ปส.พัฒนาผู้บริหารด้วยหลักสูตร ‘GreenVersation’ เสริมทักษะการสื่อสารยุคใหม่และภาวะผู้นำ

ปส.พัฒนาผู้บริหารด้วยหลักสูตร ‘GreenVersation’ เสริมทักษะการสื่อสารยุคใหม่และภาวะผู้นำ

ปส.พัฒนาผู้บริหารด้วยหลักสูตร ‘GreenVersation’ เสริมทักษะการสื่อสารยุคใหม่และภาวะผู้นำ

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) นำทีมผู้บริหารอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาทักษะบทสนทนาเชิงสร้างสรรค์ (GreenVersation) สำหรับผู้บริหาร สู่การสร้างวัฒนธรรมและการบริหารที่เป็นเลิศ” เพื่อเสริมสร้างและยกระดับทักษะการสื่อสารในยุคปัจจุบัน ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคาร 1 ปส.

การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก อาจารย์นพพล นพรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร และผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมทีม (Team Culture) จากบริษัท Acrosswork จำกัด เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ ภายใต้แนวคิดการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ที่ช่วยเสริมความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กร มุ่งสร้างบรรยากาศการทำงานที่ร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะเทคนิค Empathic Listening หรือการฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ ซึ่งช่วยลดอคติ เพิ่มความเข้าใจเชิงลึก และส่งเสริมการสื่อสารที่ดีภายในทีมงาน

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้ลงมือปฏิบัติผ่านกิจกรรม Workshop ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ได้จริงในสถานการณ์การทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเทคนิค “สลายมโน (Reconfirm)” เพื่อยืนยันความเข้าใจร่วม ลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล และเทคนิค 5I Reflection ที่ช่วยให้ผู้เข้าอบรมสามารถสะท้อนความคิดอย่างเป็นระบบและพัฒนาการสื่อสารที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกภายในทีม บรรยากาศการอบรมเต็มไปด้วยความสนใจและการมีส่วนร่วม ทั้งการตั้งคำถาม การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการฝึกเทคนิคต่าง ๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานจริงได้อย่างเหมาะสม

นพ.รุ่งเรือง ได้เน้นย้ำว่า การสื่อสารไม่ใช่เพียงการพูดหรือการส่งข้อมูล แต่คือการทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมหวังว่าความรู้และทักษะที่ทุกท่านได้รับในวันนี้ จะถูกนำไปต่อยอดในการทำงานจริง ทั้งในการบริหารทีม การประสานงาน และการให้บริการประชาชน เพื่อให้ ปสของเรามีวัฒนธรรมการทำงานที่เข้มแข็งและก้าวทันความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ

การอบรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ปส. ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้พร้อมรับบทบาทด้านนิวเคลียร์และรังสีที่ต้องอาศัยการสื่อสารที่แม่นยำ รอบคอบ และมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเชื่อมั่นว่าทักษะ GreenVersation จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้บุคลากรขององค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงานให้บรรลุผลได้อย่างยั่งยืน

ม.กรุงเทพ จัดตั้ง ‘สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลฯ’ พัฒนาด้านความมั่นคงปลอดภัย นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล กฎหมาย ไอที

ม.กรุงเทพ จัดตั้ง ‘สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลฯ’ พัฒนาด้านความมั่นคงปลอดภัย นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล กฎหมาย ไอที

ม.กรุงเทพ จัดตั้ง ‘สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลฯ’ พัฒนาด้านความมั่นคงปลอดภัย นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล กฎหมาย ไอที

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) จัดตั้ง “สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์” (Institute of Digital Forensics and Cyber Security) ร่วมกับ P&P Law Firm และ Cyber Forensic and Investigation (CFI) ร่วมด้วยพันธมิตรเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Magnet Forensics (USA) และ MSAB (Sweden) ในการสนับสนุนโปรแกรม AXIOM และ XRY เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย

ผศ.ดร.อรรยา สิงห์สงบ รองอธิการบดีสายวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวถึงแรงผลักดันหลักในการจัดตั้งสถาบันแห่งนี้เกิดจากการตระหนักว่า อาชญากรรมไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นแล้วทุกวัน” ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้นในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสิทธิส่วนบุคคล แต่ยังขาด “กลไกกลาง” ที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี นิติวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และกฎหมายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ Mr. Idris Rozaili, Solution Manager จาก Magnet Forensic กล่าวเพิ่มเติมในความร่วมมือครั้งนี้ว่า หัวใจสำคัญที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนให้ถึงความสำคัญของการมีผู้คนที่มีความรู้ ความสามารถ และได้รับการฝึกฝนอย่างเหมาะสมในการต่อสู้กับอาชญากรรมในยุคดิจิทัล ทาง Magnet Forensics มุ่งมั่นที่จะให้การเข้าถึงเครื่องมือ ความสามารถ และวิธีการต่างๆ แก่นักศึกษาและนักวิจัย เพื่อให้สามารถเรียนรู้และฝึกฝนทักษะที่จำเป็น เพราะสิ่งนี้คือการลงทุนในอนาคตของความยุติธรรมและความปลอดภัยของสังคม

สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ ไม่ได้เป็นเพียงห้องแล็บทดลอง แต่จะทำหน้าที่เป็น หน่วยขับเคลื่อนกำลังคนและความเชื่อมั่นทางดิจิทัลของประเทศ” โดยมีภารกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1.การพัฒนาองค์ความรู้ ด้าน Digital Forensics & Cybersecurity เชื่อมโยงกับกฎหมายพยานหลักฐานดิจิทัล 2.การสนับสนุนภาครัฐและเอกชน ในการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของอาชญากรรมทางไซเบอร์และความสามารถในการเข้าถึงองค์ความรู้ในการสืบสวน ตรวจสอบ วิเคราะห์ และพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล 3.การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน พันธมิตรเทคโนโลยี และหน่วยงานความมั่นคง ตลอดจนการขยายความร่วมมือและเครือข่ายในต่างประเทศ

Mr. Graeme Pyper, Vice President Sales APAC จากบริษัท MSAB เผยว่า เป็นโอกาสสำคัญสำหรับการพัฒนาเส้นทางอาชีพในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นสายงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กฎหมาย หรือการสร้างสรรค์คุณค่าให้แก่สังคม “เทคโนโลยีที่เรามอบให้นั้นเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคม” โดยผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีชั้นนำและได้รับความรู้ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรชั้นนำต่างๆ เมื่อก้าวเข้าสู่สายอาชีพจริง

ในยุคดิจิทัล ความมั่นคงไม่ใช่เพียงเรื่องของรัฐอีกต่อไป แต่เป็น “ทักษะสำคัญของคนทำงานทุกสาขา” สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ จะทำหน้าที่เป็นแหล่งพัฒนาทักษะ (Upskill – Reskill – New Skill) ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ได้แก่ นักศึกษาในสายไอที วิศวกรรม และนิติศาสตร์ บุคลากรภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนที่ต้องการยกระดับความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์

ผศ.ดร.อรรยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือนี้ไม่ได้มุ่งเพียงแค่การฝึกอบรมเท่านั้น แต่เป็นการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีทั้งความรู้ทางเทคนิคและความเข้าใจทางกฎหมาย เพื่อขับเคลื่อนความมั่นคงและความยุติธรรมของประเทศอย่างยั่งยืน” หลักสูตรการเรียนการสอนจะเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Magnet AXIOM และ MSAB XRY เพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีองค์ความรู้และทักษะความเชี่ยวชาญ พร้อมใบประกาศนียบัตรที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ยังจะมีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการจริงร่วมกับพันธมิตร เพื่อสร้าง “Digital Forensic Legal & Security Talent Pool” ที่มีคุณภาพให้กับประเทศ

.ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ Partner, จากบริษัท P&P Law Firm กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือในการจัดตั้งสถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ ถือว่าเป็นก้าวที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนและถ่ายถอดองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อส่งเสริมทักษะการวิเคราะห์เชิงลึกและการจัดการพยานหลักฐานที่ซับซ้อน รวมถึงสนับสนุนให้บุคลากรได้รับการรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Professional Certification) ที่รับการยอมรับในระดับโลก

เราเชื่อมั่นว่าบุคลากรที่มีคุณภาพคือรากฐานที่สำคัญที่สุด” การผนึกกำลังครั้งนี้จะช่วยสร้างเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานที่มีทักษะความเป็นเลิศ พร้อมรับมือกับความท้าทายของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน อนาคตอีก 3-5 ปี สถาบันฯตั้งเป้าที่จะเป็นมากกว่า “ศูนย์อบรม” แต่จะเป็น “ศูนย์ความเชื่อมั่นดิจิทัลของประเทศ” ที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับความสามารถของบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ forensic & cybersecurity ทั่วประเทศ

ณัฐพงษ์ ลิ้มแดงสกุล Executive Director จากบริษัท CFI ได้กล่าวไว้ว่า ในโลกยุคปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทุกส่วนในชีวิตของเรา ความท้าทายในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และอาชญากรรมในโลกดิจิทัลก็ได้ทวีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว “พยานหลักฐานดิจิทัล” (Digital Evidence) ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายคดี และเป็นหัวใจหลักในการแสวงหาความจริงในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น ศาสตร์ด้าน นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล” (Digital Forensics) จึงไม่ได้เป็นเพียงสาขาวิชาเฉพาะทางอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นกลไกที่ขาดไม่ได้ในการสร้างความมั่นคงและความน่าเชื่อถือให้กับสังคมดิจิทัลของเราและด้วยการสนับสนุนจากผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้าน Digital Forensics อย่าง Magnet Forensics และ MSAB ยิ่งส่งเสริมให้การจัดตั้งสถาบันฯ ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพัฒนาหลักสูตรสำหรับ “ผู้เชี่ยวชาญ” ในด้าน Digital Forensics เท่านั้น แต่เรากำลังร่วมกันสร้างรากฐานที่มั่นคงของ “อนาคต สำหรับกระบวนการยุติธรรมทางดิจิทัลของประเทศไทย

สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์จะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อของภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาใน ecosystem ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมสนับสนุนระบบยุติธรรมไทยด้วยมาตรฐานสากลด้านพยานหลักฐานดิจิทัล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลที่ปลอดภัยและโปร่งใส นอกจากนี้ ยังมีวิสัยทัศน์ในการเป็น Regional Hub ด้าน Digital Forensics และ Cybersecurity ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภูมิภาคในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ไร้พรมแดน

พระราชวงศ์-องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

พระราชวงศ์-องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

พระราชวงศ์-องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

พระราชวงศ์-องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพด้วยความอาลัย

29 ธ.ค.68 เวลา 06.50 น. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการพระพิธีธรรมที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ รับพระราชทานฉันเช้า ซึ่งเป็นพระพิธีธรรมจากวัดประยุรวงศาวาส และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพฯ ประจำทั้งกลางวัน กลางคืน และรับพระราชทานฉันเช้า ฉันเพล ตลอดจนประโคมย่ำยาม กำหนด 100 วัน โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินและเสด็จไปทรงเป็นประธาน รวมทั้งองคมนตรี ไปเป็นประธาน ในช่วงเวลาต่าง ๆ

และเวลา  10.54 น. นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพฯ ในการถวายภัตตาหารเพล แด่พระพิธีธรรมจากวัดราชสิทธาราม และวัดจักรวรรดิราชาวาส ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ 

ทั้งนี้ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นสถานที่ประดิษฐาน พระบรมศพของพระมหากษัตริย์เกือบทุกรัชกาล และพระบรมศพของสมเด็จพระอัครมเหสี และพระบรมวงศ์ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเป็นพิเศษ อาทิ  สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา, สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา รวมถึงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปี 2559 ถึง 2560

โดยในวันนี้มีสมาชิกราชสกุล กุญชร, ราชสกุล เรณุนันท์,  ราชสกุล ทินกร, ราชสกุล วัชรีวงศ์ , ราชสกุล ชุมแสง, ราชสกุล สนิทวงศ์, ราชสกุล นิลรัตน,  ราชสกุล อรุณวงษ์,  ราขสกุล กปิตถา, ราชสกุล ปราโมช,  ราชสกุล บรรยงกะเสนา, ราชสกุล อิศรเสนา, ราชสกุล รังสิเสนา, ราชสกุล ยุคันธร, ราชสกุล รัชนีกร, ราชสกุลรองทรง  ร่วมในการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พะบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง 

นอกจากนี้ มีประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด และคณะบุคคลจากจังหวัด นครนายก, จ. นครปฐม, จ. ชลบุรี,  จ. นครราชสีมา ตลอดจนผู้แทนองค์กร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน อาทิเช่น คณะครูและนักเรียนโรงเรียนลำนาว  จ.นครศรีธรรมราช,  กรมกิจการผู้สูงอายุ คณะที่ 1-คณะที่ 4, คณะครูและนักเรียนโรงเรียนจิตรลดา ป.5 คณะที่ 1-3, คณะครู นักเรียนโรงเรียนวิเชียรมาตุ จ.ตรัง คณะที่ 1-2,  คณะครู  นักเรียนโรงเรียนบ้านลาดวิทยา จ.เพชรบุรี, คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ บริษัท เอื้อวัฒนสกุล และกลุ่มบริษัทฯในเครือ, คณะผู้บริหาร องค์การเภสัชกรรม, บริษัทแอนด์  มีเดีย  ครีเอชั่น จำกัด, คณะผู้บริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย ฯลฯ  เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเป็นแบบอย่างในการส่งเสริม ฟื้นฟู อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมในทุกๆด้านของไทย นอกจากจะเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับชาติ อย่างผ้าไหมไทยแล้ว ยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆด้วยการสร้างงาน สร้างรายได้จากงานศิลปาชีพ และงานเกษตรกรรม ที่ล้วนเป็นอาชีพหลักของคนไทย เพื่อให้ราษฎรมีอาชีพ มีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่สุขสบายขึ้น

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังแจ้งว่า ในวันที่ 1 มกราคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานปฏิทินหลวง พุทธศักราช 2569 แก่ผู้ที่มาลงพระนามและลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ที่บริเวณสนามตรงข้ามศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.  

และงดเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตลอดทั้งวัน
 

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปราจีนบุรี’ เดินหน้าลดสูญเสียบนถนน ปรับจุดเสี่ยง – ส่งเสริมพฤติกรรมปลอดภัย

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปราจีนบุรี’ เดินหน้าลดสูญเสียบนถนน ปรับจุดเสี่ยง - ส่งเสริมพฤติกรรมปลอดภัย

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปราจีนบุรี’ เดินหน้าลดสูญเสียบนถนน ปรับจุดเสี่ยง – ส่งเสริมพฤติกรรมปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ย้อนไปเมื่อเดือน เม.ย. 2568 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และภาคีเครือข่ายอีกหลายองค์กร จัดงานแถลงข่าว “ปราจีนยืนหนึ่ง ถนนปลอดภัย อุ่นใจด้วยการประกันภัย” ภายใต้ “โครงการสร้างพื้นที่ต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน และการรณรงค์ประกันภัยรถภาคบังคับ ปี 2568” ซึ่งในเวลานั้น “ทีมงาน นสพ.แนวหน้า ได้นำเสนอข่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง (สกู๊ปแนวหน้า : ลดความสูญเสียบนถนน เป้าที่ท้าทายของ‘ปราจีนบุรี’ , หน้า 5 ฉบับวันเสาร์ที่ 26 เม.ย. 2568)

