คืนถิ่นบ้านเกิด ลุงป้อมเยือนลพบุรีสุดอบอุ่น พบลูกหลานคนทำคลอดเมื่อ 80 ปีก่อน

คืนถิ่นบ้านเกิด ลุงป้อมเยือนลพบุรีสุดอบอุ่น พบลูกหลานคนทำคลอดเมื่อ 80 ปีก่อน

คืนถิ่นบ้านเกิด ลุงป้อมเยือนลพบุรีสุดอบอุ่น พบลูกหลานคนทำคลอดเมื่อ 80 ปีก่อน

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.59 น.

ลุงป้อม กลับบ้านเกิดลพบุรี พบลูกหลานคนทำคลอดตัวเอง 80 กว่าปีก่อน พร้อมควง สุชาติ ลายน้ำเงิน ผู้สมัคร สส.พปชร.ไหว้พระ ชิมอาหาร

6 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ จ.ลพบุรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางกลับเยือนบ้านเกิด ที่บ้านทรงไทย เรือนรับตะวัน อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นจากประชาชนที่มารอพบและทักทายอย่างเป็นกันเอง โดยมี นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ผู้สมัคร สส.ลพบุรี เขต 3 พรรค พปชร. รอต้อนรับ 

โดยพล.อ.ประวิตร ได้ใช้เวลาพูดคุยกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิด สอบถามสารทุกข์สุขดิบ พร้อมอวยพรให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุข จากนั้นได้เดินทางไปยังวัดเชียงงา อ.บ้านหมี่ เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กราบพระประธานในอุโบสถเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมเล่าถึงความผูกพันกับพื้นที่แห่งนี้ซึ่งเป็นสถานที่เกิด อีกทั้งยังได้พบลูกหลานของคนทำคลอดเมื่อกว่า 80 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 87 ปี เดินทางมารอพบเพื่อรำลึกความหลัง 


 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเดินทางกลับ พล.อ.ประวิตร และคณะ ได้แวะรับประทานอาหารพื้นบ้านที่บ้านพักของ นายสุชาติ โดยมีชาวบ้านและแฟนคลับเข้ามาทักทาย พร้อมแนะนำร้านอาหารอร่อยและของดีประจำ จ.ลพบุรี เพื่อช่วยสร้างสีสันและกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่

สุริยะ ซื้อเครื่องบินจริง แจงหุ้นแค่ 30 ล้าน ปฏิเสธลำเลียง’กระสุน’

สุริยะ ซื้อเครื่องบินจริง แจงหุ้นแค่ 30 ล้าน ปฏิเสธลำเลียง'กระสุน'

สุริยะ ซื้อเครื่องบินจริง แจงหุ้นแค่ 30 ล้าน ปฏิเสธลำเลียง’กระสุน’

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.44 น.

รองโฆษกเพื่อไทยแจง “สุริยะ”ซื้อเครื่องบินราคา 862 ล้านบาทจริง แต่ลงหุ้นแค่ 30 ล้าน ที่เหลือญาติพี่น้องลงหุ้น ปฏิเสธใช้ลำเลียง”กระสุน”

6 กุมภาพันธ์ 2569 นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้สมัคร สส. กทม.เขต 29 พรรคเพื่อไทย และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม และโฆษกกระทรวงคมนาคม ได้โพสต์ผ่าน X ชี้แจงกรณี เพจ CSI LA โพสต์ข้อความระบุว่า “วงในส่งข้อมูลว่า มีนักการเมืองไทยระดับรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ชื่อย่อ Big ส

ซื้อเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream G550 จาก เบน สมิท
มูลค่าจริงราว 800 ล้านบาท ผ่อนดือนละ 100 ล้าน แต่แจ้งต่อ ปปช. ว่าซื้อมาเพียง 30 ล้านบาท
บนตัวเครื่องยังมีอักษรย่อชื่อ-นามสกุล SRJ
ล่าสุดสายข่าวแจ้งว่า เครื่องบินลำนี้ถูกใช้งานบินลำเลียงกระสุนไปยังเป้าหมายต่าง ๆในทางภาคเหนือและอีสาน
จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยตรวจสอบเส้นทางการได้มาของ Private Jet ของ Big ส ว่าได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงกับนายทุนเทาหรือขบวนการผิดกฎหมายหรือเปล่า”

นายกฤชนนท์ ระบุว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์พาดพิงถึงนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เกี่ยวกับการครอบครองเครื่องบินส่วนตัวนั้น ผมขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดดังนี้ครับ:

1. ราคาและการเสียภาษี: เครื่องบิน Gulfstream G550 ลำดังกล่าว มีมูลค่ารวม 862,191,500 บาท โดยได้นำเข้าและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมศุลกากรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา

2. การแจ้งบัญชีทรัพย์สิน: นายสุริยะถือครองทรัพย์สินในเครื่องบินลำนี้ตามสัดส่วนมูลค่า 30 ล้านบาท ซึ่งได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ปปช. ครบถ้วนชัดเจนแล้วว่า ส่วนมูลค่าที่เหลืออีกกว่า 832 ล้านบาท เป็นการถือครองโดยกลุ่มญาติพี่น้องตามสัดส่วน

