ผู้แทนนักศึกษาหลักสูตร ปนป.12 สถาบันพระปกเกล้าร่วมมอบจักรยาน 40 คัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703982

ผู้แทนนักศึกษาหลักสูตร ปนป.12 สถาบันพระปกเกล้าร่วมมอบจักรยาน 40 คัน

ผู้แทนนักศึกษาหลักสูตร ปนป.12 สถาบันพระปกเกล้าร่วมมอบจักรยาน 40 คัน

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566, 12.14 น.

ผู้แทนนักศึกษาหลักสูตร ปนป.12 สถาบันพระปกเกล้าร่วมมอบจักรยาน 40 คัน เพื่อเป็นของขวัญให้เยาวชนเนื่องในงานวันเด็กแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล 14 ม.ค. นี้

วันที่ 13 ม.ค. 66 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า ตัวแทนนักศึกษาหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 12 (ปนป.12) สถาบันพระปกเกล้า ได้มอบจักรยานจำนวน 40 คัน แก่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เพื่อนำไปเป็นของขวัญมอบให้แก่เด็กและเยาวชน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566  ณ ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 14 ม.ค. 66 นี้ โดยมีผู้แทนจาก สลน. เป็นผู้รับมอบ

ทั้งนี้ การมอบจักรยานเพื่อเป็นของขวัญเนื่องในวันเด็กแห่งชาติในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายกิจกรรมที่กลุ่มนักศึกษา ปนป.12 สถาบันพระปกเกล้าดำเนินการเพื่อสังคม  โดยกิจกรรมอื่นที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้อย่างเช่นโครงการ “เห็นด้วยหู รู้ด้วยใจ” ที่ได้ร่วมกับทีมนักศึกษาคณะดนตรี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญในการสร้างสรรค์ผลงานเพลงร่วมกับเยาวชนในโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ  ตลอดจนกิจกรรมให้ความช่วยเหลือเยาวชนที่ด้อยโอกาสในสถานสงเคราะห์อีกหลายแห่ง

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ปนป.12  เป็นหลักสูตรที่สถาบันพระปกเกล้าจัดขึ้นเพื่อการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่มุ่งทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ให้เป็นผู้นำที่มีความสามารถรอบด้าน ยืดหยุ่น เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ภายใต้วิถีประชาธิปไตย โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมทั้งภาคการเมือง ราชการ  ประชาสังคม และเอกชน รวม 120 คน ซึ่งตลอดหลักสูตรมีการศึกษาทั้งในห้องเรียนที่ให้ความสำคัญกับเนื้อหาการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ และผู้นำที่เหมาะสมกับพลวัตสังคมยุคใหม่ และการศึกษานอกห้องเรียนที่เน้นความสำคัญไปที่การนำความรู้จากห้องเรียนไปสู่การพัฒนาสังคม

‘นายกฯ’คิกออฟโครงการหนึ่งโรงเรียนหนึ่งครูอนามัย สร้างเด็กไทยรอบรู้สุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703979

'นายกฯ'คิกออฟโครงการหนึ่งโรงเรียนหนึ่งครูอนามัย สร้างเด็กไทยรอบรู้สุขภาพ

‘นายกฯ’คิกออฟโครงการหนึ่งโรงเรียนหนึ่งครูอนามัย สร้างเด็กไทยรอบรู้สุขภาพ

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566, 12.12 น.

“นายกฯ” คิกออฟโครงการหนึ่งโรงเรียนหนึ่งครูอนามัย สร้างเด็กไทยรอบรู้สุขภาพ ชี้สุขภาพกายดีสุขภาพจิตดีตาม ย้ำประวัติศาสตร์ดีๆต้องสืบสาน ไม่ดีอย่าทำ ลั่นไม่ได้ปลูกฝัง ขอให้ซึมซับด้วยหัวใจรักชาติบ้านเมือง บอกแม้นายกฯมีอำนาจบริหารงานข้ามกระทรวง แต่เรื่องร้องเรียนเพื่อให้ได้ข้อยุติทุกคนต้องช่วยกัน

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 13 ม.ค.66 ที่โรงเรียนโพธิสารพิทยากร เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Kick off โครงการหนึ่งโรงเรียนหนึ่งครูอนามัย สร้างเด็กไทยรอบรู้สุขภาพ โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ผู้บริหารโรงเรียนโพธิสารพิทยากร ครูและนักเรียน ร่วมงาน 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเปิดงานว่า เป็นอีกวันหนึ่งที่นายกฯมีความสุข ทุกท่านก็มีความสุข และส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับด้านการศึกษา อยากบอกว่าดีใจที่ได้มาเป็นประธานในวันนี้ เพราะเห็นมีความก้าวหน้าระดับหนึ่ง และวันนี้ให้ความสำคัญต่อเรื่องของสุขภาพจิต เพราะถ้าสุขภาพจิตดีกายก็ดี ทำอะไรก็ดีไปหมด ฉะนั้นขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจด้วย วันนี้มาเป็นประธานเปิดกิจกรรม 1 โรงเรียน 1 ครูอนามัย สร้างเด็กไทยรอบรู้สุขภาพ เป็นการเรียนรู้ จะเป็นกุศลทั้งตัวเองและคนอื่น ทำอะไรนึกถึงตัวเองไม่ผิด แต่ถ้านึกถึงคนอื่นไปด้วยได้หรือไม่ เพื่อให้สังคมดีขึ้นเดินหน้าไปสู่ความมีเสถียรภาพและเดินหน้าประเทศเราในวันข้างหน้า

