แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“คนไทยต้องร่วมกันทำให้การซื้อเสียงไม่ใช่เพียงแค่เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ต้องทำให้เป็นสิ่งที่ไม่คุ้ม คือต้องทำให้ผู้ซื้อเสียงมีความเสี่ยงขึ้นและทำยากขึ้นจนคนจ่ายเริ่มลังเล เราต้องช่วยกันทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการปรับตัวและจัดระเบียบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งขึ้น”

รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

พรรคเดียวกัน 10สส.เอี่ยว‘สแกมเมอร์’ ‘ไชยชนก’เตรียมเปิดชื่อ

พรรคเดียวกัน  10สส.เอี่ยว‘สแกมเมอร์’  ‘ไชยชนก’เตรียมเปิดชื่อ

พรรคเดียวกัน 10สส.เอี่ยว‘สแกมเมอร์’ ‘ไชยชนก’เตรียมเปิดชื่อ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รมว.ยุติธรรมกั๊กเปิดชื่อ 10 ผู้สมัครสส.เอี่ยวเว็บพนัน-สแกมเมอร์ บอกขอไม่เปิดเผย เหตุไม่อยากติดคุกตอนแก่ ชี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ด้าน “ไชยชนก” ใบ้เอี่ยวสแกมเมอร์อยู่พรรคเดียวกัน ลั่นเดี๋ยวเปิดแน่

เมื่อวันที่ 20มกราคมที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดี 10 ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน และสแกมเมอร์ ว่าอยู่ระหว่างรอคณะทำงานสืบสวนหาข่าว ซึ่งต้องให้เวลาคณะทำงานได้ทำงาน ส่วนพยานหลักฐานจะมีมากถึงแค่ไหน อย่างไร ทีมงานต่างๆ ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็กำลังทำงานกันอยู่ ถ้าเปิดเผยไปตนจะถูกฟ้องร้องคนแรก จึงไม่สามารถเปิดเผยได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการเปิดรายชื่อในช่วงใกล้เลือกตั้ง จะถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง มีหลายเรื่องที่เราทำไปแล้ว แต่ไม่เป็นข่าว เพราะเรากลัวว่าจะถูกเชื่อมโยงกับเรื่องการเมือง เมื่อถามว่า ในจำนวน 10 คน มีการสอบสวนไปแล้วกี่คน พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า อยู่ระหว่างดำเนินการไม่สามารถเปิดเผยก่อนได้ ตนไม่อยากติดคุกตอนแก่

ขณะที่นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ส่วนจะเปิดชื่อทั้ง 10 คนเลยหรือไม่ นายไชยชนก ระบุว่า เดี๋ยวเปิดแน่นอนเมื่อถามว่า 10 คนนี้ อยู่พรรคการเมืองเดียวกันหมดเลยใช่หรือไม่ นายไชยชนก ตอบสั้นๆ ว่าอยู่ทั้งหมด

อีกด้านหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ความร่วมมือแบบไตรภาคี ระหว่าง 3 ประเทศ คือ ไทย จีน และเมียนมา ในการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ที่มีการหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก ร่วมดำเนินการส่งกลับชาวจีน ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ จากฝั่งจังหวัดเมียวดี ประเทศเมียนมา โดยส่งกลับไปประเทศจีน ผ่านชายแดนพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งมีแผนส่งกลับชาวจีน ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ในระหว่างวันที่ 20-23 มกราคม 2569 รวม 1,108 คน ผ่านท่าอากาศยานแม่สอด โดยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ สายการบิน China Southern Airlines

สำหรับวันเดียวกันนี้ เป็นวันแรกของการส่งกลับตลอด 3 วันจากนี้ มีกำหนดส่งกลับชาวจีน ทั้งหมดประมาณกว่า 300 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนจากห้องกัก ด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.ตาก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบประวัติ จัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลและข้อมูลส่วนบุคคลในระบบไบโอเมทริกซ์ และขึ้นบัญชีดำ หรือลงระบบแบล็กลิสต์ เพื่อไม่ให้สามารถเดินทางกลับเข้าประเทศไทยได้อีก

ศาลฎีกาพิพากษายืน ‘เจ๋ง ดอกจิก’กระอัก โทษจำคุก5ปี4เดือน ชุมนุมไล่‘มาร์ค’ปี’53

ศาลฎีกาพิพากษายืน  ‘เจ๋ง ดอกจิก’กระอัก  โทษจำคุก5ปี4เดือน  ชุมนุมไล่‘มาร์ค’ปี’53

ศาลฎีกาพิพากษายืน ‘เจ๋ง ดอกจิก’กระอัก โทษจำคุก5ปี4เดือน ชุมนุมไล่‘มาร์ค’ปี’53

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก “เจ๋ง ดอกจิก” 5 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา คดี นปช.ชุมนุม ไล่ “มาร์ค” ปี’53 ศาลออกหมายขัง ควบคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พร้อมมือยิง M-79  ที่ต้องโทษคุกตลอดชีวิต

เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ห้องพิจารณา 609 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้ง ที่ 2 คดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ก่อการร้ายปี 2553 หมายเลขดำ อ .2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายวีระหรือวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานนปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.กับพวกรวม 24 คนเป็นจำเลยความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย มั่วสุมสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์– 20 พฤษภาคม 2553 พวกจำเลยยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช.ต่อเนื่อง เพื่อกดดัน ต่อต้านรัฐบาลและบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ประกาศยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ อ้างว่านายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯโดยมิชอบ และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 รวมทั้งร่วมกันจัดการชุมนุมที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และบริเวณแยกราชประสงค์เดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆด้วย ใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง มีการฝึกกำลังคนและฝึกการใช้อาวุธเพื่อการก่อการร้าย

จำเลยทุกคนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัว

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคน อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษพวกจำเลยตามความผิดด้วย

ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2566 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุกนายยศวริศ ชูกล่อมหรือเจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 รวม 8 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือนไม่รอลงอาญา ส่วนนายสุขเสก หรือสุข พลตื้อ จำเลยที่ 12 มือยิง M79 ให้จำคุกตลอดชีวิต สำหรับจำเลยอื่นพิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้น จำเลยที่ 7 และที่ 12 ยื่นฎีกา

ต่อมาวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งแรก อย่างไรก็ตามทนายความ นายยศวริศ จำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องพร้อมใบรับรองแพทย์ แสดงอาการป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบและภาพการรักษาตัวที่โรงพยาบาล จึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน 30 วัน

โดยวันนี้ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ลูกสาวของนายยศวริศ หรือ เจ๋งดอกจิก จำเลยที่ 7 ในฐานะนายประกัน ได้แถลงต่อศาลว่า เนื่องจากจำเลยที่ 7 มีอาการป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบรักษาตัวอยู่ที่รพ.พระนั่งเกล้า จึงขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาไปอีก 1 นัด

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลได้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาฎีกามาแล้ว 1ครั้ง นัดนี้จึงให้ตามตัวจำเลยที่7มาฟังคำพอพากษา มิฉะนั้นจะออกหมายจับปรับนายประกัน ลูกสาวนายยศวริศ หรือ เจ๋งดอกจิก จึงได้โทรศัพท์ประสานบิดาให้เดินทางจากรพ.พระนั่งเกล้า มาด้วยรถแท็กซี่สาธารณะ โดยนายยศวริศต้องนั่งรถเข็นขึ้นมาที่ห้องพิจารณาคดีในสภาพอิดโรย อ่อนเพลียมีผ้าก๊อซปิดสายน้ำเกลือที่แขนข้างซ้าย และยังคงผูกป้ายชื่อผู้ป่วยไว้ที่ข้อมือ

ทั้งนี้ นายยศวริศแถลงต่อศาลว่า อยากขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไปอีก 1 นัดเป็นเวลา 30 วันเนื่องจากเกรงว่า หากอาการป่วยกำเริบภายในเรือนจำจะทำให้การรักษาด้วยความยากลำบาก อาจถึงขั้นเสียชีวิต โดยไม่มีเจตนาประวิงคดีแต่อย่างใด

ผู้พิพากษาจึงได้ไปปรึกษาผู้บริหารศาลอาญา ก่อนมีความเห็นว่า ต้องอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามระเบียบ

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยจำเลยที่ 7 กับพวกมีเจตนาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ทหารในที่เกิดเหตุ กระทำการข่มขืนจิตใจให้กลัวว่า จะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แตกต่างจากการร่วมกันทำให้เสียทรัพย์

การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 7 และจำเลยที่ 12 ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน โดยภายหลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกา นายยศวริศได้หอมศีรษะลูกสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ

จากนั้นศาลออกหมายขังและให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวทั้งสองไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

‘นายกฯ’จี้หาช่องยกเลิกสัญญา ฟัน‘อิตาเลียนไทย’ ใช้อำนาจทางปกครองดำเนินการ

'นายกฯ'จี้หาช่องยกเลิกสัญญา  ฟัน‘อิตาเลียนไทย’  ใช้อำนาจทางปกครองดำเนินการ

‘นายกฯ’จี้หาช่องยกเลิกสัญญา ฟัน‘อิตาเลียนไทย’ ใช้อำนาจทางปกครองดำเนินการ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘นายกฯ’จี้หาช่องยกเลิกสัญญา ฟัน‘อิตาเลียนไทย’ ใช้อำนาจทางปกครองดำเนินการ คุยอสส.ฟ้องเรียกค่าเสียหาย ระทึกอีก!ไฟไหม้ซากเครนถล่ม

ระทึกซ้ำไฟไหม้รถเก๋งบริเวณซากเครนพระราม 2 นายกฯกุมขมับ“อีกแล้วหรือ” จี้ฝ่ายปฏิบัติหาวิธีบอกเลิกสัญญา “อิตาเลียนไทย” ให้ได้“บวรศักดิ์”ยันรัฐบาลไม่อยู่เฉย จ่อคุยอัยการสูงสุด เพื่อความรอบคอบ

เมื่อวันที่ 20มกราคม2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้ซ้ำซ้อนบริเวณจุดก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M82 ช่วงสะพานท่าจีน โดยไฟได้ลุกไหม้ รถยนต์คันที่ถูกเครนถล่มทับ ผู้รับเหมาพยายามดับเองแต่ไม่สำเร็จ ต้องประสานเทศบาลตำบลท่าจีนระดมรถน้ำและรถโฟมเคมีเข้าดับไฟ สาเหตุเบื้องต้นเกิดจากการใช้เครื่องตัดเหล็ก แล้วเกิดสะเก็ดไฟหล่นร่วงลงมาโดนคราบน้ำมันของรถที่ถูกเครนทับอยู่ ต่อมาสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้วและเร่งทำความสะอาดขจัดคราบน้ำมันให้เรียบร้อย โดยเร็ว ส่วนสภาพการจราจร ณ บริเวณจุดเกิดเหตุรถติดกนักมีรถสะสมจำนวนมาก เคลื่อนตัวได้ช้าๆโปรดหลีกเลี่ยงเส้นทาง

“หนู”ยั๊วะ”อีกแล้วหรือ

ประเด็นดังกล่าวนักข่าวไปถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ที่ทำเนีบบรัฐบาล ซึ่วนายอนุทิน กับกับหลุดปากว่า” อีกแล้วเหรอ” เมื่อถามว่า รัฐบาลมีการคาดโทษหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้คาดโทษ แต่ให้ดำเนินการ โดยรัฐบาลให้ดำเนินการทางปกครอง หาวิธีบอกเลิกสัญญากับผู้รับเหมา ซึ่งรัฐบาลโดยสำนักนายกรัฐมนตรีไม่ใช่คู่สัญญา แต่เป็นนโยบายที่แจ้งให้กับหน่วยงานรับผิดชอบโครงการซึ่งต้องดำเนินการ ถ้าเขาไม่ดำเนินการก็มีความผิดเท่านั้นเอง โดยในส่วนของรัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว เมื่อถามต่อว่า นายกฯ ในฐานะวิศวกร เหตุไฟไหม้ดังกล่าวถือเป็นการทำลายหลักฐานใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าถามว่าตนในฐานะวิศวกร เราต้องวางแผนงานควบคุมและใส่ใจ ในแต่ละประเภทของงาน งานที่ต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม ก็ต้องให้ความใส่ใจ และระมัดระวังให้มาก ต้องมีความปลอดภัยซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ บริษัทข้ามชาติที่ตนเคยเป็นวิศวกรคุมงาน ตนเคยได้รับรางวัลเนื่องจากไม่มีอุบัติเหตุจนมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต 30 ล้านชั่วโมง Lost time accident ซึ่งไม่ใช่เรื่องฟลุก โชคดี หรือจุดธูปเซ่นไหว้ แต่มาจากการวางแผน และความใส่ใจการควบคุมงานที่เข้มข้น

เป็นปัญหาต่อสาธาณะ

เมื่อถามย้ำว่า มีการตั้งข้อสังเกต เหตุไฟไหม้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้หรือเป็นการทำลายหลักฐาน นายอนุทิน กล่าวว่า จะเป็นการไปทำลายหลักฐานได้อย่างไร ถ่ายรูปกันไปชัดเจนแล้ว หลักฐานก็คือเครนที่ร่วงลงมา ซึ่งเป็นความเสียหายทางโครงสร้างทางวิศวกรรม จะไปเผาเหล็กเผาเครนตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เอกสารก็ไม่ได้ต้องการ เพราะถ้าเอกสารดีอย่างไรแต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันฟ้องดีกว่าเอกสาร เมื่อถามต่อว่า ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐช่วยเหลือเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง นายอนุทิน กล่าวว่า นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหา ตนได้มอบนโยบายต่อกรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กระทรวงคมนาคม ว่าต้องไม่ฟังเงื่อนไขในสัญญา แต่มันมีเรื่องของกฎหมายทางปกครอง ให้ไปดำเนินการ เพราะมันเป็นภัยและอันตรายต่อสาธารณะ ทำให้ประโยชน์ของสาธารณะเสียไป รวมไปถึงความมั่นใจของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ไม่เว้นแม้แต่ความมั่นใจของคนในชาติวันนี้ กลายเป็นว่า ถนนเพชรเกษม รถติด เพราะไม่มีคนอยากวิ่งผ่าน เราลงทุนก่อสร้างไปเท่าไหร่ เราก็ต้องสร้างความมั่นใจตรงนี้ คนที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจคือคนที่ก่อสร้าง และผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด

“ตอนที่ผมบอกว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ก็มีคนว่าไม่ใส่ใจ แต่ตอนที่จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด ก็บอกว่าระวังเสียค่าโง่ แต่ถ้าทำตรงนี้แล้วนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกฎหมาย เปลี่ยนระเบียบการควบคุมต่างๆ ได้ เพราะทุกอย่างมีต้นทุน ผมก็ไม่คิดว่าคำว่าเสียค่าโง่คืออะไร คือบริษัทไปฟ้องหรือเครนล้มลงมาขนาดนี้ มีเสียชีวิต 30 กว่าคน เหตุเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เหตุเกิดครั้งแรกยังโอเค แต่นี่เกิดเหตุสี่ถึงห้าครั้งแล้ว แล้วจะไม่ให้รัฐทำอะไรเลยหรือ ทำแบบนี้ก็ว่าทำแบบนั้นก็ว่า ผมก็ทำในสิ่งที่ควรทำ และผมไม่ได้เป็นคนเสียค่าโง่ แค่ไปบอกให้หน่วยงานว่าต้องทำอย่างไร มันไม่โง่หรอกที่ต้องทำแบบนี้ ทำแล้วทุกฝ่ายจะได้ฉลาดขึ้น จะได้ทำอะไรด้วยความระมัดระวัง เพราะคนที่เสียหายคือประชาชน ญาติเจ้าของบริษัทเสียชีวิตเสียเมื่อไหร่ล่ะ คนสัญจรไปมา ขับรถไปมาไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ต้องมาเสียชีวิตตรงนี้ นี่คือสิ่งที่ทำให้เสียหายกับประเทศ และไม่ต้องมานั่งนับญาติอะไรกับผม สิ้นคิดถึงขนาดบอกว่าเอาแม่ผมไปเป็นน้องสาวของเจ้าของ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด เป็นไปได้อย่างไร สมัยก่อน แข่งขันกันมาตลอดชีวิต มันเริ่มที่จะออกไปเรื่องอื่นแล้ว” นายกฯ กล่าว

เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

นายกฯ กล่าวต่อว่า เอาเรื่องวันนี้ดีกว่าว่าหน้าที่ของรัฐบาลคืออะไร มาตรการเร่งด่วนที่ออกมาจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นหรือไม่ หน่วยงานที่รับผิดชอบไปเลิกสัญญาให้ได้ก่อนเถอะ เพราะตอนนี้คุณทำให้รัฐบาล ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ทำให้ความมั่นใจของคนไม่มี เตือนไปแล้วหลายครั้งก็ยังเกิดเหตุขึ้นอีก ซึ่งหากมีไฟไหม้เกิดตรงนั้น แสดงว่าคุณยังไม่ดำเนินการอะไรที่ทำให้เกิดความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ตรงนี้ควรหรือยังที่จะต้องมีการดำเนินการอะไร ตนทำหน้าที่ของตนแล้ว ต่อไปเป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติ ถ้าไม่ทำก็คาอยู่ที่เขา ประชุม ครม.กี่สัปดาห์ ตนก็จะถาม รมว.คมนาคม และหลังเลือกตั้งหากตนเป็นฝ่ายค้าน ก็จะไปนั่งไล่ถาม รมว.คมนาคม ดำเนินการไปแล้วหรือยังก็แค่นี้

ใครไม่ทำตามต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามว่า ควรจะมีไทม์ไลน์ดำเนินการเรื่องนี้ให้จบก่อนส่งไม้ต่อรัฐบาลชุดหน้าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนทำหน้าที่ตนไปแล้ว ใครไม่ทำตามคำสั่งรัฐบาล เขาก็ต้องรับผิดชอบ ตามระเบียบและกฎหมาย เมื่อถามอีกว่า จะมีการยุติโครงการอื่นหรือไม่ เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ซ้ำซาก นายอนุทิน กล่าวว่า เอาสองเรื่องนี้ให้ได้ก่อน

มอบเงินช่วยกรณีเครนสีคิ้ว

ก่อนหน้านี้ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายกฯนายอนุทิน เป็นประธานสักขีพยานในการมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มทับรถไฟ ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา โดย นายอนุทิน มอบเงินเยียวยาครอบคลุมครอบครัวหรือทายาทผู้เสียชีวิตจำนวน 30 ครอบครัว ทั้งนี้สำหรับเงินเยียวยาช่วยเหลือประกอบด้วย เงินช่วยเหลือจากการรถไฟแห่งประเทศไทย รายละ 340,000 บาท, เงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) รายละ 1,000,000 บาท และเงินช่วยเหลือจากบริษัทผู้รับจ้างรายละ 150,000 บาท

จากนั้นนายกฯ กล่าวว่า ในนามของรัฐบาล ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เคนก่อสร้างรางรถไฟความเร็วสูงตกทับในส่วนของรถไฟ ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงและสร้างความสะเทือนใจให้แก่ประชาชนทั้งประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่อาจประเมินค่าได้ การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตในวันนี้เป็นความตั้งใจของรัฐบาลในการที่จะเร่งรัดการช่วยเหลือดูแลและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้เป็นไปได้โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสียให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ ซึ่งการมอบเงินเยียวยาในวันนี้เป็นการช่วยเหลือจากกรมการประกันภัยรวมถึงภาคส่วนอื่นๆซึ่งรัฐบาลได้เร่งประสานและอำนวยความสะดวก ในทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือครอบครัวผู้สูญเสียโดยเร็ว โดยรัฐบาลจะติดตามการเยียวยาในระยะต่อไปจนกว่าทุกขั้นตอนจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

‘ผมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมและจะไม่มีการละเว้นหรือยกเว้น การกระทำผิดแก่ผู้ใดทั้งสิ้น หากพบการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการผิดกฎหมายและฝ่าฝืนกฎหมายและประมาทเลินเล่อ รัฐบาลจะใช้วิธีการดำเนินการตามกฏหมายโดยเคร่งครัด“นายกฯ กล่าว

เร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น

นายกฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้รัฐบาลได้มอบนโยบายให้กระทรวงคมนาคมในการเร่งทบทวนปรับปรุงและยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านกฎหมายมาตรฐานวิชาชีพ การกำกับดูแลหน้างานและบทลงโทษเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยจะกำหนดให้ความปลอดภัยของแรงงานและประชาชนเป็นวาระสำคัญของประเทศ ตนขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งญาติผู้เสียชีวิตและครอบครัวทุกคน ขอให้ทุกคนมีกำลังใจที่เข้มแข็ง รัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชนและพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกมิติ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นความปลอดภัยและความเป็นธรรมให้กับคืนสู่ครอบครัวของทุกท่านให้เร็วที่สุด

ด้าน นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บาดเจ็บทุกรายอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์แล้วได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ และยังมีในส่วนของค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งมีวงเงินรวมกว่า 583 ล้านบาท สามารถรองรับค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด

ขอหารืออัยการสูงสุด

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโน รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์) กรณีมีการเรียกค่าเสียหาย เพื่อชดเชยให้กับครอบครัวผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ ที่อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมาว่า ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตชาวต่างชาติอยู่ ตรงนี้รัฐบาลจะหารือกับอัยการ เพื่อให้ช่วยพิจารณาหาแนวทางยกเลิกสัญญา

เมื่อยกเลิกสัญญาจะหาแนวทางฟ้องเรียกค่าเสียหาย รัฐบาลพร้อมสนับสนุน หากมีผู้เสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวต้องการเข้ามาเป็นโจทย์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายร่วมกับรัฐบาล เนื่องจากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง และเรื่องความปลอดภัยสาธารณะถือเป็นเรื่องสำคัญ

ทั้งนี้ สัญญาทางปกครองไม่เหมือนกับสัญญาทางแพ่ง เพราะต้องดูเรื่องความปลอดภัยสาธารณะ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่อยู่เฉย ส่วนที่ถามว่าบริษัทเอกชน จะฟ้องกลับรัฐบาลได้หรือไม่ ตรงนี้ไม่มีใครห้ามฟ้องหรือไม่ฟ้อง และฟ้องแย้งได้ สู้กันด้วยหลักฐานว่ามีการละเลยหรือประมาทเลินเล่อมากี่ครั้งแล้ว

ซาบีดา ช่วยผู้สมัคร สส.กทม ฝั่งตะวันออก มีนบุรี-ลาดกระบัง ยัน ภูมิใจไทย ให้ความสำคัญ พี่น้องมุสลิม

ซาบีดา ช่วยผู้สมัคร สส.กทม ฝั่งตะวันออก มีนบุรี-ลาดกระบัง ยัน ภูมิใจไทย ให้ความสำคัญ พี่น้องมุสลิม

ซาบีดา ช่วยผู้สมัคร สส.กทม ฝั่งตะวันออก มีนบุรี-ลาดกระบัง ยัน ภูมิใจไทย ให้ความสำคัญ พี่น้องมุสลิม

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.39 น.

‘ซาบีดา’ ลงช่วยผู้สมัคร สส.กทม หาเสียงโซนกรุงเทพฝั่งตะวันออก ‘มีนบุรี – ลาดกระบัง – สะพานสูง – หนองจอก’  ยัน ‘ภูมิใจไทย’ ให้ความสำคัญ ‘พี่น้องมุสลิม’ ขอโอกาสเป็นคำตอบสุดท้าย ดันสารพัดนโยบายพรรคตอบสนองความต้องการประชาชน 

20ม.ค.2568 ที่มัสยิดลาดบัวขาว เขตสะพานสูง กทม. น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ช่วย น.ส.กาญจนา ภวัครานนท์  ผู้สมัคร สส.กทม เขตที่ 19 เขตสะพานสูง-มีนบุรี  นายสุขสันต์ แสงศรีเขต 17 เขตหนองจอก นายธนะสิทธิ์ เมธพันธ์เมือง เขต 20 เขตลาดกระบัง – แขวงคลองสองต้นนุ่น แขวงคลองสามประเวศ แขวงทับยาว แขวงขุมทอง แขวงลาดกระบัง (ยกเว้นแขวงลำปลาทิว และนายรณชัย สังฆมิตกล เขต 18  เขตหนองจอก (เฉพาะแขวงโคกแฝด แขวงลำผักชี และแขวงลำต้อยติ่ง) – เขตลาดกระบัง (เฉพาะแขวงลำปลาทิว) เขตมึนบุรี (เฉพาะแขวงแสนแสบ) พรรคภูมิใจไทย โดยนายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี  ได้เดินทางมาให้กำลังใจด้วย จุดแรก เดินทางมาที่ มัสยิดลาดบัวขาว เขตสะพานสูง พบปะประชาชนชาวมุสลิม โดยนางสาวซาบีดา  กล่าวว่า ได้รับการติดต่อให้ลงมาพื้นที่ของนางสาวกาญจนา ซึ่งเป็นคนเก่ง มีความสามารถไฟแรง และพร้อมที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องมุสลิมที่จะมาทำงานให้

น.ส.ซาบีดา กล่าวต่อว่า ทำไมวันนี้ต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย อันดับแรก เห็นแล้วว่า พรรคภูมิใจไทยมีระยะระยะเวลาสั้น เพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น แต่เราทำงานตอบสนองประชาชนได้เป็นอย่างดี  และขอให้ดูพรรคที่มีการเติบโต ที่มีกราฟขึ้น ไม่ใช่กราฟลง พรรคภูมิใจไทยจากพรรคเล็กๆที่มีสส.  20 คน จนมาถึง ปี 2566 มีสส. กว่า 70 คน แล้วตอนนี้มีคนไหลเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย จำนวนมาก และมีบุคลากรที่มีคุณภาพ ขอให้พรรคภูมิใจไทยเป็นคำตอบสุดท้าย 

น.ส.ซาบีดา กล่าวอีกว่า พรรคภูมิใจไทยได้ให้ความสำคัญกับมุสลิมมาโดยตลอด ซึ่งนายอนุทิน ได้ให้ตนไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นมุสลิมคนแรก เพราะเรื่องของศาสนาไม่ใช่ข้อจำกัด  และในวันสถาปนาพรรคภูมิใจไทย ทุกวันที่ 6 เมษายน จะมีพิธีทางศาสนาอิสลาม ให้สมาชิกพรรคที่เป็นอิสลามได้ประกอบพิธีทางศาสนาด้วย  และอีกสิ่งสำคัญที่สุด คือ ตั้งแต่ นายอนุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และมีนายชาดา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้นโยบายในเรื่องของราคาฮัจย์ต้องถูกลงแต่คุณภาพต้องดีซึ่งนายอนุทิน ได้สอบถามอย่างต่อเนื่องจวบจนกระทั่งตนเข้ามาเป็น รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงมหาดไทยต่อ ก็ยังคงสอบถามราคา ฮัจย์ และส่งตนที่เป็นมุสลิมไปเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฮัจย์และอุมเราะห์ ของซาอุดิอาระเบีย  โดยรัฐมนตรีระบุว่า เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับกิจการฮัจย์  ทั้งนี้ 3 ปีแล้วที่พรรคภูมิใจไทย มาดูแลเรื่องกิจการฮัจย์ ลดราคาไปแล้ว 300 ล้านบาท  อยากถามว่ามีพรรคการเมืองไหนทำได้แบบนี้บ้างมีนักการเมืองแบบไหนที่เข้ามาดูเรื่องของกิจการฮัจย์บ้าง  พรรคภูมิใจไทย จะทำให้กิจการฮัจย์ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แล้วจะทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้ 

น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า ส่วนนโยบายต่างๆ เช่น การตัดสแกมเมอร์ ทะลายทุนเทา ที่สำคัญพรรคภูมิใจไทย ยืนหยัดมาโดยตลอด ไม่เอาคาสิโน เพราะเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายสังคม บ่อยทำลายครอบครัว และบ่อนทำลายประเทศ เรามองว่าประเทศไทยมีทุนอีกมากมายทั้งทุนทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยว ทุนทางวัฒนธรรม มีสินค้าเกษตร ที่สามารถส่งออกและเป็นสินค้าที่เด่น เราไม่ต้องไปพึ่งทุนสีเทา ไม่ต้องไปพึ่งคาสิโน สิ่งสำคัญคือเราใช้ทุนและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีคุณค่าที่สุดได้ เราจึงมีเจตนารมย์ว่าเราไม่เอาคาสิโน 

“การลงพื้นที่ หาเสียงได้พบปะประชาชนและที่สำคัญได้รับฟังเสียงสะท้อนปัญหาของประชาชน และนำกลับมาเป็นนโยบายเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด พรรคภูมิใจไทยย้ำมาโดยตลอดว่าพรรคการเมืองของเราเป็นพรรคที่พูดแล้วทำ และครั้งนี้เราไม่ได้พูดเราทำอย่างเดียว แต่เราพูดแล้วทำพลัส อะไรที่เราพูดแล้วทำแล้วเราจะทำให้มากขึ้นไปอีก” น.ส.ซาบีดา กล่าว 

น.ส.ซาบีดา กล่าวด้วยว่า ส่วนนโยบายทางการศึกษา มุ่งพัฒนาทักษะทางการศึกษา จบมาแล้วมีงานทำ เราต้องเปลี่ยนระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์กับตลาดแรงงานเปลี่ยนระบบแรงงานที่เป็นระบบท่องจำ ให้เป็นระบบทักษะ จะทำให้เปลี่ยนอนาคตของประเทศชาติได้เช่นกัน ขณะที่เรื่องของภัยมั่นคง พรรคภูมิใจไทย โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นำพาประเทศไทยให้กลับมามีศักดิ์ศรีและกลับมาอยู่ในจอเรดาร์ของโลกอีกครั้งหนึ่ง  การเจรจาต่อรองทุกครั้ง เราได้เปรียบไม่เคยเสียเปรียบใคร  รวมถึง การนำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้ ก่อนที่พรรคภูมิใจไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลเศรษฐกิจนั้นย่ำแย่ รัฐบาลจึงต้องวางแผนระยะสั้น ในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ให้เศรษฐกิจคล่องตัวให้รวดเร็วที่สุด นโยบายคนละครึ่งจึงเป็นเหมือนห่วงยาง สำหรับคนที่จมน้ำให้ฟื้นขึ้นมาได้และถ้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาได้ เราจะมีคนละครึ่งพลัสเฟสสอง ให้กับประชาชนอย่างแน่นอน เพราะเรามีมือเศรษฐกิจที่เก่ง อย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี  สุธรรมพันธุ์ ที่ขณะนี้ได้ฉายาว่า SuperG ที่ได้เปิดตลาดใหม่ๆให้กับประเทศโดยเสมอ หาโอกาสให้กับประเทศไทย 

จากนั้น น.ส.ซาบีดา และผู้สมัคร สส. กทม. ได้ร่วม ดุอา หรือ การวิงวอนขอพรหรือการอธิษฐานต่ออัลลอฮ์ และร่วมถ่ายภาพกับประชาชนที่มาร่วมรับฟัง อย่างเป็นกันเอง และขึ้นรถแห่หาเสียง ไปยัง ตลาดพูนทรัพย์ ราษฎร์พัฒนาพบปะประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า โดยตลอดเส้นทางมีประชาชนทักทายและขอถ่ายรูปด้วย ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ได้สอบถามโครงการคนละครึ่งพลัส เฟสสอง ที่อยากให้นำกลับมาใช้อีก เพราะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ค้าขายง่ายขึ้น  ส่วนประชาชนที่มาเดินตลาด ก็บอกว่า จะเลือกพรรคภูมิใจไทยแน่นอน เด็ดขาดในเรื่องชายแดน และชอบน.ส.ซาบีดาจะเทคะแนนให้แน่นอน 

เท้ง แท็กทีม ช่อ พรรณิการ์ ลุยหาเสียงเชียงราย ชงแก้ฝุ่นพิษเร่งด่วนเป็นระบบ

เท้ง แท็กทีม ช่อ พรรณิการ์ ลุยหาเสียงเชียงราย ชงแก้ฝุ่นพิษเร่งด่วนเป็นระบบ

เท้ง แท็กทีม ช่อ พรรณิการ์ ลุยหาเสียงเชียงราย ชงแก้ฝุ่นพิษเร่งด่วนเป็นระบบ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.35 น.

“เท้ง ณัฐพงษ์” แท็กทีม “ช่อ พรรณิการ์” ลุยเชียงราย ช่วยผู้สมัคร สส. หาเสียง พี่น้องเชียงรายรุมถ่ายรูปหนาแน่นพร้อมให้กำลังใจเต็มที่

 วันที่ 20 มกราคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน พร้อมด้วย น.ส.พรรณิการ์ วานิช คณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย พบปะประชาชนตั้งแต่ตลาดสินสมบูรณ์ อำเภอเชียงสาย ไปยังตลาดธิดาพร อำเภอแม่จัน ตามด้วยตลาดนัดบ้านดู่ เมืองใหม่ 

บรรยากาศในพื้นเต็มไปด้วยความคึกคัก พี่น้องประชาชนเข้ามาถ่ายรูปพร้อมให้กำลังใจเนืองแน่น และมอบอาหาร ขนม น้ำดื่มและดอกไม้ตลอดทาง

สำหรับจังหวัดเชียงรายนั้นต้องเผชิญปัญหาหลายเรื่องด้วยกัน มีทั้งแหล่งยาเสพติด ไปจนถึงปัญหาสัญชาติและความเหลื่อมล้ำ ที่นำไปสู่การเกิดส่วยเพื่อแลกสัญชาติไทย เรื่องนี้ จำเป็นที่จะต้องทำให้ชายแดนเข้มแข็ง มีการรวมศูนย์ ไม่ต่างคนต่างทำงาน และจัดการสแกมเมอร์และทุนเทาจากปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง 

ในส่วนของมลพิษ PM 2.5 พรรคประชาชนเห็นว่าต้องแก้ปัญหาฝุ่นพิษเร่งด่วนอย่างเป็นระบบ ด้วยการจัดตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ พัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออากาศสะอาดโดยอาศัยข้อมูลดาวเทียมให้เต็มประสิทธิภาพ ตลอดจนใช้อากาศยานไร้คนขับ (UAV) ใช้โดรนเข้าช่วยพื้นที่ที่มีความถี่ของข้อมูลเพียงพอต่อการจัดการปัญหาฝุ่นพิษ

ทั้งนี้ เชียงรายยังมีวิกฤตโลหะหนักในแหล่งน้ำ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง เนื่องจากมีการตรวจพบโลหะหนักโดยเฉพาะสารหนู ตะกั่ว และปรอทเกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ โดยพรรคประชาชนเสนอให้จัดทำระบบฐานข้อมูลกลางด้านมลพิษทางน้ำ เปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน พืช สัตว์น้ำ สุขภาพ ต่อสาธารณะในรูปแบบที่ประชาชนเข้าถึงได้ ตลอดจนจัดทำแหล่งทดแทนที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน รวมถึงกำหนดเกณฑ์แจ้งเตือนและมาตรการป้องกันเชิงรุกให้ชัดเจน 

เชียงรายมีทั้งหมด 7 เขตเลือกตั้ง พรรคประชาชนส่งครบทั้ง 7 เขต ดังนี้ 

ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ เขต 1 (เบอร์ 1)
อุทิศ มณีจันสุข เขต 2 (เบอร์ 6)
ฐากูร ยะแสง เขต 3 (เบอร์ 5)
ธรรมวัตร พรมเสน เขต 4 (เบอร์ 2)
นาวิน วังแปง เขต 5 (เบอร์ 3)
จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม เขต 6 (เบอร์ 1)
สุทัศน์ ยาละ เขต 7 (เบอร์ 2)
 

อ.เจษฏ์เดือด! ตอก วิโรจน์ ย้ำชัด รำดาบ ถวายความจงรักภักดี (คลิป)

อ.เจษฏ์เดือด! ตอก วิโรจน์ ย้ำชัด รำดาบ ถวายความจงรักภักดี (คลิป)

อ.เจษฏ์เดือด! ตอก วิโรจน์ ย้ำชัด รำดาบ ถวายความจงรักภักดี (คลิป)

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.22 น.

หวิดวางมวยกลางดีเบต! ‘อ.เจษฎ์’ ฟาดกลับ ‘วิโรจน์’ ลั่นผมศิษย์มีครู อย่าเเขวะเรื่องรำดาบสักการะพระเจ้าตาก

วันที่ 20 มกราคม 2569  ช่องยูทูป THE STANDARD ได้มีการเชิญ นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้า และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลวัต, นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ,รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ ,นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย  ดีเบต ในหัวข้อ จุดยืน ‘ทหารมีไว้ทำไม?’ อนาคตความมั่นคงไทยควรไปทางไหน?

โดยช่วงหนึ่ง  เจษฎ์ โทณะวณิก  แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ และ  วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้มีปากเสียงกัน 

วิโรจน์  :  “เมื่อกี้ อ.เจษฎ์  บอกว่าเห็นตัวตนของผม ตัวตนของผมก็เป็นอย่างนี้ ผมไม่ต้องไปรำ ผมไม่ต้องไปไหว้”

อ.เจษฎ์ : “พูดอย่างนี้ ระวังจะโดน… คุณรู้ไหม  ที่ผมไปรำ ต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ถ้าคุณจะเเขวะ เเขวะเรื่องอื่น  เพราะที่คุณเเขวะ คุณกำลังเเขวะะการถวายสักการะ  เเละการที่ผมถวายความจงรักภัคดี ต่อบูบูรพมหากษัตริย์

คุณพูดเรื่องอื่นได้ คุณจะผมว่าไปเต้น ไม่เป็นไร คุณจะว่าผมหมุนร่ม ไม่เป็นไร แต่คุณพูดเรื่องรำดาบเนี้ย ผมเป็นศิษย์มีครู  ผมถวายความจงรักภัคดี”

วิโรจน์ : สรุปอย่างงี้ตัวตนอาจารย์ก็คือตัวตนอาจารย์ ตัวตนผมก็คือตัวตนผม ถ้าอาจารย์ไม่แตะตัวตนผม ผมก็ไม่แตะตัวตนอาจารย์

อ.เจษฎ์ : ผมขอบคุณนั้นคือตัวตนคุณ เพราะคุณตอบคำถาม แต่ไม่ต้องพูดว่าผมทำอะไร คุณเข้าใจผมนะครับ

วิโรจน์ : ผมเข้าใจอาจารย์และอาจารย์เข้าใจผมนะ

ก่อนที่จะเถียงกันไปมา ทำให้พิธีกรต้องเข้ามาห้าม

ขอบคุณข้อมูล : THE STANDARD

ปิยบุตร ปลุกชาวขอนแก่น เลือก ปชน. ลั่น ถ้าหน้าเดิมใช้ได้จริง ป่านนี้ชีวิตปชช.เจริญไปนานแล้ว

ปิยบุตร ปลุกชาวขอนแก่น เลือก ปชน. ลั่น ถ้าหน้าเดิมใช้ได้จริง ป่านนี้ชีวิตปชช.เจริญไปนานแล้ว

ปิยบุตร ปลุกชาวขอนแก่น เลือก ปชน. ลั่น ถ้าหน้าเดิมใช้ได้จริง ป่านนี้ชีวิตปชช.เจริญไปนานแล้ว

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.57 น.

“ปิยบุตร” ช่วยหาเสียง ร่าย 5 นโยบายสำหรับชาว อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น – ย้อนถามนโยบายดีๆ แบบนี้ใครก็พูดได้ แต่นักการเมืองหน้าเดิมเป็นรัฐบาลมาหมดแล้วทำไมไม่ทำ ถ้าคิดว่าหน้าเดิมใช้ได้จริงป่านนี้ชีวิตของพี่น้องเจริญก้าวหน้าไปนานแล้ว

วันที่ 20 มกราคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ขึ้นปราศรัยในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ที่สวนสุขภาพโสกน้ำใส อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น โดยนายปิยบุตรเริ่มปราศรัยเกริ่นว่าพรรคพวกเราถูกยุบมาสองครั้ง ถูกตัดสิทธิ์มาหลายคน เราเลือกตั้งได้ที่หนึ่งแต่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ถามว่าเราท้อแท้กับเรื่องนี้ไหม ไม่ครับ เราเดินหน้าต่อสู้ต่อ เพราะเราเชื่อว่าพี่น้องประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง เราเชื่อว่าประเทศไทยของเรามีศักยภาพไปได้ดีกว่านี้ ตนจึงถือโอกาสมาช่วยหาเสียงเพื่อชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้มีความสำคัญต่อชีวิตพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างไรบ้าง

โดยหากพูดในเรื่องใกล้ตัวเกี่ยวกับนโยบายหาเสียง พรรคประชาชนเตรียมนโยบายหาเสียงมาครบถ้วนกว่า 200 นโยบาย ครอบคลุมทุกด้าน เรียกได้ว่าหากเป็นรัฐบาลก็พร้อมทำงานทันที แต่ตนจะขอพูดเฉพาะนโยบายบางส่วนที่ตรงกับพี่น้องคนชุมแพ

ประเด็นแรก เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ได้เดือนละ 600 บาท ถ้าคิดอย่างตรงไปตรงมาไม่มีทางพอหรอก ทำให้ผู้สูงอายุต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงชีพอีก ดังนั้น พรรคประชาชนจึงมีนโยบายว่าถ้าได้เป็นรัฐบาล จะเพิ่มเงินผู้สูงอายุจาก 600 เป็น 1,000 บาท ทันที และหลังจากนั้นจะปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับไปจบที่ได้ 1,500 บาท ภายในปี 2573 

ประเด็นต่อมา พ่อแม่พี่น้องของเราประกอบอาชีพเกษตรกรมาตลอดชีวิต บางปีผลผลิตไม่ดี บางปีราคาตกต่ำ ก็ต้องใช้วิธีเข้าไปกู้ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ใช้ทุนมาต่อทุน ต้องจ่ายดอกเบี้ย จนสุดท้ายอายุ 60 70 80 กว่าปียังใช้หนี้ ธ.ก.ส.ไม่หมด ประเทศอะไรกันที่ปล่อยให้ผู้สูงอายุ ไม่ใช่แค่ต้องทำมาหากินเลี้ยงชีพเท่านั้น แต่ต้องทำงานใช้หนี้ใช้ดอกเบี้ย เราจึงมีนโยบายว่าถ้าหากพ่อแม่คนไหนอายุ 70 ปีขึ้นไปมีหนี้เกษตรกร แต่ปรากฏว่ามีการผ่อนชำระมาจนเกินเงินต้นไปแล้ว เราบอกว่าจะยกเลิกหนี้เหล่านี้ทันที พรรคประชาชนเห็นว่าต้องปลดโซ่ตรวนตรงนี้ ส่วนใครที่ยังจ่ายไม่หมดก็ต้องเอามาปรับโครงสร้างหนี้กันใหม่ ลดให้ครึ่งหนึ่งเพื่อให้ชำระต่อให้หมด

ประเด็นที่สาม เรื่องที่ดินทำกิน เราจะเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นเอกสารอะไร เช่น นส. น.ส.3 ก. มาเป็นโฉนด การมีโฉนดไม่ใช่แค่ความเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการเข้าถึงแหล่งทุนด้วย ต่อไปลูกหลานเติบโตขึ้นมาก็สามารถถ่ายโอนให้ลูกหลานได้

นโยบายต่อมา แถวบริเวณนี้มีร้านค้าจำนวนมาก เรายังมีนโยบายสนับสนุนร้านค้ารายเล็กรายย่อย นั่นคือนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ ต่อไปนี้ถ้าพี่น้องไปจับจ่ายซื้อของตามร้านค้าต่างๆ ทุก 500 บาทได้หวยใบเสร็จ 1 ใบ ในขณะเดียวกันถ้าร้านค้าขายได้ยอด 5,000 บาท ก็ได้ลุ้นหวย 1 ใบเช่นกัน ที่เราทำนโยบายนี้เพราะต้องการกระตุ้นให้พี่น้องจับจ่ายกับร้านค้ารายย่อยที่ขึ้นทะเบียน ในขณะเดียวกันก็สามารถทำให้ธุรกิจรายย่อยได้เข้าสู่ระบบและสามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้

สุดท้าย เรายังมีนโยบายเกี่ยวกับอ้อยด้วย โดยนอกเหนือจากประเด็นราคาที่ผู้สมัครได้กล่าวไปแล้วนั้น ในขณะเดียวกันทางภาครัฐก็มารณรงค์บอกว่าห้ามเผา เพราะการเผาทำให้เกิดมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อมและมลภาวะทางอากาศ ตนเชื่อว่าอีพ่ออีแม่เกษตรรู้อยู่แล้ว แต่ทางรัฐคุณช่วยอะไรเกษตรกรบ้างนอกจากสั่งว่าห้ามเผา พรรคประชาชนบอกว่าเรามีนโยบายช่วยเกษตรกรที่ไม่เผา ถ้าใครไม่เผาเราให้คูปองช่วยเหลืออุดหนุนเกษตรที่ไม่เผา และในขณะเดียวกันพรรคประชาชนมีนโยบายสนับสนุนเครื่องจักรในการตัดเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยมาทดแทนการเผา 

“ต่อไปนี้พี่น้องประชาชนไม่ตกเป็นจำเลยสังคม สามารถตัดอ้อยได้ไม่ต้องเผา พอกันทีการคิดนโยบายออกคำสั่งแบบคุณพ่อรู้ดีแล้วทำให้เขาเดือดร้อน ถ้าไม่อยากให้เขาเผาต้องมีเงิน มีคูปอง มีเครื่องจักรสนับสนุนเขา นี่คือการคิดนโยบายแบบรอบด้าน” นายปิยบุตร กล่าว

หลังจากนั้น นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า นโยบายดีๆ เหล่านี้ พรรคการเมืองทุกพรรคก็พูดได้หมด เวลาถึงหน้าเลือกตั้งทีไร ทุกพรรคการเมืองก็เอานโยบายมาเสนอขายแก่พี่น้องประชาชน พรรคการเมืองจะพูดนโยบายอย่างไรก็ได้ แต่ตนอยากจะชวนพี่น้องชาวอำเภอชุมแพมาคิดว่า พรรคการเมืองที่ลงสนามรับเลือกตั้งขณะนี้ โดยเฉพาะพรรคใหญ่และพรรคตัวเต็งตัวรองทั้งหลายเขาเคยเป็นรัฐบาล เคยมีอำนาจ เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์กันมาหมดแล้ว เขาเคยบริหารสารพัดกระทรวงมาหมดแล้ว เหลือแต่พรรคประชาชนที่ไม่เคยมีอำนาจบริหารประเทศ

“ดังนั้นถ้าหากทุกพรรคและนักการเมืองต้องการนำเสนอสิ่งดีๆ ให้กับประชาชน คำถามที่ต้องถามกลับไปดังๆ ก็คือว่า แล้วตอนที่เป็นรัฐบาลคุณทำอะไรอยู่ คุณบอกว่าจะปราบคอร์รัปชัน ปราบทุนเทา ปราบสแกมเมอร์ ปราบพนันออนไลน์ ปราบยาเสพติดที่ทำให้ชีวิตลูกหลานย่อยยับแบบนี้ คำถามก็คือเมื่อปี 62 พวกคุณเป็นรัฐบาลแล้วทำอะไรอยู่ ตอนปี 66 พวกคุณก็เป็นรัฐบาลแล้วพวกคุณทำอะไรอยู่ เพิ่งมาคิดออกวันนี้หรือ

เช่นเดียวกัน นโยบายแก้ปัญหาปากท้อง บอกว่าจะทำให้พี่น้องมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น บอกว่าจะให้ชีวิตของพี่น้องดีขึ้น บอกว่าจะเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ให้เป็นโฉนด บอกว่าจะเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ สารพัดเรื่องราวที่หาเสียงเอาไว้ตั้งแต่ปี 62 และ 66 แล้วพวกคุณก็เป็นรัฐบาลกันมาหมดแล้ว ทำไมคุณไม่ทำครับ?

ดังนั้นความแตกต่างมันอยู่ตรงนี้ครับพี่น้อง ถ้าเราเชื่อว่าพรรคและนักการเมืองเดิมๆ จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริง คำถามก็คือเขามีโอกาสหลายครั้งแล้วทำไมเขาไม่เปลี่ยนแปลงครับ?

ดังนั้นถ้าหากพี่น้องคิดว่าสังคมไทยตอนนี้อยู่แบบเดิมต่อไปไม่ได้แล้ว มันต้องเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เราไม่สามารถใช้นักการเมืองกลุ่มเดิมๆ คณะเดิมๆ พรรคเดิมๆ พวกที่เป็นรัฐมนตรี เป็นนายกฯ กันมาแล้ว ใช้พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้แล้วครับ เพราะถ้าใช้ได้จริงป่านนี้ชีวิตของพี่น้องเจริญก้าวหน้าไปนานแล้วครับ”

ครั้งนี้ การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขอโอกาสคนชุมแพเลือกเฮียโอ๋ นายอภิชัย ชาตะมีนา ไปเป็นผู้แทนราษฎรสักครั้ง เราต้องการผู้แทนราษฎรที่เข้าใจหัวอกประชาชน ไม่อิงแอบกับกลุ่มทุนใด เพื่อให้เมื่อสามารถเข้าไปแล้วจะได้ไม่เป็นหนี้บุญคุณใคร เป็นหนี้บุญคุณคนเดียวคือพี่น้องประชาชนคนชุมแพ ในเมื่อพี่น้องชาวชุมแพลองมาหมดแล้ว ลองเปลี่ยนผู้แทนราษฎรอีกสักครั้งดูดีไหมครับ

และเมื่อเฮียโอ๋เป็นผู้แทนราษฎรให้พี่น้องชาวชุมแพแล้ว เขาจะไม่ใช่ตัวแทนของพี่น้องชาวชุมแพเท่านั้น แต่เขาจะเข้าไปทำหน้าที่สำคัญอีกหน้าที่หนึ่งคือการไปยกมือเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ถ้าเฮียโอ๋ได้เป็นผู้แทนราษฎรจะไปยกมือให้เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรี ให้พรรคประชาชนไปตั้งรัฐบาลประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน

ตนและคุณธนาธรเริ่มทำงานการเมืองมาตั้งแต่ปี 2561 ผ่านร้อนผ่านหนาวเจอขวากหนามคมหอกดาบกันมามาก มีคดีความที่โดนนับไม่ถ้วน ถามว่าท้อหรือไม่ ตนรู้สึกเสียดายโอกาส แต่ท้อไม่ได้ เพราะถ้าท้อเมื่อไหร่ แสดงว่ากลเม็ดเด็ดพรายของเขามันเข้าเป้า หนทางเดียวที่จะสู้กลเม็ดเด็ดพรายของเขานี้คือยิ่งต้องเลือกให้มันถล่มทลาย ตอนปี 62 ได้ สส. มา 80 เสียง ยุบพรรค ตัดสิทธิ์ ไม่เป็นไร กลับมาเลือกตั้งปี 66 ได้มากกว่าเดิม 14.4 ล้านเสียง ได้ สส. 151 คน ตัดสิทธิ์ ยุบพรรค ครั้งนี้เอาอีกครั้ง เลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เอาให้เกิน 250 เสียง คะแนนรวมทั้งประเทศเกิน 20 ล้านเสียง ครั้งนี้จะตัดสิทธิ์ยุบพรรคก็ให้มันรู้ไป ใครมันจะขวางรัฐบาลประชาชนได้

สุดท้าย ขอฝากว่าในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ครั้งนี้มีบัตร 3 ใบ ใบแรกสีเขียวกาให้เฮียโอ๋เป็นผู้แทนราษฎรของเราในพื้นที่ ใบที่สองสีชมพูกาให้บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนเบอร์ 46 และใบสุดท้ายสีเหลืองคือกาเห็นชอบประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ส่อง 2 ทายาท ภูมิใจไทย ส่งต่อแรงบันดาลใจ เป๊ก นก สานฝันกองทัพยุคใหม่

ส่อง 2 ทายาท ภูมิใจไทย ส่งต่อแรงบันดาลใจ เป๊ก นก สานฝันกองทัพยุคใหม่

ส่อง 2 ทายาท ภูมิใจไทย ส่งต่อแรงบันดาลใจ เป๊ก นก สานฝันกองทัพยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.33 น.

วันนี้ 20 มกราคม พ.ศ. 2569 วาสนา นาน่วม นักข่าวอาวุโสชื่อดังของไทย โพสต์ภาพของ เป๊ก เศรณี ลูกชายคนเดียวของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงในชุดเครื่องแบบทหาร พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า ““นายกฯหนู“ เล่า ”ลูกเป๊ก“ เกณฑ์ทหาร เผย เป็นคนบอก ให้ไปจับใบดำใบแดง มีลางสังหรณ์ ได้”ใบแดง“ แน่ ได้ใบแดงจริงๆ ปลื้ม เกณฑ์ทหารเปลี่ยนเป็นคนละคน หนุน มีพลทหารอาสา 1 แสนคน ให้เต็มใจเป็นทหาร ไม่ต้องเกณฑ์ ชี้ ทหารเป็นอาชีพที่มีเกียรติเราเอาคนที่อยากเป็นทหาร มาเป็น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงนโยบายทหารอาสา เงินเดือน 12,000 บาท ต่อไปไม่ต้องจับใบแดง อยากเป็นทหารให้มาสมัครระหว่างการที่เราได้ทหารมาป้องกันประเทศของเรา มาฝึกฝน

Wassana Nanuam

นายอนุทิน ยกตัวอย่าง ลูกชายผมตอนอายุ 21 นึกว่าพ่อใหญ่ ไปฝากคนนั้นคนนี้ ผมก็บอก ให้ไปจับ แล้วผมก็รู้ลางสังหรณ์ มึงต้องจับใบแดงได้แน่เลย และมันก็จับได้ใบแดงจริงๆ ผมนี่ซื้อ สติ๊กเกอร์ทหารไว้ก่อนเลย ใน LINE คุณทำได้ เจ้าทำได้ รักชาติยิ่งชีพ ซื้อสติ๊กเกอร์ในไลน์ไว้เรียบร้อย พอ11 โมง โทรมาเลยว่า ได้แดง แต่เขาก็เปลี่ยนเป็นคนละคน เพราะนั้นทหารเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เราเอาคนที่อยากเป็นมา ไม่ต้องเกณฑ์ เขาอยู่กับเรามาฝึกความชำนาญพิเศษ ถ้ามีสงครามก็ไปรบถ้าไม่มีสงครามท ก็ช่วยเหลือประชาชน ครบ 4 ปี คุณเลือกจะอยู่ต่อไป เป็นนายสิบ เป็นจ่า เป็นนายร้อย แต่ถ้าไม่ชอบก็ออกไปเป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งจะมีวินัยเพราะอยู่ในระเบียบวินัยมา 4 ปีมีการศึกษามีความชำนาญในระดับหนึ่ง ซึ่งเขาสามารถออกไปแล้วเอาตัวรอดได้ ปี1 แสนอัตรา พอแล้ว#เป๊กเศรณี #ลูกนายกฯ#พลทหารเศรณี”

Wassana Nanuam

ก่อนทีในเวลาต่อมา เพจเฟซบุ๊ก สีน้ำเงิน จะโพสต์ประวัติของ นาย ไชยชนก ชิดชอบ พร้อมภาพเจ้าตัวสมัยเป็นทหารกองประจำการ สังกัดกองทัพบก ผลัด 1 โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ไชยชนก ยึดอกรับใช้ชาติ เคยสมัครใจเป็นทหารทันที หลังกลับจากเรียนที่ประเทศอังกฤษหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย หรือ นก บุตรชายคนโตของ เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ กรุณา ชิดชอบ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งปัจจุบัน ไชยชนก เป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยนั้น ได้ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 8 ขวบ หลังจากศึกษาที่อังกฤษเป็นเวลา 17 ปี ไชยนกก็กลับมาประเทศไทยในวัย 25 ปี ด้วยความเป็นชายไทยที่มีใจรักชาติ จึงสมัครเข้ารับราชการทหารทันที เป็นทหารกองประจำการ สังกัดกองทัพบก ผลัด 1

โดย ไชยชนก ได้เคยกล่าวไว้ตอนที่เข้ารับสมัครเป็นทหารว่า “เป็นความตั้งใจแต่แรกที่จะเป็นทหารรับใช้ชาติ และคุณพ่อก็สนับสนุนเห็นเป็นเรื่องที่ดี และการเป็นทหารได้ประโยชน์หลายอย่าง และเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วย“ #ไชยชนกชิดชอบ #ภูมิใจไทย #ภูมิใจไทย37 #ทหาร #ไชยชนก”

ไชยชนก ชิดชอบ
ไชยชนก ชิดชอบ
ไชยชนก ชิดชอบ
ไชยชนก ชิดชอบ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก วาสนา นาน่วม, เพจเฟซบุ๊ก สีน้ำเงิน

อนุทิน ลุยสำเพ็ง-เยาวราช ทักทายพ่อค้า-แม่ค้า บังเอิญเจอ ดร.เอ้โผกอด-จับมือ

อนุทิน ลุยสำเพ็ง-เยาวราช ทักทายพ่อค้า-แม่ค้า บังเอิญเจอ ดร.เอ้โผกอด-จับมือ

อนุทิน ลุยสำเพ็ง-เยาวราช ทักทายพ่อค้า-แม่ค้า บังเอิญเจอ ดร.เอ้โผกอด-จับมือ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.46 น.

‘อนุทิน ’ เดินชิลสำเพ็ง-เยาวราช ทักทายพ่อค้า-แม่ค้า-นทท.ต่างชาติ แวะโซ้ยก๋วยจั๊บเจ้าดัง บังเอิญเจอ ‘ดร.เอ้’ โผกอด -จับมือชู บอก’เจอกันที่สภา‘

วันที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่เขตสัมพันธวงศ์  กทม.นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ อาทิ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค นายภราดร ปริศนานันทกูล ผู้สมัครสส.อ่างทอง น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้ช่วยหาเสียง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ นายเกรียงยศ สุดลาภานายอนุชา บูรพชัยศรี นายสันติ ปิยะทัต สมาชิกพรรค เป็นผู้ช่วยหาเสียงใน กทม. ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับน.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา ผู้สมัครสส.กทม.เขต 1 ของพรรค ย่านตลาดสำเพ็ง 

เมื่อเดินทางถึงประชาชนได้เข้ามาขอถ่ายภาพ พร้อมบอกว่า “เงียบมากเลยช่วยสำเพ็งหน่อยตายกันหมดแล้ว ก่อนที่นายอนุทิน จะเดินเข้ามาภายในตลาดสำเพ็งโดยทักทายพ่อค้าและแม่ค้าอย่างคึกคัก  ซึ่งในช่วงหนึ่งนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยได้ขอถ่ายภาพกับนายอนุทิน เป็นที่ระลึกด้วย และเดินเข้าไปในร้านขายของร้านหนึ่ง โดยนายอนุทิน ได้สอบถามแม่ค้าว่า อยากได้คนละครึ่งหรือไม่  แม่ค้าตอบว่า “อยากได้ แต่อย่างหนึ่งที่อยากให้ทำคือ การปิดด่านแม้ว่าจะมีลูกค้าเป็นกัมพูชา แต่ก็อยากให้รัฐบาลปิดด่านต่อไป”  นายอนุทิน ตอบยืนยันว่า ก็ยังมีการปิดด่านอยู่

ขณะเดียวกันระหว่างเดินภายในตลาดแม่ค้าร้านหนึ่งตะโกนบอกว่า “ขอคนละครึ่งเพิ่มได้ไหม” นายอนุทินตอบว่า “ได้ๆแน่นอน”  ทั้งนี้ ระหว่างเดิน ทักทายพ่อค้าแม่ค้าภายในตลาด นายอนุทินสอบถามร้านขายของว่า “ขายดีไหม” ซึ่งพ่อค้าตอบว่า “ขายได้” ทั้งนี้ระหว่างเดินนายอนุทินได้แวะเข้าไปตามร้านต่างๆ โดยมีร้านหนึ่งได้ติดสติกเกอร์รูปหัวใจที่บริเวณหน้าอกเสื้อของนายอนุทินด้วย

นอกจากนี้ พนักงานธนาคาร ซึ่งตั้งอยู่ภายในตลาดสำเพ็งได้เดินออกมาขอถ่ายรูปกับนายอนุทิน พร้อมบอกว่าเป็นคนจังหวัดพัทลุงเลือกเบอร์ 37 โดยนายอนุทินได้พูดทักทายเป็นภาษาใต้ พร้อมบอกว่า ฝากด้วยนะ   

ขณะเดียวกัน แม่ค้าร้านขายของได้สะท้อนเรื่องการจัดระเบียบสายไฟภายในตลาดที่ไม่เป็นระเบียบพร้อมเสนอ 3 ข้อให้นายอนุทินพูดมาว่าจะทำอะไรให้กับชาวตลาดสำเพ็งบ้าง และที่สำคัญทุนเทาเยอะมาก มาเช่าตึกขายของในตลาด ทำให้กระทบพ่อค้าแม่ค้าเก่า ซึ่งเป็นคนไทย ที่ผ่านมาพรรคการเมืองหาเสียง รับปากแล้วไม่ทำแต่เห็นนโยบายพรรคนี้พูดแล้วทำ ก็อยากจะสนับสนุนแต่ขอให้พูดแล้วทำตามสโลแกน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างเดินหาเสียงนายอนุทิน ได้หยุดพักนั่งรับประทานก๋วยจั๊บสั่งพิเศษ ซึ่งเป็นร้านเก่าแก่ย่านเยาวราชร่วมกับ ผู้สมัครสส.และแกนนำพรรค  ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่าระหว่างเดินหาเสียงมาถึงถนนเยาวราชปรากฏว่า เป็นจังหวะที่นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และทีมงานเดินหาเสียงอยู่ถนนฝั่งตรงข้าม  เมื่อนายอนุทินเห็น จึงตะโกนเรียกว่า “พี่เอ้ๆ” ซึ่งทำให้นายสุชัชวีร์  หันมายิ้มพร้อมกับโบกมือทักทายกลับ และพาคณะเดินข้ามถนนมาหานายอนุทิน  โดยทันทีที่เจอกันนายอนุทินและนายสุชัชวีร์ ได้สวมกอดกัน พร้อมพูดคุยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยนายสุชัชวีร์  บอกว่า ”ขอให้นายอนุทินโชคดี“ ขณะที่นายอนุทิน บอกว่า “ขอให้ได้ไปเจอกันในสภา” ก่อนที่ทั้งสองคนจะจับมือกันชูขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน  ก่อนแยกย้ายกันไปเดินหาเสียง

อย่างไรก็ตาม ช่วงระหว่างก่อนเดินไปยังจุดวัดสัมพันธวงศ์  ซึ่งระหว่างทาง ได้มีประชาชนมาขอถ่ายภาพ โดยนายอนุทินได้ขึ้นไปนั่งค่อมบนรถมอเตอร์ไซต์ ถ่ายภาพร่วมกับประชาชน  ก่อนเข้าไปกราบเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์