นักวิชาการชี้ภาพรวมนายกฯสอบผ่าน ประชุมอาเซียน ยกเลิก MOU44-บีบกัมพูชาคุยทวิภาคี

นักวิชาการชี้ภาพรวมนายกฯสอบผ่าน ประชุมอาเซียน ยกเลิก MOU44-บีบกัมพูชาคุยทวิภาคี

นักวิชาการชี้ภาพรวมนายกฯสอบผ่าน ประชุมอาเซียน ยกเลิก MOU44-บีบกัมพูชาคุยทวิภาคี

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

“นักวิชาการ”ชี้ภาพรวม”นายกฯ”สอบผ่าน ประชุมอาเซียน ยกเลิก MOU44-บีบ”กัมพูชา”คุยทวิภาคี พร้อมขยายความร่วมมือด้านพลังงานกับชาติสมาชิก แนะเพิ่มเกมรุก เสริมแกร่งระยะยาว

13 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ประเมินผลงานของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ภายหลังเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ว่า โดยภาพรวมถือว่ารัฐบาลไทยสามารถใช้เวทีอาเซียนยืนยันจุดยืนของประเทศในการส่งเสริมสันติภาพ ยึดมั่นกฎกติกาสากล และผลักดันให้อาเซียนมีเอกภาพมากขึ้น ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของไทยได้ในระดับที่น่าพอใจ

นักวิชาการ ระบุว่า ไฮไลต์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การหารือ 3 ฝ่ายระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายฮุน มาเนต และ นายเฟอร์ดีนันด์ มาร์กอส จูเนียร์ ซึ่งจัดขึ้นโดยฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน โดยบรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างราบรื่น และทั้งไทย – กัมพูชา เห็นพ้องให้รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายร่วมจัดทำมาตรการสร้างความเชื่อมั่น เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า แม้การหารือดังกล่าวจะสะท้อนความพยายามสร้างสันติภาพแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังไม่มีการเจรจาเรื่องการปักปันเขตแดนหรือการเปิดด่าน ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวที่สังคมไทยยังมีความกังวลอยู่มาก

ขณะเดียวกัน นายฮุน มาเนต ยังส่งสัญญาณผ่านเวทีอาเซียน ว่า เส้นเขตแดนไม่สามารถได้มาจากการใช้กำลังหรือการบีบบังคับ พร้อมผลักดันให้ไทยกลับเข้าสู่การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา หรือ JBC ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเชื่อว่าจะนำไปสู่การปรับเส้นเขตแดนบางจุด

นักวิชาการมองว่า ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลไทยในระยะต่อไป คือ การบริหารเกมการเจรจา JBC อย่างไรไม่ให้ไทยเสียเปรียบ และจะสามารถชะลอหรือกำหนดเงื่อนไขการประชุมให้สอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติได้มากน้อยเพียงใด

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตา คือ กรณีที่กัมพูชาประกาศใช้กลไก “การประนีประนอมภาคบังคับ” ภายใต้ United Nations หรือ UNCLOS เพื่อแก้ไขข้อพิพาททางทะเลกับไทย ภายหลังไทยยกเลิก MOU 44 โดย รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า ไทยในขณะนี้เพียง “รับทราบ” ความประสงค์ของกัมพูชา แต่ยังไม่ได้ตอบตกลงเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว ทำให้รัฐบาลไทยยังมีพื้นที่ในการเลือกใช้แนวทางเจรจาทวิภาคีต่อไปก่อน

นอกจากนี้ รศ.ดร.ดุลยภาค ยังมองว่า ฟิลิปปินส์วางบทบาทได้อย่างเหมาะสมในฐานะ “ผู้อำนวยความสะดวก” มากกว่าจะเป็น “ผู้ไกล่เกลี่ย” ซึ่งช่วยให้ไทยยังสามารถคุมเกมการเจรจากับกัมพูชาได้โดยไม่มีแรงกดดันจากประเทศที่สามในอาเซียนมากเกินไป

รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุด้วยว่า นายอนุทิน ยังได้ใช้เวทีอาเซียนผลักดันประเด็นเชิงรุกหลายเรื่อง ทั้งโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ความมั่นคงด้านพลังงาน และการลงทุนพลังงานหมุนเวียน รวมถึงหารือทวิภาคีกับผู้นำอีกหลายประเทศ เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า พลังงาน ความมั่นคงอาหาร การปราบอาชญากรรมข้ามชาติ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานชายแดน

รศ.ดร.ดุลยภาค ยังประเมินว่า การสื่อสารภาษาอังกฤษและท่าทีของคณะผู้แทนไทยในเวทีอาเซียนครั้งนี้อยู่ในระดับมาตรฐาน และถือว่าภารกิจโดยรวมประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเผชิญโจทย์ท้าทายสำคัญ ทั้งการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ปัญหาเมียนมา รวมถึงการวางบทบาทของไทยในฐานะ “สะพานเชื่อม” ระหว่างยุทธศาสตร์ของจีนและสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก

พร้อมเสนอว่า รัฐบาลไทยควรมีวิสัยทัศน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีอาเซียนในระยะยาว

ทภ.2 สยบข่าวเสียดินแดน ลั่น!กองทัพยืนหยัดป้องอธิปไตย ไม่เสียแม้ตารางนิ้วเดียว

ทภ.2 สยบข่าวเสียดินแดน ลั่น!กองทัพยืนหยัดป้องอธิปไตย ไม่เสียแม้ตารางนิ้วเดียว

ทภ.2 สยบข่าวเสียดินแดน ลั่น!กองทัพยืนหยัดป้องอธิปไตย ไม่เสียแม้ตารางนิ้วเดียว

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

“กองทัพภาค 2″สยบข่าวเสียดินแดน ลั่น!กองทัพยืนหยัดป้องอธิปไตย ไม่เสียแม้”ตารางนิ้วเดียว” ย้ำทหารตรึงกำลังเข้ม ชาวบ้านสามารถเข้าป่าทำกินได้ “ทหาร-ตร.-ปกครอง”พร้อมดูแลเต็มพื้นที่ ขอประชาชนแจ้งก่อนเข้า-ออกป่า เพื่อให้สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง

13 พฤษภาคม 2569 แหล่งข่าวระดับสูงกองทัพภาคที่ 2 ระบุถึงกรณีที่มีทหารกัมพูชาเข้ามาพูดคุยกับ “หลวงตาเยื้อน” บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยชี้แจงว่า พื้นที่ดังกล่าวมีแนวเขตแดนที่ชัดเจน รับรู้กันทั้งสองฝ่าย และประเทศไทยไม่ได้สูญเสียดินแดนแต่อย่างใด พร้อมระบุว่า ฝั่งตรงข้ามเป็นฐานทหารกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทยประมาณ 100 เมตร ขณะที่ฝั่งไทยใช้การลาดตระเวนตามเส้นทางเรียบแนวชายแดนเพื่อดูแลรักษาพื้นที่

ทั้งนี้ ทหารกัมพูชาที่ประจำอยู่บริเวณดังกล่าวไม่ได้มีท่าทีห้ามปรามการดำเนินงานก่อสร้างถนนเลียบชายแดนฝั่งไทย โดยกองกำลังสุรนารี ได้ประสานงานและพูดคุยผ่านชุดประสานงานชายแดนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำหลักการให้แต่ละฝ่ายปฏิบัติอยู่ในพื้นที่อธิปไตยของตนเองอย่างชัดเจน

สำหรับกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า การก่อสร้างถนนเลียบชายแดนอาจเข้าข่ายการเสียดินแดน นั้น กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันหนักแน่นว่า ประเทศไทยไม่สูญเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และการพัฒนาเส้นทางคมนาคมบริเวณชายแดนยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ ภายใต้กรอบอธิปไตยของไทยอย่างครบถ้วน

แหล่งข่าวระดับสูงกองทัพภาคที่ 2 ยังขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารและหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยยืนยันว่า กำลังเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงดูแลรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศอย่างเต็มกำลัง พร้อมย้ำว่า ไม่มีฝ่ายใดเข้ามารุกรานดินแดนไทยตามที่มีกระแสข่าวเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ได้อย่างแน่นอน

ส่วนกรณี “ลุงโยชน์” หรือ นายเฉลียว ส่องาม อายุ 62 ปี ชาวบ้านที่เข้าไปหาของป่า แล้วถูกทางการกัมพูชาควบคุมตัวนั้น เบื้องต้นคาดว่าอาจเดินเข้าไปในพื้นที่ล่อแหลมใกล้แนวชายแดน ซึ่งการเข้าป่าหาของป่าถือเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวบ้านในพื้นที่ โดยขณะนี้กองทัพภาคที่ 2 ได้เร่งประสานงานช่วยเหลือประชาชนที่ถูกควบคุมตัวในทุกระดับแล้ว พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้ห้ามชาวบ้านเข้าป่าหาของตามวิถีชีวิตแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือประชาชนที่ต้องการเข้าป่าหาของป่า ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทหาร ป่าไม้ หรืออาสาสมัครในพื้นที่ก่อนทุกครั้ง เพื่อความสะดวกในการดูแลความปลอดภัย และแนะนำพื้นที่เสี่ยงหรือจุดอันตรายที่ควรหลีกเลี่ยง รวมถึงเมื่อออกจากป่าแล้วให้กลับมาแจ้งเจ้าหน้าที่อีกครั้ง เพื่อให้สามารถตรวจสอบจำนวนบุคคลได้อย่างถูกต้อง

ขณะเดียวกันกองกำลังสุรนารี ได้ปรับแผนดูแลพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวด ทั้งการลาดตระเวนแบบใยแมงมุม การเฝ้าตรวจ และการตั้งจุดตรวจในพื้นที่ล่อแหลม เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง พร้อมดูแลความปลอดภัยของคนไทยอย่างเต็มที่

– 006

ลุ้นศาล รธน.ชี้ขาด! ปธ.สภาฯ ส่งคำร้องฝ่ายค้าน ยื่นตีความ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ลุ้นศาล รธน.ชี้ขาด! ปธ.สภาฯ ส่งคำร้องฝ่ายค้าน ยื่นตีความ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ลุ้นศาล รธน.ชี้ขาด! ปธ.สภาฯ ส่งคำร้องฝ่ายค้าน ยื่นตีความ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.16 น.

“ประธานสภาฯ”ส่งคำร้อง”ฝ่ายค้าน”ยื่นขอตีความ”พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน”ถึงมือ”ศาล รธน.”แล้ว – ชะลอถกบรรจุวาระ รอมีคำวินิจฉัยปรากฎ

13 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ยื่นคำร้องผ่าน นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่นั้น ล่าสุดมีรายงานว่า นายโสภณ ได้ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แล้ว เมื่อวันที่ 12 พ.ค.และทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ลงเลขรับทางธุรการไว้แล้ว

ขณะที่การพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 ล้านบาท นั้น แม้ว่ารัฐบาลจะส่งเนื้อหาเพื่อให้บรรจุวาระของสภาฯ ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค. แต่นายโสภณยังไม่สั่งบรรจุวาระ เนื่องจากว่าได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางดำเนินการของสภาฯ ว่าหากมีสมาชิกยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แม้ว่าการพิจารณาบรรจุวาระดังกล่าวจะทำได้ แต่เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและความเรียบร้อย นายโสภณจึงยังไม่บรรจุวาระ และจะรอให้ศาลรัฐธรรมนนูญมีคำวินิจฉัยให้แล้วเสร็จก่อน

อนุทิน โต้คลิปเสียงเปิดด่าน ยืนยัน AI แน่นอน เมินกัมพูชาไม่เจรจาทวิภาคี

อนุทิน โต้คลิปเสียงเปิดด่าน ยืนยัน AI แน่นอน เมินกัมพูชาไม่เจรจาทวิภาคี

อนุทิน โต้คลิปเสียงเปิดด่าน ยืนยัน AI แน่นอน เมินกัมพูชาไม่เจรจาทวิภาคี

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

“อนุทิน”โต้คลิปเสียงเปิดด่าน ยืนยัน AI แน่นอน เมิน”กัมพูชา”ไม่เจรจาทวิภาคี ย้ำแนวทาง”ไทย”ยกเลิก MOU44 ใช้กลไก UNCLOS เขมรรับทราบแล้ว หวังปล่อยตัวคนไทย มอง ปชช.ไม่เกี่ยว เปรียบหากคนเขมรเข้ามาไม่ทำผิดกฎหมาย ไทยก็ส่งกลับ ย้ำสร้างรั้วให้งบกองทัพดำเนินการแล้ว

13 พฤษภาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีอินฟลูเอนเซอร์กัมพูชา เผยแพร่คลิปเสียงทางโซเชียลมีเดีย ในลักษณะว่านายกฯ ไทยจะเปิดด่าน ว่า อันนั้นเป็น AI ชัดๆ อยู่แล้ว ตนเองพูดไม่เก่งแบบนั้น ขออย่าไปเชื่อเลย ก่อนจะตั้งคำถามว่าเหตุใดวิธีการจึงเริ่มไม่เข้าท่ามากขึ้นทุกวัน อันนั้นเชื่อถือไม่ได้เลย ไม่เคยพูด ยืนยันไม่มีเปิดด่านแน่นอน

ขณะที่เมื่อวานนี้ (12 พ.ค.69) นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภา กัมพูชา สั่งห้ามเจรจาทวิภาคี หลังไทยยกเลิก MOU44 นายอนุทิน กล่าวว่า การยกเลิก MOU44 ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายยกเลิกโดยไม่ต้องขอความตกลงหรือต้องไปรายงานใคร และครั้งที่ตนไปร่วมประชุมอาเซียน ณ กรุงเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีการจัดให้พบกับนายกฯ กัมพูชา ตนเองก็ได้แจ้งให้ทางนายกฯ กัมพูชาแล้ว ซึ่งทางกัมพูชารับทราบแล้ว และแสดงความผิดหวัง แต่นั้นก็เป็นท่าทีของกัมพูชา และในที่ประชุมก็ยังได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาในถ้อยแถลงของนายกฯ กัมพูชา

พร้อมยืนยันว่า จะใช้กลไก การบังคับให้มีการประนอมข้อพิพาทก่อนเข้าสู่กระบวนการอื่น (Compulsory Conciliation) ถือว่าเป็นการรู้กันแล้วว่า นั้นคือท่าทีฝ่ายกัมพูชา ส่วนท่าทีฝ่ายไทยก็ใช้กระบวนการตาม UNCLOS และจะเจรจาในรูปแบบไหน ก็ยังไม่ได้ตั้งรูปแบบขึ้นมา เพราะประเทศไทยไม่ได้เดือดร้อนอะไร

นายอนุทิน ยังกล่าวถึง ความคืบหน้าช่วยเหลือคนไทย ที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุมหลังเข้าไปหาของป่า บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ที่คาดว่าจะขึ้นศาลกัมพูชาในวันนี้ ว่า ก็มีการประสาน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีการลอบข้ามแดนเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจของประชาชนชาวกัมพูชา ทั้งเส้นทางธรรมชาติ ชาวประมง ก็มีการประสานกัน หากดูแล้วไม่ได้เข้ามาเพื่อโจรกรรม หรือทำสิ่งใดที่กระทบกับความมั่นคงของไทย เราก็จะส่งตัวกลับไป จึงหวังว่าถ้าคนของเราไม่ได้ไปกระทำผิดกฎหมายของเขา ส่วนที่คุยกันได้ก็คุยกัน อย่างที่บอกว่าประชาชนไม่เกี่ยว เรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลกับรัฐบาลที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน

เมื่อถามว่า ความคืบหน้าในการก่อสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา หลังจากที่คนไทยถูกจับกุมตัวไปนั้น นายกฯ ระบุว่า เรื่องกำแพงชายแดนไม่ต้องถามรัฐบาล กองทัพได้รับการจัดสรรและตั้งงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ซึ่งรัฐบาลได้เห็นชอบและอนุมัติไปแล้ว ดังนั้น ขั้นตอนการก่อสร้าง และรูปแบบต้องไปถามกองทัพ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีหน่วยงานความมั่นคงรับผิดชอบ บางที่เป็นของกองทัพบก ของกองทัพเรือ และกองบัญชาการทหารสูงสุด

พิพัฒน์ จังหวะนรก! ภคมน เย้ยหลังรีบแจง อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้แลนด์บริดจ์ ไม่เกี่ยวบริษัทน้องชาย

พิพัฒน์ จังหวะนรก! ภคมน เย้ยหลังรีบแจง อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้แลนด์บริดจ์ ไม่เกี่ยวบริษัทน้องชาย

พิพัฒน์ จังหวะนรก! ภคมน เย้ยหลังรีบแจง อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้แลนด์บริดจ์ ไม่เกี่ยวบริษัทน้องชาย

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.38 น.

พิพัฒน์ จังหวะนรก! ภคมน เหน็บอย่าร้อนตัว แจงผิดประเด็น ปม อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้แลนด์บริดจ์ ลั่นยังไม่มีใครโยงถึงน้องชายท่าน

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงกรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หลังรีบออกตัวว่าไม่เกี่ยวข้องกับการกว้านซื้อที่ดินใกล้โครงการแลนด์บริดจ์ของอาม่า 

น.ส.ภคมน กล่าวว่า ถ้าย้อนไปฟังที่ตนแถลงข่าวในการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 1 ตนกล่าวว่า ให้ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ไปที่อ่าวเคย จ.ระนอง ชาวบ้านเขาพร้อมให้ข้อมูล เพราะ ช่วง 2-3 เดือนมานี้ มีการกว้านซื้อที่ดินไป 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี ที่คนในพื้นที่รู้จักกันในนามของ ”อาม่า“ วันนี้ท่านพิพัฒน์ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนโดยมีการกล่าวว่า สิ่งที่ตนแถลงไม่เกี่ยวกับท่าน

น.ส.ภคมน ตั้งคำถามต่อกรณีดังกล่าวว่า ทำไมจะไม่เกี่ยว มันเกี่ยวตรงที่ท่านเป็นรองนายกฯ ท่านเป็นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม และเป็นคนออกตัวแรงที่สุดคนหนึ่งในการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ตนจึงบอกให้ท่านรัฐมนตรีตรวจสอบเนื่องจากมีการกว้านซื้อที่จากทุนขนาดใหญ่ไว้จำนวนมาก ที่คนในพื้นที่เรียกว่าอาม่า

เพราะหากปล่อยให้ทรัพยากรที่ดินตกอยู่ในมือกลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย สิ่งที่จะตามมาคือการกินรวบผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และท้ายที่สุด ความมั่งคั่งที่รัฐสัญญาว่าจะกระจายสู่ประชาชน ก็จะกลายเป็นการกระจุกตัวอยู่แค่ในกระเป๋าของนายทุนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น

น.ส.ภคมน กล่าวต่อไปว่า แต่บังเอิญเหลือเกินว่าบุคคลที่ตนบอกว่า “อาม่า” กว้านซื้อที่ สรรพนามนี้ดันไปตรงกับชื่อบริษัทน้องชายท่าน คือ อาม่า มารีน ที่ให้บริการขนส่งสินค้าเหลวทางทะเลระหว่างประเทศ (Oil/Chemical Tankers) โดยเน้นน้ำมันพืชและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ท่านเลยสะดุ้งรีบชี้แจงว่าไม่เกี่ยว