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ได้เห็นความริเริ่มความร่วมมือ ที่พยายามมีความตั้งใจในโครงการดีๆ เสริมสร้างทักษะการใช้ชีวิตปัจจุบันให้กับลูกของเรา ตนเคยพูดมาหลายครั้ง โลกของเราเป็นโลกใบเดิม แต่เหมือนกับไม่ใช่โลกใบเดิมอีกต่อไป ในด้านความมีเสถียรภาพ ความมั่นคง ความขัดแย้ง โรคอุบัติใหม่ ดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง บางอย่างเปลี่ยนไปมาก บางอย่างเปลี่ยนน้อย แต่ทั้งหมดเราก็ต้องเตรียมความพร้อมของเราคือเยาวชน เด็กของเราต้องเตรียมความพร้อม เอาเวลามาคิดเรื่องแบบนี้ เพื่อเกิดการสร้างสรรค์ว่าจะช่วยอะไรสังคมประเทศชาติได้ ดังนั้นสิ่งที่ตนมอบไปในคำฝันวันเด็กแห่งชาติ ตนพยายามเขียนให้ง่ายที่สุด ทำง่ายๆแค่นี้รู้หน้าที่ของเราอยู่ตรงไหน มีวินัยจะมีได้อย่างไร และวินัยเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง ใฝ่ความดีคือใฝ่หาความดี ทั้งนี้เพื่อไปสู่อนาคตที่มั่นคงของเราต่อไป

“ผมคาดหวังให้เด็กเยาวชนของเราได้ตระหนักรู้ถึงบทบาทหน้าที่ความสำคัญของตัวเอง รวมทั้งหวังให้ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง ได้มีส่วนร่วมในการปลูกฝังทัศนคติที่ดีและองค์ความรู้ต่างๆเท่าที่จำเป็น เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้คนของเราเดินหน้าไปสู่ศตวรรษที่ 21 ได้อย่างปลอดภัย อันนี้เป็นสิ่งสำคัญเราจะทำอย่างไร ซึ่งทัศนคติดีๆและไม่ดีมาคู่กัน ต้องดูอันไหนได้ประโยชน์ ทัศนคติดีๆจะทำให้เรามีความสุข ถ้าดีก็ชื่นชม ถ้าไม่ดีก็ให้อภัย เพื่อให้เขาเปลี่ยนแปลง ต้องมีทัศนคติที่ดีต่อสังคมและตัวเอง เราต้องสร้างเกราะคุ้มกันให้กับลูกหลานของเรา” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทั้งหมดมีทั้งวิกฤตและโอกาส เด็กๆต้องเรียนรู้ ครูต้องพัฒนา เพื่อสร้างกระบวนการความคิด หากสุขภาพใจดีสุขภาพกายก็ดี วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปทางเทคโนโลยี เราต้องไม่ประมาทอีกต่อไป และเศรษฐกิจต่างๆในช่วงนี้ผันผวนไปหมด ผู้ใหญ่และเด็กได้รับผลกระทบ ผู้ใหญ่อาจมีประสบการณ์มากกว่าเด็ก เพราะผ่านวันเวลาในช่วงการเปลี่ยนแปลงมาหลายระยะเวลาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน อาจมีภูมิคุ้มกันที่ดีมากกว่า ฉะนั้นพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันเด็กที่ไม่มีประสบการณ์เราไม่ได้ว่าหรือด้อยค่าเขา สิ่งที่เขาเรียนรู้ในวันนี้ในห้วงการศึกษาเล่าเรียนวันนี้อาจจะยังไม่พอต้องเรียนต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้เกิดความคิด ฉะนั้นการเรียนหนังสือไม่ใช่เพื่อการสอบอย่างเดียว แต่พัฒนาสมองสติปัญญาของเราให้ไปในกรอบที่ควรจะเป็น เปิดกว้างได้ แต่ต้องคัดแยกว่าอะไรดีไม่ดี เราปิดกั้นไม่ได้อยู่แล้วความคิดของเด็ก หากเรามีภูมิคุ้มกันไม่ดีพอ ไม่พร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ก็จะส่งผลต่อสุขภาพกายสุขภาพจิต ทำให้อนาคตเรามีปัญหาอยู่ร่วมกับคนลำบาก ฉะนั้นเราต้องรวมพลังกันให้ได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ตอนตนเดินเข้าไปในห้องเรียนห้องหนึ่งรู้สึกดีใจและมีความสุข อยากให้เป็นบรรยากาศแบบนั้น เด็กๆน่ารักทุกคน กล้าแสดงออก อาจจะไม่เหมือนสมัยเราในเด็กๆที่ไม่ค่อยกล้าพูด เพราะครูดุ แต่วันนี้ครูโอเคเหมือนเป็นคู่คิดให้เกียรติซึ่งกันและกัน นี่คือสิ่งที่เป็นการพัฒนา แต่ที่ผ่านมาก็คือประวัติศาสตร์ อดีตมาสู่ปัจจุบันและเรากำลังทำเพื่ออนาคตของทุกคน ฉะนั้นทุกคนจะต้องร่วมมือกันคิดตรงนี้ ครูจะต้องทำให้เด็กมีหัวใจแห่งความเข้มแข็ง ทำเพื่อตนเอง ครอบครัว สังคม และคนอื่นไปด้วย ประเทศชาติจะเดินหน้าไปข้างหน้าได้เพื่อสานต่ออดีต ที่ผ่านมามีประวัติศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ใดที่ดีงามเราก็สืบสานต่อ อะไรไม่ดีก็อย่าทำ ขอให้ทุกคนเข้าใจว่าเราไม่ได้ปลูกฝังอะไรทั้งสิ้น แต่ให้ทุกคนซึมซับด้วยหัวใจของพวกเรา ของความเป็นคนไทย จะรักษาชาติบ้านเมืองต่อไปในอนาคต 

