สาทรคึกคัก อนุทิน ลงพื้นที่สวนแต้จิ๋ว ช่วย พัชรินทร์ หาเสียงโค้งสุดท้าย

สาทรคึกคัก อนุทิน ลงพื้นที่สวนแต้จิ๋ว ช่วย พัชรินทร์ หาเสียงโค้งสุดท้าย

สาทรคึกคัก อนุทิน ลงพื้นที่สวนแต้จิ๋ว ช่วย พัชรินทร์ หาเสียงโค้งสุดท้าย

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.04 น.

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สวนสุขภาพแต้จิ๋ว เขตสาทร นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ช่วย น.ส.พัชรินทร์ ซําศิริพงษ์ ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคภูมิใจไทย (เขตสาทร ปทุมวัน ราชเทวี) พบปะพี่น้องประชาชนและหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

บรรยากาศที่สวนสุขภาพแต้จิ๋วเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนที่มาออกกำลังกายและอาศัยอยู่ในพื้นที่เข้ามาทักทายและขอถ่ายรูปกับนายอนุทินเป็นจำนวนมาก โดยนายอนุทินได้เน้นย้ำถึงนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยทำสำเร็จมาแล้ว และพร้อมที่จะเดินหน้าต่อทันทีหากได้รับโอกาสเป็นรัฐบาล

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

แวดวงนักปกครอง : 7 กุมภาพันธ์ 2569

แวดวงนักปกครอง : 7 กุมภาพันธ์ 2569

แวดวงนักปกครอง : 7 กุมภาพันธ์ 2569

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

10 กุมภาพันธ์ วันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน ครบรอบ 72 ปีปีนี้จัดเต็ม! สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กว่าพันนายร่วมพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงประจำกองอาสารักษาดินแดน ณ วิทยาลัยการปกครอง จ.ปทุมธานี กล่าวนำโดย นายกองใหญ่ อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน เป็นประธานในพิธีพร้อมมอบเครื่องหมาย “รักษาดินแดนยิ่งชีพ” เข็มอาสารักษาดินแดนสดุดี รางวัลกองร้อยดีเด่น กองร้อยมาตรฐาน และรางวัล อส.ผู้ปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี 2568 พร้อมกล่าวสดุดี

ขอแสดงความยินดีกับกองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดเลยที่ 2กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอบ้านกรวดที่ 5 และรางวัลกองร้อยบังคับการและบริการ กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดลำพูน และทุกกองร้อยกับรางวัลกองร้อยอาสารักษาดินแดนดีเด่นประจำปี 2568 “ปวงข้า อส. ขอตั้งสัจจาจะปกป้องพาราจนสิ้นใจ” พร้อมเชิญชวนร่วมรับชมรับฟังการอ่านสารของผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน เนื่องในวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดนครบรอบ 72 ปี ในวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

“อำเภอพึ่งได้” ของจริง! ครูผวา–ร้านน้ำท่อมถือปืนขู่ นายอำเภอเดชอุดมสั่งจับทันที นายจักรพงษ์ พันธุ์โชติ นายอำเภอเดชอุดม จ.อุบลราชธานี เปิดปฏิบัติการปราบน้ำกระท่อมใกล้โรงเรียน หลังครูแจ้งพบนักเรียนหนีเรียนไปมั่วสุมในร้านอาหารพร้อมพฤติกรรมข่มขู่ด้วยอาวุธ จนท.บุกตรวจพบนักเรียน 17 คนในร้าน ยึดน้ำกระท่อม22 ขวด จับกุมผู้ต้องหา 1 ราย ส่งดำเนินคดีทันที สะท้อนภาพ “อำเภอพึ่งได้”เดินหน้าปกป้องเด็กตัดวงจรยาเสพติด ไม่ปล่อยภัยใกล้รั้วโรงเรียน!

นายจักรพงษ์ พันธุ์โชติ

นายอำเภอเดชอุดม จ.อุบลราชธานี

นายพุฒ พงศ์รพีพร

นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา

“นายอำเภอพาเดิน–วิ่ง” นำทีมต้าน Stroke ป่าโมกขยับทั้งอำเภอ!นายปิตุพงศ์ เทพวีระพงศ์ นายอำเภอป่าโมก จ.อ่างทอง เปิดโครงการ“นายอำเภอ พาเดิน วิ่ง Walk Run ต้าน Stroke Season 2” ณ อุทยานสวรรค์หนองเจ็ดเส้น ต.สายทอง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ระดมพลังทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนการออกกำลังกายจริงจัง งานนี้มุ่งส่งเสริมสุขภาพประชาชน และรณรงค์ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) อย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำบทบาทนายอำเภอในฐานะผู้นำสุขภาพที่พา “ทั้งอำเภอขยับ…เพื่อชีวิตที่แข็งแรงกว่าเดิม”

โคราชเอาจริง! นายพุฒ พงศ์รพีพร นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา นำทัพสู้ไฟป่า-ลด PM2.5 เปิดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ณ ท่าอากาศยานนครราชสีมา บ้านพิมาน ต.ท่าช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ งานนี้ผนึกกำลังทุกภาคส่วนกว่า 300 คน เดินหน้าแบบบูรณาการปล่อยขบวนรถลาดตระเวน สาธิตอุปกรณ์ดับไฟป่า ไปจนถึงร่วมแรงสร้างแนวกันไฟรอบรั้วสนามบิน ภายใต้แนวคิด “คนโคราชร่วมใจ สร้างแนวกันไฟ ยับยั้งไฟป่า ลดค่า PM2.5”

อย่าลืม !!! 8 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติ ร่วมกันกำหนดอนาคตประเทศด้วยพลังเสียงของทุกท่าน แสดงตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชน (หากบัตรหมดอายุสามารถใช้ได้) หรือบัตรที่มีรูปถ่ายและเลขบัตรประชาชน(พาสปอร์ต หรือใบขับขี่) หรือบัตรประชาชนบนแอปพลิเคชัน ThaiD

นาย..อำเภอน้อย

สุริยะ’ยอมรับ ซื้อเครื่องบิน‘เบน สมิธ’จริง ราคากว่า832ล้านบาท

สุริยะ’ยอมรับ ซื้อเครื่องบิน‘เบน สมิธ’จริง ราคากว่า832ล้านบาท

สุริยะ’ยอมรับ ซื้อเครื่องบิน‘เบน สมิธ’จริง ราคากว่า832ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สุริยะ’ยอมรับ ซื้อเครื่องบิน‘เบน สมิธ’จริง ราคากว่า832ล้านบาท ยันแจ้งปปช.แค่30ล้าน

ที่เหลือญาติลงขันซื้อ ปัดใช้ลำเลียงกระสุน

“สุริยะ” แจงแล้ว ซื้อเครื่องบินจาก “เบน สมิธ” จริง แจ้งป.ป.ช.แค่ 30 ล้านบาท ที่เหลือญาติช่วยกันลงขัน ปัดใช้ลำเลียงกระสุนทางการเมืองช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง “เรืองไกร” จี้กกต.ตรวจสอบ ที่มาเครื่องบินหรู “สุริยะ” ใช้หาเสียงเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ชี้แจงกรณีเพจCSI LAระบุว่า มีนักการเมืองไทยระดับรัฐมนตรีชื่อย่อ Big ส ซื้อเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream G550 จาก เบน สมิธ มูลค่าจริงราว 800 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 100 ล้านบาท แต่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ว่าซื้อมาเพียง 30 ล้านบาท และมีการใช้เครื่องบินลำนี้ลำเลียงกระสุนไปยังเป้าหมายต่างๆ ในทางภาคเหนือและอีสาน

โดยนายสุริยะกล่าวว่าตอนนั้นอยากได้เครื่องบินไว้ใช้งาน และมีการพูดคุยกับเพื่อน จนเพื่อนแนะนำว่า นายเบน สมิธ กำลังจะขาย เลยนำไปสู่การซื้อขายช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2567 เรื่องมีแค่นั้น ซึ่งเครื่องบิน Gulfstream G550 ลำดังกล่าว มีมูลค่ารวม 862,191,500 บาท นำเข้าและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมศุลกากรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 โดยใช้ทำภารกิจต่างๆ ในระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ใช้บินครั้งสุดท้ายเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568

นายสุริยะยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องการชี้แจงทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ว่า ตนถือครองทรัพย์สินในเครื่องบินลำนี้ตามสัดส่วนมูลค่า 30 ล้านบาท และได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว ส่วนมูลค่าที่เหลืออีกกว่า 832 ล้านบาท เป็นการถือครองโดยกลุ่มญาติพี่น้องตามสัดส่วน

ส่วนกรณีที่ CSI LA ระบุว่าเครื่องบินดังกล่าวลำเลียง “กระสุน” ไปยังพื้นที่เป้าหมายทางภาคเหนือและภาคอีสาน นายสุริยะกล่าวว่า เป็นการโจมตีและกล่าวหาทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง เพื่อทำลายความเชื่อมั่น ยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องจริงอย่างแน่นอน

คำชี้แจงของนายสุริยะสอดคล้องกับคำชี้แจงของนาย นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้สมัครสส.กทม.เขต 29 พรรคเพื่อไทย รองโฆษกพรรคเพื่อไทยในฐานะอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม และโฆษกกระทรวงคมนาคม

1. ราคาและการเสียภาษี: เครื่องบิน Gulfstream G550 ลำดังกล่าว มีมูลค่ารวม 862,191,500 บาท โดยได้นำเข้าและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมศุลกากรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา

2. การแจ้งบัญชีทรัพย์สิน: นายสุริยะถือครองทรัพย์สินในเครื่องบินลำนี้ตามสัดส่วนมูลค่า 30 ล้านบาท ซึ่งได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ปปช. ครบถ้วนชัดเจนแล้วว่า ส่วนมูลค่าที่เหลืออีกกว่า 832 ล้านบาท เป็นการถือครองโดยกลุ่มญาติพี่น้องตามสัดส่วน

3. ข่าวลือเรื่องการใช้งาน: ข้อกล่าวอ้างที่ว่ามีการใช้ลำเลียงกระสุนนั้น “ไม่เป็นความจริง” เป็นการบิดเบือนข้อมูลอย่างสิ้นเชิง เพราะครั้งสุดท้ายที่นายสุริยะใช้เครื่องบินลำนี้คือ ต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

ผมขอให้พี่น้องประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร และตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูลจากผู้ไม่หวังดีครับ

ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ กกต. รีบตรวจสอบนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย และผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ว่ามีการใช้เครื่องบินเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการหาเสียงหรือไม่ ได้แจ้งการใช้เครื่องบินดังกล่าวทุกครั้งหรือไม่ และมีการใช้เครื่องบินไปในทางที่อาจจะเข้าข่ายฝ่าฝืน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) การเลือกตั้ง สส. มาตรา 73 และมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือไม่

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ปรากฏในเว็บไซต์ไทยโพสต์ วันที่ 5 ก.พ. 2569 ระบุว่ามีเพจดังแฉนักการเมือง ระดับ รมต. ชื่อย่อ ‘บิ๊ก ส.’ ซื้อเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream G550 จาก เบน สมิธ มูลค่าจริงราว 800 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 100 ล้าน แต่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ว่าซื้อมาเพียง 30 ล้านบาท บนตัวเครื่องยังมีอักษรย่อชื่อ-นามสกุล SRJ

และมีสายข่าวแจ้งว่า เครื่องบินลำนี้ถูกใช้งานบินลำเลียงกระสุนไปยังเป้าหมายต่างๆ ในทางภาคเหนือและอีสาน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเส้นทางการได้มาของเครื่องบินส่วนตัวดังกล่าวว่าได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงกับนายทุนเทาหรือขบวนการผิดกฎหมายหรือไม่

นายเรืองไกรกล่าวว่า จากข้อเท็จจริงตามข่าวดังกล่าว มีเหตุต้องไปตรวจดูบัญชีทรัพย์สิน ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ยื่นต่อป.ป.ช. กรณีพ้นจากตำแหน่งรมว.คมนาคม วันที่ 24 ก.ย.2568 นายสุริยะ แจ้งมียานพาหนะ 1 รายการ เป็นเครื่องบิน Gulfstream G550 ได้มาวันที่ 17 ก.ย. 2567 มูลค่า 30,000,000 บาท โดยไม่มีการแจ้งรายจ่ายรายการนี้แต่อย่างใด

และเมื่อย้อนดูบัญชีทรัพย์สิน ของนายสุริยะ ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. กรณีพ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย วันที่ 6 ก.ย. 2567 ก็แจ้งว่ามียานพาหนะ 1 รายการ เป็นเครื่องบิน Gulfstream G550 ไม่ระบุวันที่ได้มา แต่แจ้งเป็น (ค่ามัดจำ) มูลค่า 30,000,000 บาท โดยไม่มีการแจ้งรายจ่ายรายการนี้แต่อย่างใด

ซึ่งจากข้อมูลการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ต่อ ป.ป.ช. จึงมีข้อสังเกตว่า ราคามัดจำกับราคาเครื่องบินเท่ากัน จึงควรตรวจสอบว่าราคาเครื่องบินมีมูลค่าตลาดที่แท้จริงเท่าใด เพราะในข่าวแจ้งมูลค่าถึง 800 ล้านบาท แต่แจ้ง ป.ป.ช. ไว้เพียง 30 ล้านบาท

โดยในวันที่พ้นตำแหน่งประธานกรรมการฯ เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 67 ได้แจ้งว่าเป็นค่ามัดจำเครื่องบิน 30 ล้านบาท และในวันที่พ้นตำแหน่งรองนายกฯ แจ้งว่า ได้เครื่องบินมาเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 67 มูลค่าเครื่องบิน 30 ล้านบาท ซึ่งอาจต่ำกว่าราคาตลาดมาก จึงมีข้อสังเกตที่ควรตรวจสอบว่า การแจ้งราคาเครื่องบินเป็นไปตามความจริงหรือไม่ แต่ยังไม่พบว่า ป.ป.ช. ตรวจสอบเรื่องนี้แล้วหรือไม่

เนื่องจากจะมีการเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ข้อเท็จจริงตามข่าวข้างต้น จึงมีเหตุอันควรขอให้ กกต. เข้าตรวจสอบการใช้เครื่องบินดังกล่าวโดยด่วนว่า มีการใช้ในการหาเสียงหรือไม่ มีการใช้ไปทั้งหมดที่ครั้ง ไปที่ไหนบ้าง และมีการใช้ไปในทางที่มิชอบตาม พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. มาตรา 73 และมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่

โดยขอให้ กกต. ดำเนินการโดยเร่งด่วนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอให้ กกต. ส่งข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ไปให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบต่อไปด้วย ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 221

กกต.พร้อมเลือกตั้ง ชวนคนไทยใช้สิทธิ์ ลุยสอบซื้อเสียง ยันไร้2มาตรฐาน

กกต.พร้อมเลือกตั้ง ชวนคนไทยใช้สิทธิ์ ลุยสอบซื้อเสียง ยันไร้2มาตรฐาน

กกต.พร้อมเลือกตั้ง ชวนคนไทยใช้สิทธิ์ ลุยสอบซื้อเสียง ยันไร้2มาตรฐาน

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กกต.พร้อมเลือกตั้ง ชวนคนไทยใช้สิทธิ์ ลุยสอบซื้อเสียง ยันไร้2มาตรฐาน

ประธานกกต.เผยพร้อมจัดเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ทั่วประเทศ ยันไม่มี 2 มาตรฐาน ตรวจสอบซื้อเสียง ดำเนินการทุกเรื่อง ด้าน รองเลขาฯ กกต.ชี้แจงผู้มีสิทธิเข้าใจคลาดเคลื่อน หลังโซเชียลแห่ให้ตรวจสอบสิทธิ์ เลือกตั้ง-ประชามติอยู่คนละที่ ส่วนสวมเสื้อบอลมีหมายเลขอยู่ที่เจตนา หากจูงใจอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายได้ ผู้แทนทูตและองค์กรระหว่างประเทศจาก 17 ประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติ และการเลือกตั้ง สส. ของไทย ด้าน “แสวง” โดดป้อง กปน. ยกเป็นผู้เสียสละ ไม่ควรถูกกล่าวหาด้วยความเท็จ “ศลต.ตร.” เปิดสถิติคดีเลือกตั้ง พุ่ง 119 คดี “ทำลายป้าย-ใส่ร้าย-คุกคาม”

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)กล่าวถึงการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ.นี้ว่าในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา กกต. และกรรมการประจำหน่วย ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความบกพร่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการกรอกรหัสเขตที่หน้าซองบัตรเลือกตั้งผิดพลาดจนเป็นข่าวใหญ่โต แต่ตรวจสอบพบว่ามีเพียง 100 ซองเท่านั้น และมีการคัดแยกใหม่เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะส่งไปพร้อมนับคะแนนในวันที่ 8 ก.พ.นี้ แต่ก็น้อมรับในเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และนำมาปรับให้การเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. มีความเรียบร้อยสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะ ฉะนั้นยืนยันว่า กกต.มีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง และขอเชิญชวนประชาชนให้ร่วมกันมาออกเสียงใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ ในวันที่ 8 ก.พ. ตั้งแต่เวลา 08.00 น.- 17.00 น. พร้อมฝากถึงนักการเมืองและพรรคการเมือง ขอให้ดำเนินการหาเสียงอยู่ในกรอบของกฎหมาย

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบการซื้อสิทธิ์ขายเสียงทั้งในพื้นที่ภาคอีสานและพื้นที่อื่นๆ นายณรงค์ กล่างว่า เรื่องนี้ กกต. ติดตามตลอดในภาพรวม แต่ไม่ได้ออกข่าว เพราะอยู่ในช่วงที่อาจจะมีส่วนได้ส่วนเสีย แต่ กกต. ก็รับดำเนินการทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นข้อร้องเรียนหรือความปรากฏ ยืนยันว่า ไม่ได้เพิกเฉย

นายณรงค์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองหนึ่งออกมาต่อว่า กกต. เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลการซื้อสิทธิ์ขายเสียง 2 มาตรฐาน เพราะตรวจสอบเฉพาะเด็กที่ทำคลิป 2,000 บาท แต่ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับการเบิกเงินสดผิดปกติ 250 ล้านบาทกลับไม่ตรวจสอบนั้น ในข้อเท็จจริงแล้วไม่ใช่ ยืนยันว่าตั้งแต่รู้ก็ได้ประชุม กกต. และขอความร่วมมือให้ธนาคารส่งข้อมูลมาให้ และให้สำนักงาน กกต. ตรวจสอบทุกเส้นเงินที่ได้รับข้อมูลมา พร้อมย้ำว่า กกต. ไม่ได้สองมาตรฐาน เพราะเป็นผู้รักษากติกา ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายทุกเรื่อง

ด้านว่าที่ร้อยตรี ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงขั้นตอนหลังปิดหีบเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ว่า หลังจากปิดหีบในเวลา 17.00 น. จะมีการนับคะแนนพร้อมกัน 3 กระดาน ทั้งการเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ สส.แบบแบ่งเขต และการออกเสียงประชามติ

โดยในส่วนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าจะมีจุดนับคะแนนที่กำหนดไว้ แยกออกมา ส่วนบัตรออกเสียงประชามติ นอกเขตจะนับคะแนนรวมในหน่วยเลย ส่วนการจัดเลือกตั้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ก็ได้มีการประชุมร่วมกับฝ่ายความมั่นคงและตำรวจ ซึ่งได้มีการควบคุมในแต่ละพื้นที่ โดยส่งกำลังเข้าไปดูแล ซึ่งเราได้กำชับกรรมการประจำหน่วย รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ดูแล เบื้องต้นยังไม่พบปัญหาอะไร สามารถจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.ได้แน่นอน

ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ในสื่อโซเชียลมีเดียให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้ง เนื่องจากหน่วยที่จะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกับหน่วยที่จะไปออกเสียงประชามติอยู่คนละที่กันนั้น ว่าที่ร้อยตรีภาสกร ยืนยันว่า เป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งแม้กฎหมายจะคนละตัวกัน แต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ให้ออกเสียงประชามติในวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง สส. ดังนั้น การลงคะแนนเลือกตั้ง สส.และการออกเสียงประชามติจะอยู่ในหน่วยเดียวกัน กระบวนการจะไหลลื่นไปตามขั้นตอนในหน่วย โดยจะต้องเลือกตั้ง สส. ก่อนแล้วจึงไปออกเสียงประชามติ ยืนยันว่าไม่มีการแยกกัน

ส่วนกรณีมีข้อกังวลเกี่ยวกับการสวมใส่เสื้อฟุตบอลที่มีหมายเลขเข้าไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งและออกเสียงมติ จะสามารถทำได้หรือไม่นั้น รองเลขาธิการกกต. กล่าวว่า ต้องดูที่เจตนาว่าต้องการจะสื่ออะไร โดยทั่วไปหากไม่ได้ซื้ออะไรหรือแฝงอะไรก็สามารถสวมใส่ได้ แต่ถ้าเป็นการสื่อเพื่อจูงใจก็อาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมายได้ ย้ำว่าอยู่ที่เจตนา

วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.) ร่วมกับบริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัด กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และนายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัด ร่วมปล่อยขบวนรถขนส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าที่ลงคะแนนแล้ว ทั้งการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดและนอกราชอาณาจักร กระจายสู่ 400 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ด้วยรถขนส่งกว่า 1,200 คัน และเจ้าหน้าที่บริษัทไปรษณีย์ไทย 5,000 คัน ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดตลอดเส้นทาง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนับคะแนน พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หลังปิดลงคะแนนในเวลา 17.00 น. โดยได้เริ่มขนส่งบัตรเลือกตั้งไปตั้งแต่เมื่อวานนี้ และในวันนี้เป็นการขนส่งบัตรเลือกตั้งไปในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยาและจังหวัดราชบุรี เป็นล็อตสุดท้าย

วันเดียวกัน ที่โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ กรรมการการเลือกตั้ง พร้อมนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้ง เข้าร่วมกิจกรรมสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. ของผู้แทนองค์กรจัดการเลือกตั้งต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม ว่าวันนี้มีการประชุมชี้แจง ให้กับคณะทูตและผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ให้เข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ซึ่งจัดในวันเดียวกัน เป็นหนึ่งในกิจกรรมสังเกตการณ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-9 กุมภาพันธ์ 2569 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และกิจกรรมสังเกตการณ์เลือกตั้งได้จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2544 รวมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 16 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน และการชี้แจงครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงให้เกิดความ รู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการดำเนินการ ออกเสียงประชามติ ซึ่งกำหนดให้การออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นครั้งแรกที่กฎหมายกำหนดให้ ทั้งสองกระบวนการเกิดขึ้นในวันเดียวกัน นับเป็นภารกิจที่สำคัญและท้าทายของ กกต.ที่ต้องเตรียมการและดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยความเรียบร้อยโปร่งใสเป็นธรรมและต้องดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมการสังเกตการณ์ฯ ทั้งหมด 44 คน จาก 17 ประเทศ และ 1 องค์กร เป็นผู้แทนจากองค์กรจัดการเลือกตั้งต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ เครือรัฐออสเตรเลีย สาธารณรัฐเบลารุส บรูไนดารุสซาลาม สาธารณรัฐโคลอมเบีย จอร์เจีย สาธารณรัฐอินเดีย สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สหรัฐเม็กซิโก มองโกเลีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สหพันธรัฐรัสเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต สาธารณรัฐตุรกี สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และ International IDEA

สำหรับกิจกรรมการสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ของผู้แทนองค์กรเราจัดการเลือกตั้งต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทยที่จัดระหว่างวันที่ 5 – 9 ก.พ. 2569 ประกอบด้วยกิจกรรมดังนี้ 1.วันที่ 6 ก.พ. 2569 การบรรยายสรุปเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2.วันที่ 7 ก.พ. 2569 การสังเกตการณ์การรับวัสดุอุปกรณ์เลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติ 3.วันที่ 8 ก.พ. 2569 การสังเกตการณ์การเปิดหน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติ การลงคะแนนเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ และการปิดหน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติ และการนับคะแนนเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ 4.วันที่ 9 ก.พ. 2569 การสรุปผลการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติ

พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการ กกต. กล่าวว่ากิจกรรมในครั้งนี้เป็นเรื่องที่องค์กรจัดการเลือกตั้งระหว่างประเทศ และอีกหลายประเทศให้ความร่วมมือและสังเกตการณ์การเลือกตั้งของประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลที่ประจำอยู่ในประเทศไทยเข้าร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ด้วย เชื่อว่า การตอบรับเข้าร่วมสังเกตการณ์ขององค์การนานาชาติ สะท้อนถึงความสนใจการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและการออกเสียงประชามติของไทย ซึ่งการสังเกตการณ์เป็นไปตามหลักสากล และเป็นกระบวนการที่ทำขึ้น เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เชื่อมั่นว่า จะเรียกความเชื่อมั่นการจัดการเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติของ กกต. กลับมาได้

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.โพสต์ข้อความ ปกป้องความจริง กปน. อาสาสมัครเพื่อประชาธิปไตย ทำงานตรงนี้ งานแบบนี้ มีเพื่อน คือ กฎหมายและความจริง เท่านั้นจริงๆ กฎหมาย คือ ต้องทำให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเที่ยงตรง ความจริง คือ สิ่งที่ทำไป ทำอย่างไรก็ได้รับผลตามนั้น งานตรงนี้ มีคนที่จะมาทำให้เกิดผลสำเร็จ คือ กปน. หรือ คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง เป็นอาสาสมัคร หรือผู้มีจิตอาสา กปน. เป็นประชาชนในเขตเลือกตั้ง ความรู้ ความสามารถก็เหมือนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เราๆ ท่านๆ โดยทั่วไป แต่ที่ต่างจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วไปคือ จิตใจที่เป็นอาสา ถือเป็นอาสาสมัครเพื่อประชาธิปไตยเลือกตั้ง ไม่มี กปน. การเลือกตั้งจะสำเร็จไม่ได้เลย

ในการเลือกตั้ง สส. แต่ละครั้ง ต้องใช้จิตอาสามาเป็น กปน.ร่วมเกือบ 2 ล้านคน คนจำนวนขนาดนี้ใช้ใจจิตอาสา ในการทำงาน มาทำงานบริการให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 53 ล้านคน คนมาเจอกันขนาดนี้เกือบทั้งประเทศ ย่อมมีความผิดพลาดอยู่บ้าง ที่ผ่านมามีหน่วยเลือกตั้งประมาณ 1 แสนหน่วย ก็จะมีข้อผิดพลาดไม่เกิน 50 หน่วย ทั้งที่ทำงานท่ามกลางแรงเสียดทาน และทำเป็นระยะเวลานานกว่า 15 ชม. ติดต่อกันโดยไม่มีเวลาพักเลย

แต่การกล่าวหาคนทำงานที่เป็นจิตอาสาอันปราศจากความจริง ย่อมไม่เป็นธรรมกับผู้มีจิตอาสา อย่างแน่นอน กระทบถึงความรู้สึกและจิตใจคนทำงาน ที่เขาทำงานถูกต้อง และยังให้แสดงความรับผิดชอบต่อข้อกล่าวหาที่ตั้งขึ้น ทั้งที่ยังเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีข้อเท็จจริงมารองรับ จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเกิดขึ้น เรามีหน้าที่ปกป้องความจริง และปกป้องคนทำงาน พอตรวจสอบเบื้องต้นแล้วออกมาชี้แจงความจริงว่าไม่มีเรื่องตามที่มีการกล่าวหาก็เบี่ยงเบนประเด็นไปเป็นเรื่องอื่น กลับไม่แสดงความรับผิดชอบต่อการกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) เปิดสถิติคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2569 ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค.2568 ถึงวันที่ 5 ก.พ.2569 โดย ศลต.ตร. พบว่า การกระทำความผิดในหลายข้อหาทั้งทำลายป้ายหาเสียง, ใส่ร้ายด้วยความเท็จ, ทำให้เกิดความกลัว, ร้องเรียนลักทรัพย์, หมิ่นประมาท, ร้องเรียน กกต.ดูหมิ่นซึ่งหน้า, จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ รวมทั้งหมด 119 คดี โดยแบ่งเป็นกองบัญชาการตำรวจนครบาล 15 คดี กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 22 คดี, ภาค 2 จำนวน 7 คดี, ภาค 3 จำนวน 8 คดี, ภาค 4 จำนวน 15 คดี, ภาค 5 จำนวน 15 คดี, ภาค 6 จำนวน 4 คดี, ภาค 7 จำนวน 20 คดี รวมคดีที่นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย และผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี เขต 5 เบอร์ 3 พรรคภูมิใจไทย แจ้งความตำรวจ สภ.สังขละบุรี เอาผิดคนปล่อยคลิปเสียงที่เหมือนเป็นเสียงตนเองคุยกับนักการเมืองท้องถิ่นให้ช่วยเหลือเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 1 ก.พ.69, ภาค 8 จำนวน 9 คดี และภาค 9 จำนวน 4 คดี

‘สุชาดา’ อดีต เลขานุการ รมว.ดีอี ป้อง ‘ศุภจี’ ไม่ได้สื่อสารผิดกรณี E-Document

'สุชาดา' อดีต เลขานุการ รมว.ดีอี ป้อง 'ศุภจี' ไม่ได้สื่อสารผิดกรณี E-Document

‘สุชาดา’ อดีต เลขานุการ รมว.ดีอี ป้อง ‘ศุภจี’ ไม่ได้สื่อสารผิดกรณี E-Document

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.15 น.

ระบุ เป็นการชี้ถึงบริการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลระหว่างหน่วยงานภาครัฐแบบ Real time สวนเพื่อไทยทำ MOU ไม่ฟังข้อทักท้วงของอัยการสูงสุด พบความผิดปกติหลายอย่าง ทำให้ รมว.ดีอี ต้องรอบคอบก่อนเซ็นเอกสาร

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันํธ์ 2569 น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ในฐานะอดีตเลขานุการ รมว.กระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์” ชี้แจงกรณีที่มีประเด็นเรื่อง E-Document หลังการดีเบตของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ว่า สิ่งที่นางศุภจีสื่อสารไม่ได้ผิดอย่างที่บางคนพยายามบิดเบือน เพราะไม่ได้พูดถึงแค่เรื่อง E-Office และ E-Saraban ที่กระทรวงดีอีกำลังดำเนินการอยู่ แต่นางศุภจีพูดถึง “บริการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ” โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อบูรณาการข้อมูลเป็นรัฐบาลดิจิทัล ให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลแบบ Real time ซึ่งขณะนี้มีหน่วยงานที่เชื่อมโยงแล้ว 22 หน่วยงาน โดยสามารถยกเลิกการเรียกเอกสารนิติบุคคลจากประชาชนได้จริง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและระยะเวลาของภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้สามารถเช็คข้อมูลบัญชีได้ด้วย

ผลจากการเชื่อมโยงข้อมูล ทำให้การจดทะเบียน “ม้านิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง” ลดลงอย่างชัดเจน หลังมาตรการมีผลใช้เมื่อ 1 มกราคม 2569 เหลือเพียง 1 บริษัท จากเดิมช่วง 1 มกราคม – 30 กันยายน 2568 มี 478 บริษัท สะท้อนว่าการใช้เทคโนโลยีสามารถสกัดการนำม้านิติบุคคลไปใช้หลอกลวงประชาชนและภาคธุรกิจได้

ขณะเดียวกัน ขอเรียนให้ชัดว่า ภารกิจเรื่อง E-Document ไม่ใช่กระทรวงดีอีกระทรวงเดียวที่ขับเคลื่อน มีฐานจากพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 (มีผลใช้ 10 มกราคม 2566) สมัยรัฐบาลลุงตู่และเป็นภารกิจต่อเนื่องของทุกรัฐบาล (จริงๆ มี พรบ.เรื่องรัฐบาลดิจิทัลตั้งแต่ปี 62 ด้วยซ้ำ) การยกระดับรัฐบาลดิจิทัลจึงไม่ควรถูกนำมาอ้างเป็นผลงานของใครเพียงฝ่ายเดียว เพราะเป็นสิ่งที่ควรต้องทำอยู่แล้ว โดยตัวเลขระบบ E-Office ล่าสุดจะแนบไว้ด้านล่างค่ะ ตามข้อมูลทางราชการ

ตอบคำถาม 
มาถึงเรื่องที่รัฐมนตรีดีอีไม่เซ็นเอกสารช่วงธันวาคม-มกราคมที่ผ่านมา เป็นเรื่องจริงครึ่งเดียว เอกสารที่เป็น Routine เฉพาะที่ทราบรายละเอียดทั้งหมดได้เซ็นตามปกติ ส่วนที่มาที่ไปของการเซ็นเอกสารที่ต้องปริ้นและนำมาลงนามข้างนอกก็เพราะ

1.ข้อมูลจากส่วน E-Saraban จะไม่เห็นต้นเรื่องทั้งหมดและความเห็นที่นำเสนอขึ้นมาจะไม่มีรายละเอียด การที่รัฐมนตรีจะเซ็นเอกสารจะต้องรอบคอบระมัดระวังเพื่อไม่ให้มีการผูกพันกับรัฐบาลหน้า 
2.นอกจากนี้ ที่รัฐมนตรีดีอีต้องละเอียดรอบคอบมาก เพราะมีการตรวจสอบภายใน พบข้อเชื่อมโยงที่มาจากรัฐมนตรีท่านเก่า ลงนามทราบในการทำ MOU ที่ทำกับกลุ่มทุนต่างชาติ ทำให้มีข้อกังขาหลายอย่าง ทั้งการใช้ระยะเวลาอันสั้นมากแค่ 3 วัน ในการตรวจสอบรายละเอียดของ MOU และลงนามโดยมีรัฐมนตรีเป็นพยานมากกว่า  1 กระทรวง ทำให้รัฐมนตรีในรัฐบาลภูมิใจไทยต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและยกเลิก เพราะการตรวจสอบพบความผิดปกติร้ายแรงในขั้นตอนการดำเนินงานนั้นขัดระเบียบกฎหมายและอาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง และยังพบว่า มีพฤติการณ์ “เพิกเฉยต่อข้อทักท้วงของอัยการสูงสุดและมีคำสั่งปิดข่าว”  จะเซ็นอะไรในกระทรวงก็คงต้องมีความละเอียดรอบคอบหน่อย ไม่อย่างนั้นอาจเป็นเหตุให้โดน DSI ตรวจสอบเพราะเข้าข่ายทำความผิดต่อประเทศชาติบ้านเมืองได้ 

สำหรับเรื่อง Cloud First Policy ขอชี้แจงว่า
1. ในนโยบายของรัฐบาลก่อนหน้ายังไม่มีความชัดเจนและมีมติเมื่อ 1 กันยายน 2568 ให้ชะลอการจัดซื้อจัดจ้างระบบคลาวด์ ทำให้หลายหน่วยงานดำเนินการไม่ได้และงบประมาณล่าช้า รัฐบาลปัจจุบันซึ่งเริ่มปฏิบัติหน้าที่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จึงผ่อนปรนเบื้องต้นในปี 2569 เพื่อให้หน่วยงานเดินหน้าต่อได้ 
2. ยังไม่มีความชัดเจนตามมติ ครม ของรัฐบาลเดิมในการเก็บชั้นความลับของข้อมูล ซึ่งโดยหลัก Data Center ของภาครัฐควรต้องอยู่ในประเทศไทย เพราะมีเรื่องของ Data Sovereignty จึงมีการให้กระทรวงดีอีและ DGA ไปหาแนวทางร่วมกัน เพื่อให้การใช้ทรัพยากร Cloud เกิดประโยชน์สูงสุด และมีราคาเหมาะสมที่สุด และที่สำคัญคือความปลอดภัยของข้อมูลของทางราชการ

แนะนำว่าอดีตรองเลขาธิการและอดีตที่ปรึกษาของรัฐมนตรีประเสริฐอาจจะลองขยายเวลาการทำงานให้ช้ากว่านี้หน่อยเพื่อความรอบคอบไม่ให้ชาติบ้านเมืองมีความเสี่ยงในการเสียประโยชน์ ดำเนินการตามระเบียบที่ต้องเอาเรื่องเข้า ครม.ให้พิจารณาก่อนอาจจะดีกว่าทำงานแบบเร็วๆ แล้วมีผลกระทบระยะยาว และข้อมูลที่ออกสื่อควรครอบคลุมไม่ใช่มองแค่ข้อมูลจากด้านเดียวกระทรวงเดียว

ข้อมูลแนบ
ปัจจุบันมีการใช้ระบบ E-Document, E-Saraban, E-Office จาก 2 หน่วยงานคือ DGA และ กระทรวงดีอี

จากกระทรวงดีอี
ตัวเลขปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เปิดใช้งานระบบ E-Officeแล้ว จำนวน 4,411 หน่วยงาน คิดเป็นจำนวน 246,125 บัญชีผู้ใช้งาน และมีหน่วยงานที่อยู่ระหว่างการดำเนินการเปิดใช้งานระบบเพิ่มเติม จำนวน 2,169 หน่วยงาน คิดเป็นจำนวน 1,716,107 บัญชีผู้ใช้งานรวมทั้งสิ้นมีหน่วยงานภาครัฐที่อยู่ในกระบวนการใช้งานระบบ E-Office จำนวน 6,580 หน่วยงาน และมีบัญชีผู้ใช้งานรวม 1,962,232 บัญชี (ข้อมูล ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569)

ณัฐพงษ์ ปลุก 8 ก.พ. กา 20 ล้านเสียง ให้พวกเขาปฏิเสธอำนาจประชาชนไม่ได้

ณัฐพงษ์ ปลุก 8 ก.พ. กา 20 ล้านเสียง ให้พวกเขาปฏิเสธอำนาจประชาชนไม่ได้

ณัฐพงษ์ ปลุก 8 ก.พ. กา 20 ล้านเสียง ให้พวกเขาปฏิเสธอำนาจประชาชนไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.14 น.

‘ณัฐพงษ์’ ปลุกกา 20 ล้านเสียง ให้พวกเขาปฏิเสธอำนาจประชาชนไม่ได้ ชี้ 8 ก.พ.มีแค่ 2 ตัวเลือก กาใบเดียวได้แบบเดิม กาส้ม 2 ใบได้เปลี่ยนแปลง ยัน 4 ปีพร้อมปราบโกง-ทุนเทา เอาเงินมาทำสวัสดิการรัฐ

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พรรคประชาชน (ปชน.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย โดยชูแคมเปญ “เปลี่ยน” ขนขุนพลขึ้นเวทีคับคั่ง โดยจะปิดท้ายด้วย 3 แคนดิเดตนายกฯของพรรค ได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และปิดท้ายด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ท่ามกลางแฟนคลับด้อมส้มจำนวนมากเข้าฟังปราศรัยเนืองแน่น 

เมื่อเวลา 20.05 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯของพรรค ปชน. กล่าวปราศรัยเป็นคนสุดท้าย ว่า 8 ก.พ.นี้ใช้ปากกาตัดสินใจกาเพื่อยืนยันความเชื่อเดิม ๆ ในอดีต ไม่ว่า เคยนิยามตัวเองว่าต่อสู้ ไม่ว่าสีไหนในอดีต บอกว่าฉันรักชาติมากที่สุด หรือว่าแม้แต่ท่านจะเลือกกากบาทลงไปสีเสื้อที่ท่านเคยนิยามตัวเองว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ความเชื่อที่ทุกท่านเลือกกาในอดีต ไม่ใช่สิ่งผิด ยืนยันความรักชาติ และความเป็นประชาธิปไตย เดินไปข้างหน้าพร้อมกันได้ แต่เมื่อกี้นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เตือนสติพวกเราแล้ว ขอเสียงคนเห็นช้างตัวเดียวกันหน่อย

ช้างตัวนั้นคือบรรดาชนชั้นนำที่ยึดกุม ถือครองอำนาจทางการเมืองในประเทศนี้อยู่ ดังนั้นเชิญชวนประชาชนคนไทยทั่วประเทศ 8 ก.พ.นี้ ใช้ปากกาของท่าน กาเพื่อเปลี่ยน เปลี่ยนออกจากการเมืองที่ผูกขาดอยู่กับชนชั้นนำ เป็นการเมืองของประชาชน ดีหรือไม่

การเมืองของประชาชนมันเรียบง่ายมาก เมื่อกี้นายธนาธร เล่าการเดินทาง 8 ปีให้เราฟังแล้ว การเมืองของประชาชนเรียบง่ายมาก หมายถึงแค่ว่า การเมืองที่เสียงของประชาชนมีความหมายอย่างแท้จริง การเมืองที่ผ่านมา ทำไมเสียงของพวกเราไม่เคยมีความหมายเลย เพราะนักการเมืองเขามองเสียงของประชาชนเป็นแค่เสียงในคูหา เปลี่ยนเสียงในคูหาเป็นจำนวน สส. แล้วเอาจำนวน สส.ต่อรองแลกเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อหาเงินไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่พวกเราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน 

ตนเป็นหนึ่งคนที่ได้รับเกียรติ ได้ร่วมเดินทางมากับพี่น้องทุกคนในฮอล์แห่งนี้ตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ รู้สึกเป็นเกียรติ ขอบคุณ และภาคภูมิใจที่เราร่วมเดินทางมาถึงวันนี้ การเมืองของประชาชนเป็นจริงมากขึ้นทุกวัน เมื่อสักครูนายธนาธร มีการพูดถึงกฎหมายที่เราผลักดันได้ร่วมกัน แม้เราจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน การเลือกตั้งครั้งนี้ เราได้ผลักดันประเด็นก้าวหน้า ทั้งประกันสังคมโปร่งใส ผลักดันเสรีพลังงาน นี่ใช่หรือไม่อนาคตใหม่ที่พวกเราอยากได้

นอกจากประชาชนช่วยกันสถาปนาการเมืองของประชาชนให้เป็นจริงมากขึ้นทุกวัน อีกด้านหนึ่ง ทุกท่านช่วยกันทลายการเมืองที่ผูกขาดให้มันผุพังลงทุกวันเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมา เรามีคนธรรมดามาทำงานการเมือง คนธรรมดาหลายคนที่ไม่ได้มีนามสกุลใหญ่โต ห่างไกลจากคำนิยามว่าเป็นนักการเมืองมุ้งใหญ่ ห่างไกลจากคำว่าคนที่เป็นเจ้าของเงินทุน มาซื้อ มายึดครองพรรคการเมืองได้

อยากบอกว่าการเดินทางของพวกเราที่ผ่านมา ตลอด 8 ปีนี้ เป็นการเดินทางที่สวยงาม ที่บอกว่าสวยงาม เพราะการเดินทางของพวกเราแต่ละคนล้วนมีความหมาย ที่วันนี้หล่อหลอมให้ทุกคนรวมกันในวันนี้ ที่ผ่านมาการเดินทางของพวกเราไม่ง่าย มีอุปสรรคขวากหนามหลายคนโดนเล่นงาน หลายคนโดนข่าวปลอมโจมตี หลายคนโดนดำเนินคดีฟ้องร้องปิดปาก ไม่ว่าพวกเรามีบาดแผลสักเท่าไหร่ เกิดเป็นส้มมันต้องอดทน ความอดทน ความมั่นคงในหลักการ ความเชื่อในการเมืองของประชาชน นี่แหละทำให้พวกเรารัก และศรัทธากันและกันมาถึงทุกวันนี้

ก่อนไปถึงสถานีปลายทางที่เราเรียกว่าสถานีประชาชนนั้น เรายังต้องเดินทางผ่านอีกหลายสถานี ยกตัวอย่าง การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ การจัดการทุจริต การทลายทุนผูกขาด การพัฒนาหัวเมืองรอง การแก้ปัญหารัฐพันลึก เอาทหารออกจากการเมือง เอาตั๋วออกจากตำรวจ ทุกสถานีที่ตนบอกเมื่อสักครู่นี้ ไม่ง่าย แต่เชื่อว่าพวกเราทำได้ ทำได้ด้วยเสียงของประชาชนทุกคน

ก่อนที่เราจะมีโอกาสมุ่งหน้าสู่สถานีถัดไป สถานีแรกที่เรามีนัดหมายกันคือ 8 ก.พ.ใช่หรือไม่ สถานีต่อไปที่พวกเราต้องช่วยกันเปลี่ยน กาเพื่อเปลี่ยน จาก 14 ล้านเสียง เป็น 20 ล้านเสียง กาให้ถล่มทลาย กาให้ถึง 20 ล้านเสียง ให้พวกเขาปฏิเสธอำนาจของประชาชนไม่ได้อีก

การที่เราเดินหน้าสู่ 20 ล้านเสียง พวกเราต้องสื่อสารถึงคนทุกกลุ่มในประเทศนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคนรุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นปู่ รุ่นย่า รุ่นตา รุ่นยาย หรือคนในวัยเกษียณ อยากให้พวกท่านเหล่านี้กาเพื่อจุดไฟในตัวลูกหลานพวกเขาอีกหนึ่งครั้ง จุดไฟแห่งความหวังของพวกเขา ให้กลับมาลุกโชนอีกหนึ่งครั้ง เหมือนที่ไฟของพวกเขาเคยลุกโชนด้วยความหวัง เมื่อไทยเคยอยู่ในสถานะเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย อยากฝากคนวัยทำงาน หรือรุ่นเดียวกับตน ให้กาเพื่อลูกหลาน ให้สังคมไทยดีกว่านี้ ให้ทุกคนเกิดและเติบโตมาในประเทศนี้ มีโอกาสประสบความสำเร็จเท่า ๆ กัน ไม่ต้องจ่ายส่วย สินบน เงินใต้โต๊ะ หรือไม่ต้องเกิดในครอบครัวที่รวยกว่า ถึงประสบความสำเร็จในชีวิตได้

อยากขอคะแนนเสียงจากวัยรุ่น เยาวชนทุกคน หลายคนมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิต อยากขอแรงสนับสนุน จากคนที่เป็นเยาวชนทุกคน กาเพื่ออนาคตของตัวท่านเอง ช่วยกันบอกต่อไปยังคุณพ่อ คุณแม่ ปู่ย่าตายายของพวกเรา ให้ช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลง

การเลือกตั้งครั้งนี้หมดเวลาแล้วสำหรับการเมืองแบบอดีต แบ่งการเมืองเป็นกลุ่มก้อน ถึงเวลารวมพลังประชาชนให้เป็นหนึ่ง สถาปนาการเมืองประชาชนขึ้นมาใหม่ มีตัวเลือก 2 แบบ ในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. แบบแรก  ถ้าภารกิจเราไม่สำเร็จ ประชาชนบางกลุ่มบางก้อน ยังรู้สึกลังเล หวาดระแวงในการเมืองแบบที่พวกเราอยากทำ เขาตัดสินใจกาพวกเราให้แค่ครึ่งใจ นั่นคือลงคะแนนบัญชีรายชื่อให้ ปชน. แล้วบัตรแบ่งเขตเลือกแบบเดิม ๆ ถ้าเป็นแบบนี้ บอกได้เลย ว่าหลังวันที่ 8 ก.พ. เราก็คงได้หน้าตารัฐบาลแบบเดิม ๆ ไม่ต่างกับ 2 ปี 8 เดือนที่ผ่านมา แบบนี้เอาหรือไม่ กับตัวเลือกอีกแบบ เทคะแนนเสียงให้กับพวกเราหมดใจ ให้เรามี สส.เกินครึ่งสภาฯ ให้พวกเขาปฏิเสธการตั้งรัฐบาลประชาชนไม่ได้อีกใช่หรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ในทุกเวทีปราศรัย ต้องบอกตามตรง เคอะเขินเวลาเรียกนายกฯ ไม่ใช่ว่าไม่พร้อมนะ พร้อมเป็นนายกฯ เพียงแต่ว่าความเชื่อมั่น เครดิตที่ทุกคนมอบให้ในวันนี้ สร้างมาด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ อยากขอเสียงปรบมือให้ทุกคนนิดหนึ่ง ขอปรบมือให้อดีตตัวแทนของพวกเรา พร้อมกรรมการบริหารพรรคก่อนหน้านี้ทุก ๆ คน สัญญาว่าจะไม่เขิน ถ้า 8 ก.พ.ได้เป็นนายกฯ จะไม่เขินอีกเลย

วันนี้ไม่ใช่แค่ตนมีความพร้อม พรรค ปชน.เรามีความพร้อมอย่างยิ่งในการตั้งรัฐบาลประชาชน ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมในเรื่องจุดยืนและหลักการ ความพร้อมในส่วนผู้สมัคร และทีมบริหาร รวมถึงความพร้อมในส่วนนโยบาย ที่เปรียบเสมือนเป็นพิมพ์เขียวของไทย ความพร้อมเรื่องจุดยืนและหลักการ เราจะไม่เอารัฐมนตรีทุจริต เราจะไม่เอาการเมืองแบบเดิม ๆ ที่ไปแบ่งโควตา แบ่งงบประมาณกันกิน เราจะไม่เอาวิธีการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ต่างคนต่างทำ แต่เราจะเอาภารกิจนำ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวด้วยว่า ผู้สมัคร สส.ของเราก็มีความพร้อม ทั้ง 498 คน พร้อมกับทีมบริหารพรรค ความพร้อมด้านนโยบายที่เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวของประเทศ 200 กว่านโยบาย ภายใน 1 ปีแรก ต้องเห็นผลลัพธ์ เราจะเริ่มทำตั้งแต่ 3 เดือนแรก ที่ส่งมอบนโยบายต่าง ๆ และภายใน 4 ปี ภายใน 1 สมัยขอให้คำมั่นสัญญา ว่าเราจะมุ่งปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน กู้คืนเงินของพี่น้องประชาชนกว่าแสนล้านบาท มาทำสวัสดิการที่ก้าวหน้า คืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน นอกจากกาส้มทั้ง 2 ใบ อย่าลืมเรายังเหลือบัตรอีก 1 ใบ กาเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. องค์กรอิสระ ปล้นอำนาจของประชาชนไปอีก

“8 ก.พ.ย้ำอีกครั้ง อำนาจในปลายปากกาของทุกคน เป็นตัวกำหนดว่าคุณจะอยู่ในไทยที่มีอนาคตแบบไหน อนาคตที่การเมืองถูกผูกขาด เศรษฐกิจถูกผูกขาด และโอกาสลูกหลานของพวกเราถูกผูกขาด หรือการเมืองที่เป็นของประชาชน เศรษฐกิจ เพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย โอกาสเท่าเทียมกันของทุกคน อนาคตที่ดีต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่แค่ตนกำหนด อยู่ที่ตัวพวกคุณทุกคนกำหนด อยากให้วันที่ 8 ก.พ. ทุกคนกาพรรค ปชน. 2 ใบ กาเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อเปลี่ยนอนาคตในวันที่ 9 ก.พ. 2569 ให้เป็นอนาคตใหม่ที่ดีของลูกหลาน สร้างประเทศไทยที่ก้าวหน้า ก้าวไกล กว่าเดิม” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจบการปราศรัย หัวหน้าพรรค ปชน. พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรคทั้งปัจจุบัน และในอดีต ตัวแทนประชาชนทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ปชน. ร่วมกันสาบาน ก่อนเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ขอให้พี่น้องประชาชนไว้วางใจให้พวกเราเข้าสู่ชัยชนะจัดตั้งรัฐบาล พวกเราทุกคนสาบานต่อหน้าประชาชน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในไทย สาบานว่าจะซื่อสัตย์ ไม่เป็นตัวแทนของใคร ไม่เป็นรัฐบาลของคน 1% จะเป็นรัฐบาลของคน 99% จะเป็นรัฐบาลที่รับใช้ประชาชนทุกคน นี่คือที่มาของคำว่า รัฐบาลประชาชน นี่คือแสงสว่างจะนำพาประเทศไทยไปข้างหน้า นำพารัฐบาลประชาชนเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล

ยศชนัน ลั่น พร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33 ทำให้ไทยยืนสง่า บนเวทีโลกในยุคเทคโนโลยี

ยศชนัน ลั่น พร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33 ทำให้ไทยยืนสง่า บนเวทีโลกในยุคเทคโนโลยี

ยศชนัน ลั่น พร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 33 ทำให้ไทยยืนสง่า บนเวทีโลกในยุคเทคโนโลยี

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.04 น.

“ยศชนัน” ประกาศลั่น! ขอเปลี่ยนความหวังความฝัน ของคนไทยให้เป็นความจริง แจงยิบสิ่งที่จะส่งมอบให้ในอีก 4 ปี

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 21.00 น. ที่สนามเทพหัสดิน  เวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย  นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีปราศรัย “ยศชนันทำได้ เพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยทำได้” โดยปราศรัยว่า 

หลายคน อาจจะคิด แต่ไม่กล้าฝันว่าวันนี้ เกษตรกรจะเป็นอาชีพที่มีรายได้สูง , ประเทศไทยจะไร้คอรัปชั่น , คนไทยทุกคนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด , ประเทศไทยจะเป็นเมืองที่อากาศสะอาด ปลอดภัย สำหรับลูกหลานของเรา , เด็กไทยทุกคน อยากเรียนต้องได้เรียนในสิ่งที่ดีที่สุด , ครู ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร จะมีรายได้ เพียงพอกับรายจ่าย และกลับมาเป็นอาชีพในฝันของเด็กๆ อีกครั้ง , เราจะมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง และพร้อมที่จะยืนบนลำแข้งตัวเอง มีศักดิ์ศรีบนเวทีโลก ในยุคสงครามทางเทคโนโลยี อย่างสง่างาม  และหลายคน อาจจะคิด แต่ไม่กล้าฝันว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศรายได้สูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นายยศชนัน กล่าวยืนยันว่า “ผมเชื่อเสมอว่า สำหรับประเทศไทย หากเราช่วยกัน ทุกอย่างต้องเป็นไปได้ และวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ผมยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พร้อมแล้ว ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของชาวไทย ที่จะเปลี่ยนแปลงความฝัน ความหวัง ของพี่น้องคนไทย ให้เป็นความจริงครับ”

นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ปี 2551 ผมเริ่มเส้นทางการต่อสู้เพื่ออธิปไตยทางเทคโนโลยีให้กับคนไทย จากคำถามที่ว่าทำไมประเทศไทยไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองเลย  ทำไมประเทศไทย ไม่มีแม่กระทั่งเครื่องมือแพทย์ดีๆ ที่จะใช้รักษาชีวิตของคนไทย  ทำไมคนพิการไทย ไม่ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน   17 ปี บนเส้นทางสู่การต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยทางเทคโนโลยีเพื่อคนไทย วันนี้ผมพิสูจน์แล้วครับว่า หากได้รับการสนับสนุนที่ดี คนไทยก็ทำได้ คนไทยไม่แพ้ใครครับ คนไทยต้องไปได้ไกลกว่านี้ 

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ปี 2557 ผมเริ่มเข้าสู่เส้นทางการเมืองด้วยความมุ่งมั่น ที่จะสานต่อให้คนไทยได้ใช้สิ่งดีๆ จากคนไทย แต่ปัญหามีมากกว่าที่คิด  ในขณะที่เรากำลังถามถึงอนาคตคนไทย หลายคนยังถามหาข้าวมื้อต่อไป  คนไทย 3.4 ล้านคน ยังมีรายได้ไม่ถึงเดือนละ 3,000 บาท หลายคนคือผู้ป่วยติดเตียง ผมเห็นความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ เห็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างเด็กที่อยู่ในเมืองและนอกเมืองอย่างชัดเจน  เห็นหลายครอบครัวล้มลงจากปัญหายาเสพติด 

ถึงแม้ว่าในการเลือกตั้งครั้งนั้น ผมจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน จากความอยุติธรรมทางการเมือง แต่ผมเข้าใจแล้วครับว่า เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีได้ หากปราศจากหัวใจ ในสิ่งที่เข้าใจ ในความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง และหากผมได้รับโอกาสอีกครั้ง ผมพูดกับตัวเองเสมอว่าพร้อมที่จะทำอีกครั้งด้วยความเข้าใจ ในปัญหาของประชาชน

และปี 2568 ผมก็ได้รับโอกาสอีกครั้ง ครั้งนี้ ผมพร้อมแล้วที่จะบอกกับทุกคนว่า เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย  พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงความหวังของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนให้เป็นความจริง

ความหวังของ เกษตรกร ที่ผลผลิตทางการเกษตรจะมีราคาที่ดีขึ้น , ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ทำการเกษตรแล้วจะได้กำไร , เกษตรกร จะไม่ต้องล้มลง จากปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง , คนค้าขาย ที่รอคอยกำลังซื้อ ที่รอการกลับมาของนักท่องเที่ยว , SME / Startup ที่กำลังแข่งขันกับต่างประเทศ , คนทำประมง , ครู ข้าราชการ ที่วันนี้รายได้ไม่พอกับรายจ่าย , ประชาชนที่จะเข้าถึงการรักษาที่ดี แม้จะอยู่ในที่ห่างไกล , การเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสม, ที่จะมีน้ำประปาที่สะอาด ไฟฟ้าส่องสว่างทุกๆที่ บนผืนแผ่นดินไทย , ที่ลูกหลานจะอยู่อย่างปลอดภัยจากยาเสพติด , จะได้รับการดูแลจากรัฐ ในวันที่เขาต้องล้มลง

นายยศชนันยังกล่าวถึงสิ่งที่จะส่งมอบให้คนไทยทุกคนในอีก 4 ปีข้างหน้า จะดึงเศรษฐกิจนอกระบบ เข้าสู่ระบบ เพิ่มฐานรายได้ให้ประเทศ ประเทศไทยจะยืนอยู่อย่างสง่าผ่าเผยในเวทีโลก ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะให้โอกาสคนที่ล้มลงได้ลุกขึ้นมาอีกครั้ง  แก้หนี้ทั้งระบบ และดูแลกลุ่มเปราะบางให้ดีที่สุด และจะขยายฐานเกษตร มูลค่าสูง อุตสาหกรรมสะอาด มูลค่าสูง และบริการ การท่องเที่ยวมูลค่าสูง ด้วยการยกระดับ เศรษฐกิจสุขภาพ เศรษฐกิจ ฐานนวัตกรรม และเศรษฐกิจการเงิน วางโครงสร้างพื้นฐานทุกมิติ เพื่อคนไทย และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นขอประเทศไทยในเวทีโลก บริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติทั้งระบบ ประเทศไทยต้องไร้คอรัปชั่นด้วยรัฐบาลดิจิตอล ดูและประชาชนด้วยวิทยศาสตร์ข้อมูลอย่างเป็นธรรม

และที่สำคัญที่สุด ประเทศไทยจะต้องดำรงไว้ ซึ่งระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นายยศชนัน กล่าวปิดท้าย ว่า ”วันที่ 8 กุมภา นี้ ขอโอกาสพรรคเพื่อไทย ดูแลคนไทยทุกคนอีกครั้ง ผม ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พร้อมแล้ว ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย เพื่อประเทศไทยที่ยิ่งใหญ่ เปลี่ยนแปลงความหวังความฝัน ของพ่อแม่พี่น้องคนไทย ให้เป็นความจริงครับ“

อภิสิทธิ์ประกาศลั่น! กลับมารอบนี้เพื่อชนะ ขออาสาพาประเทศออก 5 จุดตาย

อภิสิทธิ์ประกาศลั่น! กลับมารอบนี้เพื่อชนะ ขออาสาพาประเทศออก 5 จุดตาย

อภิสิทธิ์ประกาศลั่น! กลับมารอบนี้เพื่อชนะ ขออาสาพาประเทศออก 5 จุดตาย

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.54 น.

‘อภิสิทธิ์’ ขออาสาเป็นทางรอดแก้ 5 จุดตายประเทศไทย ขออาสาเป็นทางรอด ย้ำเงื่อนไขร่วมรัฐบาล ไม่เอา ‘ทุนเทา-สร้างขัดแย้ง’ สอนมวยปลุกเร้าความโกรธเพื่อเปลี่ยน ไม่ยั่งยืน แนะใช้ศิลปะ ดึงแนวร่วมอย่าดูถูกคน ‘แก่-โง่-จน’ ประกาศลั่นตั้งใจชนะ ถึงจะเป็น ‘ฝ่ายค้าน’ เหลือคนเดียวจะพูดให้รัฐบาลชี้โกงล้มได้

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่วันแบงค็อก ฟอรัม  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้ชื่อ “ทางรอดที่ปลอดภัย ไว้ใจอภิสิทธิ์” ตอนหนึ่งว่า เหลืออีก 2 วัน การตัดสินใจของประชาชนจะส่งผลต่ออนาคตของประชาชน และประเทศ ซึ่งการขึ้นเวทีในช่วงโค้งสุดท้าย ตนไม่อ้อนขอคะแนนให้ตน แต่ตนมาขอคะแนนให้ประเทศไทยหลังจากที่เผชิญกับวิกฤตที่เป็นจุดตายของการพัฒนา  คือ 1.ทุนเทา การทุจริต ที่ทำลายทุกอย่างในประเทศ ไม่มีนักลงทุนเข้ามาเพราะมองว่าการแข่งขันไม่เป็นธรรม เป็นการแข่งขันจากเส้นสาย เหมือนเป็นประเทศขี้โกง ตนอายเพราะไม่ใช่นิสัยของคนไทย เป็นแค่คนไทยกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ขี้โกง และทำลายประเทศอนาคตของลูกหลาน 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า 2.เศรษฐกิจโตต่ำ พรรคประชาธิปัตย์ทำนโยบาย 200 กว่านโยบาย ไม่ใช่ 8 นโยบาย ซึ่งจำนวนของนโยบายนั้น ไม่ใช่ว่านโยบายมากแล้วจะทำไม่ได้ หรือ นโยบายน้อย แล้วจะทำสำเร็จ เพราะบางอย่างพูดแล้วไม่ทำ เช่น กัญชาเพื่อการแพทย์ กัญชาเสรี ซึ่งตนมองว่าการผ่าตัดเศรษฐกิจใหญ่ต้องมีแนวทาง โดยการเสนอนโยนายให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ใช่เรื่องสนุก แต่การหาเสียงที่ไม่ได้เขียนในนโยบายนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ เพราะที่ภาคใต้พบว่าพูดแต่โครงการใหญ่ สรุปจะทำหรือไม่ หรือแค่พูด 

“ไปภาคใต้บอกว่าจะทำแลนด์บริดจ์  คนเชียร์ก็สนับสนุน แต่ในนโยบายไม่ได้เขียนไว้ นักวิชาการก็บอกว่าดีแล้ว ซึ่งผมอยากจะถามแต่ไม่มาดีเบตสักที ทำได้หรือไม่ ผมกังวลว่าเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ผมเป็นนายกฯ กรณ์ เป็น รมว.คลัง จำคำสบประมาทได้หรือไม่ว่าเด็ก 2 คนนี้จะแก้ได้หรือ แต่ไทยเป็นประเทศที่ฟื้นตัวเร็วที่สุด ทั้งนี้นโยบายที่ทำมานั้นพร้อมทำให้ไทยรอดจากความจนและเศรษฐกิจที่ตกต่ำ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า 3. เศรษฐกิจเหลื่อมล้ำ ที่มองไม่เห็นอนาคตว่ากลุ่มเปราะบาง  กลุ่มที่มีรายได้ไม่พอจะฟื้นได้อย่างไร ทั้งนี้ตนมองว่าชีวิตของประชาชนต้องมีหลักประกัน  4.จุดตายเรื่องการเมือง ทั้งนี้มีฝ่ายการเมืองชี้หน้าว่าพรรคนี้รักชาติ พรรคนี้ไม่รักชาติ ตนอยากบอกว่าหากรักชาติจริงต้องไปดูปัญหาทุจริตในพรรคของตัวเองก่อน อีกฝ่ายหนึ่งมีความอึดอัด เสนอให้รื้อด้วยความโกรธ ซึ่งกรณีดังกล่าวนั้นจะสร้างกลุ่มผู้ร้ายว่าเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประเทศ จึงปรากฎการณ์ด้อยค่ากองทัพ สถาบันหลักของชาติ และบอกให้ประชาชนเลือกข้าง ซึ่งทางเลือกของประเทศไทยควรมีทางเลือกที่ดีกว่านี้

“หากผูกขาดความรักชาติ จะทำให้เกิดกรณีที่ในที่สุดมีคนชังชาติ ความจริงไม่เป็นแบบนั้นเพราะเป็นข้ออ้างจากคนที่ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งไม่แก้ปัญหาระยะยาว ส่วนอีกฝ่ายที่บอกว่ารื้อทุกอย่างเอาความไม่พอใจเป็นทุนทางการเมือง ผมเคยทำงานการเมือง 30 ปี มีส่วนเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมาหลายครั้ง ซึ่งรู้ว่าไม่ง่ายเพราะมีคนได้และเสียประโยชน์ ลำพังการปลุกเร้าจากความไม่พอใจ และบอกให้รื้อจะไม่ยั่งยืน การปฏิรูปที่ยั่งยืนต้องมีศิลปะ ดึงคนมีส่วนร่วมให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ว่า ตนเองจะเป็นคนเดียวที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่คนอื่น แก่ โง่ จน ทั้งนี้การทำงานกับพรรคการเมืองไหนต้องรับเงื่อนไขคือหยุดแตกแยก และสงวนจุดร่วม เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามความแตกแยก” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า และ 5. จุดตายที่เกิดจากภายนอก ทั้งชายแดนไทย-กัมพูชา  ชายแดนเมียนมาร์ ที่อาจส่งผลกระทบระหว่างไทยกับเมียนมาร์ รวมถึงชายแดนใต้ นอกจากนั้นแล้วยังมีความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจ ที่ทำให้ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นเหมือนเบี้ยบนกระดาน

“การเลือกตั้งที่กำหนดอนาคตของประเทศ แข่งขันเรื่องเก่าๆ ว่า ปลุกเร้าอารมณ์ร่วมเพื่อต่อสู้กัน การซื้อเสียงท่ีใครใช้เงินมากกว่ากัน พรรคประชาธิปัตย์เสนอตัวเป็นมากกว่าทางเลือก คือ เป็นทางรอดจากปัญหาที่หนักหน่วง ซึ่งผมเชื่อว่าแก้ไขได้ และปิดได้หมดด้วยพรรคประชาธิปัตย์ ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า การประกาศไม่ร่วมงานกับบางพรรคการเมืองมาจากการพิจารณาข้อมูลจากคดีในอดีต ทั้งนี้ประเด็นทาการเมืองที่มีประเด็นเรื่อง ชั้น 14 คลิปอังเคิล ทุกคดีหรือทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัญหาจริยธรรม ถูกมองว่าเป็นเรื่องนิติสงคราม ตนไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยกับบทบัญญัติของกฎหมายที่มี และอยากแก้ไข  แต่หากหากเห็นจริงว่ากระทำผิดแล้วไม่ดำเนินการเพราะอ้างว่า กระบวนการใช้ไม่ได้ อยากมีทางรอดที่ปลอดภัยจากการโกง ต้องเอาคนยึดถือเรื่องดังกล่าวที่จริงและพร้อมพูดความจริง และต่อสู้ทุกเวที

“ผมขอวัดใจประชาชน หลังมีคนบอกว่า กระสุนทำให้กระแสแพ้ มีบางโพลบอกว่ากระแสประชาธิปัตย์เกิน 50% แต่อาจแพ้เลือกตั้ง ผมขอวัดใจประชาชนว่าจะเลือกคนที่ถูกอายัดทรัพย์จากคดีสแกมเมอร์หรือไม่ ทั้งนี้ผมขอยืนยันว่าผมมีไฟทำสิ่งต่างๆ เช่นเคย แต่จุดต่างคือ มีเวลาน้อยลง ผมเดินหน้าเต็มที่ทุกเรื่องเพราะเป็นความตั้งใจกลับมา และจะไม่มีการกลับมาครั้งต่อไป เพราะเป็นโอกาสที่ต้องคว้าและใช้ให้เกิดประโยชน์และต้องจบเที่ยวนี้ ไม่ได้หมายความว่าไปไหน เพราะมีมติกรรมการบริหารพรรคห้ามไม่ให้ไปไหน ต่อให้ผมแพ้ครั้งนี้ ผมยังอยู่เป็นฝ่ายค้านในสภาฯ จัดการคนโกง ที่เอาเปรียบบ้านเมือง เหลือคนเดียวจะพูดให้รัฐบาลชี้โกงล้มได้ ทั้งนี้ผมไม่ตั้งใจแพ้ แต่จะชนะ วันนี้ผมเปิดใจหมดแล้วว่าผมตั้งใจเต็มที่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อนุทิน สุดมั่นใจ กวาด สส.เกิน 150 ส่วนยกเลิก MOU 44 ปรึกษาฝ่ายกฎหมายแล้ว

อนุทิน สุดมั่นใจ กวาด สส.เกิน 150  ส่วนยกเลิก MOU 44 ปรึกษาฝ่ายกฎหมายแล้ว

อนุทิน สุดมั่นใจ กวาด สส.เกิน 150 ส่วนยกเลิก MOU 44 ปรึกษาฝ่ายกฎหมายแล้ว

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.45 น.

“อนุทิน” ลั่นประกาศยกเลิก เอ็มโอยู 44 เกิดเหตุเป็นนโยบาย ภท.ต้องการ บอก ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายแล้ว ส่วน เอ็มโอยู 43 อ้างสองฝ่ายยอมรับ ไม่มีข้อขัดแย้ง หากคนไทยไม่ได้ประโยชน์ พร้อมปรับเปลี่ยน โวพรรคน้ำเงินขึ้น เชื่อกวาดสส.เกิน 150  

เมื่อเวลา 20.45 น. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีประกาศยกเลิก เอ็มโอยู 44 ทันที หากได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า ถือเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยต้องการที่จะทําเพื่อให้สิ่งที่ไม่คืบหน้าถูกยกเลิก และจะใช้วิธี เงื่อนไข กฎเกณฑ์ใหม่เข้ามาคุยเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยได้ปรึกษาฝ่ายกฎหมายเรียบร้อยแล้วใช่ นายอนุทิน กล่าวว่า” ครับ” 

ถามอีกว่า เอ็มโอยู 43 ทําไมถึงไม่ประกาศยกเลิก นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนั้นยังมีเรื่องของการปักปันเขตแดน ที่มีความคืบหน้ามาระดับหนึ่งแล้ว และสิ่งที่เราได้ดําเนินการภายใต้เอ็มโอยู 43 ก็เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย ไม่ได้มีข้อขัดแย้งใดๆ แต่ในส่วนที่เราเคลือบแคลงสงสัย ส่วนใหญ่เราก็เข้าไปควบคุมพื้นที่ไว้หมดแล้ว 

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาการปะทะกับกัมพูชาทั้งสองครั้ง ทําให้ทหารและคนไทยได้รับผลกระทบสูง ยังไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจยกเลิกเอ็มโอยู 43 อีกหรือ นายอนุทิน ตอบว่า มันมีสิ่งที่กําลังดําเนินการ แต่ถ้าไม่เป็นไปในแนวทางที่ไม่ป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย กับประชาชนคนไทย เราก็พร้อม ที่จะต้องมีการปรับปรุง หรือปรับเปลี่ยน การดําเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ 

เมื่อถามต่อว่า ที่ประกาศว่าพรรคภูมิใจไทยจะโตขึ้นอีกเท่าตัว แสดงว่าคาดหวัง 150 ที่นั่งขึ้นไปใช่หรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ พร้อมกล่าวว่า ” ผมว่ามากกว่านั้น” 

เมื่อถามว่า การปราศรัยใหญ่ครั้งนี้คาดหวังอะไรบ้าง นายอนุทิน ตอบว่า ทุกครั้ง เราเป็นพรรคที่ต้องการสื่อสารกับประชาชนของเราตลอดเวลา เพื่อให้ได้รับทราบในเจตนารมณ์และนโยบาย พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าถ้าพรรคภูมิใจไทยบริหารประเทศจะพร้อมทั้งเรื่องนโยบายและบุคลากร และพร้อมที่จะประสานงานกับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้เกิดการสะดุด 

เมื่อถามว่า ทําไมบนเวทีปราศรัยพรรคภูมิใจไทยถึงไม่มีการพูดถึงนโยบายการปราบปรามการทุจริต นายอนุทิน ตอบว่า บอกแล้วว่าถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทยเข้าไป ความเสี่ยงการทุจริตคอร์รัปชั่นจะไม่มี 

ถามต่อว่า ถ้าหากมีการทุจริตจากคนในรัฐบาล จะทําอย่างไร นายอนุทิน ไม่ตอบคําถามดังกล่าว พร้อมส่งสัญญาณมือว่าพอแล้ว 

เมื่อถามต่อว่า ที่พรรคภูมิใจไทยเน้นไม่สร้างศัตรู แต่สร้างมิตรภาพ แสดงว่าสามารถจับได้กับทุกพรรคทุกสีใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมจับมือกับทุกคนได้ถ้าเราไปในทิศทางเดียวกัน และให้เกียรติซึ่งกันและกัน พร้อมยอมรับในนโยบาย พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคเดียวที่พูดว่ายอมรับนโยบายของทุกพรรค ถ้าเชื่อว่านโยบายต่าง ๆ เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เดี๋ยวก็จะเป็นปัญหาว่ารับกาสิโนหรือเปล่า ถ้าเป็นนโยบายที่มีความเห็นแตกแยกชัดเจน อันนี้ไม่รับ”

เมื่อถามว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาล คิดว่าจะสามารถ รวบรวมเสียงในสภามาไว้ในมือได้เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า ” เรื่องพวกนี้รอวันมะรืน อีก 48 ชั่วโมงจะมาตอบ”

เมื่อถามต่อว่า พรุ่งนี้(7ก.พ.)จะเป็นวันสุดท้ายของการหาเสียงพรรคภูมิใจไทยจะมีหมัดเด็ดอะไรออกมาอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้สรุปแล้ว พรุ่งนี้เดินสายขอบคุณพี่น้องประชาชน ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล เชื่อว่าพี่น้องประชาชนรับทราบ ในสิ่งที่เราต้องการนําเสนอ และเจตนารมณ์ของพรรคภูมิใจไทย 

เมื่อถามถึง กระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย สั่งกองทัพ ใกล้ช่วยเหลือในการเลือกตั้งครั้งนี้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบคําถามดังกล่าว เพัยงก้มหน้าและเดินออกจากวงสัมภาษณ์ไปทันที 

วิโรจน์ ชูปฏิรูป ทหาร-ตำรวจ-ศาล ลั่นรัฐบาลประชาชนจะพา ปวีณ ที่ลี้ภัยกลับบ้าน

วิโรจน์ ชูปฏิรูป ทหาร-ตำรวจ-ศาล ลั่นรัฐบาลประชาชนจะพา ปวีณ ที่ลี้ภัยกลับบ้าน

วิโรจน์ ชูปฏิรูป ทหาร-ตำรวจ-ศาล ลั่นรัฐบาลประชาชนจะพา ปวีณ ที่ลี้ภัยกลับบ้าน

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.31 น.

‘วิโรจน์’ ชูปฏิรูป ‘ทหาร-ตำรวจ-ศาล’ เอาลายพรางทุจริตขึ้นศาลพลเรือน เลิกตั๋วช้าง-ส่วย ลั่นรัฐบาล ปชน.พา ‘พล.ต.ต.ปวีณ’ กลับไทย เลิกแทรกแซงดุลพินิจผู้พิพากษา สวนพวกเรารู้ดี ‘ทหารมีไว้ทำไม’

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พรรคประชาชน (ปชน.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย โดยชูแคมเปญ “เปลี่ยน” ขนขุนพลขึ้นเวทีคับคั่ง โดยจะปิดท้ายด้วย 3 แคนดิเดตนายกฯของพรรค ได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และปิดท้ายด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ท่ามกลางแฟนคลับด้อมส้มจำนวนมากเข้าฟังปราศรัย

โดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ได้เวลารัฐบาล ปชน.จัดทำหลักนิยมใหม่ โฟกัสเทคโนโลยีป้องกันประเทศ โฟกัสที่ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ลดการเสี่ยง การสูญเสียของกำลังพล พี่น้องของพวกเรา ให้ลดลงให้มากที่สุด ได้เวลาที่เราส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ได้เวลาที่เราจะใช้ยานเกราะ ที่เราผลิตเอง ได้เวลาใช้โดรนที่เราทำเองภายในประเทศ มีระบบการเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี ที่สามารถปฏิบัติการรบร่วมกันของเหล่าทัพต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายวิโรจน์ กล่าวว่า หลายคนรู้ว่า การรบที่เกิดขึ้นเรามีความสูญเสีย ได้เวลาที่เราจะต้องพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเรา มีอธิปไตยด้านซอฟต์แวร์ ควบคุมกำกับยุทโธปกรณ์ของเราเอง ไม่ให้การสูญเสียเกิดขึ้น หน้าที่สละชีพเพื่อชาติ ตนทำงานกับทหาร ทุกคนท่องไว้ขึ้นใจ แต่หน้าที่ของรัฐบาล ปชน.ต้องทำให้หน้าที่การเสียสละชีพเพื่อชาติ ให้เกิดกับฝั่งตรงข้าม แล้วพาพี่น้องเรากลับบ้านอย่างปลอดภัย

“ได้เวลาที่เราต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเรา พี่น้องกองทัพเรือ เรารู้ดีว่าเรือฟรีเกตของท่าน ท่านมีความจำเป็นอย่างมาก และกองทัพเรือพยายามอย่างมากต้องการต่อเรือฟรีเกตในประเทศ ยืนยันว่า รัฐบาล ปชน. กระทรวงกลาโหมภายใต้รัฐบาล ปชน. ตนจะชวนกองทัพเรือมาต่อเรือฟรีเกตภายในประเทศด้วยกัน เราจะมีกองเรือฟรีเกตที่ต่อได้ด้วยน้ำมือของคนไทย ของพวกเราเอง ได้เวลาลูกหลานของพวกเรา ได้งานทางเทคโนโลยีป้องกันประเทศไทย ได้เวลาพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ได้เวลาพลเรือน และกองทัพสัมพันธ์ และเข้าอกเข้าใจกัน นี่คือรัฐบาล ปชน.” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า พูดถึงทหาร เราไม่อยากให้ทหารของเราสูญเสีย แต่ถ้าจำเป็น ต้องเจ็บ ต้องตาย มันต้องเกิดจากคมอาวุธ จากอริราชศัตรู รัฐบาล ปชน.เราจะไม่ทนอีกต่อไป กับการเจ็บ การตายของทหารชาติเดียวกัน ที่ต้องเจ็บ ต้องตายด้วยน้ำมือของฝ่ายเดียวกันเอง จะต้องไม่มีทหารคนไหนตายในค่ายทหาร ในแผ่นดินของตัวเราเองอีกต่อไป ไม่มีใครใช้ดาวบนบ่า มาทำร้ายใครได้อีกต่อไป ภายใต้รัฐบาล ปชน.

ได้เวลาปฏิรูปศาลทหาร ได้เวลาทำกองทัพของพวกเราให้มีความโปร่งใส ได้เวลาเอาคดีทุจริตในค่ายทหาร ในกองทัพขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ เหมือนกระทรวงอื่น ๆ และทหารมีหน้าที่รบกับศัตรู ไม่ได้มีหน้าที่ทำร้าย ไม่ได้มีหน้าที่รังแกเข่นฆ่าประชาชน ดังนั้นคดีอาญาที่ทหารทำกับประชาชน ได้เวลานำขึ้นสู่ศาลพลเรือน ทำกองทัพให้เป็นกองทัพ ให้ทันสมัย โฟกัสเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเรา นี่คือกองทัพในรัฐบาล ปชน.

ในส่วนตำรวจ คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องคืนความก้าวหน้าให้กับตำรวจที่ดี และคืนตำรวจที่ดีให้กับประชาชน นี่คือจุดสำคัญที่สุด รัฐบาลประชาชน ต้องไม่มีระบบตั๋ว ไม่มีระบบส่วย ไม่ต้องเก็บเงินส่งให้นาย หรือใครหน้าไหนอีกต่อไป ตำรวจได้เวลาเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ได้เวลานายกฯคนใหม่ที่ชื่อณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ใช้หลักเกณฑ์อาวุโส ให้ตำรวจทุ่มเททำงาน ให้ตำรวจมีประสบการณ์ ให้ตำรวจเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ถูกข้ามหัวข้ามห้วย จนหมดกำลังใจ ได้เติบโตเสียที

“นายกฯจะใช้กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 130 ในการให้นายตำรวจเติบโต เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ต้องไม่มีนายตำรวจร่ำรวยผิดปกติ ได้รับเงินรับทอง มีแหล่งรายได้จากธุรกิจผิดกฎหมาย รับเงินสีเทา จนร่ำรวยเป็น 100 ล้าน เราจะป้องกันไม่ให้ตำรวจแบบนี้เติบโตเป็นผู้กำกับ เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ เป็นตำรวจถูกรถชนตายปี 2555 แม้แต่ตำรวจด้วยกันยังไม่ปกป้อง เปลี่ยนหลักฐาน เปลี่ยนความเร็วรถ เหตุการณ์อัปยศทำร้ายจิตใจพี่น้องตำรวจ จะต้องไม่เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาล ปชน.” นายวิโรจน์ กล่าว 

นายวิโรจน์ กล่าวถึงตำรวจน้ำดีอย่าง พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ว่า ดำเนินคดีค้ามนุษย์ตรงไปตรงมา กล้าออกหมายจับนายทหารระดับสูง ถูกโทรศัพท์ข่มขู่ ถูกสายลึกลับบีบคั้นให้ปล่อยมือวางจากคดี แต่ตำรวจน้ำดีอย่าง พล.ต.ต.ปวีณ ยืนยันว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย เขามีหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมาย เขาก็จะใช้ แต่สุดท้ายตำรวจน้ำดีอย่าง พล.ต.ต.ปวีณ ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ได้เวลารัฐบาล ปชน.พา พล.ต.ต.ปวีณ กลับบ้าน ได้เวลาคืนความยุติธรรมให้ พล.ต.ต.ปวีณ เหตุการณ์อัปยศแบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป

เราเคยมีตำรวจที่ดี ตำรวจที่พึ่งของประชาชน ตำรวจที่ประชาชนรัก และนับถือ ย้อนกลับไปเมื่อ 33 ปีก่อน ในยุคที่ตำรวจมีอธิบดีกรมตำรวจชื่อ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ตอนนั้นเราได้ ผบช.น. ยศ พล.ต.ท.ฉายาหน้ากากเสือ บ่อนในเมืองหลวงราบ ยาเสพติดทุกตรอกราบ เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลสยบ เราจะเอาตำรวจดี ๆ แบบนั้น กลับมาในยุคนายกฯชื่อณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

“พี่น้องตำรวจทั้งหลายที่ฟังอยู่ นึกถึงรุ่นพี่ของท่านที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เจ้าของฉายาตำรวจตงฉิน เสือยิ้มยาก ฉายาบรมครู อาจารย์คง พล.ต.ต.คงเดช ชูศรี มีวลีที่ตนประทับใจมาก ๆ ท่านบอกว่า “หากตำรวจยังเกรงกลัวผู้มีอิทธิพล แล้วประชาชนจะอยู่กันได้อย่างไร” ตนต้องพูดถึงตำรวจน้ำดี พล.ต.ต.คงเดช เคยไปจับบ่อน ถูก พล.ต.อ.ยศชั้นสูงกว่าผลักอก พล.ต.ต.คงเดช ปัดมือ แล้วบอกว่า “ผมจะจับโจร คุณจะทำอย่างไร” เราต้องการตำรวจมือปราบแบบนั้นกลับมาอีกทีใช่หรือไม่” นายวิโรจน์ กล่าว 

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า พี่น้องตำรวจทุกท่าน รู้ดีถึงความเจ็บปวดที่ต้องควักกระเป๋าสตางค์จ่ายเงินเพื่อทำคดีเอง รู้ว่าค่าสำนวนที่จ่ายให้กับพนักงานสอบสวนคงที่มา 34 ปีแล้ว ได้เวลาปรับเพิ่มค่าสำนวนให้ตำรวจน้ำดีทำงานอย่างสบายใจ ไม่ต้องควักกระเป๋าตัวเองในการทำงาน ได้เวลาทำให้กองทุนสืบสวนสอบสวนคดีอาญา มีความโปร่งใส ใช้งานอย่างถูกวัตถุประสงค์ ใช้งานเพื่อสนับสนุนพนักงานสอบสวน และตำรวจทุกคน

นี่คือการปฏิรูปตำรวจ ที่พวกเราต้องการ ไม่ได้ยาก แต่ที่ผ่านมา ถ้านายกฯยังมีตั๋ว ยังต้องส่งส่วยให้นาย ความฝันที่เราจะเห็นตำรวจที่ดี เป็นไปไม่ได้เลย สุดท้ายเหตุการณ์ในปี 2562-2563 กับผู้พิพากษาที่ชื่อว่าคณากร เพียรชนะ เราจะไม่ยอมให้ผู้พิพากษาถูกแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมอีกต่อไป คุกจะต้องไม่มีไว้ขังเฉพาะคนจน ได้เวลาคืนอิสรภาพ คืนดุลพินิจให้กับผู้พิพากษาทุกคน เลิกแทรกแซง เลิกโทรศัพท์ลึกลับ เลิกกระดาษใบน้อยที่คุกคามผู้พิพากษา การกระทำแบบนี้จะไม่มีในยุครัฐบาลประชาชน

“นโยบายด้านความมั่นคงไม่มีอะไรยาก ไม่มีอะไรซับซ้อน ทำได้ ถึงบอกว่าได้เวลาแล้ว คำพูดที่เราได้ยินบ่อย ๆ ความมั่นคงของชาติ ประชาชนจะได้เข้าใจเสียทีว่า ความมั่นคงของชาติก็คือความมั่นคงของประชาชนทุกคน ได้เวลาทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย ได้เวลาทำให้กฎหมายมีความเสมอภาคกัน ไม่มี 2 มาตรฐาน ได้เวลาทำบ้านเมืองให้มีขื่อมีแป ได้เวลาคืนความยุติธรรมให้กับทุกคน วันที่ 8 ก.พ.ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ทุกวันนี้ตำรวจที่ดีหมดกำลังใจ เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาจะทำงานอย่างหนักเพื่ออะไร ทำงานให้ตายสุดท้ายคนที่มาเป็นนาย ก็มาเติบโตกับการซื้อขายตำแหน่ง” นายวิโรจน์ กล่าว 

ทหารที่ดีทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ ทุกวันนี้ถ้าไม่เปลี่ยนแปลง เขาก็ต้องทนเห็นการทุจริตคอร์รัปชัน ทำได้แค่มองตาปริบ ๆ ทหารชั้นผู้น้อยเวลาถูกรังแกกดขี่ ถูกทำร้าย ไม่รู้ว่าแบกหน้าไปพึ่งใครที่ไหน แนวรบของเราก็ต้องทนใช้ยุทโธปกรณ์ที่รู้ทั้งรู้ว่านายตัวเองกินเงินทอน แล้วใช้ไม่ได้ ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง แล้วให้บางพรรคโหนกระแสนิยมทางการเมือง

+ตอกกลับ พวกเรารู้ดี ‘ทหารมีไว้ทำไม’
นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า แม้แต่ผู้พิพากษาอยากใช้ดุลพินิจตัวเองตัดสินให้ความเป็นธรรมยังไม่กล้า ต้องรอสายโทรศัพท์ ผู้พิพากษาบางคน อาจารย์คณะนิติศาสตร์บางคน ไม่กล้ากลับไปมองหน้าลูกศิษย์ตัวเอง 8 ก.พ.กาให้ความมั่นคงของชาติเป็นของประชาชน ให้กฎหมายเป็นกฎหมาย ให้มีขื่อมีแป กา ปชน. 2 ใบ

“ทุกวันนี้ใครบอกว่า วิโรจน์ พรรค ปชน.รู้ยังว่า ทหารมีไว้ทำไม ให้พวกเราตอบเขาว่า เวลาทหารตัวเล็กตัวน้อยถูกกระทืบ ถูกรังแกจนตาย พอพรรคการเมืองรู้เบื้องหลังเป็นคนมีดาวบนบ่า เป็นนายพลนายพันชั้นยศใหญ่ เขาหนีหายไปไหน ทำไมมีแต่ ปชน.ที่ยืนเคียงข้างนายทหารชั้นผู้น้อย ลูกหลานของพวกเรา เพราะพวกเรารู้ว่าทหารมีไว้ทำไม รู้ว่าจะส่งเสริมทหารดีอย่างไร และเรารู้ว่าเราจะจัดการปราบปรามทหารที่ทุจริตอย่างไร” นายวิโรจน์ กล่าว