สืบเนื่องจาก จ.ปราจีนบุรี เป็นอีกหนึ่งเส้นทางเชื่อมสำคัญระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) กับภาคตะวันออก ที่เป็นทั้งแหล่งอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว อีกทั้งใน จ.ปราจีนบุรี เองยังเป็นที่ตั้งของ “นิคมอุตสาหกรรม 304” หรือสวนอุตสาหกรรม 304 ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ ปริมาณการสัญจรผ่านไป – มาจึงค่อนข้างหนาแน่น โดยเฉพาะ “ภาคการขนส่ง” ทั้งส่งสินค้าและส่งผู้โดยสาร ทำให้ “ความปลอดภัยทางถนน” เป็นประเด็นที่ทางจังหวัดให้ความสำคัญ

ล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา คณะทำงานโครงการดังกล่าวได้จัดแถลงข่าว “ปราจีนยืนหนึ่ง สรุป และต่อยอดถนนปลอดภัย” โดย สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ TDRI ฉายภาพสถานการณ์เสี่ยงใน จ.ปราจีนบุรี ว่า หลังสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 คลี่คลาย ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปี 2567 มีผู้เสียชีวิตเกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึงร้อยละ 19

“อุบัติเหตุหลักๆ ถ้าเราวิเคราะห์ก็จะพบว่าในปราจีนบุรี อำเภอที่มีเหตุค่อนข้างมากอยู่ 4 อำเภอหลัก ก็คือ อ.เมือง อ.ศรีมหาโพธิ อ.กบินทร์บุรี และ อ.นาดี ซึ่งถ้าเรามาเชื่อมโยงกับข้อมูลด้านการประกันภัย เราก็จะพบว่าอุบัติเหตุส่วนใหญ่ผู้เสียชีวิตที่มีมากกว่า 39% ไม่มีประกันภัย ซึ่งตรงนี้ก็เป็นภาระที่คิดว่าเราคงต้องมีการดำเนินงานมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหากลุ่มเสี่ยง รถจักรยานยนต์ และกลุ่มเสี่ยงรถเชิงพาณิชย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ได้” ผอ.วิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ TDRI ระบุ

เมื่อวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย 1.เยาวชนผู้ใช้จักรยานยนต์  โดยมากเป็นระดับมัธยมและอาชีวศึกษา (อายุ 15 – 19 ปี) พบว่าน้อยคนที่จะมีใบขับขี่และทำประกันภัย 2.กลุ่มแรงงานในนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริเวณใกล้กับสวนอุตสาหกรรม 304 (นิคม 304) มีจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งและมีผู้เสียชีวิตค่อนข้างมาก และ 3.กลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง เพราะ จ.ปราจีนบุรี เป็นทางผ่านเชื่อมต่อระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การดำเนินการเบื้องต้น เช่น “สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย” มีทั้งการประชาสัมพันธ์ผ่าน Spot Radio (สถานีวิทยุกระจายเสียง) เผยแพร่เสียงประชาสัมพันธ์ครอบคลุม 3 อำเภอ เน้นพื้นที่หนาแน่นและมีการสัญจรสูง เช่น สถานศึกษา สวนอุตสาหกรรม 304 และตลาด 304 พลาซ่า การจัดรถแห่ประชาสัมพันธ์วิ่งประชาสัมพันธ์ใน อ.เมืองปราจีนบุรี และศรีมหาโพธิ สัปดาห์ละ 2 วัน (อาทิตย์-จันทร์) เวลา 08.00-16.00 น. สื่อสารตรงถึงประชาชน และผู้ใช้รถใช้ถนน

จัดกิจกรรม Road Safety Week (RSW) ในสถานศึกษา 5 แห่ง 3 อำเภอ อบรมเชิงปฏิบัติการตามฐาน  ประกอบด้วย (1) ไขรหัส พ.ร.บ. (2) Blind Spot (3) หมวกนิรภัย (4) บูธประกันภัย และ (5) วงเสวนา มีการจัดกิจกรรม  Road Safety Day โรงงานขับขี่ปลอดภัยกับสวนฯ 304 อบรมเชิงปฏิบัติการ (1) กิจกรรมวงเสวนา จากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และ (2) Workshop สร้างสรรค์แคมเปญกิจกรรมใน โรงงาน ผ่านกรณี Road Safety และประกันภัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ประกอบด้วย เทศบาลเมืองปราจีนบุรี ที่ว่าการอำเภอศรีมหาโพธิ สํานักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดปราจีนบุรี และสถานศึกษาเป้าหมาย 5 แห่ง สวนอุตสาหกรรม 304 สวนอุตสาหกรรมโรจนะ และตลาด 304 พลาซ่า ผลที่พบคือ 1.การจดจําและเข้าใจ ผู้เข้าร่วมใน 3 อำเภอ (5 สถานศึกษา และ 1 สวนอุตสาหกรรม) สามารถจดจําข้อความและ เข้าใจเนื้อหาสื่อประชาสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี

2.การตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ผู้เข้าร่วมรับทราบสื่อและพร้อมเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม มีการประเมินเห็นผลการเปลี่ยนแปลงจริงในสถานศึกษา และ 3.การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กิจกรรม Road Safety Week และ Road Safety Day สร้างการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เข้าร่วมและผู้เชี่ยวชาญ ได้ความรู้ ความตระหนัก และความสนุก ขณะที่เมื่อเจาะเป็นกลุ่มเป้าหมาย “กลุ่มนักเรียน – นักศึกษา” ร้อยละ 95 ผ่านเกณฑ์ประเมินความรู้ ด้านความปลอดภัยใน การเดินทางและประกันภัย พ.ร.บ.

มีการสวมหมวกนิรภัย เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และมีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการหมวกนิรภัยในอนาคตเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 อีกทั้งการทํา พ.ร.บ. ใน 5 สถานศึกษาเพิ่มขึ้น มีผู้ทำ พ.ร.บ. เพิ่มทั้งหมดร้อยละ 39 ซึ่งจริงๆ แล้วราคาประกันภัยภาคบังคับก็ไม่แพง แต่ที่ไม่ทำก็เพราะอาจขาดความตระหนักรู้ ส่วน “กลุ่มคนวัยทำงาน” พนักงานในสถานประกอบการมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน วางแผนที่จะถ่ายทอดความรู้ผ่านการ บอกต่อ สื่อสาร และประชาสัมพันธ์ พนักงานในสถานประกอบการที่รับสื่อโครงการฯ จดจําข้อความได้ ทําให้แนวโน้มการเปลี่ยน พฤติกรรมการขับขี่ดีขึ้น สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่ ไม่ใช้ความเร็วเกินกำหนดในเขตชุมชน

ส่วน “มาตรการในอนาคต” ที่คณะทำงานอยากส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการในปี 2569 – 2570 อาทิ 1.สนับสนุนการทำใบขับขี่ในกลุ่มนักเรียน – นักศึกษา เนื่องจากพบว่า เยาวชนอายุ 15 – 19 ปีที่เกิดอุบัติเหตุ ร้อยละ 90 ไม่มีใบขับขี่ 2.ชะลอความเร็วในจุดเสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณ “ศาลเจ้าพ่อปู่โทน” บนถนน 304 ฝั่งขาล่อง เนื่องจากพบว่า ร้อยละ 82 ของรถบัสและรถบรรทุกมักเกิดอุบัติเหตุที่จุดนี้ ,  ถนน 304 บริเวณ “หน้านิคมฯ กบินทร์บุรี” ที่มีการตัดการจราจรค่อนข้างสูง , “ถนนปราจีนอนุสรณ์” อ.เมือง จุดที่ผ่านหน้าสถานศึกษา มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง 