นายกฯกล่าวว่า วันนี้พื้นที่มีน้อยจึงอยากแนะนำปลูกผักคอนโด เพื่อมีอาหารเสริมมื้อกลางวัน ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนมื้อกลางวันก็คงไม่ได้มากนัก ทุกสถานที่ขอให้ปลูกผักคอนโด สถานที่ราชการก็ปลูกได้ เป็นการกระตือรือร้นช่วยตัวเอง โดยมีหลักคิดแนวคิดที่ดีขอฝากด้วยไม่ใช่เฉพาะโรงเรียน แม้ในพื้นที่ชุมชนชนบท ท้องถิ่น สามารถทำได้ 

นายกฯ กล่าวด้วยว่า เวลาพูดตนสามารถพูดได้เป็นวัน เพราะจะพูดยาว งานมีทั้งข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ ข้าราชการท้องถิ่น ภูมิภาค ต้องทำงานด้วยกัน นี่คือนโยบายหลักของรัฐบาลและนำไปสู่นโยบายในการปฏิบัติในระดับพื้นที่ ขอให้เข้าใจตรงนี้ ถ้าไม่ช่วยกันก็ติดตรงนั้นตรงนี้ นายกฯพยายามบูรณาการตรงนี้ให้ได้ ข้ามหน่วยงานข้ามกระทรวง เพราะนายกฯมีอำนาจตามกฎหมายในเรื่องของการบริหารในระดับนโยบาย แต่คงต้องติดตามในเรื่องของการร้องเรียนสืบสวนสอบสวนให้ได้ข้อยุติ นายกฯมีอำนาจที่ไม่เหมือนกับที่หลายๆคนอยากให้เป็นอย่างนู้นอย่างนี้มันไม่ได้ เราอยู่กันด้วยกฎหมายด้วยระเบียบข้อบังคับต่างๆ แต่ตนเชื่อมั่นว่าทุกคนน่าจะช่วยกันได้

ภายหลังพิธีเปิดงานฯ นายกรัฐมนตรี ชมฐานสาธิต “เด็กไทยรอบรู้สุขภาพ” 4 ฐาน และเยี่ยมชมนิทรรศการ “ครูอนามัย สร้างเด็กไทยรอบรู้สุขภาพ” โดยนายกฯได้ชมนิทรรศการการสาธิตและร่วมทดลองการวิธีการปั๊มหัวใจ พร้อมกล่าวชื่นชมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ว่า “การทำอย่างนี้นอกจากได้ช่วยคนยังถือว่าได้ออกกำลังกายอีกด้วย” รวมถึงชมการสาธิตวิธีตรวจคัดกรองมะเร็งหน้าอกในสตรี และร่วมเล่นตู้เกมส์คีบตุ๊กตา

กองทุนสื่อฯชวนเยาวชน ประกวดคลิปสั้น’ค่ายเยาวชนไทยรู้เท่าทันสื่อ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703902

กองทุนสื่อฯชวนเยาวชน ประกวดคลิปสั้น'ค่ายเยาวชนไทยรู้เท่าทันสื่อ'

กองทุนสื่อฯชวนเยาวชน ประกวดคลิปสั้น’ค่ายเยาวชนไทยรู้เท่าทันสื่อ’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 20.35 น.

กองทุนสื่อฯ ชวนเยาวชนขับเคลื่อนสื่อสร้างสรรค์ ผลิตคลิปสั้นส่งประกวดในโครงการ ค่ายเยาวชนไทยรู้เท่าทันสื่อ” ชิงเงินรางวัลหลักแสน

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (THAI MEDIA FOUND) ได้จัดงานแถลงข่าว การประกวดสื่อสร้างสรรค์สำหรับกลุ่มมัธยมศึกษา ภายใต้หัวข้อ “ค่ายเยาวชนไทยรู้เท่าทันสื่อ” (Digi Camp) โดยมี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รองประธานกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  และนายณภัทร ตั้งสง่า (บิ๊ก) ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตหนังสั้น ให้เกียรติร่วมแถลงข่าวและการเสวนาในหัวข้อ ‘เทคนิคการผลิตสื่อสร้างสรรค์’

นายอิทธิพล คุณปลื้มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รองประธานกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า

ปัจจุบันสื่อออนไลน์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการพฤติกรรมการเปิดรับสื่อที่เปลี่ยนตามไปด้วย กลุ่มเด็กและเยาวชนถือเป็นกลุ่มหลักที่มีการใช้สื่อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การแพร่กระจายของข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีทิศทางของเนื้อหาที่แน่ชัด ดังนั้น จึงควรมีการฝึกฝน เพื่อเสริมสร้างทักษะให้เด็กและเยาวชนมีทักษะในการรู้เท่าทันสื่อ เพื่อรับมือกับข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม พร้อมกับการส่งเสริมการใช้สื่อเป็นช่องทางในการศึกษาเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน เพราะสื่อออนไลน์ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสาร หากแต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของเด็กและเยาวชนในยุคปัจจุบัน

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงได้จัดโครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์

สำหรับกลุ่มมัธยมศึกษา “Digi Camp ค่ายเยาวชนไทยรู้เท่าทันสื่อ” ขึ้น โดยเน้นการเสริมสร้างทักษะที่สำคัญและจำเป็น ๒ ทักษะ ได้แก่ ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (Media Informationand Digital Literacy – MIDL) ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างสรรค์สังคม เพื่อให้พลเมืองมีทักษะในการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งทักษะดังกล่าว ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรและทักษะศตวรรษที่ ๒๑ ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ และทักษะความเข้าใจและความสามารถ

