เรืองไกร ชี้ ป.ป.ช.ตีตกคดี ศักดิ์สยาม ฟังขึ้นตามกฎหมาย

เรืองไกร ชี้ ป.ป.ช.ตีตกคดี ศักดิ์สยาม ฟังขึ้นตามกฎหมาย

เรืองไกร ชี้ ป.ป.ช.ตีตกคดี ศักดิ์สยาม ฟังขึ้นตามกฎหมาย

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

“เรืองไกร” ชี้ ป.ป.ช.ตีตกคดี “ศักดิ์สยาม” ฟังขึ้นตามกฎหมาย ย้ำคดีอาญาต้องไร้ข้อสงสัย-เทียบกรณี ศาล รธน.ฟัน “ยิ่งลักษณ์”  หลุดนายกฯ แต่รอดคดีอาญา

วันนี้นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมาย ให้ความเห็นกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องเอาผิด ศักดิ์สยาม ชิดชอบ กรณีถูกกล่าวหาปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ไว้ในรายการ “คม ชัด ลึก” ระบุ ออกอากาศวันที่ 23 เมษายน 2569 ว่า 

เรืองไกร

จากคำชี้แจงและเอกสารของ ป.ป.ช. ที่เปิดเผยออกมา ถือว่าอธิบายได้ฟังขึ้น และมีการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังอย่างละเอียด โดยเฉพาะบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อเนื่องหลายครั้ง ซึ่งมีความสอดคล้องกัน รวมถึงกรณีการขายที่ดินหลายแปลงที่มีการแสดงข้อมูลตรงกัน

นายเรืองไกร ระบุว่า แม้ ป.ป.ช. จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย แต่การพิจารณาขององค์กรต้องอยู่บนฐานอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และเมื่อมีการแถลงอย่างเป็นทางการ ก็ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นหลัก พร้อมยกตัวอย่างคำพิพากษาของศาลในคดีของ นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนสี ที่สะท้อนว่า คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ศาลปกครองสูงสุด ไม่ได้ผูกพันให้ศาลอาญาต้องวินิจฉัยตามทั้งหมด เนื่องจากเป็น “คนละประเด็น” กัน

“คำวินิจฉัยเรื่องสถานะความเป็นรัฐมนตรี กับความผิดทางอาญา เป็นคนละเรื่องกัน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีความผิดทางอาญาโดยอัตโนมัติ” นายเรืองไกร กล่าว

ทั้งนี้ ได้อธิบายว่า คดีอาญามีมาตรฐานการพิสูจน์ที่เข้มข้นกว่า โดยต้อง ปราศจากข้อสงสัยโดยสิ้นเชิง หากยังมีข้อสงสัย ก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ผู้ถูกกล่าวหา แตกต่างจากคดีด้านคุณสมบัติหรือจริยธรรม ซึ่งใช้เกณฑ์พิจารณาอีกแบบหนึ่ง

นายเรืองไกร ยังชี้ว่า กรณีของ นาย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ป.ป.ช. พิจารณาในประเด็น “การจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน” ซึ่งต้องพิสูจน์เจตนาให้ได้ชัดเจน หากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถส่งฟ้องคดีอาญาได้ เพราะอาจถูกอัยการตีกลับ หรือศาลยกฟ้องในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม นายเรืองไกร ระบุว่า ประเด็นด้าน “จริยธรรม” ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นอีกกระบวนการหนึ่ง และอาจมีผลแตกต่างจากคดีอาญาได้

ท้ายที่สุด ได้เน้นย้ำว่า หากสังคมไม่เห็นด้วยกับมติของ ป.ป.ช. สามารถใช้ช่องทางตามกฎหมายในการตรวจสอบหรือร้องเรียนได้ แต่ไม่ควรตัดสินโดยใช้อารมณ์ พร้อมเตือนว่า หากจะรื้อคดีลักษณะนี้ ต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน กับคดีอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสองมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรม 

วรชัย เผย คนเสื้อแดงนัดรวมตัว ปักหลักหน้าเรือนจำรอรับ ทักษิณ พักโทษ

วรชัย เผย คนเสื้อแดงนัดรวมตัว ปักหลักหน้าเรือนจำรอรับ ทักษิณ พักโทษ

วรชัย เผย คนเสื้อแดงนัดรวมตัว ปักหลักหน้าเรือนจำรอรับ ทักษิณ พักโทษ

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.27 น.

’วรชัย‘ เผย เสื้อแดงนัดรวมตัวเย็น 10 พ.ค. รอรับ ‘ทักษิณ’ หน้าเรือนจำ 

เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2569 นายวรชัย เหมะ แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวกรณีนายทักษิณ ชินวัน อดีตนายกฯ จะได้รับการพักโทษวันที่ 11 พ.ค. คนเสื้อแดงจะให้การต้อนรับอย่างไรว่า คนเสื้อแดงจะมีการรวมตัวให้กำลังใจนายทักษิณตลอดทุกวันอาทิตย์อยู่แล้ว โดยวันที่ 11 พ.ค.จะมีการจัดกิจกรรมพิเศษเริ่มตั้งแต่เย็นวันที่ 10 พ.ค. ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หรือเรือนจำคลองเปรม จะมีการนัดรวมตัวคนเสื้อแดง เพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับนายทักษิณออกจากเรือนจำในช่วงเช้าวันที่ 11 พ.ค. โดยเย็นวันนั้นจะมีการทานอาหารเย็นร่วมกัน และจัดเวทีเสวนาของคนเสื้อแดงถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในบ้านเมือง ว่าเราได้ทำอะไรกันเพื่อบ้านเมืองเพื่อประชาธิปไตยกันบ้าง คาดว่าจะมีคนเสื้อแดงรวมตัวหลักพันคนขึ้นไป จึงขอเชิญชวนพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม มาให้กำลังใจรอรับนายทักษิณ ที่เป็นอดีตนายกฯ ซึ่งทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากที่สุด และถูกกระทำมากที่สุด และไม่ได้รับความยุติอธรรมมากที่สุด 

วรชัย เหมะ

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสังเกตว่าหลังได้รับการพักโทษ นายทักษิณควรวางมือทางการเมือง นายวรชัย กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ คนที่เหมาะสมจะนำความคิดและประสบการณ์จากการอยู่ต่างประเทศมานานเข้ามาช่วยแก้ไขวิกฤตประเทศ ไม่ว่าจะน้ำมัน สงครามเย็น และสงครามเศรษฐกิจคือนายทักษิณ เพราะมีประสบการณ์ ความสามารถและคอนเน็กชั่นมากที่สุด แต่วันนี้ฝ่ายอนุรักษ์อาจมองว่านายทักษิณควรหยุด ควรพอได้แล้ว แต่บ้านเมืองไม่ใช่พอแล้วหรือไม่พอ วันนี้บ้านเมืองกำลังเจอวิกฤตที่ต้องเอาคนอย่างนายทักษิณมาช่วย วิกฤตปี 40 นายทักษิณทำให้เห็นสำเร็จมาแล้ว แต่หากนายทักษิณจะคิดจะทำอย่างไรก็เป็นสิทธิของท่าน ความเป็นจริงการเมืองไม่ใช่เรื่องจำกัดสิทธิ แต่อยู่ที่ว่าคนๆ นั้นยังมีความรู้ที่จะช่วยประเทศชาติและประชาชนอย่างไร สถานการณ์ขณะนี้ตนเห็นว่านายทักษิณควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขวิกฤตประเทศ อาจจะเป็นเพียงการเสนอความเห็นในที่สาธารณะแล้วคนมีหน้าที่หยิบไปใช้ก็เพียงพอ แต่ส่วนตัวมองประเทศไทยควรนำประสบการณ์วิธีคิดของนายทักษิณมาใช้ให้เกิดประโยชน์ 

เมื่อถามว่าการได้รับพักโทษของนายทักษิณ จะมีผลต่อพรรคเพื่อไทยอย่างไร นายวรชัย กล่าวว่า เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ ที่เป็นคนใหม่ คนมีความรู้ความสามารถและเป็นคนเก่ง ถ้าได้คนอย่างนายทักษิณที่มีประสบการณ์มาช่วยเสริม ก็จะทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับความนิยมกลับมาได้อย่างแน่นอน

วรชัย เหมะ

วัส ติงสมิตร เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ ป.ป.ช. ฟัน สุภา ปิยะจิตติ ละเลยอุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น

วัส ติงสมิตร เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ ป.ป.ช. ฟัน สุภา ปิยะจิตติ ละเลยอุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น

วัส ติงสมิตร เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ ป.ป.ช. ฟัน สุภา ปิยะจิตติ ละเลยอุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.42 น.

วันนี้ 2 พฤษภาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้โพสต์ข้อความวิเคราะห์เจาะลึกกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดอดีตกรรมการ ป.ป.ช. และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง อย่างละเอียด โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์! ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด “สุภา ปิยะจิตติ” กรณีภาษีหุ้นชินคอร์ป รัฐเสียหายหมื่นล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างมาก เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมากชี้มูลความผิดอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ (เคยเป็นกรรมการ ป.ป.ช. แต่ปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งนี้แล้ว) ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของรัฐมหาศาล วันนี้เราจะมาสรุปข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ปมขัดแย้งทางกฎหมายในคดีนี้กันครับ 

วัส ติงสมิตร

1. ย้อนรอยข้อเท็จจริง: มหากาพย์ภาษีหุ้นชินคอร์ป (พ.ศ. 2552 – 2568) ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การชี้มูลความผิด มีดังนี้

จุดเริ่มต้นการประเมิน (2552): กรมสรรพากรประเมินภาษี นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร จากการซื้อหุ้นชินคอร์ปฯ 

ศาลภาษีสั่งเพิกถอน (2553): ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน โดยมองว่าทั้งสองเป็นเพียง “ตัวแทน” (Nominee) ของนายทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น

เสียงทัดทานจากระดับปฏิบัติการ: นิติกรและอัยการในขณะนั้นเห็นว่า “ควรต้องอุทธรณ์” เพราะตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 61 เจ้าพนักงานมีอำนาจเก็บภาษีจากผู้ที่มีชื่อในเอกสารสำคัญได้ทันที และคดีนี้เป็นคนละส่วนกับคดีอาญาของศาลฎีกาฯ 

การสั่งการที่ผิดปกติ (2 พ.ค. 2554): แม้จะมีระเบียบกระทรวงการคลัง (ว 44) กำหนดว่าคดีที่มีทุนทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท ต้องยื่นอุทธรณ์ไว้ก่อนเพื่อรักษาประโยชน์รัฐ แต่ น.ส.สุภา กลับลงนามรับทราบการไม่อุทธรณ์ และสั่งให้ไปไล่เบี้ยภาษีกับนายทักษิณแทน ทำให้คดีของลูกๆ นายทักษิณถึงที่สุดทันที

การไล่เบี้ยที่ยากลำบาก (2560 – 2568): กรมสรรพากรเปลี่ยนไปประเมินภาษีนายทักษิณเป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท ในปี 2560 จนกระทั่งปี 2568 ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 6890/2568 ให้ยกฟ้องนายทักษิณ (หมายความว่าการประเมินของรัฐชอบด้วยกฎหมาย นายทักษิณต้องจ่าย)

บทสรุปที่น่าเจ็บปวด: แม้รัฐจะชนะคดีในท้ายที่สุด แต่ปัจจุบันกลับบังคับชำระภาษีได้เพียง 50 ล้านบาทเศษ เท่านั้น! และคดีกำลังจะขาดอายุความบังคับคดีในเร็วๆ นี้ ทำให้รัฐแทบไม่ได้เงินภาษีที่ควรจะได้เลย

วัส ติงสมิตร

2. วิเคราะห์ความผิด: ทำไม ป.ป.ช. ถึงชี้มูล “สุภา ปิยะจิตติ”? คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ 4:3 วิเคราะห์พฤติการณ์ความผิดออกเป็น 3 ประเด็นหลัก

การฝ่าฝืนระเบียบ ว 44 (วินัยเงินคลัง) ในฐานะรองปลัดกระทรวงการคลัง น.ส.สุภา มีหน้าที่รักษาวินัยการเงินการคลัง แต่กลับละเลยไม่ปฏิบัติตามหนังสือเวียน ว 44 ซึ่งเป็น “กฎ” บังคับให้ต้องอุทธรณ์คดีมูลค่าสูงไว้ก่อน การไม่อุทธรณ์ถือเป็นการตัดโอกาสของรัฐในการสู้คดีตั้งแต่ต้น

การละเลยมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร น.ส.สุภา ทราบดีว่ามีข้อกฎหมายมาตรา 61 ที่ให้อำนาจเก็บภาษีจากผู้มีชื่อในหุ้น (Nominee) ได้ และศาลฎีกาฯ ก็เคยมีบรรทัดฐานรองรับไว้ แต่กลับไม่หยิบยกประเด็นนี้มาสู้อุทธรณ์ในคดีเดิม (คดีลูก) แต่กลับเลือกไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กับนายทักษิณ (คดีพ่อ) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่ามาก

การสร้างความเสียหาย “เชิงประจักษ์” ต่อรัฐ ป.ป.ช. มองว่าความเสียหายเกิดขึ้น “ทันที” เมื่อไม่มีการอุทธรณ์ เพราะ 1.รัฐสูญเสียสิทธิในการได้รับเงินภาษีจากนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา (ซึ่งมีตัวตนและทรัพย์สินในขณะนั้น) 2. การไปเก็บจากนายทักษิณภายหลังพิสูจน์แล้วว่า “ล้มเหลว” เพราะเก็บได้เพียงเศษเสี้ยว (50 ล้าน จาก 1.7 หมื่นล้าน) การกระทำนี้จึงเป็นการสร้างภาระและคดีความที่ยืดเยื้อให้รัฐโดยไม่จำเป็น

ฐานความผิดที่ถูกชี้มูล ความผิดนี้ถือว่าร้ายแรงทั้งทางอาญาและวินัย มา ตรา 154 (อาญา) เจ้าพนักงานหน้าที่เก็บภาษี กระทำการเพื่อให้ผู้เสียภาษีมิต้องเสียภาษีหรือเสียน้อยลง มาตรา 157 (อาญา): ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ/ทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ วินัยร้ายแรง ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน

บทสรุปและข้อสังเกต มติครั้งนี้ถือว่าสูสีมากที่ 4 ต่อ 3 เสียง โดยหนึ่งในกรรมการ (นายประภาศ คงเอียด) ได้ขอถอนตัวเนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนต่อไป สำนวนจะถูกส่งไปยัง พนักงานอัยการ เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถือเป็นอีกหนึ่งคดีตัวอย่างของการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการระดับสูง ที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบต่อการรักษาผลประโยชน์มหาศาลของแผ่นดิน

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

2/5/69

#ภาษีหุ้นชินคอร์ป #ปปช #สุภาปิยะจิตติ #ทุจริตคอร์รัปชัน #กฎหมายภาษี #ประมวลรัษฎากร #วินัยการเงินการคลัง #ข่าวการเมือง #ประเทศไทย #วัสติงสมิตร”

วัส ติงสมิตร

ไม่นานหลังจากที่ นายวัส ติงสมิตร โพสต์บทวิเคราะห์เจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ดังกล่าวลงมา ทำเอาชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม เช่น

“ในกรณีที่นายทักษิณยังชำระไม่ครบ เมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องทำอย่างไร และหากไม่มีการเรียกเก็บให้ครบ ปัจจุบันใครต้องรับผิดชอบ และใครต้องบังคับใช้กฏหมาย”

“มีการยึดทรัพย์กันจริงบ้างไหมครับอาจารย์คดีแบบนี้”

“ท่านสุภาเล่นตามเนื้อผ้าในขณะนั้น มาถึงวันนี้สีในองค์กรเปลี่ยนสี”

“ขออนุญาตแชร์/เพื่อความนู้ครับอาจารย์”

“ประชาชนเขาคงไม่สนใจเกมส์อำนาจแล้ว. ใครอยากทำไรกันก็ทำไปเถอะครับ. หากินเงียบปากเงียบเสียง อยู่ใต้การปกครองอย่างอดทนดีกว่าหาเรื่องใส่ตัวให้เดือดร้อน. อุดมการณ์ที่สอนๆกันมาทั้งใน ร.ร. ใน มหาวิทยาลัย ในวิชาชีพงาน น่าจะแค่ตัวอักษรณ์หลอกลวงเด็กๆบ้านนอกให้ดูมีความหวังมากกว่า”

วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร
วัส ติงสมิตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร

ศุภจี ร่ายยาว ไทยช่วยไทย กางแผนช่วยประชาชนลดค่าครองชีพยามวิกฤต

ศุภจี ร่ายยาว ไทยช่วยไทย กางแผนช่วยประชาชนลดค่าครองชีพยามวิกฤต

ศุภจี ร่ายยาว ไทยช่วยไทย กางแผนช่วยประชาชนลดค่าครองชีพยามวิกฤต

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

วันนี้ 2 พฤษภาคม 2569 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวเกี่ยวกับ ปฏิบัติภารกิจร่วมงาน คิก ออฟ การจำหน่ายสินค้า ไทยช่วยไทย ที่ตลาดบางใหญ้ จังหวัดนนทบุรี โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เมื่อวานนี้ (1 พฤษภาคม 2569) ปฏิบัติภารกิจร่วมงาน “คิก ออฟ” การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารโดม ตลาดบางใหญ่ ซิตี้ จังหวัดนนทบุรี นับเป็นครั้งแรกของการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้า ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้สะดวกยิ่งขึ้น หลังจากที่เราเดินหน้าโครงการสินค้า ‘ไทยช่วยไทย’ มาอย่างต่อเนื่องค่ะ

เริ่มจากเฟสแรก เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ปูพรมจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดไปแล้วกว่า 300 จุดทั่วประเทศ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

จากนั้นในเฟสที่สอง เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เริ่มคัดเลือก จัดหาสินค้าเอสเอ็มอี มาวางจำหน่ายบน 6 แพลตฟอร์มออนไลน์ โดยได้รับความร่วมมือฟรีค่าธรรมเนียมส่วนแบ่งการขาย (GP) และในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้จัดค่าขนส่งฟรีและมอบคูปองส่วนลด 100 บาทให้ผู้บริโภคจำนวน 5 แสนใบ เพื่อช่วยโปรโมทสินค้าเอสเอ็มอี

วันที่ 30 เมษายน 2569 เริ่มโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ แบ็ค ทู สคูล ช่วยดูแลเรื่องชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอน

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

และล่าสุด เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ดำเนินการขยายการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดในระดับอำเภอกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ โดยใช้ที่ว่าการอำเภอเป็นจุดจำหน่ายสินค้า ในทุกๆ วันศุกร์ พร้อมกับเพิ่มจุดจำหน่ายและกระจายสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศจำนวน 122 จุด ก่อนที่จะขยายให้ครอบคลุมไปรษณีย์อำเภออีก 824 จุด รวมเป็น 946 จุดทั่วประเทศ

ถึงตรงนี้ อยากชวนมองโครงการ “ไทยช่วยไทย” แบบต่อจิ๊กซอว์ทีละจุด แล้วมองเป็นภาพใหญ่ค่ะว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” ไม่ใช่แค่แคมเปญระยะสั้น ที่แค่จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดแล้ว “จบ” เท่านั้น เพราะ “ไทยช่วยไทย” ที่เรากำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ “หัวใจ” สำคัญ คือ เราต้องการดูแลเรื่องการลดค่าครองชีพให้คนไทยในยามที่ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วยการจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ราคาประหยัด เพื่อเป็น “ทางเลือก” ให้ทุกคน และในขณะเดียวกันเรายังมองไปข้างหน้า เพื่อที่จะสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้สินค้าเอสเอ็มอี สินค้าชุมชน สินค้าเกษตร รวมถึงสร้างทักษะการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เราเน้นให้มีการกระจายอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ แบบบูรณาการ ด้วยการประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยในการจำหน่ายสินค้าผ่านที่ว่าการอำเภอ ทำงานร่วมกันกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการจำหน่ายสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทย และผนึกความร่วมมือกับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนนำสินค้าท้องถิ่นมาจำหน่าย สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

หลังจากนี้เรามีแผนที่จะเตรียมผลักดันสินค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ ขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพิ่มขึ้นอีก โดยการร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข (มาตรฐาน อย.) และกระทรวงอุตสาหกรรม (มาตรฐาน มอก.) เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ ที่สำคัญเราไม่ละเลยในการดูแลสมดุลกลไกการตลาดทั้งระบบ โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ชุมชน ทุกกลุ่มต่างมีส่วนร่วมและสนับสนุนพึ่งพากันทั้งระบบ รายเล็กอยู่รอด รายใหญ่อยู่ได้ ชุมชนเข้มแข็ง และพี่น้องประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง นั่นคือ หัวใจของ “ไทยช่วยไทย” ที่แท้จริงค่ะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

2 พฤษภาคม 2569″

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ภายหลังจากโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดกันอย่างล้นหลาม เช่น

“เดินหน้าค่ะ สายสนับสนุนยังอยู่ตรงนี้ค่ะ”

“เก่งอยู่แล้ว สู้ๆ ค่าาาา”

“เป็นกำลังใจให้นะคะ”

“ส่งหนึ่งกำลังใจเล็กๆ ให้คุณศุภจี สู้ๆ นะคะ”

“เป็นกำลังใจและพร้อมจะช่วยในทุกทางเพื่อประเทศไทยนะคะ #ทีมประเทศไทย”

“สินค้าป้ายไทยช่วยไทยลดเยอะจริง เดินดูในบิ๊กซีแล้วสินค้าไม่ใช่กะโหลกกะลานะ เช่นข้าวหอมมะลิ100% 5กิโลเหลือประมาณ 160 ยังมีสินค้าอื่นๆอีกถือว่าดีเลยครับ เอาใจช่วยครับ”

“ทำเพื่อประชาชนในยามวิกฤตพลังงานทั่วโลก ดีแล้วครับพี่แต๋ม”

ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ – Suphajee Suthumpun

อดีตรองอธิการฯมธ. ตั้งคำถามเจ็บ ปมชุดเดรสแขนกุดเข้าสภา ย้ำเกียรติสถานที่ต้องมาก่อน

อดีตรองอธิการฯมธ. ตั้งคำถามเจ็บ ปมชุดเดรสแขนกุดเข้าสภา ย้ำเกียรติสถานที่ต้องมาก่อน

อดีตรองอธิการฯมธ. ตั้งคำถามเจ็บ ปมชุดเดรสแขนกุดเข้าสภา ย้ำเกียรติสถานที่ต้องมาก่อน

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.53 น.

วันนี้ 2 พฤษภาคม 2569 รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีดรามาการแต่งกายเข้าประชุมสภา โดยระบุข้อความทั้งหมดว่า “รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร 2 พค 69 “ปี 2026 ยังมีคนจ้องจับผิดว่า ชุดเดรสแขนกุดเป็นชุดไม่สุภาพ ไม่เหมาะสมกับการใส่เข้าสภา ไม่ให้เกียรติสถานที่ ไม่นับว่าก่อนหน้านี้สภาเพิ่งประกาศนโยบายถอดสูทประหยัดพลังงาน ให้ผู้แทนราษฎรถอดเสื้อนอกเข้ามาประชุมได้ สภาเป็นสถานที่อันทรงเกียรติ เพราะเป็นที่ที่ตัวแทนของประชาชน เข้ามาผลักดันวาระนโยบาย กฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน บุคคลจะมีเกียรติได้ในสถานที่แห่งนี้ ก็ด้วยการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร ให้สมกับภาษีและความไว้วางใจที่ประชาชนทั้งประเทศมอบให้ การตัดสินกันด้วยเครื่องแต่งกาย อาจหมายความว่า เนื้อในของคนเหล่านี้ ไม่สามารถนำมากล่าวอ้างได้ว่าเป็นผู้มีเกียรติในฐานะเป็นผู้รับใช้ประชาชน”

ข้อความด้านบนคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนเขียน นี่เป็นไสตล์ของกลุ่มคนที่อยู่ในพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ในการตอบโต้เพื่อปกป้องคนที่เป็นพวกเดียวกัน เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ วิธีการคือโจมตีกลับให้คนที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นคนหัวโบราณไม่ทันสมัย มองแต่เปลือกนอกมากกว่าแก่นแท้ของคน แล้วดูถูกต่อไปเลยว่า แสดงว่าคนวิจารณ์ที่มีความคิดแบบนี้นั่นแหละไม่สามารถเรียกได้ว่า มีเกียรติ ความจริง ไม่อยากโทษ ส.ส.คนที่แต่งชุดแบบนั้นเข้าประชุมสภาเท่าใดนัก เพราะเขาก็เป็นนี้ของเขามานานแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้เป็นมากกว่าทุกครั้ง แต่คนที่ออกมาปกป้องนั่นสิ ชัดเจนว่า มี DNA ของพรรคการเมืองพรรคนี้อย่างเต็มเปี่ยม นั่นคือ ขอให้เป็นพวกเดียวกัน จะทำอะไรก็ไม่ผิด ไม่มีคำว่าไม่เหมาะสม ขอถามประโยคเดียวว่า หากคนที่เขียนข้อความข้างต้นเพื่อตอบโต้คนที่วิพากษ์วิจารณ์พวกเดียวกัน ได้รับเชิญไปร่วมประชุม World Economic Forum ที่เมือง Davos ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คุณจะกล้าแต่งตัวแบบนี้เข้าประชุมหรือไม่”

รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร

ภายหลังโพสต์ของ รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ไม่แน่นะอาจารย์ เขาอาจจะกล้าก็ได้ แต่คนที่อายคือคนไทย”

“ขออนุญาตแชร์ต่อครับ อจ.”

“ขอบคุณ ครับ”

“แต่ก็แอบขอบคุณน้องน้ำแข็งนะ ที่ไม่ใส่ชุดกางเกงขาสั้นที่ปิดโคนขา กับเสื้อยืดเอวลอยมา”

รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร
รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Harirak Sutabutr

อนุสรณ์ เชื่อมั่น ทักษิณ พักโทษ จุดประกาย เพื่อไทย ปลุกขวัญกำลังใจ

อนุสรณ์ เชื่อมั่น ทักษิณ พักโทษ จุดประกาย เพื่อไทย ปลุกขวัญกำลังใจ

อนุสรณ์ เชื่อมั่น ทักษิณ พักโทษ จุดประกาย เพื่อไทย ปลุกขวัญกำลังใจ

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.18 น.

อนุสรณ์ เชื่อมั่น ทักษิณ พักโทษ จุดประกาย ‘เพื่อไทย’—ปลุกขวัญกำลังใจ 

วันนี้ 2 พฤษภาคม 2569 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เปิดเผยมุมมองต่อกรณีการได้รับการพักโทษของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีกำหนดออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงจุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็นแรงสั่นสะเทือนเชิงจิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงหัวใจ สมาชิกพรรคเพื่อไทยอย่างลึกซึ้ง ทักษิณ ชินวัตร เปรียบดั่งศูนย์กลางแห่งศรัทธา เป็นเสาหลักแห่งความมั่นคงทางความคิด และเป็นพลังขับเคลื่อนที่สั่งสมมายาวนานในหมู่สมาชิกพรรค การได้รับการพักโทษในครั้งนี้ จึงเสมือนสายลมแห่งความหวังที่พัดพาความเชื่อมั่นและพลังใจกลับคืนสู่ทุกภาคส่วนของพรรคเพื่อไทยอย่างสง่างาม ที่ผ่านมาแม้จะมีมรสุมทางการเมืองโหมกระหน่ำ พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดด้วยความแน่วแน่และจิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง สถานการณ์ที่คลี่คลายลงครั้งนี้ แม้จะอยู่ในรูปแบบของการพักโทษ ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูขวัญกำลังใจ และยกระดับเสถียรภาพการทำงานภายในพรรคให้มั่นคงยิ่งขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันและความท้าทายที่รายล้อม ต่อคำถามที่ว่าการออกมาครั้งนี้ของนายทักษิณจะมีผลต่อการฟื้นฟูพรรคหรือไม่ นายอนุสรณ์ ตอบย้ำอย่างหนักแน่นว่า ผลกระทบในเชิงบวกนั้น ยิ่งใหญ่และลึกซึ้ง โดยเฉพาะในมิติของขวัญกำลังใจของบุคลากรทางการเมือง ซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายทุ่มเททำงานอย่างไม่ย่อท้อ โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลางแห่งการขับเคลื่อน ทักษิณ ชินวัตร แม่ว่าจะดำรงอยู่ในสถานะใด ในแห่งหนใดก็ตาม ก็ยังคงเป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” และเป็นดั่งศูนย์รวมแห่งเจตจำนงร่วม ที่หล่อหลอมให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

อนุสรณ์

“ด้วยพลังศรัทธาที่หวนคืน และ การทุ่มเททำงานหนัก พรรคเพื่อไทยจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรค และกลับมาได้อย่างแน่นอน” นายอนุสรณ์ กล่าว

อนุสรณ์

โฆษกรัฐบาลสรุปภาพรวมต่างประเทศรอบสัปดาห์ หนุน FTA อาเซียน EU แก้ PM2.5 ข้ามแดน

โฆษกรัฐบาลสรุปภาพรวมต่างประเทศรอบสัปดาห์ หนุน FTA อาเซียน EU แก้ PM2.5 ข้ามแดน

โฆษกรัฐบาลสรุปภาพรวมต่างประเทศรอบสัปดาห์ หนุน FTA อาเซียน EU แก้ PM2.5 ข้ามแดน

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.24 น.

กต. ทส. เดินหน้าเชิงรุกเสริมบทบาทไทย ยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม หนุน FTA อาเซียน/EU แก้ PM2.5 ข้ามแดน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย

วันนี้ 2 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการดำเนินงานด้านการต่างประเทศที่สำคัญของรัฐบาลในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้มีการผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการลงทุน การค้า การจ้างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ข้ามแดนอย่างเป็นรูปธรรม

รัชดา ธนาดิเรก

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เมื่อวันที่ 27-28 เมษายน ที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน – สหภาพยุโรป ครั้งที่ 25 ที่บรูไนดารุสซาลาม โดยที่ประชุมได้หารือแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งร่วมกันในด้านการค้าการลงทุน พลังงาน และความมั่นคงรูปแบบใหม่ ผ่านความร่วมมือ อาทิ การเร่งรัดการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-สหภาพยุโรป การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน และการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมทั้งร่วมกันผลักดันให้อาเซียนและสหภาพยุโรปเป็นกลไกระดับภูมิภาคที่สำคัญในการรับมือกับความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังใช้โอกาสดังกล่าวหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีต่างประเทศและผู้แทนระดับสูงขององค์กร/ประเทศต่าง ๆ อาทิ สหภาพยุโรป ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม เช็ก ลัตเวีย โปแลนด์ และไซปรัส เพื่อขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ความมั่นคง และความร่วมมือด้านดิจิทัล ตลอดจนผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-EU และอาเซียน-EU

รัชดา ธนาดิเรก

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 29-30 เมษายน ที่ผ่านมา นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางเยือน สปป.ลาว เพื่อเข้าร่วมการประชุมหารือการจัดการมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ซึ่งเป็นความท้าทายร่วมของภูมิภาค พร้อมทั้งเข้าพบหารือกับนายสอนไช สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว โดยไทยและ สปป.ลาว เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือภายใต้ “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส“ (Clear Sky Strategy) มุ่งลดจุดความร้อนและป้องกันไฟป่าอย่างเป็นระบบ พร้อมพัฒนาการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการทำงานร่วมกันในระยะยาว 

นางสาวรัชดาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยการเยือน สปป.ลาว ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเดินหน้าร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม สร้างอากาศสะอาด ลดผลกระทบด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมจากปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้น

“รัฐบาลยืนยันการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศเชิงรุก มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนไทย ทั้งการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทาย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถและความยั่งยืนของประเทศในทุกมิติ“ นางสาวรัชดา กล่าวย้ำ

แรงงานบุกทำเนียบ ยื่น9ข้อร้องนายกฯ ขึ้นค่าแรง/แก้พลังงาน

แรงงานบุกทำเนียบ ยื่น9ข้อร้องนายกฯ ขึ้นค่าแรง/แก้พลังงาน

แรงงานบุกทำเนียบ ยื่น9ข้อร้องนายกฯ ขึ้นค่าแรง/แก้พลังงาน

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แรงงานบุกทำเนียบ ยื่น9ข้อร้องนายกฯ ขึ้นค่าแรง/แก้พลังงาน

วันแรงงานแห่งชาติ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานรวมพลังบุกทำเนียบฯ ยื่น 9 ข้อเรียกร้องนายกฯจี้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แก้ปัญหาพลังงาน ปฏิรูประบบประกันสังคม ยกเลิกบำนาญสูตร CARE เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้แรงงาน ด้าน”อนุทิน”อวยพรวันแรงงาน แต่แบ่งรับแบ่งสู้ ปมขึ้นค่าแรง ย้ำทุกอย่างต้องมีเหตุผล

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) จัดกิจกรรม “วันกรรมกรสากล” เดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเรียกร้องเชิงนโยบายต่อนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันกรรมกรสากลประจำปี 2569

โดยผู้ชุมนุมได้นำป้ายผ้าที่มีข้อความเรียกร้องสิทธิต่างๆ อาทิ หยุดตัดสิทธิ ลดค่าจ้าง โบนัส จากการตั้งครรภ์, นำ ปตท. กลับมาเป็นของรัฐ, น้ำมันแพงเพราะนายทุน, บำนาญสูตรสัปดน ทำผู้ประกันตนแตกแยก, รัฐอุ้มนายทุน = ไม่เห็นหัวประชาชน,

แรงงานบุกทำเนียบฯยื่น9ข้อเรียกร้อง

นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมยังนำโมเดลปั๊มน้ำมันที่มีหุ่นจำลองขนาดใหญ่กำลังถือหัวจ่ายน้ำมัน และตู้หัวจ่ายน้ำมันสีเขียวพร้อมป้ายว่า “รวยไม่ไหวแล้วโว้ยย” จากนั้น นายมาณพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการ สรส. ได้อ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 9 ข้อ ดังนี้

1.แก้ไขปัญหาเรื่องพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า และสินค้าราคาแพง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชน ขอให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างพลังงานโดยสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง พร้อมเปิดเผยข้อมูลการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ การขุดเจาะ และการผลิตในประเทศว่ามีจำนวนเท่าใด และควบคุมไม่ให้ราคาแพง ต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง รวมถึงกำหนดมาตรการที่เข้มข้นในการควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและการประกอบอาชีพของประชาชน

2.ขอให้รัฐบาลเร่งให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญในการเจรจาและเข้าเป็นสมาชิก เพื่อให้การค้า การลงทุน เป็นไปตามหลักการว่าด้วยการดำเนินธุรกิจที่ต้องเคารพสิทธิแรงงาน

3.ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ขอให้สนับสนุนส่งเสริมระบบไตรภาคี โดยให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นธรรมต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้เท่ากันทั้งประเทศ

4.ปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม โดยขอให้รัฐบาลใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และหยุดนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ

5.หลักประกันทางสังคม โดยต้องปฏิรูประบบประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระ มีคณะกรรมการที่มีความรู้ความสามารถ ผ่านการเลือกตั้งของผู้ประกันตนทุกตำแหน่ง ยกเลิกนโยบายลดเงินสมทบประกันสังคม ให้แรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมในมาตรฐานการจ่ายเงินสมทบเดียวกัน รวมถึงยกเลิกการจ่ายบำนาญสูตร CARE

6.ความมั่นคงในการทำงาน ยกเลิกการจ้างงานระยะสั้นหรือชั่วคราว และส่งเสริมให้มีการจ้างงานระยะยาว

7.สุขภาพความปลอดภัยของประชาชน รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจต่อการแก้ปัญหาฝุ่นควันพิษ ด้วยการให้ ครม. ยืนยันให้รัฐสภาหยิบยกร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ขึ้นมาพิจารณาใหม่ภายใน 60 วัน

8.แรงงานนอกระบบ รัฐบาลต้องกำหนดให้มีระบบสวัสดิการรองรับผลกระทบที่แรงงานนอกระบบต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น ต้องสามารถเข้าถึงน้ำดื่มสะอาด หรืออุปกรณ์ป้องกันความร้อน

9.แรงงานข้ามชาติ ต้องกำหนดมาตรการให้ชัดเจน ทั้งกระบวนการนำเข้า การต่อวีซ่า และใบอนุญาตทำงาน ต้องมีความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก

จากนั้น นายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และนายประสิทธิ์ ปาตังคะโร ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลมารับมอบหนังสือ โดยนายนพพรกล่าวว่า ตนจะนำข้อเรียกร้องไปยื่นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อนำข้อสั่งการไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะช่วยติดตาม หากมีอะไรก็จะได้พูดคุยกัน

หวังรัฐบาลขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขบวนแรงงานได้จัดกิจกรรมใน “วันแรงงานแห่งชาติ” โดยมีกลุ่มสภาองค์การลูกจ้าง 26 แห่ง และ 1 รัฐวิสาหกิจผู้ใช้แรงงาน รวมพลังเดินขบวนเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยได้เคลื่อนขบวนจากบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ไปยังลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพื่อยื่น 8 ข้อเรียกร้องต่อผู้นำรัฐบาล

โดยมีรถขยายเสียงและการชูป้ายเรียกร้องเรื่องต่างๆ อาทิ ขอให้รัฐเร่งดูเรื่องค่าแรงและสวัสดิการ ขอค่าแรงเท่าค่าอาหาร ส.ส. และปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ 10% หลังเงินเดือนข้าราชการแซงหน้า

ขณะที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน เป็นผู้รับข้อเรียกร้องจากผู้นำแรงงาน พร้อมกล่าวปราศรัยกับผู้ใช้แรงงาน โดยมี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน เข้าร่วมงานด้วย

นายทศพร คูณศรี ประธานจัดงานวันแรงงานแห่งชาติปี 2569 กล่าวว่า ได้ตกผลึกร่วมกันจัดทำข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติไว้ 8 ข้อโดยยึดข้อเรียกร้องเดิมของหลายปีที่ผ่านมา เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม มุ่งเน้นด้านความมั่นคงและสวัสดิการของผู้ใช้แรงงาน อาทิ ขอให้จัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างกรณีที่นายจ้างปิดกิจการโดยไม่จ่ายค่าชดเชย การให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่รับบำนาญแล้วยังคงได้รับความคุ้มครองต่อในกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต การเพิ่มค่าคลอดบุตรจาก 15,000 บาท เป็น 30,000 บาท การขยายอายุผู้ที่เริ่มสมัครเป็นผู้ประกันตนจากเดิมไม่เกิน 60 ปี เป็นไม่เกิน 70 ปี การยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินก้อนสุดท้ายที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างไม่เกิน 1 ล้านบาท และผลักดันให้ไทยรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งเรียกร้องมานาน 20-30 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้า

ขณะที่นางสาวอัปสร กฤษณะสมิต ประธานสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย (สพร.ท.) เปิดเผยว่า ขอเรียกร้องสิทธิประโยชน์ สวัสดิการที่เป็นธรรม และความปลอดภัยในการทำงานของแรงงานรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความมั่นคงในการทำงาน การปฏิรูประบบประกันสังคมให้แรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมในมาตรฐานเดียวกันทั้งการจ่ายเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ และการปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ 10% ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ

นายกฯอนุทินชี้ขึ้นค่าแรงต้องมีเหตุผล

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงผู้ใช้แรงงานเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติปี 2569 ว่า ขอฝากความระลึกถึงและชื่นชม ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ทำงานให้สำเร็จ มีความมั่นคงในชีวิต เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการขอเพิ่มค่าแรงรัฐบาลจะตอบสนองหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีเหตุผล

ย้ำลูกจ้างมีสิทธิหยุดงาน-ได้ค่าจ้าง

ด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม ว่า วันแรงงานถือเป็นวันหยุดตามกฎหมายที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างเทียบเท่าวันทำงานปกติ เพื่อคุ้มครองสิทธิและสร้างหลักประกันด้านแรงงานอย่างเป็นธรรม หากลูกจ้างต้องทำงานในวันแรงงานแห่งชาติ นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ หากทำงานล่วงเวลา ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ตามที่กฎหมายกำหนด และหากตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างต้องจัดวันหยุดชดเชยในวันทำงานถัดไป เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิครบถ้วนตามกฎหมาย

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ส่วนกิจการที่ไม่สามารถหยุดดำเนินงานได้ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร สถานพยาบาล หรือกิจการขนส่ง นายจ้างสามารถตกลงกับลูกจ้างเพื่อกำหนดวันหยุดชดเชยในวันอื่น หรือจ่ายค่าทำงานในวันหยุดแทนได้ตามความเหมาะสม โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานอย่างต่อเนื่อง ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานได้รับความเป็นธรรมและหลักประกันที่เหมาะสม พร้อมย้ำให้นายจ้างทุกแห่งปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยยึดประโยชน์ของลูกจ้างเป็นสำคัญ

คึกคักทั่วปท. คิกออฟ‘ไทยช่วยไทย’ แห่ซื้อสินค้าราคาถูก

คึกคักทั่วปท. คิกออฟ‘ไทยช่วยไทย’ แห่ซื้อสินค้าราคาถูก

คึกคักทั่วปท. คิกออฟ‘ไทยช่วยไทย’ แห่ซื้อสินค้าราคาถูก

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คึกคักทั่วปท. คิกออฟ‘ไทยช่วยไทย’ แห่ซื้อสินค้าราคาถูก

“เอกนิติ” ระบุยังไม่ชง “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้าครม. 5 พฤษภาคมนี้ แจงเร่งหารือสำนักงบฯ สรุปตัวเลขงบประมาณเบิกจ่ายล่าช้า ก่อนพับเข้า พ.ร.บ.โอนงบประมาณ พร้อมตัดสินใจเคาะวงเงินออก พ.ร.ก. กู้เงิน ก่อนชง ครม. เศรษฐกิจพิจารณา“อนุทิน”เร่งดันพ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม. อังคารนี้ เผยไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. เศรษฐกิจก่อน “นายกฯ”ช้อปกระจาย Kick off ไทยช่วยไทย ที่ตลาดบางใหญ่ นนทบุรี ย้ำสินค้ามีคุณภาพ ราคาถูก ขณะที่บรรยากาศการจับจ่ายสินค้าของประชาชนในหลายจังหวัดเป็นไปอย่างคึกคัก

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 5 พ.ค. 2569 จะยังไม่มีการเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะครอบคลุมถึงโครงการคนละครึ่งพลัสและโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ ครม.พิจารณา เนื่องจากยังต้องรอสรุปความชัดเจนเกี่ยวกับตัวเลขงบประมาณที่จะนำมาใช้ในการดำเนินการทั้งหมด ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างการเร่งดำเนินงาน

ทั้งนี้ ในส่วนของรายละเอียดของโครงการทั้งคนละครึ่ง พลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเร่งจัดเตรียมความพร้อม ซึ่งหากได้ข้อสรุปเรื่องเม็ดเงินงบประมาณที่ใช้ดำเนินการ ก็จะเร่งเสนอให้ ครม. พิจารณาทันที

ชง ครม.สรุปตัวเลขงบฯ5พ.ค.

โดยเบื้องต้นวันนี้ (1พ.ค.) จะมีการประชุมร่วมกับสำนักงบประมาณซึ่งจะมีการสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเลขงบประมาณที่ส่วนราชการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและทำสัญญาผูกพันงบประมาณ 2569 ไม่ทันตามกำหนดวันที่ 30 เม.ย. 2569 ว่ามีอยู่เท่าไหร่ เพื่อโอนไปใส่ไว้ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ โดยจะต้องเอาส่วนนี้มาคำนวณก่อนจึงจะมาตัดสินใจอีกครั้งว่าจะดำเนินการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินในวงเงินเท่าไหร่ และจะมีการนำรายละเอียดทั้งหมดนี้เข้าหารือในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกููล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เพื่อกำหนดวันอีกครั้ง หลังจากนั้นจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในวันที่ 5 พ.ค. ต่อไป

“คาดว่าในการประชุม ครม. วันที่ 5 พ.ค. นี้จะมีการสรุปตัวเลขงบประมาณที่ส่วนราชการเบิกจ่ายล่าช้าไม่ทันเดตไลน์ให้พิจารณาได้ รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับ พ.ร.ก. เงินกู้ ภายหลังจากนำตัวเลขงบประมาณที่เบิกจ่ายล่าช้ามาคำนวณแล้วก็น่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นว่าจะต้องดำเนินการกู้เงินเท่าไหร่ ซึ่งตรงนี้เป็นการเตรียมพร้อมไว้เพื่อดูแลวิกฤตที่เกิดขึ้นฉุกเฉินในขณะนี้” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ

ดัน พรก.กู้เงินเข้า ครม. อังคารนี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่า ในวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. เป็นวันหยุด จึงต้องเลื่อนไปเป็นสัปดาห์หน้า มันไม่ได้มีอะไรตายตัวว่า จะต้องประชุม ครม.เศรษฐกิจทันที เราเพิ่งตั้งองค์ประกอบเสร็จ เดี๋ยวนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง จะไปตั้งระเบียบวาระที่เป็นวาระประจำ และวาระอะไรที่จะต้องนำ แต่ไม่มีกฎระเบียบอะไรว่า จะต้องผ่าน ครม.เศรษฐกิจถึงจะเข้า ครม.วันอังคารได้ อันนั้นเป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ และจริงๆ เรียก ครม.เศรษฐกิจไม่ได้ เพราะคนที่เป็นกรรมการมีภาคเอกชน สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย อะไรต่างๆ

เมื่อถามถึงพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินจะเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 5 พ.ค.นี้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พยายามเร่งเต็มที่ เมื่อถามย้ำว่า วงกรอบ 4 แสนล้านบาทใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอ รอให้ผ่าน ครม. เมื่อถามว่า ในที่ประชุมหารือเมื่อวันที่ 30 เม.ย. มีข้อเห็นแย้งอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการประชุมกันหลายรอบแล้ว คิดถึงเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ที่จะได้

ยันปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ถูกลงแน่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการปรับโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าใหม่ ประชาชนจะจ่ายค่าไฟถูกลงมากกว่าปัจจุบันหรือไม่ว่า นี่เราเอาแสงแดดมาเปลี่ยนเป็นเงิน เอาแสงแดดมาเข้าโซลาร์รูฟ ถ้าประชาชนใช้เหลือรัฐก็รับซื้อคืน เพื่อนำไปใช้ที่อื่น ซึ่งเหมือนกับการปฏิรูปโครงสร้าง การไฟฟ้าไปยังประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำให้โซลาร์รูฟ ถูกลงเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นหลักการตาม ดีมานด์-ซัพพลายเหมือนกับโทรศัพท์มือถือช่วงแรก เครื่องละ 200,000 กว่าบาท เพราะทุกคนต้องใช้และแข่งกันทำให้คุณภาพดี ซึ่งปัจจุบันมือถือทั่วไป ที่ไม่ใช่สมาร์ทโฟน ราคาเหลือแค่ 400 บาท

“ในอดีต โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของผมที่ซื้อ ราคา 120,000 บาท ถือหิ้วหนีบจั๊กกะแร้ เท่จะตาย แบตเตอรี่ตีหัวแตกได้ วันนี้ราคาเหลือเท่าไหร่ ถูกมาก เผลอๆ ไปซื้อของแล้วแถมมือถือด้วย”

เมื่อถามว่า ประชาชนต้องยอมรับกับค่าไฟที่แพงไปก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่ถูกลงนะ 200 หน่วยแรกสำหรับคนทั่วไป ทุกคนได้เท่ากันหมด เหลือ 3 บาท/หน่วย ถ้า 200 หน่วยถึง 400 หน่วยคิดเป็นขั้นบันได ส่วน 400 หน่วยขึ้นไปเป็นอีกราคาหนึ่ง ถือเป็นการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข หลายระบบในประเทศไทยก็ทำอย่างนี้

เมื่อถามว่า ปกติแล้วค่าไฟเดือน เม.ย. อาจจะแพงอยู่แล้ว พอมาปรับโครงสร้างใหม่ ซึ่งจะไม่ทันกับรอบบิล ประชาชนจะโวยวายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องไปถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่มันไม่ทันรอบบิลนี้อยู่แล้ว ทุกอย่างมีขั้นตอน และสํานักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน.(กกพ.) เป็นหน่วยงานอิสระ ตนไปบังคับอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยได้เริ่มแล้ว เป็นสัปดาห์ที่ 2 หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจะทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งโครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทยพลัส พยายามจะทำให้ถึงมือประชาชนในช่วงต้นเดือน มิ.ย. และไม่ได้ช้าอะไร ซึ่งค่าไฟเป็นวงรอบของมัน เราทำเต็มที่อยู่แล้ว

นายกฯ บุกบางใหญ่ ดู‘ไทยช่วยไทย’

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่อาคารโดม ตลาดบางใหญ่ซิตี้ ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เยี่ยมชมบูธจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ โดยมี น.ส.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมี นายสุทัศน์ มีศิริ สส.นนทบุรี เขต 6 บางใหญ่ พรรคประชาชน ร่วมด้วย โดยนายกฯได้เยี่ยมชมและซื้อสินค้าภายในงานไทยช่วยไทย เช่น กระดาษทิชชู น้ำมันหอย น้ำยาล้างจาน น้ำมันพืช ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น

ทั้งนี้ ระหว่างซื้อสินค้า นายสุทัศน์ สส.พรรคประชาชน ได้ช่วยเข็นรถเข็นช้อปปิ้งให้นายกฯด้วย โดยนายสุทัศน์ระบุว่า วันนี้ พาคณะมาร่วม เป็นสส.ในพื้นที่ ขอเชิญชวนประชาชนให้มาจับจ่ายใช้สอย รัฐบาลได้จัดสินค้าราคาถูกมาเยอะ ผู้สื่อข่าวว่าเป็นการทำงานที่ไม่แบ่งฝ่ายค้านบ่ายฝ่ายรัฐบาลใช่หรือไม่ นายสุทัศน์ กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดทำสิ่งที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในพื้นที่ ขณะที่ นายกฯเรียกนายสุทัศน์ ซึ่งกำลังเข็นรถเดินช่วยนายกฯในฐานะเจ้าของพื้นที่ ให้เข้ามาอยู่ใกล้ๆ พร้อมกล่าวว่า ถือว่าไม่ใช่ฝ่ายค้าน ถือว่าเป็นประชาชนมาช่วยกัน ก่อนถ่ายภาพร่วมกัน

จากนั้นนายกฯได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่ในตลาดบางใหญ่ซิตี้ โดยได้แวะซื้อของกินภายในงาน พร้อมอุดหนุนและชิมห่อหมกปลาอินทรีย์ ก่อนสั่งกินคู่ข้าวสวย พร้อมนางศุภจี และชมว่าอร่อย นอกจากนี้ยังซื้อและกินทุเรียนชะนี ชิมไอศกรีม ก่อนเหมามะม่วง แคนตาลูป ทุเรียน ภายในตลาดอีกด้วย

โฟนอินสอบถามความคืบหน้า4จว.

ต่อจากนั้นนายอนุทิน ได้โฟนอินสอบถามความคืบหน้าการคิกออฟโครงการ “ไทยช่วยไทย” ในวันแรกไปยัง 4 จังหวัด ได้แก่ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยนายกฯ สอบถามบรรยากาศจังหวัดเชียงคึกคักหรือไม่เป็นอย่างไร ขอให้ซื้อของหื้อม่วนนะหมู่เฮา

จากนั้นนายกฯพูดคุยกับทางจังหวัดตราด ถามว่าร้อนหรือไม่ ก่อนกล่าวว่า โอเคหรือไม่ ของเยอะไหม และชาวบ้านเห็นได้เลยหรือไม่ว่าซื้อของได้ราคาปกติ พร้อมกำชับผู้ว่าฯขอให้ดูจริงจัง ไม่ใช่ผู้ว่าฯกลับแล้วกลับกันหมด

ขณะจังหวัดศรีสะเกษ นายกฯกล่าวกับผู้ว่าฯว่า วันนี้เงินเดือนออกให้เหมาเยอะๆหน่อยและดูแลชาวบ้านด้วย วันนี้ตนก็ใช้ไป 30% ของเงินเดือนแล้ว ก่อนกล่าวอีกว่า งานดูดี คนเยอะ ขอให้ดูแลประชาชนได้ทั่วถึง ของไม่พอยังไงก็ให้รีบติดต่อแจ้งพาณิชย์จังหวัดและแจ้งมาที่ส่วนกลาง

ส่วนที่จังหวัดสงขลา นายกฯกล่าวว่า เดี๋ยวจะไปสัญจรที่แรกที่จังหวัดสงขลา พร้อมถามว่า ตอนนี้นักท่องเที่ยวสุดสัปดาห์เข้ามาเยอะอยู่หรือไม่ ขอให้ดูแลให้ดี

คนแห่ถ่ายรูปทะเบียนรถนายกฯ

ภายหลังโฟนอิน นายกฯได้เดินเยี่ยมชมร้านค้าภายในตลาดบางใหญ่ซิตี้ต่อ โดยได้ซื้อปลาสวยงามไปเลี้ยง และได้ตักปลาเอง เป็นปลาคาริมายาเรดสปอร์ต 2 ตัว ตัวละ 500 บาท โดยนำไปเลี้ยงเอง 1 ตัว และอีก 1 ตัวมอบให้เด็กชายที่กำลังมาซื้อปลาภายในร้าน โดย นายกฯระบุกับเด็กชายคนดังกล่าวว่า “ให้เลี้ยงแข่งกันนะ มาดูซิว่าใครโตกว่า” และนายกฯยังซื้อตู้ปลาด้วย ก่อนเดินมาอีกร้านซื้อปลาคาร์ฟจักรพรรดิ 4 ตัว จากนั้นผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้ซื้อปลา จะนำไปไว้ที่บ้านหรือไว้ที่ห้องทำงานทำเนียบฯ นายกฯตอบว่า จะซื้อไปใส่ตู้ที่บ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้นายกฯได้นั่งรถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อ BYD ทะเบียน สน 32 กรุงเทพมหานคร มาเยี่ยมชมบูธจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ โดยระหว่างที่นายกฯ เดินชมสินค้าภายในงาน ได้มีประชาชนมาถ่ายรูปกับทะเบียนรถนายกฯ ที่จอดบริเวณงาน โดยบางคนระบุว่า เป็นหัวแล้ว งวดนี้ออกแน่

ย้ำสินค้ามีคุณภาพ-ราคาถูก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเปิดงาน Kick off ไทยช่วยไทย นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจเยี่ยมการ kick off โครงการไทยช่วยไทย เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน ว่า ถือว่าวันนี้เป็นวัน kick off ที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมมือกันนำสินค้าที่ถูกกว่าราคาตลาดทั่วไป มาขายให้กับประชาชน ซึ่งเราจะเริ่มในระดับจังหวัด อำเภอ รวมกว่า 800 อำเภอ ซึ่งจะมีสินค้าเหล่านี้ไปกระจายถึงประชาชน

นอกจากนี้ ยังจะมีการจัดให้มีรถพุ่มพวง ที่จะนำสินค้าราคาถูกเข้าไปในชุมชน หมู่บ้าน กระจายให้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้ลดค่าใช้จ่าย และสามารถมีสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงของใช้ประจำวัน อาหาร เครื่องดื่มต่างๆ ในราคาถูก แต่จะมีมาตรฐานเท่าเดิม หรือมีมาตรฐานที่ดีขึ้นด้วยซ้ำ

นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่าคุณภาพสินค้าเป็นคุณภาพเดียวกัน อย่างที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เคยอธิบายไว้ คือ การนำสินค้าที่ไม่ต้องเสียค่าแบนด์ ค่าการตลาด ค่าขึ้นห้าง ขึ้นหิ้ง ซึ่งเป็นของที่ใช้มีต้นทุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิตลดลง ถือเป็นอีกตลาดหนึ่ง ซึ่งสินค้าก็เท่ากัน

ก่อนที่จะเดินออกจากวงสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับ ได้มีประชาชนมาดักรอมอบช่อดอกไม้ 2 ช่อ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับนายกรัฐมนตรีและนางศุภจี

สมุทรสาครจัดใหญ่ทั้งจังหวัด

ส่วนที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองสมุทรสาคร นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ครั้งที่ 1 โดยมีนายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสาคร หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยกรมการปกครองร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ Modern Trade 5 แห่ง ได้แก่ Makro,Lotus’s, บิ๊กซี , Tops และ GO Wholesale เพื่อนำสินค้า “ไทยช่วยไทย” ไปจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพดี ในราคาประหยัด โดยมีสินค้าเข้าร่วมมากกว่า 3,000 รายการ และจะสามารถลดราคาสูงสุดได้กว่า 58 เปอร์เซ็นต์

อำเภอเมืองสมุทรสาคร ได้จัดกิจกรรม การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในราคาพิเศษ มาจัดจำหน่ายให้ทุกท่านได้เลือกชมเลือกซื้อ ประกอบด้วยไข่สด ข้าวสาร อาหารแห้ง ผัก ผลไม้ และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนั้น ยังได้มีการนำผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้าOTOP ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) มาร่วมจัดจำหน่ายสินค้าด้วย เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น และจะได้ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์เพิ่มเติมต่อไป โดยอำเภอจะจัดการจำหน่ายสินค้าในทุกวันศุกร์โดยเริ่มครั้งแรกในวันนี้ วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม เป็นต้นไป

สำหรับ จังหวัดสมุทรสาคร จัดโครงการไทยช่วยไทยใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสมุทรสาครจัดที่ด้านหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองสมุทรสาคร, อำเภอกระทุ่มแบนจัดที่ด้านหน้าที่ว่าการอำเภอกระทุ่มแบน , อำเภอบ้านแพ้วจัดที่ศาลาประชาคมที่ว่าการอำเภอบ้านแพ้ว โดยจะจัดทุกวันศุกร์ที่ 1, 8, 15, 22 และ 29 พ.ค. 2569นี้ จึงขอเชิญชวนประชาชนให้มาร่วมจับจ่ายใช้สอยสินค้าในราคาถูกได้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

ประจวบฯ Kick Off “ไทยช่วยไทย”

ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอสามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick Off ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ มี พันจ่าเอก พัณณ์ภัสส์ สิทธิศักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ นางรัฐยา อาจหาญ เผยพร ปลัดจังหวัดฯ นายสมบัติ เสียมทอง นายอำเภอสามร้อยยอด นางสาวศิริวรรณ คณะศร พาณิชย์จังหวัดฯ นายสังคม แดงโชติ สส.ประจวบฯ เขต 1 หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมพิธี ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมเลือกซื้อสินค้าคุณภาพ ราคาประหยัดอย่างคึกคัก โดยมีสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพ ราคาประหยัดที่จำเป็นต่อการครองชีพหลายชนิด เช่น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ไข่ไก่ ในราคาลดพิเศษสูงสุดถึงร้อยละ 58

โดยการจัดกิจกรรมในพื้นที่อำเภอสามร้อยยอด เป็นการ Kick Off เปิดกิจกรรมพร้อมกันอีก 7 อำเภอของประจวบฯ เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน เริ่มจำหน่ายสินค้าครั้งแรกในวันที่ 1 พ.ค.69 และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคมนี้ ได้แก่ วันที่ 8, 15, 22 และ 29 พ.ค. โดยในครั้งนี้มีหน่วยงานที่ร่วมนำสินค้ามาจำหน่าย ได้แก่ ห้างเทสโก้โลตัส สาขาปราณบุรี สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค ประจวบฯ จำกัด เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดเหลืองสามร้อยยอด กาแฟโรบัสต้าป่าช้างขาว บ้านป่าหมาก ร้านค้าในพื้นที่ อ.สามร้อยยอด ผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพ (OTOP) และสินค้าเกษตรของดีอำเภอสามร้อยยอดหลากหลายรายการ

สำหรับกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” กำหนดจัดขึ้นทุกวันศุกร์ตลอดเดือน พ.ค.นี้ ณ บริเวณที่ว่าการอำเภอทุกอำเภอ ยกเว้น อ.ทับสะแก ซึ่งจัดที่ตลาดสวนมะพร้าว ต.เขาล้าน โดยเริ่มเปิดจำหน่ายตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้าคุณภาพ ราคาประหยัดได้ภายในงาน.

อ.บางละมุง ขายสินค้าราคาประหยัด

ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ตลาดชุมชน คนบางละมุง ไทยช่วยไทย” อย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น และสร้างพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้คนในชุมชน มีรายได้อย่างต่อเนื่อง

ภายในงาน มีการนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมาจำหน่ายในราคาประหยัด อาทิ ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำมันหมู เนื้อสัตว์ และสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน อีกหลากหลายรายการ ควบคู่กับสินค้าชุมชน สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ ที่นำมาวางจำหน่ายให้ประชาชนได้เลือกซื้อกันโดยตรง ในราคาที่เข้าถึงได้

กิจกรรมดังกล่าว มีกำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุกวันศุกร์ ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางละมุง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน ได้จับจ่ายสินค้าคุณภาพในราคาย่อมเยา พร้อมร่วมสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

อ.บ่อทอง ประชาชนตอบรับดี

ที่บริเวณที่ว่าการอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี นายนันทวัฒน์ ทองช่วง นายอำเภอบ่อทอง เป็นประธานเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” ตามนโยบายของรัฐบาล มุ่งช่วยเหลือประชาชนลดภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน ภายในงานมีผู้ประกอบการและร้านค้าจากพื้นที่ต่าง ๆ ในอำเภอบ่อทองกว่า 30 ร้านค้า นำสินค้าชุมชนและสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายในราคาประหยัดโดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่จัดจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด อาทิ ข้าวขาวหอมมะลิ ขนาด 5 กิโลกรัม จำกัด 1 ถุงต่อคน, เนื้อหมูแดง 2 กิโลกรัม ราคา 160 บาทต่อคน, น้ำปลา 2 ขวด ราคา 30 บาท, น้ำมันพืช 2 ขวด ราคา 80 บาท, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพ็ค 10 ห่อ ราคา 40 บาท และไข่ไก่เบอร์ 4 แผงละ 30 ฟอง ราคาเพียง 50 บาท

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยตั้งแต่ช่วงเช้า สะท้อนถึงความต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายในภาวะค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ ประชาชนที่เข้าร่วมงานต่างให้การตอบรับเป็นอย่างดี พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐจัดกิจกรรมลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในชุมชนได้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มมากขึ้น

โครงการ “ไทยช่วยไทย” ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่

‘วุฒิภูมิ’หลานสุริยะ ยันไม่ขอเกี่ยวข้องความขัดแย้ง วอนยุติการพาดพิง มุ่งหน้าทำงานสร้างสรรค์

‘วุฒิภูมิ’หลานสุริยะ ยันไม่ขอเกี่ยวข้องความขัดแย้ง วอนยุติการพาดพิง มุ่งหน้าทำงานสร้างสรรค์

‘วุฒิภูมิ’หลานสุริยะ ยันไม่ขอเกี่ยวข้องความขัดแย้ง วอนยุติการพาดพิง มุ่งหน้าทำงานสร้างสรรค์

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 22.11 น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569  นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ สายการบินนกแอร์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ สายการบินนกแอร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Wutthiphum Jurangkool” ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อความพาดพิงถึงตัวเองในช่วงที่ผ่านมา 

โดยระบุว่า  ผมขอเรียนว่า ผมไม่มีความประสงค์ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในขณะนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าจนถึงขณะนี้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏได้พิสูจน์ให้ทุกท่านเห็นแล้วว่าข้อกล่าวหาต่างๆ นั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง ผมขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา ผมทุ่มเทเพื่อพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษาและการพัฒนาประเทศเป็นที่ตั้งสูงสุด ดังที่บุคคลใกล้ชิดและผู้ที่เคยร่วมงานกับผมทราบถึงความตั้งใจนี้ดี ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการพาดพิงหรือกล่าวหาในลักษณะนี้จะสิ้นสุดลง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้กลับไปมุ่งเน้นกับการทำงานที่สร้างสรรค์ต่อไป 

ขอแสดงความนับถือ

ดร.วุฒิภูมิ จุฬางกูร