แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ยาเสพติดเป็นเรื่องร้ายแรง ถ้าพื้นที่ไหนมียาเสพติดระบาด ก็ไม่มีทางที่จะมีสันติภาพ สันติสุขได้ เราต้องแก้ไขจริงจัง”

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

หัวหน้าพรรคประชาชาติ

เชือด‘ชัยทิพย์’ ปปช.ชี้มูลผิดจริยธรรมร้ายแรง ฐานเป็นสส.เล่นพนันในสภา

เชือด‘ชัยทิพย์’ ปปช.ชี้มูลผิดจริยธรรมร้ายแรง ฐานเป็นสส.เล่นพนันในสภา

เชือด‘ชัยทิพย์’ ปปช.ชี้มูลผิดจริยธรรมร้ายแรง ฐานเป็นสส.เล่นพนันในสภา

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เชือด‘ชัยทิพย์’ ปปช.ชี้มูลผิดจริยธรรมร้ายแรง ฐานเป็นสส.เล่นพนันในสภา

ป.ป.ช.มีมติชี้มูล “ชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์” อดีต สส.ราชบุรี พลังประชารัฐ ฐานลักลอบเล่นพนันในรัฐสภา ความผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ด้านเจ้าตัวโพสต์ยันไม่ซีเรียส รู้อยู่ว่าจะมีข่าวออกมาช่วงนี้ ขอแค่ชนะเลือกตั้ง 8 กพ.จะได้รู้ว่าชาวบ้านรักแค่ไหน

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติชี้มูลกรณีนายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ อดีตสส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ถูกกล่าวหาลักลอบเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกัน โดยไม่ได้รับอนุญาตในห้องทำงาน สส.(ที่อาคารรัฐสภา) เป็นความผิดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายเเรง

รายงานข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช.เผยว่า จากการไต่สวนพยาน 2 รายกรณีนี้พบว่า บ่ายวันที่ 11 มกราคม 2566 พยานเดินกลับมาที่ห้องทำงาน (ห้อง5083 ชั้น5 อาคารรัฐสภา) เเละเปิดประตูเจอ นายชัยทิพย์ กับพวกรวม 4 คน นั่งล้อมวงในโต๊ะสี่เหลี่ยมและในมือมีไพ่ถืออยู่ พร้อมกับมีชิปวางบนโต๊ะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาราชการ

ทั้งนี้ พยานที่มาให้การนั้นไม่ปรากฏว่า พยานมีเรื่องโกรธเคืองกับนายชัยทิพย์มาก่อน เเละยังให้การสอดรับภาพเคลื่อนไหวจากคลิปวิดิทัศน์ ส่วนพยานอีกคนหนึ่งให้การทำนองเดียวกันว่า เคยเจอนายชัยทิพย์กับพวกเล่นไพ่ในห้องนี้ สนับสนุนคำให้การของพยานรายเเรกมีน้ำหนักขึ้น เจือสมกับที่นายชัยทิพย์ให้การเป็นเอกสารว่า วันเวลาในที่เกิดเหตุนั้น ตนเองได้เล่นไพ่สามกองจริง

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สรุปข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 11 มกราคม 2566 เวลา 13.35-16.00 น. นายชัยทิพย์กับพวกร่วมกันเล่นไพ่ในสถานที่ข้างต้น โดยไพ่สามกองใช้ชิปสำหรับการเล่นพนัน เเละเตรียมโต๊ะสี่เหลี่ยมที่มีลิ้นชักเป็นอุปกรณ์เล่นพนันโดยเฉพาะ โดยปกติชิปใช้เเพร่หลาย เเละยอมรับในสากลว่าชิปเป็นสิ่งใช้เเทนเงินทรัพย์สินตามบ่อนพนัน คาสิโน ทั้งนี้ พฤติการณ์ที่เตรียมโต๊ะเเละชิปเข้าใจได้ว่ามีการใช้ชิปกำหนดมูลค่าเงิน ทรัพย์สินกัน น่าเชื่อว่าการเล่นไพ่ดังกล่าวเป็นการพนันเอาทรัพย์สินกัน เเละตามพ.ร.บ.พนัน มาตรา 5 ระบุว่าผู้ใดจัดให้มีการเล่นพนันเอาเงินทรัพย์สินเเก่กัน สันนิษฐานว่าผู้นั้นพนันเอาเงิน ทรัพย์สิน

รายงานข่าวเเจ้งด้วยว่า นายชัยทิพย์ไม่ได้สืบพยานหลักล้างเเละชี้เเจงยอมรับว่าอยู่ในวงเเละร่วมเล่นไพ่จริง เเต่อ้างว่าไม่ได้พนันเอาทรัพย์สินกัน จึงวินิจฉัยได้ว่าการกระทำดังกล่าวถือว่าไม่รักษากฎหมายกรอบศีลธรรมอันดี เเละการเล่นไพ่ในห้องทำงานของสส.ในสถานที่เเละเวลาราชการนั้น การกระทำดังกล่าวไม่ได้รักษาเกียรติภูมิของประเทศเเละสส. ไม่เคารพสถานที่ ไม่สำรวมกริยาวาจาในรัฐสภา ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียเเก่การดำรงตำเเเหน่ง สส.อันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายเเรงฯ ข้อ 12 เเละข้อ 17 พิจารณาพฤติกรรมดังกล่าว ถือว่ามีลักษณะร้ายเเรงตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ข้อ27วรรคสอง

รายงานข่าวระบุด้วยว่า นายชัยทิพย์อ้างว่าลาออกจากสส.เเล้ว เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2566 ดังนั้น สมาชิกภาพสส. จึงสิ้นสุดลงเเละไม่อยู่ในบังคับของมาตรฐานจริยธรรมฯ สำนักงาน ปปช.จึงไม่มีอำนาจพิจารณานั้น เห็นว่าสส.มีสถานะเป็นผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมืองตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. จึงอยู่ในอำนาจบังคับมาตรฐานทางจริยธรรมฯ เพราะขณะเกิดเหตุนายชัยทิพย์เป็นสส. โดยคณะกรรมการป.ป.ช. ชี้มูลว่า การกระทำดังกล่าวของนายชัยทิพย์เป็นความผิดฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายเเรง ดังกล่าวต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยตามพ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 87 ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัยทิพย์เคยเป็นสส.ราชบุรี 2 สมัย โดยช่วงที่ทำผิดนั้น นายชัยทิพย์ สังกัดพรรคพลังประชารัฐ เเละการเลือกตั้งสส.วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ นายชัยทิพย์ลงสมัครสส.ราชบุรี เขต 5 พรรคกล้าธรรม

ด้านนายชัยทิพย์โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงกรณีมีรายงานข่าวว่า ป.ป.ช.สั่งชี้มูลความผิด กรณีเล่นการพนันในห้องทำงานส.ส.ในอาคารรัฐสภา ซึ่งเหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2566 ว่า ไม่เป็นไร เพราะนึกอยู่แล้วว่าน่าจะมีข่าวช่วงนี้ แต่ไม่ซีเรียส เพราะวันเลือกตั้งขอให้ชนะ ให้รู้ว่าชาวบ้านรักตนแค่ไหน เท่านั้นตนก็พอใจแล้ว