ในการใช้เทคโนโลยี (Digital Literacy) ซึ่งจัดเป็นทักษะพื้นฐานด้านดิจิทัลที่จำเป็นต่อการนำไปพัฒนาต่อยอด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถงานดิจิทัลในด้านอื่น ๆ ซึ่งทั้ง ๒ ทักษะจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชน รับมือกับข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม และสามารถวิเคราะห์ ประเมินสื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ในยุคนี้เยาวชนสามารถเป็นผู้ผลิตสื่อและเป็นผู้เสพสื่อได้ในคนคนเดียวกัน เราจึงจำเป็นที่จะต้องสร้างความรู้เท่าทันให้พวกเขา ที่กำลังจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ ไปเป็นอนาคตของชาติ  ซึ่งในโครงการนี้เราเปิดกว้างเป็นอย่างมาก น้องๆ ที่สนใจทุกคนสามารถสมัครผ่าน QR code มาเข้าแคมป์อบรมกับเราได้ ซึ่งตอนนี้มีผู้สมัครเข้ามามากกว่า 1,500 คนแล้ว และหวังว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ” นายอิทธิพลกล่าว

ดร.ธนกร ศรีสุขใสผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้แนะนำเรื่องการทำสื่อสร้างสรรค์ ในช่วงเสวนาว่า สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการทำสื่อสร้างสรรค์ คือ เรื่องฉาก ความรุนแรง คำพูด ต้องระวังไม่ให้มีคำหยาบ หรือส่อไปทางความรุนแรง ซึ่งตัวแปรง่ายๆ อีกอย่างหนึ่งคือ เป็นคลิปที่เห็นแล้วทำให้ยิ้มได้ เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทัชใจคนได้ ซึ่งการประกวดในครั้งนี้ เราเปิดกว้างทางออนไลน์ ซึ่งหมายความว่าไม่มีข้อจำกัดด้านจำนวน คาดว่าน่าจะมีคนส่งเข้าประกวดค่อนข้างมาก และก็เป็นหน้าที่ของกรรมการที่จะคัดเลือกผลงานที่ดีที่สุด ซึ่งเงินรางวัลในการชนะการประกวดครั้งนี้ สำหรับคลิปที่ชนะเลิศ คือ 100,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 รางวัลละ 50,000 บาท 2 รางวัล และยังมีรางวัลชมเชยอีก 10 รางวัล รวมไปถึงรางวัล popular vote อีก 1 รางวัล ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาจะได้พัฒนาตัวเองสู่การเป็น young  creator อีกด้วย

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจ สามารถส่งผลงานผลิตคลิปสร้างสรรค์ ภายใต้หัวข้อ “ค่ายเยาวชนไทยรู้เท่าทันสื่อ” (Digi Camp) ความยาว 3-5 นาทีชินเงินรางวัลรวม มูลค่ารวม 420,000 บาท โครงการเริ่มเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าร่วมค่ายเยาวชนไทยรู้เท่าทันสื่อสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2566 เคยมีคณะกรรมการคัดเลือก 30 สุดยอดผลงานเพื่อลุ้นรางวัลชนะเลิศในเดือนเมษายน 2566 นี้

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ facebook: Digi Camp หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 093-525-7090, 063-994-4434

ด่วน! เจ้าคณะจังหวัดนครนายก ร่อนหนังสือ ปลดเจ้าอาวาส หลังบวชให้‘พระอ๋อย’คาดหัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703880

ด่วน! เจ้าคณะจังหวัดนครนายก ร่อนหนังสือ ปลดเจ้าอาวาส หลังบวชให้‘พระอ๋อย’คาดหัว

ด่วน! เจ้าคณะจังหวัดนครนายก ร่อนหนังสือ ปลดเจ้าอาวาส หลังบวชให้‘พระอ๋อย’คาดหัว

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 19.29 น.

วันที่ 12 ธันวาคม 2566 จากกรณี หมอปลา บุกค้นกุฏิ “พระอ๋อย” หรือ อดีตเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ หลังได้รับการร้องเรียนว่ามักจะมีสีกาเข้ามาหาในกุฏิ โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐาน ซึ่งระหว่างค้นกุฏิได้พบยางมัดผมของผู้หญิง ซึ่งอดีตเจ้าอาวาสอ้างว่าเป็นของตนเอง โดยยางเส้นนี้จะนำมามัดที่ศีรษะเวลามีอาการปวดหัว ส่วนบริเวณชั้นล่างพบเสื้อชั้นในของผู้หญิงสีฟ้าตกอยู่ที่พื้นใต้บันไดมีจีวรวางคลุม เมื่อเปิดผ้าจีวรออกกลับพบสาวใหญ่ซุกอยู่ด้วย จนเป็นข่าวดังเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา

ต่อมา ชาวบ้านบริเวณวัดแห่งหนึ่ง ในอ.ปากพลี จ.นครนายก แจ้งพบอดีตพระอ๋อย บวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งที่ จ.นครนายก โดยบวชมาแล้ว 8-9 เดือนโดยชาวบ้านในพื้นที่ไม่ค่อยสบายใจ เห็นแล้วจำได้ ที่เป็นพระที่มีข่าวขึ้นในวัดที่สมุทรปราการ

ขณะที่เจ้าอาวาสวัดดังกล่าว เปิดเผยว่า อาตมาเป็นคนบวชให้ พระอ๋อย เนื่องจากตรวจสอบแล้วไม่มีความผิด จึงกลับมาบวชได้ และขณะนี้ถือใบสุทธิพระอย่างถูกต้อง ครั้งก่อนที่สึก ฝ่ายหญิงที่เจอในกุฏิไม่ได้แจ้งความ พระอ๋อย จึงไม่มีความผิดอะไร ทำให้บวชใหม่ได้ จึงอยากให้ผู้ที่ติดตามข่าวไปย้อนดูภาพในอดีตแล้วตัดสินเอาเองว่าเป็นอย่างไร