ในอนาคตหาก พ.ร.บ. SEC ผ่านบังคับใช้ในภาคใต้ ก็ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ระหว่างรัฐมนตรีคมนาคมกับภาคธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมในภาคใต้ ภายใต้ พ.ร.บ. SEC สังคมตั้งคำถามกับท่านแน่ เคยมีให้เห็นตัวอย่างในช่วงวิกฤตน้ำมัน ที่นายทุนน้ำมันมาแก้ปัญหาการกักตุนน้ำมัน แล้วสุดท้ายก็แก้ไม่ได้ หาไอ้โม่งไม่เจอ

แต่ตอนนี้เอาขั้นแรกก่อน ในฐานะรัฐมนตรีคมนาคม ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลมุ่งมั่นจะเอาให้ได้ ต้องไปตรวจเช็คกรณีมีทุนใหญ่กว้านซื้อที่ดิน ซื้อแม้กระทั่งที่ดินที่ไม่มีโฉนดและยังมั่นใจว่าเอาไปเปลี่ยนเป็นโฉนดได้ รวมถึงที่บนภูเขาก็เอาหมด ท่านต้องตรวจสอบเรื่องนี้

น.ส.ภคมน กล่าวว่า ตั้งแต่เคยทำข่าวการเมืองมา จนมาเป็นคนในข่าวการเมืองเองในวันนี้ ไม่มีข่าวไหนน่าขำเท่าข่าวของรัฐมนตรีพิพัฒน์และน้องชาย ผู้บริหาร บริษัท อาม่า มารีน อีกแล้ว ที่ออกมาชี้แจงว่าไม่เกี่ยวกับการกว้านซื้อที่ดิน ซึ่งแทนที่ท่านจะตรวจสอบ ”อาม่า“ นายทุนกว้านซื้อที่ ท่านกลับเอาเจ้าของ “บริษัท อาม่า มารีน” ที่ทำธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันซึ่งเป็นน้องชายมาชี้แจงและตอบโต้ ตนว่าไม่เกี่ยวกับการกว้านซื้อที่เพื่อเตรียมพร้อมในการทำแลนด์บริดจ์ของรัฐบาลและในข่าวยังบอกประมาณว่าอย่าโยง ไม่มีใครโยง ท่านโยงเองเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นข่าวน่าขำข่าวนึง จะเรียกร้อนตัวหรืออะไรก็ตามแต่ แทนที่จะตรวจสอบในฐานะรัฐมนตรีคมนาคมเพื่อความโปร่งใสของประเทศ แต่กลับรีบชี้แจงเพื่อความโปร่งใสของตัวเอง จังหวะนี้ของท่านรัฐมนตรีจะเรียกว่าเป็นจังหวะนรกก็คงไม่ผิด

อ่านข่าวที่เกี่ยยวข้อง : เกี่ยวอะไรกับผม!? พิพัฒน์ ยัวะโดนถามปม อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้ โครงการแลนด์บริดจ์

เซตซีโร่แก้ รธน.! อนุทินชี้ต้องเริ่มที่สภาฯใหม่ ย้ำจุดยืน ภท.ไม่แตะหมวดสถาบัน

เซตซีโร่แก้ รธน.! อนุทินชี้ต้องเริ่มที่สภาฯใหม่ ย้ำจุดยืน ภท.ไม่แตะหมวดสถาบัน

เซตซีโร่แก้ รธน.! อนุทินชี้ต้องเริ่มที่สภาฯใหม่ ย้ำจุดยืน ภท.ไม่แตะหมวดสถาบัน

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.34 น.

“อนุทิน”บอกแก้ รธน.ตามประชามติ 21 ล้านเสียง ไม่ผูกพันร่างเดิม ต้องให้รัฐสภานับหนึ่งใหม่ “ภท.”ไม่ขัด แต่ต้องไม่แตะหมวด”อธิปไตย-สถาบัน”

13 พฤษภาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีวันที่ 14 พ.ค.จะครบกำหนด 60 วัน ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะยืนยันร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาฯ ชุดที่แล้วให้สภาฯ ชุดใหม่ดำเนินการต่อ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อยู่ในการพิจารณาของสภาฯ ชุดที่ผ่านมา รัฐบาลจะยืนยันหรือไม่ และท่าทีของพรรคภมิใจไทยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ว่า ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยคือฟังความต้องการของประชาชน

เมื่อถามว่า ประชามติประชาชนกว่า 21 ล้านเสียง ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีจะยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่กลับไปพิจารณาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า กระบวนการทุกอย่างต้องเริ่มที่รัฐสภา อย่ามาผูกกับรัฐบาล เพราะเรื่องดังกล่าวดำเนินการโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว ส่วนประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำพร้อมกับวันเลือกตั้ง ฉะนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องเริ่มที่รัฐสภาชุดปัจจุบัน ไปผูกกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอในรัฐสภาชุดที่แล้วก็ไม่ใช่

เมื่อถามว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่บอกให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเริ่มต้นที่รัฐสภา ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีคำวินิจฉัยมาแล้วรัฐสภาต้องเป็นคนทำ เมื่อถามว่า กระบวนการจะเริ่มใหม่อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องของรัฐสภา ที่จะนำเสนอ ส่วนตนนั้นเป็นหัวหน้ารัฐบาล

เมื่อถามว่า เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเริ่มนับหนึ่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน ย้ำว่า อยู่ที่รัฐสภา เมื่อถามย้ำว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราเคยพูดแล้วจะไม่แตะในบางมาตรา อาทิ มาตราที่เกี่ยวกับความเป็นอธิปไตยของไทย และหมวดที่เกี่ยวกับสถาบัน ส่วนที่เหลือว่ากันได้ เมื่อถามอีกว่า หากยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภาฯ ชุดที่แล้ว จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าได้เร็วกว่าหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่ทราบ

นายกฯ นำทีมลงพื้นที่ลุย เกาะพะงัน-หาดฟรีด้อม ติดตามแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ-รุกพื้นที่สาธารณะ

นายกฯ นำทีมลงพื้นที่ลุย เกาะพะงัน-หาดฟรีด้อม ติดตามแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ-รุกพื้นที่สาธารณะ

นายกฯ นำทีมลงพื้นที่ลุย เกาะพะงัน-หาดฟรีด้อม ติดตามแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ-รุกพื้นที่สาธารณะ

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

นายกฯ นำทีมลงพื้นที่ลุย เกาะพะงัน-หาดฟรีด้อม ติดตามแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ-รุกพื้นที่สาธารณะ

เมื่อเวลา 11.10 น.วันที่ 13 พ.ค.2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำรัฐมนตรีลงพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานี และจ.ภูเก็ต ประกอบด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น  รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  นายสรรเพชญ บุญญามณี  รมช.คมนาคม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เพื่อติดตามการแก้ปัญหาการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติที่อ.เกาะพะงัน  จ.สุราษฎร์ธานี และตรวจติดตามการจับกุมการบุกรุกพื้นที่หาดสาธารณะ ที่หาดฟรีด้อม อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต 

โดยจุดแรก นายกฯ จะเดินทางไปยังโรงเรียนเกาะพะงันศึกษา อ.เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ในพื้นที่จากนายอำเภอเกาะพะงัน นอกจากนี้ยังมีผู้แทนภาคประชาชนเสนอประเด็นปัญหาและแนวทางที่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุน จากนั้นนายกฯ จะพบปะประชาชน ภาคเอกชน ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการโรงแรม และมอบนโยบายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)

นอกจากนี้ในช่วงเย็นนายกฯจะเดินทางต่อไปที่ หาดฟรีด้อม  อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เพื่อตรวจติดตามการจับกุม การบุกรุกพื้นที่หาดสาธารณะ โดยผวจ.ภูเก็ตให้การต้อนรับ ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ภูเก็ตรายงานสภาพปัญหาในพื้นที่ ปลัดจังหวัดภูเก็ตรายงานการสนับสนุนการแก้ปัญหา และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตรายงานผลการดำเนินคดี ก่อนที่นายกฯจะพบปะประชาชนและมอบนโยบายส่วนราชการในพื้นที่  และเดินทางกลับกรุงเทพฯในเวลา 20.40 น.

เปิดวาร์ปชายเสื้อฟ้า แคนดิเดต ผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์?

เปิดวาร์ปชายเสื้อฟ้า แคนดิเดต ผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์?

เปิดวาร์ปชายเสื้อฟ้า แคนดิเดต ผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์?

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

13 พฤษภาคม 2569 ปู จิตกร บุษบา สื่อมวลชนและพิธีกรช่องแนวหน้าออนไลน์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จับตา #ชายเสื้อฟ้า ผู้สมัครผู้ว่า กทม. ?

นักข่าวสแกนกันให้ควั่ก ว่า #ชายเสื้อฟ้า ที่ปรากฏตัวอยู่ในงาน AI Demo Day ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นใคร

๑. ด้วยบุคลิกภาพที่เตะตา ด้วยองค์รวมที่ดูเป็น “ประชาธิปัตย์” แบบ ปั๊ด ปัด สื่อจึงเม้าธ์กันว่า #คนนี้แหละ ใช่เลย

๒. หัวหน้าอภิสิทธิ์บอกว่า ว่าที่ ผู้สมัครผู้ว่า อยู่ในงานนี้ด้วย แต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคมนี้ เปิดตัวแน่นอน ว่า พรรคประชาธิปัตย์ส่งใครลงชิงเก้าอี้พ่อเมืองกรุงเทพฯ

๓. ชายเสื้อฟ้าปริศนาคนนี้เป็นใคร ?

๔. เขาคือ ดร.พิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร LINE Plus ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ LINE Thailand ซึ่งเดิมเคยเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE ประเทศไทย และผู้บริหาร Google ประเทศไทย และเคยเป็นอดีตเลขาฯ ของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ด้วย

๕. แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคประชาธิปัตย์หลายคนให้ความเห็นว่า ดร.พิเชษฐ์ มีศักยภาพและมีน้ำหนัก รวมทั้งเป็นคนหน้าใหม่ทางการเมือง มีประสบการณ์ เข้าใจกลไกการทำงาน กทม.อยู่แล้ว น่าจะสู้กับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ นอกจากนี้ ดร.พิเชษฐ์ ยังมีประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร LINE Plus ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ LINE Thailand น่าจะเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ได้

๖. ก่อนหน้านี้ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพมหานคร เคยให้สัมภาษณ์ถึงสเปคผู้สมัครผู้ว่ากทม.พรรคประชาธิปัตย์ ว่า เมื่อนายอภิสิทธิ์มีการทาบทามไปก็ได้รับการตอบรับทันที ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง เคยเป็นผู้บริหารธุรกิจเอกชน มีบุคลิกในการประสานงาน หากได้รับการเลือกตั้ง มั่นใจว่าจะสามารถประสานงานกับรัฐบาลได้อย่างไร้รอยต่อแน่นอน รวมถึงยังมีนโยบายกรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ ๔ ปี จะสามารถตอบโจทย์ให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ได้แน่นอน

…

รอลุ้นกันว่า ๑๖ พฤษภาคมนี้ เปิดตัวมา จะใช่ ดร.พิเชษฐ์ คนนี้หรือไม่

…

ถ้าใช่ คุณจะเลือกไหมครับ

– 006

เสธ.ทบ.สั่งปรับกำลังคุมพื้นที่-ปิดช่องทางลักลอบเข้าไทย หลังเหตุชาวบ้านเผชิญหน้าทหารเขมร

เสธ.ทบ.สั่งปรับกำลังคุมพื้นที่-ปิดช่องทางลักลอบเข้าไทย หลังเหตุชาวบ้านเผชิญหน้าทหารเขมร

เสธ.ทบ.สั่งปรับกำลังคุมพื้นที่-ปิดช่องทางลักลอบเข้าไทย หลังเหตุชาวบ้านเผชิญหน้าทหารเขมร

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.01 น.

เสนาธิการทหารบก เผย หลังเยี่ยมชาวบ้านเผชิญหน้าทหารเขมร สั่ง ปรับกำลังคุมพื้นที่-ปิดช่องทางลักลอบเข้าไทย เตือนหาของป่าแจ้ง จนท. กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ทราบก่อน หากเกิดเหตุจะได้ช่วยทัน

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์บริเวณช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน และเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ นายอภิรักษ์ บุตรเพชร ที่บ้านพักในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ภายหลัง เข้าไปหาของป่าแล้วพบกลุ่มทหารกัมพูชา พร้อมอาวุธเข้ามาในพื้นที่ ว่า ตนได้ลงไปดูพื้นที่ที่เป็นช่องว่าง เนื่องจากได้รับข้อมูลจากชาวบ้านว่าทหารกัมพูชาอาจใช้ลักลอบเข้ามาตามช่องทางดังกล่าว จึงได้พูดคุยกับกองกำลังว่าจะมีการปรับกำลังในการคุมพื้นที่ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการตรวจสอบยุทโธปกรณ์ที่เกี่ยวกับเซ็นเซอร์ หรือ โดรน ที่ใช้ในการลาดตระเวนพื้นที่ เพื่อคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ให้ได้มากยิ่งขึ้น 

ส่วนสรุปแล้วเป็นทหารกัมพูชา หรือ เป็นกลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมายลักลอบเข้ามาจากที่ชาวบ้านเคยพบนั้น พล.อ.ชัยพฤกษ์ ยอมรับว่าเป็นทหารกัมพูชา เพราะชาวบ้านทั้งสองยืนยันว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ในระยะประชิด อีกทั้งภาษากายของทหารกัมพูชาที่เข้ามาก็ค่อนข้างที่จะคุกคาม แต่ชาวบ้านมีความชำนาญในพื้นที่มากกว่า จึงได้เดินออกมาทำให้ทหารกัมพูชาตามไม่ทัน ซึ่งผู้บัญชาการกองกำลังในพื้นที่ได้เข้าไปพูดคุยกับทหารกัมพูชาแล้วว่าให้ระมัดระวังและอย่ากระทำการอะไรก็แล้วแต่ ที่กระทบกับคนไทย

ทั้งนี้ ได้มีการประเมินหรือไม่ว่าทหารกัมพูชาเข้ามาหาข่าว หรือ เข้ามาเพื่อการใด พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า หากไปดูภูมิประเทศค่อนข้างสลับซับซ้อน เพราะเป็นพื้นที่ป่าจึงมีโอกาสได้ทั้งเจตนาที่จะเข้ามา หรือ เดินเข้ามาในพื้นที่ที่เขาคิดเอาไว้ รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาหาของป่า หรือ มาลาดตระเวนในพื้นที่ของเรา หรือ มาดูว่าทหารของเราอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นไปได้ทั้งนั้น

ส่วนเป็นการละเมิด Joint statement  ที่ไทย-กัมพูชาได้ลงนามไว้หรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ถ้าเรามีหลักฐานก็จะดำเนินการ แต่จากคำบอกเล่าของชาวบ้านก็เป็นเช่นนั้น

นอกจากนี้ พล.อ.ชัยพฤกษ์  ยังกล่าวถึงกรณี นายโยชน์ สายน้อย ชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์ ที่ถูกทหารกัมพูชาจับขณะเข้าไปหาของป่า บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จะเตือน หรือ ดูแลอย่างไร ว่า ทางกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ พยายามเร่งรัดและให้ความช่วยเหลืออยู่ ขณะเดียวกันทหารในพื้นที่ก็ได้มีการติดต่อไปเพื่อช่วยเหลือได้รวดเร็วที่สุด จึงขอเตือนชาวบ้านในพื้นที่ว่าการออกไปหาของป่าแม้จะเป็นวิถีชีวิต แต่ขอให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในพื้นที่ด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้รู้ว่า มีคนไทยออกไปอยู่ที่ไหนบ้าง เพราะหากออกไปแล้วไม่ได้แจ้ง เมื่อหายไปกว่าจะทราบก็ช้าเกินไป พร้อมยืนยันว่าเราจะพยายามตรวจสอบดูพื้นที่เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง โดยจะเอาทหารไปดูแล

รัฐบาลฟื้นกลไก กรอ. ผนึกเอกชนแก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน

รัฐบาลฟื้นกลไก กรอ. ผนึกเอกชนแก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน

รัฐบาลฟื้นกลไก กรอ. ผนึกเอกชนแก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.50 น.

รัฐบาลจับมือเอกชนฟื้นกลไก กรอ. เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ แก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน เงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย พร้อมหารือจัดระบบแรงงานกัมพูชากว่า 2 แสนคน

13 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมรัฐมนตรีด้านกฎหมายและเศรษฐกิจ กับผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน เพื่อดึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศกลับมาตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน ทั้งปัญหาต้นทุนการผลิต การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ พลังงานสะอาด การปรับกฎหมายให้เอื้อต่อธุรกิจ และปัญหาแรงงาน โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุม เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับการฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยเชิญ 3 สถาบันเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วมเป็นเวทีประจำในการสะท้อนปัญหา เสนอทางออก และผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลจริง เหมือนในอดีตที่ความร่วมมือรัฐ–เอกชนมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีปัญหาสภาพคล่อง การเป็น NPL และบางส่วนหลุดไปสู่หนี้นอกระบบ โดยรัฐบาลจะพิจารณากลไกปลดล็อกให้ผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปกติให้มากที่สุด ควบคู่การพัฒนาศักยภาพให้เป็นเอสเอ็มอีที่ผลิตสินค้าซึ่งแข่งขันได้ พร้อมผลักดันการใช้กำลังซื้อภาครัฐผ่านนโยบาย Made in Thailand หรือ MiT เพื่อสร้างคำสั่งซื้อให้สินค้าไทย ช่วยให้เอสเอ็มอีมีรายได้ มีหลักประกัน และเข้าถึงสินเชื่อจากระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น

ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพของเอกชน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้จุดที่ยังเป็น Missing Link ต่างๆ ซึ่งไม่ใช่เพียงการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม แต่คือการวางฐานอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โลจิสติกส์ และการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อทำให้ไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าของภูมิภาค

น.ส.รัชดา กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือด้านแรงงาน โดย ส.อ.ท.เสนอให้มีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงแรงงานกับภาคเอกชน เพื่อออกแบบระบบการลงทะเบียน การควบคุม และการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชากว่า 200,000 คนที่ยังอยู่นอกระบบ เนื่องจากแรงงานแต่ละสัญชาติมีทักษะและความชำนาญแตกต่างกัน ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการระบบบริหารแรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของภาคการผลิต

โดยกระทรวงแรงงานได้รับข้อเสนอดังกล่าวไปดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนต่อไป โดยเป้าหมายคือการจัดระบบแรงงานให้ถูกต้อง ชัดเจนทั้งด้านความมั่นคง การคุ้มครองแรงงาน สวัสดิการ และความต่อเนื่องของภาคการผลิต รวมถึงไม่ให้ปัญหาระหว่างรัฐกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้อย่างจำเป็น

“นายกรัฐมนตรีมองว่าการพบ ส.อ.ท.ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรับฟังข้อเสนอ แต่เป็นการวางกลไกทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน กฎหมาย พลังงาน และแรงงาน เพื่อให้เอกชนแข่งขันได้ ประชาชนมีงานทำ และประเทศไทยกลับมายืนในจุดที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคอีกครั้ง” น.ส.รัชดา กล่าว