เลื่อนเจรจาสันติสุขฯ ไม่มีกำหนด! หัวหน้าคณะพูดคุยฯ สั่งเบรก จี้กลุ่มผู้เห็นต่างตอบปมป่วนนราธิวาส

เลื่อนเจรจาสันติสุขฯ ไม่มีกำหนด! หัวหน้าคณะพูดคุยฯ สั่งเบรก จี้กลุ่มผู้เห็นต่างตอบปมป่วนนราธิวาส

เลื่อนเจรจาสันติสุขฯ ไม่มีกำหนด! หัวหน้าคณะพูดคุยฯ สั่งเบรก จี้กลุ่มผู้เห็นต่างตอบปมป่วนนราธิวาส

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.53 น.

“หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ”ลั่น เลื่อนเจรจากลุ่มผู้เห็นต่าง จาก ก.ย. ไม่มีกำหนด จนกว่าจะได้รับคำตอบปมก่อเหตุความรุนแรงในนราธิวาส เผยได้ข่าวมาเลเซียเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการความสะดวก ยันไม่หนักใจเข้ารับตำแหน่งใหม่ เชื่อช่วงแรกอาจตึงๆ กันหน่อย

28 กรกฎาคม 2569 ที่ท้องสนามหลวง นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการพูดคุยสันติสุขฯ หลังเกิดเหตุความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ว่า การเจรจาเริ่มต้นกันมาดีแล้ว แต่อยู่ ๆ ก็เกิดเหตุขึ้น และอยู่ๆ ก็มีการออกแถลงการณ์ในระหว่างที่เราส่งฝ่ายเทคนิคเข้าไปพูดคุย มันก็แปลกๆ แล้ว แต่เข้าใจว่า เขายังสับสนว่าจะเอาอย่างไรกับเราดี เพราะเรามาใหม่  และเมื่อเกิดเหตุความรุนแรงที่ จ.นราธิวาสขึ้น การเจรจาในเดือน ก.ย.69 คงไม่เกิดขึ้น และตนฝากคำถามไปว่า ให้ตอบตนเองมาก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตัดสินใจก่อเหตุทำไม แล้วค่อยมาคุยกันต่อ เพราะฉะนั้น เดือน ก.ย.จะไม่มีการพูดคุยแล้ว ซึ่งเดิมได้นัดกันไว้ล่วงหน้าผ่านผู้อำนวยการสะดวกของมาเลเซียว่า เดือน ก.ย.น่าจะได้พูดคุยแบบเป็นทางการ

“แต่เมือเกิดเหตุอย่างที่เราเห็นกันอยู่ มันรุนแรงเกินกว่าที่เราจะรับได้ คุยกันอยู่ดี ๆ แล้วมาก่อเหตุแบบนี้ ผมเข้าใจแหละว่านักรบอาจจะมองว่า เขาต้องการที่จะก่อเหตุตามสัญชาตญาณของเขา แต่ตอนนี้เราคุยกันอยู่ เราเริ่มคุยกันแล้ว เมื่อมาก่อเหตุก็ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่” นายฐนัตถ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางกลุ่มผู้เห็นต่างได้ตอบกลับคำถามมาแล้วหรือยัง นายฐนัตถ์ กล่าวว่า ยัง เพราะตนเพิ่งส่งคำถามไป

เมื่อถามว่า ได้มีการประสานไปยังประเทศมาเลเซียหรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีการประสานกับมาเลเซีย และได้ข่าวมาว่า มาเลเซียจะเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวก เพราะตอนนี้มันเป็นสุญญากาศและตอนนี้เรารอทางมาเลเซียว่าเขาจะทำอะไร หลังจากที่เรายกคณะไปคุยที่มาเลเซีย

เมื่อถามย้ำว่า หากกลุ่มผู้เห็นต่างยังไม่ได้ตอบอะไรมา จะต้องรอกันไปแบบนี้ใช่หรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า จริงๆ เราสามารถส่งสัญญาณไปได้ หรือส่งคำถามผ่านผู้แทน ผ่านคนกลาง หรือช่องทางที่พอจะมีอยู่ไปได้ว่า ตอนนี้เราคิดอะไร และเรารอว่า เขาจะตอบกลับมาหรือไม่

เมื่อถามว่า การที่ฝ่ายความมั่นคงของไทย โดยเฉพาะทหาร มีท่าทีแข็งกร้าว จะเป็นอุปสรรคต่อการพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างหรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า ตนคิดว่า ไม่เป็น เพราะต่างคนก็ต่างมีแนวทางปฏิบัติของตัวเอง แต่ที่สำคัญคือ ฝ่ายเราต้องเดินไปด้วยกัน เดินไปทางเดียวกัน เราไม่จำเป็นว่า จะต้องมาแยกทางกัน ทหารก็ดำเนินกลยุทธ์ของทหารไป ของเราก็ต้องมีการดำเนินกลยุทธ์ของเราเหมือนกัน แต่ของเราจะเป็นแนวทางสันติ คือ การส่งคำถามไปก่อนว่า เกิดอะไรขึ้น

เมื่อถามว่า ในทางการข่าวมีข้อมูลเรื่องการก่อเหตุในครั้งนี้หรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า มันแปลกๆ แต่ในทางการข่าว เราจะใช้การต่อภาพจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะไม่เอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปใส่สมมุติฐาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันแปลกๆ ถ้าเราศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจ.นราธิวาส ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในลักษณะแบบนี้ เวลาก่อเหตุจะมีกล้องซีซีทีวีจับภาพได้ และมีการโชว์ตัวของผู้ปฏิบัติ ซึ่งเป็นแบบนี้มานานแล้วที่ จ.นราธิวาส