ความคืบหน้าล่าสุด  มีคำสั่งเจ้าคณะจังหวัดนครนายกที่ 1/2566 ถอดถอนพระสังฆาธิการออกจากตําแหน่งหน้าที่ ดังนี้

ด้วยพระครูปทุมปริยัตยานุกิจ เจ้าอาวาสวัดขุมข้าว ตําบลหนองแสง เขต 2 อ.ปากพลี จ.นครนายก ได้รับนายประสาทพร อดีตเจ้าอาวาสวัดบางหญ้าแพรก ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ที่มีกรณีซุกสีกาที่ตกเป็นข่าว เข้ามาอุปสมบทและมาพํานักอยู่ วัดขุมข้าว ทําให้เกิดความเสียหายแก่การคณะสงฆ์และการพระศาสนา อันเป็นการประพฤติละเมิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง

อาศัยอํานาจตามข้อ 55 (4) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย อย่างร้ายแรงแก่การคณะสงฆ์ แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และแก้ไขเพิ่มโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2535)

จึงถอดถอน พระครูปทุมปริยัตยากิจ เจ้าอาวาสวัดขุมข้าว ตําบลหนองแสง เขต 2 อ.ปากพลี จ.นครนายก ออกจากตําแหน่งเจ้าอาวาสวัดขุมข้าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2566 (พระราชพรหมคุณ) เจ้าคณะจังหวัดนครนายก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : คัมแบ๊ก! ‘พระอ๋อย’คาดผมแก้ปวดหัว ล่าสุดบวชที่วัดใหม่แล้ว

พระสงฆ์ที่บวชถวายเป็นพระกุศลถวาย ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ รวมเจริญจิตภาวนา-ลงนามถวายพระพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703858

พระสงฆ์ที่บวชถวายเป็นพระกุศลถวาย 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา' รวมเจริญจิตภาวนา-ลงนามถวายพระพร

พระสงฆ์ที่บวชถวายเป็นพระกุศลถวาย ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ รวมเจริญจิตภาวนา-ลงนามถวายพระพร

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 18.31 น.

วันที่ 12 มกราคม 2566 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ ผู้นำท้องถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษา นักเรียน นิสิต นักศึกษา พระสงฆ์ และประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด พร้อมใจนำแจกันดอกไม้ พวงมาลัยและสิ่งของต่าง ๆมาทูลเกล้าถวายหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และลงนามถวายพระพรขอให้ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน  อาทิ ศาลจังหวัดสระบุรี และผู้ประนีประนอมศาลจังหวัดสระบุรี, สำนักงานนิรภัย ทหารอากาศ, สมาคมธนาคารไทย, สายพัฒนาอาชีพ มูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์,  สภาคริสตจักรในประเทศไทย และโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน, นายกสมาคมคนต้นคิดเพื่อสังคมไทย, นายอภิชาติ เงินสะอาด ข้าราชการครูบำนาญ จ.มหาสารคราม, หอสมุดแห่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 

คณะผู้บริหาร ครู โรงเรียนแก้งคร้อวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ, นักศึกษาวิชาทหาร วิทยาลัยเทคโนโลยีราชสิทธิ์ทาราม  ลงนามถวายพระพร ก่อนปฏิบัติหน้าที่จิตอาสาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มาลงนามถวายพระพร,  กลุ่มเจ้าหน้าที่บำนาญ สภากาชาดไทย, กิ่งกาชาดอำเภอหนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ และมูลนิธิหนองไผ่สงเคราะห์ อำเภอหนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์,  บริษัทสวัสดีพานิช สเตชั่นเนอรี่ จำกัด, โรงเรียนโชคชัยหทัยราษฎร์  เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ, ชุมชนเขตบางนา กรุงเทพฯ, ศูนย์วิทยุควบคุมข่ายจงรัก, มูลนิธิสงเคราะห์และพัฒนาเด็ก ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงเธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สระบุรี,

พระสงฆ์ ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจ จากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ที่อุปสมบท ณ วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหารจำนวน 41 รูป เพื่อถวายเป็นพระกุศล แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ระหว่างวันที่ 4-14 ม.ค.2566 มาเจริญจิตภาวนาและลงนามถวายพระพรขอให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตั้งแต่ เวลา 08.00-16.00 น.ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ณ ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และจะเปิดให้ลงนามถวายพระพรถึงวันที่ 31 ม.ค.2566 นี้ โดยประชาชนสามารถลงนามถวายพระพรผ่านทางระบบออนไลน์ได้ที่ เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์  https://wellwishes.royaloffice.th ได้ทุกวัน

สุดประทับใจ’ผู้ว่าเมืองน้ำดำ’ร้องหมอลำสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน TO BE NUMBER ONE

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703768

สุดประทับใจ'ผู้ว่าเมืองน้ำดำ'ร้องหมอลำสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน TO BE NUMBER ONE

สุดประทับใจ’ผู้ว่าเมืองน้ำดำ’ร้องหมอลำสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน TO BE NUMBER ONE

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 15.06 น.