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนใน 2 ปีถัดไป 1.บูรณาการเข้ากับแผนจังหวัด เสนอให้จังหวัดปราจีนบุรีบรรจุโครงการฯ เข้ากับนโยบายและ ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางถนนระดับจังหวัดอย่างเป็นทางการหรือผ่านศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) และ คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) จังหวัดปราจีนบุรี 2.สร้างเครือข่ายความร่วมมือรัฐ-เอกชน ภาคธุรกิจประกันภัยเดินหน้ากิจกรรม CSR ด้านความปลอดภัย ทางถนนในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยมี คปภ. เป็นผู้ประสานระหว่าง ธุรกิจประกันภัยและจังหวัด

3.ใช้กลไกกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุ เสนอให้ปรับหลักเกณฑ์การใช้เงินกองทุนทดแทนฯ เพื่อสามารถสนับสนุนมาตรการป้องกันอุบัติเหตุได้มากขึ้น และ 4.พัฒนาระบบข้อมูลและนวัตกรรมเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา สนับสนุนการบูรณาการฐานข้อมูลอุบัติเหตุ ข้อมูลกรมธรรม์ และข้อมูลเคลมประกันภัยเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์ต่อการ วิเคราะห์แก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและแม่นยำ

“ถ้าทำเสร็จตามแผนที่เราคาดการณ์ไว้ ในปี 2569 และ 2570 เราคาดว่าจะลดผู้เสียชีวิตได้ตลอด 3 ปีของโครงการอย่างน้อยประมาณ 126 คน ซึ่งก็จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ การบาดเจ็บควรต้องลดลง และแน่นอนมูลค่าความสูญเสียตลอด 3 ปีน่าจะลดได้หลักหลายร้อยล้านบาท เพราะชีวิตหนึ่งทาง TDRI เคยประเมินไว้ 1 ชีวิตมูลค่าต้องไม่น้อยกว่า 7 – 8 ล้านบาท ฉะนั้นนี่คือผลที่เราคาดหวัง” สุเมธ กล่าว

เสียงสะท้อนจากคนทำงานในพื้นที่และผู้สนับสนุน ธนพล จรัลวณิชวงศ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า หลังได้รับทราบข้อมุลและดำเนินการแก้ไขจุดเสี่ยงต่างๆ พบสถิติการเกิดอุบัติเหตุลดลง ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือและพร้อมขับเคลื่อนการเป็นจังหวัดต้นแบบ โดยมีตัวชี้วัด 4 ด้าน 1.พฤติกรรม อัตราการสวมหมวกนิรภัยเพิ่มขึ้น ขับขี่ชะลอความเร็วในเขตชุมชน 2.ผลลัพธ์ในภาพรวมของโครงการ อัตราการเกิดอุบัติเหตุลดลง อัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุลดลง พื้นที่เสี่ยงได้รับการปรับปรุงแก้ไขทางกายภาพ

“เรื่องที่ 3 เกี่ยวกับการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ที่ผ่านมาโครงการนี้ก็เกิดการกระตุ้นทำให้เกิดการทำงานร่วมกันมากขึ้นในทุกภาคส่วนของจังหวัด ทั้งส่วนกลางแล้วก็จังหวัดเอง แล้วก็อำเภอและท้องถิ่น ซึ่งก็เป็นการประสานการทำงานใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะร่วมสร้างถนนที่ปลอดภัย มีการนำฐานข้อมูลต่างๆ ที่มีมาบูรณาการแล้วก็มาวิเคราะห์ร่วมกันว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร แล้วก็ในประเด็นสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทุกคนก็ตระหนักถึงความสำคัญของการลดปัญหาอุบัติเหตุ และมองว่าการทำ พ.ร.บ.ภาคบังคับเป็นเรื่องปกติ” ธนพล กล่าว

เอกชัย ศรีสุยิ่ง รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี เปิดเผยว่า จากจำนวนนักศึกษา 3,500 คน ใช้จักรยานยนต์ถึงร้อยละ 30 หรือราว 1,000 คัน ซึ่งทางวิทยาลัยฯ และภาคีเครือข่ายส่งเสริมเรื่องการสวมหมวกนิรภัย และมีผลตอบรับที่ดีขึ้นจากนักศึกษา ส่วนเรื่องการทำใบขับขี่ จุดนี้มีข้อจำกัดเรื่องอายุเนื่องจากบางส่วนยังอายุไม่ถึง 15 ปี ในอนาคตอาจต้องหาแนวทางดูแลกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ส่วนเรื่องการชะลอความเร็ว ต้องหารือกับเครือข่ายเพราะเป็นสภาพแวดล้อมภายนอก และการทำ พ.ร.บ. จะเน้นเรื่องการประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้น

“ในเบื้องต้นที่เราดำเนินการอยู่ก็จะมีคุณครูที่ Standby (เตรียมพร้อม) ในการสังเกตพฤติกรรม ในการตรวจคัดกรองทุกประเภท อาจไม่ใช่แค่หมวกกันน็อกอย่างเดียว รวมทั้งสิ่งที่เรามองว่ามันจะมีผลต่อเรื่องของความปลอดภัยของนักเรียน – นักศึกษาด้วย ตรงนี้ก็ให้ความสำคัญ ในอนาคตแน่นอนอาจมองว่าระบบเทคโนโลยีอาจต้องมีส่วนเข้ามาดำเนินการ เช่น กล้องตรวจจับการสวมหมวก การเปิดไม้กั้นเพื่อเข้าจอดรถได้ ตรงนี้อาจมีเพิ่มเติม” รอง ผอ.วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี กล่าว

พงษ์ศักดิ์ ชีวรัตนพงษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ คปภ. กล่าวว่า เมื่อมีการสูญเสีย หากมีประกันย่อมได้รับการคุ้มครอง แต่มองให้ยั่งยืนกว่านั้นคือหากไม่สูญเสียก็ไม่ต้องมาใช้ประกัน เพราะประกันคือทางสุดท้ายที่เมื่อเกิดแล้วยังได้รับการเยียวยา ซึ่งการลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ต้องขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดที่เห็นความสำคัญ นับตั้งแต่การแถลงข่าวเมื่อเดือน เม.ย. 2568 ก็ทำงานร่วมกันมาตลอด ขณะเดียวกันก็ใช้วิธีการสื่อสารแบบสองทาง (Two-way) เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อม

“กิจกรรมที่ TDRI ออกแบบให้เรานั้นเป็นกิจกรรมที่เป็นลักษณะของการสิ่อสารปฏิสัมพันธ์ การลงไปทำกิจกรรมเราไม่ได้บอกท่านต้องสวมหมวกกันน็อก เราไมได้บอกว่าท่านต้องซื้อประกัน พ.ร.บ. แต่เราบอกก่อนว่าถ้าวันนี้ท่านมีหมวกกันน็อกแล้วท่านเกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บท่านก็จะลดน้อยถอยลงไป หรือวันนี้ท่านประสบอุบัติเหตุแล้วท่านมีประกัน ท่านก็จะได้รับการเยียวยาความคุ้มครองเ เราไปสร้างความเข้าใจแล้วให้เขาเข้าภึงสภาพปัญหาที่แท้จริง เราถึงมาแก้ปัญหาให้ตรงจุดแล้วเกิดความยั่งยืน” พงษ์ศักดิ์ กล่าว

ในหลวงทรงรับกำลังพลเจ็บเหตุปะทะไทย-กัมพูชา เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวงทรงรับกำลังพลเจ็บเหตุปะทะไทย-กัมพูชา เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวงทรงรับกำลังพลเจ็บเหตุปะทะไทย-กัมพูชา เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.12 น.

