำเป็น และแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล และที่ผ่านมาผู้เรียนอาชีวะก็ได้แสดงฝีมือและความสามารถ สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมมาแล้วหลายผลงาน อาทิ อุปกรณ์เทคนิคด้านความปลอดภัยที่ติดตั้งในรถรับ-ส่งนักเรียน ของวิทยาลัยเทคนิคลำปาง เครื่องตรวจจับการเคลื่อนไหวการหายใจ และตรวจจับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรถยนต์ พร้อมส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังครู ผู้ปกครองเข้าช่วยเหลือ ของวิทยาลัยเทคนิคนครปฐม หุ่นยนต์ช่วยฝึกเดินสำหรับผู้ป่วยอัมพฤกษ์-อัมพาต ของวิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา เครื่องจักรแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ของวิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี และวิทยาลัยเทคนิคนครนายก เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการยกระดับผู้เรียนอาชีวะ ให้เกิดทักษะเฉพาะด้าน มีสมรรถนะสูง ตอบโจทย์กำลังคนที่พร้อมขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

“ผลงานการประกวดของน้อง ๆ ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมและน่าภาคภูมิใจมาก เพราะไม่เพียงเป็นผลงานสร้างชื่อเสียงระดับประเทศเท่านั้น ยังมีผลงานระดับนานาชาติในหลายด้านด้วย ซึ่งการจะประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ได้ ต้องอาศัยทั้งความรู้ ทักษะ และเทคนิคการคิดวิเคราะห์ต่าง ๆ ตามหลักการสอนของอาชีวะ ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์และกลไกต่าง ๆ จนสามารถจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสำเร็จในหลายผลงาน ทั้งนี้ ขอฝากผู้บริหารอาชีวะต่อยอดผลงานเหล่านี้ เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ในระดับมหาวิทยาลัย หรือตามความต้องการและความสามารถของน้อง ๆ ตลอดจนโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และต่อยอดการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่อไป

ในโอกาสนี้ ดิฉันขอขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมสนับสนุนและร่วมสร้างสรรค์ให้เกิดโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อเยาวชน สังคม ประเทศชาติ และหวังว่าจะเกิดประโยชน์ทางด้านการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง” รมว.ศธ.กล่าว

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวว่า การจัดงาน “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” การประกวด/ประเมินสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2565  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านการวิจัย พัฒนานวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ อย่างต่อเนื่อง มีผลงานจากความสำเร็จในการในระดับชาติและนานาชาติ เป็นผลงานความสำเร็จมากกว่า 30,000 ผลงาน ผลงานที่สามารถจดสิทธิบัตร จำนวนมากว่า 30 ผลงาน และผลงานพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์มากว่า 400 ผลงาน ซึ่งการจัดงานในวันนี้ เพื่อวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกำลังคนอาชีวศึกษาเป็นนวัตกรสร้างนวัตกรรมพัฒนาประเทศ เกิดคุณภาพอาชีวศึกษา ยกระดับ เพิ่มสมรรถนะกำลังคนสมรรถนะสูง มีสมรรถนะทักษะทางอาชีพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สู่นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ สู่การจัดสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญา และพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ การประกวด/ประเมินสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ แบ่งสิ่งประดิษฐ์ออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ประเภทที่ 1 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ประเภทที่ 2 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ ประเภทที่ 3 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสิ่งแวดล้อม ประเภทที่ 4 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอาหาร ประเภทที่ 5 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (HEALTH CARE) และประเภทที่ 6 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ จำนวน 120 ผลงาน ซึ่งผลงานเข้าสู่ระดับชาตินั้น นับเป็นการพัฒนาทักษะของผู้เรียน จากการคิดค้น วิจัย และการมีส่วนร่วมในมิติต่างๆ และทั้งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน และสังคม 

ทั้งนี้ งาน“สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” การประกวด/ประเมินสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2565 จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ชั้น 5 ศูนย์การค้า เซียร์ รังสิต จ.ปทุมธานี 
 

สุดปัง! โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิยะลา คว้ารางวัลชนะเลิศ เวที I-New Gen Award 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710287

สุดปัง! โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิยะลา คว้ารางวัลชนะเลิศ เวที I-New Gen Award 2023

สุดปัง! โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิยะลา คว้ารางวัลชนะเลิศ เวที I-New Gen Award 2023

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 16.21 น.

สุดปัง! โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิยะลา คว้ารางวัลชนะเลิศ เวที I-New Gen Award 2023 จากผลิตภัณฑ์ “Boega” ผงกำจัดพยาธิในอาหารจากใบข่าอ่อนธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มอบรางวัลสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน Thailand New Gen Inventors Award : I-New Gen Award 2023 ระดับมัธยมศึกษา รางวัลชนะเลิศ ด้านอาหาร ให้กับผลงาน “ผลิตภัณฑ์ผงกำจัดพยาธิในอาหารจากใบข่าอ่อนธรรมชาติ (Boega)” จากโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิยะลา จังหวัดยะลา ในพิธีปิดงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2566 ณ ศูนย์นิทรรศการ และการประชุมไบเทค บางนา จังหวัดกรุงเทพมหานคร

นางสาวตัสนีม จะปะกิยา ตัวแทนทีมนักประดิษฐ์ กล่าวว่า ในปัจจุบัน บุคคลส่วนใหญ่มักชอบรับประทานอาหารประเภทสุกๆ ดิบๆ และของดอง โดยในอาหารเหล่านี้เป็นแหล่งที่มักพบพยาธิหลากหลายชนิด และยังเป็นสาเหตุของหลายๆโรค อีกทั้ง “ใบข่า” เป็นส่วนที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ซึ่งใบข่าอ่อนมีสรรพคุณในการกำจัดพยาธิ ทางคณะผู้ประดิษฐ์จึงคิดค้นผลิตภัณฑ์ผงกำจัดพยาธิในอาหารจากใบข่าอ่อนธรรมชาติ  จากการทดสอบผงใบข่า 5 กรัมต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร พบว่าสามารถกำจัดพยาธิได้ดีที่สุดภายในเวลาเฉลี่ย 5.94 นาทีเท่านั้น วิธีการใช้ผลิตภัณฑ์นี้ก็สามารถใช้ได้โดยง่าย เพียงแค่ใส่น้ำ และผง Boega ลงในภาชนะที่เตรียมไว้ จากนั้นนำอาหารสดมาแช่ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ก็สามารถนำวัตถุดิบไปประกอบอาหาร หรือรับประทานได้ตามปกติ ซึ่งผลิตภัณฑ์ Boega สามารถกำจัดพยาธิได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และไม่มีสารตกค้าง และสารก่ออันตรายต่อร่างกาย อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการขอจดสิทธิบัตร

สำหรับผลงาน “ผลิตภัณฑ์ผงกำจัดพยาธิในอาหารจากใบข่าอ่อนธรรมชาติ (Boega)” จากโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิยะลา จังหวัดยะลา มีคณะผู้ประดิษฐ์คิดค้น ได้แก่ นางสาวตัสนีม จะปะกิยา นางสาวสูเฟียนี  บาโงปะแต นางสาวนุรฟาซีฬา ดือราแม และนางสาวมีรซา อาแด นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 โดยมี นางสาวสุไวบะ บือราเฮง นางสาวนุรมา สะบือลา นางฮาร์ตีนี มะเซ็ง นางกูยาวาเฮร์ แซแร และนางสาวซูไมยะห์ สมูซอ เป็นคณะครูที่ปรึกษา สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ ด้านอาหาร ระดับมัธยมศึกษา จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน Thailand New Gen Inventors Award : I-New Gen Award 2023 ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2566 ที่ผ่านมาได้อย่างภาคภูมิใจ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีฉลองตราตั้ง พระราชวชิรโมลี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710130

ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีฉลองตราตั้ง พระราชวชิรโมลี

ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีฉลองตราตั้ง พระราชวชิรโมลี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 22.04 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีฉลองตราตั้ง พระราชวชิรโมลี รองเจ้าคณะภาค 14 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร

     วันที่ 9 กุมภาพันธ์ เวลา 16.00 น. ที่พระอุโบสถ วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ พระเทพประสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร เป็นประธานสงฆ์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีฉลองตราตั้ง พระราชวชิรโมลี รองเจ้าคณะภาค 14 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร โดยมี พระพิมลภาวนาพิธาน วิ. ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร พระครูสุภัทรธรรมโฆษิต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร พระเถรานุเถระ นายสุพจน์ ยศสิงห์คำ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นายประสพโชค อยู่สำราญ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการ และพุทธศาสนิกชน ร่วมในพิธี 

     โอกาสนี้ พระราชวชิรโมลี จุดธูปเทียนบูชาพระประธานยิ้มรับฟ้า พระพุทธปฏิมาประธานในพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร แล้วถวายสักการะ พระเทพประสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร และขึ้นนั่งบนอาสนะ จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วเข้าถวายสักการะพระเทพประสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ประธานสงฆ์ และอ่านตราตั้ง พระราชวชิรโมลี รองเจ้าคณะภาค 14 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร และพระฐานานุกรม จำนวน 4 รูป แล้วเข้าถวายสักการะพระราชวชิรโมลี พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์เจริญพระพุทธมนต์ เสร็จแล้ว ข้าราชการ และพุทธศาสนิกชน ถวายเครื่องไทยธรรม นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กรวดน้ำรับพร กราบลาพระรัตนตรัย เป็นอันเสร็จพิธี

     นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อ่านสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ ให้ พระบวรรังษี วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร พระอารามหลวง เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่ พระราชวชิรโมลี ตรีปิฎกวราลงกรณ์ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร พระอารามหลวง มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือพระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1 ขอพระคุณจงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในพระอารามโดยสมควร จงเจริญสุขสวัสดิ์ในพระพุทธศาสนาเทอญ ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2565 เป็นปีที่ 7 ในรัชกาลปัจจุบัน

     จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อ่านตราตั้งฐานานุกรมในพระราชวชิรโมลี ประกอบด้วย 1) พระครูปลัดไพโรจน์ ภทฺทิโย เจ้าอาวาสวัดป้อมแก้ว ตำบลบ้านกลึง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) พระครูสังฆรักษ์ณัฐชนน กิตฺติภทฺโท วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 3) พระครูสมุห์พงษ์วัฒน์ ธีรวฑฺฒโน วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และ 4) พระครูใบฎีกาสมยศ อภิปาโล วัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2566

     นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พระราชวชิรโมลี (สมชาย  พุทฺธญาโณ) รองเจ้าคณะภาค 14 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร สถานะเดิม ชื่อ สมชาย นามสกุล ทรงอารมย์ เกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2502 ที่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 6 ตำบลรางจระเข้  อำเภอเสนา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของนายชิต – นางจำรัส ทรงอารมย์ อุปสมบท เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2525 ที่วัดกระโดงทอง ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มี พระครูวิบูลธรรมศาสน์ วัดกระโดงทอง ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอุปัชฌาย์  พระปลัดวงษ์ สุธมฺโม วัดกระโดงทอง ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูสังฆวิจารณ์ (อนันต์) วัดกระโดงทอง ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ วิทยฐานะ ชั้นประถมปีที่ 7 จากโรงเรียนวัดกระโดงทอง (พิบูลประสิทธิ์) ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปรียญธรรม 7 ประโยค สำนักเรียนวัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยปทุมธานี พุทธศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ด้านงานปกครอง พ.ศ. 2537 เป็นกรรมการคัดเลือกพระภิกษุสามเณรเพื่อเข้าอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม พ.ศ. 2543 เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พ.ศ. 2546 เป็นกรรมการมูลนิธิอภิธรรมมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย วัดระฆังโฆสิตาราม พ.ศ. 2547 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดระฆังโฆสิตาราม พ.ศ. 2553 เป็นเลขานุการเจ้าคณะภาค 11 พ.ศ. 2560 เป็นเจ้าคณะแขวงศิริราช พ.ศ. 2561 เป็นพระอุปัชฌาย์ ด้านงานการศึกษา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นครูสอนปริยัติธรรม แผนกธรรม-แผนกบาลี จนถึงปัจจุบัน และเป็นพระอนุจรนำข้อสอบบาลีสนามหลวงไปเปิดสอบ ณ สำนักเรียนต่าง ๆ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ฝ่ายวิชาการสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง เป็นคณะอนุกรรมการพิจารณา และคณะทำงานยกร่างข้อสอบธรรมศึกษา เป็นคณะอนุจรแม่กองธรรมสนามหลวง และเป็นผู้แทนแม่กองธรรมสนามหลวง นำข้อสอบไปเปิดที่ต่างประเทศ ด้านสมณศักดิ์ พ.ศ. 2549 ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญ ในราชทินนามที่ พระบวรรังษี และ พ.ศ. 2565  ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์ เป็นพระราชวชิรโมลี ตรีปิฎกวราลงกรณ์ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรองเจ้าคณะภาค 14 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม รักษาการผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง ประจำหนตะวันออก รักษาการผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง ผู้ช่วยครูใหญ่ฝ่ายธุรการ สำนักเรียนวัดระฆังโฆสิตาราม และเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและบาลี สำนักเรียนวัดระฆังโฆสิตาราม