เสียงจากกรงขัง! เปิดจดหมาย ไผ่ ดาวดิน แม้เลือกตั้งไม่ได้ แต่ยังคงสู้ ปลุก 8 กุมภา กาเห็นชอบ

เสียงจากกรงขัง! เปิดจดหมาย ไผ่ ดาวดิน แม้เลือกตั้งไม่ได้ แต่ยังคงสู้ ปลุก 8 กุมภา กาเห็นชอบ

เสียงจากกรงขัง! เปิดจดหมาย ไผ่ ดาวดิน แม้เลือกตั้งไม่ได้ แต่ยังคงสู้ ปลุก 8 กุมภา กาเห็นชอบ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.47 น.

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569  ไผ่ ดาวดิน หรือ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักเคลื่อนไหว ที่กำลังถูกคุมขังอยู่ในแดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ได้เขียนจดหมายโดยมีข้อความว่า “ผมคงไม่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งและลงประชามติ มีแต่เสียงของคนที่ผิดหวังแล้วยังสู้อยู่…”

ประชาชนทั้งหลายพึ่งรู้ไว้เถิดว่า 10 ปี แพ้นี้ต้องชำระ ประชามติปี 2559 ได้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญปี 2560 ร่างกติกาการเลือกตั้งที่ลดทอนคุณค่า ทำให้เสียงของประชาชนไร้ความหมาย เราเลือกผู้แทนเลือกพรรค แต่คนชนะไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะ ส.ว. มีอำนาจเลือกนายก 5 ปี เลือกตั้งไป 2 ที ก็โหวตสวนความต้องการของประชาชน ชอบขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ทำลายความฝันในการจัดตั้งรัฐบาลของฝ่ายประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำเล่า อำนาจสูงสุดกลับกลายเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ ที่คอยเซาะกร่อนบ่อนทำลายความหวังในการเปลี่ยนแปลง ถอดถอนนายกรัฐมนตรี ยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิ์ผู้แทนที่มามาจากเสียงของประชาชน ก้าวก่ายแทรกแซงอำนาจของรัฐสภา ตีความตามใจเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายอนุรักษ์นิยม พยายามทำลายความคิดความเชื่อมั่นว่า อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน 

10 ปีที่แล้วประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม แต่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ประชาชนได้เรียนรู้และเห็นปัญหาของรัฐธรรมนูญร่วมกัน เราไม่อาจแก้ไขอดีตที่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ แต่เราร่วมสร้างความหวังในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยด้วยมือของประชาชนได้ ไม่ว่าคุณจะเลือกพรรคประชาชนหรือเลือกพรรคเพื่อไทย ขอจงร่วมแรงร่วมใจ “8 กุมภากาเห็นชอบ” และคอยตรวจสอบการเลือกตั้งช่วยกัน เพราะ กกต. เป็นหนึ่งในองค์กรอิสระ ซึ่งหมายความว่าอิสระจากประชาชน และพร้อมทำประโยชน์ให้กับกลุ่มของตนที่แต่งตั้งมา

ผมคงไม่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งและลงประชามติ มีแต่เสียงของคนที่ผิดหวังแล้วยังสู้อยู่ ขอให้ให้รู้ไว้ว่า เสียงนี้จะเลือกพรรคประชาชนจนกว่าจะได้เป็นรัฐบาล เสียงนี้จะกาเห็นชอบจนกว่าจะได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ

เชื่อมั่นในประชาชน

ไผ่ ดาวดิน

2 กุมภาพันธุ์ 2569

แดน 4 เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

‘หนู’ลั่นจัดให้ยกเลิกเอ็มโอยู 44 มั่นใจไม่มีรบรอบ 3 ถ้าเรียกอนุทินกลับมา

‘หนู’ลั่นจัดให้ยกเลิกเอ็มโอยู 44 มั่นใจไม่มีรบรอบ 3 ถ้าเรียกอนุทินกลับมา

‘หนู’ลั่นจัดให้ยกเลิกเอ็มโอยู 44 มั่นใจไม่มีรบรอบ 3 ถ้าเรียกอนุทินกลับมา

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.30 น.

‘อนุทิน’ปิดจ๊อบศรีสะเกษ ขึ้นเวทีกันทรลักษ์ อ้อน เทคะแนน ‘ภท.’ ทั้ง 9 เขต อย่าเลือกแบบฟันหลอหร็อมแหร็ม ลั่นจัดให้ยกเลิกเอ็มโอยู 44 มั่นใจไม่มีรบรอบ 3 ถ้าเรียกอนุทินกลับมา

เวลา 17.00 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ 2569 ที่ลานศูนย์ราชการอำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ช่วย นายชิตพล ไตรสรณกุล เขต 4 หาเสียง โดยเวทีนี้มีนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ร่วมด้วย ทั้งนี้ระหว่างนายอนุทินเดินมาเวทีปราศรัย ได้มีประชาชนและเด็กนักเรียนขอถ่ายภาพร่วมกับนายอนุทิน โดยเด็กนักเรียนรุมกรี๊ดดีใจที่ได้เจอนายอนุทิน พร้อมขอถ่ายภาพเซลฟี่  นอกจากนี้ยังมีประชาชนคล้องพวงมาลัยข้าวเปลือกและพวงมาลัยหัวมันให้นายอนุทินด้วย

จากนั้นนายอนุทิน กล่าวปราศรัยว่า กันทรลักษ์กับตนไม่ใช่อื่นไกลช่วงที่มียิงตูมตาม ตนอยู่ตรงนี้กับพี่น้องตลอด แต่สิ่งเหล่านี้มันเป็นอดีตไปแล้ว มันไม่เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีแล้ว ความสามัคคี ความรักของพวกเราความภาคภูมิใจ ที่เราเป็นคนไทยพลังของพวกเรามันส่งไปให้ศัตรูของเราไม่กล้าเข้ามารุกรานเราอีกต่อไป สถานการณ์ตอนนี้กลับสู่สภาวะปกติในฐานะที่ตนเป็นนายกฯต้องขออภัย ที่ต้องอพยพพวกท่านไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตาม ตนถือว่าความปลอดภัยในชีวิตของพวกท่านมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดการที่ท่านให้ความร่วมมือยอมไปอยู่ในศูนย์อพยพ ยอมออกจากบ้านของตัวเองเพื่อให้รัฐบาลได้ดำเนินการปกป้องแผ่นดินอย่างเต็มที่ มันทำให้เราได้รับชัยชนะมาในระยะเวลาที่รวดเร็ว ขอขอบคุณในความร่วมมือของพ่อแม่พี่น้องทุกคน และวันนี้ที่มาวันที่พ่อแม่พี่น้องชาวกันทรลักษ์และพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศจะต้องตัดสินใจกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศไทยอีกครั้งในวันที่ 8 ก.พ.ขอเชิญชวนให้พี่น้องชาวกันทรลักษ์กันได้ไปใช้สิทธิ์ในการเลือกผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทยของพี่น้องทุกคน เที่ยวนี้ตัดสินใจส่งคนที่คิดว่าจะมารับใช้พี่น้องชาวกันทรลักษ์ให้ดีที่สุด คือ นายชิตพล  

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า พี่น้องรั้วเอาไหม ยกเลิกเอ็มโอยู 44 เอาไหม เดี๋ยวตนจัดการให้หมด พรรคภูมิใจไทยรู้มาว่าทหารมีไว้ทำไม ไม่เคยพูดว่ามีทหารไว้ทำไม เพราะพรรคภูมิใจไทยรู้ว่าวันใดวันหนึ่งถ้ามันมีเหตุการณ์ที่ประชาชนเดือดร้อนทหารเท่านั้นที่จะปกป้องแผ่นดินให้เรา ทำให้เราปลอดภัย แต่ที่สำคัญพรรคภูมิใจไทยเชื่อที่สุดว่าทหารไทยรบกับใครก็ชนะ  

“ผมเชื่อว่าพี่น้องเชื่อว่า พรรคภูมิใจไทยจะไม่ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก ใครจะบอกก็ได้ว่า “ก็เลือกผมสิ” รับรองตัดสินใจไม่ผิดพลาด พรรคหนึ่งบอกว่า มีทหารทำไม พรรคเดียวกันบอกว่ามีทหารรบก็แพ้ อีกพรรคบอกมีทหารอยู่ฝ่ายตรงข้าม เหลือพรรคภูมิใจไทยพรรคเดียวที่บอกว่าทหารอยู่ฝั่งเดียวกับเราทหารไทยไม่มีวันแพ้ กลัวไหมมีรอบที่ 3 ถ้าอนุทินกลับเข้ามายังไงก็ชนะ แต่มั่นใจว่าไม่มีรอบ 3 เพราะพี่น้องให้อนุทินกลับเข้ามา ไม่มีใครกล้ารบกับไทย  เราเอาดินแดนมาให้พี่น้องเราจะไม่ให้ใครเอาดินแดนกลับอีก อย่าได้เข้ามายุ่งกับเราอีก  ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเป็นสิ่งที่ พี่น้องให้ความไว้วางใจ

เที่ยวนี้ผมมั่นใจว่าศรีสะเกษจะให้โอกาสพรรคภูมิใจไทยมีผู้แทนของท่านยกจังหวัด มีมีญาติบอกญาติอย่าไปเลือกแบบฟันหลอหร็อมแหร็ม เราไม่มีเวลาที่จะไปทดลองอะไรอีกแล้ว เลือกภูมิใจไทย ศรีสะเกษครบจังหวัด 9 คนรับรองพวกเราทำงานให้ท่านอย่างหมดหัวใจ ผมขอวิงวอนจะให้กราบพี่น้องชาวกันกันทรลักษ์ ขอให้เลือกวันที่ 8 ก.พ.เลือกเบอร์ 4 ถล่มทลาย ถ้าเขาเข้ามาได้ผมจะให้เขาไปตัดผมรองทรง ผมมาหาพี่น้องวันนี้ยังไงก็ต้องมา ตอนนี้ผมมาอยู่ที่นี่ก็ แมนอีหลี อีหลี ผมมาที่นี่เพื่อมากราบขอคะแนนจากพ่อแม่พี่น้องทุกคน“ นายอนุทิน กล่าว.

สนามสงขลาลุกเป็นไฟ จูรี จวก หมอสุภัทร เผด็จการ แบ่งแยกคน ระโนด หาดใหญ่ ชมคลิป

สนามสงขลาลุกเป็นไฟ จูรี จวก หมอสุภัทร เผด็จการ แบ่งแยกคน ระโนด หาดใหญ่ ชมคลิป

สนามสงขลาลุกเป็นไฟ จูรี จวก หมอสุภัทร เผด็จการ แบ่งแยกคน ระโนด หาดใหญ่ ชมคลิป

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.27 น.

วันนี้ 4 กุมภาพันธ์ 2569 จูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 (พื้นที่อำเภอหาดใหญ่) พรรคประชาธิปัตย์ แชร์วิดีโอคลิปการกล่าวปราศัยของ หมอสุภัทร ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน ของผู้ใช้เฟซบุ๊ก Puwadol Wongsopanakul พร้อมข้อความตัวอักษณว่า “แม้ฉันเกิดระโนด ฉันก็ช่วยเหลือ แบ่งปันและรักหาดใหญ่แห่งนี้ไม่แพ้ใครเหมือนกัน”

ซึ่งภายในคลิปวิดีโอ เป็น หมอสุภัทร สส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน กำลังกล่าวปราศัยอยู่บนเวทีพร้อมกับพูดเสียงดังว่า พร้อมออกท่าทาง”แล้วพี่น้องจะเอาคนละโนคมาเป็ สส. เราเหรอ” ซึ่งเบื้องล่างหน้าเวทีปราศัยเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่มารับฟังการกล่าวปราศัยของ หมอสุภัทร และยังพูดตะโกนเสียงดังอีกว่า “เราเอาคนหาดใหญ่เท่านั้น”  กระทั่งใม่กี่วินาทีต่อมาเจ้าตัวก็ยังได้พูดตะโกนเสียงดังตามออกมาอีกว่า “คนระโนดให้ไปอยู่ระโนค” ท่ามกลางเสียงเชีบร์จากบรรดาผู้คนที่เดินทางมารับฟังการปราศัยของเขา 

จูรี นุ่มแก้ว

ซึ่งก่อนหน้านี้ จูรี นุ่มแก้ว ได้มีการโพสต์ลงมาบนเฟซบุ๊กส่วนตัวก่อนหน้านี้ ว่า “ตอนนี้พอคะแนนตามหลัง ก็เริ่มบูลลี่ในชาติกำเนิดของฉัน “ฉันเกิดระโนด”“ไปเลือกทำไมเด็กบ้านๆ”“และอีกมากมายจากขาเชียร์ เธอต้องทำความเข้าใจนะว่าที่ เขากำลังจะเลือกนิคือ ผู้แทนของคนสงขลาเขต 2 สำคัญคือในเรื่องคุณสมบัติการสมัคร กฎหมายเขียนไว้ชัด ใช้หลักการเกิดคือ ”ภูมิลำเนาจังหวัด“ หมายถึง ใครเกิดสงขลา ลงสงขลาได้หมดทุกเขต เพราะเป็นทรัพยากรบุคคลของจังหวัดสงขลา แล้วอิมาปั่นให้เกิดความเกลียดชัง แยกแตกกันในจังหวัดทำไอไหร หนักไปหวานั้นคือ คุณตะโกนบอกสังคมว่า“คุณคือนักประชาธิปไตยตัวจริง แต่คุณกลับยอมรับความเห็นต่างไม่ได้เลย คุณดูถูกทุกคนที่คิดไม่เหมือนคุณ ต่อว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เลือกคนระโนดว่า”ว่าเขาโง่มั้ง ขาดหุ้นมั้ง“ ตกลงคุณคือนักประชาธิปไตย หรือว่าเป็นเผด็จการกันแน่ ที่พยามจะให้ทุกคนคิดเหมือนคุณทุกอย่าง เลิกสักทีตะนิสัยที่ว่า ทุกอย่างต้องหมุนรอบตัวเองฉันเติบโตมากับการโดนดูถูกมาทั้งชีวิต ยิ่งถูกเข้าพันนี้ มันเหมือนยิ่งเติมไฟเติมพลัง ให้ฉันยิ่งต้องสู้เพื่อเป็นปากเสียงให้ชาวบ้าน ปลดแอกให้ชาวบ้านอีกมากมายที่ต้องจมอยู่ถูกดูถูก ที่ต้องเจ็บปวดอยู่กับเรื่องพันนี้ ใส่เบอร์1 จูรี เข้าให้พักเดี้ยวนิเธอ ใส่เข้า ๆ ผลิต 1 ชุดโดยจูรี นุ่มแก้ว ตามวันเวลาที่ปรากฏ”

จูรี นุ่มแก้ว

ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปกระsน่ำคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากกับคลิปวิดีโอดังกล่าวที่นาย จูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 (พื้นที่อำเภอหาดใหญ่) พรรคประชาธิปัตย์ แชร์ลงมาบนเฟซบุ๊กตัวเอง เช่น

“ฉันคนหาดใหญ่ แต่ขอเลือกคนระโนด”

“ฉันคนหาดใหญ่ โดยกำเนิดอย่างแท้จริง ฉันเลือกจุรี เพราะจูรีช่วยเหลือคนหาดใหญ่มากกว่าคนหาดใหญ่ด้วยกันเองซะอีก จะระโนดก็อยู่ในจังหวัดสงขลา และจุรีซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และพี่น้องประชาชน มากกว่าคน ที่บอกตัวเองว่าเป็นคนหาดใหญ่”

“คนปัตตานีจร้า แต่เลือกคนระโนด ไม่จบหมอไม่เป็นไร..อย่าหัวหมอก็พอ”

“ผมเป็นคนนึงที่ตอนเด็กก็อยู่ระโนดเหมือนกันแต่ก็มาเรียนมาโตที่หาดใหญ่ผมก็รุ้สึกสะดุ้งนะ ตอนหมอพูดประโยคนั้นออกมา เราผิดเหรอที่เป็นคนระโนดแล้วถ้าเราจะพัฒนาหาดใหญ่ซึ่งก็เรามาโตที่นี่”

“ฉันคนหาดใหญ่ แต่ฉันเลือกคนระโนด”

จูรี นุ่มแก้ว
จูรี นุ่มแก้ว
จูรี นุ่มแก้ว
จูรี นุ่มแก้ว

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก จูรี นุ่มแก้ว, เฟซบุ๊ก Puwadol Wongsopanakul 

รทสช. ขอคะแนนคนสายไหม-บางเขน พีระพันธุ์ ชูแก้ปัญหาค่าครองชีพ สวัสดิการถ้วนหน้า

รทสช. ขอคะแนนคนสายไหม-บางเขน พีระพันธุ์ ชูแก้ปัญหาค่าครองชีพ สวัสดิการถ้วนหน้า

รทสช. ขอคะแนนคนสายไหม-บางเขน พีระพันธุ์ ชูแก้ปัญหาค่าครองชีพ สวัสดิการถ้วนหน้า

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.19 น.

รทสช. ขอคะแนนคนสายไหม-บางเขน “พีระพันธุ์” ชูแก้ปัญหาค่าครองชีพ หั่นค่าพลังงาน สวัสดิการถ้วนหน้า ผู้สูงอายุ-ผู้พิการ รับเบี้ยยังชีพสูงสุด 2,000 บาท จวกรัฐบาลมองแต่ GDP ละเลยปากท้องประชาชน

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ลงพื้นที่ บริเวณตลาดวงศกร เขตสายไหม และ ตลาดถนอมมิตร เขตบางเขน ช่วยนายกร สิงห์ธีร์ ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 11 เบอร์ 4 และ นายธนกฤต ธนิศราพงศ์ ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 12 เบอร์ 11 หาเสียงเลือกตั้ง ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและเป็นกันเอง มีประชาชนเข้ามาทักทายให้กำลังใจ รวมถึงยังได้สะท้อนปัญหาความเดือดร้อนด้านค่าครองชีพ

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจ โดยระบุว่า ปัจจุบันประชาชนเผชิญภาระค่าครองชีพสูง ขณะที่รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย ทำให้หลายครัวเรือนไม่มีเงินเหลือสำหรับการจับจ่าย แม้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น “คนละครึ่ง” แต่หากประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า มาตรการดังกล่าวก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง
พร้อมกันนี้ ยังตั้งข้อสังเกตต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับตัวเลข GDP เป็นหลัก แต่กลับละเลยคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในชีวิตประจำวัน

นายพีระพันธุ์ เน้นย้ำว่า ภารกิจเร่งด่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติหากได้เป็นรัฐบาล คือการลดภาระค่าครองชีพในปัจจัยพื้นฐาน 3 ด้าน ได้แก่ ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และแก๊สหุงต้ม ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของทุกครัวเรือน โดยย้ำว่า เงินภาษีที่ประชาชนจ่ายให้รัฐต้องถูกนำกลับมาใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นลำดับแรก

นอกจากนี้ นายพีระพันธ์ ยังกล่าวถึงนโยบายสวัสดิการ โดยระบุว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ เสนอเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและคนพิการเป็น 1,500 บาทถ้วนหน้า และเพิ่มอีก 500 บาทสำหรับผู้ที่เคยเสียภาษี พร้อมยกตัวอย่างกรณีอดีตทหารเกณฑ์ในจังหวัดสมุทรสาครที่ประสบอุบัติเหตุจนพิการรุนแรง ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ อีกทั้งต้องดูแลบุตรที่ป่วยเป็นโปลิโอ แต่กลับยังไม่ได้รับการดูแลจากรัฐอย่างทั่วถึง สะท้อนถึงช่องว่างของระบบสวัสดิการ ทั้งนี้ ตนได้ประสานไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้เข้าไปช่วยเหลือกรณีดังกล่าวอย่างเร่งด่วนแล้ว
 

ถก RBC ไทย-กัมพูชา พื้นที่ กปช.จต. ล่มอีก เหตุข้อเสนออยู่นอกกรอบถ้อยแถลง

ถก RBC ไทย-กัมพูชา พื้นที่ กปช.จต. ล่มอีก เหตุข้อเสนออยู่นอกกรอบถ้อยแถลง

ถก RBC ไทย-กัมพูชา พื้นที่ กปช.จต. ล่มอีก เหตุข้อเสนออยู่นอกกรอบถ้อยแถลง

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.00 น.

ถก RBC ไทย–กัมพูชา พื้นที่กปช.จต. ล่มอีก ไม่บรรลุผล หลังข้อเสนอฝ่ายกัมพูชาอยู่นอกกรอบถ้อยแถลงร่วม GBC

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ขอเรียนความคืบหน้าของการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา สมัยพิเศษ (Special Regional Border Committee: RBC) ครั้งที่ 1 ด้านกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด และภูมิภาคทหารที่ 3 ของกัมพูชา ซึ่งจัดขึ้น ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ระหว่างวันที่ 3–5 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วม และยุติการประชุมลงในช่วงบ่ายของวันนี้ (4 กุมภาพันธ์ 2569) โดยยังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้

เจตนาของการประชุมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้กรอบของถ้อยแถลงร่วมจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาช่องทางการสื่อสาร ลดความตึงเครียดในพื้นที่ และธำรงไว้ซึ่งการหยุดยิงอย่างยั่งยืน เพื่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้มีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) จากทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการหารือ ฝ่ายกัมพูชาได้เสนอแนวทางและประเด็นบางประการที่สะท้อนเจตนาเกี่ยวกับประเด็นเขตแดน ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันและแจ้งว่าข้อเสนอดังกล่าวอยู่นอกเหนือกรอบวัตถุประสงค์ของการประชุม RBC และไม่สอดคล้องกับสาระสำคัญของถ้อยแถลงร่วมจากการประชุม GBC เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ไม่สามารถหาฉันทามติในประเด็นดังกล่าวได้ 

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการดำเนินการหารือด้วยความสุจริตใจ แสดงความยืดหยุ่นภายใต้กรอบข้อตกลงที่มีอยู่ และเสนอแนวทางเชิงสร้างสรรค์เพื่อให้การประชุมสามารถเดินหน้าสู่การบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ รวมทั้งยึดมั่นหลักการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี การเคารพข้อตกลงที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว และการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี เมื่อไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันภายใต้กรอบดังกล่าวได้ การประชุมจึงไม่อาจดำเนินต่อไปได้

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยยังคงยืนยันจุดยืนในการยึดมั่นกรอบข้อตกลงและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ พร้อมทั้งเปิดกว้างสำหรับการหารือจากฝ่ายกัมพูชาในโอกาสต่อไป ภายใต้เงื่อนไขของการเคารพและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมอย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสันติภาพ ความสงบสุข และความมั่นคงตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ

เอ็ดดี้ มั่นใจ เนเน่ รัดเกล้า ต้นไม้ใหญ่ที่พร้อมปกป้องสถาบัน

เอ็ดดี้ มั่นใจ เนเน่ รัดเกล้า ต้นไม้ใหญ่ที่พร้อมปกป้องสถาบัน

เอ็ดดี้ มั่นใจ เนเน่ รัดเกล้า ต้นไม้ใหญ่ที่พร้อมปกป้องสถาบัน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.32 น.

วันนี้ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569  นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวได้โพสต์ภาพ น้องเนเน่ หรือ รัดเกล้า สุวรรณคี ว่า“ผมเชียร์น้องเนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี #อัษฎางค์ยมนาค #อ่านเกมอำนาจ

ทำไม “รัดเกล้า สุวรรณคีรี” คือคำตอบที่ใช่ ในวันที่ประชาธิปัตย์ต้องการ “เลือดแท้ที่ทันสมัย” ผมสนับสนุน “เนเน่ รัดเกล้า” ไม่ใช่เพียงเพราะนามสกุล “สุวรรณคีรี” ที่เป็นตำนานของพรรคประชาธิปัตย์ แต่เพราะเธอคือ “ส่วนผสมที่ลงตัว” ระหว่างรากฐานอุดมการณ์ที่มั่นคง กับทักษะความสามารถในโลกยุคใหม่

เอ็ดดี้ อัษฎางค์

การกลับมาของ “เนเน่ รัดเกล้า” คือสัญญาณของการฟื้นฟู “สถาบันทางการเมือง” เพื่อ “สานต่อและสร้างใหม่” เราปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันหลัก จำเป็นต้องมีการผลัดใบ แต่ต้องเป็นการผลัดใบที่ยังยึดมั่นใน “รากแก้ว” เดิม คือความซื่อสัตย์และการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเนเน่ คือตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ทำสิ่งนั้น ในฐานะนักวิเคราะห์ ผมมักจะดูที่ “Track Record” (ผลงานในอดีต) มากกว่าคำโฆษณาหาเสียง เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี เป็นหนึ่งในนักการเมืองหญิงไม่กี่คนที่ผมมองว่า “ครบเครื่อง”

ด้วยพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร (Tech & Comm) เธอเข้าใจบริบทโลก ซึ่งจำเป็นมากสำหรับการเมืองไทยในทศวรรษหน้า ซึ่งเราได้เห็นผลงานของเธอแล้วในฐานะ “รองโฆษกรัฐบาล” ที่แม่นยำในข้อมูล สื่อสารได้คมกริบ และมีวุฒิภาวะสูง ซึ่งหาได้ยากในนักการเมืองรุ่นใหม่หลายคน อีกบทบาทสำคัญที่พิสูจน์ฝีมือของเธอ คือการดูแลด้านการศึกษาและกลุ่มเปราะบาง นโยบาย ‘บุฟเฟต์การศึกษา’ หรือการลงทุนในคนพิการ ไม่ใช่แค่สวัสดิการ แต่คือการ ‘ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์’ ซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐกิจยุคใหม่

เอ็ดดี้ อัษฎางค์

เธอพิสูจน์แล้วว่าเธอไม่ใช่แค่ “ลูกไม้ใต้ต้น” แต่เป็นต้นไม้ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยตัวเอง พร้อมที่จะเป็นกำลังหลักในการปกป้องสถาบันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล 8 กุมภานี้ ผมเลือก “คุณภาพ” ที่จับต้องได้ ผมเลือก เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี พรรคประชาธิปัตย์ #เนเน่รัดเกล้า #ประชาธิปัตย์ #เลือกตั้ง8กุมภา”

ชาวโซเชียลหลายคนต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากกับโพสต์ของ อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ เช่น

“คนคุณภาพต้อง ปชป. ไม่ใช่พรรคจับฉ่าย ส่งใครก็ได้คิดว่ากระแสดี”

“เห็นด้วยค่ะ”

“รักค่ะ”

“เนเน่มีวิวาทะที่เฉือนคมแบบไม่ก้าวร้าว แต่บาดลึกเธอคือหญิงเก่งที่เลือดผู้เป็นพ่อข้นมากจากที่ตามมาระหนึ่ง โดยรวมเก่งครบสำหรับนักการเมือง”

“เด็กใหม่ ปชป. หลายคนดูดีค่ะ”

“ครบเครื่องจริงค่ะ เนเน่เป็นผู้หญิงที่มหัศจรรย์มาก ดิฉันติดตามเธอมาโดยตลอด เป็นคนทำงานที่ active สุดๆ รอบรู้และเข้าใจปัญหาเชิงลึกหลายด้าน มีความเป็นมืออาชีพ ทำหน้าที่ได้หลายบทบาท ปชป โชคดีมากที่มีเนเน่เข้าเสริมทัพ”

“ขอเชียร์คุณเนเน่ด้วยค่ะอาจารย์และขอเลือกพรรคปชป.ด้วยค่ะทั้ง2ใบค่ะ”

เอ็ดดี้ อัษฎางค์
เอ็ดดี้ อัษฎางค์
เอ็ดดี้ อัษฎางค์
เอ็ดดี้ อัษฎางค์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์

ไอติม ตกใจ! แสวง บอกหากไม่มั่นใจ อย่าไปใช้สิทธิ์ สวนกลับ ควรรู้ตัวและปรับปรุงการทำงาน

ไอติม ตกใจ! แสวง บอกหากไม่มั่นใจ อย่าไปใช้สิทธิ์ สวนกลับ ควรรู้ตัวและปรับปรุงการทำงาน

ไอติม ตกใจ! แสวง บอกหากไม่มั่นใจ อย่าไปใช้สิทธิ์ สวนกลับ ควรรู้ตัวและปรับปรุงการทำงาน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.33 น.

‘ไอติม’ ตกใจหลัง เลขา กกต.บอกหากไม่มั่นใจ อย่าไปใช้สิทธิ์  สวนกลับ ควรรู้ตัวและปรับปรุงการทำงาน หลังโซเชียลผุดคำสแลงใหม่ “อย่ามาแหวง” เชื่อเป็นความโกรธของ ปชช. ชวนกาเห็นชอบปฏิรูปองค์กรอิสระครั้งใหญ่

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินการทำงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)  ว่า ที่ผ่านมาเราเห็นหลายปัญหามากในการทำหน้าที่ของ กกต. เพราะ กกต. มีหน้าที่หลักคือการคุ้มครองและอำนวยการใช้สิทธิ์เลือกตั้งและการออกเสียงประชามติของประชาชน แต่ที่ผ่านมาพบปัญหาการลงทะเบียนกระชั้นชิด มีหลายปัญหาในการเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งตนรู้สึกตกใจ ที่เมื่อเช้า นายแสวง บุญมีเลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ ว่า “หากประชาชนไม่มั่นใจในกรรมการ ก็อย่าไปเลือกตั้ง”  ซึ่งเป็นคำพูดที่น่าตกใจสำหรับคนที่มีหน้าที่หลักในการรณรงค์ให้คนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ในทางกลับกัน หากประชาชนไม่มั่นใจใน กกต. ชุดนี้ ยิ่งต้องออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และกาเห็นชอบในการทำประชามติ เพื่อให้เรามีกลไกในการปฏิรูป กกต.ให้มีกกต.ที่ทำงานที่ตอบสนองต่อความต้องการขอประชาชนให้ดีกว่านี้ 

เมื่อถามว่า กกต.ต้องวางตัวเป็นกลาง แต่การพูดลักษณะนี้ เป็นการขัดขวางการลงประชามติด้วยตัว กกต. เองหรือไม่  นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นคำพูดที่ไม่ควรได้ยิน จากผู้บริหารที่มีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 หากประชาชนเห็นว่า กกต.ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็สามารถเข้าชื่อเพื่อถอนออกได้ ตอนนี้เราเห็นปรากฏการการแชร์โพสต์ของไอริลกว่า 1 ล้านครั้ง ซึ่งหากเราอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ เปลี่ยนจาก 1 ล้าน แชร์ เป็น 1 ล้าน รายชื่อจะสามารถถอดถอนกกต.ได้กว่า 50 ครั้ง สะท้อนถึงความโกรธของคนจำนวนมาก ต่อการทำหน้าที่ของ กกต. หากเราอยากเห็นการทำงานของกกต.ที่ดีขึ้น  ยิ่งต้องการเห็นชอบ เพื่อเดินหน้าสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้องค์กรอิสระ เป็นอิสระจากประชาชน มีช่องทางให้ตรวจสอบ 

ส่วนที่นายแสวงให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า การเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569 จะไม่ผิดพลาดเหมือนกับการเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา เพราะไม่มีการจ่าหน้าซองแล้ว นายพริษฐ์ กล่าวว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไปแล้วสร้างความเสียหายไปแล้ว หวังว่า กกต. จะทำงานเชิงรุก ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้ว สำหรับวันที่ 8 ก.พ.2569  กกต.ต้องทำหน้าที่เต็มที่ และอยากเชิญชวนประชาชนมาตรวจสอบการทำงานของ กกต. เริ่มต้นจากกรณีที่มี WeWatch ร่วมมือกับทราฟฟี่ฟองดูว์ เป็นช่องทางร้องเรียนสำหรับประชาชน หากเห็นปัญหาความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้ง

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า กกต. มีหน้าที่หลักในการคุ้มครองสิทธิ์และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนให้ไปเลือกตั้ง จึงขอให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบตรงนี้เยอะๆ เพราะวันเลือกตั้งเป็นวันที่อำนาจของประชาชนอยู่ในจุดที่สูงที่สุด เป็นโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ ไม่อยากให้สิทธิ์หนึ่งเสียงของใครสูญเสียไป เพราะการปฎิบัติหน้าที่ที่บกพร่องของกกต. 

เมื่อถามถึงกรณีที่กกต. มีมติส่งศาลฎีกาถอดถอน 28 ผู้สมัคร สส. เนื่องจากตรวจสอบพบว่าอยู่ระหว่างถูกจำกัดสิทธิ์เพราะไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งและไม่ได้แจ้งเหตุการไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งหัวหน้าพรรคจะต้องรับผิดชอบในกรณีนี้ด้วย  นายพริษฐ์  กล่าวว่า ยังไม่เห็นทั้ง 28 รายชื่อ เชื่อว่าทีมกฎหมายของพรรค พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์  เชื่อมั่นว่าทุกสิ่งที่เราดำเนินการมาเป็นไปตามกรอบตามกฏหมาย หากมีอะไรที่ติดขัดเราก็พร้อมรับมือ 

ส่วนกรณีที่โซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กกต. จนมีคำว่า ‘อย่ามาแหวง’ นายพริษฐ์ มองว่า เป็นความโกรธของประชาชนกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะหน้า ขอให้ประชาชนทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด ประชาชนที่อยากเห็นการปฏิรูปการทำงานกกต. ครั้งใหญ่มีที่มาของกกต. ที่ยึดโยงกับประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ 8 ก.พ. 69 ขอให้ไปกาเห็นชอบเพื่อเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เมื่อถามย้ำว่า ตอนนี้ประชาชนใช้คำว่า “อย่ามาแหวง” แทนคำว่าอย่ามาแถ หรืออย่ามาแก้ตัว นายพริษฐ์ ระบุว่า ถ้าตนเป็นนายแสวง คงจะต้องรู้ตัวแล้ว และคงต้องปรับปรุงการทำงาน 

อนุทิน ปัดวัดพลัง เพื่อไทย ย้ำศรีสะเกษพื้นที่เน้นเป้าหมาย มั่นใจโค้งสุดท้ายกระแสดี

อนุทิน ปัดวัดพลัง เพื่อไทย ย้ำศรีสะเกษพื้นที่เน้นเป้าหมาย มั่นใจโค้งสุดท้ายกระแสดี

อนุทิน ปัดวัดพลัง เพื่อไทย ย้ำศรีสะเกษพื้นที่เน้นเป้าหมาย มั่นใจโค้งสุดท้ายกระแสดี

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.26 น.

“อนุทิน” บอกมาศรีสะเกษเน้นเป้าหมายไม่ได้วัดพลังใคร หลังลงพื้นที่ชนพท. สวนวาทกรรม “เต้น” เสิร์ฟผัดเผ็ดงูเห่า ด้วยวาทกรรม ไม่เสิร์ฟBM21 ลั่นเป็นรบ.เดินหน้าทำงบรักษาวินัยการเงินการคลังตอบสนองนโยบายพรรค บอกใช้เวลาหาเสียงยังไม่ได้คุย “ศักดิ์ดา” ปมคลิปเสียง 

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.10 น. ที่หน้าว่าการอำเภอกันทรลักษ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  ให้สัมภาษณ์ ถึงการลงพื้นที่ศรีสะเกษ ว่า ศรีสะเกษเป็นพื้นที่ที่คุ้นเคย ช่วงที่มีการสู้รบตนมาที่นี่บ่อยมาก และเป็นบ้านเกิดของน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ การมาที่นี่เป็นการสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าพรรคภูมิใจไทยพร้อมรับใช้ชาวศรีสะเกษอย่างเต็มที่ 

เมื่อถามว่าการเน้นย้ำเรื่องปัญหาชายแดนบนเวทีปราศรัย แสดงว่าพรรคภูมิใจไทยมุ่งใช้เรื่องชายแดนมาหาเสียง นายอนุทิน กล่าวว่า ตั้งแต่ตนเป็นรมว.สาธารณสุข รมว.มหาดไทย และมาเป็นนายกฯน.ส.ไตรศุลี ช่วยงานตนอย่าางใกล้ชิดได้รับความไว้วางใจให้ทำงานตนในหลายด้าน และเป็นคนศรีสะเกษ จึงต้องมาทำให้คนที่นี่เชื่อใจ ไว้วางใจและมั่นใจว่าเราจะทำงานต่อไป ไม่เกี่ยวกับเรื่องของชายแดนหรือใดๆทั้งสิ้น 

เมื่อถามว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัยที่จ.ศรีสะเกษเช่นเดียวกันเป็นการประจันหน้ากันหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า อย่าไปเทียบกับคนอื่น อาจเป็นเหตุบังเอิญที่มาวันเดียวกันเพราะเหลือเวลาไม่กี่วันก่อนวันเลือกตั้งและศรีสะเกษเป็นจังหวัดใหญ่มีสส.ถึง 9 คน พรรคที่ตั้งเป้าหมายได้สส.ก็ต้องมาพบประชาชน ส่วนที่มีการมองว่าวัดพลังกันนั้นมันมีแต่คนที่ชอบเสี้ยมกัน พรรคภูมิใจไทยไม่เคยคิดวัดพลังกับใคร เรามานำเสนอนโยบายและขอคะแนนเสียงไม่ไปข้องแวะกับพรรคคู่แข่งหรือฝ่ายตรงข้าม เพราะคนเหล่านั้นยังไงก็ไม่เลือกเราอยู่แล้ว เรามาหาคนที่เลือกเราดีกว่า

เมื่อถามอีกว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย มีวาทกรรมใหม่บอกว่าจะนำเสนอเมนูผัดเผ็ดงูเห่า นายอนุทิน ตอบว่า ก็ไม่เป็นไร ตนทำให้พี่น้องชาวศรีสะเกษไม่ต้องรับเมนู BM21 พอแล้วใครจะเสิร์ฟอะไรก็เสิร์ฟไปเถอะ ตนไม่ต้องมาเสิร์ฟสิ่งที่ชาวศรีสะเกษและคนไทยไม่ต้องการ 

เมื่อถามว่าในพื้นที่อ.กันทรลักษ์  คะแนนของพรรคภูมิใจไทยจะทิ้งห่างที่สุดในประเทศเลยหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ขอให้ไปถาม น.ส.ไตรศุลี หรือ เลขากวาง

เมื่อถามว่าที่ปราศรัยบนเวทีเน้นไปที่การปิดด่านทำให้พืชผลการเกษตรราคาดีขึ้นและจะเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส ช่วงก่อนการเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทย จะมีนโยบายอะไรออกมาเรียกคะแนนนิยมอีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า เรื่องนี้ทำให้เห็นชัดเจนว่าเราสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะพื้นที่อีสานใต้ เรื่องข้าวสำคัญมาก การทำให้ข้าวหอมมะลิที่เป็นสินค้าพรีเมี่ยมเป็นที่ต้องการของตลาดโลกแล้วราคาสูงขึ้น จะทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และเราจะผลักดันโครงการคนละครึ่งพลัสมาให้ประชาชนเขาก็ยินดีไปจับจ่ายใช้สอยทำให้เศรษฐกิจเติบโต และคงมีนโยบายอื่นๆอีกมาก หากเราเข้าไปเป็นรัฐบาลก็ต้องเร่งทำงบประมาณปี 70 ให้สมบูรณ์และสอดคล้องกับนโยบายของเราให้เกิดประโยชน์สูงสุดมีวินัยการเงินการคลัง เพื่อรักษาความเชื่อถือของประเทศ จะเห็นได้จากช่วงที่ภูมิใจไทยเข้ามาปรับเรดติ้งที่สถาบันเรดติ้งระดับโลกยกระดับเราขึ้นมา และจะคงระดับนี้เอาไว้ ให้ประเทศไทยไม่อยู่ในหมวดประเทศไทยไม่น่าลงทุนและมีความเสี่ยงทางการเงิน

 เมื่อถามว่าช่วงโค้งสุดท้ายจะมีอะไรทำให้หวั่นไหวหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่ได้หวั่นไหวอะไร หากหวั่นไหวก็คงไม่มาสมัครแล้ว เชื่อมั่นว่าเวลาแข่งขันไม่มีใครที่แข่งไปแล้วคิดว่าจะแพ้ ต้องแข่งเพื่อหวังชนะ อยู่ที่ว่าเราจะเอาอะไรมาทำให้เราชนะ เราก็หวังที่จะชนะในพื้นที่เป้าหมายด้วยความขาวสะอาดโปร่งใสยุติธรรม ไม่ทำสิ่งที่มันไม่ชอบ 

ส่วนที่ตนบอกบนเวทีปราศรัยว่าหากชนะเลือกตั้งสามารถทำงานได้เลยไม่ต้องตั้งรัฐบาลใหม่นั้น เพราะพวกเราทำงานได้เลยหากพรรคภูมิใจไทยมีเสียงมากพอสามารถเชื่อใจได้เลยว่าพรรคภูมิใจไทยวันนี้ไม่เหมือนในอดีต วันนี้เรามีบุคลากรที่พร้อม ทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ การศึกษาประสบการที่ทำงานได้เลยไม่ต้องทดลองงาน หรือไปขอให้ใครลองใช้ดูเพราะประเทศไทยของเราไม่ใช่สนามทดลองงาน 

เมื่อถามว่า กระแสในช่วงโค้งสุดท้าย ที่มีแต่คนคาดการณ์ว่านายอนุทินจะได้กลับมาเป็นนายกฯ แน่นอน นายอนุทินตอบว่า ว่า ตนไม่เคยหลงใหลได้ปลื้มกับคำนี้เลย เที่ยวนี้ตนหาเสียงหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะพรรคภูมิใจไทยเปลี่ยนผ่านจากพรรคระดับกลาง ตอนนี้คาดว่าเป็นพรรคระดับใหญ่ เป้าหมายจึงมีมากขึ้น 

เมื่อถามว่า มีหลายกระแสมองว่า หากพรรคประชาชนชนะได้ที่ 1 ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน จะกระทบบรรยากาศการเลือกตั้งหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไว้มาถามหลังรู้ผลเลือกตั้ง ช่วงคํ่าวันที่ 8 ก.พ. ตนจะบอกว่าอยู่ที่ไหน ส่วนจะเห็นหน้าตารัฐบาลเลยหรือไม่นั้น ต้องเห็นผลการเลือกตั้งก่อน 

เมื่อถามว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายมั่นใจขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็มั่นใจ เพราะทุกที่ที่ตนไป ก็ได้รับการตอบรับอย่างดี  

เมื่อถามถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องคดีอนุญาตให้มีการใช้ถนนสาธารณะเป็นทางขึ้น-ลงสำหรับอากาศยาน เพื่อกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทเอกชน ว่า ตนยังไม่ทราบเลยว่าใครไปยื่นคำร้อง ต้องขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่อำนาวยความยุติธรรม ตนเพิ่งทราบข่าวจากสื่อมวลชนว่ามีคนมายื่นเรื่องนี้ด้วย เรื่องนี้ไม่ได้ถูกส่งมาให้ตนรับทราบ

เมื่อถามว่า ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยจะฟ้องนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย กรณีคลิปเสียงคล้ายนายศักดิ์ดา ว่ายังไม่ได้พูดคุยกับนายศักดิ์ดาในเรื่องนี้ ช่วงเย็นวันนี้ตนอยู่ที่อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เวลา 19:30 น. จะเดินทางไปที่หาดใหญ่จังหวัดสงขลา จึงยังไม่มีเวลาได้พูดคุยกัน แต่ได้มีการพูดคุยกัน ในวันปฐมนิเทศผู้สมัคร สส. พรรคภูมิใจไทย และได้พูดชัดเจนแล้วเรื่อง Do and Don’t สิ่งที่พึงกระทำและห้ามกระทำ ดังนั้นต่อไปนี้ทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเอง  รับผิดชอบพื้นที่ตัวเอง พบกันอีกทีในสภา ได้พูดกันชัดเจนแล้ว จึงไม่รู้สึกว่าจะต้องไปพูดอะไรกันอีก ดังนั้นส่วนที่บุคคลต้องรับผิดชอบ ไม่มีส่วนใดที่พรรคจะต้องเข้าไปร่วมรับผิดชอบ ขอให้ทุกคนโชคดีและส่วนตัวไม่ได้กังวลอะไร

พรรคส้ม ร่วม iLaw รณรงค์โค้งสุดท้าย กาเห็นชอบประชามติ 8 ก.พ.

พรรคส้ม ร่วม iLaw รณรงค์โค้งสุดท้าย กาเห็นชอบประชามติ 8 ก.พ.

พรรคส้ม ร่วม iLaw รณรงค์โค้งสุดท้าย กาเห็นชอบประชามติ 8 ก.พ.

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.22 น.

“พริษฐ์” ขอ กกต. อำนวยความสะดวก-คุ้มครองสิทธิ์ประชาชนให้มากที่สุด  ยัน เคยเสนอทางออกให้ กกต. แล้วแต่ไม่สนใจ นำทีมผู้บริหาร ปชน. ร่วมภาคประชาชนเดินขบวนรณรงค์กา “เห็นชอบประชามติ”

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน นำทีมบริหารของพรรคประชาชน อาทิ นายมุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , นางเพียงพนอ บุญกล่ำ อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ด้านกฎหมาย และ นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 6 พรรคประชาชน ร่วมรณรงค์ออกเสียง “เห็นชอบประชามติ” กับกลุ่ม iLaw และเครือข่ายประชาชน ซึ่งเริ่มรณรงค์ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย  จากนั้นเดินเท้ารณรงค์ จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผ่านไปทางที่ว่าการกรุงเทพมหานคร ไปยังหอศิลป์กรุงเทพฯ เป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร 

โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า ช่วงโค้งสุดท้ายของการรณรงค์ประชามติ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ ที่มีการเลือก สส. พร้อมกับการทำประชามติ จากการที่ตนได้มีโอกาสรณรงค์คู่ขนานกันทั้งสองเรื่อง จะสังเกตเห็นว่าสังคมมีความตื่นตัว กับการทำประชามติมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทางพรรคประชาชนพยายามที่จะสื่อสารเพราะเห็นว่าระบบการเมืองในปัจจุบันนั้นยังไม่ตอบโจทย์ประชาชน จึงควรที่จะริเริ่มจากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้การออกแบบการเมืองให้ดีขึ้น กว่าเดิมได้

นายพริษ กล่าวต่อว่า ตนเห็นว่า 2 ปัญหาหลักของรัฐธรรมนูญ ปี 2560  คือ 1. รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้วางรากฐานประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ทำให้สถาบันการเมืองยึดโยงกับประชาชนน้อยกว่าที่เป็น เช่น สส. ย้ายพรรคโดยไม่ขออนุญาตจากประชาชน และ อำนาจของ สว. ที่ชี้ขาดด้วยว่าใครจะเป็นองค์กรอิสระ โดยไม่ได้มีที่มาจากการเลือกตั้ง เกิดจากกระบวนการเลือกกันเอง ล่าสุดเกิดการฮั้วซึ่งไม่ยึดโยงกับประชาชนเช่นเดียวกัน

ปัญหาที่ 2 คือรัฐธรรมนูญปี 60 ไม่สามารถปรับปรุงได้จริง เพราะองค์กรที่ประชาชนคาดหวังให้มาทำหน้าที่ตรวจสอบ เช่น ป.ป.ช. , สตง. หรือ กกต. เองมีช่องทางให้ประชาชนตรวจสอบการทำงานได้น้อย ส่วนตน ยังกังวลในอำนาจของ สว. เพราะถูกครอบงำจากพรรคการเมือง จึงเป็นกังวลใจว่าสว.กลุ่ม 1 สามารถชี้ขาดว่าใคร ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงที่องค์กรอิสระเหล่านี้จะถูกครอบงำด้วยพรรคการเมือง และอาจทำให้เกิดการตรวจสอบ ที่ทำให้เกิดมาตรฐานไม่เท่าเทียมกัน 

ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ทางพรรคประชาชน พยายามสื่อสารสร้างความเชื่อมโยงให้กับประชาชน เกี่ยวกับการมีการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย และสามารถแก้ปัญหาทุจริตได้จริง 

เมื่อถามว่า ความตื่นตัวของประชาชนต่อการทำประชามติ ประชาชนทราบแล้วหรือไม่ว่าต้องยืนยันตน 2 ครั้ง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนขอฝากไปถึงประชาชนคนไหนที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เข้าคูหารอบเดียวจะมีบัตร 3 ใบ ครั้งแรกรับบัตร 2 ใบ เพื่อเลือกสส.และพรรคการเมือง ครั้งที่ 2 รับใบสีเหลืองเพื่อลงประชามติ ขอให้ประชาชนที่เตรียมตัวไปใช้สิทธิ์ อย่าลืมใช้สิทธิ์ทั้ง 3 ใบให้ครบ ส่วนประชาชนกลุ่มไหน ที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้ามาแล้ว ตนขอเตือนว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์อย่าลืมไปใช้สิทธิ์ประชามติเช่นเดียวกัน แต่ก็เข้าใจว่ามีคนจำนวนนึงที่ลงทะเบียน ประชามตินอกเขตไม่ทัน ก็ขอให้ประชาชนกลับไปที่ภูมิลำเนาเพื่อรักษาสิทธิ์

เมื่อถามว่า คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่ยกคำร้อง กรณีนักวิชาการขอให้ศาลพิจารณาหลังกกต.เปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงประชามติ นอกเขตเพียงแค่ 3 วัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ก่อนที่จะมีการยุบสภา ตอนนั้นที่ตนเป็นกรรมาธิการพัฒนาการเมือง ได้พยายามยื่นข้อเสนอให้กกต. เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการลงทะเบียนทำประชามติ 

ซึ่งตัว พ.ร.บ. ประชามติจะมีข้อจำกัดบางอย่าง ที่สร้างความกังวลใจให้กับ กกต. ทำให้ กกต. ให้ประชาชนเข้าคูหา 2 รอบและลงทะเบียน 2 รอบ ทางกรรมาธิการ ยื่นข้อเสนอว่ามีช่องทางกฎหมาย โดยเฉพาะการใช้กลไกทางไปรษณีย์ เพื่อให้ประชาชนท่ต้องการใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า และสามารถออกเสียงประชามติล่วงหน้าไปพร้อมกันเลยทางไปรษณีย์ ในวันที่ 1 ก.พ. ซึ่งสามารถกรอกประชามติและส่งไปรษณีย์ไปที่หน่วยเขตการเลือกตั้งได้  

“โดยทางกรรมาธิการ พยายามยื่นข้อเสนอเหล่านี้ไปแล้ว ให้กับกกต. เพื่อให้คำนึงถึงสิทธิ์ของประชาชนมากที่สุดตามกฎหมายแต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่กกต.ไม่ได้ ตอบสนองข้อเสนอเราในวันนั้น จนนำมาสู่ความยุ่งยาก เช่นการลงทะเบียน 2 รอบในวันนี้ และทำให้ประชาชนที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้วต้องกลับมาลงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. อีกครั้ง ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำมากที่สุดในตอนนี้ คือขอให้ประชาชนเข้าใจว่าการใช้สิทธิ์ในวันที่ 8 ก.พ. มีความสำคัญเพื่อรักษาสิทธิ์ของท่านให้ได้มากที่สุด หลังจากนี้กกตก็ควรที่จะปรับปรุง ปฏิรูปกระบวนการครั้งใหญ่เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ” นายพริษฐ์ กล่าว 

ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์ กังขา ปชป. ลืมจุดยืน ร่วมส้ม-แดง ขัดใจคนใต้ คนกรุง

ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์ กังขา ปชป. ลืมจุดยืน ร่วมส้ม-แดง ขัดใจคนใต้ คนกรุง

ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์ กังขา ปชป. ลืมจุดยืน ร่วมส้ม-แดง ขัดใจคนใต้ คนกรุง

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.15 น.

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จ.สงขลา  นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ  ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา พบปะพี่น้องประชาชน เพื่อแนะนำพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และนำเสนอนโยบาย 

โดยทีมพรรครักชาติ เข้าสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสงขลา  หลังจากนั้นทีมพรรครักชาติได้เดินพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยรอบ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งนี้ระหว่างทีมพรรครักชาติ แวะพักบริเวณร้านอาหารที่เกาะยอ ได้พบกับทีมหาเสียงพรรคโอกาสใหม่ ซึ่งมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคนำทีม จึงได้เข้าไปทักทายอย่างเป็นกันเอง

นายเจษฎ์ ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์อย่างดุเดือด กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบปะพี่น้องชาวใต้ เสียงสะท้อนส่วนใหญ่ต้องการพรรคการเมืองที่ยึดมั่นในการธำรงรักษาชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อชาวบ้านพูดถึงพรรคเดิมที่เคยเลือกอย่าง ‘ประชาธิปัตย์’ กลับเต็มไปด้วยความสับสนและไม่เข้าใจในทิศทางของพรรค โดยเฉพาะสโลแกน ‘ฟ้าจะกลับใต้’ ซึ่งขัดแย้งกับความรู้สึกของคนในพื้นที่ที่ประกาศชัดว่า ไม่เอาพรรคที่จะทำร้ายสถาบันหลัก หรือสร้างปัญหาชายแดน แต่ประชาธิปัตย์กลับแสดงท่าทีว่าสามารถพูดคุยกับพรรคประชาชนได้ แม้จะมีประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 หรือแม้แต่การระบุว่าสามารถร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยได้หากไม่มีนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เพราะนายทักษิณยังคงมีอิทธิพลอยู่

นายเจษฎ์ ตั้งคำถามถึงวาทกรรม “สมบัติพ่อเฒ่า” ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า มีความหมายที่แท้จริงอย่างไร โดยเชื่อมโยงไปถึง พันตรีควง อภัยวงศ์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าพรรคคนแรกของ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร ผู้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 และเคยร่วมมือกับนายปรีดี พนมยงค์ ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2489 จึงตั้งข้อสังเกตว่า การที่ประชาธิปัตย์ประกาศจะกลับไปหาสมบัติพ่อเฒ่า หมายถึงการจะจับมือกับกลุ่มคนที่ต้องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง เพื่อย้อนกลับไปสู่ยุคคณะราษฎร 2475 ใช่หรือไม่ จึงขอให้ชี้แจงให้ชัดเจนเพราะคนใต้ฝากคำถามมา

ด้าน นายชัยวุฒิ กล่าวเสริมพร้อมพร้อมเตือนสติพรรคประชาธิปัตย์ที่พูดว่า จับมือกับ ‘พรรคส้ม’ได้ คุณไม่รู้เหรอว่าพรรคส้มเขาคิดยังไงกับบ้านเมือง เขามีอุดมการณ์มีแนวคิดยังไง เขาอยากเปลี่ยนประเทศเป็นแบบไหนคุณก็รู้ และสิ่งเหล่านี้มันขัดความรู้สึกของคนใต้ พี่น้องประชาชนคนที่เขารักสถาบัน เขารักบ้านเมือง เขาอยากให้บ้านเมืองสงบสุข ไม่แตกแยกกัน เขาก็ไม่เข้าใจพรรคประชาธิปัตย์ว่าทำไมคิดอย่างนี้ นี่เป็นปัญหาใหญ่ สำหรับคนใต้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงอยากฝากพรรคประชาธิปัตย์ไปทบทวน หรือพูดให้ชัดเจนว่าจะเอายังไง ไม่ใช่พรรคแบบประโยชน์นิยมอยากเป็นรัฐบาลหรือจะร่วมกับใครก็ได้ ลืมรากเหง้า ลืมอุดมการณ์ดั้งเดิมของตัวเอง และแบบนี้จะมาทวงคืน ‘สมบัติพ่อเฒ่า’ ได้ยังไง หรือคืนแนวคิดอุดมการณ์ของคุณควง อภัยวงศ์ คณะราษฎรที่ก่อตั้งพรรค หรือสมบัติพ่อเฒ่าคือแนวคิดอุดมการณ์ของคนใต้ คนที่รักพรรคประชาธิปัตย์ ขอไปคิดให้ดี พี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานคร ที่เคยเลือก เคยรักพรรคประชาธิปัตย์ เขาก็สับสนเพราะวันนี้คุณอภิสิทธิ์ พูดว่าจะร่วมกับเพื่อไทยได้ ร่วมกับพรรคส้มได้ ลืมไปแล้วเหรอที่เคยสู้กันมา ในเหตุการณ์ปี 53 สู้กับคนเสื้อแดง มีการสลายการชุมนุม จนมีทหารต้องเสียชีวิต วันนี้บอกไม่เป็นไรละ จับมือกับเพื่อไทยได้ จับมือกับพรรคส้มได้ ลืมเหรอครับว่าพรรคเหล่านี้มันก็คือพรรคที่มีคุณทักษิณ ชินวัตร อยู่ในทุกอณูของพรรค