สุดประทับใจ’ผู้ว่าเมืองน้ำดำ’ร้องหมอลำสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในกิจกรรมโครงการ TO BE NUMBER ONE

วันที่ 12 ม.ค.65 เมื่อเวลา 09.00 น. นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อย และให้กำลังใจ น้องๆ ลูกๆ นักเรียนที่มารับเสด็จ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ที่จะเสด็จมาทรงติดตามผลการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ของจังหวัดกาฬสินธุ์ ณ โรงเรียนบัวขาว อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยทรงเปิดชมรม TO BE NUMBER ONE เปิดศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE และทรงเป็นประธานในการแสดงคอนเสิร์ต TO BE NUMBER ONE ในเวลา 17.00 น. เป็นต้นไป

ทั้งนี้การเข้าพบนักเรียนนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้จับไมค์ร่วมร้องเพลง (หมอลำ) ที่เรียกเสียงฮือฮา เพราะผู้ว่าสามารถร้องได้เหมือนศิลปิน ที่ได้อธิบายให้เยาวชนมีฝัน เหมือนตนที่เป็นลูกชาวนาแต่ด้วยความตั้งใจในการศึกษาเล่าเรียนก็สามารถที่จะมาเป็นผู้ว่าหรือมารับราชการเป็นข้าราชการที่ดีได้ โดยเน้นย้ำให้เยาวชนห่างไกลยาเสพติดด้วย

จากนั้นได้ชมการแสดงความสามารถของน้องๆ ลูกๆ นักเรียน กลุ่มชมรมดนตรีสากล โรงเรียนบัวขาว อ.กุฉินารายณ์ พร้อมพูดสร้างแรงบัลดาลใจขอให้น้องนักเรียนทุกคน แสดงความสามารถออกมาให้ท่านเห็นอย่างเต็มที่ และร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยนำโครงการ TO BE NUMBER ONE มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเอง ภายใต้แนวคิด “เป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด” สร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ เป็นเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีความเชื่อมั่น เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง หลีกเลี่ยงและห่างไกลจากยาเสพติด – 003

คัมแบ๊ก! ‘พระอ๋อย’คาดผมแก้ปวดหัว ล่าสุดบวชที่วัดใหม่แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703763

คัมแบ๊ก!  ‘พระอ๋อย’คาดผมแก้ปวดหัว ล่าสุดบวชที่วัดใหม่แล้ว

คัมแบ๊ก! ‘พระอ๋อย’คาดผมแก้ปวดหัว ล่าสุดบวชที่วัดใหม่แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 14.49 น.

วันที่ 12 มกราคม 2565 จากกรณี หมอปลา บุกค้นกุฏิ “พระอ๋อย” หรือ อดีตเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ หลังได้รับการร้องเรียนว่ามักจะมีสีกาเข้ามาหาในกุฏิ โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐาน ซึ่งระหว่างค้นกุฏิได้พบยางมัดผมของผู้หญิง ซึ่งอดีตเจ้าอาวาสอ้างว่าเป็นของตนเอง โดยยางเส้นนี้จะนำมามัดที่ศีรษะเวลามีอาการปวดหัว ส่วนบริเวณชั้นล่างพบเสื้อชั้นในของผู้หญิงสีฟ้าตกอยู่ที่พื้นใต้บันไดมีจีวรวางคลุม เมื่อเปิดผ้าจีวรออกกลับพบสาวใหญ่ซุกอยู่ด้วย จนเป็นข่าวดังเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา

ล่าสุด รายการไทยรัฐนิวส์โชว์ ได้อัพเดทถึงเรื่องนี้ โดยได้มีการเผยคลิปของชาวบ้านที่ได้พบ “พระอ๋อย” บวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งที่ จ.นครนายก ซึ่งพระอ๋อยได้ตอบว่า บวชมาได้ 8-9 เดือนแล้ว โดยชาวบ้านในพื้นที่ไม่ค่อยสบายใจ เห็นแล้วจำได้ ที่เป็นพระที่มีข่าวขึ้นในวัดที่สมุทรปราการ

ขณะที่ชาวบ้านแถวนั้นบอกว่า พระอ๋อยที่มาบวช 7-8 เดือนที่วัดแห่งนี้ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่เคยมีสีกาเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนข่าวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่ชาวบ้านก็ไทม่สบายใจ แม้ไม่มีพฤติกรรมเรื่องนี้ แต่มีพฤติกรรมเสกน้ำมนต์ บอกน้ำมนต์ของพระอ๋อยเนี่ยเอาไปใช้มันจะช่วยให้หายปวด หายเมื่อยได้ เวลาเอาไปพรมร่างกาย ชาวบ้านยังอ้างว่าพระอ๋อยดูดวงแก้ชงได้ 

ขณะที่เจ้าอาวาส เปิดเผยว่า อาตมาเป็นคนบวชให้ พระอ๋อย เนื่องจากตรวจสอบแล้วไม่มีความผิด จึงกลับมาบวชได้ และขณะนี้ถือใบสุทธิพระอย่างถูกต้อง ครั้งก่อนที่สึก ฝ่ายหญิงที่เจอในกุฏิไม่ได้แจ้งความ พระอ๋อย จึงไม่มีความผิดอะไร ทำให้บวชใหม่ได้ จึงอยากให้ผู้ที่ติดตามข่าวไปย้อนดูภาพในอดีตแล้วตัดสินเอาเองว่าเป็นอย่างไร

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน! เจ้าคณะจังหวัดนครนายก ร่อนหนังสือ ปลดเจ้าอาวาส หลังบวชให้‘พระอ๋อย’คาดหัว

ขอบคุณคลิป ข้อมูล : Thairath Online

นายกฯปลื้มเด็กชายแดนใต้กว่าพันคน ร่วมวันเด็กที่ ศอ.บต. กระหึ่ม‘ทรงอย่างแบด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703682

นายกฯปลื้มเด็กชายแดนใต้กว่าพันคน ร่วมวันเด็กที่ ศอ.บต. กระหึ่ม‘ทรงอย่างแบด’

นายกฯปลื้มเด็กชายแดนใต้กว่าพันคน ร่วมวันเด็กที่ ศอ.บต. กระหึ่ม‘ทรงอย่างแบด’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 08.58 น.

นายกฯปลื้มเด็กชายแดนใต้กว่าพันคน ร่วมวันเด็กที่ ศอ.บต. กระหึ่ม‘ทรงอย่างแบด’

12 มกราคม 2566 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ณ ศูนย์อำนวยการบริหารจัดการจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.) เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 65 โดยมีตัวแทนเด็กๆจากพื้นที่ ประมาณ 1 พันคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กพิเศษ เด็กกำพร้า เด็กยากจน และเด็กที่ผู้ปกครองมีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความมั่นคง ซึ่งในงานมีกิจกรรมมากมายอาทิ ท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่ บูธงานศิลปะ ซุ้มอาหาร ร้องเพลง และเพลงที่ชอบกันมากคือ “ทรงอย่างแบด” มากไปกว่านั้น ยังมีการแจกของขวัญกว่า 17,000 ชิ้น และที่เตรียมไว้มอบแก่เด็กทั่วพื้นที่อีก 183 แห่ง

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า การจัดงานวันเด็กที่ศอ.บต.ปีนี้ ได้รับการสนับสนุนจากทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญแก่เด็ก และทุกฝ่ายพร้อมให้ความร่วมมือเพื่อให้เด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มีความสุข สนุก มีรอยยิ้ม เช่นเดียวกับเด็กในพื้นที่อื่น  สำหรับการพัฒนาและส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพเป็นทรัพยากรของชาติต่อไป รัฐบาล โดยศอ.บต. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักประสานความการทำงานกับส่วนราชการต่างๆ ได้ขับเคลื่อนเรืองการแก้ปัญหาเด็กขาดสารอาหาร การส่งเสริมทักษะในเรื่องภาษา ความรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์ การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม เป็นต้น

“ท่านนายกฯดีใจที่ได้ทราบว่า เด็กๆมีความสุขจากการร่วมกิจกรรมของศอ.บต. ได้รับประสบการณ์ที่ดี มีรอยยิ้มและของขวัญกลับบ้าน และได้ฝากอวยพรให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง เติบโตเป็นคนดี มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เพื่อเป็นเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีอนาคตสดใส เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติและสร้าวสันติสุขอย่างยั่งยืน มากไปกว่านั้น ท่านนายกฯยังได้ขอบคุณเจ้าหน้าที ผู้ให้การสนับจากทุกภาคส่วนที่เป็นส่วนสำคัญในการจัดงานอย่างประสบความสำเร็จเพื่อความสุของเด็กๆเนื่องในวันเด็กครั้งนี้ ในส่วนของรัฐบาล จะเร่งเดินหน้าการทำงานตามนโยบายไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ที่รัฐบาลพร้อมให้การดูแลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม” นางสาวรัชดา กล่าว

จุฬาฯ เปิดห้องปฏิบัติการก.ม.สิทธิมนุษยชน ผสานความรู้ในตำรากับประสบการณ์จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703593

จุฬาฯ เปิดห้องปฏิบัติการก.ม.สิทธิมนุษยชน  ผสานความรู้ในตำรากับประสบการณ์จริง

จุฬาฯ เปิดห้องปฏิบัติการก.ม.สิทธิมนุษยชน ผสานความรู้ในตำรากับประสบการณ์จริง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.35 น.

ดร.พัชร์ นิยมศิลป คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ก่อตั้งโครงการ “ห้องปฏิบัติการกฎหมายสิทธิมนุษยชน (LawLAB for Human Rights)” กล่าวว่า โครงการเกิดขึ้นครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีนิสิต นักศึกษา และนักเรียนจำนวนมากออกมาแสดงพลังเพื่อเรียกร้องทางการเมือง นำไปสู่เหตุปะทะกับรัฐ รวมถึงการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม ประกอบกับกระแสความตื่นตัวเรื่องสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยในประเด็นต่างๆ ทั้งการเมืองสิ่งแวดล้อม ปัญหาปากท้อง ความเป็นธรรม ด้านสาธารณสุข การศึภกษา ความเท่าเทียมทางเพศ ฯลฯ ได้จุดประกายให้ตนเองจัดตั้งโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อให้นิสิตได้ร่วมยกระดับความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงกับหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนที่ให้การสนับสนุนโครงการ

โครงการห้องปฏิบัติการกฎหมายสิทธิมนุษยชน (LawLAB for Human Rights) ได้แบ่งพื้นที่การเรียนรู้ ออกเป็น 3 แล็บ 3 พื้นที่การเรียนรู้ ได้แก่ แล็บ 1 การติดตามการทำงานของหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนที่เปิดให้นิสิตชั้นปี 2-4 ได้เข้าฝึกงานกับภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน แล็บ 2 : การเรียนรู้จากการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน นิสิตชั้นปี 2-4 จะได้เข้าอบรมเนื้อหาทางด้านสิทธิมนุษยชนและทำงานร่วมกับภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนโดยจะเน้นให้นิสิตเรียนรู้จากการทำงานร่วมกับองค์กรสิทธิมนุษยชน ทำฐานข้อมูล (database) ซึ่งข้อมูลบางส่วนจะนำไปพัฒนาเป็นเนื้อหาเพื่อเผยแพร่ เช่น ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR) จะมีบันทึกไว้ว่าสืบพยานอย่างไรบ้าง นิสิตก็จะเข้าไปช่วยเหลือ รวมถึงมีโอกาสได้ทำบทความวิเคราะห์ด้วย นอกจากนี้ ก็ยังมี iLAW ที่นิสิตจะได้ไปร่วมสัมผัสกับเหตุการณ์การชุมนุมจริงแล้วเขียนเป็นบทความเผยแพร่” อ.ดร.พัชร์ อธิบาย แล็บ 3 : เป็นห้องปฏิบัติการเรียนรู้เฉพาะเรื่องรับสมัครเฉพาะนิสิตชั้นปีที่ 3-4 ซึ่งในครั้งล่าสุด นิสิตได้เข้ารับการอบรมในประเด็น “Anti-SLAPP Law” (SLAPP ย่อมากจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation) หรือการใช้กฎหมายปิดปาก และได้สัมภาษณ์เหยื่อที่ได้รับผลกระทบจาก SLAPP Law

นิสิตในโครงการทั้ง 3 แล็บจะได้เรียนรู้กระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลปกป้องสิทธิมนุษยชน อาทิ การติดตามทนายไปร้องเรียน ยื่นหนังสือ ร่วมสอบข้อเท็จจริง ตรวจสอบที่เกิดเหตุ การสังเกตการณ์การชุมนุม กระบวนการพิจารณาคดี การเลือกตั้ง รวมถึงการศึกษาร่างกฎหมายใหม่ เป็นต้น

คุณหญิงกัลยา ลงพื้นที่อมก๋อย ติดตามผลโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703594

คุณหญิงกัลยา ลงพื้นที่อมก๋อย  ติดตามผลโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตฯ

คุณหญิงกัลยา ลงพื้นที่อมก๋อย ติดตามผลโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายธฤติ ประสานสอน ผู้ตรวจ
ราชการกระทรวงศึกษาธิการ นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ดร.ภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา และคณะทำงานโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน (Science Technology Innovation (STI) : Smart Intensive Farming) ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน ณ โรงเรียนอมก๋อยวิทยาคม อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

ดร.คุณหญิงกัลยากล่าวว่า การติดตามความก้าวหน้าโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน (Science Technology Innovation (STI) : Smart Intensive Farming) โรงเรียนอมก๋อยวิทยาคม โรงเรียนนำร่องแห่งที่ 4 ที่ได้มีการติดตามจากทั้งหมด 6 แห่ง มีผลสัมฤทธิ์เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ในการสร้างองค์ความรู้ทางด้านเกษตรกรรม โดยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐาน เข้ามาใช้ประโยชน์ ในภาคการเกษตร หรือเรียกว่า Coding For Farm ซึ่งโรงเรียนอมก๋อยวิทยาคม เป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่เป็นตัวอย่างความสำเร็จอย่างชัดเจน ในการสร้างองค์ความรู้ให้แก่นักเรียน ตั้งแต่กระบวนการคิด วางแผน และลงมือทำอย่างเป็นระบบ สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ให้เกิดเป็นทักษะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

โดย ดร.คุณหญิงกัลยา และคณะได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ในโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียนอมก๋อยวิทยาคม ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM Education และ Smart Farm มาประยุกต์ใช้ในการสร้างนวัตกรรมเกี่ยวกับการเลี้ยงกบ เลี้ยงปลา การเลี้ยงไก่ไข่ รวมไปถึงการปลูกเมล่อน เพาะเห็ด และการทำเกษตรเนินดิน หรือฮูกูลคัลเจอร์ (Hugelkultur) ซึ่งเป็นแนวคิดทฤษฎีของเยอรมัน ในการทำเกษตรที่เลียนแบบวิถีธรรมชาติบริเวณที่มีต้นไม้ล้มหรือขอนไม้เกิดซากทับถมของเศษอินทรีย์ต่างๆที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้พืชพรรณต่างๆที่ปลูกบนแปลงผักแบบนี้เจริญเติบโตได้ดี ซึ่งนอกจากจะได้พืชผักที่สวยงามแล้วยังเป็นการช่วยลดการเผาตอไม้เศษไม้ในป่าที่ก่อให้เกิดมลภาวะและฝุ่นละออง PM2.5 ด้วย ถือเป็นการนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่ที่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.คุณหญิงกัลยากล่าวต่อว่า โครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตฯเป็นโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและเป้าหมายของการศึกษาโลกที่ต้องการออกแบบการศึกษาให้ตอบโจทย์อนาคต และสอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ คือ 1.เด็กต้องเรียนอย่างมีความสุข ครูต้องมีความสุขในการสอน 2.ระหว่างเรียนต้องมีรายได้ จบแล้วต้องมีงานทำ 3.ต้องสามารถเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ทันสมัย 4.ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีแข่งขันได้ และ 5.สามารถอยู่ในโลกVUCA World ที่พร้อมรับมือกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ จากความสำเร็จของโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีต ในโรงเรียนนำร่องทั้ง 6 โรงเรียน จนมีการขยายผลโครงการไปสู่โรงเรียนในสังกัดเพิ่มอีก 346 โรงเรียน จากโรงเรียนที่สนใจอยากเข้าร่วมโครงการมากกว่า 600 โรงเรียน ซึ่งทาง สพฐ.จะดำเนินการขยายผลไปสู่โรงเรียนต่างๆทั่วประเทศให้มากที่สุด รวมไปถึงการศึกษาพิเศษที่แสดงความสนใจขอเข้าร่วมโครงการกว่า 100 โรงเรียน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการพร้อมขยายผลและให้การสนับสนุนต่อไป เพราะการศึกษาไทยจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง