‘นฤมล‘ พร้อมต่อสู้เพื่อเด็กอาชีวะได้เงินเดือนสูงตามทักษะอาชีพ ไม่ใช่ตามวุฒิการศึกษา

‘นฤมล‘ พร้อมต่อสู้เพื่อเด็กอาชีวะได้เงินเดือนสูงตามทักษะอาชีพ ไม่ใช่ตามวุฒิการศึกษา

‘นฤมล‘ พร้อมต่อสู้เพื่อเด็กอาชีวะได้เงินเดือนสูงตามทักษะอาชีพ ไม่ใช่ตามวุฒิการศึกษา

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

‘นฤมล‘ พร้อมต่อสู้เพื่อเด็กอาชีวะได้เงินเดือนสูงตามทักษะอาชีพ ไม่ใช่ตามวุฒิการศึกษา

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ครบรอบ 84 ปี โดยมี น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศธ., นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช.ศธ. , นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ., นายสุเทพ  แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ., พร้อมคณะผู้บริหาร และข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วมพิธี บริเวณหน้าอาคาร สอศ. กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตนกลับอาชีวะฯทำงานกันมาไม่ใช่เพิ่งจะปีนี้  แต่ได้ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ก็ได้ทำเรื่องทวิภาคีด้วยกัน ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลพยายามส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ  EEC ที่ไทยเร่งผลักดันสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ปัญหาหลักของประเทศ นอกจากเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องน้ำจะมีเพียงพอหรือไม่ พลังงานสะอาดจะมีหรือไม่ เพื่อให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้ ตรงนั่นยังพอแก้ไขได้ แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ เรื่องของทักษะแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะพิเศษ ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC  ที่มาพบกับตนช่วงเป็น รมช.แรงงาน พบว่าคำถามที่เกี่ยวกับแรงงาน ถามว่า เรามีวิศวกรอยู่เท่าไหร่ ไทยมีช่างเทคนิคด้านต่างๆอยู่เท่าไหร่ เมื่อกระทรวงแรงงานรวบรวมตัวเลขให้ บริษัทที่จะมาลงทุนก็บอกว่าตัวเลขยังห่างไกลกับที่เขาต้องการเยอะ และบริษัทเหล่านี้ไม่ต้องการวิศวกรที่จบปริญญาตรี แต่ต้องการวิศวกรที่จบจากวิทยอาชีวศึกษา หรือวิทย์วิทยาลัยเทคนิค ต้องการวิศวกรที่สามารถทำงานได้เลย ทำงานเป็น และรู้ว่าจะแก้ปัญหาหน้างานได้อย่างไร กระทรวงแรงงาน จึงได้มาทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อเชื่อมโยงผลักดันให้เกิดการทำระบบทวิภาคีขึ้น เพื่อให้นักเรียนอาชีวะฯได้ฝึกปฏิบัติ เมื่อเรียนจบแล้วสามารถทำงานได้จริง นอกจากนั้น ยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาลงทุนแล้วขยายกิจการเพิ่มเติมไปนอกพื้นที่  EEC อย่างเช่นบริษัทชิโนเป็กของจีน ที่เข้ามาลงทุนในเรื่องท่อแก๊ส แต่ปรากฏว่าไม่มีแรงงานด้านช่างเชื่อมแบบชั้นสูง จึงต้องมาพึ่งสำนักงานอาชีวะฯในการอบรมช่างเชื่อมที่เป็นอยู่แล้ว ให้เป็นช่างเชื่อมชั้นสูง เนื่องจากชิโนเป็กบอกว่าถ้าเรามีช่างเชื่อมชั้นสูงจะรับไม่จำกัด และให้เงินเดือนเริ่มต้นเดือนละ 50,000 บาท เมื่อปี 2563 ตน จึงได้เริ่มทำงานร่วมกับอาชีวะศึกษาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ก็เริ่มเห็นอุปสรรคปัญหา ว่าเด็กที่เรียนอาชีวะ พอจบระดับ ปวช, ปวส.  ปรากฏว่า รายได้ขั้นต้นต่ำกว่าคนที่จบปริญญาตรี ตรงนี้ก็เป็นปัญหาของเรื่องโครงสร้างเงินเดือนที่ทำให้แรงจูงใจของน้องๆเลือกไปเรียนปริญญาตรีมากกว่ามาเรียนอาชีวะฯ เพราะจบปริญญาตรีได้เงินเดือนเยอะกว่า แต่หางานไม่ได้ จบปริญญาตรีแล้วก็ว่างงานกันเยอะแยะ แต่น้องๆที่จบอาชีวะมาได้งานทำเลย แต่ได้เงินเดือนน้อยกว่าปริญญาตรี  ซึ่งในช่วงนั้นตนอยู่กระทรวงแรงงาน ก็ได้คุยกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และได้เริ่มผลักดันด้วยการเชิญชวนนายจ้าง ว่าจะปรับโครงสร้างเงินเดือน ของนักเรียนอาชีวะสายอาชีพ ให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าคนที่จบปริญญาตรี เพราะน้องที่จบสายอาชีพที่ผ่านระบบทวิภาคีสามารถทำงานได้จริงๆ แทนที่ไปรับคนที่จบปริญญาตรี แต่ทำอะไรไม่เป็น กว่าจะฝึก กว่าจะทำงานเป็นก็ใช้เวลาอีก 6 เดือน หรือ 1 ปี  ดังนั้น น้องๆอาชีวะควรจะได้เงินเดือนเริ่มต้น และเงินเดือนขั้นต่อไป เติบโตในอาชีพสูงกว่า ซึ่งภาคเอกชนเราเชิญชวนได้ แต่ติดในเรื่องกฏหมาย ถ้าเราใช้กฎหมายเพิ่มเติมเพื่อบังคับใช้ในเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ที่แยกตามทักษะวิชาชีพ ถ้าผู้เรียนผ่านการทดสอบมาตรฐานทางวิชาชีพแล้ว  ก็บังคับใช้กฎหมายเพื่อให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างได้ตามค่าแรงขั้นต่ำตามทักษะวิชาชีพ  แต่ติดที่ภาคราชการเราเอง คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)ซึ่งกำหนดอันตราเงินเดือนของผู้จบปริญญาตรีสูงกว่าผู้ที่จบ ปวช. และ ปวส.  ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น  ซึ่งตรงนี้ก็ต้องต่อสู่กับทาง ก.พ.ร. ต่อไป หน่วยราชการเองก็เหมือนกัน เราไม่ได้ต้องการคนจบปริญญาตรีมาเยอะแยะ เพราะจริงๆปริญญาก็เป็นแค่วุฒิบัตรอย่างหนึ่ง ดังนั้น คนที่เลือกเรียนไม่ว่าจะเรียนสายสามัญ หรือสายอาชีพ แต่เมื่อเขาเลือกเรียนสายอาชีพแล้ว ก็ต้องได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม  ดังนั้น ในส่วนที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ ตนก็จะไปต่อสู้ต่อไป  สำหรับในส่วนของภาคเอกชน เขาให้ความร่วมมือในเรื่องนี้เราพอสมควร ก็ขอความกรุณาดูแลน้องๆสายอาชีวะด้วย  

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ต้องขอขอบคุณอาจารย์และน้องๆอาชีวศึกษา ตามที่ตนได้มีโอกาสไปตรวจเยี่ยมพบว่า นศ.อาชีวะฯจิตอาสา ไปช่วยซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ รถมอร์เตอร์ไซต์ รถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมเสียหาย ดูจากสภาพแล้วไม่น่าจะซ่อมได้ แต่น้องๆอาชีวะฯก็สามารถซ่อมได้ และขอขอบคุณผู้อุปการะคุณที่ช่วยเอื้อเฟื้ออะไหล่ น้ำมันเครื่อง อุปกรณ์ทั้งหลายทำให้น้องอาชีวะฯได้ไปทำจิตอาสาทั่วประเทศไทย ที่ไหนมีภัย ก็จะมี ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (FIX IT CENTER)ไปที่นั้น

เราอาจจะคิดว่าอาชีวะมีแต่ฮาร์ดสกิล หรือ มีแต่ช่าง แต่อาชีวะฯก็มีซอฟสกิลด้วย มีวิทยาลัยการอาชีพ ช่วงที่ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยแรงงาน เกิดโควิดระบาด ก็ได้จัดโครงการฝึกอบรมอาชีพ โดยเชิญวิทยาลัยอาชีวะฯเข้าไปสอนอาชีพให้กับชาวบ้าน เพื่อเป็นอาชีพเสริมเนื่องจากรายได้ประจำหายไป  โดยไปสอนทำกาแฟ ทำอาหารกล่องขาย และหลังจากนั้นหลายคนก็นำความรู้ที่ได้จากการอบรมในครั้งนั้น นำไปต่อยอดเปิดร้านเล็กๆของตัวเองจนเติบโตขึ้น รวมทั้งชุดเสื้อผ้าที่รัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน ใส่ในวันนี้ ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น ที่ตัดให้ใส่สวยงาม 