“ในหลวง”  โปรดเกล้าฯให้รองผู้ว่าฯนครราชสีมา เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบกำลังพลที่บาดเจ็บจากชายแดนไทย – กัมพูชา และทรงรับกำลังพลทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  

วันที่  28  ธันวาคม 2568 เวลา 13.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปมอบแก่ จ่าสิบเอก ธเนศ สุขนอก  สิบเอก ปฏิภาณ หมั่นกู้ สิบเอก ปฏิวัติ จรเอก้า พลทหาร ศุภกฤต เที่ยงพลอย และพลทหาร พงศ์พิสิฏฐ์ แสนเจ๊ก  กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา  และเข้ารับการรักษาพยาบาล  ณ  โรงพยาบาลค่ายสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา 

ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับกำลังพลทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  กำลังพลและครอบครัวรู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  
 

DPU เจ๋ง! คว้ารางวัลสุนทรพจน์สิรินธรระดับประเทศ ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านภาษาและวัฒนธรรม

DPU เจ๋ง! คว้ารางวัลสุนทรพจน์สิรินธรระดับประเทศ ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านภาษาและวัฒนธรรม

DPU เจ๋ง! คว้ารางวัลสุนทรพจน์สิรินธรระดับประเทศ ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านภาษาและวัฒนธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

เด็กจีนธุรกิจ DPU คว้ารางวัลชมเชยสุนทรพจน์ภาษาจีนสิรินธร ระดับอุดมศึกษา ครั้งที่ 14 ชิงถ้วยพระราชทานฯ

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ประกาศความสำเร็จของนักศึกษาหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ ในการคว้ารางวัลชมเชยจากโครงการประกวดสุนทรพจน์ภาษาจีนสิรินธร ระดับอุดมศึกษา ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นเวทีการแข่งขันระดับประเทศ เพื่อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับนักศึกษาคนเก่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับสถาบันในครั้งนี้ประกอบด้วย นายนภดล เคนประทุม (李家熙) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ นางสาวพิชามญชุ์ บุญยังดำรง (贝贝) นักศึกษาชั้นปีที่ 1 โดยทั้งคู่สามารถโชว์ศักยภาพด้านทักษะภาษาจีนที่ยอดเยี่ยม พร้อมถ่ายทอดแนวคิดและการเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทย–จีนได้อย่างสร้างสรรค์ จนเป็นที่ยอมรับจากคณะกรรมการและผู้ชมในระดับประเทศ

นอกเหนือจากการประชันทักษะการกล่าวสุนทรพจน์แล้ว ในรอบความสามารถพิเศษ นักศึกษาทั้งสองยังได้ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมจีนออกมาได้อย่างน่าประทับใจ โดยนายนภดล เคนประทุม ได้แสดงการร่ายรำในชุด 《惊鸿一舞》 ที่ถ่ายทอดความอ่อนช้อยและพลังอารมณ์ได้อย่างลงตัว

ขณะที่นางสาวพิชามญชุ์ บุญยังดำรง ได้โชว์พลังเสียงผ่านการขับร้องเพลงพื้นบ้านจีน 《弥渡山歌》 ได้อย่างไพเราะและถ่ายทอดสำเนียงดนตรีจีนได้อย่างดีเยี่ยม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความเป็นมืออาชีพ

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นผลมาจากความทุ่มเทและการฝึกซ้อมอย่างหนักของตัวนักศึกษาเอง โดยได้รับคำแนะนำและการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจากอาจารย์ในหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจและสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ที่ร่วมเป็นที่ปรึกษาในทุกขั้นตอน โดยมี อาจารย์ ดร.นรรัตน์ พุ่มไพศาลชัย เป็นผู้นำทีมนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันจนประสบความสำเร็จในที่สุด

ผลงานในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงคุณภาพการเรียนการสอนของหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ DPU ที่มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพนักศึกษาในรอบด้านภายใต้แนวคิด “激发潜能,改变未来 – ปลุกศักยภาพเปลี่ยนอนาคต” เพื่อผลิตบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านภาษาและมีความเข้าใจในศิลปวัฒนธรรมจีนอย่างลึกซึ้ง พร้อมก้าวไปสู่ความสำเร็จในระดับสากลต่อไป

ในหลวง โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯโคราช เชิญดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบสิบเอก พงศ์พิพัฒน์

ในหลวง โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯโคราช เชิญดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบสิบเอก พงศ์พิพัฒน์

ในหลวง โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯโคราช เชิญดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบสิบเอก พงศ์พิพัฒน์

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.03 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯนครราชสีมา เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบสิบเอก พงศ์พิพัฒน์  โคตรรัง ที่บาดเจ็บจากชายแดนไทย – กัมพูชา และทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันที่ 26 ธันวาคม  2568  เวลา 16.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปมอบแก่ สิบเอก พงศ์พิพัฒน์  โคตรรังกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล  ณ  โรงพยาบาลค่ายสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับกำลังพลทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่รสิบเอก พงศ์พิพัฒน์  ฯ อย่างหาที่สุดมิได้
 

รัฐมนตรีวัฒนธรรมนำสารนายกรัฐมนตรีหนุนสันติภาพผ่านเยาวชน-ยุวทูตสันติภาพ

รัฐมนตรีวัฒนธรรมนำสารนายกรัฐมนตรีหนุนสันติภาพผ่านเยาวชน-ยุวทูตสันติภาพ

รัฐมนตรีวัฒนธรรมนำสารนายกรัฐมนตรีหนุนสันติภาพผ่านเยาวชน-ยุวทูตสันติภาพ

วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.09 น.

รัฐมนตรีวัฒนธรรมนำสารนายกรัฐมนตรีหนุนสันติภาพผ่านเยาวชน-ยุวทูตสันติภาพ

รัฐมนตรีวัฒนธรรม เป็นผู้แทนนายกรัฐมนตรี นำนโยบายการทำงานเพื่อสร้างสังคมสันติสุข นำประเทศสู่สันติภาพ ผ่านการทำงานร่วมกับเยาวชน ในโอกาสให้คณะยุวทูตสันติภาพ 2568 ที่เพิ่งกลับจากการเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ณ นครรัฐวาติกันเข้าพบ

นางสาวซาบีนา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้แทนนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับคณะยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน รุ่นที่ 2 ประจำปี 2568 ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากภารกิจเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอที่ 14 Pope Leo XIV สมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ ณ นครรัฐวาติกัน

นางสาวซาบีนา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวในการให้โอวาทแก่ยุวทูตสันติภาพตอนหนึ่งว่า “การเปิดโอกาสให้เด็กเยาวชน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการสร้างสันติภาพ เพราะเด็กเยาวชนมีทักษะในการสื่อสารได้ดี ทราบว่าคณะยุวทูตสันติภาพนอกจากจะไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาแล้ว ยังได้ทำข่าว ทำคลิปนำเสนอทางสถานีโทรทัศน์และสื่อโซเซียล ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่จะสื่อสารเรื่องสันติภาพไปสู่เพื่อนๆ ได้ในวงกว้าง รวมถึงการนำหลักศาสนาทุกศาสนาที่สอนให้เราเป็นคนดีมาเผยแพร่ผ่านการสื่อสารเรื่องสันติภาพที่มาหัวใจ นับเป็นเรื่องที่น่าส่งเสริมอย่างยิ่ง ทางกระทรวงวัฒนธรรมมีกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ที่ดูแลเรื่องสื่อ และยังเน้นเรื่องวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่เด็กเยาวชน สามารถนำไปต่อยอดได้ในหลากหลายมิติ”

ด.ญ.ภัทราพร อุปมากาญจน์ โรงเรียนนานาชาติอินเตอร์เนชั่นแนล ไพโอเนียร์ ยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน รุ่นที่ 2 กล่าวว่า “ในนามตัวแทนคณะยุวทูตสันติภาพ ต้องขอกราบขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล ที่ได้ให้โอกาสคณะยุวทูตสันติภาพ เข้าพบท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในวันนี้ รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้มีโอกาสมาพบกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ท่านนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งได้เน้นย่ำเรื่องทุกศาสนาสอนให้เราเป็นคนดี เราได้ไปพบผู้นำสูงสุดของศาสนาคริสต์คือสมเด็จพระสันตะปาปา ที่วาติกัน และวันนี้ได้มาพบกับท่านรัฐมนตรีที่เป็นมุสลิม ที่เข้าใจแนวทางในการส่งเสริมเด็กในการร่วมกันสร้างสันติภาพ”

นายรัชพล สุวรรณโชติ นายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ผู้ริเริ่มและก่อตั้งโครงการ กล่าวว่า “หลังจากปีที่แล้ว ซี่งเป็นปีแรกของโครงการยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน ที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา

ฟรานซิส โดยเป็นโครงการร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดียิ่ง ทำให้เกิดโครงการโครงการยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน ปีที่ 2 โดยปีนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) ให้ส่งผู้แทนเยาวชนประเทศไทย เข้าร่วมคณะของวัดโพธิ์ร่วมเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอ ที่ 14 Pope Leo XIV ณ นครรัฐวาติกัน เด็กๆ ยุวทูตสันติภาพ ยังได้ทำสื่อเพื่อเผยแพร่กิจกรรมที่ได้ร่วมทำที่วาติกันและกรุงโรม อิตาลี ร่วมถึงการตั้งใจในการผลิตสื่อเพื่อรณรงค์เรื่องสันติภาพ เผยแพร่ผ่านสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และโซเซียลมีเดีย”

นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ อุปนายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย กล่าวว่า “สมเด็จพระสันตะปาปา Pope Leo XIV ได้มีพระดำรัสในวันนั้นตอนหนึ่งว่า “ทุกๆ ศาสนาสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างโลกที่ดีได้ โลกต้องการความร่วมมือ ,มิตรภาพที่ดี และการทำงานร่วมกันของพวกเราทุกคนบนโลกใบนี้” โดยยังทรงได้มีพระดำรัสเรื่องสันติภาพไว้ว่า “Our religions teach that peace begins in the human heart” “ศาสนาของพวกเรา ล้วนสอนว่า สันติภาพนั้นเริ่มต้นจากใจของมนุษย์” ซึ่งตรงกับแนวคิดเรื่อง Inner Peace สันติภาพจากภายในใจที่สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทยใช้ในการอบรมเด็กเยาวชนทั่วประเทศต่อเนื่องกว่า 26 ปี โดยมีโลโก้สัญลักษณ์โครงการเป็นหัวใจยิ้ม นั้นเอง การที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม จึงเป็นเรื่องดีที่ได้มารับฟังแนวคิดเรื่องสันติภาพซึ่งตรงกับที่กล่าวว่าทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดีครับ”

โดยผู้แทนคณะยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน รุ่นที่ 2 ที่เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประกอบด้วย

1.นรต.ธีทัต วิเศษชูชาติกุล           โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

2.นตท.เนรมิตร ใจสิทธิ์                โรงเรียนเตรียมทหาร

3.ด.ช.เจตนิพิฐ คงปาน                โรงเรียน THE NEWTON SIXTH FORM SCHOOL

4.ด.ญ.ปวีณ์ชยา ปัญจวัฒนกุล     โรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ พัทยา

5.ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์              โรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ

6.ด.ญ.ภัทราพร อุปมากาญจน์     โรงเรียนนานาชาติอินเตอร์เนชั่นแนล ไพโอเนียร์

7.ด.ญ.ชญาภา อุปมากาญจน์      โรงเรียนเลิศหล้าถนนกาญจนาภิเษก

8.ด.ช.ภูรพัฒน์ นราวิจิตธนันต์      โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย

9.ด.ช. กฤตเพชร ตราชู                โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น

10.นายพะศทัศน์ ศรีเครือเนตร     มหาลัยศิลปากร

11.ด.ญ.กุลิสรา หวั่งหลี               King’s College International School Bangkok

สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย โดยการสนับสนุนจาก สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) ส่งผู้แทนยุวทูตสันติภาพ 5 คน เป็นตัวแทนเยาวชนไทย ร่วมกับคณะของวัดโพธิ์ เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอที่ 14 Pope Leo XIV สมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ ณ นครรัฐวาติกัน โดยได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมที่สำคัญถึง 3 กิจกรรม ได้แก่ การเยี่ยมคารวะหลุมพระศพ สมเด็จพระสันตะปาปา

ฟรานซิส ซึ่งทรงเมตตาให้ยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน รุ่นที่ 1 ได้เข้าเฝ้าเมื่อปีที่แล้ว ณ มหาวิหารซานตามาเรียมัจโจเร (Basilica di Santa Maria Maggiore), การเข้าร่วมพิธีการประกาศในการเริ่มต้นสมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอที่ 14 อย่างเป็นทางการ ณ ห้องประชุม Paul VI Hall, Rome และการเข้าร่วมพิธี ณ General Audience, in St. Peter’s Square เนื่องในโอกาสพิเศษครบ 60 ปี ของปฏิญญาโนสตราอาเอตาเต  Catechesis on the occasion of the 60th anniversary of the Conciliar Declaration Nostra Aetate โดยได้มีโอกาสเข้าเฝ้าในที่นั่งพิเศษร่วมกับคณะผู้แทนประเทศไทยจากวัดโพธิ์ และได้ถ่ายภาพร่วมกับสมเด็จพระสันตะปาปา

นักวิชาการ มธ. แนะรัฐฟื้นฟูหาดใหญ่ จัดบิ๊กอีเวนต์ปีใหม่ ดึงเงินเข้าพื้นที่ ชวนบริษัทมหาชนทำCSR

นักวิชาการ มธ. แนะรัฐฟื้นฟูหาดใหญ่ จัดบิ๊กอีเวนต์ปีใหม่ ดึงเงินเข้าพื้นที่ ชวนบริษัทมหาชนทำCSR

นักวิชาการ มธ. แนะรัฐฟื้นฟูหาดใหญ่ จัดบิ๊กอีเวนต์ปีใหม่ ดึงเงินเข้าพื้นที่ ชวนบริษัทมหาชนทำCSR

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.44 น.

เร่งฟื้นฟูหาดใหญ่ นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ 3 ผู้สมัคร สส. เขต 2 จ.สงขลา ต้องเสนอ HOW ว่าจะทำอย่างไร มากกว่าจะทำอะไร แนะรัฐบาลใช้โอกาสปีใหม่ดึงเม็ดเงินเข้าพื้นที่ จัดบิ๊กอีเวนต์ ชักชวนหน่วยงานรัฐจัดสัมมนา พร้อมดึงบริษัทมหาชนลงพื้นที่ทำ CSR แนะยกเครื่องเศรษฐกิจใหม่ ปรับทิศทางจากเมืองชอปปิงสู่เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร พักผ่อน weekend ใช้ต้นทุนด้านการศึกษา-สุขภาพ ดึงต่างชาติอยู่ยาว

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่ และในอนาคตอันใกล้กำลังจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยมีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในพื้นที่เขต 2 จ.สงขลา ที่น่าจับตามองและอยู่ในความสนใจของสังคม ได้แก่ นายศาสตรา ศรีปาน อดีตแชมป์เก่า 2 สมัย ที่ครั้งนี้ลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย นายจุรี นุ่มแก้ว จากพรรคประชาธิปัตย์และ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จากพรรคประชาชนโดยสิ่งที่จะเป็นจุดตัดในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือภาพลักษณ์ของผู้สมัคร และแนวทางปฏิบัติ หรือ HOW ที่มีรูปธรรมชัดเจนของผู้ลงสมัคร เพราะสิ่งที่คนหาดใหญ่ต้องการในเวลานี้คือผู้แทนที่เป็นนักปฏิบัติที่สามารถนำหลักการต่างๆ ไปก่อให้เกิดผลได้จริง ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่จะบอกว่าจะเข้ามาทำอะไร แต่ต้องมี HOW คือต้องนำเสนอว่าจะทำสิ่งนั้นอย่างไรด้วย ส่วนปัญหาของหาดใหญ่เชื่อว่าผู้สมัครทุกท่านทราบดีและนำมาสู่นโยบายที่อาจจะไม่แตกต่างกันมากนัก