ลึกลับในสนามข่าว : 5 กุมภาพันธ์ 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 5 กุมภาพันธ์ 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 5 กุมภาพันธ์ 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…เป็นอีกหนึ่งผู้สมัคร สส.ที่ขยันลงพื้นที่หาเสียงเช้าเดิน สายเดิน บ่ายเดิน จนค่ำก็ยังเดิน ถึงบางทีขึ้นขบวนรถแห่จะหนาวจะร้อน แดดจะเปรี้ยงปร้างขนาดไหน สาวตัวเล็กตัวน้อยหน้าใสก็บ่ยั่น ลุยน่าดูไม่แพ้ชายอกสามศอกสี่ศอกเหมือนกัน และก็เป็นอีกหนึ่งผู้สมัคร สส.ที่ชื่นชอบการรับประทานเป็นชีวิตจิตใจ…สำหรับ “ยิ้ม-วิสาระดีเตชะธีราวัฒน์” หลังบ้าน“หัวหน้าหนิม –จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้สมัคร สส.หน้าใสกับกลยุทธ์เดินเท้าเคาะประตูบ้าน เพื่อขอคะแนนรักษาแชมป์เก้าอี้ สส.เชียงราย และทุกครั้งที่ประเดิมหาเสียงประจำวัน ถ้าต้องออกเดินตลาด สาวยิ้มจะยิ้มแก้มปริกว่าทุกครั้ง เพราะนอกจากจะได้พูดคุย ทักทาย รับฟังเสียงประชาชนแล้ว ยังได้รับประทานอาหารอร่อยๆ หลายเมนูโปรด…

เจ้าตัวบอกว่า “ชอบเดินกาด เติมพลังเดินชิม เดินตลาดไปเรื่อยๆ คะแนนไม่รู้ได้ไหม แต่ 3 กิโลมาแล้ว เดินตลาดทุกวัน น้ำหนักขึ้นพรวดๆ…” อย่างวันก่อน ไปเอี่ยวบ้านชาวบ้านแม่ครัวแกงจอผักกาดกับพริกทอด ซึ่งเป็นเมนูโปรดของสาวยิ้ม ก็ไม่พลาดสิคร้าบ ดิ่งเข้าครัวตักใส่ถ้วยพร้อมข้าวนึ่งหลายถุง ชิมแล้วบอกได้คำเดียว“ลำขนาดเจ้า ฝีมือแม่บ้านบ้านป่าไผ่ ยะกิ๋นลำแต๊ๆ วันนี้ยิ้มขอมาเป็นลูกมือ ฝากท้องไว้ตวยเน้อเจ้า”…หรืออย่างตอนที่กำลังเคลื่อนขบวนหาเสียงไปในพื้นที่ เจ้าตัวบอก “อดใจไม่ไหว ระหว่างทางขอแวะชิมน้ำเงี้ยวลำๆหน่อยเน้อเจ้า…”…สงสัยกลิ่นน้ำเงี้ยวจะโชยไปเตะจมูก ยั่วพยาธิตื่นเลยต้องแวะเติมพลังซะหน่อย…

วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์

…หรือแม้แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายเหลืออีก 2-3 วันก่อนกาบัตร สาวยิ้มคนงาม ก็ได้ลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดเล็กๆในชุมชน แล้วก็ได้ไปเห็นอะไรบางอย่าง สะดุดตา งานนี้เลยมีถามไถ่ “กาดนัดน้อยของกินพื้นบ้าน เจอจะค่าน เลยถามแม่ๆเปิ้นว่าเอาไว้แกงแค แกงใส่เห็ด หางหวาย ของดีจากป่าบ้านเฮา แกงฮ้อนๆ หอมๆ แนะนำเลยเจ้า…” ในเวลาไล่เลี่ยกัน เจ้าตัวก็ยังได้ไปแวะแอ่วโรงทาน ที่ขอโชว์ฝีมือทำไข่เจียวฮ้อนๆ ฝีมือของสาวยิ้มเอง ส่วนจะลำบ่ลำ ไม่มีคำตอบเน้อ อิอิ…..นี่แค่เพียงส่วนหนึ่งของการเดินกาดหาเสียง ที่แวะกินแวะชิมแทบทุกที่ เป็นที่มาของสโลแกนว่า “คะแนนเสียงตอนนี้พุ่งเท่าไหร่ไม่รู้ แต่น้ำหนักนี้สิพุ่งเอาพุ่งเอา”… .รับรอง เลือกตั้งเสร็จได้เปลี่ยนไซซ์เสื้อผ้าชัวร์…nn

‘อนุทิน’วางเดิมพันเป็นรัฐบาล ลั่น‘ขอเวลา1ปี’ ผลงานไม่เข้าตา‘ไปทันที’ ลุยชายแดนปลุกเลือกภท. ‘นาทีนี้ไม่มีใครเหนือผม’

‘อนุทิน’วางเดิมพันเป็นรัฐบาล ลั่น‘ขอเวลา1ปี’ ผลงานไม่เข้าตา‘ไปทันที’ ลุยชายแดนปลุกเลือกภท. ‘นาทีนี้ไม่มีใครเหนือผม’

‘อนุทิน’วางเดิมพันเป็นรัฐบาล ลั่น‘ขอเวลา1ปี’ ผลงานไม่เข้าตา‘ไปทันที’ ลุยชายแดนปลุกเลือกภท. ‘นาทีนี้ไม่มีใครเหนือผม’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘อนุทิน’วางเดิมพันเป็นรัฐบาล ลั่น‘ขอเวลา1ปี’ ผลงานไม่เข้าตา‘ไปทันที’ ลุยชายแดนปลุกเลือกภท. ‘นาทีนี้ไม่มีใครเหนือผม’

“อนุทิน”เดินสาย ศรีสะเกษเช้ายันเย็น ปลุกเลือก“ภูมิใจไทย”ย้ำไม่เปิดด่านแน่นอน แต่เลือกพรรคอื่นเปิดด่าน-คืนดินแดน ลั่นประเทศไม่มีเวลาทดลองงาน ขอเชื่อมือให้เป็นนายกฯ ป้องกันดินแดนจากเขมร ลั่น“นาทีนี้ไม่มีใครเหนือผม” เข้าใจหัวใจคนชายแดนอ้อนขอเป็นรัฐบาล 4 ปี ถ้า 1 ปีทดลองไม่ผ่าน ไปทันที  “ชัยวุฒิ” ชี้คนไม่กลัวปฏิวัติรัฐประหาร ห่วง“ส้ม-แดง”จับมือกันกลายเป็น ส้มสีเลือด” ทำบ้านเมืองวุ่นวาย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สนามกีฬากลางจังหวัดศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.ศรีสะเกษ ตั้งแต่ช่วงเช้าถึงเย็น โดย นายอนุทิน ปราศรัยว่า ถ้าคนที่มาฟังการปราศรัยแล้วกลับไปกาผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด ก็ไม่ต้องหาเสียงแล้ว เตรียมตัวเข้าสภาฯได้เลย วันนี้มาขอพี่น้อง ตอนที่เรามีสงคราม ศรีสะเกษเป็นจังหวัดที่เราเป็นห่วงมากที่สุด ตนมาดูการอพยพดูความยากลำบาก ดูวิธีการดูแลประชาชน ได้เห็นวิธีจัดการหากมีปัญหากับกัมพูชา พอเป็นนายกฯแป๊บเดียว สิ่งที่เราสูญเสียไปกลับมาหมด สิ่งที่ได้เป็นฉันทานุมัติจากคนไทยทั้งประเทศ คือห้ามเปิดด่าน ถือเป็นคำสั่งที่ประชาชนให้กับตน ดังนั้นเรื่องเปิดด่านเลิกคิดได้เลย และตั้งแต่ปิดด่านมา ข้าว มันสำปะหลัง หอมแดง มะม่วง และอ้อย ราคาขึ้นแล้วจะเปิดด่านหาพระแสงอะไรอีก การไม่เปิดด่านทำให้ความรักคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกัน เคยไปถามหลายพื้นที่ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าปิดด่านจะปรบมือให้ ถ้าเปิดด่านจะตบตีนให้ มันถือเป็นความชัดเจนขออย่ากังวล

‘หนู’ชี้ ภท.เขมรไม่อยากให้เป็นรบ.

นายอนุทินกล่าวอีกว่า พวกเรามีความรู้สึกร่วมกัน ตนมาอยู่ตรงนี้ตลอด ความรู้สึกแค้น ทำไมคนของเราถูกรังแกอยู่ในหัวใจของตน ดังนั้นวันที่ 8 ก.พ.พ่อแม่พี่น้องคิดได้หรือยังจะให้ใครเข้าไปเป็นนายกฯ เบอร์ 37 ใช่หรือไม่ เพราะพรรคภูมิใจไทยพรรคเดียวที่เขมรไม่อยากให้เป็นรัฐบาล เพราะไม่ได้อะไรไปแน่นอน ถ้าเป็นพรรคอื่นอาจเปิดด่าน คืนดินแดน เจรจาอะไรมากมาย ชัดเจนแค่นี้ ตนไม่ต้องไปพูดนโยบายเรื่องอื่นๆ เช่นคนละครึ่งพลัส หน้าที่คนอื่น หน้าที่ตนมาบอกแค่ว่าอยากให้เป็นอย่างนี้อยู่ ไม่ต้องการให้มีการเจรจาใดๆ ยังไม่ต้องการให้เปิดด่านให้อนุทินเป็นนายกฯใช่หรือไม่ ขอให้เลือกเบอร์ 37 อนุทินและเลือกผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยไปทำงานด้วย พี่น้องจะได้สิ่งที่อยากให้รัฐบาลทำงานให้ เรื่องชายแดนขอให้มั่นใจวันนี้ปลอดภัยแล้วไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายอีก ถ้าเชื่อมือพรรคภูมิใจไทย

เตือนประเทศไม่มีเวลาทดลองงาน

“เชื่อมือผมให้เป็นนายกฯ ในการป้องกันดินแดนจากกัมพูชาก็ขอให้เลือกอนุทินไปเป็นนายกฯอีกครั้ง ประเทศไม่มีเวลาทดลองงาน ไปลองพรรคนั้นพรรคนี้ เพราะประเทศไม่ใช่ที่ทดลองงานของใคร หากตัดสินใจผิดแค่หนึ่งวินาทีอนาคตประเทศเปลี่ยน ภูมิใจไทยเข้ามา 2 เดือนกว่า ตัดสินใจถูก อธิปไตยอยู่ครบ ได้กลับบ้านตรงเวลา การเยียวยาตรงทั้งหมด เลือกภูมิใจไทยประเทศไทยหมดความเสี่ยง” นายอนุทิน กล่าว

ถ้าเป็นรัฐบาลสู้รบเขมรชนะแน่นอน

เวลา 13.00 น. ที่ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ช่วย นายวิสุทธิ์ชาติ ปัญญาทรงรุจิ เขต 7 หาเสียง นายอนุทิน กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า พ่อแม่ พี่น้องรู้จักเฮาก่อ ก่อนประชาชนตอบว่าอนุทิน จากนั้นนายอนุทินกล่าวต่อว่า ศรีสะเกษให้พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสขยายให้เป็นพรรคการเมืองที่เพิ่มจำนวนสส.ขึ้นมาได้อีกมาก ทำให้สามารถเติบโตในเขตอีสานใต้ จนถึงอีสานเหนือ โดยเฉพาะเลือกตั้งใหญ่ 2 ครั้งสุดท้ายลุ้นแล้วลุ้นอีก พอถึงเวลาเลือก 2 แสนกว่าคะแนน จะให้ตนบ่ฮักได้จะได๋ แม้ศรีสะเกษยังไม่ได้สส.กับพรรคภูมิใจไทยเต็มจังหวัด

“มีเวลาสุดสัปดาห์เมื่อไหร่ต้องกลับมาศรีสะเกษ ถ้าเป็นสส.ยกจังหวัดที่ศรีสะเกษจะทำให้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงดังขึ้นมายิ่งกว่าเสียงปืนใหญ่ที่ถล่มบ้านเรา ยังจำเสียงปืนใหญ่ได้ไหม ณ วินาทีนี้คนที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลเข้าใจหัวจิต หัวใจพี่น้องประชาชน ไม่ได้คุย ไม่มีใครเหนือผมแน่นอน ผมมาตั้งแต่ผมยังไม่ได้เป็นนายกฯ ผมมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเป็นฝ่ายค้านที่อยู่นอกรัฐบาลก็มาดูแลพี่น้องตั้งแต่บุรีรัมย์ ยันอุบลราชธานี เราไม่รู้หรอกว่ามันจะเกิดการเผชิญหน้ากันอีกเมื่อไหร่ เราห้ามไม่ได้ แต่สิ่งที่เรามั่นใจคือ เราไม่เคยรุกรานเขาก่อน เราทำหน้าที่เพียงแต่ว่า อย่ามายุ่งบ้านเรา แต่ถ้าเกิดมันเกิดเหตุที่มันต้องเผชิญหน้ากัน พี่น้องต้องการคนที่มาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องตัดสินใจ เรื่องการสู้รบการรับมือ ถ้าผมได้เป็นรัฐบาล ถ้าเผชิญหน้า พี่น้องสบายใจได้ว่า เผชิญหน้าเมื่อไหร่ชนะแน่นอน คำว่าแพ้ไม่มี”นายอนุทิน กล่าว

ประกาศทดลองงาน1ปีไม่ผ่านก็ไป

นายอนุทินกล่าวต่อว่า สิ่งเหล่านี้มันก็จะทำให้เกิดการต่อเนื่อง พี่น้องอยากจะทำอะไรก็ทำต่อไปขอให้อย่าให้มีการเผชิญหน้าระบบการดูแลระบบการรับมือกับสถานการณ์ระบบการสร้างความปลอดภัยให้กับพ่อแม่พี่น้องมันได้ถูกจัดวางไว้แล้ว แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ วันนี้ไม่ได้รบมาเดือนกว่าแล้วแต่สิ่งของอาวุธที่เราได้ใช้ไปในการป้องกันประเทศในการป้องกันชายแดนของเรา เติมเต็มกลับมาหมดแล้ว ขอให้พี่น้องมั่นใจว่าประเทศของเราจะปลอดภัย ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวศรีสะเกษจะได้ทำงานเป็นทีมใหญ่พี่น้องชาวศรีสะเกษเลือกพรรคภูมิใจไทยยกจังหวัด ขอเถอะศรีสะเกษนานๆ ขอกาเบอร์ 37 และถ้าทำไม่ได้ตนให้พี่น้องพิพากษาตน 3 เดือนที่ผ่านมากับพี่น้องเห็นแล้วทำได้ขนาดนี้ ขออีก 4 ปีเท่านั้นแล้วหมด 1 ปีจะให้พี่น้องมาดูว่า ผ่านทดลองงานหรือเปล่า ถ้าพี่น้องบอกไม่ผ่าน ตนก็ไปตนไม่อยู่หรอก อยู่แล้วไม่ได้รับความศรัทธาจากพี่น้องประชาชน

ย้ำ‘ภท.’เชื่อมั่นในฝีมือทหารไทย

นายอนุทินกล่าวอีกว่า พรรคภูมิใจไทยอย่างน้อยเป็นพรรคที่คนที่เราสู้รบอยู่ไม่อยากให้เป็นรัฐบาล พี่น้องจะให้พรรคที่เขาอยากให้เป็นรัฐบาลหรือ เขาไม่อยากให้เราเป็นรัฐบาลมาดูแลประเทศให้พี่น้องวันนี้ พรรคภูมิใจไทยไม่เคยถามว่าทหารมีไว้ทำไม พรรคภูมิใจไทย มีแต่บอกว่าเชื่อมั่นในฝีมือทหารสนับสนุนทหารเต็มที่ เพราะทหารไทยจะนำชัยชนะกลับมาให้กับประเทศไทยเท่านั้น ไม่มีเรื่องอื่น ขอให้พี่น้องได้มั่นใจและมอบความไว้วางใจให้กับพวกเรา เลือกพรรคภูมิใจไทยยกจังหวัดจะได้ไม่มีการขัดแข้งขัดขากันเหมือนเมื่อก่อน จะได้ช่วยกันทำงานเพื่อศรีสะเกษ เพื่ออีสานใต้และเพื่อประเทศไทย

‘อภิสิทธิ์’แจงนโยบายงบไม่สูงเกินจริง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์ว่างบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์มีวงเงินค่อนข้างสูง โดยระบุว่าข้อมูลที่ปรากฏเป็นการสื่อสารตามระเบียบของ กกต.ซึ่งต้องมองในมิติของระยะเวลาและโครงสร้างงบประมาณเดิมประกอบด้วย งบประมาณที่พรรคเสนอต่อ กกต.เป็นตัวเลขงบผูกพันระยะเวลา 4 ปี ไม่ใช่การเบิกจ่ายในปีเดียว ที่สำคัญคือต้องพิจารณาว่า ในหลายนโยบายเป็นการนำ “งบประมาณเดิม”ที่รัฐบาลจ่ายอยู่แล้วมารวมคำนวณด้วย นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการวิเคราะห์เรื่องนโยบายค่าไฟฟ้า โดยยืนยันว่านโยบายของพรรคในส่วนนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่เป็นการปรับโครงสร้างราคาและบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพรรคได้ทำการศึกษามาอย่างดีแล้วว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและวินัยการคลัง

นโยบายพรรคอื่นก็ของบจำนวนมาก

“อยากจะชี้แจงเพิ่มเติมว่างบที่เราส่ง กกต.ผมยกตัวอย่างเช่น กรณีเบี้ยยังชีพ เราจะต้องส่งงบเนี่ยทั้งโครงการ ทีนี้ปัจจุบัน จ่ายอยู่นะครับ 600 700 800 เราส่งไปว่า 1,000 จริงๆ คือ เรารวมที่จ่ายอยู่แล้วด้วย เพราะฉะนั้นมันไม่ได้เพิ่มขึ้นมากอย่างที่อาจจะเกิดความเข้าใจกัน เพราะว่าทุกโครงการจะเป็นอย่างนี้ กับที่ TDRI ตั้งข้อสังเกตนั้นเราก็สงสัยนิดหน่อย เพราะว่าในกรณีของเรื่องค่าไฟ เราไม่ได้ใช้งบเลย คือยืนยันว่าเราได้ดูหมดแล้วว่า แต่ละปีงบที่เพิ่มขึ้น เมื่อดูไปถึงเรื่องอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น ช่องว่างที่ยังมีอยู่ ที่สามารถจะกู้เงินกรณีการขาดดุลได้ เรามั่นใจว่าไม่มีปัญหา” นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำ

นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า ยังกล่าวถึงภาพรวมการวิจารณ์ของ TDRI ว่าเป็นการวิจารณ์ทุกพรรคบนมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพรรคใหญ่อื่นๆ เช่น พรรคประชาชน จะพบว่าตัวเลขงบประมาณไม่ได้แตกต่างกันมากนัก บางนโยบายพรรคประชาชนอาจมียอดงบสูงกว่าด้วยซ้ำ

ผู้สื่อข่าวถามถึงความกังวลถึงความเหลื่อมล้ำการให้ข้อมูลของแต่ละพรรค นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มีหลายพรรคนำเสนอนโยบายที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่กลับไม่เขียนระบุงบประมาณในเอกสารที่ส่งให้ กกต.เมื่อถามว่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่จริง TDRI วิจารณ์ทุกพรรค เพราะทุกพรรคมีตัวเลขไม่ได้ต่างกันมากนัก อย่างกรณีพรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้ต่างกัน จริงๆ พรรคประชาชนจะเยอะกว่า ในส่วนของพรรคอื่นๆ ความจริงที่น่าสงสัยก็คือ หลายพรรคเขียนโครงการ แต่ไม่เขียนงบประมาณ อยากให้ กกต.ตรวจสอบให้เข้มงวดกว่านี้

‘วิทเยนทร์’เชื่อปชป.สส.กทม.10เขต

นายวิทเยนทร์ มุตตามระ อดีตผู้สมัคร สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ส่วนตัวเชื่อว่าในกทม. ปชป.จะได้อย่างน้อย 10 เขตและจะได้มากกว่านั้นถ้าคนกรุงเทคะแนน เพราะฟ้าเท่านั้นจะชนะส้มได้ และถ้าเสริมด้วยกระแส ขวาทันสมัย

‘ชัยวุฒิ’ชี้คนไม่กลัวปฏิวัติรัฐประหาร

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ ลงพื้นที่ตลาดกิมหยงอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พบปะพี่น้องประชาชน เพื่อแนะนำพรรครักชาติ ประชาชนในตลาดกิมหยงต่างให้การต้อนรับ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนส่วนใหญ่ เข้ามาทักทาย เพราะจำ “พี่โอ๋ชัยวุฒิ”ได้ สมัยรัฐบาล“ลุงตู่”และนายเจษฎ์ รวมถึงทีมพรรครักชาติ หล่อทุกคน ชื่นชมที่แม้จะเป็นพรรคเล็ก แต่มีความตั้งใจจริง

ห่วงส้ม-แดงจับมือกลายเป็นส้มสีเลือด

นายชัยวุฒิให้สัมภาษณ์ว่าวันนี้ยังอยู่ขั้วเดิมไม่เปลี่ยนฝ่าย รวมทั้งแนวทางของพรรครักชาติชัดเจนคือสนับสนุนการไม่เห็นชอบและไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญปราบโกงของลุงตู่ ซึ่งประชาชนก็ชื่นชอบ

สำหรับกระแสข่าวเรื่องคลิปเสียง ที่พูดในลักษณะว่า “ถ้าเลือกส้มแล้วจะมีการปฏิวัติ” นายชัยวุฒิ กล่าวว่า จากที่พูดคุยกับประชาชนส่วนใหญ่ เขาไม่ได้กลัวการปฏิวัติ และไม่เชื่อว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น เพราะตอนนี้กำลัง ทหารเขาไปทำหน้าที่โดยเฉพาะไปปกป้องชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังมีปัญหากันอยู่

นายชัยวุฒิกล่าวด้วยว่า สิ่งที่ประชาชนกังวลมากกว่า คือกลัวส้มกับแดงรวมกัน“ส้มสีเลือด”หลังเลือกตั้ง เพราะมองว่าแนวคิดใกล้เคียงกันและอาจทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ซึ่งช่วงที่พรรคส้ม เป็นฝ่ายค้านในขณะที่พรรคแดง เป็นรัฐบาล พรรคฝ่ายค้านไม่ได้ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาไทย-กัมพูชา จนทำให้เกิดเหตุขัดแย้งและมีความสูญเสีย ซึ่งฝ่ายค้านไม่เคยทำหน้าที่ตรวจสอบพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้เลย เชื่อมั่นว่าหลังเลือกตั้งจะไม่เกิดการปฏิวัติรัฐประหารแน่นอน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการตั้งรัฐบาลผสมระหว่างส้มและแดง ซึ่งจะนำไปสู่ความวุ่นวายและความไม่ไว้วางใจต่อการรวมขั้วดังกล่าวอาจกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ ส้มกับแดงผสมกันเป็นรัฐบาลเพราะเป็นพวกพ้องเดียวกัน ไม่ได้แก้ปัญหาเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น มีแต่ความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นแน่นอน

‘คุณหญิงกัลยา’หาเสียงย่านหนองจอก

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและประธานพรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่หนองจอก กทม. เพื่อช่วย น.ส.ณัฐิดา เตาเฟ็ส ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 17 (หนองจอก ยกเว้นแขวงโคกแฝด แขวงลำผักชี แขวงลำต้อยติ่ง และคลองสามวาเฉพาะแขวงสามวาตะวันออก แขวงทรายกองดินใต้) หาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง จุดแรก คุณหญิงกัลยา พร้อม น.ส.ณัฐิดา เดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาด 100 ปีหนองจอก บรรยากาศคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าหลายรายทักทายจำได้ พร้อมแซวว่า “ตัวจริงทั้งสวยและน่ารัก”หลายคนให้กำลังใจและขอถ่ายรูป

คุณหญิงกัลยาระบุว่า พรรคไทยก้าวใหม่ให้ความสำคัญกับทุนมนุษย์ และต้องการส่งเสริมให้เด็กเรียนได้สูงที่สุดเท่าที่จะเรียนไหว ไม่ว่าจะฝันอยากเป็นอะไรต้องมีโอกาสไปให้ถึง เพราะการศึกษาคือคำตอบของชีวิต ทั้งเรื่องงาน รายได้ และคุณภาพชีวิต หากมีการศึกษาจะมีงานดี เงินดี เศรษฐกิจก็จะดีตาม และช่วยให้คนไทยแข่งขันกับโลกได้ พรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบาย การศึกษาไม่มีเพดาน โดยจะสนับสนุนให้เรียนฟรีจนจบสูงสุดเท่าที่จะเรียนไหว พร้อมย้ำว่า การศึกษาไม่ควรเป็นภาระให้ผู้ปกครองอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม การเรียนฟรีต้องมาพร้อมคุณภาพ พรรคไทยก้าวใหม่จึงเสนอให้พัฒนาการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น เรียนชีวิต เรียนอาชีพ ควบคู่การเรียนในห้อง พร้อมผลักดันให้ทุกสถาบันสร้างนิเวศแห่งการเรียนรู้ ให้เด็กเรียนสนุก ลงมือทำระหว่างเรียนและสามารถมีรายได้ เมื่อจบแล้วทำงานได้เลี้ยงชีพได้

ฝาก‘ยศชนัน’แก้ปัญหาราคาหอมแดง

ที่ตลาดเทศบาลเมืองศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วย นายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วยนายธเนศ เครือรัตน์ ผู้สมัครสส.ศรีสะเกษ เขต 1 เบอร์ 3 หาเสียง เมื่อเดินทางถึง นายยศชนันได้ใส่บาตรก่อนเดินทักทายกับประชาชน แนะนำผู้สมัครกับพ่อค้าแม่ค้าในตลาด มีประชาชนมอบพวงมาลัยปลาหวานให้กับนายยศชนัน โดยพ่อค้าแม่ค้าในตลาดขอจับมือและตะโกนว่าได้จับแล้ว พร้อมอวยพรขอให้ได้เป็นนายกฯ เอาให้ได้เด้อ นอกจากนี้มีการชมนายยศชนันว่านายกฯ คนหล่อ อีกทั้งมีแม่ค้ามอบดอกไม้ให้กับ นายยศชนัน ช่วงหนึ่งมีแม่ค้าเดินมากอด พร้อมระบุว่าเอาให้ได้นะคะเชียร์ทั้งบ้านเลย

ทั้งนี้ ระหว่างเดินตลาดนายยศชนัน ได้เข้าไปสอบถามถึงราคาสินค้าพืชผลทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าว หอมแดง ผักสด โดยแม่ค้าได้เข้ามาหานายยศชนันพร้อมบอกว่าหอมแดงไม่มีราคา ถ้าได้เป็นนายกฯ ช่วยด้วย เมื่อคืนได้ดูทีวียังเชียร์อยู่เลย ด้านนายยศชนัน ระบุว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลจะเข้ามาช่วยเรื่องราคาแน่นอน รวมถึงหาตลาดใหม่ให้ เดี๋ยวตนช่วยดูแล

‘เท้ง’ฝันนั่งนายกฯเสียงข้างมาก

ที่ จ.อุดรธานี คาราวานหาเสียงของพรรค ปชน.สายภาคอีสาน“นายฮ้อยทะมิน”มาถึงที่ จ.อุดรธานี ตั้งแต่ช่วงเช้า มีแกนนำ เช่น นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียงพรรค ปชน.นำทีมผู้สมัคร สส.อุดรธานี ร่วมคาราวานหาเสียงตามเส้นทางหลายจุด อาทิ อ.บ้านผือ อ.เพ็ญ อ.บ้านดุง อ.หนองหาน อ.เมือง โดยบรรยากาศมีประชาชนให้การตอบรับอย่างคึกคัก

นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ว่า เหลืออีก 4 วัน อยากเชิญชวนทุกคนตัดสินใจให้เด็ดขาด กาพรรค ปชน.ทั้ง2 ใบ เพื่อออกจากการเมืองแบบเดิมๆ ตั้งรัฐบาลประชาชนไปด้วยกัน เราต้องการจำนวน สส.อีกเยอะ โดยเฉพาะ สส.เขต ที่ต้องไปโหวตให้ตนเป็นนายกฯ ก็อยากจะเชิญชวนประชาชนสร้างอนาคตใหม่ ไปด้วยกัน ขณะนี้หลักการของ ปชน.ไม่ได้ไปนั่งคุยกันว่า จะไปจับกับมือกับสีใด สีแดงหรือสีน้ำเงิน เป้าหมายเราคือตั้งรัฐบาลประชาชน เราต้องได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่มีเสียงในสภามากพอ ไม่ว่าใครจะมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับเรา เราต้องสามารถกำกับทิศทางพรรคร่วมได้จริง ไม่ส่งคนที่มีประวัติค้ายา ค้ามนุษย์ ประวัติไม่ดีมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ถ้าในอนาคตมีประวัติไม่ดี นายกฯสั่งเปลี่ยนได้ มีอำนาจต่อรองทางการเมือง เพราะนายกฯมีอำนาจยุบสภา เรื่องนี้คงไม่ไปโต้ตอบว่าตกลงเราจะจับมือกับสีไหน หรือไม่มือจับสีไหน เป้าใหญ่ของเราคือ การหาทางออกของประเทศ ตั้งรัฐบาลประชาชนไปด้วยกัน

ชงปปช.สอบต่อ DSIสรุปสำนวนคดีสแกนม่านตา โยง‘นักการเมือง-จนท.รัฐ’เอี่ยว

ชงปปช.สอบต่อ DSIสรุปสำนวนคดีสแกนม่านตา โยง‘นักการเมือง-จนท.รัฐ’เอี่ยว

ชงปปช.สอบต่อ DSIสรุปสำนวนคดีสแกนม่านตา โยง‘นักการเมือง-จนท.รัฐ’เอี่ยว

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชงปปช.สอบต่อ
DSIสรุปสำนวนคดีสแกนม่านตา
โยง‘นักการเมือง-จนท.รัฐ’เอี่ยว

ดีเอสไอสรุปสำนวนคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ส่ง ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง หลังพบนักการเมือง-จนท.รัฐมีเอี่ยว

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ทำหนังสือด่วนที่สุดที่ ยธ 0823 ถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีรายละเอียดว่า ด้วยกรมสอบสวนคดีพิเศษได้สอบสวนกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตภายใต้โครงการ Worldcoin อันอาจเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 วรรคหนึ่ง(1) เป็นคดีพิเศษที่ 148/2568