รมว.ศธ.ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ว่า ปัญหาโครงสร้างเงินเดือนของน้อง ๆสายอาชีพเกิดจากค่านิยมของคนไทย คือ ต้องจบปริญญาตรี จึงจะประสบความสำเร็จ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ จบอะไรก็ได้ที่มีงานทำ และเลี้ยงชีพได้ด้วยสัมมาชีพ แต่พอค่านิยมเป็นแบบนี้ โครงสร้างเงินเดือนก็ล้อกันไป ให้เงินเดือนน้องๆที่จบ ปวช, ปวส. น้อยกว่าคนที่จบปริญญาตรี ซึ่งในต่างประเทศไม่เป็นอย่างนี้ เขาจะให้ตามทักษะวิชาชีพ ตอนนั้นตนจึงพยายามผลักดันให้กรมฝีมือแรงงาน ทำความเข้าใจกับนายจ้าง ให้เขาจ่ายค่าจ้างตามทักษะอาชีพ และใช้กฏหมายบังคับเพิ่มเติมด้วยว่าถ้าไม่เป็นไปตามนั้น เราก็จะเริ่มบังคับใช้กฏหมายนะ  นอกจากนี้ ก็ทำเรื่องของทวิภาคีร่วมกันและขยายต่อยอด ซึ่งตอนนี้มีสาขาวิชาชีพเพิ่มเติมเยอะมาก และทางภาคอุตสาหกรรมก็ต้องการทักษะอาชีพที่เปลี่ยนไป ตอนนั้นจะมีเแค่เรื่องทักษะช่างเชื่อม ลอจิสติกส์ วิศวะเฉพาะทางสาขาต่าง ๆ แต่ตอนนี้ก็มีเอไอเข้ามาเพิ่ม ระบบราง เกษตรสมัยใหม่ สุขภาพสมัยใหม่ เหล่านี้เด็กที่เรียนจบออกไปแล้วก็สามารถทำงานได้เลย ที่กลุ่มนายจ้างบอกว่าเหมือนปลากระป๋อง เปิดแล้วกินได้เลย เพราะฉะนั้นค่าจ้างก็ควรเป็นไปตามนั้น ก็ยังเหลือแต่หน่วยราชการที่ยังติด ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)ที่ดูเรื่องอัตรากำลังและโครงสร้างเงินเดือน ถ้าสามารถปลดล็อกตรงนี้ได้ แม้กระทั้งกระทรวงศึกษาธิการเอง เรื่องนี้เราก็พึ่งจะคุยกันในที่ประชุม ก.ค.ศ. ว่าต้องให้น้ำหนักเท่า ๆกัน เพราะถือว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการศึกษามาแล้ว ไม่ว่าจะจบมาสาขาไหน หรื วุฒิบัตรแบบใด ถ้ามีทักษะและสามารถทำงานได้ ก็ต้องได้ค่าตอบแทนเท่ากัน ไม่ใช่ไปแบ่งกันที่วุฒิ แต่ต้องแบ่งที่ทักษะ ดังนั้น ก.ค.ศ.ก็จะต้องพิจารณาปรับตรงนี้ ในการเลื่อนเงินเดือนก็จะต้องดูตามทักษะ ไม่ใช่เริ่มที่วุฒิ ซึ่งไม่ควร

“ส่วนเรื่องการเพิ่มยอดผู้เรียนสายอาชีวะฯนั้น ก็ต้องไปดูเรื่องโครงสร้างค่าตอบแทน หรือเงินเดือนก่อน ถ้าแก้ไขตรงนี้ได้ ก็จะเป็นแรงจูงใจให้คนมาเรียนอาชีวะมากขึ้น และที่สำคัญต้องส่งเสริมวิทยาลัยอาชีวะฯต่าง ๆให้มีความพร้อมด้านบุคลากร แต่ตอนนี้อัตรากำลังก็ยังมีไม่เพียงพอ ถ้าครูยังมีไม่พอ แล้วจะไปรับเด็กเพิ่มก็จะย้อนแย้งกัน ตรงนี้ก็จะต้องไปต่อสู้กับ กพร. เพื่อให้ได้อัตรากำลังมาเพิ่มเติม รวมถึงอุปกรณ์การเรียนการสอน เพราะตอนนี้สาขาใหม่ๆเกิดขึ้นเยอะแยะ  ทางวิทยาลัยและครูอาจารย์ก็จะต้องได้รับการพัฒนาเพื่อที่จะมาสอนเด็กได้ และตนก็จะไปต่อสู้เรื่องงบประมาณให้สอศ.ต่อไป ซึ่งงบฯอาชีวะฯปี 2569 ถูกตัดไป 31 ล้านบาท ได้มา 2.7 หมื่นกว่าล้าน ก็จะใช้ให้คุ้มค่าที่สดสมกับที่สภาฯมอบให้มา“ รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศธ. กล่าวว่า จากที่ชื่นวีทีอาร์วันนี้จะเห็นได้ว่าทุกๆยุกก็สะท้อนว่า สิ่งที่อาชีวะทำคือการสร้างคนให้มีงานทำ ในทุกยุคทุกสมัยก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเองมาโดยตลอด วันนี้ก็อยากจะบอกว่าอาชีวะฯไม่ใช่แค่การเรียนเรียนที่จะมุ่งไปสู่การมีงานทำเท่านั้น แต่อาชีวะคือยุทธศาสตร์ของประเทศ ปัจจุบันอาชีวะฯ เป็นแรงงานที่สำคัญที่จะผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมในยุคใหม่เติบโตได้เราต้องอาศัยแรงงานอาชีวะ ก็ขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรอาชีวะทุกคน และน้องๆอาชีวศึกษาทุกคน

ขณะที่ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้นขอแสดงความยินดีกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ปีนี้ครบรอบ 84 ปี ถ้าเป็นคน ก็คงถือว่าอายุเยอะพอสมควรแล้ว ฉะนั้น ก็ถือว่าเป็นวัยที่ผ่านประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ก็ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายดลบันดาลให้สำนักงานอาชีวะศึกษามีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ผลิตบุคลากรที่ดี เพราะประเทศไทยยังขาดบุคลากรดีๆอีกเยอะ และอย่าลืมไปปรับเปลี่ยนเรื่องเงินเดือนให้น้องที่จบอาชีวะฯด้วย

สมศ. ชูต้นแบบ ‘วิทยาลัยเกษตร’ ยกระดับผู้เรียนสู่ ‘นวัตกรเกษตรยุคใหม่’

สมศ. ชูต้นแบบ ‘วิทยาลัยเกษตร’ ยกระดับผู้เรียนสู่ ‘นวัตกรเกษตรยุคใหม่’

สมศ. ชูต้นแบบ ‘วิทยาลัยเกษตร’ ยกระดับผู้เรียนสู่ ‘นวัตกรเกษตรยุคใหม่’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ลงพื้นที่เยี่ยมชมวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาหลักสูตรสาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร เพื่อยกระดับผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรเกษตร ภายใต้แนวคิด “ผลิตได้ ขายเป็น เน้นคุณภาพ”

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวว่า วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จจากการพัฒนาหลักสูตรและเครือข่ายความร่วมมือ โดยวิทยาลัยฯ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) สาขาวิชาพืชศาสตร์ มีการพัฒนาหลักสูตรสาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร (ปวส.) ซึ่งเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชน สถานประกอบการ และตลาดแรงงาน โดยหลักสูตรนี้เกิดจากการมีส่วนร่วมของสถานศึกษา สถานประกอบการ ชุมชน และท้องถิ่น โดยมีการปรับปรุงรายวิชาเดิมและกำหนดรายวิชาใหม่ให้ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงาน นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้ครูผู้สอนพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะตามรายวิชาให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ

“การลงพื้นที่ครั้งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาด้านการอาชีวศึกษาของ สมศ. ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้สถานศึกษาพัฒนาคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน เป็นภาพสะท้อนของการประเมินคุณภาพภายนอกที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่ส่งผลถึงอนาคตของผู้เรียน และอนาคตของการเกษตรไทยที่ทันสมัย ยั่งยืน และสร้างรายได้จริง” ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าว

ด้าน นายสุรศักดิ์ เทียบรัตน์ ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ กล่าวว่า วิทยาลัยได้ยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ผลการประเมินและข้อเสนอแนะจาก สมศ. เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนา ร่วมกับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเรื่องการยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง โดยเริ่มจาก “หลักสูตรเกษตรก้าวหน้า” ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น และพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็น “หลักสูตรเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร” ที่โดดเด่นภายใต้แนวคิด “ผลิตได้ ขายเป็น เน้นคุณภาพ” ให้นักศึกษามีทักษะรอบด้าน ทั้งการผลิต (ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์) เน้นบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โดรนเพื่อการเกษตร และโรงเรือนอัจฉริยะที่ควบคุมความชื้น อุณหภูมิ และแสงได้  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเปลี่ยนภาพลักษณ์การเกษตรแบบเดิม สร้างทักษะธุรกิจและการตลาด มีรายวิชา “การขายเบื้องต้น” และศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ สนับสนุนให้นักศึกษาสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพและขายได้เอง เพื่อความยั่งยืนในอาชีพ  ปัจจุบันมีการจำหน่ายสินค้าจากร้านของวิทยาลัยและนักศึกษาสามารถขายได้เองในพื้นที่รอบวิทยาลัย

นอกจากนี้ ทางวิทยาลัยฯ ยังได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับวิทยาลัยพลังงานของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่จบ ปวส. จากหลักสูตรนี้ สามารถศึกษาต่อปริญญาตรีสาขาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง

“การได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. ทำให้วิทยาลัยฯ ได้รับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ซึ่งวิทยาลัยนำไปใช้พัฒนาหลักสูตรและตั้งเป้าหมายสูงขึ้นในแต่ละปี ส่งเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ กระบวนการประเมินของ สมศ. ในปัจจุบันยังเป็นกันเองและปรับเกณฑ์ให้สอดคล้องกับระบบการทำงานของสถานศึกษามากขึ้นกว่าการประเมินในอดีต” นายสุรศักดิ์ กล่าว

กิจกรรมลงพื้นที่ในครั้งนี้  ได้มีการเยี่ยมชมตัวอย่างการเรียนการสอนผ่านโครงการเกษตรหลากหลายเป็นแหล่งเรียนรู้ ได้แก่ โรงเรือน IoT (Internet of Things) หรือ “Smart Greenhouse” ซึ่งเป็นโรงเรือนปลูกพืชที่ใช้เทคโนโลยี IoT มาช่วยในการจัดการและควบคุมสภาวะแวดล้อมภายในโรงเรือน เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสงสว่าง และการให้น้ำ เพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด  และฟาร์มสุกรระบบปิด (สร้างใหม่หลังโรคระบาด) และฟาร์มไก่ไข่ร่วมกับบริษัทเอกชน ซึ่งผลผลิตไข่ไก่ส่งขายให้บริษัทคู่สัญญา ร่วมพิสูจน์ผลงานการแปรรูปนวัตกรรมผลผลิตทางการเกษตร เช่น น้ำนมข้าวโพด แฮมเบอร์เกอร์แพลนต์เบส และชาหมักคอมบูชะ ซึ่งเป็นตัวอย่างการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตร พร้อมกันนี้ ได้เยี่ยมชมศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา สำหรับหารายได้ระหว่างเรียนสำหรับนักเรียนในทุกสาขา

1 เดือนแห่งการขับเคลื่อนการศึกษาไทย ยกระดับหลักสูตร และการสอนเพื่อพัฒนาครู สกร.

1 เดือนแห่งการขับเคลื่อนการศึกษาไทย ยกระดับหลักสูตร และการสอนเพื่อพัฒนาครู สกร.

1 เดือนแห่งการขับเคลื่อนการศึกษาไทย ยกระดับหลักสูตร และการสอนเพื่อพัฒนาครู สกร.

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 22.05 น.

“1 เดือนแห่งการขับเคลื่อนการศึกษาไทย ยกระดับหลักสูตร และการสอนเพื่อพัฒนาครู สกร. ให้มีศักยภาพ ผู้เรียนมีงานทำ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ห้องสมุดที่ทันสมัย เท่าทันเทคโนโลยี”

ระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่มีพระบรมราชโองการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 และเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามคำสั่งมอบอำนาจให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการสั่งและปฏิบัติราชการแทน ให้ดิฉันมีอำนาจในการสั่งการ กำกับดูแล ดังนี้ 1. กรมส่งเสริมการเรียนรู้ 2. สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 3. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) และ 4. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

ดิฉันจึงได้ขับเคลื่อนการทำงานตามนโยบายและที่ได้รับมอบหมาย ทั้งการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาการเรียนรู้จริงในพื้นที่ การประชุมหารือกับผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เรียน รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบาย เพื่อให้การสั่งการและการมอบแนวทางการทำงานตรงต่อความต้องการของประชาชน

ดิฉันเชื่อมั่นว่า การยกระดับหลักสูตรที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน การพัฒนาครูให้มีศักยภาพ และการดูแลผู้เรียนอย่างรอบด้าน จะช่วยสร้าง ทักษะที่ใช้ได้จริง และ โอกาสในการทำงาน ให้แก่ผู้เรียน ขณะเดียวกันการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้สมัยใหม่ จะทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง

ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ 
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กระทรวง อว. จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ – สัปดาห์วิทย์อีสานที่ขอนแก่น 18-20 ส.ค.นี้

กระทรวง อว. จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ - สัปดาห์วิทย์อีสานที่ขอนแก่น 18-20 ส.ค.นี้

กระทรวง อว. จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ – สัปดาห์วิทย์อีสานที่ขอนแก่น 18-20 ส.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.03 น.

เฉลิมฉลองวันวิทยาศาสตร์ไทย กระทรวง อว.จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ – สัปดาห์วิทย์อีสานที่จังหวัดขอนแก่น วันที่ 18-20 ส.ค.นี้ ภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 49 หน่วยงานชวนเยาวชนสัมผัสโลกแห่งนวัตกรรมพร้อมสัมผัสวิทยาศาสตร์แบบลงมือจริง คิดจริง สนุกจริง เพื่อสร้างสังคมวิทยาศาสตร์

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำปี 2568 ในวาระครบรอบวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ 18 สิงหาคม ระหว่างวันที่ 18 – 20 สิงหาคมนี้ เวลา 08.30 – 19.00 น. ณ คณะวิทยาศาสตร์ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก ศูนย์พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและจุดประกายความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชนและประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เป็นประธานในพิธีเปิดงานพร้อมด้วย นายพันธ์เทพ เสาโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น นางสาวศิริรัตน์ เสริมวิฑูรย์ ผู้อำนวยการสำนักบริการกลาง NSM และ ผศ.ดร.อังคณา บุญยืด คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ

นายสุวรงค์ กล่าวในพิธีเปิดงานว่า การจัดงานครั้งนี้อยู่ภายใต้แนวคิด “Science in Action for sustainable communities” เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสวิทยาศาสตร์แบบลงมือจริง คิดจริง สนุกจริง ร่วมสร้างสังคมวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศ เตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนและประชาชนสู่การเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต และเป็นการจุดประกายความสนใจของเยาวชนไทยให้ก้าวสู่เส้นทางนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ และผู้สร้างนวัตกรรมแห่งอนาคต อันจะนำไปสู่การยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว และเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้และแสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ของไทย สู่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทุกช่วงวัย

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ประกอบด้วยนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการต่อวงการวิทยาศาสตร์ไทย ประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช (รัชกาลที่ 4) ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงได้อย่างแม่นยำล่วงหน้าถึง 2 ปี ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” และนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10)

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์ท้องถิ่น นิทรรศการ The Rocket Maker: Isan Inspiration ที่นำเสนอเรื่องราวของบั้งไฟ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาจากประเพณีพื้นบ้านของภาคอีสาน มาเป็นสื่อกลางในการอธิบายหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านจรวดให้เยาวชนและประชาชนได้เข้าใจง่ายขึ้น นิทรรศการนี้ชวนให้ทุกคนเห็นว่า วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเราเอง

ทั้งนี้ ย้งมีนิทรรศการ Sports Science on the Move ที่ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บีจี สปอร์ต จำกัด นำเสนอเรื่องราวที่ผสานวิทยาศาสตร์กับกีฬาอย่างลงตัว เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทดสอบสมรรถนะร่างกาย วิเคราะห์การเคลื่อนไหว และค้นหากีฬาที่ใช่ ผ่านกิจกรรมในรูปแบบ Hands-on ที่ทั้งสนุกและได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน นิทรรศการ Science Spark นิทรรศการ Science For Fun กิจกรรมท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่ กิจกรรมเกมและของเล่นวิทยาศาสตร์ ที่จัดขึ้นในรูปแบบ Interactive เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือทดลอง ค้นคว้าและเรียนรู้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษ อาทิ การแข่งขัน ‘SiT Talks for SDGs : Science inspired by Teen – SDGs in Action’ และการเสวนา “Cyber Security ถอดรหัสโลกไซเบอร์: เกราะป้องกันในยุคดิจิทัล” โดย คุณพีรพล อนุตรโสตถ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) และ ผศ.ดร.อาภรณ์ หวังวิวัฒน์ อาจารย์ประจำโครงการจัดตั้งสาขาวิชาชีววิทยาศาสตร์ระบบและการแพทย์เชิงคอมพิวเตอร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ชวนเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยงและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

ขณะที่นายพันธ์เทพ กล่าวว่า ในนามของจังหวัดขอนแก่น รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับเยาวชนและประชาชนสู่งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำปี 2568 งานนี้เป็นโอกาสสำคัญในการจุดประกายความคิด สร้างแรงบันดาลใจ และส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมให้กับทุกคน ขอขอบคุณ NSM มหาวิทยาลัยขอนแก่น และทุกหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ การจัดงานระดับชาติที่ขอนแก่นสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดในฐานะศูนย์กลางการศึกษาและแหล่งเรียนรู้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อร่วมกันพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป

ด้าน รศ.นพ.ชาญชัย กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับชาติในครั้งนี้เป็นโอกาสพิเศษที่ทำให้งานมีความยิ่งใหญ่และครบครันมากขึ้น โดยมีนิทรรศการและกิจกรรมจากหน่วยงานพันธมิตรร่วมจัดงานฯ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 49 หน่วยงาน ครอบคลุมพื้นที่จัดงานถึง 3 แห่ง ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์, ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก และศูนย์พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น การจัดงานนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยฯ ในฐานะศูนย์กลางทางวิชาการและนวัตกรรม ที่มุ่งมั่นในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนภูมิภาคและประเทศชาติไปข้างหน้า

“ มหาวิทยาลัยขอนแก่นยังได้จัดกิจกรรมการประกวดและแข่งขันทางวิชาการประจำปีมากมาย เช่น การแข่งขันตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์, การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์, การประกวด Science Show และการแข่งขันจรวดขวดน้ำ เพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนได้แสดงความสามารถและจุดประกายความฝันในโลกวิทยาศาสตร์”รศ.นพ.ชาญชัย กล่าว

ผู้สนใจเข้าชมงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติฯ ที่ จ.ขอนแก่น สามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี ตั้งแต่วันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2568 เวลา 08.30 – 19.00 น. ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://sc.kku.ac.th/scweek และเฟซบุ๊ก NSTFair Thailand

‘นฤมล’เล็งใช้ผลการสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4

'นฤมล'เล็งใช้ผลการสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4

‘นฤมล’เล็งใช้ผลการสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.52 น.

‘นฤมล’ เล็งใช้ผลการสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4  ด้าน ‘ธรรมนัส’ คุยไม่มีใครกล้าตัดงบศธ.

18 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมและติดตามนโยบายสำคัญด้านการศึกษาและการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาแก่หน่วยงานในสังกัด ศธ. พร้อมประชุมรับฟังผลกระทบจากเหตุพายุโซนร้อน “วิภา” และรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากผู้บริหารและครู โดยมี นายบุญสิงห์ วรินร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. ,ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา, นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้, และคณะผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.จากส่วนกลาง และมีศึกษาธิการภาค  ศึกษาธิการจังหวัด ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู จาก 17 จังหวัดภาคเหนือ เข้าร่วมประชุม กว่า 500 คน ที่หอประชุม 80 ปี โรงเรียนพะเยาพิทยาคม จังหวัดพะเยา โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา กล่าวต้อนรับ โอกาสนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พะเยา เขต 1 เดินทางมาร่วมรับฟังและทักทายผู้เข้าร่วมประชุมด้วย

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้ตนไม่ได้มามอบนโยบายเพราะเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศ.ดร.นฤมล ) แต่ตนอยากจะมาทักทายกับผู้บริหารศธ.ซึ่งถือว่าเป็นกระทรวงหลัก ตนกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่ปี 2562 ในฐานะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ และทำงานคู่กับ ศ.ดร.นฤมล มาตลอด และพอมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ จริงๆแล้ว ศ.ดร.นฤมล กำลังจะไปจัดห้องทำงานที่กระทรวง อว. โชคดีได้มาเป็น รมว.ศึกษาธิการ ซึ่ง ศ.ดร.นฤมล คุยกับตนว่ากระทรวงศึกษาฯ น่าจะเป็นกระทรวงที่เราสามารถช่วยเหลือคนไทยให้ได้รับสิ่งดีๆ โดยเฉพาะลูกหลานเรา ก็เป็นความโชคดีที่พรรคกล้าธรรมได้รับโคต้ารัฐมนตรีว่ากระกระทรวงเกษตรและสกหรณ์ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

”ผมก็จะไม่ไปยุ่งกับการบริหารของกระทรวงศึกษาธิการ ถึงแม้ว่าผมจะเป็นเจ้าของพรรคกล้าธรรม ผมไม่ได้เอาตนเองและครอบครัวเป็นหลัก ผมคุยกับ อ.แหม่ม ว่า คนในครอบครัวต้องมาทีหลัง ต้องเอาคนที่มีประสบการณ์ ผมกับ อ.แหม่ม มีชีวิตที่คล้ายๆ กัน มาจากครอบครัวที่ปากกัดตีนถีบ อ.แหม่มได้รับทุนมาตลอด ได้เข้าศึกษาจนจบจุฬาฯ และไปศึกษาต่อเมืองนอกจนเป็นศาสตราจารย์ก็ไม่ทำธรรมดา ก็เหมาะสมกับกระทรวงศึกษาธิการ”

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ตนได้ฟังผู้อำนวยการสำนักเขตพื้นที่การศึกษา เสนอถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ตนในฐานะ สส. 3 วัน 3 คืนในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี 2569 ที่ผ่านมา ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพราะต้องการให้โหวตงบประจำปี 2569 ผ่านสภาฯ ถ้าไม่ผ่าน ถึงแม้จะใช้ได้แต่แผ่นดินเดินต่อไม่ได้ ดังนั้น ตนและ อ.แหม่มมาจากการเมือง  หนีกันไม่พ้น ระบบบริหารราชการแผ่นดิน นโยบายก็มาจากพวกตนที่กำหนดลงไปในพื้นที่ และนำเสนอรัฐบาล ให้กำหนดนโยบายสำคัญๆ ไม่ว่าจะนโยบายเรื่องการศึกษา เรื่องการเกษตร หรือนโยบายอื่นๆล้วนแล้วมาจากนโยบายพรรคการเมือง เมื่อกำหนดนโยบายออกมาแล้วก็ให้พี่น้องข้าราชการนำไปปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน  มีนักวิชาการหลายคนบอกว่า ไม่อยากให้นักการเมืองมาปกครองบ้านเมือง ต้องการให้ระบบเผด็จการมาปกครองบ้านเมือง แต่ตนมองว่าจะทำให้บ้านเมืองเดินไปไม่ได้ ตนอยู่มาสองรัฐบาล ที่มาจากการรัฐประหาร และเป็นผู้จัดการรัฐบาลในตอนนั้น มันเดินไปไม่ได้ เราต้องเข้าสู่ความเป็นจริงในสังคมไทยและระบอบประชาธิปไตย  และมีสส.ที่มาจากประชาชนเลือกตั้ง แยกกันไม่ได้ ถ้าใครบอกว่าแยกกันได้นั่นคือโกหก  พูดจะเอาสวยเอาหล่อเข้าไว้ แต่สำหรับพวกผมเป็นนักการเมืองตลาดล่าง มองว่าไม่ใช่อย่างนั้น  เรามี อ.แหม่ม ดูแลกระทรวงศึกษาธิการ  มีปลัดศธ. มีเลขาธิการ 4 ท่าน บริหารงานได้

“งบประมาณของกระทรวงศึกษาผฯจะเห็นว่าสภาฯ ไม่มีใครแตะ เพราะผมประสานเพื่อนสส.ทุกคนว่าอย่าไปเตะกระทรวงเกษตรฯเลย อยากไปแตะกระทรวงศึกษาฯเลย ครูก็ลำบากอยู่แล้ว ชีวิตครูไม่มีใครเข้าใจทุกวันนี้ ถ้าไปถามพี่น้องเกษตรกรใครเป็นหนี้ ยกมือกัน 100%  ถามพี่น้องครู ก็ยกมือ 99% ว่าเป็นหนี้ ซึ่งชีวิตจริงเป็นแบบนั้น ชีวิตครูกับชีวิตเกษตรกร น่าเห็นใจ ผมจึงบอกกับ สส.ว่าอย่าตัดงบเขาเลย เขาเสนอมาน้อย กระทรวงศึกษาธิการเสนอไป 355,000 ล้านบาท แต่กลับดูแลลูกหลานคนทั้งประเทศ ดูแลข้าราชการของกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมดประมาณ 1,000,000 คน โชคดีที่มี สส. รุ่นน้องของ อ. แหม่ม ช่วยประคองอภิปรายมา แต่กระทรวงศึกษาฯ ก็ถูกตัดงบไป ประมาณ 94 ล้านบาท ซึ่งในวันอภิปรายงบฯ กระทรวงศึกษาถูกอภิปรายเป็นกระทรวงแรก ผมพยามให้สส.อภิปราวดึงเกมจนถึง 9โมงเช้า จนเสียงโหวตครบ งบฯผ่านสภาได้ ผมกำชับสส.ว่าถ้าอภิปรายงบของกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงศึกษาฯห้ามขาดเด็ดขาด ดังนั้นก็อยากจะมาเล่าสู่กันฟัง และหากพี่น้องครูบาอาจารย์มีปัญหาได้รับผลกระทบจากพายุทั้งสองลูกที่ผ่านมา พวกเราต้องช่วยกัน ยืนยันว่าอะไรที่สภาหรือรัฐบาลขับเคลื่อนได้ ผมก็จะประสานเพื่อของบฉุกเฉินมาช่วยเหลือ“ ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า มีหลายประเด็นที่ผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองฝากมาอยากให้ขับเคลื่อนดำเนินการในกระทรวงศึกษาธิการ แต่ส่วนตัวไม่เคยเป็นครูสอนในโรงเรียน ไม่เคยเป็นผู้บริหารโรงเรียน ไม่เคยทำงานในกระทรวงศึกษาธิการมาก่อน แล้วเราเป็นเทวดามาจากไหนที่จะเดินมาบอกว่า นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ต้องเป็นอย่างนี้ ชี้นิ้วอย่างนี้ เราไม่น่าจะมีความรู้ที่ครอบคลุมขนาดนั้น ถึงแม้จะมีตำแหน่งทางวิชาการก็ตาม แต่ก็เป็นแค่เฉพาะทาง ไม่ได้รู้ทุกด้าน ดังนั้น จึงได้รับฟังเสียงจากทุกแท่งก่อนกำหนดเป็นนโยบาย โดยตั้งใจอยากให้การศึกษาไทยเปลี่ยน  โดยเฉพาะ เรื่องแรก คือ วิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ที่ผู้ใหญ่ฝากมา ซึ่งจะมีการปรับตำราเรียน

“ได้มอบให้เลขาธิการ สพฐ. ไปปรับปรุงเนื้อหาในตำราการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง นอกจากนั้นอยากจะให้เพิ่มสัดส่วนในการสอบ ซึ่งนอกเหนือจากสอบจบในโรงเรียนแล้ว ก็อยากจะให้ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสอบเข้าศึกษาต่อด้วย ประเทศอื่นๆก็ใช้วิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาเอกอีกหนึ่งที่ ให้ความสำคัญ ของไทยเราก็อยากจะนำกลับมาใช้ตรงนี้เพิ่มเติม เพื่อที่จะให้ทั้งคู่และนักเรียนหันมาให้ความสำคัญกับวิชาประวัติศาสตร์ให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นเราก็จะติวกันแต่วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศาตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย จึงอยากจะให้การสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสอบเข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4 ด้วย เพราะเด็กต้องเข้าใจมากขึ้นในหน้าที่ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนจะเริ่มใช้ได้เมื่อใดนั้น ต้องหารือถึงความพร้อมของแต่ละโรงเรียนที่จะนำมาใช้ก่อน แต่ก็อยากให้นำมาใช้ให้เร็วที่สุด“ รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า เรื่องที่ 2 การลดภาระครู  ตนรับทราบมาตั้งแต่วันแรกที่เดินเข้ากระทรวงศึกษาธิการ ก็เห็นติดที่หน้าประตูกระทรวงว่า เรียนดี มีความสุข แสดงว่าเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่เน้นการพัฒนาตัวเด็ก แต่ตนก็เป็นห่วงว่าจะลืมชีวิตความเป็นอยู่ของครู ก็อยากให้เพิ่ม นอกจากเรียนดีมีความสุข คือ ครูสอนดี ชีวิตครูมีความสุขด้วย เพราะฉะนั้น ก็ต้องฝากเรื่องลดภาระครูด้วย ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีมติให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 621 ตำแหน่ง มากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค(2) ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 18 แห่ง เพื่อแก้ปัญหา ขาดแคลนอัตรากำลังบุคลากรสายสนับสนุนของโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยไปแล้ว และในปลายเดือน ส.ค.นี้ ก็จะได้มาอีก 1,800 ตำแหน่ง ส่วนจะไปลงที่ไหนนั้น จะมีการหารือร่วมกับองค์กรหลักเพื่อจัดสรรบุคลากรสายสนับสนุนให้โรงเรียนต่อไป อย่างกรณีผลกระทบจากพายุวิภา ที่ผ่านมาทำให้ครูต้องมาช่วยทำความสะอาดโรงเรียน ซึ่งเป็นภาระที่หนัก ดังนั้นถ้าเป็นไปได้เวลาพิจารณางบฯต่อไปก็อยากจะเชิญกรรมาธิการงบฯ กรรมาธิการการศึกษา สำนักงบประมาณ หรือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินลงมาดูพื้นที่จริงด้วย เพื่อจะได้เข้าใจปัญหาในพื้นที่ จะได้ไม่ตัดงบเรา 

เรื่องที่ 3 แก้ปัญหาหนี้สินครู ซึ่งหนักอยู่ ทั้งครูที่ยังประจำการอยู่และครูเกษียณ โดยมียอดหนี้รวมกันมากถึง 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งยอดหนี้ครัวเรือนทั่วประเทศไทยครูน่าจะแบกนี้เยอะกว่าเกษตรกร โดยเกษตรกรยังมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แต่ครูไทยเกษียณมามีแต่เงินบำนาญ เงินวิทยฐานะก็ไม่มี ได้เงินเกษียณมาก็ไปจ่ายหนี้หมด ทำให้เราต้องมี “สหกรณ์กลาง สกสค.” ขึ้นมา ซึ่ง ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ก็กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อรับโอนหนี้สินครูจากสหกรณ์อื่นมา ไว้ที่สหกรณ์กลาง แต่ต้องมีข้อตกลงร่วมกันไม่ให้ครูไปก่อหนี้อื่นอีก ขณะเดียวกันเราต้องช่วยให้ครูมีรายได้เสริม แต่ไม่อยากให้ครูมีชีพเสริมอย่างอื่น อาชีพครูต้องมีรายได้ที่เพียงพอ ซึ่งที่ทำได้ก็คือ เรื่องวิทยฐานะ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของ ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ที่จะทำอย่างไรให้ครู ผู้อำนวยการ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ทุกตำแหน่งมีวิทยฐานะ แยกแต่ละแท่งได้ และการได้วิทยฐานะก็มีความเป็นธรรมกับของแต่ละแท่ง แต่ละสาขา รวมถึงให้พิจารณานำผลงานเชิงประจักษ์มาใช้ในการพิจารณาวิทยฐานะได้ด้วย ซึ่งยอมรับว่าอาจจะมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ก็ขอให้พิจารณาทบทวนแก้ไขข้อเสียเพื่อที่ครูจะได้ไม่ต้องไปมุ่งทำวิจัย แต่จะได้ไปโฟกัสพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ก็จะมีกำลังใจในการทำวิทยฐานะมากขึ้น ทั้งนี้ จะมีการประชุมร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกคนในวันที่  20 สิงหาคมนี้ เพราะตนไม่อยากให้ออกมาแบบเป็นคำสั่งให้ทำ แต่ต้องการให้เป็นการแก้ปัญหาร่วมกันมากกว่า 

หลังจากนั้น รมว.ศึกษาธิการ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมประชุมนำเสนอปัญหาในพื้นที่เพิ่มเติม โดยมีผู้แทนโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุวิภา ได้แจ้งให้ทราบว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบได้รับความเสียหายไม่ต่างจากโรงเรียนของรัฐบาล แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาเลย จึงขอเรียกร้องขอกู้เงินกองทุนสงเคราะห์อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปฟื้นฟูโรงเรียนได้เหมือนตอนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่ง รมว.ศธ. ได้มอบให้เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ไปดูระเบียบกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้โรงเรียนเอกชนสามารถกู้เงินอัตราดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนสงเคราะห์ได้ ทั้งนี้ รวมถึงให้ดูแลการแก้ไขกฏหมายเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนนอกระบบด้วย

สมาคมสตรีไทยฯ มอบรางวัล ‘มหาราชินีพระพันปีหลวง’ เชิดชูคุณค่าสถาบันครอบครัว

สมาคมสตรีไทยฯ มอบรางวัล ‘มหาราชินีพระพันปีหลวง’ เชิดชูคุณค่าสถาบันครอบครัว

สมาคมสตรีไทยฯ มอบรางวัล ‘มหาราชินีพระพันปีหลวง’ เชิดชูคุณค่าสถาบันครอบครัว

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

สมาคมสตรีไทยสากลจัดงาน ‘มหาราชินีพระพันปีหลวงขัตติยะนารีวีรสตรีไทย’ มอบรางวัลเกียรติคุณแก่แม่ดีเด่น ลูกกตัญญู และครอบครัวหัวใจสีขาว พร้อมแฟชั่นโชว์ผ้าไทยสุดตระการตา โดยมีบุคคลสำคัญและเหล่าศิลปินดาราเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ เจ้าเจือจันทร์ ณ เชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลงาน ‘มหาราชินีพระพันปีหลวงขัตติยะนารีวีรสตรีไทย’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 โดย คุณสมจิตร ศรีสังข์สุข ประธานสมาคมสตรีไทยสากลจังหวัดปทุมธานี และ ดร.ซัน ณรามิล วิชณุซัน คุ้มรักษ์ เลขาธิการสภาศิลปินทำความดีเพื่อศาสนาและประธานจัดงานร่วมให้การต้อนรับ

กิจกรรมในช่วงเช้ามีการแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไทยสุดอลังการจากคณะกรรมการสมาคมฯ เพื่อเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงแฟชั่นโชว์ชุดแม่ลูกในธีมสีฟ้า ซึ่งสร้างบรรยากาศอบอุ่นภายในงาน

จากนั้นในช่วงบ่าย เป็นพิธีมอบรางวัลเกียรติคุณในสาขาต่างๆทั้ง ครอบครัวหัวใจสีขาว, แม่ดีเด่น และลูกกตัญญูดีเด่น ให้แก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม โดยมีศิลปิน ดารา และบุคคลผู้มีชื่อเสียงเข้าร่วมงานและได้รับรางวัลมากมาย อาทิ คุณนุสบา ปุณณกัณฑ์, คุณภัทราวดี มีชูธน ศิลปินแห่งชาติ, คุณจิ๊บ วสุ แสงสิงแก้ว, คุณดี้ ปัทมา ปานทอง และ ตุ๊กกี้ ชิงร้อยชิงล้าน

นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลให้แก่สื่อมวลชนที่สร้างสรรค์ผลงานและเป็นประโยชน์ต่อสังคม ได้แก่ คุณนิลาวัลย์ พานิชรุ่งเรือง ผู้ประกาศข่าวช่อง 7, คุณสุภาพชาย บุตรจันทร์ ผู้ประกาศข่าวช่อง Workpoint 23 และ คุณสร้อยฟ้า โอสุคนธ์ทิพย์ พิธีกรรายการจากช่องอมรินทร์ทีวี ซึ่งได้รับรางวัลในสาขาคุณแม่ดีเด่น และคุณเกียรติยศ ศรีสกุล คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า,ผู้อำนวยการข่าว ท็อปนิวส์ทั่วไทย ภาคกลาง,ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขานักปกครองผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมดีเด่น

การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสมาคมสตรีไทยสากลในการส่งเสริมคุณค่าของสถาบันครอบครัวและเชิดชูผู้ที่ทำความดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคมให้ยั่งยืน ///-026

‘รมช.ศธ.’แจงสว. โรงเรียนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว

‘รมช.ศธ.’แจงสว. โรงเรียนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว

‘รมช.ศธ.’แจงสว. โรงเรียนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

‘รมช.ศึกษาธิการ’แจงสว.‘โรงเรียนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา’เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว ยันพร้อมรับมือสถานการณ์ไม่คาดฝันทุกมิติ เปิดคอร์สเรียนเสริม-ปรับระบบการเรียนให้ตอบสนองผู้เรียน เยียวยาจิตใจครู-นักเรียน

18 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามของนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ  สมาชิกวุฒิสภา(สว.) สอบถามรมว.ศึกษาธิการเรื่อง แนวทางการจัดการศึกษาให้กับนักเรียนในพื้นที่อพยพจากปัญหาภัยการสู้รบไทย – กัมพูชา  และนโยบายในอนาคต หากเกิดเหตุการณ์วิกฤตที่ผู้เรียนไม่สามารถเข้าเรียนได้ปกติรวมถึงแผนดูแลนักเรียนหลังจากการสู้รบจบลง

น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์  รมช.ศึกษาธิการ ชี้แจงกระทู้แทน รมว.ศึกษาธิการว่า สถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 7 จังหวัด มี 4 จังหวัดที่สถานการณ์มีความเข้มข้น แต่ได้เข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว ทำให้วันนี้มีการเปิดการเรียนการสอนทุกแห่ง รวมถึงปิดศูนย์พักพิงในทุกพื้นที่ แต่ก็เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันในทุกมิติสำหรับแผนแนวทางการปฏิบัตินั้น เรายืนยันว่ามีรองรับอยู่แล้ว ทั้งในกรณีภัยสงคราม และภัยพิบัติ จะมีการปรับปรุงรายวิชาหลัก และรายวิชาบูรณาการ มุ่งไปที่การพัฒนาทักษะชีวิต กำหนดการบ้านที่จำเป็น เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการเทียบผลคะแนน และยืดหยุ่นการเรียนการสอน ให้ความสำคัญในรูปแบบอื่น ๆ เข้ามาจัดการเรียนการสอน เพราะเคยผ่านสถานการณ์โควิด-19 มาแล้ว ทั้งการเรียนออนไลน์ การเรียนในห้องเรียน และการเรียนตามความต้องการของตนเอง รวมถึงการชดเชยเวลาเรียนด้วยในกรณีที่มีความจำเป็นด้วย

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ในส่วนข้อกังวลสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่เตรียมเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัยนั้น ได้จัดการส่งเสริมการเรียนการสอนหลายรูปแบบ และยังได้ยื่น Portfolio กิจกรรมที่เด็กได้เข้าไปมีส่วนในศูนย์พักพิงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ทั้งการเป็นจิตอาสา และการช่วยเหลือบุคคลอื่น อย่างไรก็ตามถึงแม้สถานการณ์ชายแดนจะเริ่มสงบลง มีโรงเรียนเปิดตามปกติ แต่กระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมมาตรการเยียวยาจิตใจครู ฟื้นฟูใจเด็กจากเหตุปะทะในครั้งนี้ โดยร่วมกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะเข้าไปในพื้นที่ ดูแล และสำรวจจิตใจ เพื่อฟื้นฟูจิตใจให้นักเรียนกลับมาสู่สภาวะปกติมากขึ้น เพื่อป้องกันสภาวะสุ่มเสี่ยงความซึมเศร้าในอนาคต

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า ส่วนข้อกังวลเด็กจะหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการ กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ยอมรับว่า มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก แต่หลังจากนั้นมีการติดตาม จนล่าสุดเหลือยอดผู้หลุดออกจากระบบการศึกษาราว 900,000 ราย

‘กรมทะเล’ชู’Green Event’ลดขยะ-งดโฟม-ลดพลาสติก ภายใต้แนวคิด’รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง’

'กรมทะเล'ชู'Green Event'ลดขยะ-งดโฟม-ลดพลาสติก ภายใต้แนวคิด'รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง'

‘กรมทะเล’ชู’Green Event’ลดขยะ-งดโฟม-ลดพลาสติก ภายใต้แนวคิด’รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง’

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.36 น.

‘กรมทะเล’ชู’Green Event’ลดขยะ งดโฟม และลดบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งจำพวกพลาสติก ภายใต้แนวคิด’รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง’ รวมพลังทุกภาคส่วนฟื้นฟูหญ้าทะเล ต้อนรับพะยูนกลับบ้าน

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2568 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงาน “วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง” เป็นการต้อนรับพะยูนกลับบ้านอย่างอบอุ่น หลังจากที่พะยูนได้อพยพออกจากจังหวัดตรังซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยสำคัญ เพราะแหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรมลงอย่างรุนแรงจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ในการสำรวจครั้งล่าสุดพบแหล่งหญ้าทะเลกลับมาฟื้นฟู ทำให้เหล่าพะยูนเริ่มกลับมายังจังหวัดตรังอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนงานด้านอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเลในพื้นที่ต่างๆ อย่างเป็นระบบ และบูรณาการร่วมกันของหน่วยงาน องค์กร ชุมชน และประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

โดยการจัดงานในครั้งนี้ เน้นรูปแบบ “Green Event” ลดขยะ งดโฟม และลดบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งจำพวกพลาสติกให้ได้มากที่สุด มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ภายใต้โครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยในพระดำริ รวมถึงเสริมสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจในการอนุรักษ์หญ้าทะเลและพะยูนแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและบุคคลทั่วไป พร้อมผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและร่วมกันรับผิดชอบในการอนุรักษ์พะยูนและระบบนิเวศหญ้าทะเล ในการนี้มี พันจ่าโท อนันต์ บุญสำราญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานเปิดงาน และมีนายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักเรียน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมงาน ณ หอประชุมจังหวัดตรัง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง โดยภายในงานมีกิจกรรมเดินขบวนรณรงค์วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ การประกวดวาดภาพระบายสี ในหัวข้อ “HUG you Dugong” การเสวนาวิชาการ อีกทั้งยังมีการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาอีกด้วย
 
ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า วันที่ 17 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ เนื่องจากตรงกับวันที่พะยูน “มาเรียม” เสียชีวิต เพื่อเป็นการระลึกถึงและให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของพะยูนที่มีต่อระบบนิเวศชายฝั่งทะเล เกิดกระแสตื่นตัวต่อการอนุรักษ์พะยูนและสัตว์ทะเลหายากในประเทศไทย และร่วมกันดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยพะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล และเป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จากข้อมูลสถานภาพพะยูนในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 พบพะยูนประมาณ 129 ตัว โดยเป็นประชากรพะยูนในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน 114 ตัว และอยู่ในจังหวัดตรังถึง 52 ตัว เพราะมีพื้นที่แหล่งหญ้าทะเลที่เป็นอาหารและแหล่งอาศัยใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ปัจจุบันพะยูนมีแนวโน้มที่จะลดลง และจากการประเมินของสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) พบว่าพะยูนถูกจัดให้อยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ ดังนั้น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงได้พยายามยกระดับและเร่งรัดผลักดันงานด้านการอนุรักษ์พะยูนให้เพิ่มจำนวนและคงอยู่อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยกำหนดมาตรการเชิงรุกเร่งด่วน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ฟื้นฟูและคุ้มครองแหล่งหญ้าทะเลอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะในพื้นที่ที่พบพะยูนชุกชุมและมีปัญหาความเสื่อมโทรม 2.ควบคุมกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การกำหนดเขตจำกัดความเร็วเรือในแหล่งหญ้าทะเล และลดความเสี่ยงจากเครื่องมือประมง 3.ยกระดับระบบเฝ้าระวังและการช่วยเหลือพะยูนเกยตื้นให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 4.เฝ้าระวังโรคและปัจจัยด้านสุขภาพของพะยูน โดยสนับสนุนการตรวจวินิจฉัยโรค สารพิษ และมลภาวะในแหล่งอาศัย รวมถึงพัฒนาอาหารทดแทนสำหรับพะยูนในภาวะขาดแคลนอาหาร

“ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา หน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ได้สนับสนุนและร่วมมือกันทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พะยูนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยการมีส่วนร่วมจากชุมชน เครือข่ายอนุรักษ์ อาสาสมัคร และภาคส่วนต่าง ๆ มีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างจิตสำนึกกับกลุ่มเป้าหมายรวมถึงเยาวชน และโรงเรียนในพื้นที่ที่อยู่ติดชายทะเลให้เห็นความสำคัญ ทำให้มีแนวทางบริหารจัดการอนุรักษ์พะยูนและถิ่นอาศัยอย่างชัดเจน และมีความก้าวหน้าเป็นรูปธรรม เพราะการอนุรักษ์และดูแลพะยูน ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาครัฐหรือจังหวัดตรังเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกัน ไม่กระทำการที่ส่งผลกระทบต่อพะยูนไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม การที่พะยูนกลับคืนถิ่น คือสัญญาณว่าธรรมชาติกำลังตอบรับความพยายามของมนุษย์ หากเรายังร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง วันหนึ่งลูกหลานของเราจะไม่ต้องมองหาพะยูนในหนังสือเรียน แต่จะได้เห็นพะยูนในธรรมชาติด้วยสายตาของตัวเอง” ดร.ปิ่นสักก์ กล่าว

บพท.ระดมชุดความรู้ ส่งมอบ ‘เรือกู้ภัยอัจฉริยะ’ ให้แก่ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

บพท.ระดมชุดความรู้ ส่งมอบ ‘เรือกู้ภัยอัจฉริยะ’ ให้แก่ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

บพท.ระดมชุดความรู้ ส่งมอบ ‘เรือกู้ภัยอัจฉริยะ’ ให้แก่ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณาจารย์นักวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัย ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดเวที ในงานอว.แฟร์ แลกเปลี่ยนชุดความรู้ ประสบการณ์ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ และภัยการสู้รบ พร้อมส่งมอบเรือกู้ภัยอัจฉริยะ นวัตกรรมจากภูมิปัญญานักวิจัยไทย 6 ลำ ให้ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) จัดสรรใช้ประโยชน์ในการกู้ภัยใน 6 พื้นที่ 6 จังหวัด

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวว่า คณาจารย์ นักวิจัย และสถาบันวิชาการคือกลไกแสวงหาชุดความรู้ สำหรับเป็นเข็มทิศนำทางในการบริหารจัดการภัยพิบัติทุกรูปแบบได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยบูรณาการเชื่อมโยงความร่วมมือในการปฏิบัติงานกับภาคีทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีที่สุด ในการจัดการกับภัยพิบัติ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัยในหลายพื้นที่ กับ บพทได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการค้นคว้าวิจัยชุดความรู้ และพัฒนาชุดเครื่องมือในการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาสังคมอย่างได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยพิบัติจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดนราธิวาส สุโขทัย และล่าสุดที่จังหวัดน่าน รวมทั้งภัยจากสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ที่จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ” ดร.กิตติ กล่าว

ดร.กิตติ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ชุดความรู้ ชุดประสบการณ์การบริหารจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ประสบภัยจริงที่คณาจารย์และนักวิจัยหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รศ.ดร.วสันต์ พลาศัย มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี รศ.ดร.วันไชย คำเสน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ผศ.ดร.กิตติ เมืองตุ้ม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ผศ.อารยา ฟลอเรนซ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผศ.ดร.นิศานาถ แก้ววินัด มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เป็นเครื่องยืนยันผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับความยอมรับ และชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้ประสบภัยในหลายพื้นที่

สำหรับเรือวายฟายกู้ภัย หรือ “เรือกู้ภัยอัจฉริยะ” เป็นผลงานนวัตกรรมจากภูมิปัญญาคณาจารย์มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ที่ประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งถูกใช้งานจริงเป็นครั้งแรกในการกู้ภัยช่วยเหลือประชาชนจากภัยน้ำท่วมใหญ่เมืองนราธิวาส เมื่อปี 2566 และใช้ต่อเนื่องในการกู้ภัยอีกหลายเหตุการณ์ในหลายพื้นที่ โดยเรือดังกล่าวทำจากวัสดุอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ไม่จมน้ำ มีขนาดความยาว 2.90 เมตร กว้าง 1.10 เมตร รองรับน้ำหนักบรรทุกได้สูงสุด 290 กิโลกรัม ภายในเรือติดตั้งอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกในการกู้ภัยครบครัน ประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ สำหรับเก็บประจุไฟฟ้าเพื่อจ่ายไฟฟ้าป้อนแก่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งในเรือได้ต่อเนื่องกัน 7.5 ชั่วโมง วายฟายเราเตอร์ 4 จี รองรับอินเทอร์เน็ตทุกเครือข่าย กล้องความละเอียดสูง พร้อมไฟแอลอีดีสำหรับบันทึกภาพในที่มืด สปอร์ตไลท์แอลอีดี ขนาด 120 วัตต์ จำนวน 4 ดวง

จากจุดเริ่มต้นของการใช้งานเรือกู้ภัยวายฟายลำแรก เมื่อปี 2566 ได้มีการสร้างเพิ่มเติมอีก 10 ลำ และส่งมอบไปใช้งานในจังหวัดปัตตานี ยะลา พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก สุโขทัย ชัยภูมิ สกลนคร” ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวและว่า ในงาน อว.แฟร์ ปีนี้ จะมีการส่งมอบเรือจำนวน 6 ลำ ให้แก่ ศูนย์จัดการภัยพิบัติ “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” หรือ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย สำหรับจัดสรรไปใช้งานใน 6 พื้นที่ ได้แก่ ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.ท้ายสำเภา อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ลุ่มน้ำทะเลสาปสงขลาตอนบน ต.บ้านขาว อ.ระโนด จ.สงขลา, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.น้ำกุ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก และศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.เจดีย์ชัย อ.ปัว จ.น่าน

มธ. – สสส. เดินหน้าขยายผล ‘TU Future Wellness Fit Journey’ ต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา

มธ. – สสส. เดินหน้าขยายผล ‘TU Future Wellness Fit Journey’ ต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา

มธ. – สสส. เดินหน้าขยายผล ‘TU Future Wellness Fit Journey’ ต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานแถลงข่าวภาพความสำเร็จกิจกรรม TU Future Wellness Fit Journey : เส้นทางสายฟิต พิชิตสุขภาพดี  ภายใต้  โครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต ดึงพลังนักศึกษาและบุคลากรในสถาบันการศึกษาหันมาดูแลสุขภาพเชิงรุก ช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และปัญหาสุขภาพจิตจากความเครียด ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาวะและการออกกำลังกาย โดยมี รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์สุขศาสตร์ ประธานกรรมการอำนวยการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต พร้อมด้วย ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม หัวหน้าโครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต เข้าร่วมงาน

รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์สุขศาสตร์ ประธานกรรมการอำนวยการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต กล่าวว่า จากการสำรวจที่ผ่านมาพบว่า สุขภาวะของนักศึกษาและบุคลากรใน มธ.มีแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมเนือยนิ่ง การใช้ชีวิตแบบนั่งติดหน้าจอ การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอและการบริโภคที่ไม่เหมาะสมซึ่งสะท้อนออกมาในข้อมูลสุขภาพของกลุ่มเป้าหมาย โดยผลสำรวจของโครงการเมื่อปีที่ผ่านมาพบว่า กว่าร้อยละ 60 ของนักศึกษาและบุคลากรมีระดับกิจกรรมทางกายต่ำกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ขณะที่อีกกว่าร้อยละ 40 มีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และน้ำหนักเกิน ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนของระบบสุขภาพในรั้วมหาวิทยาลัยที่ต้องการการดูแลแก้ไขอย่างเป็นระบบ

“มธ.มุ่งมั่นพัฒนาให้มหาวิทยาลัยเป็นมากกว่าสถานที่ผลิตความรู้ ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อพัฒนาคนอย่างสมดุลรอบด้าน เป็นที่มาของโครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต มีการวางระบบสนับสนุนสุขภาวะที่ยั่งยืนผ่านกิจกรรมหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือกิจกรรม Fit Journey โดยมีนักวิทยาศาสตร์การกีฬา จากคณะสหเวชศาสตร์ มธ.เข้ามาช่วยออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นรายบุคคล และมีนักโภชนาการของ Well Being Center กองกิจการนักศึกษามาให้ความรู้เรื่องการวางแผนโภชนาการ โดยมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เห็นพัฒนาการของตนเองและได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการอย่างเป็นระบบ  เชื่อมั่นว่าการส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรมีสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมได้อย่างมีคุณภาพตามแนวทางที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ยึดมั่นเสมอมา

ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม หัวหน้าโครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต กล่าวว่า กิจกรรม Fit Journey เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีปัญหาสุขภาวะทางกายได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งด้านการออกกำลังกาย โภชนาการ และพฤติกรรมสุขภาพ ขณะเดียวกันผู้ที่ไม่มีปัญหาสุขภาพก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้เพื่อเรียนรู้วิธีดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับตนเอง และต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่บุคคลอื่นในครอบครัวหรือในหน่วยงานที่สังกัด ถือเป็นการสร้าง เครือข่ายผู้นำสุขภาวะ ในระดับมหาวิทยาลัย โดยเฟสแรกมีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 120 คน  และเต็มภายใน 1 วัน  ซึ่งสะท้อนว่าผู้คนกำลังมองหาพื้นที่และโอกาสในการดูแลสุขภาพของตนเองอย่างจริงจัง ยิ่งไปกว่านั้นผู้เข้าร่วมทั้ง 120 คน ได้ให้ความร่วมมือทำกิจกรรมตั้งแต่ต้นจนจบในระยะเวลา 3 เดือน และเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หรือแม้แต่การจัดสรรเวลาพักผ่อนและลดพฤติกรรมเสี่ยง ผ่านกิจกรรมจับกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมกับผู้ดูแลสุขภาพ โดยมีการติดตามผลการปฏิบัติตามแผนสุขภาพอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ผ่านระบบออนไลน์ มีการบันทึกและประเมินข้อมูลสุขภาพเพื่อปรับแนวทางการดูแลสุขภาพรายบุคคลอย่างเหมาะสม

จากการติดตามประเมินผลกิจกรรมระหว่างวันที่ 16 พ.ค. ถึง 2 ส.ค.68 พบว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 120 คน มีน้ำหนักเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมกิจกรรม 75.02 กิโลกรัม และมีน้ำหนักเฉลี่ยหลังเข้าร่วมกิจกรรม 73.87 กิโลกรัม คิดเป็นน้ำหนักเฉลี่ยลดลง 1.15 กิโลกรัม (ลดลงร้อยละ 1.50 โดยเฉลี่ย) โดยสรุปภาพรวมหลังจบกิจกรรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถลดน้ำหนักเฉลี่ยได้ในระดับปลอดภัยภายในระยะเวลา 11 สัปดาห์ หลายคนแม้น้ำหนักเปลี่ยนแปลงไม่มากแต่มีแนวโน้มพัฒนาอย่างต่อเนื่องคาดว่าอาจเกิดจากกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น ผลการประเมินยังระบุชัดว่ากิจกรรมนี้สามารถสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ จากการช่วยเหลือของเทรนเนอร์ที่คอยแนะนำและติดตามผลอย่างใกล้ชิดเป็นรายสัปดาห์  

..ศศิร์อร เจือจันทร์ นักศึกษาคณะศิลปะศาสตร์ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการเข้าร่วมโครงการนี้เพราะมีปัญหาน้ำหนักตัวเกินค่ามาตรฐาน และมีโรคประจำตัวคือภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ทำให้เหนื่อยง่าย กังวลว่าออกกำลังกายหนักแล้วจะไม่ปลอดภัย แต่การเข้าร่วมโครงการทำให้ได้เรียนรู้วิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้องโดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านสุขภาพร่างกายและได้เข้าใจวิธีเลือกรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการนำไปปรับใช้ได้จริงไม่ยุ่งยาก ที่ผ่านมาสามารถลดน้ำหนักได้ในระยะเวลา 1 เดือน และคาดหวังว่าจะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างต่อเนื่อง

..นฤภร ผลฉัตร นักประชาสัมพันธ์  โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ  ผู้เข้าร่วมโครงการอีกท่านได้กล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะรู้สึกว่าสมรรถภาพร่างกายเริ่มถดถอยลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมาพยายามออกกำลังกายด้วยตัวเองแต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีภาระงานและภารกิจส่วนตัวที่มากเป็นข้อจำกัด แต่การได้เข้าร่วมโครงการโดยมีเทรนเนอร์คอยให้คำแนะนำช่วยให้จัดสรรเวลาทำงานและการมีกิจกรรมทางกายได้อย่างเหมาะสม เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่ต้องการลดน้ำหนักแต่มุ่งหวังให้มีสุขภาพโดยรวมที่แข็งแรงมากขึ้นสามารถดูแลตัวเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดไป ทั้งนี้มองว่าโครงการนี้ทำให้ทุกคนได้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อการมีสุขภาพดีเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ โดยเริ่มจากการปรับที่ใจของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

กิจกรรม TU Future Wellness Fit Journey : เส้นทางสายฟิต พิชิตสุขภาพดี ภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต  เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีพันธกิจหลักในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เป็นสังคมสุขภาวะ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การดูแลตนเองอย่างถูกต้อง การได้เข้ามาร่วมสนับสนุนโครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการส่งเสริมสุขภาวะในมหาวิทยาลัยให้เป็นองค์กรสุขภาวะที่มีคุณภาพได้อย่างแท้จริง และคาดหวังว่ากิจกรรมนี้จะขยายผลออกไปเป็นต้นแบบของการสร้างเสริมสุขภาวะในสถาบันการศึกษาอื่นๆและต่อยอดไปยังสังคมในวงกว้างได้ต่อไป