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปด้วยว่า สำหรับข้อเสนอเร่งด่วนภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน หรือ Quick win ที่ควรต้องเร่งดำเนินการเพื่อฟื้นฟูหาดใหญ่ คือการกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยการจัดบิ๊กอีเวนต์ต่างๆ ให้ผู้คนเข้ามาจับจ่ายใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นการให้หน่วยงานราชการต่างๆ ในภาคใต้มาจัดอบรมสัมมนาในพื้นที่หาดใหญ่เพิ่มขึ้น หรือจะเป็นการประสานไปยังบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ระดับมหาชน เพื่อมาทำกิจกรรมความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม(CSR) ในลักษณะของโครงการที่จะฟื้นฟูหาดใหญ่รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง

“หลายอย่างมันรอเลือกตั้งไม่ได้เสียด้วยซ้ำ ในช่วงปีใหม่เราน่าจะดึงเงินสักก้อนมาสู่ผู้ประกอบการ จริงอยู่ที่เรามีนโยบายมาตรการสินเชื่อเพื่อการช่วยเหลือไปแล้ว ซึ่งส่วนตัวไม่ได้ติดตรงนั้น แต่สิ่งเหล่านั้นมันทำได้แค่ช่วยผู้ประกอบการ แต่ไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการยืนได้ เพราะมันไม่ใช่การหารายได้ ดังนั้นรายได้ที่ช่วยหาดใหญ่ได้เร็วที่สุดมันมีแค่เงินของรัฐที่ช่วยผ่านการอบรมสัมมนา ไปจัดกิจกรรมที่กระตุ้นการท่องเที่ยว หรือกลไกที่จะทำให้ชาวต่างชาติมาเที่ยว สิ่งเหล่านี้ คือ Quick win ระยะสั้น” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว สิ่งที่ชาวหาดใหญ่ให้ความสำคัญอย่างมากในเวลานี้ คือเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิอากาศ หรือน้ำท่วม ดังนั้นจะต้องมีแผนการดำเนินงานรับมือที่จะก่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าโอกาสที่จะเกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่และนำมาซึ่งความสูญเสียแบบที่ผ่านมาต้องเกิดขึ้นได้น้อย ผ่านการจัดระบบผังเมือง และแผนบริหารจัดการภัยพิบัติที่ดี รวมไปถึงการมีกลไกในการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติที่รวดเร็วมากพอให้ผู้คนรู้สึกมั่นใจได้ว่าหากเกิดภัยพิบัติขึ้นอีกทุกอย่างจะได้รับการถูกออกแบบ วางแผนและจัดการอย่างเป็นระบบ ดังนั้น ช่วงเวลาเหล่านี้จึงเป็นจังหวะที่ดีอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนให้หาดใหญ่กลายเป็นเมืองต้นแบบที่มีความยืดหยุ่นในการรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปด้วยว่า แม้สภาวะเศรษฐกิจของหาดใหญ่ในเวลานี้กำลังประสบกับภาวะวิกฤติซึ่งทุกฝ่ายจะต้องเร่งเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาโดยเร็ว และควรใช้จังหวะวิกฤตินี้เปลี่ยนเป็นโอกาสในการเปลี่ยนทิศทางเพื่อพลิกโฉมยกเครื่องการพัฒนาเศรษฐกิจหาดใหญ่ เพราะต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาก่อนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม เศรษฐกิจหาดใหญ่ก็ซบเซามาเป็นเวลานาน ตลาดที่เคยคึกคักหนาแน่นไปด้วยผู้คนอย่างตลาดกิมหยงต้องเงียบเหงาลง รวมถึงอีกหลายๆ พื้นที่ก็ประสบสภาวะเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ หาดใหญ่ควรปรับเปลี่ยนจากการเป็นเมืองชอปปิง มาเป็นแหล่งอาหารการกิน เป็นแหล่งพักผ่อนในช่วง weekend ซึ่งตอนนี้เมืองสงขลาเพิ่งได้รับการประกาศให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารโลกจากองค์การยูเนสโกโดยหาดใหญ่สามารถใช้ผลผลิตจากแบรนด์นี้เพื่อสร้างให้กลายเป็นแหล่งกินแหล่งเที่ยว พร้อมกันนี้ หาดใหญ่ยังเป็นเมื่องการศึกษา ควรจะดึงนักศึกษาต่างชาติเข้ามา โดยการปรับปรุงหลักสูตรนานาชาติ หรือ การทำ MOU กับประเทศอื่นๆ ที่จะทำให้คนต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวเชิงการศึกษา และใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ได้นานกว่า ที่สำคัญคือหาดใหญ่ยังมีความเข้มแข็งเรื่องการแพทย์ มีโรงพยาบาลชั้นนำของภาคใต้ตั้งอยู่ และมีศูนย์ดูแลผู้สูงวัยที่มีคุณภาพสูงในระดับสากลอยู่ในหลายๆ แห่ง จึงสามารถขยับไปสู่มิติการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism) ที่จะทำให้ชาวต่างชาติอยากจะมาใช้ชีวิตเกษียณได้

นักวิชาการ มธ. วิเคราะห์กระแสเลือกตั้ง ชี้ผลโพล’คนกรุงเกือบครึ่งยังลังเล’ พบได้ไม่บ่อย

นักวิชาการ มธ. วิเคราะห์กระแสเลือกตั้ง ชี้ผลโพล'คนกรุงเกือบครึ่งยังลังเล' พบได้ไม่บ่อย

นักวิชาการ มธ. วิเคราะห์กระแสเลือกตั้ง ชี้ผลโพล’คนกรุงเกือบครึ่งยังลังเล’ พบได้ไม่บ่อย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.42 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เผย พบไม่บ่อย กรณีนิด้าโพลสะท้อนกระแสการเมือง “คนกรุง” เกือบครึ่งยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใคร-พรรคใด เชื่อจุดตัดสำคัญอยู่หลังปีใหม่ที่การหาเสียงจะจริงจัง ระบุ แชมป์เก่า “ปชน.” ชนะเพราะผู้นำเป็นแม่เหล็ก เสริมด้วยกระแส “มีลุงไม่มีเรา” แต่รอบนี้ “เท้ง” ยังไม่ดึงดูดพอและไม่มีกระแสส่ง ต้องรอดูแคมเปญหลังจากนี้ ด้าน “ประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” ยังมีคนหนุน พยายามชูเป็นทางเลือกใหม่แทน “ลุงตู่” ส่วน “ภูมิใจไทย” รีแบรนด์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของฝั่งอนุรักษ์นิยม “อนุทิน” เล่นบทคนรักชาติ ปกป้องแผ่นดิน ดึง “ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์” เรียกคะแนนนิยม แต่ไม่ง่าย เพราะยังติดภาพ “พรรคจากบุรีรัมย์”

จากกรณีที่ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพลของ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง กระแสการเมือง กรุงเทพมหานคร ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-18 ธ.ค. 2568 พบว่าบุคคลที่คนกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ อันดับ 1 ร้อยละ 47.25 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ ขณะที่พรรคการเมืองที่คน กทม. จะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 40.20 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้เช่นกัน

ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่กระแสการเมืองใน กทม. ยังมีผู้ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใครหรือพรรคใดถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ในทุกๆ การสำรวจความคิดเห็น ทว่าในครั้งนี้กลุ่มก้อนของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจในพื้นที่ กทม. มีจำนวนถึงเกือบครึ่งหนึ่งของโพล ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ และมีนัยสำคัญ จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยพบเห็นมากนักในการเลือกตั้งก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถตั้งสมมติฐานได้ทั้งรูปแบบระยะสั้นและระยะยาว สำหรับในระยะสั้นเป็นไปได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน กทม. ยังอยู่ในช่วงของการชั่งน้ำหนักและเกิดความลังเลจริงๆ ว่าจะเลือกใคร แต่คิดว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงปี่กลองของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเข้มข้นขึ้นในช่วงหลังปีใหม่ 2569 เป็นต้นไป จะต้องกลับมาดูโพลกันอีกสัก 2 ครั้งในเดือน ม.ค. 2569 เพราะเมื่อการหาเสียงเริ่มเข้มข้นขึ้นจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขของผู้ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเริ่มลดลงโดยธรรมชาติ

ขณะที่สมมติฐานระยะยาว จะเป็นในทางกลับกัน กล่าวคือหากความลังเลหรือความไม่แน่ใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน กทม. ยังไม่ลดลง ก็มีความเป็นไปได้ว่าผู้คนอาจรู้สึกว่าไม่มีตัวเลือกใดเลยที่มีความเหมาะสม ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ จุดวัดใจของทุกพรรคการเมืองจะเกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของการเลือกตั้งว่าจะงัดไพ่เด็ดหรือกลยุทธ์อะไรออกมา

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการที่แชมป์เก่าที่เคยครองพื้นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ถึง 32 เขต ใน กทม. จากการเลือกตั้งในปี 2566 อย่างพรรคประชาชน หรือพรรคก้าวไกลเดิม จะสามารถทำได้เหมือนเดิมหรือไม่นั้น มองว่าขณะนั้นเกิดขึ้นได้เพราะกระแสมีลุงไม่มีเรา ที่ทำให้สามารถช่วงชิงคะแนนเสียงจากผู้ที่ยังลังเลว่าจะเลือกใคร จนคว้าชัยชนะได้ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง แต่ความท้าทายในครั้งนี้คือยังไม่มีกระแสส่งเหมือนครั้งนั้น กระนั้น กระแสก็เป็นสิ่งที่สามารถสร้างขึ้นได้ ฉะนั้นแคมเปญของพรรคประชาชนหลังปีใหม่จะเป็นจุดชี้ชะตา

“หากถามว่าแล้วจะมีปัจจัยอะไรที่ทำให้คนกรุงเทพฯ เปลี่ยนใจไปจากส้ม ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนในกรุงเทพฯ ที่เลือกเพราะความเป็นพรรค ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในแม่เหล็กสำคัญในการดึงคะแนนมาคือตัวผู้นำพรรค แต่ตอนนี้จากคะแนนล่าสุดของคนที่จะเป็นนายกฯ ของนิด้าโพลระบุว่า คุณเท้ง ณัฐพงษ์ มีคะแนนอยู่ที่ 16.95% แต่คะแนนพรรคประชาชนอยู่ที่ 26.25% ซึ่งมีช่องว่างอยู่ ขณะที่คะแนนของแคนดิเดตนายกฯ ท่านอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนนนิยมของพรรคจะไม่ห่างกันเยอะ ดังนั้น คิดว่าปัจจัยสำคัญตอนนี้คือตัวผู้นำพรรคส้มกระแสยังไม่ดึงดูดเท่าสองคนก่อนหน้านี้ แต่ต้องรอให้เข้าสู่ช่วงหลังปีใหม่ว่าแคมเปญต่างๆ ที่เชื่อว่าพรรคจะจัดชุดใหญ่ออกมา จะสามารถสร้างกระแสให้กระพือได้เหมือนสองครั้งก่อนหน้านี้หรือไม่ เดือนหน้าจะเป็นตัวชี้วัดว่าส้มจะมาหรือไม่มาใน กทม.” ดร.ปุรวิชญ์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งทางพรรคเชื่อว่าจะมีแนวโน้มของคะแนนที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ก็น่าจะยังมีฐานเสียงเดิมที่ให้การสนับสนุนอยู่อีกจำนวนไม่น้อย อีกทั้งการที่ภูมิทัศน์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจากการไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นตัวเลือกหลักของชนชั้นกลางกลุ่มอนุรักษ์นิยมในพื้นที่ กทม. แล้ว จึงเป็นไปได้ที่ฐานคะแนนจากส่วนนี้ยังอยู่ในช่วงของการชั่งน้ำหนักอยู่เช่นกันว่าจะเลือกพรรคการเมืองใดเป็นตัวแทน และพรรคประชาธิปัตย์เองก็เห็นในจุดนี้และมีความพยายามที่จะสร้างภาพลักษณ์ของการเป็นทางเลือกใหม่ให้กับฝั่งอนุรักษ์นิยม อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์เลยจุดสูงสุดไปแล้ว และคงไม่สามารถคว้าที่นั่งได้เป็นหลักร้อยเหมือนเช่น 10 กว่าปีก่อน ฉะนั้นความท้าทายจึงอยู่ที่ว่าจะสามารถเปลี่ยนใจคน กทม. ให้กลับมาเลือกพรรคได้มากน้อยแค่ไหน

ดร.ปุรวิชญ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนพรรคที่ก่อนหน้านี้ไม่เน้นการสร้างกระแส และมีฐานเสียงสำคัญอยู่ในต่างจังหวัดอย่างพรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่สามารถคว้าชัยชนะใน กทม. ได้เลยจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จะสังเกตเห็นว่าในครั้งนี้ทางพรรคภูมิใจไทยมีความพยายามที่จะรีแบรนด์ตัวเองตั้งแต่ช่วงต้นปีเพื่อให้เป็นทางเลือกหนึ่งของฐานเสียงกลุ่มอนุรักษ์นิยม

“ประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ปะทะไทย-กัมพูชา ที่คุณอนุทิน ก็เล่นบทบาทการเป็นคนรักชาติ ซึ่งหากพูดกันตามข้อเท็จจริง สิ่งเหล่านี้ก็โดนอกโดนใจโหวตเตอร์อนุรักษ์นิยมจำนวนไม่น้อยกับแนวทางของการพิทักษ์ผืนแผ่นดินไทยแบบนี้ ก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกที่คนกรุงเทพฯ จำนวนหนึ่งไปกาให้ภูมิใจไทย และคุณอนุทิน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจากฝั่งอนุรักษ์นิยมที่จะกาพรรคภูมิใจไทยได้ เพราะติดความรู้สึกว่าเป็นพรรคที่มาจากบุรีรัมย์ ไม่ใช่พรรคแบบคนกรุง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคุณอนุทิน ก็ดึงเทคโนแครตอย่างคุณศุภจี คุณเอกนิติ คุณสีหศักดิ์ มาร่วมพรรคเพื่อเป็นภาพโชว์ว่าเราเป็นพรรคที่มีศักยภาพ และพร้อมทำงานโดยมืออาชีพ ซึ่งเชื่อว่าจะดึงคะแนนได้จำนวนหนึ่ง แต่แค่การเอา 3 คนที่มีโปรไฟล์ดีมาเข้าร่วมก็ไม่ง่าย เพราะคน กทม. ยังติดภาพจำเดิมๆ ของภูมิใจไทย ซึ่งโหวตเตอร์กลุ่มนี้จะมีแนวโน้มไปเลือกคุณอภิสิทธิ์มากกว่า จึงเป็นเหตุผลให้คุณอภิสิทธิ์พยายามวาดภาพว่าตนเป็นทางเลือกเช่นกัน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าฐานของฝั่งอนุรักษ์นิยมจะไม่ได้เป็นฐานเดียว ซึ่งประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทยต่างก็ต้องช่วงชิงจากฐานตรงนี้” ดร.ปุรวิชญ์ กล่าว