จากการสอบสวนน่าเชื่อว่า กรณีกลุ่มบุคคลและคณะบุคคลที่ทำความผิดเกี่ยวกับ “ธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต ภายใต้โครงการ Worldcoin” มีพฤติการณ์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอาจมีการกระทำที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ตามมาตรา 28 ประกอบมาตรา 30 และมาตรา 48 จึงขอส่งสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 มายังท่านเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย หากผลเป็นประการใดโปรดแจ้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทราบด้วย ทั้งนี้ มอบหมายให้นายวิทวัส สุคันธรส ผู้อำนวยการกองคดียาเสพติด เป็นผู้ประสานงานเรื่องดังกล่าว และถ้าการตรวจสอบของกลางอื่นเสร็จแล้วดีเอสไอจะส่งผลตรวจสอบพร้อมของกลางไปยังท่าน เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติมต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษส่งสำนวนคดี 6 กล่อง แฟ้ม 10 แฟ้ม และเอกสารประมาณ 5,000 แผ่น ไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดนนทบุรี เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)เปิดเผยถึงประเด็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ซึ่งเป็นภาพการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์(Prime Opportunity Fund VCCSingapore) มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ตำแหน่งขณะนั้น) ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU

ซึ่งนายไชยชนกขอให้ตรวจสอบติดตามและรายงานผลดำเนินการดังกล่าวด่วนที่สุด พร้อมมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ยกเลิกบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอีฯ และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore ดังกล่าว หลังพบความไม่ชอบมาพากล และประสานขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)กับสำนักงาน ปปง. ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกจากนี้ ยังพบข้อพิรุธหลายเรื่อง อาทิ การจัดทำ MOUดังกล่าว เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2567 และลงนาม MOU วันที่ 27 มีนาคม 2567 ใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 วันและพบว่าเกี่ยวโยงกับการเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย

กระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568 เพื่อตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลก
เหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin และเชิญ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย(ตำแหน่งขณะนั้น รมว.ดิจิทัลฯ)นายวัลลภ รุจิรากร (ตำแหน่งในขณะนั้น เลขานุการ รมว.ดิจิทัลฯ) และนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อสอบปากคำพยานเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวง
ดิจิทัลฯกับบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์ และขยายผลตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทกลุ่มที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตา ที่เชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ กับกองทุน Prime Opportunity Fund VCC ประเทศสิงคโปร์ จากการตรวจสอบของพนักงานสอบสวนพบว่า การดำเนินการในโครงการสแกนม่านตาพบความผิดปกติในการบริหารโครงการและการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญ คริปโตเคอร์เรนซี่ ที่ได้รับจากต่างประเทศ ซึ่งมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14

รายงานข่าวระบุอีกว่า ผลสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดีอี รวมถึงพยานหลักฐานการสอบสวนของดีเอสไอพบว่าเรื่องดังกล่าว มีข้าราชการฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐของกระทรวงดีอีรวม6 ราย เข้ามาเกี่ยวข้องกับ MOU ซึ่งตามกฎหมายถ้าพบมีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องดีเอสไอต้องนำสำนวนพร้อมรายละเอียดพฤติการณ์ แจ้งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อรับไปดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ในการไต่สวนเจ้าหน้าที่รัฐ กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หลังจากนี้เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าจะรับไปดำเนินการเองทั้งหมด หรือจะส่งส่วนใดส่วนหนึ่งกลับมายังดีเอสไอให้ดำเนินการ

‘แสวง’ ขออภัย! ปัดท้าทายอำนาจประชาชน ปมพูด ไม่เชื่อมั่นกรรมการก็อย่าไปเลือกตั้ง

‘แสวง’ ขออภัย! ปัดท้าทายอำนาจประชาชน ปมพูด ไม่เชื่อมั่นกรรมการก็อย่าไปเลือกตั้ง

‘แสวง’ ขออภัย! ปัดท้าทายอำนาจประชาชน ปมพูด ไม่เชื่อมั่นกรรมการก็อย่าไปเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.04 น.

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.ได้โพสต์ข้อวามในเฟซบุ๊ก ส่วนตัว ว่า ขออภัยที่ทำให้ประชาชนไม่สบายใจ

วันนี้ไปออกรายการเพื่อชี้แจงในประเด็นที่สังคมสงสัย กล่าวหา ในรายการกรรมกรข่าว เพื่อให้ประชาชน “มีความเชื่อมั่น” ว่าที่จะสามารถดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งการเลือกตั้งล่วงหน้า วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่มีการตั้งข้อสังเกต และกล่าวหา เจ้าหน้าผู้ปฏิบัติงาน และการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. ที่ใกล้จะมาถึง ซึ่งในการเลือกตั้งต้องมีความเชื่อมั่นอยู่ 2 ประการ คือ 1 ตัวระบบ 2 คน 

ในส่วนคน คือ คนทำหน้าที่เป็นกรรมการ ในรายการจึงได้พูดสื่อไปในเชิงหลักการและเชิงข้อเท็จจริง ว่าคนเป็นกรรมการต้องทำให้คนเชื่อมั่นให้ได้ ถ้าไม่เชื่อมั่นกรรมการอย่าไปเลือกตั้ง เลือกตั้งไปก็ไม่เป็นที่ยอมรับและและไม่เรียบร้อย และในทางข้อเท็จประชาบางส่วนก็กำลังขาดความเชื่อมั่นในกรรมการโดยมีการตั้งข้อสงสัย และกล่าวหา ในการเลือกตั้งวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา จึงสื่อไปถึงพี่น้องที่เป็นผู้ทำหน้าที่ในการเลือกในวันที่ 8 ต้องไม่ให้มีข้อผิดพลาดและบอกถึงมาตราการว่าจะไม่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดอย่างไร 

ในรายการอาจมีการพูดเล่นคำ เปรียบเปรย แบบออกรสออกชาติไปบ้าง เมื่อสื่อนำข้อความเฉพาะประโยคเดียว ไม่นำบริบททั้งก่อนและหลังประโยคดังกล่าวมาด้วย ทำให้เมื่ออ่านเฉพาะประโยคที่คัดมา ก็อาจตีความผิดไปจากเจตนาที่สื่อทำให้สังคมไม่สบายใจ สร้างบรรยากาศในการเลือกตั้งที่ไม่ดี และไม่ได้มีเจนาที่จะไปท้าทายอำนาจประชาชนแม้แต่น้อย

จึง ขออภัยในการสื่อสารที่ไม่ดีเอง มา ณ โอกาสนี้ ครับ

ไอติม หวั่น 8 ก.พ. ปิดประตูแก้ รธน. ถ้าคนไม่เห็นชอบ ย้ำหากไม่แก้ต้องอยู่กับปัญหาเดิม

ไอติม หวั่น 8 ก.พ. ปิดประตูแก้ รธน. ถ้าคนไม่เห็นชอบ ย้ำหากไม่แก้ต้องอยู่กับปัญหาเดิม

ไอติม หวั่น 8 ก.พ. ปิดประตูแก้ รธน. ถ้าคนไม่เห็นชอบ ย้ำหากไม่แก้ต้องอยู่กับปัญหาเดิม

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.43 น.

“พริษฐ์” หวั่น 8 ก.พ.  ปิดประตูแก้ รธน. หาก คนไม่เห็นชอบ ย้ำ หากไม่แก้ต้องอยู่กับปัญหาเดิม  เปรียบเหมือนแข่งฟุตบอลกติกาไม่เป็นธรรม เชื่อทุกฝ่ายจับมือแก้ ซัด อย่ากล่าวหาลอย ๆ ไม่ยอมแก้รายมาตรา บอก ปชน. ยื่นกว่า 30 ร่าง แต่ผ่าน 1 ร่างเพราะ เสียงสว. ขอ 8 ก.พ. กาเห็นขอบ 

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 พี่เวทีหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ ในงานรณรงค์การออกเสียงประชามติ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ขึ้นเวทีปราศรัยช่วงหนึ่ง ว่า วันนี้มาร่วมกิจกรรมที่ถูกจัดโดยภาคประชาชนใน 2 สถานะ คืออันแรกในฐานะตัวแทนของพรรคประชาชน เพื่อมายืนยันกับพี่น้องประชาชนว่าพรรคประชาชน ยืนยันสนับสนุนและเชิญชวนให้พี่น้องทุกคนกาเห็นชอบในการทำประชามติ รัฐธรรมนูญ

“แต่สถานะที่ 2 คือการมายืนยันในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง เพื่อยืนยันว่า เป้าหมายในการมีกติกาสูงสุดของประเทศและระบบการเมืองที่โปร่งใสเป็นประชาธิปไตยและประชาชนพึ่งพาได้ เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่และสำคัญกว่าภารกิจของพรรคการเมือง เปรียบเสมือนการแข่งขันฟุตบอล อย่างลิเวอร์พูลกับแมนยู แข่งกันอย่างเข้มข้น หมั่นไส้กันบ้าง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่กติกาฟุตบอลไม่เป็นธรรม ไม่มีความโปร่งใส พวกเขาจะผนึกกำลังกันอย่างแน่นอน” นายพริษฐ์กล่าว 

ส่วนที่ต้องมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตนก็ต้องถามกลับไปว่า ถ้าเราไม่แก้รัฐธรรมนูญ 60 เราจะยังคงอยู่กับปัญหาอย่าง สตง. ที่เข้มงวดกับการตรวจใบเสร็จคุณครูเวลาซื้ออุปกรณ์การเรียน แต่เวลาก่อสร้างตึกของตัวเองมีความหละหลวมทุกอย่าง ตรวจสอบได้ยาก มี ป.ป.ช.ที่ประชาชนตั้งคำถามว่า ยืนอยู่ข้างความโปร่งใสจริงหรือไม่ มีทั้งกรณีแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อนหรือล่าสุดกรณีรับสินบนทองคำ เราจะยังมี สส. ที่เดินหาเสียงสวมเสื้อพรรคหนึ่ง พอเลือกตั้งไปไม่กี่เดือน ก็ย้ายไปอีกพรรรหนึ่ง เพื่อต่อรองผลประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ขออนุญาตจากประชาชน เราจะยังมี สว.ที่มีอำนาจล้นฟ้าชี้ขาดได้ว่าใครจะไปเป็นกรรมการองค์กรอิสระแต่กลับมีที่มาจากระบบที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนและสุ่มเสี่ยงต่อการฮั้ว เราจะยังมี กกต. ที่ทำงานค้านสายตาประชาชนและประชาชนถอดถอนไม่ได้ หลายปัญหาจะแก้ได้คือต้องแก้รัฐธรรมนูญ

นายพริษฐ์ ยังกล่าวว่า ทำไมไม่พูดให้ชัดว่าจะแก้มาตราไหนเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่า อย่ามากล่าว หากันลอย ๆ ตนและพรรคประชาชนยื่นร่างแก้ไขรายมาตราเข้าในสภาเกือบ 20 กว่าร่าง ถ้าเอามาเรียงกันพอจะคาดการณ์ได้ว่าเราอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หน้าตาเป็นอย่างไร แต่เหตุผลที่เรายังไม่ลงรายละเอียดทั้งหมด เพราะหากเราเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จริง คนที่จะมาออกแบบว่าหน้าตาเป็นอย่างไรก็คือประชาชนทุกคนทั่วประเทศ 

ส่วนที่ถามต่อว่าก็รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน รู้ว่าจะแก้อะไรทำไมไม่แก้รายมาตราต้องมาจัดทำฉบับใหม่ ก็ต้องตอบกลับไปว่าการแก้รายมาตราเราพยายามมาหลายครั้งแล้วเกือบจะ 30 ครั้งพยายามแก้ไปแบบคู่ขนานกับการจัดทำฉบับใหม่ตนก็ไม่ติดใจ เห็นด้วยและสนับสนุน ที่ผ่านมายื่นไปเกือบ 30 ร่าง ผ่านร่างเดียวเพราะไปติดเงื่อนไข 1ใน 3 ของ สว. หากเราเดินหน้าแก้ไขแบบรายมาตรา คนที่จะชี้ก็คือ สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หากเราจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และไม่เติมเงื่อนไข 1 ใน 3 สว. กลับไปอีก คนที่จะชี้ขาดก็คือประชาชนผ่านการทำประชามติ 

“การทำประชามติวันที่ 8 ก.พ.นี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง มีอนาคตของประเทศเป็นเดิมพัน ถ้าเราชนะร่วมกันเราจะนำพาประเทศไปสู่การเปิดประตูบานแรกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ถ้าเราแพ้ในวันที่ 8 ก.พ. มีความเสี่ยงว่าเราจะแพ้ไปอีกนาน ถ้าแพ้ไปแก้รายมาตราได้หรือไม่ ก็ต้องบอกตามตรงว่าหากแพ้รอบนี้มีโอกาสสูงว่าประตูในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะปิดในทุกบาน ถ้าเกิดผลประชามติออกมาประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเชื่อว่าจะมีคนในรัฐสภาจะเอาผลประชามติดังกล่าวมาตีความ ว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับการจัดทำฉบับใหม่ หมายความว่าเขาชื่นชอบรัฐธรรมนูญปี 60 จะแก้มาตราไหนเขาก็ไม่ยอมให้แก้ ” นายพริษฐ์กล่าว 

นายพริษฐ์ ยังกล่าวอีกว่า ถ้าเราทุกคนอยากหลุดพ้นของระบบการเมืองที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชนที่เป็นผลผลิตของรัฐธรรมนูญ 60 8 ก.พ.นี้ เราต้องมาร่วมกันชนะและชนะให้ขาด เพื่อให้เสียงและพลังของประชาชนมีมากพอในการไปยันกับผู้มีอำนาจในรัฐสภา และผู้มีอำนาจในองค์กรต่าง ๆ ที่ไม่อยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญชนะให้ขาด เพื่อตอกย้ำให้เห็นชัดว่าประชาชนที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้มีแค่ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และเราต้องร่วมกันชนะเพื่อตอกย้ำว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นฉันทามติใหม่ของคนไทยทุกคน ทุกเฉดสีทางการเมือง เพราะฉะนั้น 8 ก.พ. กาเห็นชอบ

แรงมาก! อินฟลูดัง ฟาดพรรคการเมืองดัง ปราศรัย 1 ชม. นโยบายแค่ติ่ง ที่เหลือด่าชาวบ้านล้วนๆ

แรงมาก! อินฟลูดัง ฟาดพรรคการเมืองดัง ปราศรัย 1 ชม. นโยบายแค่ติ่ง ที่เหลือด่าชาวบ้านล้วนๆ

แรงมาก! อินฟลูดัง ฟาดพรรคการเมืองดัง ปราศรัย 1 ชม. นโยบายแค่ติ่ง ที่เหลือด่าชาวบ้านล้วนๆ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.27 น.

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569  ตี๋ นพ Tee Nop อินฟลูการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “Tee Nop” ระบุว่า นี่คือพรรคที่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงจริงๆ ปราศรัย 1 ชั่วโมง นโยบาย 10 นาที อีก 50 นาทีด่าชาวบ้านล้วนๆ ไม่เคยมีใครทำมาก่อนนะ

พี่น้องตระกูลจันทรา! เจนวิทย์-จเด็ศ ผนึกกำลังโค้งสุดท้ายขอคะแนนคนพิษณุโลก

พี่น้องตระกูลจันทรา! เจนวิทย์-จเด็ศ ผนึกกำลังโค้งสุดท้ายขอคะแนนคนพิษณุโลก

พี่น้องตระกูลจันทรา! เจนวิทย์-จเด็ศ ผนึกกำลังโค้งสุดท้ายขอคะแนนคนพิษณุโลก

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.10 น.

