ปล่อยตัว มีชัย ผู้ต้องขังคดี ม.112 หลังเข้าเกณฑ์อภัยโทษฯ สิ้นสุดการคุมขัง 2 ปี

ปล่อยตัว มีชัย ผู้ต้องขังคดี ม.112 หลังเข้าเกณฑ์อภัยโทษฯ สิ้นสุดการคุมขัง 2 ปี

ปล่อยตัว มีชัย ผู้ต้องขังคดี ม.112 หลังเข้าเกณฑ์อภัยโทษฯ สิ้นสุดการคุมขัง 2 ปี

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.00 น.

27 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ปล่อยตัว “มีชัย” ผู้ต้องขังคดี ม.112 หลังเข้าเกณฑ์อภัยโทษฯ สิ้นสุดการคุมขัง 2 ปี

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569 “มีชัย” (สงวนนามสกุล) อดีตพนักงานโรงแรมจากเกาะช้างวัย 54 ปี ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 กรณีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 2 ข้อความ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำกลางสมุทรปราการ หลังเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ. 2569 ที่ออกมาในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 สิ้นสุดการคุมขัง 2 ปี

สำหรับคดีนี้ เหตุเกิดจาก ศิวพันธุ์ มานิตย์กุล เป็นผู้ไปแจ้งความกล่าวหาไว้ที่ สภ.บางแก้ว จากกรณีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 2 ข้อความ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2563 มีเนื้อหาตั้งคำถามต่อการใช้ภาษีประชาชนของสถาบันกษัตริย์ โดยทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา

ต่อมา เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2567 ศาลได้อ่านคำสั่งขออนุญาตฎีกา โดยพบว่าไม่มีผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาของจำเลย คดีจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา และต้องบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทำให้คดีของมีชัยสิ้นสุดลง และทำให้เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันนั้น

*ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ถูกคุมขัง มีชัยใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในห้องสมุดของแดน โดยเขาได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่บรรณารักษ์ คอยจัดการระบบหนังสือเพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถหยิบยืมไปอ่านหมุนเวียนกันได้

นอกจากนี้ ในทุกครั้งที่มีโอกาสได้พบทนาย มีชัยยังคงสนใจงานด้านสิทธิมนุษยชน เขามักจะให้เล่าข่าวสารบ้านเมืองให้ฟัง และแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์โลก อย่างกรณีที่โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเป็นสมัยที่ 2 มีชัยก็แสดงความกังวลต่อสถานการณ์งานด้านสิทธิมนุษยชนว่าคงจะกระทบกันไม่น้อยทีเดียว และหวังว่าทุกคนจะยังมีกำลังใจในการทำงาน ขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมกันต่อไป

“มนุษยธรรมอยู่เหนือกฎหมาย สิทธิมนุษยชนใหญ่สุด กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือ ถูกแล้วที่เราให้ความสำคัญกับความเสมอภาคและเสรีภาพมากที่สุด”

ในระหว่างการคุมขังช่วงปี 2568 ครอบครัวของมีชัยได้ประสบปัญหาไม่สามารถจองเยี่ยมญาติใกล้ชิดได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่แจ้งว่าคดีของเขายังไม่สิ้นสุด ทั้งที่เขาถูกคุมขังหลังคดีสิ้นสุดมากว่า 1 ปี 4 เดือนแล้ว

ภายหลังเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 ทนายความได้ติดตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทัณฑปฏิบัติของเรือนจำกลางสมุทรปราการ พบว่าหมายจำคุกคดีถึงที่สุดในคดีของมีชัยยังไม่ได้ส่งมาจากศาล ทำให้ยังมีสถานะเป็นผู้ต้องขังที่คดียังไม่ถึงที่สุดในระบบของเรือนจำ

จากสถานการณ์ดังกล่าว พบว่าหมายจำคุกคดีถึงที่สุดเพิ่งได้ออกมาเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2568 ภายหลังมีการร้องเรียนไป ส่งผลให้มีชัยต้องเผชิญกับการไม่สามารถเจอครอบครัวในช่วงที่เรือนจำเปิดให้เข้าเยี่ยมญาติใกล้ชิดได้ ทั้งยังกระทบต่อสิทธิการเลื่อนชั้นผู้ต้องขัง ซึ่งมีผลต่อการพิจารณาเกณฑ์ได้รับการอภัยโทษ เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมาด้วย

และจากการติดตามเพิ่มเติมเรื่องชั้นนักโทษตั้งแต่ พ.ย. 2568 – เม.ย. 2569 ทำให้ทราบว่าหากมีหนังสือตอบกลับมาจากกรมราชทัณฑ์แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือเจ้าหน้าที่จะเสนอให้ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสมุทรปราการเซ็นรับทราบ และเจ้าหน้าที่จะทำหนังสือคำสั่งให้ผู้ต้องขังเซ็นเรื่องการปรับชั้นอีกทีหนึ่ง

*ภายหลังการออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ ในเดือน มิ.ย. 2569 มีชัยเปิดเผยว่าเขาเพิ่งได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่เรือนจำเพียง 2 วันก่อนถึงวันปล่อยตัวว่า เจ้าหน้าที่ได้มีการปรับชั้นนักโทษให้ตามข้อร้องเรียนข้างต้น ทำให้เขาเข้าเกณฑ์อภัยโทษฯ และได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 24 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา ทำให้กรณีของมีชัยไม่ได้มีใครทราบล่วงหน้าเรื่องการถูกปล่อยตัวก่อนหน้านี้

ภายหลังการปล่อยตัว มีชัยเปิดเผยว่าเขายังมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ขอบคุณองค์กรต่าง ๆ และประชาชนที่ให้ความช่วยเหลือมาตลอด “ในช่วงที่ทนายเยี่ยมไม่ได้ เพราะผมเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาด พอทนายไปผลักดันสิทธิให้ผู้ต้องขังเด็ดขาดมีสิทธิเขาพบทนายได้ ทำให้ตอนนี้ในเรือนจำ กลุ่มผู้ต้องขังเด็ดขาดเลยได้มีสิทธิพบทนายกันหมดแล้ว ต้องขอบคุณมาก ๆ”

เขากล่าวปิดท้ายว่าหากมีเรื่องอะไรที่เขาพอช่วยเหลือ หรือผลักดันเรื่องคุณภาพชีวิตเพื่อนผู้ต้องขัง ในเรือนจำ เขายินดีเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสนับสนุนต่อไป

*สำหรับการอภัยโทษดังกล่าว เป็นการอภัยโทษเป็นการทั่วไป ในโอกาสสำคัญในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2569 และจากการติดตามของศูนย์ทนายฯ พบว่ามีผู้ต้องขังการเมืองที่ได้รับการปล่อยตัวจากอภัยโทษฯ 2 ที่ผ่านมา รวม 8 ราย

การดำเนินการรอบที่ 1 เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2569 มีผู้ต้องขังทางการเมืองได้รับการปล่อยตัวไปแล้วจำนวน 6 คน และในรอบที่ 2 นี้ มีผู้ต้องขังจำนวน 2 ราย ได้รับการปล่อยตัว ได้แก่ “หอมแดง” (นามสมมติ) เกษตรกรวัย 59 ปี และ “มีชัย” อดีตพนักงานโรงแรมวัย 54 ปี

ทั้งนี้ ผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ก็จะได้รับการปล่อยตัว หรือลดหย่อนโทษ โดยไม่ได้เป็นการยื่นขอในลักษณะการอภัยโทษเป็นรายบุคคลแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวจะต้องผ่านการอบรมโครงการโคกหนองนาของทางเรือนจำ และยังต้องติดตามต่อไปว่าจะมีผู้ต้องขังทางการเมืองที่คดีสิ้นสุดแล้วรายอื่นเข้าเกณฑ์การอภัยโทษอีกหรือไม่ โดย พ.ร.ฎ.อภัยโทษ กำหนดให้เรือนจำจัดทำรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับการอภัยโทษในกำหนดภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ. ใช้บังคับ

ผลจากการปล่อยตัวดังกล่าว ทำให้จำนวนผู้ต้องขังคดีทางการเมืองที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตามข้อมูลอยู่ คงเหลือผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 52 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 29 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน) แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี 22 คน และผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดแล้ว 30 คน

อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/85250

นายกฯกำชับ ครม. เร่งแก้ปัจจัยเสี่ยงทางการค้า รับมือมาตรการสหรัฐฯ จี้แรงงาน-พาณิชย์ บังคับใช้ กม.จริงจัง

นายกฯกำชับ ครม. เร่งแก้ปัจจัยเสี่ยงทางการค้า รับมือมาตรการสหรัฐฯ จี้แรงงาน-พาณิชย์ บังคับใช้ กม.จริงจัง

นายกฯกำชับ ครม. เร่งแก้ปัจจัยเสี่ยงทางการค้า รับมือมาตรการสหรัฐฯ จี้แรงงาน-พาณิชย์ บังคับใช้ กม.จริงจัง

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

27 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีสหรัฐอเมริกาประกาศใช้อัตราภาษีตามมาตรา 301 กับประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ โดยประเทศไทยถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 12.5 พร้อมย้ำว่า ทุกหน่วยงานไม่ควรมองเพียงตัวเลขอัตราภาษี แต่ต้องเร่งแก้ไขปัจจัยเสี่ยงที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุในการเพิ่มมาตรการทางการค้ากับไทยในอนาคต

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งบังคับใช้กฎหมาย กฎ ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม พร้อมจัดทำบัญชีสินค้าและอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง พร้อมพัฒนาระบบรับรองแหล่งที่มาและระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันว่าสินค้าไทยตลอดห่วงโซ่การผลิตไม่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ และใช้เป็นหลักฐานประกอบการเจรจากับสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้าได้

สำหรับประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลัก บูรณาการร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำบัญชีสินค้าและอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง พร้อมตรวจสอบกำลังการผลิต ปริมาณสินค้าคงเหลือ มาตรการอุดหนุนของรัฐ แหล่งกำเนิดสินค้า และความเสี่ยงจากการสวมสิทธิหรือการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า

นายกรัฐมนตรี ยังเน้นย้ำว่า การช่วยเหลือผู้ประกอบการต้องมุ่งเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน พัฒนาเทคโนโลยี และเพิ่มมูลค่าสินค้า มากกว่าการสนับสนุนให้ขยายกำลังการผลิตหรือเพิ่มปริมาณสินค้าโดยไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ประเทศไทยถูกกล่าวหาเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานจัดทำมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ กำหนดผู้รับผิดชอบและกรอบเวลาดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการเจรจากับสหรัฐอเมริกาและลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและการส่งออกของไทย

‘รองปกรณ์’ โต้เดือด งัดนโยบายรัฐบาลยัน เกษียณก่อนกำหนด ไม่ใช่นโยบายส่วนตัว

'รองปกรณ์' โต้เดือด งัดนโยบายรัฐบาลยัน เกษียณก่อนกำหนด ไม่ใช่นโยบายส่วนตัว

‘รองปกรณ์’ โต้เดือด งัดนโยบายรัฐบาลยัน เกษียณก่อนกำหนด ไม่ใช่นโยบายส่วนตัว

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  #คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ต่อรัฐสภา
เรื่องปฏิรูประบบราชการ ทั้งโครงสร้างและวิธีทำงาน  รัฐบาลระบุไว้ชัดในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา (ดังแนบ) นะครับ และผมก็ได้รับมอบหมายให้ทำตามนโยบายนั้นให้เกิดผล

ในระบบรัฐสภา นโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภานั้นเป็นการแสดง Political will อย่างชัดเจนในแต่ละเรื่อง เพราะเมื่อแถลงไปแล้ว จะต้องถูกติดตามและตรวจสอบจากรัฐสภาและสาธารณชนด้วย
การแสดง Political will ไม่จำเป็นต้องแถลงออกสื่อบ่อย ๆ นะครับ และขอย้ำว่าคือการทำตามที่ได้แถลงไว้ให้เกิดผล 

ดังนั้น ก่อนที่ใครต่อใครจะเขียนข่าวหรือบทวิเคราะห์ในเรื่องนี้ทำนองตำหนิว่ารัฐบาลต้องมี political will ไม่ใช่ให้ปล่อยให้เป็นนโยบายของผมนั้น หรือไม่ก็มุ่งให้เกิดผลทางการเมืองถ่ายเดียว ซึ่งนั่นไม่ดีเลย บ้านเมืองเรามีปัญหาโครงสร้างมากมายที่ต้องแก้ไข ถ้าเห็นพ้องต้องกันว่าต้องแก้ปัญหานั้น ก็ควรมาร่วมไม้ร่วมมือกันจะดีกว่า เป็นความสำเร็จของทุกฝ่าย

แก้เสร็จแล้วค่อยไปทะเลาะกันทางการเมืองต่อไป

พร้อมทั้งโพสต์ภาพ คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ตีกรอบในข้อ 21 การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐ อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับบทบาท ภารกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานให้ชัดเจนลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดและมาตรการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ให้เหลือบทบาท

“ผู้ควบคุม* เพียงเท่าที่จำเป็น ควบคู่กับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ Work from Anywhere เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เร่งรัดให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลดิจิทัลควบคู่กับการปรับระบบประเมินผลที่มุ่งเน้นผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นหลัก รวมถึงเป็นการประเมินที่มีความโปร่งโส ตรวจสอบได้ ตลอดจนดำเนินการสตรายจ่ายของภาครัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง อาทิ การลงทุนในสิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น การศึกษาดูงานต่างประเทศ

ไทยพร้อมมาก เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026

ไทยพร้อมมาก เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026

ไทยพร้อมมาก เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

ไทยพร้อมมาก เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ตุลาคมนี้ นายกฯย้ำเป็นวาระสำคัญของชาติ เป็นเวทีสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ประเทศ

27 กรกฎาคม 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ครั้งที่ 2/2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ภายหลังการประชุม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบผลการตรวจประเมินความพร้อมของคณะผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งเดินทางมาติดตามความพร้อมของประเทศไทยระหว่างวันที่ 17 – 24 กรกฎาคม 2569 โดยผลการประเมินภาพรวมการเตรียมงานยังคงอยู่ในระดับ A ต่อเนื่องจากการประเมินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยทั้งด้านสถานที่จัดประชุม การต้อนรับ การรักษาความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการบริหารจัดการภาพรวม ขณะที่ประเด็นด้านกระบวนการออกวีซ่า ซึ่งเป็นข้อห่วงใยของคณะผู้ประเมิน ได้รับการประสานงานและชี้แจงโดยกระทรวงการต่างประเทศจนเป็นที่พอใจของทั้ง IMF และ World Bank

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกด้าน ทั้งการจัดประชุมด้านสารัตถะ พิธีการและการต้อนรับ ความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก การคมนาคม การประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการสถานที่ รวมถึงกำหนดการกิจกรรมสำคัญตลอดช่วงการประชุม เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยเป็นไปอย่างเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่าน Thailand Pavilion ภายใต้แนวคิด “New Horizon: 7 Decades of Building Resilience and Empowering People” สะท้อนพัฒนาการของประเทศไทยตลอด 7 ทศวรรษที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันในทุกมิติ พร้อมนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ Digital Public Infrastructure (DPI), Middle Power, Climate Resilience และ Longevity แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดความร่วมมือกับนานาประเทศในอนาคต

นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนงานที่กำหนด โดยบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด ติดตามภารกิจที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลา พร้อมจัดเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งด้านการอำนวยความสะดวก การรักษาความปลอดภัย การคมนาคม การบริหารจัดการเส้นทาง และการดูแลผู้แทนระดับสูงจากต่างประเทศ เพื่อให้การจัดประชุมเป็นไปอย่างราบรื่นตามมาตรฐานสากล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำว่า ขณะนี้เหลือเวลาเตรียมการก่อนการประชุมเพียง 77 วัน จึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งดำเนินงานในทุกมิติอย่างเต็มกำลัง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพการประชุมฯ ถือเป็นวาระสำคัญของชาติ ที่สะท้อนภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก การได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพครั้งนี้แสดงถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย จึงขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจอย่างเต็มที่ ใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่นและนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยต่อผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีของประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก และร่วมกันเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ

พริษฐ์ สวนทันควัน ร่ายยาว 4 ข้อคาใจ สุขสมรวย ตอบปมฮั้ว สว.

พริษฐ์ สวนทันควัน ร่ายยาว 4 ข้อคาใจ สุขสมรวย ตอบปมฮั้ว สว.

พริษฐ์ สวนทันควัน ร่ายยาว 4 ข้อคาใจ สุขสมรวย ตอบปมฮั้ว สว.

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.01 น.

พริษฐ์ สวนทันควัน ร่ายยาว 4 ข้อคาใจ สุขสมรวย ตอบปมฮั้ว สว.  

เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย โต้กลับปมฝ่ายค้านนำคลิปงานผ้าขาวม้ามาเปิดเป็นหลักฐานบนเวทีเสวนา ฮั้วสว. ว่าอย่านำข้อมูลเก่ามาบิดเบือน โดยนายพริษฐ์ ระบุว่า “เป็นเรื่องดีครับที่ รัฐมนตรี สุขสมรวย ได้ออกมาตอบคำถามที่ฝ่ายค้านตั้งต่อท่านเกี่ยวกับเรื่องคดีโกง สว. – อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าคำตอบของท่าน ยังไม่ได้ทำให้สิ้นข้อสงสัย:

1. ท่านบอกว่างานจัดเลี้ยงที่ท่านจัดที่ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย จ.อำนาจเจริญ ในวันที่ 18 พ.ค. 2567 (จัด 2 วันก่อนการเปิดรับสมัคร สว.) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. เพราะมีการถ่ายทอดสดทั้งงาน โดยไม่มีการพูดถึงเรื่อง สว. บนเวที

ตอบ: หากงานดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. จริง ผมก็เชื่อว่าท่านคงไม่ประกาศกลางเวทีต่อหน้ากล้องที่ถ่ายทอดสดหรอกครับ – แต่เหตุที่หลายคนสงสัย ว่างานดังกล่าวอาจเชื่อมโยงกับการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัคร สว. และอาจมีการพูดกันอย่างไม่เป็นทางการนอกเหนือจากกิจกรรมบนเวที ก็เพราะเราเห็น (เท่าที่ระบุชื่อได้):
– อย่างน้อย 4 คนในงาน ที่กลายมาเป็นผู้สมัคร สว. ไม่กี่วันหลังจัดงาน
– อย่างน้อย 3 คนในงาน ที่ถูกตั้งเป็น ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญการ ประจำตัว สว. จากอำนาจเจริญ 2 เดือนหลังจัดงาน

2. ท่านบอกว่า คุณสุพรรณษา วันทนียกุล (น้องสะใภ้ท่าน) ตกรอบในระดับจังหวัด โดยพยายามสื่อว่า หากท่านเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. จริง น้องสะใภ้ท่านคงไม่ตกรอบ

ตอบ: การที่คุณสุพรรณษาตกรอบ ไม่ได้เป็นการยืนยันใดๆเลย ว่าคุณสุพรรณษา เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการที่ถูกกล่าวหา เพราะเราทราบกันดีว่าขบวนการดังกล่าวจะสำเร็จได้ ต่อเมื่อมีการจัดตั้งหรือจ้างคนจำนวนมากไปสมัคร เพื่อร่วมกันโหวตในระดับอำเภอและระดับจังหวัดให้กับ “ผู้สมัครตัวจริง” ที่ทางขบวนการต้องการให้ผ่านเข้ารอบไปสู่ระดับประเทศ และ (บางส่วน) ถูกเลือกเป็น สว. [ข้อมูลเพิ่มเติม: อำนาจเจริญเป็นจังหวัดขนาดเล็ก (มีประชากรสูงเป็นลำดับที่ 65 จาก 77 จังหวัด) แต่กลับมี สว. ถึง 5 คน (สูงเป็นลำดับที่ 8= จาก 77 จังหวัด)]

3. ท่านบอกว่าเรื่องงานจัดเลี้ยงในวันที่ 18 พ.ค. 2567 เคยมีคนร้องไปที่ กกต. แล้ว และตนไม่เคยถูก กกต. เรียกไปสอบโดยตนเข้าใจว่าเรื่องนี้ยุติไปแล้ว

ตอบ: เรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวกับงานดังกล่าวเป็นการเฉพาะ จะจบลงแล้วหรือไม่-อย่างไร เป็นคนละเรื่องและคนละข้อกล่าวหา กับข้อกล่าวหาว่าท่านเกี่ยวข้องกับขบวนการโกง สว. ร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาอีก 220+ คนหรือไม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวกำลังจะถูก กกต. ลงมติชี้ขาดใน 1 เดือนข้างหน้านี้ ว่าจะสั่งฟ้องไปที่ศาลหรือจะยกคำร้อง

4. คำถามที่ผมถามและท่านยังไม่ได้ตอบชัดๆ คือท่านยืนยันได้หรือไม่ ว่าท่านไม่เคยรับรู้หรือสั่งการให้ทีมงานของท่านโอนเงินหรือจ่ายเงินให้ผู้สมัคร สว. ในห้วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการเลือก สว.?

ท้ายสุดนี้ ที่ท่านบอกว่าผมพูดช้าไป 2 ปี

ผมเรียนว่าไม่ช้าหรอกครับ และเหตุที่ผมยังต้องพูดตอนนี้ ก็เพราะคดีนี้ยังไม่จบ แต่สังคมมีความกังวล ว่า กกต. กำลังจะมีมติใน 1 เดือนข้างหน้านี้ เพื่อตัดตอนให้เรื่องของท่านและบุคคลในพรรคท่าน ไปไม่ถึงศาล

หากใครจะช้า ก็คงเป็น กกต. ที่มีหน้าที่ตรวจสอบคดีดังกล่าวและสามารถเข้าถึงข้อมูลหลักฐานได้มหาศาล แต่กลับสอบสวนเรื่องนี้นานกว่า 2 ปี โดยยังไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลสักที” 

‘มาร์ค พิตบูล’เปิดหน้าชน! ซัดพรรคประชาชน ปมพฤติกรรม สส.ส้ม เหตุการณ์ภาคใต้

'มาร์ค พิตบูล'เปิดหน้าชน! ซัดพรรคประชาชน ปมพฤติกรรม สส.ส้ม เหตุการณ์ภาคใต้

‘มาร์ค พิตบูล’เปิดหน้าชน! ซัดพรรคประชาชน ปมพฤติกรรม สส.ส้ม เหตุการณ์ภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.43 น.

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายณัชพล สุพัฒนะ หรือ มาร์ค พิตบูล หัวหน้าพรรคศรัทธา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หลายเรื่องผมเคยยืนเคียงข้าง แต่เรื่องนี้ผมขอยืนตรงข้าม และขอเปิดหน้าชนแบบตรงๆ !!

ผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศรู้สึกเจ็บปวดกับเหตุการณ์ที่ภาคใต้ แต่ทำไมจึงมี สส. พรรคประชาชนถึงยังกล้าแสดงพฤติกรรมปกป้องโจรแบบท้าทายต่อความรู้สึกของพี่น้องคนไทย 

ขอถามไปยังหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค และประชาชนที่สนับสนุนพรรคประชาชน ทำไมไม่มีใครกล้าว่ากล่าวตักเตือน  คุณเห็นด้วยกับพฤติกรรมของนายคนนี้ใช่หรือไม่ ?

เพราะการนิ่งเฉยก็คือการสนับสนุน !!

ซึ่งในภาพได้มีข้อความอีกว่า ทำไมพรรคประชาชนถึงออกโรงปกป้องอาชญากร? ประชาชนต้องตื่นรู้ และไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่ปกป้องคนผิด ทำลายความยุติธรรม และบ่อนทำลายประเทศ บิดเบือนกระบวนการยุติธรรม สร้างภาพเพื่อคะแนนเสียง ไร้จุดยินทางศีลธรรม พรรคการเมืองที่ดี ต้องยืนข้างประชาชน ไม่ใช่ยืนข้างอาชญากร!

นายกฯ เยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค. กำชับเตรียมข้อมูล มุ่งยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์-สั่งรับมือภาษีสหรัฐฯ

นายกฯ เยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค. กำชับเตรียมข้อมูล มุ่งยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์-สั่งรับมือภาษีสหรัฐฯ

นายกฯ เยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค. กำชับเตรียมข้อมูล มุ่งยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์-สั่งรับมือภาษีสหรัฐฯ

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

นายกฯ เยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค.กำชับทุกหน่วยงาน เตรียมข้อมูล มุ่งยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ พร้อมสั่งรับมือมาตรการการค้าสหรัฐฯ รอบด้าน เพื่อปกป้องการส่งออกไทยในระยะยาว

เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ว่า  นายกรัฐมนตรีได้แจ้งก่อนวาระการประชุม ครม. เกี่ยวกับการเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3-4 ส.ค.นี้

โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งเตรียมประเด็นความร่วมมือและข้อเสนอสำคัญ เพื่อผลักดันความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

นายกฯ ยังสั่งให้ทุกหน่วยงานเร่งรับมือมาตรการการค้าของสหรัฐฯ โดยไม่มองเฉพาะภาษี แต่ให้เร่งแก้ไขปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ทั้งประเด็นแรงงานบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกิน พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ รับรองแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเจรจากับประเทศคู่ค้า ลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย และรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการส่งออกของประเทศไทยในระยะยาว

คปท.ยื่นหนังสือ ป.ป.ช. จี้เร่งรัดคดีโกงสอบท้องถิ่น ฟันผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ เน้นโปร่งใส-ไม่เลือกปฏิบัติ

คปท.ยื่นหนังสือ ป.ป.ช. จี้เร่งรัดคดีโกงสอบท้องถิ่น ฟันผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ เน้นโปร่งใส-ไม่เลือกปฏิบัติ

คปท.ยื่นหนังสือ ป.ป.ช. จี้เร่งรัดคดีโกงสอบท้องถิ่น ฟันผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ เน้นโปร่งใส-ไม่เลือกปฏิบัติ

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

คปท.ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. จี้เร่งรัดคดีทุจริตสอบบรรจุรับราชการส่วนท้องถิ่น ฟันผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ เน้นโปร่งใส-ไม่เลือกปฏิบัติ ประสาน ป.ป.ง.สอบเส้นทางการเงิน

27 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โดย นายพิชิต ไชยมงคล และ นายนัสเซอร์ ยีหมะ ได้ยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเรียกร้องให้ ป.ป.ช.เร่งดำเนินการในคดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น

โดย คปท.ระบุว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เพียงคดีทุจริตการสอบทั่วไป แต่เป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย เนื่องจากผู้ที่ผ่านการสอบเข้าไป จะกลายเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ บริหารงบประมาณ และทำงานใกล้ชิดกับประชาชน หากเริ่มต้นด้วยการทุจริต ย่อมส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อระบบราชการและประโยชน์ของประชาชนอย่างร้ายแรง

ในการนี้ คปท.ได้เสนอข้อเรียกร้องต่อ ป.ป.ช.โดยมีรายละเอียดสำคัญใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.เร่งรัดการดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใส ประชาชนมีสิทธิได้รับคำตอบว่า การตรวจสอบคดีนี้ได้ดำเนินไปถึงขั้นตอนใด และจะไม่มีการปล่อยให้คดีล่าช้าจนกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคม ซึ่งความยุติธรรมที่ล่าช้า ย่อมส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่า ความยุติธรรมไม่ได้เกิดขึ้นจริง

2.ดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องทุกระดับโดยไม่เลือกปฏิบัติ หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติ ผู้บงการ ผู้สนับสนุน หรือผู้ได้รับผลประโยชน์ ก็ต้องได้รับการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเสมอภาค กฎหมายจะได้รับความเคารพ ก็ต่อเมื่อ กฎหมายใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม และ 3.ประสานความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม เมื่อการทุจริตมีลักษณะเป็นขบวนการ การตรวจสอบก็ต้องบูรณาการระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะการติดตามเส้นทางการเงินและทรัพย์สินที่อาจเกี่ยว ข้อง การประสานข้อมูลอย่างรวดเร็ว จะช่วยให้ข้อเท็จจริงปรากฏ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมากรรมการปปช.เอง ก็มีข้อน่าสงสัยต่อการปฏิบัติหน้าที่ทั้งองค์คณะและกรรมการ ป.ป.ช.บางคน

“สถานการณ์ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ ป.ป.ช.จะพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า องค์กรยังสามารถยืนหยัดเคียงข้างหลักนิติธรรม และไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมาย ศรัทธาของประชาชนไม่อาจเกิดขึ้นจากคำกล่าวอ้าง หากเกิดขึ้นจากผลของการปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง กล้าหาญ และเป็นธรรม เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชน ตลอดจนปกป้องหลักนิติธรรมของประเทศ”

– 006

ดร.อานนท์ ยกวลีตำนาน ท่านผู้หญิงพูนศุข เตือนติ่ง‘พี่มาร์ค’ รักยังไงให้กลายเป็นเนื้อร้าย?

ดร.อานนท์ ยกวลีตำนาน ท่านผู้หญิงพูนศุข เตือนติ่ง‘พี่มาร์ค’ รักยังไงให้กลายเป็นเนื้อร้าย?

ดร.อานนท์ ยกวลีตำนาน ท่านผู้หญิงพูนศุข เตือนติ่ง‘พี่มาร์ค’ รักยังไงให้กลายเป็นเนื้อร้าย?

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Arnond Sakworawich ระบุว่า  ผมสะดุดมาก ตรงที่ติ่งของคุณอภิสิทธิ์ พูดว่า การเข้าไปอารักขาช่วยชีวิตคุณอภิสิทธิ์ออกมาช่วงเผาบ้านเผาเมืองนั้น ไม่ได้มีบุญคุณ ไม่ได้สำคัญอะไรเลย ทหารเขาก็ต้องทำตามหน้าที่อยู่แล้ว

การแก้ตัวแถไถจะเอาชนะด้วยวาทะแต่ถ่ายเดียวเช่นนั้น เพื่อปกป้องพิทักษ์ทะนุถนอมคุณอภิสิทธิ์ที่ตนรักมากเกินไป อย่างไม่ถูกทาง กลายเป็นว่าติ่งพี่มาร์คกลับไปแปะป้ายใส่ว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นคนเนรคุณคน ไม่ได้มีสำนึกหรือซาบซึ้งอะไรที่คนอื่น ๆ เสี่ยงภัยเข้าไปช่วยอารักขาชีวิตออกมาเลย  ซึ่งผมไม่เชื่อว่าเป็นความจริงเลย 

ผมไม่ได้มองคุณอภิสิทธิ์ เลวร้ายอย่างนั้นนะครับ ผมยังเชื่อว่าคุณอภิสิทธิ์ มีส่วนดีงามส่วนลึกมากในจิตใจอยู่ แต่อัตตาและความยึดมั่นถือมั่น เชื่อมั่นในตนเองอาจจะสูงมากไปสักนิด ซึ่งก็เป็นธรรมดา ของคนเกิดมาในชาติตระกูลดี ฐานะดี นักเรียนนอก หน้าตาดี พูดเก่ง ความรู้ดี  คือดีพร้อมไปทุกอย่างตั้งแต่เกิดจริง ๆ เลยพอเข้าใจคุณอภิสิทธิ์ได้

ที่ผมไม่เข้าใจจริง ๆ คือ ติ่งพี่มาร์ค นี่รักพี่มาร์คจริง ๆ หรือครับ รักและปรารถนาดีกับคุณอภิสิทธิ์ แต่เขียนโต้แย้งจะเอาชนะคะคาน จนคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะถูกมองว่าเป็นคนไม่ดีได้ 
เถียงแทนคุณอภิสิทธิ์ยังไง ทำให้คุณอภิสิทธิ์กลายเป็นคนไม่ดีได้ เฮ้อ สงสารคุณอภิสิทธิ์จริง ๆ ครับ 

นี่แหละหนา ที่ญาติผู้ใหญ่ของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ญาติทางอาจารย์พิมพ์พรรณ ภรรยาของคุณอภิสิทธิ์ หรือพูดง่าย ๆ คุณอภิสิทธิ์ เป็นหลานเขยของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์

และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ท่านได้เคยกล่าววลีอมตะเอาไว้ว่า ความปรารถนาดีไม่ส่งผลดีเสมอไป ติ่งของพี่มาร์ค แม้จะรักจนหลง มีแต่ความปรารถนาดีต่อพี่มาร์ค แต่สิ่งที่กระทำนั้น ไม่ได้ส่งผลดีอันใดกับคุณอภิสิทธิ์ เอาเสียเลย 

น่าเวทนาสงสารคุณอภิสิทธิ์ เป็นอย่างยิ่งครับ ที่มีติ่งเป็นเช่นนี้ น่ากลัวว่าติ่งจะกลายเป็นเนื้อร้ายในท้ายที่สุดจริง ๆ ครับ

ไอติม จี้ กกต.-DSI ตรวจวงจรปิด พูลแมน พิสูจน์ปมพบผู้สมัครสว. หลังนายกฯบอกไปเป็นประจำ

ไอติม จี้ กกต.-DSI ตรวจวงจรปิด พูลแมน พิสูจน์ปมพบผู้สมัครสว. หลังนายกฯบอกไปเป็นประจำ

ไอติม จี้ กกต.-DSI ตรวจวงจรปิด พูลแมน พิสูจน์ปมพบผู้สมัครสว. หลังนายกฯบอกไปเป็นประจำ

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

27 กรกฎาคม 2569 นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีข้อกล่าวหาการทุจริตเลือก สว. พร้อมตั้งประเด็นที่นายกรัฐมนตรีหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม เรื่องการพบปะกันของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับกลุ่ม สว.ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ เมื่อวันที่ 21 ก.ค.67 โดยแนะให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดและตรวจสอบพิกัดมือถือเพื่อคลี่คลายข้อสงสัยดังกล่าว ระบุว่า

เมื่อวาน ทางฝ่ายค้านเราได้ตั้งคำถามต่อนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับคดีโกง สว. ว่าในวันที่ 21 ก.ค. 67 คุณอนุทิน ได้ไปที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ตามข้อกล่าวหาหรือไม่? และหากไป ท่านได้ประชุมร่วมกับ สว. หรือไม่?
.
วันนี้ ผมขอบคุณสื่อมวลชนที่ถามท่านนายกฯในประเด็นดังกล่าว จนทำให้เราเห็นท่านนายกฯ เลี่ยงตอบแบบเจาะจง โดยพยายามเบี่ยงประเด็นด้วยการตอบแบบกว้างๆ ว่าตนนั้นไปโรงแรมพูลแมน เป็นประจำอยู่แล้ว และก็ทักทุกคนที่เจอ
.
ความจริงผมเชื่อว่าประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่หน่วยงานตรวจสอบ อย่าง กกต. หรือ DSI ตรวจสอบได้ไม่ยาก เช่น
.
1. ขอตรวจสอบคลิปในกล้องวงจรปิดของโรงแรมพูลแมน ว่าในวันที่ 21 ก.ค. 67 (หรือวันอื่น) มีใครเข้า-ออกโรงแรมบ้าง และมีใครไปใช้บริการหรืออยู่ร่วมกันบริเวณไหนของโรงแรม
.
2. ตรวจสอบตำแหน่งของมือถือของผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องในวันที่ 21 ก.ค. 67 (หรือวันอื่น) ว่าอยู่ในสถานที่เดียวกันหรือใกล้เคียงกันหรือไม่
.
ป.ล. เห็นนายกฯย้ำหลายครั้งว่าไปโรงแรมพูลแมนบ่อยมาก (เช่น “ต้องถามว่าวันไหนผมไม่ไป” / “ผมอยู่โรงแรมพูลแมนเช้าจรดค่ำ…ทุกวัน”) – อยากเห็นนายกฯมาสภาบ่อยแบบนี้บ้างครับ เพื่อมาตอบกระทู้และข้อซักถามของฝ่ายค้าน