เมื่อถามว่า ต้นเดือน ส.ค.จะมีวันสำคัญของกลุ่มผู้เห็นต่าง ทางการข่าวได้มีการเฝ้าระวังว่า จะมีการก่อเหตุอีกหรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า เราไม่เคยนับเรื่องวันสำคัญ เพราะนับวันสำคัญคงมีทั้งปี แต่เรามองว่า ถ้าเราหย่อนเมื่อไหร่เขาก็จะมีโอกาสเมื่ อนั้น เขาอาจจะจับตาดูอยู่ว่า เราจะหย่อนยานหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับเรื่องนี้หรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า นายกฯได้ส่งสัญญาณเสมอว่า การพูดคุยเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่การพูดคุยคือ การแก้ไขปัญหาระยะยาว ไม่ใช่ระยะสั้น ไม่ใช่ว่า พอเกิดเหตุแล้วจะไปเจรจาทันที ซึ่งการเจรจาต้องมีระยะของมัน

เมื่อถามว่า การมารับตำแหน่งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯคนใหม่ รู้สึกหนักใจหรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า ไม่หนักใจ เชื่อมั่นว่า เราไปต่อกันได้ แม้ว่า อาจจะตึงๆ กันหน่อย แต่คงจะมีการผ่อนปรนกันว่า จะมีการลดระดับมาพูดคุยกันอย่างไร ซึ่งฝ่ายที่ปฏิบัติการก็ประสานงานกันอยู่ เขายังต่อสายกันอยู่ได้

นายกฯ นำพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

นายกฯ นำพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

นายกฯ นำพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.42 น.

“นายกฯ” เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569

28 กรกฎาคม 2569 เวลา 07.00 น. ณ บริเวณท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569

โดยมีคณะองคมนตรีและภริยา ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีพร้อมคู่สมรส เลขาธิการนายกรัฐมนตรี หน่วยราชการในพระองค์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและภริยา หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า และผู้แทนภาคเอกชนร่วมพิธีทำบุญตักบาตรในครั้งนี้ด้วย 

เมื่อนายกรัฐมนตรี เดินทางถึงบริเวณท้องสนามหลวง สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ จำนวน 10 รูป ขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์ นายกรัฐมนตรี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ถวายธูปเทียนแพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ จำนวน 10 รูป ให้ศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

จากนั้น นายกรัฐมนตรี คณะองคมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ถวายผ้าไตรและเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป นายกรัฐมนตรี กรวดน้ำรับพร กราบลาพระรัตนตรัย และถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นายกรัฐมนตรี นำผู้ร่วมพิธีตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 175 รูป เป็นอันเสร็จพิธี

– 006

จุลพันธ์ แจ้งด่วน! สั่งชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หลังศาลปกครองฯ มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

จุลพันธ์ แจ้งด่วน! สั่งชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หลังศาลปกครองฯ มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

จุลพันธ์ แจ้งด่วน! สั่งชะลอเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หลังศาลปกครองฯ มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.10 น.

28 กรกฎาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมมีเรื่องสำคัญมาแจ้งให้ทุกท่านทราบครับ

สืบเนื่องจากกรณีที่มีผู้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อให้พิจารณาเงื่อนไขการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมซึ่งกำหนดให้ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นผู้ลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งกับสำนักงานประกันสังคม” (ตามประกาศคณะกรรมการเลือกตั้งฯ ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ข้อ 2 )

ล่าสุด ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา (คดีหมายเลขดำที่ 1320/2569 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2569) ให้ทุเลาการบังคับตามข้อ 2 ของประกาศฯ ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

คำสั่งทุเลาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งโดยตรง ทำให้ไม่สามารถดำเนินการจัดการเลือกตั้งตามแผนการเดิมได้ คณะกรรมการการเลือกตั้งฯ จึงมีมติให้ชะลอกระบวนการจัดการเลือกตั้งออกไปก่อนเพื่อรอผลคำวินิจฉัยของศาลปกครองครับ

หากมีความคืบหน้าหรือคำสั่งเพิ่มเติมจากศาลอย่างไร ผมจะรีบนำมาแจ้งให้ทุกท่านทราบทันทีครับ

#จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ #หนิมจุลพันธ์ #รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน #ประกันสังคม #เลือกตั้งประกันสังคม

ไฟเขียวแล้ว! บอร์ด กทบ.เดินหน้า SML PLUS พร้อมจัดสรรเงิน ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

ไฟเขียวแล้ว! บอร์ด กทบ.เดินหน้า SML PLUS พร้อมจัดสรรเงิน ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

ไฟเขียวแล้ว! บอร์ด กทบ.เดินหน้า SML PLUS พร้อมจัดสรรเงิน ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.13 น.

ไฟเขียวแล้ว! บอร์ด กทบ. เดินหน้า “SML PLUS” พร้อมจัดสรรเงิน “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” รอบล่าสุดอีก 283 ล้าน มุ่งผลักดันเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

28 กรกฎาคม 2569 นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (บอร์ด กทบ.) ครั้งที่ 6/2569 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบและอนุมัติในประเด็นสำคัญเพื่อประโยชน์ของพี่น้องสมาชิกกองทุนฯ อาทิ โครงการ SML PLUS (อนุมัติรอบแรก) โดยบอร์ด กทบ.สั่งการให้คณะอนุกรรมการฯ เร่งพิจารณาเพื่อให้การอนุมัติครอบคลุมกองทุนหมู่บ้านฯ ทั่วประเทศได้มากที่สุด โดยตั้งเป้าหมายวงเงินพิจารณาในรอบถัดๆ ไปรวม 1,000 ล้านบาทขึ้นไป

​ขณะเดียวกันที่ประชุมอนุมัติจัดสรรเงิน “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” (ครั้งที่ 2) รอบล่าสุดอีก 283 ล้านบาท ช่วยลดภาระดอกเบี้ย เติมสภาพคล่อง และเสริมความมั่นคงทางการเงินให้กองทุนหมู่บ้านฯ

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบร่างระเบียบว่าด้วยการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประชาชนในหมู่บ้านและชุมชนเมือง รวมทั้งการปรับแผนปฏิบัติการปี 2569 และวางแนวทางปี 2570 รวมถึงกำหนดตัวชี้วัด (KPI) การประเมินผลทุนหมุนเวียน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้ง เร่งรัดการดำเนินงานโครงการเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ระยะที่ 3 ที่ยังคงค้างอยู่ เพื่อให้พี่น้องกองทุนฯ ได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

สีหศักดิ์จ่อถก คณะผู้แทนรบ. ประสานมาเลย์ ลุยสางปมไฟใต้

สีหศักดิ์จ่อถก  คณะผู้แทนรบ.  ประสานมาเลย์  ลุยสางปมไฟใต้

สีหศักดิ์จ่อถก คณะผู้แทนรบ. ประสานมาเลย์ ลุยสางปมไฟใต้

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สีหศักดิ์” จ่อประชุมคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลในสัปดาห์นี้สางปมไฟใต้ ประสานมาเลเซีย อย่าให้ที่พักพิงผู้ก่อเหตุ รุดแก้ปัญหาบุคคล 2 สัญชาติ ด้าน‘วันนอร์’ชี้ดับไฟใต้ต้องพูดคุยคู่กับปราบปราม ส่วนการใช้กฎอัยการศึก ที่ จ.นราธิวาส เป็นเรื่องของฝ่ายปฏิบัติ มองยาเสพติด-สินค้าเถื่อน มีส่วนทำให้พื้นที่ไม่สงบ

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงการเรียกประชุมคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าคงต้องมีการประชุมที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในสัปดาห์นี้ เพราะมีมิติในเรื่องของประเทศมาเลเซีย ที่จะต้องขอความร่วมมือ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้ก่อเหตุใช้พื้นที่พักพิง ขณะเดียวกัน การแก้ไขปัญหาบุคคล 2 สัญชาติ ได้หารือกันมาตลอด และนายกฯ ของทั้ง 2 ประเทศ เพิ่งพบปะกัน ซึ่งเจตนาในการพูดคุย เพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างใกล้ชิด และเราอยากพัฒนาพื้นที่เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มขบวนการ BRN ก่อเหตุเพื่อให้รัฐบาลยอมรับการมีตัวตนใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เรารู้ว่าเขามีตัวตน แต่สิ่งที่เขาทำความรุนแรง เรารับไม่ได้ ถ้าต้องการพูดคุยก็ต้องลดความรุนแรง และต้องมาตรวจสอบว่าการก่อเหตุมีที่มาที่ไปอย่างไร

ด้านนายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกฯ ในฐานะที่ปรึกษาคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของทหารพราน รวมถึงประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่อุกอาจและผิดกฎหมาย ขอให้ผู้ที่รับผิดชอบ นำคนผิดมาดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อถามถึงการประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ จ.นราธิวาส นายวันมูหะหมัดนอร์ กล่าวว่า ถือเป็นกฎหมายในภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดความเข้มแข็ง ถือเป็นเรื่องที่ฝ่ายปฏิบัติต้องหาวิธีการที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์

ต่อข้อถามว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุอยู่ในเครือข่ายของคณะที่จะพูดคุยด้วยหรือไม่ นายวันมูหะหมัดนอร์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ฝ่ายที่เป็นผู้ดูแลจะเป็นผู้ประเมิน แต่ยอมรับว่ากลุ่มผู้เห็นต่างมีหลายกลุ่ม มีทั้งฝ่ายนักคิด ที่ต้องการสันติสุข และฝ่ายปฏิบัติการที่ใช้กำลัง อย่างไรก็ตาม ขอให้เพ่งเล็งไปยังสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ เช่น ยาเสพติด สินค้าเถื่อน ซึ่งผลประโยชน์เหล่านี้อาจมีส่วนที่ไม่อยากให้เหตุการณ์ยุติก็ได้ จึงต้องดำเนินการควบคู่กันไป ตรวจสอบทุกฝ่าย เพราะจังหวัดที่เกิดเหตุรุนแรง เป็นจังหวัดที่มียาเสพติดแพร่หลาย และมีสถิติการจับกุมจำนวนไม่น้อย และประเทศที่ติดกับชายแดน เราก็เพ่งเล็งอยู่ ตลอดจนการค้าน้ำมันเถื่อน ที่ต้องดำเนินการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นผลร้ายกับประชาชนโดยไม่หยุดยั้ง

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า เงินที่ได้จากสิ่งผิดกฎหมาย ถูกนำมาเป็นเงินทุนในการก่อเหตุใช่หรือไม่ นายวันมูหะหมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่อาจประเมินได้ ให้เจ้าหน้าที่ซึ่งดูแลเกี่ยวกับการรักษาความสงบ และงานด้านการข่าว เป็นผู้ดำเนินการ ไม่อยากให้ละทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะสิ่งที่ผิดกฎหมาย รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายให้ได้ ซึ่งอาจเชื่อมโยงและต่อเนื่องกันได้

เมื่อถามว่าจำเป็นต้องมีการนัดประชุมคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลหรือไม่ นายวันมูหะหมัดนอร์ กล่าวว่า ขอให้รอนายสีหศักดิ์ ในฐานะประธานคณะผู้แทนพิเศษ เป็นผู้กำหนดว่าจะมีการประชุมเมื่อใด แต่ไม่ควรน้อยกว่า 2 เดือนต่อ 1 ครั้ง เนื่องจากสถานการณ์กำลังมีปัญหา จึงควรหาโอกาสที่จะประชุมกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการโจมตีว่ารัฐบาลและคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ น้อยเกินไป นายวันมูหะหมัดนอร์ กล่าวว่า กำลังดำเนินการอยู่ เราเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย และรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพิ่งเข้ามาทำงานเพียง 6 เดือน แต่ยืนยันว่าเรากำลังเร่งขับเคลื่อนเรื่องนี้เป็นอันดับ 1 ขณะที่ตนได้รับมอบหมายให้ดูแลภารกิจนี้ กำลังดำเนินการอยู่ และหวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน รวมถึงการประสานงานทุกภาคส่วน

ครม.เคาะแก้เกณฑ์ใหม่ บัตรคนจนฉลุย ปลดล็อกรถ-นักเรียน

ครม.เคาะแก้เกณฑ์ใหม่  บัตรคนจนฉลุย  ปลดล็อกรถ-นักเรียน

ครม.เคาะแก้เกณฑ์ใหม่ บัตรคนจนฉลุย ปลดล็อกรถ-นักเรียน

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ครม.เคาะแก้เกณฑ์ใหม่ บัตรคนจนฉลุย ปลดล็อกรถ-นักเรียน ยืดอุทธรณ์ถึง31ส.ค. มท.เปิดศูนย์เช็คสิทธิ

ครม.ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐออกไปถึง 31 สิงหาคม คนได้สิทธิเก่า ใช้ได้ถึง 30 กันยายน ส่วนรอบใหม่เริ่มใช้ 1 ตุลาคม พร้อมปรับปรุงฐานข้อมูลใหม่ โดยในส่วนรถยนต์ที่อายุเกิน 20 ปี-จักรยานยนต์เก่ากว่า 15 ปี ขนส่งจะคัดออกให้ ไม่ต้องอุทธรณ์ “สิริพงศ์”ย้ำจำนวนไม่ใช่ประเด็น หวังได้พบคนที่ควรได้ “โฆษกคลัง”ย้ำขอทบทวนสิทธิได้ 4 ช่องทาง“กรมการปกครอง” ตั้งศูนย์“วันสต็อปเซอร์วิส”ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ 878 แห่ง พบขณะนี้ยื่นทบทวนสิทธิแล้วกว่า 3.8 ล้านคน ยังเหลืออีกกว่า 5.4 ล้านคน ที่ยังไม่ได้ยื่น

เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงความคืบหน้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันเดียวกันนี้

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติ รับทราบการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 และเห็นชอบให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการปี 2569 ทุกราย เริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ต.ค. 2569 พร้อมให้ผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม (โครงการปี 2565) ได้รับสิทธิต่อเนื่องไปจนถึง 30 ก.ย. 2569 จากเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 31 ก.ค. 2569 เพื่อไม่ให้ประชาชนที่อยู่ระหว่างการทบทวนสิทธิได้รับผลกระทบ

เปิดกลุ่มทบทวนฯไม่ต้องอุทธรณ์

นางสาวรัชดา กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติในระยะเร่งด่วน ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนกลุ่มนี้เข้ามายื่นอุทธรณ์หรือร้องเรียนก่อน ดังนี้ 1) เกณฑ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ์ กรณีนักเรียน นักศึกษา ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมนักเรียนหรือนักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท หรือผู้เรียนการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ตามกฎหมายว่าด้วยส่งเสริมการเรียนรู้

2) เกณฑ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ กรณีหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่ได้จดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวม 2.1) หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด กรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท ที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม 2.2) หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด กรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท ที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร

3) เกณฑ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ กรณีผู้มีชื่อในบัญชีฝากหลักทรัพย์ที่ฝากไว้กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ หรือที่เก็บรักษาไว้กับนายทะเบียนหลักทรัพย์ ตามฐานข้อมูลของ TSD ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมบัญชีที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ หรือมีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมกันต่ำมากตามที่ TSD กำหนด

4) เกณฑ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ กรณีผู้มีชื่อในทะเบียนประวัติ (บัญชีถือครองตราสารหนี้) ตามฐานข้อมูลของ ธปท. ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมผู้ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ หรือมีกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้ที่มีมูลค่าต่ำมากตามที่ ธปท. กำหนด

ปรับเกณฑ์ครอบครองรถ

5) เกณฑ์รถ ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถ เว้นแต่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถเฉพาะประเภทรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกลูกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็ก รับจ้าง รถใช้งานเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ประเภทละไม่เกิน 1 คัน ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่นับรวม

5.1) รถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกินกว่า 15 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียน ครั้งแรก เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูง หรือรถจักรยานยนต์สะสมตาม ชนิด แบบ รุ่น ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

5.2) รถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ที่มีอายุเกินกว่า 20 ปี นับแต่วันจดทะเบียนครั้งแรก เว้นแต่เป็นรถยนต์มูลค่าสูง หรือรถยนต์สะสมตาม ชนิด แบบ รุ่น ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการฯ ปี 2569 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงของประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยยึดหลักความเป็นธรรม โปร่งใส และการใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ทั้งยังยกระดับฐานข้อมูลภาครัฐให้ได้รับการปรับปรุงและจัดเก็บอย่างถูกต้องยิ่งขึ้น ส่งผลให้การจัดสวัสดิการของภาครัฐเข้าถึงผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง และมีความแม่นยำมากขึ้น รวมทั้งทำให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

ตั้งศูนย์ One Stop Service ช่วยปชช.

นางสาวรัชดา กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย จัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการฯ ปี 2569 (One Stop Service : OSS) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ได้รับสิทธิที่ต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) และแก่ผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ต้องการทบทวนสิทธิ รวมทั้งแจ้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนราชการในพื้นที่ ผ่านกลไกระดับจังหวัดและอำเภอ ทั้งการประชาสัมพันธ์การตรวจสอบสิทธิ โดย กระทรวงการคลังจะเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานตามภารกิจหน้าที่ต่อไป

ขยายเวลาอุทธรณ์ถึง31ส.ค.

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม แถลงว่า ครม. มีมติให้เลื่อนกำหนดการการอุทธรณ์กรณีผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิม 31 ก.ค.69 เป็นวันที่ 31 ส.ค. 2569 นอกจากนี้กระทรวงการคลังได้ขอให้มีการขยายเวลาของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปจนถึงวันที่ 30ก.ย.2569 โดยผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมจะสามารถใช้สิทธิได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย.69 และผู้ที่ผ่านการคัดเลือกชุดใหม่ จะเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ต.ค.69 นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติรับทราบเรื่องกฎเกณฑ์และหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทในสังคมไทย และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากที่สุด ต้องขอบคุณกระทรวงการคลังที่นำปัญหาต่างๆ มาสังเคราะห์รวมกัน

จยย.เก่าเกิน15ปีไม่เข้าข่ายรถคลาสสิก

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า 1 ในหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ได้พิจารณาให้คือ เกณฑ์เรื่องอายุรถ โดยเป็นหลักการว่า รถยนต์ที่มีอายุเกิน 20 ปี ที่มีมูลค่าไม่สูง แต่หากเป็นเก่า รถสะสม เช่น รถคลาสสิก หากใครมีครอบครองรถเหล่านี้ ทางกรมการขนส่งจะมีหน้าที่คัดออก ส่วนรถมอเตอร์ไซค์ที่มีอายุเกิน 15 ปี ไม่เกิน 300 ซีซี และไม่เข้าข่ายเป็นมอเตอร์ไซค์คลาสสิก ทางกรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการถอนบัญชีให้กับท่าน โดยจะแจ้งไปที่กระทรวงการคลังให้ โดยไม่ต้องมาอุทธรณ์ ส่วนกรณีที่ต้องอุทธรณ์ เช่น รถไม่ได้ใช้และยังไม่ได้ไปแจ้งยกเลิกทะเบียน ตรงนี้ต้องอุทธรณ์ สามารถอุทธรณ์ได้ที่ขนส่ง หรือศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสก็ได้ ดีที่สุดคือ ไปที่ศูนย์วันสต็อปเซอร์วิส จะได้จบทีเดียว เพราะทางหลังบ้านได้มีการพูดคุยกันแล้ว

อย่างไรก็ตาม ทุกช่องทางที่ภาครัฐประกาศไปยังคงสามารถไปได้ตามความสะดวกของประชาชน ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาบางพื้นที่อาจจะมีในเรื่องข้อจำกัด ต้องขออภัยด้วย แต่นับจากวันนี้ไปศูนย์วันสต็อปเซอร์วิส จะอำนวยความสะดวกให้ และทางกระทรวงการคลังจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมให้อีกครั้ง

ย้ำต้องให้ตรงกับผู้สมควรจะได้รับสิทธิ

“อย่างไรก็ตาม ตามนโยบายของนายกฯ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพที่สุด กรณีของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ต้องมีการทบทวนใหม่ ขอยืนยันอีกครั้งว่า การทบทวนหลักเกณฑ์ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลมาก เพราะเราเข้าใจว่า ทุกครั้งที่มีการทบทวนคนที่ไม่ได้อาจจะไม่พอใจ ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ เราได้ค้นพบคนอีก 2 ล้านกว่าคนที่เขาไม่เคยได้สิทธิ และเราได้เจอเขา ให้เขาได้กลับมาได้สิทธินี้ ดังนั้น นโยบายของนายกฯ คือ เมื่อเราบริหารจัดการอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมาแล้ว สุดท้ายสิ่งที่ควรจะได้จะตกอยู่กับใคร จำนวนเท่าไหร่ไม่ใช่ประเด็นและไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะถึงอย่างไรรัฐบาลต้องดำเนินการให้เพียงพอ ให้ตรงกับผู้ที่สมควรจะได้รับสิทธิ” นายสิริพงศ์ กล่าว

ปลัดคลังลั่นคืนความเป็นธรรมให้ปชช.

ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ครม.เห็นชอบขยายเวลาการขอทบทวนสิทธิไปอีก 1 เดือน จากเดิมที่เปิดให้ทบทวนสิทธิถึงวันที่ 31 ก.ค.69 จะขยายเวลาเป็นวันที่ 31 ส.ค.2569 และขยับระยะเวลาการยื่นเอกสารจากเดิมภายในวันที่ 16 ส.ค.2569 เป็นวันที่ 20 ก.ย.2569

นายลวรณ ยังกล่าวถึงเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ว่า เกณฑ์เดิมที่ใช้ในการคัดกรองยังอยู่ แต่เกณฑ์ย่อยที่ใช้ในแต่ละเรื่องมีการปรับให้เหมาะสมกับความเป็นจริงมากขึ้น ซึ่งคนที่ไม่ผ่านการลงทะเบียนในรอบนี้ 9.3 ล้านคน จะถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่ไม่ผ่านแน่ๆ 2. กลุ่มที่คิดว่า ผ่านแต่ข้อมูลไม่อัพเดทเป็นปัจจุบัน ที่จะมีการขอให้ทบทวนสิทธิ 3. กลุ่มที่พบการใช้นอมินี โดยนำชื่อของประชาชนไปใช้จดทะเบียนบริษัท การครอบครองทรัพย์สินที่ดินหรือยานพาหนะ หรือเกณฑ์ของนักศึกษา จึงต้องมีการคัดกรองอีกครั้ง ยกตัวอย่างเกณฑ์ย่อยในการถือหุ้นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดว่า เมื่อก่อนจะมีการดูทั้งหมด แต่ในครั้งนี้ จะเว้นให้แค่รัฐวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือรัฐวิสาหกิจเพื่อชุมชน ส่วนการมีบัญชีหลักทรัพย์ ซึ่งถือว่า มีวิถีการดำรงชีวิตที่สูงกว่าคนปกติ เข้าสู่ตลาดทุนได้ แต่วันนี้มีบัญชีหลักทรัพย์บางประเภทที่ไม่มีการเคลื่อนไหวตั้งแต่เปิดมา โดยจะคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน เพราะบางครั้งมีโปรโมชันของบางบริษัทให้คนไปเปิดบัญชีเพื่อแลกกับของขวัญทำให้มีบัญชีเหล่านี้ค้างอยู่ ซึ่งแนะนำให้ประชาชนที่ถือบัญชีเหล่านี้อยู่ไปปิดบัญชี เพราะไม่ควรจะมีอะไรที่ค้างคาเอาไว้

ขอให้ยื่นทบทวนสิทธิเข้ามา

นายลวรณ ยังกล่าวถึงกรณีนักเรียนนักศึกษาการศึกษานอกระบบว่า หากเป็นคนที่เรียนอยู่จริงๆ จะแยกรายชื่อออกมาให้ แต่ที่ไม่ได้เรียนจริง อาจจะต้องพิจารณาในแง่ของนอมินี ส่วนกรณีผู้ครอบครองรถยนต์ เกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์ เกิน 15 ปีนั้น มูลค่าไม่เหลือแล้ว และเราจะมีการคัดกรองให้ เราจะดูให้เองตามกระบวนการ แต่ขอให้ยื่นทบทวนสิทธิมา ย้ำว่า ให้กดทบทวนสิทธิ หากมีข้อมูลไม่ถูกต้องกับความเป็นจริง เพราะจะได้ปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และตัดปัญหานอมินีที่นำรายชื่อไปให้ อีกทั้งจะได้ดำเนินการกับนอมินีที่นำรายชื่อของท่านไปใช้ด้วย

หากพี่น้องประชาชนไปใช้บริการที่ศูนย์วันสต็อปเซอร์วิส หรือขอยื่นทบทวนสิทธิผ่านช่องทางต่างๆ ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งไปยังหน่วยงานต้นสังกัด และปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันโดยเร็วที่สุด หลังจากนั้นกระทรวงการคลัง ที่เป็นหน่วยที่รับผิดชอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเช็กข้อมูลใหม่อีกครั้ง หากท่านได้สิทธิก็จะสามารถใช้สิทธิได้ในวันที่ 1 ต.ค.2569 เป็นต้นไป

ย้ำยื่นทบทวนสิทธิได้4ช่องทาง

ขณะที่ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เพื่อให้ประชาชนมีระยะเวลาที่เพียงพอในการขอทบทวนสิทธิ คณะกรรมการฯ ได้ขยายระยะเวลาการทบทวนสิทธิถึงวันที่ 31 ส.ค. 2569 ผ่าน 4 ช่องทางหลักของโครงการ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) และขยายเวลาในการแก้ไขข้อมูล ณ หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ถึงวันที่ 20 ก.ย. 2569

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ผ่านกลไกระดับจังหวัดและอำเภอ ในการประชาสัมพันธ์การตรวจสอบสิทธิ และจัดตั้งศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ได้รับสิทธิที่ต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบ e-KYC และผู้ที่ต้องการทบทวนสิทธิ รวมทั้งแจ้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมสนับสนุนการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ อีกด้วย ซึ่งกระทรวงการคลังได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อความช่วยเหลือตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานต่อไป

เร่งประชาสัมพันธ์เป็นวงกว้าง

ด้าน นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวดำเนินการของศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสว่า ได้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และนายอำเภอทั้ง 878 อำเภอ ดำเนินการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบวงกว้างให้ประชาชนได้ทราบ โดยกรมการปกครองจะแจ้งให้นายอำเภอจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อสนับสนุนการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ในระดับอำเภอเป็นศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสเพื่อประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น ธนาคารกรุงไทยและหน่วยที่ตรวจสอบสิทธิอื่นๆ อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ที่เดินทางมาติดต่อราชการไม่สะดวก ทั้งในส่วนของผู้ที่ได้รับสิทธิต้องยืนยันตัวตน และกลุ่มผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ ที่ประสงค์ยื่นขอทบทวนสิทธิ รวมทั้งได้แจ้งให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ได้รับทราบเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการของรัฐบาล

ยื่นทบทวนสิทธิแล้วกว่า3.8ล.คน

สำหรับกรณีของผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก มีจำนวนกว่า 9,300,000 คน โดยมีผู้มายื่นขอทบทวนสิทธิจำนวน 3,855,165 คน ยังไม่ยื่นขอทบทวนสิทธิ์อีกประมาณ 5,459,000 คน ซึ่งการตรวจสอบสิทธิในระดับอำเภอ ศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสได้ประชาสัมพันธ์ให้กับกำนันผู้ใหญ่บ้านไปรับข้อมูลและนำมายื่นที่อำเภอ เพื่อตรวจสอบสิทธิได้ทันที ในเรื่องที่ได้ทำเอ็มโอยูไว้กับหน่วยงานคือ กรมสรรพากร หน่วยงานที่ดินสาขาในพื้นที่อำเภอ สำนักงานขนส่งสาขา รวมถึงกรณีมีบุตรหรือคู่สมรสไปในการหักลดหย่อนภาษี หรือเกณฑ์รายได้ค่าใช้จ่าย เกิน 100,000 บาท ต่อคนต่อปี สามารถตรวจสอบสิทธิจบได้ที่อำเภอ รวมถึงเกณฑ์เรื่องของอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินบ้าน และในกรณีที่รถหายหรือรถเก่าก็สามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้ที่อำเภอเช่นกัน และรับเอกสารเพื่อไปยื่นให้กับหน่วยงาน

กำนัน-ผญบ.ช่วยรับข้อมูล

นายวินัย กล่าวอีกว่า หน่วยงานที่ต้องตรวจสอบสิทธิในระดับจังหวัด ทางอำเภอจะรับเป็นภาระ โดยให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไปรับข้อมูลมาหรือเจ้าตัวสามารถมายื่นข้อมูลได้เอง เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนา เป็นต้น รวมถึงข้อมูลทางกรมราชทัณฑ์ สถานสงเคราะห์ของรัฐต่างๆ ในกรณีที่เป็นบุคคลอยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ โดยได้มีการประชุมซักซ้อมกับหน่วยงานท้องถิ่น กรุงเทพมหานครกับเมืองพัทยาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงกรณีของพาณิชย์จังหวัด กรณีบุคคลที่เป็นห้างหุ้นส่วนหรือกรรมการ ผู้เอาประกันชีวิตหรือประเภทสามัญที่ชำระเบี้ยประกันแล้ว แต่ 12,000 บาทขึ้นไป ซึ่งเกณฑ์เหล่านี้ กรมการปกครองได้มอบหมายให้ศูนย์วันสต็อปเซอร์วิส ในระดับอำเภอเป็นผู้รับข้อมูลนำส่งไปยังจังหวัด ซึ่งผู้ที่ได้รับสิทธิ์ไม่จำเป็นต้องไปยื่นเองในหน่วยงานดังกล่าว

อนุทิน โพสต์ภาพคู่ เนวิน-พิพัฒน์ สยบข่าวร้าว เขียนแซว สัมพันธ์ ‘ #นนพ ร้าวฉานปาน Crème Brûlée ‘

อนุทิน โพสต์ภาพคู่ เนวิน-พิพัฒน์ สยบข่าวร้าว เขียนแซว สัมพันธ์ ' #นนพ ร้าวฉานปาน Crème Brûlée '

อนุทิน โพสต์ภาพคู่ เนวิน-พิพัฒน์ สยบข่าวร้าว เขียนแซว สัมพันธ์ ‘ #นนพ ร้าวฉานปาน Crème Brûlée ‘

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.33 น.

อนุทิน โพสต์ภาพคู่ เนวิน-พิพัฒน์ สยบข่าวร้าว เขียนแซว สัมพันธ์ ‘ #นนพ ร้าวฉานปาน Crème Brûlée ‘

เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นภาพร่วมกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมข้อความระบุว่า “สัมพันธ์ #นนพ ร้าวฉานปาน Crème Brûlée”

การโพสต์ดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวลือว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 น. และ 1 พ. ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย อาจเกิดความไม่ลงรอยกัน โดยเฉพาะหลังการปรับเปลี่ยนบทบาทและการบริหารงานภายในรัฐบาล ทั้งการที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งดึงงานกำกับดูแลเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คืนจากพิพัฒน์ เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 และการที่รัฐบาลเตรียมพับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือ ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ เมกะโปรเจ็กต์ในพื้นที่ภาคใต้

อย่างไรก็ตาม ภาพที่นายกรัฐมนตรีเผยแพร่ พร้อมข้อความติดแฮชแท็ก #นนพ และการเปรียบเปรยว่า “ร้าวฉานปาน Crème Brûlée” ซึ่งเป็นของหวานที่มีผิวหน้ากรอบแต่ด้านในนุ่ม จึงถูกมองว่าเป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสยบกระแสข่าวความขัดแย้งและยืนยันว่าความสัมพันธ์ของทั้งสามคนยังเป็นไปด้วยดี ท่ามกลางการจับตาความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยในช่วงนี้

นายกฯ ต้อนรับ รมว.กต.ลิทัวเนีย เยือนไทยในรอบ 22 ปี มุ่งขยายความร่วมมือการค้า-การลงทุน

นายกฯ ต้อนรับ รมว.กต.ลิทัวเนีย เยือนไทยในรอบ 22 ปี มุ่งขยายความร่วมมือการค้า-การลงทุน

นายกฯ ต้อนรับ รมว.กต.ลิทัวเนีย เยือนไทยในรอบ 22 ปี มุ่งขยายความร่วมมือการค้า-การลงทุน

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.03 น.

นายกฯ ต้อนรับ รมว.กต.ลิทัวเนีย เยือนไทยในรอบ 22 ปี มุ่งขยายความร่วมมือการค้า-การลงทุน เทคโนโลยีชั้นสูง และอาหาร เชื่อมโอกาสการลงทุนไทย สู่ตลาดยุโรปและภูมิภาคบอลติก

27 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.00 น. ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายแกสตุติส บุดรีส (H.E. Mr. Kestutis Budrys) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐลิทัวเนีย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายหารืออย่างเป็นกันเองและเป็นมิตร พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ที่จะยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับลิทัวเนียในหลากหลายสาขา

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลิทัวเนีย ซึ่งเป็นการเยือนระดับรัฐมนตรีต่างประเทศในรอบ 22 ปี พร้อมแสดงความยินดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศกำลังมีพัฒนาการที่สำคัญ โดยเห็นว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับความร่วมมือทวิภาคี ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ขณะที่ฝ่ายลิทัวเนียย้ำว่าการเยือนครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของรัฐบาลลิทัวเนียที่จะขยายบทบาทในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมถึงเพิ่มการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและการทูตกับประเทศไทยและอาเซียน พร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนลิทัวเนียอย่างเป็นทางการในโอกาสต่อไป

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่ามูลค่าการค้าระหว่างไทยและลิทัวเนียยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับศักยภาพของทั้งสองประเทศ และควรร่วมกันผลักดันให้ภาคเอกชนใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละฝ่าย โดยไทยมีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ส่วนลิทัวเนียซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ในกลุ่มประเทศบอลติกมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่และเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนร่วมกัน

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอรับการสนับสนุนจากลิทัวเนียในการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) รวมถึงสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ขณะที่ฝ่ายลิทัวเนียยืนยันการสนับสนุนทั้งสองประเด็น พร้อมแบ่งปันประสบการณ์จากการเข้าร่วม OECD และพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อไทย

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงการขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยลิทัวเนียนำเสนอศักยภาพด้านความมั่นคงไซเบอร์ Data Center โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เทคโนโลยีพลังงาน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งนายกรัฐมนตรีแสดงความสนใจที่จะส่งเสริมความร่วมมือในด้านเทคโนโลยี การป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ เทคโนโลยีการแพทย์ การวิจัย และสาขา STEM เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ

ฝ่ายลิทัวเนียยังได้เชิญชวนไทยเข้าร่วมการประชุมด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพและนวัตกรรมระดับนานาชาติ ในปีหน้า พร้อมผลักดันการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานด้านนวัตกรรมของทั้งสองประเทศ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และระบบนิเวศสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะการต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งลิทัวเนียมีประสบการณ์ในการพัฒนาเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

ในด้านอุตสาหกรรม ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานโลก อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการดึงดูดการลงทุน โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าไทยกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมส่งเสริมการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ และเห็นว่าความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรปจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการยุโรป รวมถึงลิทัวเนีย เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทยมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา การวิจัย เทคโนโลยีอาหาร และการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและนักวิจัย เพื่อพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมร่วมกัน รวมทั้งสนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจ สตาร์ทอัพ และสถาบันการศึกษาของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับลิทัวเนียอย่างใกล้ชิดเพื่อผลักดันผลการหารือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน พร้อมเชื่อมั่นว่าการเยือนครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-ลิทัวเนีย และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ของไทยในตลาดยุโรปและภูมิภาคบอลติกต่อไป

กกต.โต้ข่าวแทรกแซง! ยันพิจารณาคดี สว. โดยอิสระ ลุยเคลียร์สำนวนเสร็จสิ้นเดือน ส.ค.69

กกต.โต้ข่าวแทรกแซง! ยันพิจารณาคดี สว. โดยอิสระ ลุยเคลียร์สำนวนเสร็จสิ้นเดือน ส.ค.69

กกต.โต้ข่าวแทรกแซง! ยันพิจารณาคดี สว. โดยอิสระ ลุยเคลียร์สำนวนเสร็จสิ้นเดือน ส.ค.69

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.30 น.

27 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง” โพสต์ข้อความระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่ข่าวเลขที่ 381/2569 วันที่ 27 กรกฎาคม 2569

กกต. ยืนยันใช้อำนาจโดยอิสระ ปราศจากการแทรกแซง พิจารณาคดี สว. ตามกฎหมายและพยานหลักฐาน ด้วยความรอบคอบและโปร่งใส

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเรียนชี้แจงต่อประชาชนว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างรอบคอบ เพื่อครอบคลุมข้อเท็จจริงทุกประเด็นให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 จากนั้นจะมีการนัดประชุม เพื่อลงมติต่อไป

สำนักงาน กกต. ขอเน้นย้ำว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมิใช่พนักงานไต่สวน แต่มีหน้าที่พิจารณาสำนวนจากข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ตามกฎหมาย โดยใช้ดุลพินิจอย่างอิสระ รอบคอบ และเป็นกลาง เพื่อให้การวินิจฉัยอยู่บนพื้นฐานของพยานหลักฐานและข้อกฎหมายเท่านั้น

ทั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นไปโดยอิสระ ไม่มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดสามารถชี้นำ แทรกแซง หรือกดดันการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคดีได้ การพิจารณาทุกขั้นตอนยึดมั่นในหลักความเป็นธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบตามกฎหมาย

สำนักงาน กกต. ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งยึดมั่นในหลักนิติธรรม ความเป็นกลาง และการพิจารณาจากพยานหลักฐานเป็นสำคัญ โดยจะดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความรอบคอบ เพื่อให้ผลการวินิจฉัยเป็นที่ยอมรับและสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งและการบังคับใช้กฎหมายของประเทศ

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือบริการสายด่วน 1444

เปิดผลประเมิน TDRI 4 ปี ชัชชาติ แก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย เสนอผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่ให้ กทม.

เปิดผลประเมิน TDRI 4 ปี ชัชชาติ แก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย เสนอผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่ให้ กทม.

เปิดผลประเมิน TDRI 4 ปี ชัชชาติ แก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย เสนอผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่ให้ กทม.

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

27 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Thailand Development Research Institute (TDRI)” โพสต์ข้อความระบุว่า 4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ เปลี่ยนไปแค่ไหน และยังมีโจทย์อะไรที่ต้องทำต่อ ?

ทีดีอาร์ไอประเมินการทำงานของผู้ว่าฯ กทม. ใน 6 ด้าน ได้แก่ ปากท้องของประชาชน การเดินทางและขนส่ง การลดคอร์รัปชัน สิ่งแวดล้อม การศึกษา และสุขภาพ โดยวิเคราะห์ตั้งแต่สภาพปัญหา ผลงานที่ผ่านมา ไปจนถึงข้อเสนอแนะ บนฐานของข้อมูล และหลักวิชาการ

ในสมัยแรก ผู้ว่าฯ ชัชชาติสามารถแก้ปัญหาใกล้ตัว หรือปัญหา “เส้นเลือดฝอยอุดตัน” ได้หลายเรื่อง แต่ทว่าในหลายโครงการยังขาดตัวชี้วัด และการประเมินผลลัพธ์ที่ชัดเจน

โจทย์ของชัชชาติ 2 นอกจากการสานต่องานเดิมแล้ว ยังต้องขยับไปสู่การแก้ปัญหา “เส้นเลือดใหญ่อักเสบเรื้อรัง” ที่ต้องผ่าตัดรักษาให้ถึงต้นตอ ทั้งในด้านการปฏิรูปกฎระเบียบ การลดคอร์รัปชัน การปรับปรุงระบบขนส่ง การยกระดับคุณภาพการศึกษา และสุขภาพ รวมถึงการทำงานร่วมกับสภา กทม. และรัฐบาลส่วนกลาง

ชวนทั้งคนที่เลือกผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตลอดจนคนที่ไม่ได้เลือกร่วมกันอ่านบทวิเคราะห์และข้อเสนอสำคัญทั้ง 6 ด้าน ในบทความ “ประเมิน 4 ปีแรกกับโจทย์ใหญ่ของ ‘ชัชชาติ 2’ ข้อเสนอผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่ให้กรุงเทพฯ” https://tdri.or.th/…/chadchart-bkk-governor-policy-report/

*บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “ซีรีส์ข้อสังเกตนโยบายช่วงเลือกตั้ง และการประเมินผลงานรัฐบาลและผู้ว่าฯ โดยทีดีอาร์ไอ” อ่านบทความย้อนหลัง (link ในคอมเมนต์)

– รวมบทความในซีรีส์ ข้อสังเกตนโยบายช่วงเลือกตั้ง… และประเมินผลงานรัฐบาล-ผู้ว่าฯ https://tdri.or.th/2023/08/series-of-policy-observations/

– บทความ “ประเมิน 4 ปีแรกกับโจทย์ใหญ่ของ ‘ชัชชาติ 2’ ข้อเสนอผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่ให้กรุงเทพฯ” https://tdri.or.th/…/chadchart-bkk-governor-policy-report/