พี่น้องตระกูลจันทรา! “เจนวิทย์ – จเด็ศ” ผนึกกำลังโค้งสุดท้ายขอคะแนนคนพิษณุโลก เขต 3 เขต 1 กาเบอร์ 4 อ้อนขอโอกาสเข้าสภาฯ เข้าไปทำงานแพ็คคู่ ด้านชาวบ้านอวยพรขอให้โชคดี

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหวการหาเสียงในเขต 3 จ.พิษณุโลก นายเจนวิทย์ จันทรา ผู้สมัคร สส.พิษณุโลก เขต 3 เบอร์ 4 พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เปิดเวทีปราศรัยย่อย ต.วังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักเนื่องจาก นายจเด็ศ จันทรา ผู้สมัคร สส.พิษณุโลก เขต 1 เบอร์ 4 พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นน้องชายและเคยลงสมัคร สส. ในเขต 3 มาช่วยปราศรัย ขอคะแนนประชาชนในพื้นที่ พร้อมกับร่วมกันประชาสัมพันธ์นโยบายของพรรคที่สร้างแรงดึงดูดให้กับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้ประชาชน พักหนี้เกษตรกร ประกันกำไรพืชผลการเกษตร 30 % 

นายเจนวิทย์ ปราศรัยตอนหนึ่งว่า วันนี้ น้องชาย จเด็ศ จันทรา มาช่วยขอคะแนนกับพี่น้องประชาชน เพราะเขาเคยลงเขตนี้ และได้รับความเมตาให้การสนับสนุนจากประชาชนเป็นอย่างมาก รอบนี้ส่งตนมาดูแลประชาชนแทน เพราะเขาไปลงเขต 1 และในการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา ก็ได้รับเลือกให้เป็น สส.และได้ทำงาน 1 ปี 2 เดือน แก้ปัญหาให้คนพิษณุโลกทั้งจังหวัด ไม่ใช่เฉพาะเขต 1 เท่านั้น โดยมีผลงานเชิงประจักษ์  ส่วนพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคการเมืองที่คิดนโยบายเพื่อประชาชนมาโดยตลอด รอบนี้มีหลายนโยบายที่อยากทำเพื่อประชาชน อาทิ พักหนี้เกษตรกร ประกันกำไรพืชผลการเกษตร 30 % คูปองซื้อปุ๋ยเมล็ดพันธุ์ คืนที่ดินให้ประชาชน บัญชีเงินฝากเด็กแรกเกิด 3,000 บาท/ปี 15 ปี มีเงินก้อนตั้งตัว ปราบปรามยาเสพติด ล้างหนี้ประชาชน เรียนได้งบจบได้งาน 

นายจเด็ศกล่าวว่า ชาวเขต 3 เคยให้การสนับสนุนตนเมื่อการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 เป็นอย่างดี วันนี้ขอโอกาสให้พี่ชาย เจนวิทย์ จันทรา ซึ่งเป็นคนขยันลงพื้นที่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา คงจะเห็นหน้ากันตลอด หากเลือก เจนวิทย์ ก็จะได้จเด็ศ มาช่วยทำงานให้พี่น้องเช่นกัน ดังนั้น 8 กุมภาฯ ขอให้กาเบอร์ 4 เพื่อให้พวกเราได้เข้าไปทำงานเพื่อคนพิษณุโลก 

ทั้งนี้ภายหลังการปราศรัยจบลง ประชาชนได้อวยพรให้พี่น้องตระกูลจันทรา โชคดีและได้เข้าสภาฯอย่างที่ตั้งใจ 

สุดารัตน์ เปิดเวทีปราศรัยโค้งสุดท้าย ร้อยเอ็ด ประกาศฟันคนโกง

สุดารัตน์ เปิดเวทีปราศรัยโค้งสุดท้าย  ร้อยเอ็ด ประกาศฟันคนโกง

สุดารัตน์ เปิดเวทีปราศรัยโค้งสุดท้าย ร้อยเอ็ด ประกาศฟันคนโกง

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.58 น.

“สุดารัตน์” ไทยสร้างไทย เปิดเวทีปราศรัยโค้งสุดท้าย  ร้อยเอ็ด ประกาศ“ฟันคนโกง” ทวงคืนเงิน 500,000 ล้าน ที่คนไทยถูกปล้นจากการคอรัปชั่น มั่นใจทำงานโปร่งใสยาวนาน “เก๋า” พอไปสู้กับคนโกง แบบไม่เกรงใจใคร เลือกไทยสร้างไทย48 ให้มากพอ ไปสู้นักการเมืองโคตรโกง

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 48 ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ณ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อพบปะพี่น้องชาวร้อยเอ็ดและช่วยผู้สมัคร สส. หาเสียง ทั้งนายประทีป โสดา (เขต 6 เบอร์ 5), นายชัชวาล แพทยาไทย (เขต 7 เบอร์ 4) และนายนราเอก คำสนาม (เขต 8 เบอร์ 1) 

คุณหญิงสุดารัตน์ ขึ้นเวทีย้ำว่า คนไทยถูกปล้นเงินในกระเป๋าจากการคอร์รัปชันปีละกว่า 500,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจทรุดและคนไทยต้องเผชิญกับความยากจน ทั้งที่งบประมาณประเทศเพิ่มขึ้นทุกปีจนเกือบแตะ 4 ล้านล้านบาท แต่ชีวิตคนไทยกลับเหนื่อยหนักกว่าเดิม เพราะงบประมาณมหาศาลถูกโกงไปสร้างความมั่งคั่งให้นักการเมืองทุจริต แทนที่จะนำมาช่วยให้ประชาชนหายจน พรรคไทยสร้างไทยจึงขออาสาเข้าไปทวงคืนเงินก้อนนี้กลับมาคืนใส่กระเป๋าคนไทยทุกคน

คุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่า เรื่องปราบโกงใครก็พูดได้ แต่คนที่จะทำได้จริงต้องเริ่มจากตัวเองที่ไม่โกง ซึ่งดิฉันและทีมไทยสร้างไทยได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้วจากการบริหารกระทรวงสำคัญถึง 4 กระทรวง คุมงบประมาณแผ่นดินรวมแล้วมากกว่าหนึ่งล้านล้านบาทโดยไม่มีเรื่องทุจริต และที่สำคัญคือต้องรู้วิธีป้องกันการโกง ดิฉันผ่านการบริหารงานยากๆ ในรัฐบาลมานาน รู้กฎหมาย และรู้วิธีจัดการกับข้าราชการรวมถึงนักการเมืองขี้โกงโดยไม่ต้องเกรงใจใคร เพราะพรรคไทยสร้างไทยไม่ได้รับเงินจากนายทุนกลุ่มไหน ไม่ว่าจะเป็นทุนขาวหรือทุนดำ

นอกจากนี้ยังย้ำถึงเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ในการสร้างการเมืองสุจริต ปรารถนาจะเห็นประเทศไทยที่โปร่งใสและขจัดระบบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นมรดกบาปไปถึงลูกหลานที่ควรจะมีอนาคตที่ดี โดยต้องการให้การทุจริตจบลงที่รุ่นแม่อย่างดิฉัน หากใครที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด ขอให้โปรดพิจารณาพรรคไทยสร้างไทย48 เพราะคะแนนของท่านจะไม่สูญเปล่า แต่จะได้คนทำงานจริงที่โปร่งใสและมีประสบการณ์เข้าไปดูแลเงินภาษีเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับคนไทยทุกคน