‘แกนนำ คปท.’ ลั่น 1 เดือน แลก 1 ปี นับเป็นรางวัลของคนปกป้องกระบวนการยุติธรรม

'แกนนำ คปท.' ลั่น 1 เดือน แลก 1 ปี นับเป็นรางวัลของคนปกป้องกระบวนการยุติธรรม

‘แกนนำ คปท.’ ลั่น 1 เดือน แลก 1 ปี นับเป็นรางวัลของคนปกป้องกระบวนการยุติธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.35 น.

‘แกนนำ คปท.’ ลั่น 1 เดือน แลก 1 ปี นับเป็นรางวัลของคนปกป้องกระบวนการยุติธรรม

เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2569 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “1 เดือน แลก 1 ปี ผมกับนัสเซอร์ถูกศาลชั้นต้นตัดสิน จำคุก 1 เดือนไม่รอลงอาญา ในความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุม

ต้นเหตุการชุมนุม ในปี 2567 เพื่อเรียกร้องให้ รัฐบาลขณะนั้นรวมทั้งสังคมได้เห็นว่า ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ถูกจำคุกจริง มีขบวนการร่วมกัน “ทุจริตกระบวนการยุติธรรม”

คปท.เคลื่อนไหวเป็นเหมือนแสงไฟจากก้านไม้ขีดเล็กๆอันหนึ่ง

สุดท้าย”คปท.ก็สามารถ #saveกระบวนการยุติธรรม เป็นส่วนหนึ่งที่นำ “ทักษิณ ชินวัตร” กลับมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรมได้หลังสู้บนถนนมา 2 ปี

และคงไม่เพียง ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องรับโทษตามคำสั่งศาล ยังมีข้าราชการหลายคนน่าจะไปด้วยกัน ความยุติธรรมจึงแลกด้วยกระบวนการยุติธรรม

วันนี้เรา 2 คนโดนคำพิพากษาสั่งจำคุก 1 เดือนไม่รอลงอาญา เป็นรางวัลของคนออกมาปกป้องกระบวนการยุติธรรม

1 เดือนแลก 1 ปี

ประกันตัวแล้วและอุธรณ์กันต่อครับ เราเคารพคำพิพากษา และยังจะใส่รองเท้าผ้าใบเดินกันต่อไป ขอบคุณพี่น้องที่ห่วงใยทุกท่านครับ”

ปชป.ขยี้หมอสุภัทร ซัดแค่เริ่มต้นก็เห็นภาวะผู้นำ-สร้างความแตกแยก

ปชป.ขยี้หมอสุภัทร ซัดแค่เริ่มต้นก็เห็นภาวะผู้นำ-สร้างความแตกแยก

ปชป.ขยี้หมอสุภัทร ซัดแค่เริ่มต้นก็เห็นภาวะผู้นำ-สร้างความแตกแยก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.52 น.

5 กุมภาพันธ์ 2569 นางกันตวรรณ ตันเถียร (กุลจรรยาวิวัฒน์) ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เบอร์ 27 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พี่น้องเห้อ!!! ใครได้ฟังคลิปหมอ ผู้สมัครพรรคส้มแหลงถึง จูรีบ้าง

เค้าบอกว่า คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด !!! จะมาเป็นผู้แทนหาดใหญ่ ไง

พี่น้องฟังแล้ว รู้สึกไง ไหนบอกกันทีซิ !!!!!

•คนหาดใหญ่ จะเลือกผู้นำ ผู้แทน แบบนี้เหรอ !!!

•แค่จุดเริ่มต้น… ก็เห็นถึงภาวะผู้นำ

แค่เริ่มต้น .. ก็เริ่มสร้างความแตกแยก

•ปี2562 พรรคส้มก็ส่งคนท้ายเหมืองเขต2 พังงา ไปลงสมัคร สส เขต1 พังงา นะคะ หมอลองกลับไปถามในพรรคมั๊ย???? และไม่มีผู้สมัครคนใดในพังงา ขึ้นปราศรัยไล่คนของพรรคส้มกลับไปเขต2 เหมือน ที่หมอกำลังทำกับจูรี

•เราเป็นคนตะกั่วป่าเขต2 และเราไปลงส.ส. ครั้งแรก ที่เขต1 และคนพังงา เขต1 ก็เป็นคนใจกว้าง เปิดใจ ดูความตั้งใจและการทำงานของเรา และเลือกเรา มาหลายครั้ง

•เราเชื่อว่า คนหาดใหญ่เลือกจูรี เพราะเธอคือจูรี

•เลือกเธอ เพราะ การทำงานของเธอ

•เลือกเธอ ที่เธอไม่แบ่งแยกว่า คนที่เธอช่วยคือใคร และอยู่เขตไหน จังหวัดไหน

เธอคนระโนดแต่เธอกระโดดมาช่วยคนหาดใหญ่ทั้งตัวและหัวใจ

•คนพังงาบ้านเรา ไปติดน้ำท่วมที่ หาดใหญ่ เธอก็ช่วยประสานดูแล

นี้แหละ คือความเป็นผู้นำ ผู้นำที่ไม่มองข้ามปัญหา คือ ผู้แทน ที่มีจิตวิญญาณรับใช้ประชาชน ร่างทรงชาวบ้านที่แท้จริง

•ขอให้เธอฝ่าใบเทาและฝ่าวิชามารได้สำเร็จ เข้าสู่สภาอย่าง สง่างาม ตามความตั้งใจของเธอ “การเมืองสุจริต ”

• เราเชื่อว่า คนหาดใหญ่มองเห็นเพชรแท้ที่อยู่ในมือของเค้า และไม่ปล่อยเพชรเม็ดนี้ให้หลุดมือ คนบ้านเรายังถามถึงแต่เธอ คนบ้านเรายังหวังเหวิดเธอ อยากได้เธอเป็นผู้แทน แล้วคนบ้านเธอจะมองไม่เห็นได้ไง

•เราเชื่อว่า เราจะเห็น จูรี ทำหน้าที่ในสภาเป็นปากเป็นเสียงให้ พี่น้องหาดใหญ่ และ เธอจะไม่เป็นเพียงเพชรเม็ดงามของคนหาดใหญ่

แต่เธอจะเป็นเพชรเม็ดงามให้คนใต้

และพรรคประชาธิปัตย์

สู้นะเธอ #จูรีนุ่มแก้ว …!!!

เรารักที่เธอเป็นเธอ

ทั้งนี้ วานนี้ (4 ก.พ.) จูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 (พื้นที่อำเภอหาดใหญ่) พรรคประชาธิปัตย์ ได้แชร์วิดีโอคลิปการกล่าวปราศัยของ หมอสุภัทร ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน ของผู้ใช้เฟซบุ๊ก Puwadol Wongsopanakul พร้อมข้อความตัวอักษณว่า “แม้ฉันเกิดระโนด ฉันก็ช่วยเหลือ แบ่งปันและรักหาดใหญ่แห่งนี้ไม่แพ้ใครเหมือนกัน”

