อนุทิน ประกาศถ้า เป็นนายกฯ ภูมิใจไทย จอง คลัง-พาณิชย์-ต่างประเทศ ใครแย่งไม่ได้ ยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทันที

อนุทิน ประกาศถ้า เป็นนายกฯ ภูมิใจไทย จอง คลัง-พาณิชย์-ต่างประเทศ ใครแย่งไม่ได้ ยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทันที

อนุทิน ประกาศถ้า เป็นนายกฯ ภูมิใจไทย จอง คลัง-พาณิชย์-ต่างประเทศ ใครแย่งไม่ได้ ยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทันที

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.10 น.

‘อนุทิน’อ้อนคนไทยขอทำงานจริง 4 ปี  รับภูมิใจได้ขนานนามเป็นพรรคบ้านใหญ่ ดูแลคนทุกพื้นที่   หวัง อีกไม่กี่วันร่วมฉลองชัย ซัด ‘ประชานิยม’แจกเงินส่งผลเสียประเทศระยะยาว แลกความได้เปรียบทางการเมืองระยะสั้น  สุดท้ายคนไทยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ถูกเช็คบิล  ลั่นประเทศรอไม่ได้ เลือก ‘ภท.’ ประเทศไม่ต้องเสี่ยง กร้าวประเทศไม่ใช่ที่ฝึกงาน-ทดลองงานของมือใหม่  ประกาศ ‘อนุทิน’นั่งนายกฯ ภท.จอง 3 กระทรวง‘คลัง-พาณิชย์-ต่างประเทศ’ใครแย่งไม่ได้ ยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทันที

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.40 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีใหญ่ปิดท้ายหาเสียงเลือกตั้ง ในธีม “เลือกพรรคภูมิใจไทยได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก“  ว่า สวัสดีคนมีความเชื่อมั่นในพรรคภูมิใจไทย ด้วยความเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยต้องกราบเรียนว่าไม่เคยตื่นเต้นเท่าวันนี้ หวังว่าอีกไม่กี่วันพวกเราคงจะได้มาฉลองชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยด้วยกัน พรรคภูมิใจไทยรับใช้บ้านเมือง ประเทศ พี่น้องประชาชน มา 17 ปีแล้ว เราทราบดีว่าในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา ปีนี้หนักกว่าเพื่อน เพราะปีนี้เล่นเกมเป็นนายกฯ 

นายอนุทิน กล่าวว่า พวกตนจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อให้คนไทยทุกคนได้ยินว่าพวกเราดีพอคู่ควรในการเป็นพรรคการเมืองหลักที่จะเป็นที่พึ่งพิงของพี่น้องประชาชนชาวไทยได้ เชื่อว่าพี่น้องได้ทราบอย่างชัดเจนพรรคภูมิใจไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ตนเป็นหัวหน้าพรรคมา เกือบ 15 ปีแล้ว พรรคภูมิใจไทยไม่เคยเล็กลง มีแต่ใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัวทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง มีข้อยกเว้นอยู่ข้างเดียวคือในครั้งนี้จะใหญ่มากขึ้นมากกว่าหนึ่งเท่าตัว ความพยายามในการพัฒนาตัวเองและยกระดับการทำงานของพรรคภูมิใจไทยทั้งในมิติด้านนโยบาย วิธีคิด วิธีปฏิบัติ และการจัดวางตัวบุคลากรเพื่อมาบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้คนไทยเห็นว่าความเป็นพรรคภูมิใจไทย เราพร้อมที่จะเป็นผู้นำ เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงการพัฒนาบ้านของเราซึ่งก็คือประเทศไทย ให้เป็นบ้านที่ทุกคนต้องมีความภาคภูมิใจไปด้วยกัน

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทยจึงขอมาพบกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง โดยการนำเสนอสรุปในสิ่งที่ได้ทำมาร่วมกันออกไปทั่วประเทศบนเวทีแห่งนี้ เพื่อขอการสนับสนุนความไว้วางใจจากพี่น้องให้เลือกพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ทั้งนายสีหศักดิ์ นายเอกนิติ และนางศุภชัยจี วันนี้ได้นำเสนอสิ่งที่เป็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยจะกระทำเมื่อได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยก็ต้องถามว่าพวกท่านพอใจหรือไม่ พวกเขาทำการบ้านดีไหมครับที่ผ่านมา พวกเขาทำให้พวกเรามีความผิดหวังตรงไหนหรือไม่ที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยในการรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติได้หรือไม่

“นี่แหละครับคือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยได้ร่วมกันทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทย ทดลองงานมา 4 เดือน ขอทำงานจริงอีก 4 ปี ก่อนจะเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน วันนี้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยมาตรงนี้เพื่อบอกกับพี่น้องประชาชนว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เหมือนเดิมแน่นอน สิ่งที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนไปมากๆ คือวิธีคิดและวิธีการทำงานของพวกเรา จากที่ใครเคยพูดว่าพรรคภูมิใจไทยเราเป็นแค่พรรคบ้านใหญ่ ไม่เถียงครับ พวกเขาพูดไม่ผิด แต่พวกเขาคิดผิด พวกเขาคิดเพียงว่าพรรคบ้านใหญ่ก็มาช่วยคน มาดูแลคนในพื้นที่แล้วจบกัน คิดในเชิงโครงสร้างไม่เป็น แต่ทั้ง 3 คนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโครงสร้างพรรคภูมิใจไทยคิดให้กับประเทศไทยมันแน่นยิ่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็ก 50 ชั้น
ความจริงบางอย่างคือเราดูแลพี่น้องในพื้นที่ประจำ ไม่ขาดตกบกพร่อง สส.ของเราไม่มีวันเป็นเจ้าคนนายคน ส.ส.ของเรา ผู้สมัครทุกคนยังต้องมีหน้าที่ไปเอาใจใส่กับชาวบ้านในทุกกิจกรรมที่เป็นชีวิตประจำวันของพวกเขา เราอยู่กับพี่น้องประชาชนตลอดเวลาและมีความภาคภูมิใจว่าที่ได้ขนานนามว่าเป็นพรรคบ้านใหญ่ ”นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า นโยบายประชานิยมในอดีตไม่ตอบโจทย์และตนเชื่อว่านโยบายประชานิยมแจกเงินอย่างเดียวกำลังจะส่งผลเสียต่อประเทศไทยในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ถูกทำมาเพียง เพื่อแลกกับประโยชน์และความได้เปรียบทางการเมืองในระยะสั้น  สุดท้ายคนที่จะต้องจ่ายคนที่จะต้องถูกเช็คบิลคือประชาชนคนไทยที่ไม่ได้รู้อีโหน่อีเหน่อะไรกับเขาด้วย หากทุกพรรคยังคงนำเสนอนโยบายที่เน้นรายจ่ายแบบประชานิยมมากกว่าการสร้างรายได้ มากกว่าการหาโอกาสใหม่ๆให้ประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน ประเทศไทยก็ประสบปัญหาด้านการเงินการคลังมากขึ้น จนเราไปต่อไม่ได้ พรรคภูมิใจไทยจึงเน้นการนำเสนอนโยบายสร้างโอกาสให้ประชาชน มีรายได้มากขึ้น มีความมั่นคงทางอาชีพมากขึ้น ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเชื่อในทฤษฎีหาเบ็ดให้คนไปตกปลา ไม่ใช่หาปลาแจกให้คน การใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8  ก.พ.การตัดสินใจของพวกเราเป็นปัจจัยที่ตนขอให้ท่านได้กรุณาพิจารณาคือสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันและในอนาคตที่กำลังถูกล้อมถูกกดดันในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ถ้าท่านเลือกคนทำงานได้นักบริหารมืออาชีพที่มีความรู้มีประสบการณ์ความพร้อมและเคยทำงาน ประสบผลสำเร็จมาแล้วโอกาสที่เขาจะทำงานนำความสำเร็จต่อไปให้กับประเทศไทยตนรับรองว่าจะมีมากกว่าคนที่ไม่เคยทำและมีประสบการณ์ 

“ประเทศไทยของเราประเทศนี้ไม่ใช่ที่ฝึกงาน ไม่ใช่ที่ทดลองงานของมือใหม่ ที่ไม่เคยทำงานระดับประเทศมาก่อน เราจะฝากอนาคตของประเทศและอนาคตของพวกเราไว้กับมือใหม่หรือฝากไว้กับมืออาชีพที่มีความพร้อม วันนี้เที่ยวนี้พรรคภูมิใจไทยเราพร้อมนำเสนอมืออาชีพมาให้พี่น้องพิจารณาการมีผู้บริหารใหม่บุคลากรใหม่ คนใหม่ๆ เข้ามาอยู่ในพรรคภูมิใจไทย ทั้งเป็นภาพที่มาจากภาคนักวิชาการและภาคนักการเมืองเข้ามาร่วมงานกันเป็นจำนวน ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้ทำให้วิธีคิดและวิธีการทำงานของคนในพรรคภูมิใจไทยได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก เรามีพลังมากขึ้นเราคิดกว้างขึ้น และเราคิดใหญ่ขึ้น วันนี้ประเทศไทยรอไม่ได้ และประเทศไทยเสี่ยงไม่ได้อีกแล้ว เมื่อพรรคภูมิใจไทยเข้ามาทำงานประเทศไทยจะไม่เสี่ยงตกขบวนโลก และไม่เสี่ยงกลับไปสู่วงจรของความขัดแย้งเหมือนเดิม และจะไม่เสี่ยงกับผู้บริหารประเทศที่ด้อยประสบการณ์ จะไม่เสี่ยงกับการทุจริตคอรัปชันและจะไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตย“นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ชาวไทยที่เคารพทั้งหลายเลือกพรรคภูมิใจไทยประเทศไทยไม่ต้องเสี่ยง และไม่ใช่ทุกคนที่จะบริหารได้ นโยบายพรรคไหนก็เขียนได้ แต่มีกี่คนที่ทำได้ แต่พรรคภูมิใจไทยได้พิสูจน์เห็นว่าเราพูดแล้วทำ เราได้ทำและเราทำได้ หลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้  รัฐบาลที่ทำเรื่องนี้ได้ ก็เป็นรัฐบาลที่มีมือในสภาเพียงพอ เป็นคนบริหารที่ประสานได้ 10 ทิศ มีมิตรมาก ไม่มีศัตรู และสร้างความน่าเชื่อถือสามารถบริหารข้าราชการทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายประจำได้อย่างราบรื่นและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนานาอารยะประเทศทั่วโลกได้ คุณสมบัตินี้ขอประกาศตรงนี้ให้ทุกท่านได้รับทราบว่าพรรคภูมิใจไทยของท่านมีสิ่งเหล่านี้ครบถ้วน และวันนี้คนไทยจะทะเลาะกันเองไม่ได้แล้วประเทศไทยแบกความเสี่ยงอะไรไม่ได้อีกแล้ว หากพี่น้องเลือกพรรคภูมิใจไทยประเทศไทยก็จะไม่มีความเสี่ยงเหล่านี้ ประเทศไทยต้องการความร่วมมือความสามัคคีการทำงานที่เป็นเอกภาพของทุกฝ่ายและตนจะทำงานอย่างสุดความสามารถกับทีมของตนให้สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นกับประเทศของเรา

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า พรรคภูมิใจไทยทำให้เราได้แผ่นดินไทยที่เคยถูกรุกรานและยึดของไปนานแบบ 10 ปีคือมาได้ทั้งหมด วันนี้ข้อตกลงหยุดยิงที่รัฐบาลที่ทำเรามุ่งเน้นในเงื่อนไข ณ วันที่ ใครอยู่ตรงไหนต้องอยู่ตรงนั้น ห้ามรุกล้ำเขาอีกมและที่ยิ่งไปกว่านี้ไม่ต้องห่วงว่าจะมีรอบ 3 จนทำให้ไม่ได้เลือกตั้งต้องยืนยันว่าการเลือกตั้งมะรืนนี้มีแน่นอน รัฐบาลไม่ได้ยืนอยู่บนความประมาท เราได้จัดเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ทุกรูปแบบไว้แล้ว ขอให้พวกท่านออกไปเลือกตั้งกันเยอะๆ ให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความราบรื่นชัยชนะความภาคภูมิใจหลังการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความใสสะอาด ขอให้ไว้วางใจนายอนุทินให้ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทยในเรื่องนี้ ขอให้ลงคะแนนให้เบอร์ 37 เพื่อให้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยยังคงปกป้องอธิปไตยของชาติและรักษาพื้นแผ่นดินไทย เลือกพรรคภูมิใจไทยจะไม่มีประเทศใดรุกรานประเทศไทยได้อีก จะเอารัฐบาลที่เขมรกลัว หรือรัฐบาลที่กลัวเขมร ถ้าอยากได้สิ่งแรกให้เลือกพรรคภูมิใจไทยเบอร์ 37

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ไหนจะจบแล้วจะเอาข่าวดีบอกท่านว่าขอประกาศตรงนี้เลย ถ้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นรัฐบาลนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกฯและรมว.คลัง กระทรวงนี้ตนจะจองแล้วใครเข้ามาไม่ได้ เชื่อมั่นว่าถ้าอนุทินได้เป็นนายกฯมาทั้ง 4 คนและมาแล้วรัฐบาลของตนจะยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทันที ไม่มีคำว่า 50 -50 ไม่มีคนละครึ่ง สำหรับคนไทยไม่ใช่กัมพูชาแบ่งกัน 50-50 ยืนยันได้เลยพูดได้เลยประเทศไทยประเทศไทยจะไม่เสียเปรียบเสียดินแดนภายใต้รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยวันที่ 8 ก.พ. ตนสัญญาและสัญญาของตนเชื่อถือได้ ตนสัญญาจะทำให้ท่านภูมิใจกับความเป็นคนไทยของท่านการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งเพื่อความอยู่รอดและความก้าวหน้าของพวกเราทุกคน พรรคภูมิใจไทยจะมุ่งมั่นสร้างประโยชน์และนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงอย่างยั่งยืนวันที่ 8 ก.พ.เลือกพรรคภูมิใจไทยเบอร์ 37 และเลือกสส.ของพรรคภูมิใจไทยในเขตนั้นๆ เลือกให้มากพอที่ได้จะนำพาประเทศไทย ออกจากความไร้ เสถียรภาพทางการเมือง ออกจากความขัดแย้ง ออกจากภัยทางเศรษฐกิจ ออกจากภัยความมั่นคงที่รุมเร้าประเทศมานานแล้ว เลือกพรรคภูมิใจไทยไม่เสียเวลาไม่เสียโอกาสแม้แต่นาทีเดียว พรรคภูมิใจไทยเป็นมืออาชีพที่มีความแข็งแกร่งทั้งทางด้านการเมือง และการบริหารราชการเข้าไปทำงานให้ท่านเลือกพรรคภูมิใจไทยเพื่อให้ได้ผู้รับใช้ภักดีกับประชาชน 

เปิดภาพฝันเพื่อไทย จุลพันธ์ ชู อาจารย์เชน นายกฯ ผู้นำพาไทยพ้นความขัดแย้ง

เปิดภาพฝันเพื่อไทย จุลพันธ์ ชู อาจารย์เชน นายกฯ ผู้นำพาไทยพ้นความขัดแย้ง

เปิดภาพฝันเพื่อไทย จุลพันธ์ ชู อาจารย์เชน นายกฯ ผู้นำพาไทยพ้นความขัดแย้ง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.07 น.

จากนั้น เวลา 19.55 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ปราศรัยว่า “การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ สำหรับบางคนอาจเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิต สำหรับหลายคน อาจเป็นเพียงการเลือกตั้งอีกครั้ง แต่สำหรับผม การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การหย่อนบัตร ไม่ใช่แค่การแข่งขันทางการเมือง เพราะผลของมันจะเปลี่ยนประเทศไทยไปอีกยาวนาน“

ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ปีที่แล้ว ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเป็นอีกครั้ง ที่นายกรัฐมนตรีของเราถูกปลดด้วยอำนาจที่ไม่ได้มาจากเสียงของประชาชนและการเมืองไทยยังคงบิดเบี้ยวเมื่อพรรคประชาชนที่มีจำนวน สส. มากที่สุดในสภากลับไปยกมือให้พรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยซึ่งสร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างมากมายมหาศาล แต่พรรคการเมือง ซึ่งเข้าร่วมอยู่ใน MOA กลับลอยตัว ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

จุลพันธ์

ความบิดเบี้ยวและสัญญาณอันตรายนี้ ไม่ได้อยู่ตรงที่พรรคเพื่อไทย ต้องกลายมาเป็นฝ่ายค้าน แต่เพราะรัฐบาลเสียงข้างน้อยสร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

สิ่งที่เราเห็นคือการเปิดทางให้การเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับมาแข็งแรง เราเห็นการโยกย้ายข้าราชการอย่างขนานใหญ่เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง คดีสำคัญ อย่างฮั้ว สว. เขากระโดงถูกบิดเบือน การเอื้อประโยชน์ด้านงบประมาณ เช่น เรื่อง MotoGP สื่อ นักวิชาการและฝ่ายค้านผู้เลือกเขาเข้ามากลับเลือกปิดปากอย่างยินยอมพร้อมใจ อำนาจอนุรักษ์นิยมเติบโตแผ่ซ่าน วันนี้อนุทินใช้ความรักชาติ มาแบ่งแยกประชาชน “หนิมจะบอกหนูว่า ประขาชนทุกคนรักชาติ เพียงแต่คนส่วนใหญ่ เค้าไม่ได้รักหนู คนที่รักหนูจนสุดใจมีแต่พรรคประชาชนเท่านั้นแหล่ะหนู”

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า หลังจากมีการยุบสภา เพื่อนร่วมทางของเราบางคนเลือกที่จะเดินจากไป พรรคเพื่อไทยถูกตราหน้าจากสังคม บางคนบอกว่าพรรคเพื่อไทยเลือดจะไหลหมดตัว บางคนบอกว่า เราจะกลายเป็นพรรคเล็กมี สส. ไม่ถึง 100 คน บางคนถึงกับบอกว่าถ้ามีการเลือกตั้งอีกครั้งพรรคเพื่อไทยจะสูญพันธุ์

ในวันที่พรรคกำลังลำบากที่สุด ผมได้รับความไว้วางใจจากพรรค ให้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรค และยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย  การได้เป็นหัวหน้าของพรรคเพื่อไทย คือเกียรติและความรับผิดชอบสูงที่สุดที่ ผมเคยถามตัวเองว่า ผมจะพาพรรคกลับมาแข็งแกร่งและลบทุกคำสบประมาทได้หรือไม่และในที่สุด ผมก็ได้คำตอบครับ คำตอบนั้นเรียบง่ายมาก ‘นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราโดนกระทำ’ แต่เราลุกขึ้นได้ทุกครั้งด้วยพลังของประชาชน

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ตลอดเวลากว่า 20 ปี  ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน มาถึงพรรคเพื่อไทย พวกเราโดนรัฐประหาร เราโดนยุบพรรค เพื่อนของเราโดนสังหารกลางถนน เราโดนนิติสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า หลายครั้งเราต้องยอมถอย เราต้องกลืนเลือด เราต้องทำ แม้จะต้องเผชิญกับการถูกต่อว่า แม้ต้องอยู่ภายใต้กติกาที่บิดเบี้ยว แต่เราไม่เคยถอยออกนอกเส้นทางการต่อสู้  เรายังคงสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง สู้อย่างที่เราทำมาตลอด เหมือนที่ “เชน-ยศชนัน” เคยพูดว่า “เราแค่ต้องไม่ตาย”

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่มีทางลัด เรารู้ว่า ความหวังจะมีค่า ประชาธิปไตยจะมีความหมายก็เมื่อประชาชน กินอิ่ม นอนหลับ มีงานทำ มีรายได้ เศรษฐกิจมั่งคั่ง ประเทศมั่นคง ประชาชนจะต้องแข็งแรง ภาพของประชาชนทั่วประเทศไม่เคยจางหายไปจากหัวใจของพวกเราเลย เรารู้ดีว่าประชาชนไม่เคยทิ้งเรา และพรรคเพื่อไทยก็จะไม่มีวันทิ้งประชาชน บางพรรคบอกว่าเพื่อไทยละทิ้งคนเสื้อแดง บางพรรคพยายามเคลมความเป็นเสื้อแดงไปจากพวกเรา ในวันที่เราเจ็บปวด ในวันที่เราถูกเรียกว่าควาย ในวันที่เราไม่กล้าใส่เสื้อแดงเพร่ะโดนดูถูกดูแคลน ในวันที่เราวิ่งหลบกระสุนร่วมกันกับประชาชน พวกคุณยังสะใจกับความตายของคนเสื้อแดงอยู่เลย
 
แต่ในวันนี้ คนเสื้อแดงสามารถกลับมามีเสียงมีที่ยืนในสังคม คนเสื้อแดงสามารถยืดอก ภูมิใจในตัวตนของเราอีกครั้ง นี่คือวันที่ผมมั่นใจ ว่าพรรคเพื่อไทยกลับมาแล้ว กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ยังคงเป็นความหวังให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งชาติ การเลือกตั้งที่จะถึง ผมเชื่อมั่นว่าไม่มีพรรคการเมืองไหนในประเทศนี้ที่พูดถึงนโยบายมากเท่าพรรคเพื่อไทย เรายังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย ที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน

ผมอยากให้ทุกคนลองหลับตา แล้วนึกภาพตามผมดูนะครับ

-วันที่พี่น้องเจ็บป่วย 30 บาทรักษาทุกโรค จะรักษาได้ทุกที่ ไม่ต้องเดินทางไกลอีกต่อไป

-วันที่ต้องขึ้นรถเมล์ร้อน กลิ่นควันเต็มเมืองจะกลายเป็นรถเมล์แอร์เย็น ราคาเพียง 10 บาท

-วันที่ต้นทุนการเดินทางไม่เป็นภาระ เพราะรถไฟฟ้าราคา 20 บาทตลอดสาย

-วันที่หนี้สินของผู้สูงอายุและประชาชนจะไม่ใช่โซ่ตรวนอีกต่อไป

-วันที่เกษตรกร ไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้ง ไม่ต้องลุ้นกับต้นทุนเพราะรู้ล่วงหน้าว่าจะมีกำไรอย่างน้อย 30%

-วันที่การเสี่ยงโชคไม่ใช่ภาระต่อรายได้ แต่เป็นเงินออมที่สะสมไว้ มีกินมีใช้ยามเกษียณ

-วันที่ยาเสพติดและแก๊งสแกมเมอร์จะไม่สามารถทำลายลูกหลานของเราได้อีกต่อไป

-วันที่เด็กไทยที่มีความสามารถอยากไปเรียนต่างประเทศ จะได้โอกาส ไม่ต้องกังวลเรื่องทุน เพราะเรามี ODos

– วันที่ศิลปะได้รับการให้คุณค่าและเด็กไทยสามารถสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่

– วันที่คนไทยไม่ต้องเช็กค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้านแต่สามารถสูดอากาศได้เต็มปอดทุกวัน

– วันที่ประกันสังคม ตอบโจทย์พี่น้องภาคแรงงาน มีการลงทุนโดยมืออาชีพ มีสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น 

– วันที่คนไทยไร้จน มีเงินในกระเป๋า มีรายได้อย่างน้อย 3,000 บาทต่อเดือน

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

และทั้งหมดนี้จะชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยรัฐบาลดิจิทัล ด้วยข้อมูลที่แม่นยำ ตรงจุดผ่านนโยบายเศรษฐีเงินล้าน นำประชาชน เข้าสู่ระบบด้วยความเต็มใจ นี่คือความฝันของพวกเราทุกคนที่นี่ คือภาพประเทศไทยที่พวกเราอยากเห็น วันนี้ ลูกสาวผมอยู่ในที่นี้ พ่อคนนี้จะส่งมอบสังคมที่ดีให้กับลูก พรรคเพื่อไทยจะสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าให้คนไทย มาร่วมสร้างมันไปพร้อมๆ กัน ด้วยการเลือกพรรคเพื่อไทยไปเป็นรัฐบาล ส่ง “เชน-ยศชนัน” ไปเป็นนายกรัฐมนตรี

พี่น้องครับ หลังจากที่ #genzforpheuthai น้องๆออกมาแสดงความคิดเห็นมากมาย ผมขอขอบคุณน้องๆ Gen Z ที่เปิดใจรับฟังพรรคเพื่อไทย หนึ่งเสียงของน้องมีค่าเท่ากับทุกเสียงในประเทศนี้ ทุกการเลือกทุกการตัดสินใจเป็นของเราจงภูมิใจในเสียงของตัวเอง เราได้เรียนรู้ร่วมกัน ว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีต ทำไมคนจำนวนมากถึงยังรักเพื่อไทย ทำไมพวกเราถึงภูมิใจที่ได้เลือกเพื่อไทย 

แดงเพื่อไทยทั้งหลาย ผมเห็นสัญญาณที่ชัดเจน ว่าเราโอบรับความแตกต่าง ฝเราไม่ตัดสินกัน เราเปิดพื้นที่ให้กัน เราไม่สร้างความแตกแยก ประชาธิปไตยไม่ใช่เวทีให้ประกาศว่า ใครที่คิดไม่เหมือนเรามันคือศัตรู เราไม่ทำทุกอย่างเพื่อชนะบนโลกโซเชียล แต่มาแพ้ในโลกแห่งความเป็นจริง ประชาชนไม่ได้เลือกเพื่อไทยเพราะโง่ อย่างที่เจากล่าวหา แต่เพราะเรามีนโยบายจากชีวิตจริง เราเสนอทางออกต่อปัญหาแบบจับต้องได้

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ประชาธิปไตย ต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงข้อนี้ ไม่ใช่เหยียบหัวคนส่วนใหญ่ แล้วเรียกตัวเองว่าก้าวหน้า เพื่อไทยไม่ขายความสะใจ ไม่เหยียบคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดี ไม่ใช้ความโกรธเป็นแรงขับเคลื่อน แต่เราเลือกทำในสิ่งที่ยากกว่า คือ ความอดทนของประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่ยาวิเศษ มันต้องใช้เวลา มันต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน

พรรคเพื่อไทยต่อสู้มายาวนาน เราล้ม แต่เราลุกขึ้นมาได้ เพราะประชาชนโอบอุ้มเราเอาไว้ทุกครั้ง และวันนี้ จะเป็นวันที่พรรคเพื่อไทย พาพี่น้องประชาชนเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เดินไปข้างหน้าเถิดประชาชนเดินไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าท่านจะเดินไปไกลเพียงไหน หากท่านหันกลับมา พรรคเพื่อไทยจะอยู่ตรงนั้นเคียงข้างท่านเสมอไป หากท่านล้มลง พรรคเพื่อไทยจะโอบอุ้มท่านเอาไว้ และเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่น้องประชาชนตลอดไป ความหวังและอนาคตของพี่น้องประชาชนพรรคเพื่อไทยจะรับมันไว้และทำให้มันเป็นจริง

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะสื่อสารไปยังแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย คือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ อ. เชน ผมผู้จักเชน ตอนสมัคร สส. เชียงใหม่ ครั้งแรก 

เมื่อปี พ.ศ. 2557  และ 50 กว่าวันที่ผ่านมายิ่งทำให้ผมได้เห็นตัวตนของเชน อย่างลึกซึ้งมากขึ้น เชนเป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับอย่างไร้ข้อกังขาในระดับโลก เป็นผู้คิดค้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อพัฒนาคนพัฒนาประเทศ เชนเป็นผู้นำ ที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ใช้เวลาค่อนชีวิตคิดหาวิธีช่วยเหลือคนพิการและมุ่งมั่นทำจนสำเร็จ ที่โลกออนไลน์พูดว่า “วันนี้คุณเติมเชนแล้วหรือยัง” สะท้อนถึงการส่งพลังบวกสะท้อนถึงการส่งความหวัง และความเชื่อมั่น และสำคัญที่สุด คือ เชนอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่เคยกดใครให้ต่ำ เพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้น ไม่ทะเลาะกับใคร ไม่เล่นวาทกรรม ผมเชื่อจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่นำพาประเทศออกจากความขัดแย้ง จะเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

“หนิมอยากจะบอกเชนว่า เชนเอ้ย เชนเป็นคนมีความสามารถ เชนเป็นคนมุ่งมั่นทุ่มเท กล้าที่จะ “คิดใหม่ ทำใหม่” เชนเป็นผู้โอบรับความแตกต่าง มองไปข้างหน้า โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เชนเป็นความหวังและอนาคตของคนไทยทุกคน…

 หนิมอยากจะบอกเชนว่า จงอย่าแปรเปลี่ยนตัวตน จงอย่าเปลี่ยนความตั้งใจ จงเป็นเชนอย่างที่เป็นอยู่ แม้แต่หนิม ก็กำลังโดนเชนเปลี่ยนไปทีละน้อย ประเทศไทยและประชาชนคนไทยก็กำลังจะถูกเปลี่ยนโดยเชนเช่นเดียวกัน“

”เชนเอ้ย จงโอบรับความฝัน จงแบกรับความหวังและนำพาพวกเราก้าวเดินไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ผมมั่นใจอย่างที่สุดว่า “เชน-ยศชนัน” จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุด สำหรับคนไทยทุกคน“

นายจุลพันธ์ ทิ้งท้ายว่า ยศชนันทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่ เรามาร่วมกันเปลี่ยนประเทศไทย ด้วยการเปลี่ยน “อ.เชน” เป็น “นายกฯ เชน” และชวนประชาชนเปล่งเสียงพร้อมกัน  ให้ก้องทั้งเทพหัสดิน “นายกเชน!” “นายกเชน!” “นายกเชน!” 

เพื่อไทย อ้อนขอพลังคนเสื้อแดง เลือก สส ให้ถึง 200 เสียง มั่นใจมาที่หนึ่ง

เพื่อไทย อ้อนขอพลังคนเสื้อแดง เลือก สส ให้ถึง 200 เสียง มั่นใจมาที่หนึ่ง

เพื่อไทย อ้อนขอพลังคนเสื้อแดง เลือก สส ให้ถึง 200 เสียง มั่นใจมาที่หนึ่ง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.57 น.

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 6 ก.พ.69 ที่สนามเทพหัสดิน พรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย  นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง และแคนดิเดตนายกฯ บรรยากาศคนเสื้อแดงทุกกลุ่มทั้งแฟนคลับพันธุ์แท้และเลือดใหม่มารอฟังปราศรัยคึกคักเต็มสนาม นายยศชนันเดินเข้าสนามท่ามกลางประชาชนห้อมล้อมทักทายถ่ายรูปให้กำลังใจ 

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ขึ้นเวทีให้กำลังใจร่วมถ่ายภาพกับ 3 แคนดิเดตรัฐมนตรี พร้อมกรรมการบริหารพรรค และ ผู้สมัคร สส.กทม. / นนทบุรี / ปทุมธานี/ สมุทรปราการ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

เพื่อไทย

เวทีปราศรัยเริ่มด้วย การยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระพันปีหลวง  จากนั้นแนะนำตัวผู้สมัคร สส. กทม. ผู้สมัคร สส.นนทบุรี ผู้สมัคร สส.ปทุมธานี ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ และแกนนำพรรคปราศรัย อาทิ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล รองเลขาธิการพรรค และผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค และผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ น.ส.จิราพร สินธุไพร ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ และ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ

“สุริยะ” ขอพลังแดงเพื่อไทย เลือกสส.ให้ถึง 200 เสียง ประกาศมั่นใจมาที่หนึ่ง ทำทุกนโยบายได้จริงใน 4ปี ไม่ได้เขียนหล่อเอาเท่

เพื่อไทย

เวลา 19.30 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เริ่มปราศรัยโดยขอเสียง “แดงเพื่อไทย” ดัง ๆ ให้คนทั้งประเทศไทยได้ยิน ขอเสียงที่อยากได้ อาจารย์เชนเป็นนายกฯ ขอเสียงที่คิดว่า พรรคเพื่อไทยจะมาเป็นอันดับหนึ่ง และขอให้พลังงานดีๆนี้ “ไปถึงวันที่ 8” แบบไม่ตก ไม่แผ่ว เข้าคูหากาเบอร์9 และบอกว่า

วันนี้ผมมาในฐานะ ผู้อำนวยการเลือกตั้ง ขอเป็นตัวแทนของผู้สมัคร สส.เขต และ ปาร์ตี้ลิสต์ ทั้ง 500 คนมาพูดกับพี่น้องประชาชนตรงนี้  ผมนานๆ พูดที แต่รอบนี้ขอพูดจากใจ อย่างแรก ขอบคุณพี่น้องประชาชนจากใจจริง ขอบคุณทุกเสียงตอบรับ ทุกกำลังใจ ขอบคุณที่พี่น้องยังรักพรรคเพื่อไทย ยังเอา “ความหวังในชีวิต” มาฝากไว้กับพวกเรา

เพื่อไทย

การเมืองที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องง่ายทุกคนเจอความเหนื่อย เจอความผิดหวัง เจอคำถาม เจอความไม่แน่ใจ แต่การที่วันนี้ ทุกท่านยังอยู่ตรงนี้ ยังพร้อมจะเชื่อ ยังพร้อมจะเดินทางไปกับพวกเรา สำหรับพวกผมในฐานะนักการเมือง มันคือ เกียรติสูงสุด อยากให้พี่น้องจำไว้ ทุกความรัก ทุกความหวัง ทุกนโยบายที่เราประกาศไว้ เราจะทำเต็มที่ ทำให้ได้

และยังกล่าวว่า มั่นใจว่าจะมาที่ 1 หลายโพล นักวิเคราะห์บอกว่าเรามาที่ 3 แต่คนที่ได้โพลที่ 1 กับที่ 2 รวมทั้งกองเชียร์ ดูจะอยู่กันไม่ค่อยสุข พยายามจะบอกว่ามีแค่สองพรรค แต่ด่าเราไม่หยุดเช้าเย็นมันแปลว่าจริงๆ แล้วเขากลัวเรา จะมาที่ 1 ผมยังเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะมาเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ 

เพื่อไทย

อย่างที่สอง ถ้าอยากได้นโยบายเพื่อไทย ต้องให้เพื่อไทยทำเท่านั้น ไม่มีให้พรรคอื่นมาทำนโยบายพรรคเพื่อไทย หลายคนพูดว่า “นโยบายเพื่อไทยรอบนี้ ดีที่สุดนะ ดีกว่าทุกพรรค” แต่ก็มีคนลังเล แล้วพูดต่อว่า “แต่กลัวว่าเพื่อไทยจะทำไม่ได้” ขอพูดตรง ๆ แบบไม่ต้องเกรงใจ ว่า กลัวเพื่อไทยทำไม่ได้ แต่ถ้าให้คนที่ “ไม่เคยทำ” “ทำไม่เป็น” หรือ “คนไม่เคยคิดจะทำสิ่งใหม่” มาทำแทน มันยิ่งน่ากลัวกว่า ถ้าไม่ใช่เพื่อไทย แล้วคิดว่าใครจะทำได้ เพราะนโยบายมันคิดยาก ลอกง่าย แต่ทำยาก  

บางพรรคก็เอานโยบายคล้าย ๆ กันมาปรับชื่อ ปรับคำ บางพรรคก็มีนโยบาย “สั้นมาก” มีอยู่แค่บนป้าย บางพรรคก็หยิบสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยวางรากฐานไว้แล้ว มาพูดเหมือนเป็นของตัวเอง แต่ผมไม่ได้โกรธ ดีใจด้วยซ้ำ แปลว่านโยบายเพื่อไทย “มันมาถูกทาง” จนคนต้องตาม

เพื่อไทย

เราเคยเป็นทั้ง รัฐบาลพรรคเดียว รัฐบาลผสม ฝ่ายค้าน เห็นทุกมุม รู้ทุกจังหวะ เคยเจออุปสรรค เคยเจอโจทย์ยาก ฉะนั้น รอบนี้เราถึงออกแบบนโยบายแบบละเอียดไม่ใช่แค่ประกาศแล้วจบ แต่คิด “ขั้นตอน”  “กลไก”  “การทำงานกับระบบจริง” และ บางอย่างอาจทำไม่ครบทุกเรื่องทันใน 4 ปี เพราะมีข้อจำกัด มีขั้นตอน มีระบบที่ต้องแก้ แต่ถ้าอยากให้ “ทำได้เร็ว ทำได้เต็ม ทำได้ครบ” ถ้าพี่น้องอยากให้ทุกนโยบายเกิดขึ้นภายใน 4 ปี เลือกเพื่อไทยให้ถึง 200 เสียง

อย่างที่สาม ตลอด 25 ปีบนเส้นทางการเมืองของผม วันนี้โลกมันเปลี่ยน เศรษฐกิจเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน การแข่งขันเปลี่ยน โจทย์ใหม่ไม่ใช่แค่ “ทำให้พออยู่ได้” แต่คือ “ทำให้ประเทศไปได้ไกลกว่าเดิม” เราจะพาประเทศไปไกลด้วยด้วยความรู้ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น คิดบนข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึก แก้ปัญหาที่สาเหตุ ไม่ใช่แค่ปลายเหตุ วัดผลได้ ปรับปรุงได้ ทำให้ดีขึ้นได้จริง

เพื่อไทย

นายสุริยะ ยังบอกว่า นักธุรกิจก็เคยแล้ว ทหารก็เคยแล้ว รอบนี้ขอลอง “นักวิทยาศาสตร์” เป็นนายกฯ บ้างได้ไหม อาจารย์เชนเป็นคนเก่ง มีวิสัยทัศน์ มองปัญหา “เป็นภาพจริง” ไม่ใช่ภาพฝัน จริงใจ กล้าตัดสินใจบนเหตุผล เข้าใจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และที่สำคัญ เข้าใจระบบราชการ รู้ว่าถ้าจะทำให้เกิด ต้องขับเคลื่อนผ่านกลไกไหน ต้องปลดล็อกตรงไหน ต้องประสานอะไร ต้องทำให้ “งานเดิน” ยังไง

ประเทศไม่ได้ต้องการแค่ “คนพูดเก่ง” ประเทศต้องการ “คนทำเป็น” ต้องการผู้นำที่จัดระบบได้ ทำงานเป็นทีมได้ ทำให้ความหวังของประชาชนกลายเป็น “ผลลัพธ์จริง” ได้

เพื่อไทย

สุดท้ายนายสุริยะ กล่าวว่า “ถ้ารักนโยบายเพื่อไทย เลือกเพื่อไทยครับ ถ้าอยากให้ทำได้เร็ว ทำได้เต็ม ทำได้จริง เลือกเพื่อไทยให้ถึง 200 เสียงครับ และถ้าอยากเห็นประเทศไทยยืนบนความรู้ เท่าทันโลก และก้าวนำอนาคต เลือกอาจารย์เชนเป็นนายกฯ ครับ เลือกพรรคเพื่อไทยให้เป็นอันดับหนึ่งครับ ”

เพื่อไทย
เพื่อไทย

พิธา เสียงสั่น บอกจะล้มเหลวกี่ครั้งไม่เป็นไร ขอสำเร็จครั้งนี้ครั้งเดียวพอ

พิธา เสียงสั่น บอกจะล้มเหลวกี่ครั้งไม่เป็นไร ขอสำเร็จครั้งนี้ครั้งเดียวพอ

พิธา เสียงสั่น บอกจะล้มเหลวกี่ครั้งไม่เป็นไร ขอสำเร็จครั้งนี้ครั้งเดียวพอ

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.40 น.

‘พิธา’ เสียงสั่นขอบคุณลูกสาวคอยเป็นกำลังใจ บอกพ่อจะสู้เพื่อหนูและคนรุ่นหนู   ชี้ยังไม่สายเกินไปเข้าคูหากาเพื่อเปลี่ยนส่ง นายกฯ เท้งเข้าทำเนียบฯ จะล้มเหลวกี่ครั้งไม่เป็นไร สำเร็จครั้งนี้ครั้งเดียวพอ 

เมื่อเวลา19.30 น. วันที่ 6 กุมภาพันธื 2569  ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น พรรคประชาชน (ปชน.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย โดยชูแคมเปญ “เปลี่ยน” ขนขุนพลขึ้นเวทีคับคั่ง โดยจะปิดท้ายด้วย 3 แคนดิเดตนายกฯของพรรค ได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และปิดท้ายด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ท่ามกลางแฟนคลับด้อมส้มจำนวนมากเข้ามาจับจองที่นั่งฟังปราศรัยตั้งแต่ช่วง 14.00 น.เป็นต้นมา

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ขึ้นเวทีปราศรัยโดยตั้งคำถามว่า “ว่าไงประชาชน” ส่งเสียงดัง ๆ ยาว ๆ ให้พวกเขารู้ว่าตัดสิทธิ์ยุบพรรคได้แต่ทำลายความหวังของประชาชนไม่ได้ ส่งเสียงดัง ๆ ยาว ๆ ให้เขารู้ว่าความสำเร็จอยู่แค่เอื้อมมือ และครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิม พอกันทีกับ 14 ล้านเสียงที่ไม่มีความหมาย ส่งเสียงดัง ๆ ยาว ๆ ให้เขาได้ยินว่าความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนต้องการ ความเปลี่ยนแปลงที่เชื่อถือได้ ความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนถวิลหามาถึงแล้ว จะล้มเหลวกี่ครั้งไม่เป็นไรสำเร็จครั้งนี้ครั้งเดียวพอ 

พอได้แล้วกับความพ่ายแพ้ พอได้แล้วกับความอยุติธรรม พอได้แล้วกับประเทศไทยที่อยู่ที่เดิม ผมยืนอยู่หน้าทุกท่าน 2 ปีหลังจากที่โดนตัดสิทธิ์ยุบพรรค เดินทางไปทั่วโลกเจอกับผู้คนมากมาย สรุปได้สั้น ๆ ว่าโลกปรับไทยต้องเปลี่ยน ยังไม่สายเกินไป ถ้าเราตั้งรัฐบาลประชาชนที่ประเทศของเราโดดเด่นในเวทีโลก 

นายพิธา กล่าววต่อว่า ตนเดินทางไปที่ไหนทุกคนพูดแต่ปัญหามากกว่าศักยภาพ อยากจะรู้เหลือเกินว่าเหตุใดผลการเลือกตั้งกับการตั้งรัฐบาลไม่ตรงกัน เขาต้องการมาลงทุนในประเทศไทย แต่ประเทศของคุณมันซับซ้อนเกินไป  อยากจะเชียร์ก็เชียร์ไม่ขึ้น อยากจะกลับมาลงทุนก็ลงทุนไม่ได้ มันซับซ้อนเกินกว่าที่คนทั่วโลกจะเข้าใจ เต็มไปด้วยเงินไทยไม่ไหลออก เงินนอกไม่ไหลเข้า  เงินเทาเต็มประเทศ 

ประเทศไทยเป็นคนห่วยของเอเชีย ช่วงเวลาเดียวกันนี้เวียดนามโต 40% ประเทศเราโตแค่ 5% เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน ตอนนี้โตรั้งท้าย เราจะกลายเป็นประเทศที่แก่ก่อนรวยเพราะอายุเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ 40 กว่าปี ปีนี้เป็นปีแรกในรอบ 75 ปีที่อัตราการเกิดของไทยน้อยที่สุด กำลังการผลิตลดลงไป 20% ภายในรอบ 5 ปี ยังไม่สายเกินไป ถ้าวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้จะเข้าคูหากาเพื่อเปลี่ยน เลือกหมายเลข 46 ส่งนายกฯ เท้ง เข้าทำเนียบรัฐบาล 

และยังไม่สายเกินไปที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่คนไทยภูมิใจและโดดเด่นในเวทีโลก ในเวลาที่ระเบียบโลกเป็นโลกที่ไร้ระเบียบ แต่ก่อนความชอบธรรมคืออำนาจแต่ตอนนี้อำนาจคือความชอบธรรม จำเป็นที่จะต้องมีรัฐบาลที่มีความชัดและความพร้อมเข้าไปเปลี่ยนประเทศไทยให้ไม่เหมือนเดิม ให้นายกฯ เท้ง เข้าไปทำให้การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต 

ตนอยากจะขอบคุณพรรคอนาคตใหม่ที่ยอมจุดไฟในสายลม เมื่อไฟจุดติดแล้วประชาชนจะไม่มีวันยอมให้ไฟนั้นดับ ขอบคุณพรรคก้าวไกล เพื่อน ๆ ทุกคน อาสาสมัคร สมาชิก ประชาชนที่ให้การสนับสนุนตลอดมา 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างนี้มีคนตะโกนว่า “ส้มรักพ่อ” นายพิธา จึงตอบกลับว่า “พ่อก็รักส้มครับ” ซึ่งเรียกเสียงกรี๊ดได้สนั่นฮอล์ ก่อนจะกล่าวถึงคนที่คิดถึงมากที่สุดคือน้องพิพิม ลูกสาวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้พ่อตลอดมา พ่อจะสู้เพื่อหนูและคนรุ่นหนูทุกคน“

นายพิธา กล่าวทิ้งท้ายว่า การปราศรัยครั้งนี้เป็นการปราศรัยครั้งสุดท้าย มั่นใจว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะได้ชัยชนะ มั่นใจว่าไม่เคยจะชนะเยอะขนาดนี้มาก่อน ขอให้ฉลองกันอย่างเต็มที่ ”คิดถึงผมจนกว่าเราจะพบกันใหม่ครับ“ 

ศุภจี ชู ทีมไทยแลนด์ บุกตลาดใหม่ แก้เศรษฐกิจไทยติดหล่ม

ศุภจี ชู ทีมไทยแลนด์ บุกตลาดใหม่ แก้เศรษฐกิจไทยติดหล่ม

ศุภจี ชู ทีมไทยแลนด์ บุกตลาดใหม่ แก้เศรษฐกิจไทยติดหล่ม

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.31 น.

6 ก.พ. 2569 เมื่อเวลา 18.50 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ขึ้นกล่าวปราศรัยใหญ่พรรคภูมิใจไทยโค้งสุดท้าย ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งวันที่8ก.พ.69 ในธีม “เลือกพรรคภูมิใจไทย ได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก #ทีมไทยแลนด์” ว่า วันนี้การที่ตนได้มายืนพูดตรงนี้อีกครั้งนึง ตนไม่ใช่นักการเมืองแต่มาอยู่ตรงนี้เพื่อพี่น้องทุกคนและคนไทยทุกคนในประเทศนี้ ตนไม่ต่างจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ที่มีเพื่อนๆครูบาอาจารย์ไม่ให้มาทำตรงนี้ แต่ตนไปขอทุกคนว่าต้องมาเพราะห่วงพวกเราทุกคน 

การที่ประเทศเรากำลังเผชิญมรสุมมากมายที่มาจากปัจจัยควบคุมไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ตนเป็นห่วง ซึ่งนายสีหศักดิ์ พูดแล้วในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เพราะโลกเราขัดแย้งกันถูกบังคับให้ต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ใหญ่พอที่จะเลือก ฉะนั้นเราจึงต้องพยามทำตัวให้เข้าได้กับทุกคน แต่ต้องเข้าได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะภูมิรัฐศาสตร์ล้อมเรา เพราะในเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจการต่างประเทศมันแยกกันไม่ออกมัน ซึ่งเราเห็นแล้วว่าโลกบีบเราและการค้าก็เหมือนกัน 

ศุภจี

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ฉะนั้นทำไมที่มนุษย์สามคนที่ไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้ (นายสีหศักดิ์ นายเอกนิติ นางศุภจี) ถึงต้องมา ก็เพราะว่าการตลาด เศรษฐกิจการค้า ความมั่นคงถูกโยงด้วยกัน เพราะเรากำลังอยู่ในมรสุมที่น่ากลัว ฉะนั้นเรือของเรากำลังแล่นไปด้วยความยากลำบากและท้าทาย นี่คือประเทศไทยในวันนี้ พวกเราสามคนถึงอาสาเข้ามาพยุงให้เรือลำนี้ ผ่านพ้นและไปหาทะเลใหม่ที่มีความสดใสและมีความหวังชั่วโมงนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกันเองข้างในเพราะความขัดแย้งไม่ช่วยเลย แต่เราต้องสามัคคีกันทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้คนทั่วไป ก่อนยกตัวอย่างว่าเมื่อก่อนเราเคยเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่วันนี้จีดีพีไทยโตต่ำมาก เราเป็นคนป่วยของเอเชียไม่ใช่เสือตัวที่ 5 แล้ว 

นางศุภจี กล่าวอีกว่า และปีนี้มีคนมาบอกว่าไอเอ็มเอฟบอกสถานการณ์ประเทศไทยจะโตขึ้นแค่ 1.6% ฉะนั้นเราจะยอมได้หรือให้ประเทศไทยโตแค่ 1.6%  ยอมไม่ได้ แต่เราก็ต้องรับรู้ว่าสภาพเราเป็นอย่างไร นายเอกนิติถึงพูดในเรื่องประชานิยมว่าเราไม่ได้มีเงินเยอะ แต่เราตั้งใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์และให้ทุกคนต่อยอดได้อย่างกระจายตัว ฉะนั้นเราต้องใช้เงินอย่างแม่นยำ ซึ่งการที่จะทำให้เราเติบโตได้มากกว่านี้ คือต้องประสานวามร่วมมือกันมาช่วยทำให้ยกระดับซึ่งนายเอกนิติทำให้เราเห็นแล้วว่าทำงาน 73 วัน นำรถยนต์เก่าๆขึ้นมาจากหล่ม ทำให้ไตรมาส 4 ประเทศไทยโตถึง1.8% และตอนนี้เมื่อเขาบอกว่าเราจะโต 1.6% ฉะนั้นทุกคนเชื่อมือนายเอกนิติ หรือไม่ แต่จะมีนายเอกนิติ คนเดียวไม่ได้ ต้องมีแต๋มด้วย ซึ่งเราต้องมาคุยกันในเรื่องการหารายได้ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นทางรอดของเราคือ ต้องหารายได้ให้ได้ 

ศุภจี

นางศุภจี กล่าวถึงรายได้ของประเทศว่า มาจาก 4 เรื่องใหญ่ 1.มาจากกำลังซื้อ รายได้มวลรวมของประเทศ ถ้าเราเข้ามาจะต้องกระตุ้นให้กระจายไปถึงทุกกลุ่ม 2.การลงทุน เราตั้งเป้าว่าจะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเกือบ 500,000 ล้านบาท ไปพร้อมกับการพัฒนาเรื่องทักษะที่เป็นความหวัง และเราต้องทำรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI ยานยนต์ใหม่การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เป็นต้น เราต้องเน้นมาเรื่องอุตสาหกรรมการลงทุนและทำให้เกิดการจ้างงาน หากทำได้คิดว่าเราก็จะเติบโตได้มากกว่าที่เขาประเมินไว้ 3.การใช้จ่ายเงินของรัฐ ประเทศไทยมีไม่เยอะรายได้เรามี 3 ล้านบ้านบาท แต่รายจ่ายมี 4 ล้านบ้านบาท ซึ่งในนี้มีงบรายจ่ายประจำอยู่ 3.1 ล้านล้านบาท รายจ่ายผูกพันประมาณ 4-5 แสนล้าน เหลือเงินใช้จ่ายจริงอยู่ประมาณ 5 แสนล้านถือว่าต่ำ ฉะนั้นการใช้เราต้องใช้อย่างแม่นยำและเกิดประโยชน์ จึงทำโครงการให้ปลาพ่วงเบ็ด ไม่ใช่ประชานิยมที่จะสักแต่ว่าแจก โดยต้องดูด้วยว่าจะหาเงินจากไหนเพราะขนาดนี้เพดานหนี้สาธารณะประเทศไทยแทบจะติดแล้ว 66-67% และที่คุณบอกจะใช้เงินปีละ 6-7 แสนล้าน เอามาจากไหนเพราะนโยบายขายมีเยอะแยะมากมายทำไม่ได้ประโยชน์ ฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยถึงทำนโยบายที่เจาะตรงเป้า และจะมาบอกว่าไม่มีนโยบายอีกหรือ ฉะนั้นที่บอกว่าการบริหารประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ตั้งใจจริง พุ่งตรงแม่นยำไปที่เป้านั้นจริง ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่4นั้น ต้องทำให้การส่งออกนำเข้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาเรามีปัญหาคือไทยกระจุกอยู่ในแค่สหรัฐและจีน มีการส่งออกไปสองประเทศนี้เทียบเท่าการส่งออก 1 ใน 3 ของประเทศ ฉะนั้นหากเราฝากการส่งออกไปไทยอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกันถือเป็นความเสี่ยง จึงต้องหาตลาดใหม่ 

นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนที่วันนี้มีคนวิจารณ์ว่าตนดูหมิ่นดูแคลนการส่งออก ตนไม่เคยดูหมิ่นและเหยียดหยามแต่คิดว่าเราสามารถทำได้กว่านี้อีก แต่ถ้าคุณมองไม่เห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนเราคิดว่าสิ่งที่ดีอยู่มันดีแล้วประเทศจะเป็นอย่างนี้หรือ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ นี่เพียงแค่ 3 เดือนเราทำได้ขนาดนี้ และคนที่ทำมาไม่รู้กี่รอบกี่ปีเรื่องเศรษฐกิจแล้วบอกว่าปัญหาไม่มีเรื่องการส่งออก ท่านว่าเขาเห็นหรือไม่เห็นปัญหา ฉะนั้นตนไม่เถียงว่าภูมิภาคอื่นมีการเจริญเติบโตด้วย แต่ประเด็นของตนมองว่าเราควรจะโตในการสุ่มเสี่ยงเหมือนเดิมหรือไม่ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือหาตลาดใหม่เพิ่มเติม และทำให้ฐานใหญ่มากขึ้นคือขายให้มากขึ้นซึ่งผิดด้วยหรือ เพราะฉะนั้นจะบอกว่ายุโรปโต ตะวันออกกลางโต แต่มันโตพอหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อคือทำอย่างไรว่าจะเข้าไปตลาดใหม่ให้มันโตกว่าเดิม เพื่อที่เราจะได้ลดการพึ่งพาของประเทศที่เราพึ่งพาเขาอยู่ 1 ใน 3 ฉะนั้นกลยุทธ์การส่งออกตลาดเดิมต้องรักษาและทำอย่างมีกลยุทธ์ คือการประสานกันระหว่างความมั่นคง การต่างประเทศและการค้า และตอนนี้มีพรรคไหนพร้อมที่ทำเรื่องนี้มากกว่าพรรคภูมิใจไทยหรือ ฉะนั้นตลาดเดิมก็ต้องรักษา ตลาดใหม่ก็ควรจะทำให้มันโตขึ้น พร้อย้ำว่าในเมื่อมีการกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกัน เรามีความเสี่ยงสูง จึงต้องไปโตในตลาดอื่นให้มากขึ้น 

ศุภจี

นางศุภจี กล่าวว่า ที่มีคนบอกว่าการส่งออกมีปัญหา การแก้การกระจุกที่หนึ่ง ผู้ส่งออกในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย เป็นผู้กับใหญ่ประมาณ 7-8 พันราย แต่กินส่วนแบ่งถึง 74% ที่เหลือเป็นเอสเอ็มอี ฉะนั้นเราต้องช่วยในกลุ่มนี้คือ 1.เสริมทักษะเพื่อเสริมแกร่งให้เอาเอ็มอี โดยมีโครงการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หาตลาดและการปกป้องเอสเอ็มอี จากนอมีนีซึ่งทำแล้ว ส่วนคนที่ทำเศรษฐกิจมาหลายปีทำไมไม่แก้จุดนี้ ทำมากี่ปีกี่สมัยทำได้แค่นี้ฉะนั้นเราต้องทำให้เอสเอ็มอีโตต่อเนื่องและมากกว่านี้ ส่วนการแก้กระจุกตัวต่อไปคือเรื่องสินค้า ปี 68 เราส่งออก 11.1 ล้าน และนำเข้า 11.4 ล้านมากกว่าส่งออก แต่มันกระจุกเพราะสินค้าที่เราส่งออกกับนำเข้าเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกัน เช่นเครื่องจักร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ถือว่าประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่ตรงกลาง การแก้เราต้องทำให้การส่งออกสินค้ากระจายตัวมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่กลุ่มเดียวกับสินค้าที่นำเข้า และคนที่บอกว่าตนด้อยค่าการส่งออกนั้นมันใช่หรือ สิ่งที่ดูเราต้องส่งเสริมในเรื่องสินค้าที่ทำในประเทศไทย หรือเมคอินไทยแลนด์ หากทำได้จะเป็นเรื่องดี ไปพร้อมกับการแก้สินค้าสวมสิทธิ์ และแก้การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป ดังนั้นหน้าที่ของทีมเศรษฐกิจนี้คือทำอย่างไรจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ 

นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนเรื่องการเกษตร จากที่ตนทำ 3 เรื่องคือ เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน และจากการทำงานมา 73 วัน ตนงัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ โดยใช้กลไกการตลาดไม่ได้ใช้เงิน โดยดูดอุปทานขึ้นมาและนำมาขายให้กับพวกเรากันเองในกลุ่มรัฐ ประกอบกับหาตลาดให้ รวมถึงขณะนี้เรากำลังแก้ปัญหาเรื่องมะพร้าวน้ำหอมในเรื่องล้งจีนหากทำให้ถูกกฎหมายก็ต้องจัดการพร้อมกับการเปิดตลาดใหม่ และขณะนี้ก็กำลังทำตลาดเรื่องทุเรียนส่งออก ฉะนั้นเราต้องช่วงชิงในเรื่องเกษตรแม่นยำ 

ศุภจี

ส่วนเกษตรมั่นคง เราต้องหาตลาดส่งออกให้เขาได้และใช้วิธีการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ซื้อขายอย่างเดียวเพื่อทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงกับการทำเกษตรฟาร์มมิ่ง ด้วยการทำขายล่วงหน้าหากทำได้เกษตรกรก็จะไม่ต้องกังวลในเรื่องหาตลาด ส่วนการทำเกษตรยั่งยืนต้องเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์ การทำเกษตรคาร์บอนต่ำฉะนั้นหากเราทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงก็จะทำให้คนจำนวนมากของประเทศมีรายได้ดีขึ้น เพราะประเทศไทยขายความมั่นคงเรื่องการเกษตร โลกวันนี้หากเกิดปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้สิ่งที่คนต้องใช้ต้องกินคืออาหาร ฉะนั้นถ้าเราขายความมั่นคงอาหารให้คนอื่นได้ก็ทำให้ชาวนาเกษตรกรมีความมั่นคงสูงขึ้น และทำให้พยุงเศรษฐกิจปากท้องขึ้นจากหล่มได้ 

นางศุภจี กล่าวด้วยว่า อย่ามาว่าสิ่งที่อยู่มันดีแล้ว แต่เพราะมองไม่เห็นปัญหาถึงแก้ไม่ได้ เราต้องยอมรับความจริงว่าอะไรควรแก้อะไรควรเก็บ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดหากได้ทำต่อ ก็จะทำต่อในเรื่องความมั่นคงเศรษฐกิจการค้า ซึ่งอนาคตอยู่ในมือทุกคนเรายังจะเดินเรือในทะเลที่มีคลื่นมรสุม หรือเราจะเอาเรือลำนี้ออกไปตะลุยแหล่งน้ำแหล่งน้ำใหม่ และจากที่ตนเล่ามาทั้งหมดแล้วมีความหวังขึ้นบ้างหรือไม่ อนาคตอยู่ในมือของทุกท่านว่าจะเลือกความหวังหรือจะเลือกความขัดแย้ง จะเลือกคนที่เข้ามาแก้ปัญหาหรือคนที่เข้ามาแก้ระบบโดยที่ไม่รู้ในเรื่องของปัญหา และไม่รู้จริงในเรื่องของปัญหา

ศุภจี

“แต๋มขอโอกาส อย่าทำให้สิ่งที่แต๋มตั้งใจมาทำเพื่อพวกท่านไม่มีโอกาสได้ทำ แต๋มทำเต็มที่ ทำเต็ม 100 ยืนยันว่าไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน เพราะไม่ได้เป็นนักการเมืองเลยและไม่เคยมาอยู่ตรงนี้เลย แต่แต๋มมีความตั้งใจจริง ตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้กับทุกท่านที่อยู่ในประเทศนี้ ทำให้คนไทยสามารถรอดพ้นจากความน่าเป็นห่วงและความอันตราย แต๋มมาอาสาทำให้เรามีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง” นางศุภจี กล่าว

ศุภจี
ศุภจี
ศุภจี
ศุภจี
ศุภจี

ธนาธร ชวนทำภารกิจ 100 ปีอภิวัฒน์สยาม ให้สำเร็จในรุ่นเรา รับ 8 ปีพรรคส้มโตขึ้น

ธนาธร ชวนทำภารกิจ 100 ปีอภิวัฒน์สยาม ให้สำเร็จในรุ่นเรา รับ 8 ปีพรรคส้มโตขึ้น

ธนาธร ชวนทำภารกิจ 100 ปีอภิวัฒน์สยาม ให้สำเร็จในรุ่นเรา รับ 8 ปีพรรคส้มโตขึ้น

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.29 น.

‘ธนาธร’ ชวนประชาชนทำภารกิจ 100 ปีอภิวัฒน์สยาม ให้สำเร็จในรุ่นเรา ลั่นไม่ทรยศประชาชน ปลุกกาส้ม 2 ใบ ยกสารพัดผลงานสร้างความเปลี่ยนแปลง รับ 8 ปีพรรคส้มโตขึ้น

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พรรคประชาชน (ปชน.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย โดยชูแคมเปญ “เปลี่ยน” ขนขุนพลขึ้นเวทีคับคั่ง โดยจะปิดท้ายด้วย 3 แคนดิเดตนายกฯของพรรค ได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และปิดท้ายด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ท่ามกลางแฟนคลับด้อมส้มจำนวนมากเข้ามาจับจองที่นั่งฟังปราศรัยตั้งแต่ช่วง 14.00 น.เป็นต้นมา

โดยเมื่อ 19.15 น. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ผู้ช่วยหาเสียงพรรค ปชน.กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่าตั้งแต่วันที่เราประกาศตั้งพรรคอนาคตใหม่ เมื่อเดือน มิ.ย. 2561 มาจนถึงวันนี้นับเป็นเวลา 8 ปีเต็ม ตอนที่เราตั้งพรรคอนาคตใหม่ สังคมไทยอยู่ในความมืดมิด สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกลิดรอน ผู้คนรังเกียจนักการเมือง ผู้คนไม่เชื่อมั่นในรัฐสภา ผู้คนตั้งคำถามกับประชาธิปไตย ในวันนั้นเราเรียกร้องให้ทุกคนหันกลับมาสนใจการเมือง เราบอกว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน ตั้งแต่คุณภาพของถนนหน้าบ้าน จนถึงคุณภาพของโรงเรียนของลูกคุณ ตั้งแต่การจัดการดิน น้ำ ลม ฟ้า ป่า ว่าใครจะได้ใช้อะไร เท่าไหร่ อย่างไร จนถึงการจัดสรรงบประมาณของประเทศว่า จังหวัดไหน ได้เท่าไหร่ อะไรบ้าง ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องการเมือง ในเมื่อทุกอย่างเป็นเรื่องการเมือง พวกเราควรจะใส่ใจมัน พวกเราควรจะสนใจมัน ไม่ใช่ปฏิเสธมัน 

นายธนาธร กล่าวอีกว่า ในวันนั้น เราเรียกร้องให้ยุติการสืบทอดอำนาจของกลุ่มบุคคลที่ยึดอำนาจมาจากการทำรัฐประหารปี 2557 เราเรียกร้องให้สร้างประชาธิปไตยให้มั่นคงแข็งแรงในประเทศนี้ เราเรียกร้องให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน อีก 6 ปี จะครบ 100 ปี ของการอภิวัฒน์สยาม 2475 เราบอกประชาชนในวันนั้นว่า มาทำภารกิจ 100 ปีนี้ ให้จบในรุ่นเรา เพื่อให้ลูกหลานของเรา เกิดและเติบโตโดยไม่เจอกับการทำรัฐประหารอีก

ในวันนั้นเราบอกว่า จะสร้างสังคมใหม่ ต้องใช้พรรคการเมืองที่มีวิถีการทำงานการเมืองแบบใหม่ พรรคการเมืองที่ร้อยรัดกันด้วยอุดมการณ์ ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องลาภยศชื่อเสียง พรรคการเมืองที่ตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ต้องมาจากความรู้ความสามารถความเหมาะสม ไม่ใช่มาจากตัวแทนบ้าน ตัวแทนมุ้ง พรรคการเมืองแบบใหม่นี้ ต้องไม่ซื้อเสียง ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน แต่ต้องทำงานอย่างแข็งขัน บนหลักยึดของอุดมการณ์ เพื่อสร้างศรัทธาให้กับประชาชน วันนั้นเราบอกประชาชนว่า การปักธงทางความคิดสำคัญกว่าคะแนนเสียง นี่คือสงครามของการช่วงชิงคุณค่าและความหมาย มากกว่าจะเป็นการช่วงชิงคะแนนเสียงเฉพาะหน้า เราบอกว่าถ้าเราชนะทางความคิดได้ เราได้คะแนนเสียงขึ้นมาเอง

นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า วันนั้นเราเชิญชวนทุกคนออกมาสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกับพวกเรา เราบอกทุกคนว่า ภารกิจเบื้องหน้าของเรา มันใหญ่และสำคัญเกินกว่าที่พวกเราทำสำเร็จได้ด้วยตัวของเราเอง เราบอกทุกคนว่าถ้าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ไม่เห็นทางเลือกอื่น ทุกคนต้องลงแรง เชิญมาร่วมทางกับพวกเรา เราบอกว่าเวลาอยู่ข้างเรา การเปลี่ยนแปลงความคิดสังคมต้องใช้เวลา ไม่สามารถทำได้ในชั่วข้ามวันข้ามคืน ไม่สามารถรีบร้อนได้ เราต้องกระทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ให้เวลาพวกเราพิสูจน์การทำงานกับประชาชน และภายใน 3 การเลือกตั้ง เราจะตั้งรัฐบาลให้ได้ นั่นคือสิ่งที่บอกพ่อแม่พี่น้องคนไทยในวันนั้น

ผ่านมาแล้ว 8 ปี วันนี้เราทำให้คนกลับมาสนใจการเมืองได้ วันนี้เราทำให้คนกลับมาเชื่อมั่นในรัฐสภา เราทำให้คนโหยหาประชาธิปไตยได้ เราสร้างพรรคการเมืองแบบใหม่สำเร็จแล้ว เราปักธงความคิดก้าวหน้าในสังคมได้ เราเชิญประชาชนทุกคนมาร่วมทางกับเราสำเร็จ และวันนี้เหลืออีกเพียง 2 วันจะถึงการเลือกตั้งครั้งที่ 3 เราทำให้เห็นแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นได้ มันเกิดขึ้นจริง เราทำให้เห็นแล้วว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงคุณภาพ และปริมาณ

การเปลี่ยนแปลงหน้าตาเป็นอย่างไร ในเชิงปริมาณเราเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ พรรคอนาคตใหม่มีสมาชิก 6 หมื่นคน พรรคก้าวไกลมีสมาชิกพรรค 1 แสนคน วันนี้พรรค ปชน.มีสมาชิกพรรค 1.12 แสนคน ในเชิงคุณภาพ เราทำให้ประชาชนเชื่อใจพวกเรา และจ้างพวกเราทำงานได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาการเมือง พรรคอนาคตใหม่ได้รับสูงสุด 12 ล้านบาท พรรคก้าวไกล 60 ล้านบาท พรรค ปชน.ได้รับ 96 ล้านบาท

ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ถูกสร้างจากการยืนหยัดเคียงข้างกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เวลาที่ค่าไฟของคุณแพง เราต่อสู้ทุนผูกขาดให้กับคุณ เวลาเราถูกฟ้องปิดปาก พวกคุณเซฟเรา เวลาที่สิทธิเสรีภาพของพวกคุณถูกคุกคาม เรายืนเคียงข้างคุณ วันที่เราถูกยุบพรรค คุณยืนเคียงข้างเรา เวลาที่ลูกหลานของคุณถูกซ้อมในค่ายทหาร เราเรียกร้องความเป็นธรรมให้คุณ เวลาเราถูกใส่ร้ายป้ายสี คุณเป็นปากเป็นเสียงให้เรา วันที่ภาษีของพวกคุณถูกคดโกง เราปกป้องเงินภาษีให้พวกคุณ วันที่พวกเราโดนตัดสิทธิ คุณเสียน้ำตาให้กับพวกเรา นี่คือหน้าตาของการเปลี่ยนแปลง พรรคการเมืองและประชาชนต่อสู้เพื่อสร้างสังคมใหม่ร่วมกัน 

นี่คือลักษณะของการเรียนรู้การเติบโตระหว่างคุณกับพวกเรา สร้างจากการผ่านความเจ็บปวดร่วมกัน สร้างจากการต่อสู้ร่วมกันและเคียงข้างกัน สร้างจากการใช้เวลาพิสูจน์กันและกัน 8 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้ว ว่าความสัมพันธ์แบบนี้ ผลักดันการเปลี่ยนแปลง ผลักดันวาระที่ก้าวหน้าของสังคมไทยได้จริง ๆ ถ้าตนพาทุกท่านย้อนเวลากลับไป 8 ปีที่แล้ว แล้วบอกว่า เราจะยกเลิกการผูกขาดในการผลิตเหล้าเบียร์ได้ LGBT จะแต่งงานกันได้ ลูกจ้างจะมีสิทธิลาคลอด 120 วัน คงไม่มีใครเชื่อ แต่วันนี้กฎหมายเหล่านั้นผ่านแล้ว บังคับใช้แล้ว การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ เป็นไปได้ และเป็นไปแล้ว

“ความสัมพันธ์ที่พวกเรายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันแบบนี้ ทำให้ผู้คนเดินเข้าร่วมกับพวกเรามากขึ้น เมล็ดพันธุ์กำลังงอกงาม เติบโต จากสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง กลายเป็นพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่จะพาประเทศไทยไปข้างหน้า นี่คือความสัมพันธ์ที่พวกเรารอคอย ระวังหลังให้กันและกัน ไม่ใช่ความรู้สึกกรี๊ดกร๊าดชั่วครั้งชั่วคราว มันลึกมากขึ้น มันอบอุ่นมากขึ้น เชื่อใจกันมากขึ้น” นายธนาธร กล่าว

ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวอีกว่า ตระหนักข้อเท็จจริงมากขึ้น เมื่อตนไปออกคาราวาน มีคนเดินมากอดตน น้ำตาคลอทุกวัน แล้วบอกพวกเราว่า ฝากอนาคตของลูกหลานไว้กับพวกเราด้วย ฝากอนาคตของประเทศไทยไว้กับพวกเราด้วย ทำให้ตนตระหนักว่า การเดินทางของพวกเราสร้างความสัมพันธ์ สร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้วในประเทศไทย

“เราขอยืนยันในที่นี้ เราจะไม่ทรยศแคบหมู ไม่ทรยศทุเรียน ไม่ทรยศปลาทอด เราจะไม่โกงกิน เราจะเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามคอร์รัปชัน เราจะขอตอบแทนขาไก่ด้วยการสร้างประเทศไทยที่เป็นธรรม ตอบแทนขนุนด้วยการสร้างประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตย เราจะตอบแทนหมึกแห้งด้วยการสร้างประเทศไทยที่ก้าวหน้า เราจะตอบแทนทุกคนด้วยการสร้างประเทศไทยให้ดีกว่าเดิม” นายธนาธร กล่าว

ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวด้วยว่า อีก 2 วันจะถึงวันที่ปลายปากกาของทุกท่านกำหนดอนาคตของไทย ตนพาทุกท่านย้อนกลับไปดู สัญลักษณ์ของพวกเรา ตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล จนถึงประชาชน สัญลักษณ์ของพวกเรา ไม่ว่าถูกยุบกี่ครั้ง ตั้งพรรคใหม่อีกกี่ครั้ง ลุกขึ้นยืนอีกกี่ครั้ง สัญลักษณ์ก็ไม่เปลี่ยน คือสามเหลี่ยมหัวกลับ บอกว่าตรงข้ามกับ สามเหลี่ยมปกติ มันสามารถเป็นตัวแทนของโครงสร้างสังคม ว่าคนรวย คนมีอำนาจ อยู่ข้างบน ประชาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ข้างล่าง สามเหลี่ยมหัวกลับของพวกเรานี้ ผู้มีอำนาจต้องอยู่ข้างล่าง ประชาชนต้องเป็นใหญ่ เจ้านายคือประชาชน

“2 วันข้างหน้าจะเป็นการเลือกอนาคตประเทศไทย 2 แบบ เลือกอยู่กับความหวาดกลัว หรือเลือกอยู่กับความหวัง เลือกอยู่กับอดีต หรือเลือกอยู่กับอนาคต วันนี้เมล็ดพันธุ์ทางความคิดเติบโต และเบ่งบานขึ้นแล้ว ขอเชิญชวนทุกคน 8 ก.พ.อีก 2 วันข้างหน้า กาส้ม ส้ม เห็นชอบ” นายธนาธร กล่าว

พริษฐ์ ชูปฏิรูปการศึกษา คืนครูให้นักเรียน ปลุกกา ปชน. 2 ใบ หักปากกาเซียน ตั้งรัฐบาลประชาชน

พริษฐ์ ชูปฏิรูปการศึกษา คืนครูให้นักเรียน ปลุกกา ปชน. 2 ใบ หักปากกาเซียน ตั้งรัฐบาลประชาชน

พริษฐ์ ชูปฏิรูปการศึกษา คืนครูให้นักเรียน ปลุกกา ปชน. 2 ใบ หักปากกาเซียน ตั้งรัฐบาลประชาชน

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.21 น.

‘พริษฐ์’ ชูนโยบายปฏิรูปการศึกษา คืนครูให้นักเรียน ปลุกกา ปชน. 2 ใบ หักปากกาเซียน ตั้งรัฐบาลประชาชน กาเห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญ เปิดประตูสู่อนาคตไปด้วยกัน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พรรคประชาชน (ปชน.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย โดยชูแคมเปญ “เปลี่ยน” ขนขุนพลขึ้นเวทีคับคั่ง โดยเมื่อ 16.40 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ปชน. กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งถึงการเข้าไปแก้ไขปัญหาทางการศึกษา ว่า จะคืนครูให้กับนักเรียน พัฒนาหลักสูตรทางการศึกษา รวมถึงช่วยเหลือด้านอาหารกลางวัน และสุขภาพจิตของนักเรียน ทั้งนี้ อะไรคือสิ่งที่นักเรียนต้องแบกหนักที่สุด ในมุมมองของตน คือความคาดหวัง ประเทศ เราคาดหวังทุกอย่างจากเด็ก และเยาวชน แต่ไม่มีระบบให้เขาเดินตามความฝันได้ สังคมเราคาดหวังให้เด็กต้องเรียนหนัก จบมามีงานทำ แต่เรามีระบบการศึกษาที่ไม่ได้สอนในสิ่งที่เขาใช้ได้ สังคมคาดหวังให้เด็กไปโรงเรียนทุกวัน ตั้งใจเรียน แต่บีบผู้ปกครองกู้หนี้ยืมสินเพื่อส่งลูกไปเรียนที่ดี ๆ สังคมส่งเสริมให้เด็กกล้าคิด กล้าตั้งคำถาม แต่เราไม่รับฟังความเห็นเขา ไม่ปล่อยให้เขาเป็นตัวของตัวเอง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดทางการเมืองของตนคืออะไร คำตอบเรียบง่ายมาก ตนมีความฝันอยากเห็นประเทศนี้ เป็นประเทศที่คนตื่นเต้นกับการไปเลือกตั้ง ยินดีที่จะจ่ายภาษี และสะดวกใจกับการส่งลูกไปเรียนโรงเรียนรัฐ เพราะถ้าคนในประเทศตื่นเต้นกับการไปเลือกตั้ง แสดงว่าเรามีระบบการเมือง ที่ทำให้เสียงของประชาชนเปลี่ยนแปลงประเทศได้ ถ้าคนในประเทศเรายินดีกับการจ่ายภาษี แสดงว่าเรามีรัฐบาลใช้จ่ายเงินของพวกเขาคุ้มค่า โปร่งใส ตรงจุด และถ้าคนประเทศเราสะดวกใจส่งลูกเรียนโรงเรียนรัฐ แสดงว่ามีบริการสาธารณะไว้วางใจให้รัฐดูแลคนที่เขารักที่สุด

“บางคนอาจบอกว่า 3 เป้าหมายนี้เป็นเรื่องเพ้อฝัน เป็นไปไม่ได้หรอก แต่ทุกท่าน ผมเชื่อว่าพวกเราพรรค ปชน.พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเมืองเป็นเรื่องแห่งความเป็นไปได้ 3 เป้าหมายนี้จะเป็นจริงได้ หากเราจับมือกันตั้งรัฐบาลประชาชน ถ้า 2 วันที่เหลือก่อนวันเลือกตั้ง ยังมีกูรูทางการเมืองคนไหน มีเซียนทางการเมืองคนไหน มาปรามาสเรา ว่า ไม่มีทางหรอกที่ พรรคปชน.จะชนะเลือกตั้ง ไม่มีทางหรอกที่เราจะตั้งรัฐบาล หรือเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้  ตนเชิญชวนทุกคนเข้าคูหา หักปากกาเซียน ด้วยปากกา คุณ กาเพื่อเปลี่ยน กา ปชน. 2 ใบ กาเห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญ เปิดประตูไปสู่อนาคตด้วยกัน”  นายพริษฐ์ กล่าว

ชวน เผย ปชป.กระแสนิยมเพิ่มสูงขึ้น แฉอีสานซื้อปาร์ตี้ลิสต์ 100 บาทขอเลือกคนมีอุดมการณ์

ชวน เผย ปชป.กระแสนิยมเพิ่มสูงขึ้น แฉอีสานซื้อปาร์ตี้ลิสต์ 100 บาทขอเลือกคนมีอุดมการณ์

ชวน เผย ปชป.กระแสนิยมเพิ่มสูงขึ้น แฉอีสานซื้อปาร์ตี้ลิสต์ 100 บาทขอเลือกคนมีอุดมการณ์

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.11 น.

“ชวน” ประเมินกระแสนิยม ปชป.  เพิ่มสูงขึ้น ผู้สมัคร สส.มีโอกาสชนะไม่น้อย แฉ ถิ่นอีสาน จ่าย 100 บาท ซื้อปาร์ตี้ลิสต์ วอนประชาชนเลือกนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ หวังไม่กินเหยื่อ-ไม่เกินเบ็ด แต่หลายพื้นที่เกรงใจคนซื้อ เหตุเป็นกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่วันแบงค็อก กทม. ฟอรัม เวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้ชื่อ “ทางรอดที่ปลอดภัย ไว้ใจอภิสิทธิ์”  นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ  กล่าวผ่านวีดีทัศน์ว่า ตนตระเวนหาเสียงเพื่อขอคะแนนให้กับระบบบัญชีรายชื่อรวม 50 วัน ตระเวนหาเสียงทั่วทุกภูมิภาค แม้ไม่ครบทุกจังหวัด แต่สำหรับภาคใต้ ตนไปครบ 14 จังหวัด มีประสบการณ์ที่ประจักษ์ด้วยตา และฟังจากคำบอกเล่า ขอสรุปว่าความนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ดีขึ้นมาก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  กลับมานั่งหัวหน้าพรรค ทำให้ความนิยมเพิ่มทวีคูณ ผลทำให้เชื่อมั่นว่าใระบบบัญชีรายชื่อครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์น่าจะได้รับการเลือกตั้งมากขึ้นกว่าเดิมหนลายเท่า เพราะเดิมได้ 3 คน  

นายชวน กล่าวต่อว่า มีบางจังหวัดที่ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่ามีบางพรรคซื้อเสียงในระบบบัญชีรายชื่อ เสียงละ 100 บาท อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนการส่งผู้สมัครระบบเขตของพรรคประชาธิปัตย์ บนเงื่อนไขของเวลาที่มีน้อย น่าเห็นใจกรรมการบริหารพรรค แต่เมื่อดูจากหลายคนที่ได้ร่วมหาเสียงคิดว่าด้วยศักยภาพประกอบกับกระแสความนิยมของพรรคมีโอกาสชนะเลือกตั้งไม่น้อย

นายชวน กล่าวต่อว่ากับสิ่งที่ปรากฎในขณะนี้ คือ ระบบการซื้อเสียงรุนแรงกว่าในอดีต โดยเป็นกลุ่มเดิมที่ซื้อเสียง ใช้ธุรกิจการเมือง  หากผู้สมัครของพรรคฟันฝ่าไปได้ โอกาสชนะมีหลายคน แต่หากฟันฝ่าไม่ได้ โอกาสจะมีปัญหา แม้จะมีกระแสเช่นนี้ ประชาชนตั้งข้อข้อรังเกียจ และบอกว่ากินเหยื่นไม่กินเบ็ดทั้งที่ตน ไม่อยากให้กินเหยื่อ ไม่กินเบ็ด แต่ชุมชนเกรงใจผู้ซื้อเสียงเพราะเป็นฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน รวมถึง อสม.  

“ในเรื่องที่ใช้ อสม. เป็นเครื่องมือการเมือง รัฐบาลแถลงนโยบายเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริต และบอกว่าพูดแล้วทำ แต่เรื่องนี้พูดแล้วไม่ทำ หากประชาชนเลือกสส. ซื้อเสียง จะได้รัฐบาลมาจากการซื้อเสียง ได้ฝ่ายนิติบัญญัติซื้อเสียง การแก้ปัญหาคดโกงก็ยาก จึงจำเป็นที่ประชาชนทั้งประเทศต้องสนับสนุนและเลือกนักการเมืองที่เชื่อมั่นว่าเป็นคนมีอุดมคติ ยึดมั่นเรื่องสุจริต ยุติธรรมและปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่สักแต่ว่าพูดแต่ปฏิบัติไม่ได้ ดังนั้นขอประชาชนเลือกประชาธิปัตย์ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อให้นายอภิสิทธิ์เป็นผู้บริหารประเทศ” นายชวน กล่าว

เอกนิติ ลั่นคนไทยรู้และก็พูด แต่ไม่ค่อยมีคนทำ ขออาสาพาชาติพ้นวิกฤต

เอกนิติ ลั่นคนไทยรู้และก็พูด แต่ไม่ค่อยมีคนทำ ขออาสาพาชาติพ้นวิกฤต

เอกนิติ ลั่นคนไทยรู้และก็พูด แต่ไม่ค่อยมีคนทำ ขออาสาพาชาติพ้นวิกฤต

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.59 น.

’เอกนิติ‘ เปิดใจทิ้งชีวิตก้าวหน้าทางราชการ เพราะห่วงประเทศ ลั่นคนไทยรู้และก็พูด แต่ไม่ค่อยมีคนทำ ขออาสาพาชาติพ้นวิกฤต คาดดัน ’ไตรมาส4‘ ฉุดศก.ไทยจากตกหล่ม0.3เปอร์เซ็นต์ ขึ้นมา1.8เปอร์เซ็นต์ เพราะอานิสงส์ ’คนละครึ่งพลัส-กระตุ้นเบิกจ่าย’ ยันไร้ ’ประชานิยม‘ ก่อหนี้ลามลูกหลาน ชูนโยบาย10พลัสยา10เม็ดเพิ่มสกิลคนไทยสร้างรายได้ รับปากสัญญาด้วยเกียรติจะทำเพื่อคนไทย-ประเทศ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 18.05 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ขึ้นกล่าวปราศรัยใหญ่พรรคภูมิใจไทยโค้งสุดท้าย ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งวันที่8ก.พ.69 ในธีม “เลือกพรรคภูมิใจไทย ได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตโลก #ทีมไทยแลนด์” ว่า ไม่คิดว่าจะมาอยู่ในเวทีการเมือง เหตุผลที่ตนทิ้งชีวิตราชการที่เหลืออีก6ปี รวมถึงความมั่นคง และโอกาสในการเป็นปลัดกระทรวงการคลัง ตนเจอคุณแม่ตนและบอกว่าตนเป็นห่วงประเทศ เลยตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง ตนห่วงประเทศจะเจอวิกฤตอีกครั้ง ตนเคยผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง ตนเห็นตนตกงาน ธุรกิจเจ๊ง เห็นเพื่อนต้องเลิกเรียนหนังสือ เราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกไม่ได้ คนไทยรู้ และก็พูดแต่ไม่ค่อยมีคนออกมาทำ ตนถึงอาสาออกมามาทำ ถ้ามีแต่คนพูดไม่มีคนออกมาทำ ประเทศไทยจะเจอวิกฤตแน่ๆ สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ มีคำเตือนจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของโลก3แห่ง เคยเตือนเราว่าเสถียรภาพคลังของไทยเป็นลบถึงขั้นห่วยแตก โอกาสเจอวิกฤตสูงมาก ตนถึงทำทุกอย่างใน73วันแรกที่ตนเข้ามาเป็นรัฐบาล สิ่งแรกที่ทำคือขอคืนหนี้ธกส. ซึ่งไม่เคยมีใครคืนมาเป็นเวลาหลายปี ทำแผนความยั่งยืนทางการคลังเพื่อบอกว่าไทยจะไม่ห่วยเหมือนที่เขาคิด ตนเริ่มทำงาน30ก.ย.2568 ตนขอนายกฯว่า เขาเอาเงินที่เหลือมาคืนหนี้ในอดีต ต่อมาวันที่13พ.ย.68 บริษัทS&P ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยมาอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ ดังนั้นตนไม่เสียใจเลยที่ทำให้ไทยรอดพ้นจากวิกฤต 

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า แต่ไม่ใช่แค่นั้น ประเทศไทยเปรียบเหมือนรถยนต์ที่กำลังจะติดหล่ม สภาภาพัฒน์ ออกมาบอกว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยจะติดหล่มในไตรมาสที่4 โตเพียง 0.3เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันคือทุกข์ของชาวบ้าน รายได้ชาวบ้านที่หายไป รายได้ไม่พอรายจ่าย คนไทยถึงเป็นหนี้เยอะ ต้องไปกูเงินทั้งสนและนอกระบบ ตนจึงขอนายกฯทำโครงการคนละครึ่งพลัส โครงการเที่ยวดีมีคืน เที่ยวเมืองรอง และโครงการเร่งเบิกจ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินภาครัฐ สิ่งต่างๆเหล่านี้ไตรมาสที่4ที่เคยมองว่าจะโตแค่0.3เปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้กระทรวงการคลังคาดการณ์ออกมาแล้วว่า ไตรมาส4เศรษฐกิจไทยจะโตได้1.8เปอร์เซ็นต์ เราจะเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าชาวบ้าน เขาจะมีรายได้ในกระเป๋าตังค์มากขึ้น นี่คือสิ่งที่ทำให้ตนไม่เสียใจที่ลาออกจากราชการ นอกจากนี้ยังมีโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ โครงการเอ็สเอ็มอีช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ตนให้กรมสรรพากรคืนเงินให้เอ็สเอ็มอีได้จำนวน60,000ล้านบาท ในไตรมาส4 เม็ดเงินที่หมุนทั้งหมด ตนไม่ได้ก่อหนี้สักบาทเดียว มันเป็นเม็ดงบฯที่เขาอนุมัติอยู่แล้ว แต่ตนนำมาใช้จ่ายให้ตรงเป้าทำโครงการหมุนเวียนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้หลายรอบ ตนทำทุกอย่างบนการรักษาวินัยการเงินการคลัง ตนในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ทำประชานิยม เพราะถ้าทำเมื่อไหร่ มันคือการก่อหนี้แล้วทิ้งภาระให้ลูกหลาน เราต้องใช้เงินให้มีประสิทธิภาพ ใช้เงินภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ตนขอเสียงผ่านไปยังทุกพรรคการเมืองว่า อย่าทำเลยประชานิยม และตนดีใจที่ยกเศรษฐกิจไทยออกจากหล่มได้

“แต่ผมยังไม่สบายใจ ยังมีความทุกข์อยู่ ต่างชาติบอกว่าไทยจะเป็นคนป่วยใหม่แห่งเอเชีย ผมรับไม่ได้ แต่ผมนำธุรกิจไทยที่กำลังอยู่ในไอซียูเอาออกมาจากไอซียู แต่ยังไม่สบายใจ เพราะเราจะให้คนป่วยเขากลับมาแข็งแกร่ง แล้วแข่งขันกับเวทีโลกอย่างไร ทำอย่างไรเราจะเอารถขึ้นจากหล่ม ผมจึงอาสาขอทำต่อ ผมได้มีโอกาสนำทีมภาคเอกชนเป็นทีมไทยแลนด์ เราพาธุรกิจไทย รัฐบาลไทยไปอยู่บนเวทีโลกที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ สิ่งที่ผมเห็นคือโลกแตกเป็นเสี่ยงๆ ผมเห็นประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจ ผมเห็นนายกรัฐมนตรีประเทศหนึ่ง ใช้อำนาจทุกอย่างดึงคนมาเป็นพวก แล้วไทยจะอยู่ตรงไหน เราถึงต้องหาพันธมิตร ผมถึงนำทีมไทยแลนด์ไปเจรจาให้อยู่บนโต๊ะเจรจาบนเวทีโลก ผมดีใจที่ดึงนักลงทุนเข้ามา คำพูดที่ทรงพลังที่สุดที่ดาวอสสะเทือนมาถึงดาวคะนอง เขาบอกว่าถ้าคุณไม่อยู่เจรจาบนโต๊ะอาหารในเวทีโลก คุณจะกลายเป็นอาหารให้เขากิน อย่างน้อยผมพิสูจน์ให้เห็นว่า73วันที่ทำงาน ผมได้นำทีมไปอยู่บนเวทีเจรจาบนโต๊ะอาหาร เรานำทีมไปดึงการลงทุนไม่ต่ำกว่า500,000ล้านบาท เราต้องช่วยพัฒนาทักษะคนไทยด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ“ นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันตนและทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย ได้ทำนโยบายเศรษฐกิจ10พลัส ที่จะทำให้คนป่วยกลับมาแข็งแรง ยา 5เม็ดสำคัญแรกที่จะทำให้คนไทยรวยขึ้น คือ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการเกษตร ใช้อิเล็คทรอนิกส์ผลักดันสินค้าประเทศไทย เศรษฐกิจสีเขียวพลังงานสะอาด การใช้AIพลัสสอนคนไทยใช้เอไอฟรี ส่วนยาเม็ดสุดท้าย ต้องทำให้การลงทุนประเทศไทยอนุมัติได้ไวขึ้นไม่มีกั๊ก ปีที่แล้วการลงทุนประเทศไทย1.8ล้านล้านบาทที่มาขอส่งเสริมการลงทุน โตขึ้น63เปอร์เซ็นต์ ส่วนยาอีก5เม็ด ตนจะทำให้คนไทยได้รับรายได้อย่างเท่าเทียม ไม่ใช่รวยกระจุกจนกระจาย ด้วยการ เพิ่มเงินคนตัวเล็กตัวน้อยด้วยการสอนทักษะขายของออนไลน์ สร้างรายได้ ไม่ต้องมารอคอยความหวัง โครงการชุมชนพลัสให้งานไปหาชุมชน โครงการเพิ่มโอกาสธุรกิจเอ็มเอ็มอีไทย อย่าให้ต่างชาติมาเอาเปรียบ โครงการผู้สูงวัยพลัส ฝึกให้เขาใช้เอไอเพื่อที่จะได้สร้างรายได้ ไม่ต้องเป็นภาระลูกหลาน การเปิดโอกาสให้เข้าถึงยารักษาโรคได้สะดวกขึ้น เป็นต้น

”นโยบายเศรษฐกิจ10พลัส ยา10เม็ดของผม ต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ เติบโตเต็มศักยภาพ บนพื้นฐานของการมีวินัยการเงินการคลัง วันนี้รถไฟขบวนสุดท้ายกำลังมา ครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย ข่าวคนป่วยแห่งเอเชีย วันนี้ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาทำให้เขาเป็นคนแข็งแกร่งแห่งเอเชียที่ยืนได้บนขาตัวเอง เราอาจจะตกหล่น ผมจึงขอโอกาสมาทำต่อ ทำไมผมถึงมาอยู่พรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคภูมิใจไทยให้โอกาสผมทำงานให้ประชาชนและประเทศไทย คนทำได้ ทำเป็น ตั้งใจจริงเพื่อประเทศมีอยู่น้อย ผมขออาสามาทำงานตรงนี้ ผมทำงานมา73วันถ้ากลับด้านก็37 ผมขอเสียงให้เลือกเบอร์37ด้วย ผมสัญญาว่าจะทำเพื่อคนไทย เพื่อประเทศไทย ด้วยเกียรติของเอกนิติ“ นายเอกนิติ กล่าว

ปิดเวทีพะเยา ธรรมนัส ลั่น บ้านเกิดจะไม่เป็นเมืองทางผ่านอีก มั่นใจ 40-60 ที่นั่ง ไม่ขายฝัน แต่ทำได้จริง

ปิดเวทีพะเยา ธรรมนัส ลั่น บ้านเกิดจะไม่เป็นเมืองทางผ่านอีก มั่นใจ 40-60 ที่นั่ง ไม่ขายฝัน แต่ทำได้จริง

ปิดเวทีพะเยา ธรรมนัส ลั่น บ้านเกิดจะไม่เป็นเมืองทางผ่านอีก มั่นใจ 40-60 ที่นั่ง ไม่ขายฝัน แต่ทำได้จริง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.45 น.

ปิดเวทีพะเยาเดือด! “ธรรมนัส” ลั่น บ้านเกิดจะไม่เป็นเมืองทางผ่านอีก ชูผลงาน 5 ปีเปลี่ยนโฉมทั้ง ถนน น้ำ เกษตร ท้าพรรคใหญ่ดูเอาเองใครทำจริง ประกาศปักธงเขียวทั่วประเทศ มั่นใจ 40–60 ที่นั่ง ไม่ขายฝัน แต่ทำได้จริง 

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 น.ที่ลานตลาดนัดคลองถม (บ้านหม้อ) อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาพรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเวทีปราศรัยหาเสียงให้กับผู้สมัคร ส.ส.พะเยา ของพรรคกล้าธรรม ได้แก่ เขต 1 นายอัครา พรหมเผ่า หมายเลข 3,เขต 2 นายอนุรัตน์ ตันบรรจง หมายเลข 1 และเขต 3 นายจีรเดช ศรีวิราช หมายเลข 1 

โดย นายอนุรัตน์ กล่าวเปิดเวทีช่วงหนึ่งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นการสู้ครั้งที่ 2 ของพี่น้องชาวพะเยา เพราะเรามีโอกาสผลักดันคนพะเยาให้ก้าวไปสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นั่นคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ตลอดระยะเวลา 2 ปี 7 เดือนที่ผ่านมา พี่น้องในอำเภอจุน อำเภอเชียงคำ และอำเภอภูซาง ได้มอบความไว้วางใจให้ตนเข้าไปทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร นำปัญหาในพื้นที่ไปผลักดันของบประมาณจากกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ กลับมาพัฒนาบ้านเกิดของเรา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ปัญหา “โค้งเชียงบาน” ที่เคยถูกเรียกว่า “โค้งมรณะ” วันนี้ได้รับงบประมาณมาก่อสร้างถนนคอนกรีตและติดตั้งสัญญาณไฟจราจร เพิ่มความปลอดภัยให้พี่น้องชาวเชียงบานอย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่คือ น้ำท่วมในอำเภอเชียงคำ จากแม่น้ำลาวและแม่น้ำญวน ที่ไหลมารวมกันบริเวณตำบลหย่วน ส่งผลกระทบต่อตำบลเจดีย์คำ ตำบลเวียง ตำบลหย่วน และเขตเทศบาลเชียงคำ ปัญหานี้ได้รับการผลักดันจนเกิดโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ตำบลร่มเย็น วงเงินกว่า 3,000 ล้านบาท เป็นงบผูกพันถึงปี 2573 เพื่อบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วม และกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ช่วยเกษตรกรในตำบลร่มเย็น ฝายกวาง เวียง เจดีย์คำ และหย่วน ได้มีน้ำทำการเกษตรอย่างมั่นคง

นอกจากนี้ ตำบลน้ำแหวน ซึ่งมีพื้นที่นากว่า 30,000 ไร่ ได้รับการอนุมัติงบประมาณจัดซื้อเครื่องสูบน้ำพลังงานไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนการสูบน้ำของเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก และสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้พี่น้องในพื้นที่ ทั้งหมดนี้คือ ผลงานที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือ และความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องของพรรคกล้าธรรม 

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้จังหวัดพะเยาเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ไม่ใช่เมืองทางผ่านเหมือนในอดีต แต่กำลังก้าวสู่การเป็นเมืองหลักของภาคเหนือ โดยเฉพาะด้านคมนาคมที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการรถไฟรางคู่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ การขยายถนนสายหลักจาก 2 เลนเป็น 4 เลนในหลายเส้นทาง และกำลังจะมีสนามบินแล้วในเร็ว ๆ นี้ ทำให้การเดินทางสะดวกและเอื้อต่อการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน

“พะเยาวันนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ถนนขยายเกือบทุกสาย รถไฟกำลังมา งบประมาณลงถึงพื้นที่หมู่บ้านและชุมชน เราต้องทำให้พะเยาเป็นเมืองที่คนมาแล้วต้องแวะพัก ใช้จ่าย และสร้างรายได้ในพื้นที่ ไม่ใช่แค่ผ่านไปจังหวัดอื่น” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงภาคการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในจังหวัดพะเยา โดยยกตัวเลขจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาว่า ปี 2568 รายได้ท่องเที่ยวของประเทศภาพรวมติดลบกว่า 2% แต่จังหวัดพะเยาเติบโตบวก 10.82% สูงสุดใน 17 จังหวัดภาคเหนือ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการส่งเสริมกิจกรรม การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน สะท้อนศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นของพวกเรา

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงภาคเกษตรกรรมว่า เป็นหัวใจสำคัญของคนพะเยา นโยบายต้องเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงคำสัญญา โดยยกตัวอย่างโครงการปุ๋ยคนละครึ่งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร รวมถึงการดูแลราคายางพาราให้ปรับตัวดีขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงมากขึ้น โดยพรรคกล้าธรรมมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า เกษตรกรต้องอยู่ได้จริง ต้องลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และเข้าถึงมาตรการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง นโยบายที่พูดบนเวทีต้องทำได้ ไม่ใช่ขายฝัน

“การพัฒนาต้องควบคู่กับการรักษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งประเพณีสำคัญ ภาษาคำเมือง และอัตลักษณ์ของชุมชน ผมขอเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งโดยขอให้เลือกผู้สมัครจากพรรรกล้าธรรมทั้ง 3 เขต ที่พี่น้องประชาชนได้เห็นผลงานของ 2 สส.และ 1 รัฐมนตรีมาแล้ว ครั้งนี้ เราจะเข้ามาดูแลจังหวัดพะเยาของพวกเราเหมือนเดิม และพร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อพัฒนาจังหวัดอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุผลในการเลือกเวทีปราศรัยปิดท้ายที่ จ.พะเยา เพราะถิ่นกำเนิดของเราคือที่นี่ และเราเห็นว่าการปราศรัยของพรรคใหญ่หลายพรรค เอาจุดขายและนโยบายของตัวเองไปนำเสนอต่อคน กทม. แต่สำหรับพรรคกล้าธรรม เรามาจากคนฐานราก เมื่อเราเกิดที่นี่ ก็จะมาปิดการปราศรัยที่นี่

“ไปถามก็รู้ว่า ใครทำอะไรให้คนพะเยาบ้าง พวกผมเข้ามาแค่ 5-6 ปี บ้านเมืองเปลี่ยนไปเยอะ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใน จ.พะเยา ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางราง เราทำมาหมดแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดมากว่านักการเมืองที่เข้ามาในยุคของผมเป็นอย่างไร ขอให้พรรคอื่นดูเอาแล้วกัน”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ตนปราศรัยมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 จังหวัด ซึ่งตนมั่นใจว่าปักธงสีเขียวได้ ส่วนจะได้กี่คนต้องรอดู ซึ่งตามโพลของแต่ละสำนัก บอกว่าตนได้ประมาณ 40-50 คน แต่สำหรับโพลที่เราทำ ก็มีประมาณ 60 กว่าคน

“ผมไม่ใช่คนชอบฝัน แต่พรรคอื่นอาจจะชอบฝัน ก่อนหน้านี้พรรคบางพรรคเอาระดับเบอร์ 1 เข้ามา แต่เด็กๆ ที่เพิ่งมา ไม่มีความหมายหรอก ขนาดสมัยก่อนเอาเบอร์อย่างหนามาก็ได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่ปัญหา พะเยา 3 เขตมี 5 แสนคน ถ้าจะหลุดไปสัก 1-2 หมื่น ก็เป็นเรื่องปกติ”