ซึ่งภายในคลิปวิดีโอ เป็น หมอสุภัทร สส.บัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาชน กำลังกล่าวปราศัยอยู่บนเวทีพร้อมกับพูดเสียงดังว่า พร้อมออกท่าทาง “แล้วพี่น้องจะเอาคนละโนคมาเป็ สส.เราเหรอ” ซึ่งเบื้องล่างหน้าเวทีปราศัยเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่มารับฟังการกล่าวปราศัยของหมอสุภัทร และยังพูดตะโกนเสียงดังอีกว่า “เราเอาคนหาดใหญ่เท่านั้น” กระทั่งไม่กี่วินาทีต่อมาเจ้าตัวก็ยังได้พูดตะโกนเสียงดังตามออกมาอีกว่า “คนระโนดให้ไปอยู่ระโนค” ท่ามกลางเสียงเชีบร์จากบรรดาผู้คนที่เดินทางมารับฟังการปราศัยของเขา (อ่านข่าวประกอบ : สนามสงขลาลุกเป็นไฟ จูรี จวก หมอสุภัทร เผด็จการ แบ่งแยกคน ระโนด หาดใหญ่ ชมคลิป)

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ลั่น’ถ้าไม่แก้​จะอยู่กับปัญหาเดิมๆ ล้มทั้งฉบับ​ร่างใหม่ ชาติฉห.แน่นอน’

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง'ลั่น'ถ้าไม่แก้​จะอยู่กับปัญหาเดิมๆ ล้มทั้งฉบับ​ร่างใหม่ ชาติฉห.แน่นอน'

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ลั่น’ถ้าไม่แก้​จะอยู่กับปัญหาเดิมๆ ล้มทั้งฉบับ​ร่างใหม่ ชาติฉห.แน่นอน’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.47 น.

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ลั่นถ้าไม่แก้​จะอยู่กับปัญหาเดิมๆ ล้มทั้งฉบับ​ร่างใหม่ ชาติฉห.แน่นอน

เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ถ้าไม่แก้​จะอยู่กับปัญหาเดิมๆ ล้มทั้งฉบับ​ร่างใหม่ ชาติฉห.แน่นอน”

ต่อสู้ระบอบทักษิณ นิพิฏฐ์ ยก พิชิต-นัสเซอร์ ภารกิจเสร็จสิ้น ลาก แม้ว เข้าคุก

ต่อสู้ระบอบทักษิณ นิพิฏฐ์ ยก พิชิต-นัสเซอร์ ภารกิจเสร็จสิ้น ลาก แม้ว เข้าคุก

ต่อสู้ระบอบทักษิณ นิพิฏฐ์ ยก พิชิต-นัสเซอร์ ภารกิจเสร็จสิ้น ลาก แม้ว เข้าคุก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.37 น.

5 กุมภาพันธ์ 2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ระบอบทักษิณ

ศาลจำคุกน้อง พิชิต ไชยมงคล และน้องนัสเซอร์ หยีหมะ แกนนำคปท. คนละ 1 เดือน โดยไม่รอการลงโทษจำคุก ในข้อหาจัดการชุมนุมกีดขวางการจราจร บริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์

การชุมนุมของน้องทั้งสอง ก็เพื่อนำคุณทักษิณชินวัตรไปจำคุกจริงตามคำพิพากษา

การต่อสู้ของน้องทั้งสองเสร็จสิ้นแล้ว

ศาลมีคำสั่งให้นำคุณทักษิณ ไปจำคุกจริง

แต่น้องทั้งสองต้องแลกด้วยอิสรภาพด้วยการถูกจำคุกคนละหนึ่งเดือน

ผมก็ร่วมปราศรัยบนเวทีคปท. ของน้องทั้งสอง หลายครั้งที่สะพานชมัยมรุเชษฐ์

บางคนถูกคุณทักษิณฟ้อง ผมก็นำโฉนดที่ดินจากพัทลุง ไปประกันตัว และเป็นทนายความให้

การต่อสู้เพื่อรักษาหลักการของบ้านเมืองบางคนต้องแลกด้วยชีวิต บางคนต้องแลกด้วยอิสรภาพ

การต่อสู้กับ“ระบอบทักษิณ“ไม่ง่ายเลย

ผมภาวนาว่าอย่าให้การต่อสู้กับระบอบทักษิณของเราต้องสูญเปล่า

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และ แพทย์ ผู้อนุญาตให้คุณทักษิณไปนอนไปนอนที่โรงพยาบาล ปปช. ยังไม่ดำเนินการอะไรเลย ทั้งที่ แพทยสภามีมติพักใบอนุญาตไปแล้ว

การต่อสู้เพื่อดำรงหลักการของบ้านเมืองยังไม่จบสิ้น แต่น้องทั้งสองสูญสิ้นอิสรภาพแล้ว

ผมบอกน้องทั้งสองว่า หลังเลือกตั้ง ผมจะไปขอดูสำนวน เพื่อขอความเมตตาต่อศาลอุทธรณ์ต่อไป/

(ปล.ขอให้งดการแสดงความเห็น)

เข้าโค้งสุดท้ายหาเสียง! เทพไท วอนอย่าสร้างตรรกะวิบัติทางการเมือง

เข้าโค้งสุดท้ายหาเสียง! เทพไท วอนอย่าสร้างตรรกะวิบัติทางการเมือง

เข้าโค้งสุดท้ายหาเสียง! เทพไท วอนอย่าสร้างตรรกะวิบัติทางการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.10 น.

5 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อย่าสร้าง“ตรรกะวิบัติ”ทางการเมือง

สำหรับบรรยากาศการเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และกำลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการหาเสียง เราจะเห็นมีการประดิษฐ์วาทกรรม หรือมีคำพูดในลักษณะที่ออกมาโน้มน้าวการตัดสินใจในการเลือกตั้ง หรือมีการยกคำพูดขึ้นมาอธิบายต่อการเลือกตั้งในตรรกะที่แปลกประหลาดมาก จะขออนุญาตยกตัวอย่าง การยกคำพูดขึ้นมาอธิบายสถานการณ์ทางการเมือง หรือประเด็นทางการเมือง ให้เห็นว่าเป็นตรรกะที่บิดเบี้ยวอย่างชัดเจน คือ

1.จากกรณีที่แกนนำพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ ได้ให้สัมภาษณ์กรณีแบ่งแยกคนที่จะเลือกตั้งว่า คนที่รักชาติขอให้เลือกพรรคที่รักชาติ ส่วนพวกที่ไม่รักชาติ ก็ไปเลือกพรรคที่ไม่รักชาติ ซึ่งเป็นตรรกะที่แบ่งแยกประชาชน เพราะในความเป็นจริงคนไทยทุกคนมีความรักชาติ ไม่ว่าจะสังกัดพรรคการเมืองใด การจะแบ่งแยกประชาชนเป็นกลุ่มที่รักชาติ กับกลุ่มที่ไม่รักชาติ จะก่อให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศการหาเสียง ถ้าหากจะเปรียบเทียบกันในเรื่องนโยบายจุดยืนทางการเมือง ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง แต่การผลักไสให้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายไม่รักชาติ และอีกฝ่ายเป็นฝ่ายรักชาติ จะเกิดความแตกแยกเกิดขึ้นในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2.กรณีที่มีคนดังหรืออินฟลูเอ็นเซอร์ หรือบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงในสังคม ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการเลือกอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อไม่ให้คะแนนเสียงตกน้ำ หรือแตกแยกในหมู่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมด้วยกัน เช่น การยกวลีขึ้นมาว่า ไม่กลัวการทุจริตคอรัปชั่น แต่กลัวการสิ้นชาติ หรือเลือกพรรคที่โกง ดีกว่าเลือกพรรคทำลายชาติ ซึ่งการยกทางเลือกขึ้นมาว่า จะเลือก คนโกงหรือคนทำร้ายชาติ ซึ่งยังมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ ยังมีพรรคการเมืองอื่นที่เป็นทางเลือกที่ดีมากกว่าพรรคการเมืองขี้โกง หรือพรรคการเมืองทำลายชาติให้ประชาชนเลือก แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมคนกลุ่มนี้ ไม่คิดจะเลือกพรรคการเมืองอื่น นอกจากพรรคการเมืองที่คิดว่าเป็นพรรคการเมืองที่ประกอบด้วยคนโกง กับพรรคพรรคการเมืองที่มีแนวความคิดทำหลายชาติ ในเมื่อการเลือกตั้งครั้งนี้มีพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้ง 50 กว่าพรรค ไม่ควรจัดจำกัดให้เลือกแค่2พรรคนี้ ถ้าคิดว่าพรรคโกงกับพรรคทำลายชาติไม่ใช่ทางออกของประเทศ ก็ควรจะไปเลือกพรรคการเมืองอื่น แต่การยกตรรกะแบบนี้ขึ้นมา ก็เหมือนกับการบังคับให้คนไทยจำยอมที่จะเลือก ระหว่างพรรคการเมืองขี้โกงกับพรรคการเมืองทำลายชาติ

3.กรณีที่มีกระแสพูดถึงการปฎิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือกกต. ที่จัดการเลือกตั้งล่วงหน้า และมีปัญหาอุปสรรคในการจัดการเลือกตั้งเป็นอย่างมาก จนทำให้ประชาชนบางส่วนไม่มั่นใจและไม่พอใจการปฎิบัติหน้าที่ของกกต. จนนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.ออกมาพูดกับสื่อว่า ถ้าไม่มั่นใจก็ไม่ต้องเลือกตั้ง ความหมายก็คือ ถ้าเห็นว่าไม่ดีไม่พอใจ ก็ไม่ต้องมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งเป็นหลักการที่ผิดพลาดมาก กกต.ไม่มีสิทธิ์ที่จะออกมาพูดเช่นนี้ ไม่ว่าจะจัดการเลือกตั้งดีหรือไม่ดี ประชาชนจะเชื่อมั่นหรือเชื่อมั่น ก็ต้องเชิญชวนให้ประชาชนมาใช้สิทธิ์มากๆ จะมาตัดพ้อต่อว่า หรือประชดประชันไม่ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ควรที่จะออกมาจากเลขาธิการกกต.หรือเป็นทัศนะของผู้บริหารกกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระในการจัดการเลือกตั้ง มีแต่สร้างความเสียหายให้กับองค์กร และสร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชนมากกว่า

จึงขออนุญาตยกตัวอย่างว่า บรรยากาศการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการพูดถึงเหตุผลในการเลือกตั้ง ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์เลือกตั้ง โดยการยกตัวอย่างคำพูดที่บิดเบี้ยว และเป็นตรรกะที่ใช้ไม่ได้ ซึ่งอยากให้ทุกฝ่ายได้ทบทวนว่า ควรจะสร้างบรรยากาศการเลือกตั้งไม่ให้เกิดความขัดแย้ง และควรจะยกตัวอย่างที่เป็นตรรกะที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถอธิบายได้ และเป็นตรรกะที่สังคมยอมรับ ไม่ใช่ตรรกะวิบัติ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ยาเสพติดเป็นเรื่องร้ายแรง ถ้าพื้นที่ไหนมียาเสพติดระบาด ก็ไม่มีทางที่จะมีสันติภาพ สันติสุขได้ เราต้องแก้ไขจริงจัง”

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

หัวหน้าพรรคประชาชาติ

เชือด‘ชัยทิพย์’ ปปช.ชี้มูลผิดจริยธรรมร้ายแรง ฐานเป็นสส.เล่นพนันในสภา

เชือด‘ชัยทิพย์’ ปปช.ชี้มูลผิดจริยธรรมร้ายแรง ฐานเป็นสส.เล่นพนันในสภา

เชือด‘ชัยทิพย์’ ปปช.ชี้มูลผิดจริยธรรมร้ายแรง ฐานเป็นสส.เล่นพนันในสภา

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เชือด‘ชัยทิพย์’ ปปช.ชี้มูลผิดจริยธรรมร้ายแรง ฐานเป็นสส.เล่นพนันในสภา

ป.ป.ช.มีมติชี้มูล “ชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์” อดีต สส.ราชบุรี พลังประชารัฐ ฐานลักลอบเล่นพนันในรัฐสภา ความผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ด้านเจ้าตัวโพสต์ยันไม่ซีเรียส รู้อยู่ว่าจะมีข่าวออกมาช่วงนี้ ขอแค่ชนะเลือกตั้ง 8 กพ.จะได้รู้ว่าชาวบ้านรักแค่ไหน

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติชี้มูลกรณีนายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ อดีตสส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ถูกกล่าวหาลักลอบเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกัน โดยไม่ได้รับอนุญาตในห้องทำงาน สส.(ที่อาคารรัฐสภา) เป็นความผิดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายเเรง

รายงานข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช.เผยว่า จากการไต่สวนพยาน 2 รายกรณีนี้พบว่า บ่ายวันที่ 11 มกราคม 2566 พยานเดินกลับมาที่ห้องทำงาน (ห้อง5083 ชั้น5 อาคารรัฐสภา) เเละเปิดประตูเจอ นายชัยทิพย์ กับพวกรวม 4 คน นั่งล้อมวงในโต๊ะสี่เหลี่ยมและในมือมีไพ่ถืออยู่ พร้อมกับมีชิปวางบนโต๊ะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาราชการ

ทั้งนี้ พยานที่มาให้การนั้นไม่ปรากฏว่า พยานมีเรื่องโกรธเคืองกับนายชัยทิพย์มาก่อน เเละยังให้การสอดรับภาพเคลื่อนไหวจากคลิปวิดิทัศน์ ส่วนพยานอีกคนหนึ่งให้การทำนองเดียวกันว่า เคยเจอนายชัยทิพย์กับพวกเล่นไพ่ในห้องนี้ สนับสนุนคำให้การของพยานรายเเรกมีน้ำหนักขึ้น เจือสมกับที่นายชัยทิพย์ให้การเป็นเอกสารว่า วันเวลาในที่เกิดเหตุนั้น ตนเองได้เล่นไพ่สามกองจริง

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สรุปข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 11 มกราคม 2566 เวลา 13.35-16.00 น. นายชัยทิพย์กับพวกร่วมกันเล่นไพ่ในสถานที่ข้างต้น โดยไพ่สามกองใช้ชิปสำหรับการเล่นพนัน เเละเตรียมโต๊ะสี่เหลี่ยมที่มีลิ้นชักเป็นอุปกรณ์เล่นพนันโดยเฉพาะ โดยปกติชิปใช้เเพร่หลาย เเละยอมรับในสากลว่าชิปเป็นสิ่งใช้เเทนเงินทรัพย์สินตามบ่อนพนัน คาสิโน ทั้งนี้ พฤติการณ์ที่เตรียมโต๊ะเเละชิปเข้าใจได้ว่ามีการใช้ชิปกำหนดมูลค่าเงิน ทรัพย์สินกัน น่าเชื่อว่าการเล่นไพ่ดังกล่าวเป็นการพนันเอาทรัพย์สินกัน เเละตามพ.ร.บ.พนัน มาตรา 5 ระบุว่าผู้ใดจัดให้มีการเล่นพนันเอาเงินทรัพย์สินเเก่กัน สันนิษฐานว่าผู้นั้นพนันเอาเงิน ทรัพย์สิน

รายงานข่าวเเจ้งด้วยว่า นายชัยทิพย์ไม่ได้สืบพยานหลักล้างเเละชี้เเจงยอมรับว่าอยู่ในวงเเละร่วมเล่นไพ่จริง เเต่อ้างว่าไม่ได้พนันเอาทรัพย์สินกัน จึงวินิจฉัยได้ว่าการกระทำดังกล่าวถือว่าไม่รักษากฎหมายกรอบศีลธรรมอันดี เเละการเล่นไพ่ในห้องทำงานของสส.ในสถานที่เเละเวลาราชการนั้น การกระทำดังกล่าวไม่ได้รักษาเกียรติภูมิของประเทศเเละสส. ไม่เคารพสถานที่ ไม่สำรวมกริยาวาจาในรัฐสภา ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียเเก่การดำรงตำเเเหน่ง สส.อันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายเเรงฯ ข้อ 12 เเละข้อ 17 พิจารณาพฤติกรรมดังกล่าว ถือว่ามีลักษณะร้ายเเรงตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ข้อ27วรรคสอง

รายงานข่าวระบุด้วยว่า นายชัยทิพย์อ้างว่าลาออกจากสส.เเล้ว เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ดังนั้น สมาชิกภาพสส. จึงสิ้นสุดลงเเละไม่อยู่ในบังคับของมาตรฐานจริยธรรมฯ สำนักงาน ปปช.จึงไม่มีอำนาจพิจารณานั้น เห็นว่าสส.มีสถานะเป็นผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมืองตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. จึงอยู่ในอำนาจบังคับมาตรฐานทางจริยธรรมฯ เพราะขณะเกิดเหตุนายชัยทิพย์เป็นสส. โดยคณะกรรมการป.ป.ช. ชี้มูลว่า การกระทำดังกล่าวของนายชัยทิพย์เป็นความผิดฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายเเรง ดังกล่าวต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยตามพ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 87 ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัยทิพย์เคยเป็นสส.ราชบุรี 2 สมัย โดยช่วงที่ทำผิดนั้น นายชัยทิพย์ สังกัดพรรคพลังประชารัฐ เเละการเลือกตั้งสส.วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ นายชัยทิพย์ลงสมัครสส.ราชบุรี เขต 5 พรรคกล้าธรรม

ด้านนายชัยทิพย์โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงกรณีมีรายงานข่าวว่า ป.ป.ช.สั่งชี้มูลความผิด กรณีเล่นการพนันในห้องทำงานส.ส.ในอาคารรัฐสภา ซึ่งเหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2566 ว่า ไม่เป็นไร เพราะนึกอยู่แล้วว่าน่าจะมีข่าวช่วงนี้ แต่ไม่ซีเรียส เพราะวันเลือกตั้งขอให้ชนะ ให้รู้ว่าชาวบ้านรักตนแค่ไหน เท่านั้นตนก็พอใจแล้ว

ลึกลับในสนามข่าว : 5 กุมภาพันธ์ 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 5 กุมภาพันธ์ 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 5 กุมภาพันธ์ 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…เป็นอีกหนึ่งผู้สมัคร สส.ที่ขยันลงพื้นที่หาเสียงเช้าเดิน สายเดิน บ่ายเดิน จนค่ำก็ยังเดิน ถึงบางทีขึ้นขบวนรถแห่จะหนาวจะร้อน แดดจะเปรี้ยงปร้างขนาดไหน สาวตัวเล็กตัวน้อยหน้าใสก็บ่ยั่น ลุยน่าดูไม่แพ้ชายอกสามศอกสี่ศอกเหมือนกัน และก็เป็นอีกหนึ่งผู้สมัคร สส.ที่ชื่นชอบการรับประทานเป็นชีวิตจิตใจ…สำหรับ “ยิ้ม-วิสาระดีเตชะธีราวัฒน์” หลังบ้าน“หัวหน้าหนิม –จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้สมัคร สส.หน้าใสกับกลยุทธ์เดินเท้าเคาะประตูบ้าน เพื่อขอคะแนนรักษาแชมป์เก้าอี้ สส.เชียงราย และทุกครั้งที่ประเดิมหาเสียงประจำวัน ถ้าต้องออกเดินตลาด สาวยิ้มจะยิ้มแก้มปริกว่าทุกครั้ง เพราะนอกจากจะได้พูดคุย ทักทาย รับฟังเสียงประชาชนแล้ว ยังได้รับประทานอาหารอร่อยๆ หลายเมนูโปรด…

เจ้าตัวบอกว่า “ชอบเดินกาด เติมพลังเดินชิม เดินตลาดไปเรื่อยๆ คะแนนไม่รู้ได้ไหม แต่ 3 กิโลมาแล้ว เดินตลาดทุกวัน น้ำหนักขึ้นพรวดๆ…” อย่างวันก่อน ไปเอี่ยวบ้านชาวบ้านแม่ครัวแกงจอผักกาดกับพริกทอด ซึ่งเป็นเมนูโปรดของสาวยิ้ม ก็ไม่พลาดสิคร้าบ ดิ่งเข้าครัวตักใส่ถ้วยพร้อมข้าวนึ่งหลายถุง ชิมแล้วบอกได้คำเดียว“ลำขนาดเจ้า ฝีมือแม่บ้านบ้านป่าไผ่ ยะกิ๋นลำแต๊ๆ วันนี้ยิ้มขอมาเป็นลูกมือ ฝากท้องไว้ตวยเน้อเจ้า”…หรืออย่างตอนที่กำลังเคลื่อนขบวนหาเสียงไปในพื้นที่ เจ้าตัวบอก “อดใจไม่ไหว ระหว่างทางขอแวะชิมน้ำเงี้ยวลำๆหน่อยเน้อเจ้า…”…สงสัยกลิ่นน้ำเงี้ยวจะโชยไปเตะจมูก ยั่วพยาธิตื่นเลยต้องแวะเติมพลังซะหน่อย…

วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์

…หรือแม้แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายเหลืออีก 2-3 วันก่อนกาบัตร สาวยิ้มคนงาม ก็ได้ลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดเล็กๆในชุมชน แล้วก็ได้ไปเห็นอะไรบางอย่าง สะดุดตา งานนี้เลยมีถามไถ่ “กาดนัดน้อยของกินพื้นบ้าน เจอจะค่าน เลยถามแม่ๆเปิ้นว่าเอาไว้แกงแค แกงใส่เห็ด หางหวาย ของดีจากป่าบ้านเฮา แกงฮ้อนๆ หอมๆ แนะนำเลยเจ้า…” ในเวลาไล่เลี่ยกัน เจ้าตัวก็ยังได้ไปแวะแอ่วโรงทาน ที่ขอโชว์ฝีมือทำไข่เจียวฮ้อนๆ ฝีมือของสาวยิ้มเอง ส่วนจะลำบ่ลำ ไม่มีคำตอบเน้อ อิอิ…..นี่แค่เพียงส่วนหนึ่งของการเดินกาดหาเสียง ที่แวะกินแวะชิมแทบทุกที่ เป็นที่มาของสโลแกนว่า “คะแนนเสียงตอนนี้พุ่งเท่าไหร่ไม่รู้ แต่น้ำหนักนี้สิพุ่งเอาพุ่งเอา”… .รับรอง เลือกตั้งเสร็จได้เปลี่ยนไซซ์เสื้อผ้าชัวร์…nn

‘อนุทิน’วางเดิมพันเป็นรัฐบาล ลั่น‘ขอเวลา1ปี’ ผลงานไม่เข้าตา‘ไปทันที’ ลุยชายแดนปลุกเลือกภท. ‘นาทีนี้ไม่มีใครเหนือผม’

‘อนุทิน’วางเดิมพันเป็นรัฐบาล ลั่น‘ขอเวลา1ปี’ ผลงานไม่เข้าตา‘ไปทันที’ ลุยชายแดนปลุกเลือกภท. ‘นาทีนี้ไม่มีใครเหนือผม’

‘อนุทิน’วางเดิมพันเป็นรัฐบาล ลั่น‘ขอเวลา1ปี’ ผลงานไม่เข้าตา‘ไปทันที’ ลุยชายแดนปลุกเลือกภท. ‘นาทีนี้ไม่มีใครเหนือผม’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘อนุทิน’วางเดิมพันเป็นรัฐบาล ลั่น‘ขอเวลา1ปี’ ผลงานไม่เข้าตา‘ไปทันที’ ลุยชายแดนปลุกเลือกภท. ‘นาทีนี้ไม่มีใครเหนือผม’

“อนุทิน”เดินสาย ศรีสะเกษเช้ายันเย็น ปลุกเลือก“ภูมิใจไทย”ย้ำไม่เปิดด่านแน่นอน แต่เลือกพรรคอื่นเปิดด่าน-คืนดินแดน ลั่นประเทศไม่มีเวลาทดลองงาน ขอเชื่อมือให้เป็นนายกฯ ป้องกันดินแดนจากเขมร ลั่น“นาทีนี้ไม่มีใครเหนือผม” เข้าใจหัวใจคนชายแดนอ้อนขอเป็นรัฐบาล 4 ปี ถ้า 1 ปีทดลองไม่ผ่าน ไปทันที  “ชัยวุฒิ” ชี้คนไม่กลัวปฏิวัติรัฐประหาร ห่วง“ส้ม-แดง”จับมือกันกลายเป็น ส้มสีเลือด” ทำบ้านเมืองวุ่นวาย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สนามกีฬากลางจังหวัดศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.ศรีสะเกษ ตั้งแต่ช่วงเช้าถึงเย็น โดย นายอนุทิน ปราศรัยว่า ถ้าคนที่มาฟังการปราศรัยแล้วกลับไปกาผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด ก็ไม่ต้องหาเสียงแล้ว เตรียมตัวเข้าสภาฯได้เลย วันนี้มาขอพี่น้อง ตอนที่เรามีสงคราม ศรีสะเกษเป็นจังหวัดที่เราเป็นห่วงมากที่สุด ตนมาดูการอพยพดูความยากลำบาก ดูวิธีการดูแลประชาชน ได้เห็นวิธีจัดการหากมีปัญหากับกัมพูชา พอเป็นนายกฯแป๊บเดียว สิ่งที่เราสูญเสียไปกลับมาหมด สิ่งที่ได้เป็นฉันทานุมัติจากคนไทยทั้งประเทศ คือห้ามเปิดด่าน ถือเป็นคำสั่งที่ประชาชนให้กับตน ดังนั้นเรื่องเปิดด่านเลิกคิดได้เลย และตั้งแต่ปิดด่านมา ข้าว มันสำปะหลัง หอมแดง มะม่วง และอ้อย ราคาขึ้นแล้วจะเปิดด่านหาพระแสงอะไรอีก การไม่เปิดด่านทำให้ความรักคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกัน เคยไปถามหลายพื้นที่ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าปิดด่านจะปรบมือให้ ถ้าเปิดด่านจะตบตีนให้ มันถือเป็นความชัดเจนขออย่ากังวล

‘หนู’ชี้ ภท.เขมรไม่อยากให้เป็นรบ.

นายอนุทินกล่าวอีกว่า พวกเรามีความรู้สึกร่วมกัน ตนมาอยู่ตรงนี้ตลอด ความรู้สึกแค้น ทำไมคนของเราถูกรังแกอยู่ในหัวใจของตน ดังนั้นวันที่ 8 ก.พ.พ่อแม่พี่น้องคิดได้หรือยังจะให้ใครเข้าไปเป็นนายกฯ เบอร์ 37 ใช่หรือไม่ เพราะพรรคภูมิใจไทยพรรคเดียวที่เขมรไม่อยากให้เป็นรัฐบาล เพราะไม่ได้อะไรไปแน่นอน ถ้าเป็นพรรคอื่นอาจเปิดด่าน คืนดินแดน เจรจาอะไรมากมาย ชัดเจนแค่นี้ ตนไม่ต้องไปพูดนโยบายเรื่องอื่นๆ เช่นคนละครึ่งพลัส หน้าที่คนอื่น หน้าที่ตนมาบอกแค่ว่าอยากให้เป็นอย่างนี้อยู่ ไม่ต้องการให้มีการเจรจาใดๆ ยังไม่ต้องการให้เปิดด่านให้อนุทินเป็นนายกฯใช่หรือไม่ ขอให้เลือกเบอร์ 37 อนุทินและเลือกผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยไปทำงานด้วย พี่น้องจะได้สิ่งที่อยากให้รัฐบาลทำงานให้ เรื่องชายแดนขอให้มั่นใจวันนี้ปลอดภัยแล้วไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายอีก ถ้าเชื่อมือพรรคภูมิใจไทย

เตือนประเทศไม่มีเวลาทดลองงาน

“เชื่อมือผมให้เป็นนายกฯ ในการป้องกันดินแดนจากกัมพูชาก็ขอให้เลือกอนุทินไปเป็นนายกฯอีกครั้ง ประเทศไม่มีเวลาทดลองงาน ไปลองพรรคนั้นพรรคนี้ เพราะประเทศไม่ใช่ที่ทดลองงานของใคร หากตัดสินใจผิดแค่หนึ่งวินาทีอนาคตประเทศเปลี่ยน ภูมิใจไทยเข้ามา 2 เดือนกว่า ตัดสินใจถูก อธิปไตยอยู่ครบ ได้กลับบ้านตรงเวลา การเยียวยาตรงทั้งหมด เลือกภูมิใจไทยประเทศไทยหมดความเสี่ยง” นายอนุทิน กล่าว

ถ้าเป็นรัฐบาลสู้รบเขมรชนะแน่นอน

เวลา 13.00 น. ที่ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ช่วย นายวิสุทธิ์ชาติ ปัญญาทรงรุจิ เขต 7 หาเสียง นายอนุทิน กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า พ่อแม่ พี่น้องรู้จักเฮาก่อ ก่อนประชาชนตอบว่าอนุทิน จากนั้นนายอนุทินกล่าวต่อว่า ศรีสะเกษให้พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสขยายให้เป็นพรรคการเมืองที่เพิ่มจำนวนสส.ขึ้นมาได้อีกมาก ทำให้สามารถเติบโตในเขตอีสานใต้ จนถึงอีสานเหนือ โดยเฉพาะเลือกตั้งใหญ่ 2 ครั้งสุดท้ายลุ้นแล้วลุ้นอีก พอถึงเวลาเลือก 2 แสนกว่าคะแนน จะให้ตนบ่ฮักได้จะได๋ แม้ศรีสะเกษยังไม่ได้สส.กับพรรคภูมิใจไทยเต็มจังหวัด

“มีเวลาสุดสัปดาห์เมื่อไหร่ต้องกลับมาศรีสะเกษ ถ้าเป็นสส.ยกจังหวัดที่ศรีสะเกษจะทำให้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงดังขึ้นมายิ่งกว่าเสียงปืนใหญ่ที่ถล่มบ้านเรา ยังจำเสียงปืนใหญ่ได้ไหม ณ วินาทีนี้คนที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลเข้าใจหัวจิต หัวใจพี่น้องประชาชน ไม่ได้คุย ไม่มีใครเหนือผมแน่นอน ผมมาตั้งแต่ผมยังไม่ได้เป็นนายกฯ ผมมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเป็นฝ่ายค้านที่อยู่นอกรัฐบาลก็มาดูแลพี่น้องตั้งแต่บุรีรัมย์ ยันอุบลราชธานี เราไม่รู้หรอกว่ามันจะเกิดการเผชิญหน้ากันอีกเมื่อไหร่ เราห้ามไม่ได้ แต่สิ่งที่เรามั่นใจคือ เราไม่เคยรุกรานเขาก่อน เราทำหน้าที่เพียงแต่ว่า อย่ามายุ่งบ้านเรา แต่ถ้าเกิดมันเกิดเหตุที่มันต้องเผชิญหน้ากัน พี่น้องต้องการคนที่มาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องตัดสินใจ เรื่องการสู้รบการรับมือ ถ้าผมได้เป็นรัฐบาล ถ้าเผชิญหน้า พี่น้องสบายใจได้ว่า เผชิญหน้าเมื่อไหร่ชนะแน่นอน คำว่าแพ้ไม่มี”นายอนุทิน กล่าว

ประกาศทดลองงาน1ปีไม่ผ่านก็ไป

นายอนุทินกล่าวต่อว่า สิ่งเหล่านี้มันก็จะทำให้เกิดการต่อเนื่อง พี่น้องอยากจะทำอะไรก็ทำต่อไปขอให้อย่าให้มีการเผชิญหน้าระบบการดูแลระบบการรับมือกับสถานการณ์ระบบการสร้างความปลอดภัยให้กับพ่อแม่พี่น้องมันได้ถูกจัดวางไว้แล้ว แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ วันนี้ไม่ได้รบมาเดือนกว่าแล้วแต่สิ่งของอาวุธที่เราได้ใช้ไปในการป้องกันประเทศในการป้องกันชายแดนของเรา เติมเต็มกลับมาหมดแล้ว ขอให้พี่น้องมั่นใจว่าประเทศของเราจะปลอดภัย ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวศรีสะเกษจะได้ทำงานเป็นทีมใหญ่พี่น้องชาวศรีสะเกษเลือกพรรคภูมิใจไทยยกจังหวัด ขอเถอะศรีสะเกษนานๆ ขอกาเบอร์ 37 และถ้าทำไม่ได้ตนให้พี่น้องพิพากษาตน 3 เดือนที่ผ่านมากับพี่น้องเห็นแล้วทำได้ขนาดนี้ ขออีก 4 ปีเท่านั้นแล้วหมด 1 ปีจะให้พี่น้องมาดูว่า ผ่านทดลองงานหรือเปล่า ถ้าพี่น้องบอกไม่ผ่าน ตนก็ไปตนไม่อยู่หรอก อยู่แล้วไม่ได้รับความศรัทธาจากพี่น้องประชาชน

ย้ำ‘ภท.’เชื่อมั่นในฝีมือทหารไทย

นายอนุทินกล่าวอีกว่า พรรคภูมิใจไทยอย่างน้อยเป็นพรรคที่คนที่เราสู้รบอยู่ไม่อยากให้เป็นรัฐบาล พี่น้องจะให้พรรคที่เขาอยากให้เป็นรัฐบาลหรือ เขาไม่อยากให้เราเป็นรัฐบาลมาดูแลประเทศให้พี่น้องวันนี้ พรรคภูมิใจไทยไม่เคยถามว่าทหารมีไว้ทำไม พรรคภูมิใจไทย มีแต่บอกว่าเชื่อมั่นในฝีมือทหารสนับสนุนทหารเต็มที่ เพราะทหารไทยจะนำชัยชนะกลับมาให้กับประเทศไทยเท่านั้น ไม่มีเรื่องอื่น ขอให้พี่น้องได้มั่นใจและมอบความไว้วางใจให้กับพวกเรา เลือกพรรคภูมิใจไทยยกจังหวัดจะได้ไม่มีการขัดแข้งขัดขากันเหมือนเมื่อก่อน จะได้ช่วยกันทำงานเพื่อศรีสะเกษ เพื่ออีสานใต้และเพื่อประเทศไทย

‘อภิสิทธิ์’แจงนโยบายงบไม่สูงเกินจริง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์ว่างบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์มีวงเงินค่อนข้างสูง โดยระบุว่าข้อมูลที่ปรากฏเป็นการสื่อสารตามระเบียบของ กกต.ซึ่งต้องมองในมิติของระยะเวลาและโครงสร้างงบประมาณเดิมประกอบด้วย งบประมาณที่พรรคเสนอต่อ กกต.เป็นตัวเลขงบผูกพันระยะเวลา 4 ปี ไม่ใช่การเบิกจ่ายในปีเดียว ที่สำคัญคือต้องพิจารณาว่า ในหลายนโยบายเป็นการนำ “งบประมาณเดิม”ที่รัฐบาลจ่ายอยู่แล้วมารวมคำนวณด้วย นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการวิเคราะห์เรื่องนโยบายค่าไฟฟ้า โดยยืนยันว่านโยบายของพรรคในส่วนนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่เป็นการปรับโครงสร้างราคาและบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพรรคได้ทำการศึกษามาอย่างดีแล้วว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและวินัยการคลัง

นโยบายพรรคอื่นก็ของบจำนวนมาก

“อยากจะชี้แจงเพิ่มเติมว่างบที่เราส่ง กกต.ผมยกตัวอย่างเช่น กรณีเบี้ยยังชีพ เราจะต้องส่งงบเนี่ยทั้งโครงการ ทีนี้ปัจจุบัน จ่ายอยู่นะครับ 600 700 800 เราส่งไปว่า 1,000 จริงๆ คือ เรารวมที่จ่ายอยู่แล้วด้วย เพราะฉะนั้นมันไม่ได้เพิ่มขึ้นมากอย่างที่อาจจะเกิดความเข้าใจกัน เพราะว่าทุกโครงการจะเป็นอย่างนี้ กับที่ TDRI ตั้งข้อสังเกตนั้นเราก็สงสัยนิดหน่อย เพราะว่าในกรณีของเรื่องค่าไฟ เราไม่ได้ใช้งบเลย คือยืนยันว่าเราได้ดูหมดแล้วว่า แต่ละปีงบที่เพิ่มขึ้น เมื่อดูไปถึงเรื่องอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น ช่องว่างที่ยังมีอยู่ ที่สามารถจะกู้เงินกรณีการขาดดุลได้ เรามั่นใจว่าไม่มีปัญหา” นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำ

นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า ยังกล่าวถึงภาพรวมการวิจารณ์ของ TDRI ว่าเป็นการวิจารณ์ทุกพรรคบนมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพรรคใหญ่อื่นๆ เช่น พรรคประชาชน จะพบว่าตัวเลขงบประมาณไม่ได้แตกต่างกันมากนัก บางนโยบายพรรคประชาชนอาจมียอดงบสูงกว่าด้วยซ้ำ

ผู้สื่อข่าวถามถึงความกังวลถึงความเหลื่อมล้ำการให้ข้อมูลของแต่ละพรรค นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มีหลายพรรคนำเสนอนโยบายที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่กลับไม่เขียนระบุงบประมาณในเอกสารที่ส่งให้ กกต.เมื่อถามว่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่จริง TDRI วิจารณ์ทุกพรรค เพราะทุกพรรคมีตัวเลขไม่ได้ต่างกันมากนัก อย่างกรณีพรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้ต่างกัน จริงๆ พรรคประชาชนจะเยอะกว่า ในส่วนของพรรคอื่นๆ ความจริงที่น่าสงสัยก็คือ หลายพรรคเขียนโครงการ แต่ไม่เขียนงบประมาณ อยากให้ กกต.ตรวจสอบให้เข้มงวดกว่านี้

‘วิทเยนทร์’เชื่อปชป.สส.กทม.10เขต

นายวิทเยนทร์ มุตตามระ อดีตผู้สมัคร สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ส่วนตัวเชื่อว่าในกทม. ปชป.จะได้อย่างน้อย 10 เขตและจะได้มากกว่านั้นถ้าคนกรุงเทคะแนน เพราะฟ้าเท่านั้นจะชนะส้มได้ และถ้าเสริมด้วยกระแส ขวาทันสมัย

‘ชัยวุฒิ’ชี้คนไม่กลัวปฏิวัติรัฐประหาร

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ ลงพื้นที่ตลาดกิมหยงอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พบปะพี่น้องประชาชน เพื่อแนะนำพรรครักชาติ ประชาชนในตลาดกิมหยงต่างให้การต้อนรับ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนส่วนใหญ่ เข้ามาทักทาย เพราะจำ “พี่โอ๋ชัยวุฒิ”ได้ สมัยรัฐบาล“ลุงตู่”และนายเจษฎ์ รวมถึงทีมพรรครักชาติ หล่อทุกคน ชื่นชมที่แม้จะเป็นพรรคเล็ก แต่มีความตั้งใจจริง

ห่วงส้ม-แดงจับมือกลายเป็นส้มสีเลือด

นายชัยวุฒิให้สัมภาษณ์ว่าวันนี้ยังอยู่ขั้วเดิมไม่เปลี่ยนฝ่าย รวมทั้งแนวทางของพรรครักชาติชัดเจนคือสนับสนุนการไม่เห็นชอบและไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญปราบโกงของลุงตู่ ซึ่งประชาชนก็ชื่นชอบ

สำหรับกระแสข่าวเรื่องคลิปเสียง ที่พูดในลักษณะว่า “ถ้าเลือกส้มแล้วจะมีการปฏิวัติ” นายชัยวุฒิ กล่าวว่า จากที่พูดคุยกับประชาชนส่วนใหญ่ เขาไม่ได้กลัวการปฏิวัติ และไม่เชื่อว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น เพราะตอนนี้กำลัง ทหารเขาไปทำหน้าที่โดยเฉพาะไปปกป้องชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังมีปัญหากันอยู่

นายชัยวุฒิกล่าวด้วยว่า สิ่งที่ประชาชนกังวลมากกว่า คือกลัวส้มกับแดงรวมกัน“ส้มสีเลือด”หลังเลือกตั้ง เพราะมองว่าแนวคิดใกล้เคียงกันและอาจทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ซึ่งช่วงที่พรรคส้ม เป็นฝ่ายค้านในขณะที่พรรคแดง เป็นรัฐบาล พรรคฝ่ายค้านไม่ได้ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาไทย-กัมพูชา จนทำให้เกิดเหตุขัดแย้งและมีความสูญเสีย ซึ่งฝ่ายค้านไม่เคยทำหน้าที่ตรวจสอบพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้เลย เชื่อมั่นว่าหลังเลือกตั้งจะไม่เกิดการปฏิวัติรัฐประหารแน่นอน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการตั้งรัฐบาลผสมระหว่างส้มและแดง ซึ่งจะนำไปสู่ความวุ่นวายและความไม่ไว้วางใจต่อการรวมขั้วดังกล่าวอาจกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ ส้มกับแดงผสมกันเป็นรัฐบาลเพราะเป็นพวกพ้องเดียวกัน ไม่ได้แก้ปัญหาเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น มีแต่ความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นแน่นอน

‘คุณหญิงกัลยา’หาเสียงย่านหนองจอก

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและประธานพรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่หนองจอก กทม. เพื่อช่วย น.ส.ณัฐิดา เตาเฟ็ส ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 17 (หนองจอก ยกเว้นแขวงโคกแฝด แขวงลำผักชี แขวงลำต้อยติ่ง และคลองสามวาเฉพาะแขวงสามวาตะวันออก แขวงทรายกองดินใต้) หาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง จุดแรก คุณหญิงกัลยา พร้อม น.ส.ณัฐิดา เดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาด 100 ปีหนองจอก บรรยากาศคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าหลายรายทักทายจำได้ พร้อมแซวว่า “ตัวจริงทั้งสวยและน่ารัก”หลายคนให้กำลังใจและขอถ่ายรูป

คุณหญิงกัลยาระบุว่า พรรคไทยก้าวใหม่ให้ความสำคัญกับทุนมนุษย์ และต้องการส่งเสริมให้เด็กเรียนได้สูงที่สุดเท่าที่จะเรียนไหว ไม่ว่าจะฝันอยากเป็นอะไรต้องมีโอกาสไปให้ถึง เพราะการศึกษาคือคำตอบของชีวิต ทั้งเรื่องงาน รายได้ และคุณภาพชีวิต หากมีการศึกษาจะมีงานดี เงินดี เศรษฐกิจก็จะดีตาม และช่วยให้คนไทยแข่งขันกับโลกได้ พรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบาย การศึกษาไม่มีเพดาน โดยจะสนับสนุนให้เรียนฟรีจนจบสูงสุดเท่าที่จะเรียนไหว พร้อมย้ำว่า การศึกษาไม่ควรเป็นภาระให้ผู้ปกครองอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม การเรียนฟรีต้องมาพร้อมคุณภาพ พรรคไทยก้าวใหม่จึงเสนอให้พัฒนาการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น เรียนชีวิต เรียนอาชีพ ควบคู่การเรียนในห้อง พร้อมผลักดันให้ทุกสถาบันสร้างนิเวศแห่งการเรียนรู้ ให้เด็กเรียนสนุก ลงมือทำระหว่างเรียนและสามารถมีรายได้ เมื่อจบแล้วทำงานได้เลี้ยงชีพได้

ฝาก‘ยศชนัน’แก้ปัญหาราคาหอมแดง

ที่ตลาดเทศบาลเมืองศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วย นายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วยนายธเนศ เครือรัตน์ ผู้สมัครสส.ศรีสะเกษ เขต 1 เบอร์ 3 หาเสียง เมื่อเดินทางถึง นายยศชนันได้ใส่บาตรก่อนเดินทักทายกับประชาชน แนะนำผู้สมัครกับพ่อค้าแม่ค้าในตลาด มีประชาชนมอบพวงมาลัยปลาหวานให้กับนายยศชนัน โดยพ่อค้าแม่ค้าในตลาดขอจับมือและตะโกนว่าได้จับแล้ว พร้อมอวยพรขอให้ได้เป็นนายกฯ เอาให้ได้เด้อ นอกจากนี้มีการชมนายยศชนันว่านายกฯ คนหล่อ อีกทั้งมีแม่ค้ามอบดอกไม้ให้กับ นายยศชนัน ช่วงหนึ่งมีแม่ค้าเดินมากอด พร้อมระบุว่าเอาให้ได้นะคะเชียร์ทั้งบ้านเลย

ทั้งนี้ ระหว่างเดินตลาดนายยศชนัน ได้เข้าไปสอบถามถึงราคาสินค้าพืชผลทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าว หอมแดง ผักสด โดยแม่ค้าได้เข้ามาหานายยศชนันพร้อมบอกว่าหอมแดงไม่มีราคา ถ้าได้เป็นนายกฯ ช่วยด้วย เมื่อคืนได้ดูทีวียังเชียร์อยู่เลย ด้านนายยศชนัน ระบุว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลจะเข้ามาช่วยเรื่องราคาแน่นอน รวมถึงหาตลาดใหม่ให้ เดี๋ยวตนช่วยดูแล

‘เท้ง’ฝันนั่งนายกฯเสียงข้างมาก

ที่ จ.อุดรธานี คาราวานหาเสียงของพรรค ปชน.สายภาคอีสาน“นายฮ้อยทะมิน”มาถึงที่ จ.อุดรธานี ตั้งแต่ช่วงเช้า มีแกนนำ เช่น นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียงพรรค ปชน.นำทีมผู้สมัคร สส.อุดรธานี ร่วมคาราวานหาเสียงตามเส้นทางหลายจุด อาทิ อ.บ้านผือ อ.เพ็ญ อ.บ้านดุง อ.หนองหาน อ.เมือง โดยบรรยากาศมีประชาชนให้การตอบรับอย่างคึกคัก

นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ว่า เหลืออีก 4 วัน อยากเชิญชวนทุกคนตัดสินใจให้เด็ดขาด กาพรรค ปชน.ทั้ง2 ใบ เพื่อออกจากการเมืองแบบเดิมๆ ตั้งรัฐบาลประชาชนไปด้วยกัน เราต้องการจำนวน สส.อีกเยอะ โดยเฉพาะ สส.เขต ที่ต้องไปโหวตให้ตนเป็นนายกฯ ก็อยากจะเชิญชวนประชาชนสร้างอนาคตใหม่ ไปด้วยกัน ขณะนี้หลักการของ ปชน.ไม่ได้ไปนั่งคุยกันว่า จะไปจับกับมือกับสีใด สีแดงหรือสีน้ำเงิน เป้าหมายเราคือตั้งรัฐบาลประชาชน เราต้องได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่มีเสียงในสภามากพอ ไม่ว่าใครจะมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับเรา เราต้องสามารถกำกับทิศทางพรรคร่วมได้จริง ไม่ส่งคนที่มีประวัติค้ายา ค้ามนุษย์ ประวัติไม่ดีมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ถ้าในอนาคตมีประวัติไม่ดี นายกฯสั่งเปลี่ยนได้ มีอำนาจต่อรองทางการเมือง เพราะนายกฯมีอำนาจยุบสภา เรื่องนี้คงไม่ไปโต้ตอบว่าตกลงเราจะจับมือกับสีไหน หรือไม่มือจับสีไหน เป้าใหญ่ของเราคือ การหาทางออกของประเทศ ตั้งรัฐบาลประชาชนไปด้วยกัน

ชงปปช.สอบต่อ DSIสรุปสำนวนคดีสแกนม่านตา โยง‘นักการเมือง-จนท.รัฐ’เอี่ยว

ชงปปช.สอบต่อ DSIสรุปสำนวนคดีสแกนม่านตา โยง‘นักการเมือง-จนท.รัฐ’เอี่ยว

ชงปปช.สอบต่อ DSIสรุปสำนวนคดีสแกนม่านตา โยง‘นักการเมือง-จนท.รัฐ’เอี่ยว

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชงปปช.สอบต่อ
DSIสรุปสำนวนคดีสแกนม่านตา
โยง‘นักการเมือง-จนท.รัฐ’เอี่ยว

ดีเอสไอสรุปสำนวนคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ส่ง ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง หลังพบนักการเมือง-จนท.รัฐมีเอี่ยว

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ทำหนังสือด่วนที่สุดที่ ยธ 0823 ถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีรายละเอียดว่า ด้วยกรมสอบสวนคดีพิเศษได้สอบสวนกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตภายใต้โครงการ Worldcoin อันอาจเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 วรรคหนึ่ง(1) เป็นคดีพิเศษที่ 148/2568

จากการสอบสวนน่าเชื่อว่า กรณีกลุ่มบุคคลและคณะบุคคลที่ทำความผิดเกี่ยวกับ “ธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต ภายใต้โครงการ Worldcoin” มีพฤติการณ์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอาจมีการกระทำที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ตามมาตรา 28 ประกอบมาตรา 30 และมาตรา 48 จึงขอส่งสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 มายังท่านเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย หากผลเป็นประการใดโปรดแจ้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทราบด้วย ทั้งนี้ มอบหมายให้นายวิทวัส สุคันธรส ผู้อำนวยการกองคดียาเสพติด เป็นผู้ประสานงานเรื่องดังกล่าว และถ้าการตรวจสอบของกลางอื่นเสร็จแล้วดีเอสไอจะส่งผลตรวจสอบพร้อมของกลางไปยังท่าน เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติมต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษส่งสำนวนคดี 6 กล่อง แฟ้ม 10 แฟ้ม และเอกสารประมาณ 5,000 แผ่น ไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดนนทบุรี เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)เปิดเผยถึงประเด็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ซึ่งเป็นภาพการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์(Prime Opportunity Fund VCCSingapore) มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ตำแหน่งขณะนั้น) ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU

ซึ่งนายไชยชนกขอให้ตรวจสอบติดตามและรายงานผลดำเนินการดังกล่าวด่วนที่สุด พร้อมมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ยกเลิกบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอีฯ และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore ดังกล่าว หลังพบความไม่ชอบมาพากล และประสานขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)กับสำนักงาน ปปง. ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกจากนี้ ยังพบข้อพิรุธหลายเรื่อง อาทิ การจัดทำ MOUดังกล่าว เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2567 และลงนาม MOU วันที่ 27 มีนาคม 2567 ใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 วันและพบว่าเกี่ยวโยงกับการเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย

กระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568 เพื่อตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลก
เหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin และเชิญ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย(ตำแหน่งขณะนั้น รมว.ดิจิทัลฯ)นายวัลลภ รุจิรากร (ตำแหน่งในขณะนั้น เลขานุการ รมว.ดิจิทัลฯ) และนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อสอบปากคำพยานเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวง
ดิจิทัลฯกับบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์ และขยายผลตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทกลุ่มที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตา ที่เชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ กับกองทุน Prime Opportunity Fund VCC ประเทศสิงคโปร์ จากการตรวจสอบของพนักงานสอบสวนพบว่า การดำเนินการในโครงการสแกนม่านตาพบความผิดปกติในการบริหารโครงการและการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญ คริปโตเคอร์เรนซี่ ที่ได้รับจากต่างประเทศ ซึ่งมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14

รายงานข่าวระบุอีกว่า ผลสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดีอี รวมถึงพยานหลักฐานการสอบสวนของดีเอสไอพบว่าเรื่องดังกล่าว มีข้าราชการฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐของกระทรวงดีอีรวม6 ราย เข้ามาเกี่ยวข้องกับ MOU ซึ่งตามกฎหมายถ้าพบมีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องดีเอสไอต้องนำสำนวนพร้อมรายละเอียดพฤติการณ์ แจ้งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อรับไปดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ในการไต่สวนเจ้าหน้าที่รัฐ กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หลังจากนี้เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าจะรับไปดำเนินการเองทั้งหมด หรือจะส่งส่วนใดส่วนหนึ่งกลับมายังดีเอสไอให้ดำเนินการ