3. ข่าวลือเรื่องการใช้งาน: ข้อกล่าวอ้างที่ว่ามีการใช้ลำเลียงกระสุนนั้น “ไม่เป็นความจริง” เป็นการบิดเบือนข้อมูลอย่างสิ้นเชิง เพราะครั้งสุดท้ายที่นายสุริยะใช้เครื่องบินลำนี้คือ ต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
ผมขอให้พี่น้องประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร และตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูลจากผู้ไม่หวังดีครับ

รองเลขาฯ กกต. มั่นใจ การเลือกตั้ง-ประชามติไทยโปร่งใส ต่างชาติเข้าร่วมสังเกตการณ์

รองเลขาฯ กกต. มั่นใจ การเลือกตั้ง-ประชามติไทยโปร่งใส ต่างชาติเข้าร่วมสังเกตการณ์

รองเลขาฯ กกต. มั่นใจ การเลือกตั้ง-ประชามติไทยโปร่งใส ต่างชาติเข้าร่วมสังเกตการณ์

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.39 น.

รองเลขาฯ กกต.มั่นใจ เรียกความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ หลังองค์กรระหว่างประเทศ-สถานทูต-กงสุล เข้าร่วมสังเกตการเลือกตั้ง-ประชามติไทย  

6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงการจัดกิจกรรมสังเกตการณ์เลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ของผู้แทนองค์กรจัดการเลือกตั้งต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย ว่า กิจกรรมในครั้งนี้เป็นเรื่องที่องค์กรจัดการเลือกตั้งระหว่างประเทศ และอีกหลายประเทศให้ความร่วมมือและสังเกตการณ์การเลือกตั้งของประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลที่ประจำอยู่ในประเทศไทยเข้าร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ด้วย 

โดยวันนี้เป็นการประชุมชี้แจงให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการการเลือกตั้ง รวมทั้งกระบวนการในการตรวจสอบการเลือกตั้ง การสืบสวนไต่สวน เพื่อให้ผู้ที่เข้าฟังรับทราบถึงการเลือกตั้งของประเทศไทย รวมถึงการตรวจสอบการเลือกตั้งที่เป็นไปตามหลักสากล ที่จะให้เกิดความโปร่งใส เที่ยงธรรม และเป็นไปตามกฏหมาย

จากนั้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ก็จะนำคณะผู้ร่วมสังเกตการณ์ไปสังเกตการณ์การรับอุปกรณ์ของกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ที่อยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ส่วนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งและวันออกเสียงประชามติก็จะมีการลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์ ตั้งแต่การเปิดหีบ การลงคะแนน การนับคะแนน จนกระทั่งปิดหีบนับคะแนน และสุดท้ายวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ทางคณะผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์ก็จะมาร่วมสรุปกิจกรรมและภารกิจร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม มีบางประเทศและบางองค์กร ต้องการลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ในพื้นที่ต่างจังหวัด เบื้องต้นจึงได้ประสานและแจ้งหน่วยงาน กกต. ในพื้นที่ให้ได้รับทราบแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมรายชื่อองค์กรและประเทศที่มีความประสงค์ต้องการไปสังเกตการณ์ในต่างจังหวัด เพื่อที่จะได้อำนวยความสะดวก ซึ่งได้มีการประสานตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลความปลอดภัย ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดด้วย

 พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เชื่อว่า การตอบรับเข้าร่วมสังเกตการณ์ขององค์การนานาชาติ สะท้อนถึงความสนใจการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและการออกเสียงประชามติของไทย ซึ่งการสังเกตการณ์เป็นไปตามหลักสากล และเป็นกระบวนการที่ทำขึ้น เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เชื่อมั่นว่าจะเรียกความเชื่อมั่นการจัดการเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติของ กกต. กลับมาได้

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.สอบแคนดิเดตนายกฯพรรคใหญ่ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือไม่

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.สอบแคนดิเดตนายกฯพรรคใหญ่ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือไม่

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.สอบแคนดิเดตนายกฯพรรคใหญ่ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือไม่

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.27 น.

6 กุมภาพันธ์ 2569 นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นเพื่อชี้มูลความผิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใหญ่ในรัฐบาล น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร ว่าได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.กรณีพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 อันเป็นเท็จหรือไม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมีเพจ CSI LA ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า “วงในส่งข้อมูลว่า มีนักการเมืองไทยระดับรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ชื่อย่อ Big ส ซื้อเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream G550 จากชาวต่างชาติที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นนายทุนเทาท่านหนึ่งมูลค่าจริงราว 800 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 100 ล้าน แต่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ว่าซื้อมาเพียง 30 ล้านบาท บนตัวเครื่องยังมีอักษรย่อชื่อ-นามสกุล SRJ ล่าสุดสายข่าวแจ้งว่า เครื่องบินลำนี้ถูกใช้งานบินลำเลียงกระสุนไปยังเป้าหมายต่างๆ ในทางภาคเหนือและอีสาน จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยตรวจสอบเส้นทางการได้มาของ Private Jet ของ Big ส ว่าได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงกับนายทุนเทาหรือขบวนการผิดกฎหมายหรือเปล่า”

กรณีดังกล่าวเมื่อตรวจสอบรายการทรัพย์สินและหนี้สินของรัฐมนตรีที่มีชื่อย่อว่า Big ส. ที่ยื่นไว้กับต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2568 ก็พบว่า มีการระบุว่ามีทรัพย์สินเป็นเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ยี่ห้อ Gulfstream G550 โดยระบุวันได้มาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 และแสดงมูลค่าไว้ที่ 30 ล้านบาทจริง และเมื่อตรวจสอบมูลค่าของเครื่องบินยี่ห้อและรุ่นดังกล่าวพบว่า ถ้าเป็นเครื่องใหม่มือหนึ่งถนนราคาอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท (62 ล้านดอลลาร์) ถ้าเป็นมือสองราคาจะลดลงอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท (18.8 ล้านดอลลาร์) ขึ้นไป ดังนั้น การที่อดีตรัฐมนตรีท่านดังกล่าวแจ้งราคาเครื่องบินดังกล่าวว่าซื้อมาเพียง 30 ล้านบาทนั้น จึงเป็นที่น่าสงสัยอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 บัญญัติว่า การจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ย่อมมีความผิดตามมาตรา 167 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีได้

“ด้วยเหตุดังกล่าว องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความมาร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นเพื่อนำไปสู่การชี้มูลความผิดว่า การที่อดีตรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนดังกล่าว ยื่นบัญชีทรัพย์สินเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ยี่ห้อ Gulfstream G550 ในราคาเพียง 30 ล้านบาท ซึ่งแตกต่างจากราคาที่ซื้อขายกันโดยทั่วไปดังกล่าว เข้าข่ายจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่ หากวินิจฉัยว่าเป็นเท็จให้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อพิจารณาลงโทษตามครรลองของกฎหมายต่อไป” นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

80 องค์กร ปชต.แถลงการณ์ 8 กุมภา กาเห็นชอบ เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

80 องค์กร ปชต.แถลงการณ์ 8 กุมภา กาเห็นชอบ เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

80 องค์กร ปชต.แถลงการณ์ 8 กุมภา กาเห็นชอบ เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.15 น.

6 กุมภาพันธ์ 2569 “80 องค์กรประชาธิปไตย” ออกแถลงการณ์ประชามติ 8 กุมภา กา “เห็นชอบ” สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญจากการมีส่วนร่วมของประชาชน แทนรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่รวมศูนย์อำนาจและบังคับใช้มาเกือบ 10 ปีแล้วหลังการรัฐประหาร โดยมีรายละเอียดแถลงการณ์ ดังนี้

แถลงการณ์ 80 องค์กรประชาธิปไตย 8 กุมภา กา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์

สืบเนื่องจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ นอกจากจะเป็นวันเลือกตั้งทั่วไป ในการเลือกตั้ง สส.ทั่วประเทศทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต ยังเป็นวันที่คณะรัฐมนตรีกำหนดให้เป็นวันออกเสียงประชามติทั่วประเทศพร้อมกันว่าประชาชนไทยเห็นชอบสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นมาจากคณะรัฐประหาร มีที่มาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื้อหาลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน รวบอำนาจรวมศูนย์ทางเศรษฐกิจและการเมือง ทั้งยังสืบทอดอำนาจผ่านกลไกองค์กรอิสระและวุฒิสภา ไม่มีที่มาจากประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศที่จะสามารถกำหนดอนาคตตนเองได้

องค์กรประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ตามรายชื่อท้ายนี้ ในฐานะประชาชนไทย ผู้เป็นเจ้าของอํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญ จึงขอประกาศเจตนารมณ์ในการประชามติ 8 กุมภา ร่วมกา “เห็นชอบ” ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน แทนรัฐธรรมนูญ 2560 ที่รวมศูนย์อำนาจ เพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ให้อำนาจถูกผูกขาดเช่นเดิมต่อไป

จึงขอประกาศและเรียกร้องให้ประชาชนทั่วประเทศ ร่วมออกเสียงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 8 กุมภา กา “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยพร้อมเพรียงกัน

อำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน

รายชื่อ 80 องค์กรประชาธิปไตย ดังนี้

1. คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

2. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)

3. สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

4. องค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (P-NET)

5. เครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.)

6. ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (WeMove)

7. ขบวนประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move)

8. ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งชาติ

9. ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย (YPD.)

10. เครือข่ายนักวิชาการเพื่อการกระจายอำนาจ

11. เครือข่ายสลัม 4 ภาค

12. เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch)

13. เครือข่ายศิลปินเพื่อประชาธิปไตย

14. เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair)

15. เครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ

16. เครือข่ายสังคมนิยมประชาธิปไตย

17. เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ

18. เครือข่ายขับเคลื่อนกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

19. เครือข่ายแรงงานนอกระบบ (กรุงเทพมหานคร)

20. เครือข่ายวิทยุนักสื่อสารชุมชนเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค

21. เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปการสังคมและการเมือง (คปสม.)

22. เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน

23. เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต

24. เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ (MovED)

25. เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.)

26. สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

27. สภาประชาชนภาคใต้

28. สหภาพครูแห่งชาติ

29. คณะกรรมการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ 60 ภาคประชาชน

30. คณะกรรมการนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

31. คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’ 35

32. กลุ่มญาติผู้เสียหายจากเหตุการณ์ 53

33. กลุ่มสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.40)

34. กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสำรอง (กลุ่ม สว.สำรอง)

35. กลุ่มไรเดอร์เซ็นเตอร์

36. กลุ่มสหภาพคนทำงานกลางคืน

37. กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

38. กลุ่มสังคมใหม่

39. มูลนิธิ 14 ตุลา

40. มูลนิธิพฤษภาประชาธรรม

41. มูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม

42. มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.)

43. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF)

44. มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

45. มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

46. มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว

47. สัปภาคีนอนไบนารีเพื่อการระบุเพศ

48. กลุ่มนอน-ไบนารี ประเทศไทย (Non-Binary Thailand)

49. สถาบันปรีดี พนมยงค์

50. บ้านกาญจนาภิเษก

51. เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ

52. เครือข่ายรักษ์ระนอง

53. เครือข่ายประชาชนไม่เอากฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ

54. เครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดพังงา

55. เครือข่ายเยาวชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง

56. เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง

57. เครือข่ายเยาวชนเพื่อสันติภาพ

58. ภาคีเซฟบางกลอย

59. กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.)

60. สถาบันจิตร ภูมิศักดิ์

61. สถาบันสังคมประชาธิปไตย (Social Democracy Think Tank)

62. เครือข่ายประชาชนปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (Tanah Kita Network)

63. เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล

64. กลุ่มรุ้งอรุณ องค์กรสาธารณประโยชน์

65. กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม Socialgaze

66. กลุ่มครูขอสอน

67. อีสานบิซ : ISAAN BiZ

68. สมาคมเครือข่ายช่วยเหลือทางกฎหมายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEALaw)

69. กลุ่มสิทธิชุมชนเพื่อการแก้ปัญหาและพัฒนาทุ่งทับใน (นครศรีธรรมราช)

70. กลุ่มวรรณกรรมตะวันแดง

71. แหล่งเรียนแสงตะวัน มหาวิทยาลัยชาวนา

72. เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด

73. เครือข่ายคนหนุ่มสาวจังหวัดยโสธร

74. กลุ่มแม่ฮ่องสอนบ้านเรา

75. องค์กรนกเสรีสร้างสรร (กรุงเทพมหานคร)

76. สภาองค์กรชุมชนตำบลกุดปลาดุก (อำนาจเจริญ)

77. บ้านเรียนบ้านสวนผองเพื่อน ครัวผีบุญอีสาณ อโรคยาศาลา

78. เครือข่ายสันติวิธี (Asean Non Violence Network)

79. World Peace & Friendship Movement Thailand

80. กลุ่มพลวัตพลเมืองบุรีรัมย์ (Buriram Citizenship Movement For Change)

– 006

พรรคส้ม กับยุทธศาสตร์อิงกระแส บทเรียน 2 ปี สส.เขต ขาลอยจากพื้นที่

พรรคส้ม กับยุทธศาสตร์อิงกระแส บทเรียน 2 ปี สส.เขต ขาลอยจากพื้นที่

พรรคส้ม กับยุทธศาสตร์อิงกระแส บทเรียน 2 ปี สส.เขต ขาลอยจากพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.18 น.

การเลือกตั้งปี 2566 ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมากตัดสินใจเลือกผู้สมัครของ พรรคก้าวไกล ในระบบเขต จนได้ สส. ถึง 112 ที่นั่งทั่วประเทศ ความคาดหวังของคนเลือกไม่ซับซ้อน คืออยากเห็นการเมืองที่ต่างไปจากเดิม และอยากได้ผู้แทนที่เป็นปากเป็นเสียงแทนพื้นที่ของตัวเอง

หลังพรรคก้าวไกลถูกยุบ สส. ทั้งหมดเปลี่ยนมาสังกัด พรรคประชาชน หรือที่เรียกกันว่า “พรรคส้ม” สำหรับประชาชนในเขตเลือกตั้ง สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ชื่อพรรค แต่คือคำถามง่าย ๆ ว่า สองปีกว่าที่ผ่านมา การมี สส. พรรคนี้ในพื้นที่ ช่วยอะไรชีวิตประจำวันได้จริงบ้าง

ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2566 ถึงการยุบสภาในปี 2568 ยาวนานพอให้ชาวบ้านเห็นกับตาว่า ผู้แทนที่เลือกมา ใกล้ปัญหาในเขตมากขึ้น หรือแทบไม่เกี่ยวกับชีวิตของคนในพื้นที่เลย

เรื่องที่คนสนใจจริง ๆ จึงไม่ใช่ว่า สส. ทำงานในสภาเก่งแค่ไหน แต่คือการมี สส. พรรคนี้ในเขต ทำให้ปัญหาที่เจออยู่ทุกวัน ถูกหยิบขึ้นมาจริงหรือไม่

พรรคส้มอธิบายบทบาทของ สส. มาตลอดว่า สส. ไม่มีหน้าที่พัฒนาจังหวัด หน้าที่หลักคือออกกฎหมาย แก้กฎหมาย และตรวจสอบรัฐบาล แนวคิดนี้มาจากผู้นำทางความคิดของพรรค โดยเฉพาะ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ“และถูกใช้เป็นกรอบการทำงานของ สส. พรรคนี้

เมื่อนำแนวคิดนี้มาใช้กับระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขต คำถามที่ชาวบ้านจำนวนมากคิดได้เองคือ หาก สส. ไม่ต้องดูแลหรือเกี่ยวข้องกับพื้นที่ แล้วการเลือก สส. เขตมีไว้เพื่ออะไร และเหตุใดจึงไม่ใช้ สส. แบบบัญชีรายชื่อให้สอดคล้องกับบทบาทนั้น

ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้คาดหวังให้ สส. ไปทำหน้าที่แทนฝ่ายบริหาร แต่คาดหวังให้ สส. รู้ว่าพื้นที่เดือดร้อนเรื่องอะไร และนำปัญหาเหล่านั้นไปประสาน กดดัน และติดตามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากบทบาทนี้ไม่เกิด การเลือก สส. เขตย่อมเริ่มขาดความหมาย

บางคนอาจมองว่าการคาดหวังให้ สส. ผูกกับพื้นที่เป็นความคิดแบบการเมืองเดิม แต่คำถามที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงไม่ซับซ้อน ระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมีไว้เพื่อให้เสียงของพื้นที่ไม่หายไป หากผู้แทนไม่ต้องรู้จักพื้นที่ ไม่ต้องเข้าใจปัญหาเฉพาะของเขต และไม่ต้องติดต่อกับประชาชน ระบบนี้ย่อมถูกตั้งคำถามตามสามัญสำนึก

โครงสร้างของพรรคส้มสะท้อนชัดว่าการเมืองของพรรคขับเคลื่อนด้วยกระแสมากกว่าความผูกพันกับพื้นที่ ผู้สมัครในแต่ละเขตสามารถเปลี่ยนตัวได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดิม และไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ชาวบ้านรู้จักมานาน

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า คนเลือกเพราะชื่อพรรค ไม่ใช่เพราะตัวผู้สมัคร ดังนั้น ผู้สมัครจะเข้าใจพื้นที่หรือไม่ จึงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ

ตรรกะเช่นนี้ทำให้ สส. เขตของพรรคนี้ไม่จำเป็นต้องมีตัวตนในชีวิตของชาวบ้าน ต่อให้เปลี่ยนใครลงสมัคร ผลเลือกตั้งก็แทบไม่ต่าง เพราะสิ่งที่พรรคยึดคือกระแส ไม่ใช่ความสัมพันธ์กับพื้นที่

เมื่อผู้สมัครไม่จำเป็นต้องผูกพันกับเขต และบทบาทของ สส. เขตแทบไม่ต่างจากบัญชีรายชื่อ การเลือกผู้สมัครเขตจากพรรคนี้จึงยากจะอธิบายว่าให้ประโยชน์กับชาวบ้านตรงไหน

ภาพนี้ชัดที่สุดในกรุงเทพมหานคร การเลือกตั้งปี 2566 พรรคส้มชนะ สส. เขตในกรุงเทพฯ ถึง 32 จาก 33 เขต เท่ากับแทบทั้งเมืองเลือกพรรคเดียว

กรุงเทพฯ มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้ง ทำหน้าที่บริหารเมืองโดยตรง ทั้งเรื่องการจัดการจราจร ระบบระบายน้ำ การจัดระเบียบเมือง บริการสาธารณะ และการทำงานของหน่วยงานในสังกัด กทม. บทบาทของ สส. เขตจึงไม่ใช่การบริหารแทนผู้ว่าฯ แต่คือการเชื่อมปัญหาจากพื้นที่ ประสาน ติดตาม และกดดันให้ฝ่ายบริหารขยับแก้ปัญหา

ตลอดสองปีกว่า ปัญหาที่คนกรุงเทพเจอทุกวันยังคงเดิม รถติด น้ำท่วมซ้ำซาก ระบบขนส่งที่ไม่ตอบโจทย์ ความเป็นระเบียบของเมือง และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่สิ่งที่คนจำนวนไม่น้อยไม่เห็น คือบทบาทของ สส. เขตพรรคนี้ในการเชื่อมปัญหาเหล่านี้กับผู้ว่าฯ หรือหน่วยงานของ กทม. อย่างชัดเจน

หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สส. เขตของตัวเองเคยประสาน ติดตาม หรือกดดันเรื่องปัญหาในเขตไปถึงไหน ภาพที่ปรากฏจึงเป็นผู้แทนที่ถูกจดจำจากเวทีสภา มากกว่าการทำหน้าที่ตัวกลางระหว่างพื้นที่กับการบริหารเมือง

การที่พรรคสามารถเปลี่ยนผู้สมัครได้โดยไม่ต้องสนใจความคุ้นเคยของชุมชน ยิ่งทำให้ความผูกพันระหว่าง สส. เขตกับพื้นที่ลดลง สำหรับคนเมืองที่เห็นบทบาทของผู้ว่าฯ ชัดเจน แต่กลับไม่เห็นบทบาทของ สส. เขต การเลือกผู้สมัครจากพรรคเดิมจึงเริ่มถูกตั้งคำถามในชีวิตประจำวัน

ภาพตลอดสองปีกว่าที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การมีผู้สมัคร สส. เขตจากพรรคส้มในหลายพื้นที่ ไม่ได้ทำให้คนในเขตรู้สึกว่าปัญหาที่เจออยู่ทุกวันถูกขยับไปข้างหน้าอย่างชัดเจน

หาก สส. ไม่ต้องผูกกับพื้นที่ หากผู้สมัครเปลี่ยนได้ตลอด หากบทบาทของ สส. เขตอยู่แค่ในสภา การเลือกผู้สมัคร สส. เขตจากพรรคนี้ก็เหลือคำถามง่าย ๆ ว่า เลือกไปแล้วได้อะไรเพิ่มขึ้นจากเดิม วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือวันที่แต่ละคนจะตัดสินใจจากสิ่งที่เจอมาด้วยตัวเอง

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

นกเหล็กทะยานฟ้า ทอ.เปิดภาพชุดฝึกบิน โจมตีเป้าหมายยามค่ำคืน

นกเหล็กทะยานฟ้า ทอ.เปิดภาพชุดฝึกบิน โจมตีเป้าหมายยามค่ำคืน

นกเหล็กทะยานฟ้า ทอ.เปิดภาพชุดฝึกบิน โจมตีเป้าหมายยามค่ำคืน

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.09 น.

ทัพฟ้าโชว์เขี้ยวเล็บ ปล่อยภาพฝึกบิน”ทิ้งไข่” กลางคืน ลาดตระเวนชายแดน ย้ำยุทธวิธีโจมตีเงียบปลิดชีพเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว เสริมขีดความสามารถรบกลางเวหา 

6 กุมภาพันธ์ 2569 เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force” โพสต์ภาพ กองทัพอากาศฝึกบิน “ทิ้งไข่” และฝึกบินลาดตระเวนชายแดนช่วงกลางคืน 

พร้อมข้อความระบุว่า เมื่อนกเหล็กทะยานขึ้นฟ้า ในยามค่ำคืน บางเป้าหมาย อาจสิ้นสุดภารกิจได้… โดยศัตรูไม่รู้ตัว 

การฝึกบินกลางคืนของกองทัพอากาศถูกจัดขึ้นทุกปี แบบรวมกำลังทุกฝูงบินขับไล่ ในการแลกเปลี่ยนความรู้รวมถึงยุทธวิธี เพื่อดำรงและเสริมสร้างขีดความสามารถการปฏิบัติการทางอากาศ ทั้งในเรื่องการวางแผนยุทธวิธี การสื่อสารกันภายในหมู่บิน และที่สำคัญที่สุดการเข้าโจมตีเป้าหมายทางทหาร 

การฝึกครั้งนี้ มีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก เพราะได้พิสูจน์แล้วว่า “การโจมตีเป้าหมายในเวลากลางคืน คือช่วงเวลาที่มีประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการรบ

ลุยโค้งสุดท้ายไม่สนเกมป่วน อภิสิทธิ์ เมิน ภท.สาดโคลนใต้ ลั่นสื่อสารจบแล้ว

ลุยโค้งสุดท้ายไม่สนเกมป่วน อภิสิทธิ์ เมิน ภท.สาดโคลนใต้ ลั่นสื่อสารจบแล้ว

ลุยโค้งสุดท้ายไม่สนเกมป่วน อภิสิทธิ์ เมิน ภท.สาดโคลนใต้ ลั่นสื่อสารจบแล้ว

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.06 น.

“อภิสิทธิ์”เดินสายหาเสียงฝั่งธนฯโค้งสุดท้าย เมินแกนนำภูมิใจไทยปราศรัยโจมตีภาคใต้ บอกสื่อสารชัดเจนแล้ว หัวเราะหลังถูกเหน็บมีดีแค่หล่อ-ปากดี บอกมีดีตั้ง 2 เรื่อง ชวนประชาชนฟังปราศรัยใหญ่เย็นนี้ เชื่อกองทัพเข้าใจเงื่อนไขรับมือชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ทำเลือกตั้งเลื่อน

6 กุมภาพันธ์ 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค , นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ลงพื้นที่ตลาดหมู่บ้านสินทวี เขตจอมทอง ช่วยหาเสียงให้กับ นายสาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล ผู้สมัคร สส.กทม.เขตเลือกตั้งที่ 26 เขตบางขุนเทียน (เฉพาะแขวงท่าข้าม) เขตจอมทอง (ยกเว้นแขวงบางขุนเทียน) หมายเลข 6 บรรยากาศการหาเสียงยังคงเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและแฟนคลับพรรคประชาธิปัตย์มารอให้การต้อนรับ เข้ามาขอถ่ายภาพ มอบดอกไม้ รวมถึงส่งเสียงให้กำลังใจ

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ และคณะ ลงพื้นที่ตลาดกลางหมู่บ้านศรีเพชร เขตหนองแขม เพื่อช่วยขอคะแนนเสียงให้กับ น.ส.ศิริขวัญ นิลกรรณ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขตเลือกตั้งที่ 29 เขตบางแค (เฉพาะแขวงบางแคเหนือและแขวงบางไผ่) , เขตหนองแขม (ยกเว้นแขวงหนองแขม) หมายเลข 8

โดย นายอภิสิทธิ์ และคณะ นั่งรถแห่มาพบปะบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและกองเชียร์ที่มารอมอบดอกไม้ พวงมาลัย ให้กำลังใจนายอภิสิทธิ์ โดยระบุว่า เป็นกำลังใจให้ , เราเชียร์อยู่แล้ว เป็นพัทลุง อย่างไรก็เลือก สมบัติพ่อเฒ่า , ท่านนายกฯ วันนี้ขอเรียกท่านเป็นนายกฯ เลย ครอบครัวเราตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบ จน 60 กว่าแล้วก็เลือกประชาธิปัตย์มาตลอด ไม่ว่าท่านจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ เราพร้อมยืนหยัดกับท่าน รวมไปถึงมีแม่ค้ามอบกล้วยหอมให้ 1 หวี และกล่าวว่า ขอให้โชคดี

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ และคณะ เดินทางไปลงพื้นที่ตลาดบางแค เขตบางแค เพื่อหาเสียงให้กับ นายคณพล พงศ์พิทยา ผู้สมัคร สส.กทม.เขตเลือกตั้งที่ 30 เขตบางแค (ยกเว้นแขวงบางแคเหนือและแขวงบางไผ่) , เขตภาษีเจริญ (เฉพาะแขวงบางหว้า แขวงบางด้วนและแขวงคลองขวาง) หมายเลข 12

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงช่วงโค้งสุดท้ายมีการปราศรัยพุ่งเป้าโจมตีพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ สะท้อนถึงกระแสนิยมของประชาธิปัตย์ หรือแสดงถึงความหวั่นไหวของพรรคที่พุ่งเป้าพื้นที่ภาคใต้เช่นเดียวกันหรือไม่ ว่า ตนไม่แปลกใจ ทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่โจมตีพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด ในเรื่อง สส.ในอดีต แต่ไม่เป็นไร เพราะเป็นสิทธิที่ทำได้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้สื่อสารกับชาวใต้มาชัดเจน และเข้าใจดีว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า พื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีการสู้กันอย่างดุเดือดทั้ง 3 พรรค ทั้งพรรคประชาชน , พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุกอย่างอยู่ในเกมไม่มีปัญหา ขออย่าใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องทั้งการใส่ร้ายและซื้อเสียง ก็ให้แข่งขันกันไป

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีรายงานว่าบางพรรคจ่ายเงินซื้อเสียง พรรคประชาธิปัตย์ได้รับรายงานเรื่องนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับรายงานเช่นกันแต่อยากเห็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำงานให้มากขึ้นกว่านี้ ขณะที่พบปะกับผู้คนก็มีการพูดกันเรื่องนี้ กลับกลายเป็นว่า กกต.ค่อนข้างเงียบ ไม่สามารถดำเนินการอะไรที่ชัดเจนได้

นายอภิสิทธิ์ ยังฝากถึงประชาชน ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ว่า ครั้งนี้ตนมองว่าไม่ใช่แค่การเลือกตั้งอีกครั้ง เพราะประเทศเดินมาถึงจุดที่เป็นภาวะอันตราย หลายเรื่องมากโดยเฉพาะปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เศรษฐกิจไม่สามารถแข่งขันได้ ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น ความขัดแย้งปลุกเร้าการเมือง 2 ขั้ว ทำให้ประเทศขาดความเชื่อมั่น และต่างประเทศวิเคราะห์ว่าเราจะมีปัญหามากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่ประชาชนจะเปลี่ยนทิศทางตรงนี้ แต่เปลี่ยนในลักษณะที่ไม่มีการรื้อ ทำลาย หรือขัดแย้งกัน พรรคประชาธิปัตย์เสนอเป็นทางรอดที่ปลอดภัยจากการโกง ปลอดภัยจากความจน ปลอดภัยจากความเหลื่อมล้ำ ปลอดภัยจากความขัดแย้ง และปลอดภัยจากภาวะภูมิลักษณะของโลก ที่เข้ามากระทบกับไทย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ที่ล่าสุดกัมพูชามีการยิงปืน ค.40 มม.ข้ามมาตกยังฝั่งไทย ว่า ฟังจากกองทัพเข้าใจว่า กองทัพเข้าใจเงื่อนไข และพร้อมรับมือ ส่วนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.จะยังมีอยู่ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ยอมรับว่า คาดการณ์กัมพูชาไม่ได้ แต่กองทัพมีความพร้อมรับมือ

ผู้สื่อข่าวถามถึงโซเชียลขุดโพสต์ของนายอภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2557 ที่ระบุว่า จะไม่ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 โดยระบุเป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งดังกล่าวเป็นโมฆะแล้ว ทั้งนี้ ตนมองว่าเป็นธรรมดา ที่มีมากกว่านี้ ซึ่งไม่เป็นความจริง รวมถึงมีการคาดการณ์ว่าตนไปตกลงอะไรกับใครซึ่งไม่มี อยากจะขอร้องอย่าใส่ร้ายกัน ให้หาเสียงแข่งขันกันไป

ส่วนกังวลหรือไม่ที่จะทำให้ ประชาชนสับสนในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราคิดว่าเราชัดเจน ประชาชนน่าจะเข้าใจ แต่เราห้ามคนไม่ได้ที่จะนำเสนอเพื่อนำเสนอเพื่อสร้างความสับสน

เมื่อถามว่าบ างพรรคระบุว่านายอภิสิทธิ์ มีดีแค่หล่อดีกับพูดดี นายอภิสิทธิ์ หัวเราะพร้อมกล่าวว่า อย่างน้อยก็มีดี 2 เรื่อง จริงๆ ถ้าได้ไปฟังการปราศรัย จะรู้สาระในแต่ละเวที ชัดเจนว่าเราเสนอสิ่งที่เป็นเนื้อหาสำคัญๆ และพูดถึงทิศทางของประเทศ รวมถึงหลายประเด็นที่พรรคอื่น แทบไม่พูดถึงเลย คือนโยบายด้านการต่างประเทศ ฉะนั้น ตนจึงคิดว่าประชาชนเห็นแล้ว

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์จะจัดการปราศรัยปิดท้ายในช่วงเย็นวันนี้ (6 ก.พ.) จะมีอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ก ล่าวว่า มี แต่ขอให้ทุกคนรอฟังการปราศรัยใหญ่ในช่วงเย็นวันนี้ ที่วันแบงค็อก

– 006

เดือด! ศุภจี สวน อภิสิทธิ์ นโยบายเป็นร้อย ขึ้นอยู่กับทำได้หรือไม่

เดือด! ศุภจี สวน อภิสิทธิ์ นโยบายเป็นร้อย ขึ้นอยู่กับทำได้หรือไม่

เดือด! ศุภจี สวน อภิสิทธิ์ นโยบายเป็นร้อย ขึ้นอยู่กับทำได้หรือไม่

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.34 น.

ดีเบตเดือด! “อภิสิทธิ์”ชี้นโยบายภูมิใจไทยจนจับทิศทางไม่ได้ ขณะที่”ศุภจี”สวนทันควัน ถึงมีเป็นร้อยแต่ขึ้นอยู่กับทำได้หรือไม่ได้

เวทีดีเบตช่อง 3 เลือกตั้ง 69 เปลี่ยนใหม่ หรือไปต่อ ที่ลานพาร์คพารากอน เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ช่วงหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์วิจารณ์พรรคภูมิใจไทย เรื่องนโยบายที่ส่ง กกต.ว่ามีน้อยมากจนไม่ทราบทิศทาง อีกทั้งตั้งข้อห่วงใยว่า แม้ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะมีความตั้งใจจริง แต่จะวางใจได้อย่างไรว่าจะทำได้จริง ภายใต้โครงสร้างพรรคภูมิใจไทย ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ห้วหน้าพรรคและเป็นแคนดิเดตนายกฯ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่หนักใจคือไม่ค่อยมีคำถามกับนางศุภจี แต่มีคำถามกับนายอนุทินเยอะ เพราะสิ่งที่นางศุภจีพูด ตนคิดว่าไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามถึงความมุ่งมั่นความตั้งใจที่ดี เพียงแต่พอเราไปดูนโยบายที่ส่ง กกต.ของนายณัฐพงษ์ (หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯพรรคประชาชน) 200 กว่านโยบาย ของพรรคประชาธิปัตย์ก็ 200 กว่านโยบาย ปรากฏว่าพอเราไปอ่านของพรรคภูมิใจไทย มันมีอยู่น้อยมากจนทำให้เราไม่สามารถที่จะทราบทิศทางได้

“ผมก็เป็นห่วงเท่านั่นเองนะครับว่า ความตั้งใจที่ดีของคนอย่างคุณศุภจีเนี่ย เราไม่แน่ใจว่า แม้จะพยายามต่อสู้อย่างเต็มที่ ซึ่งผมเชื่อว่าคุณศุภจีทำ แต่ภายใต้โครงสร้างของพรรคการเมืองที่มีคุณอนุทินเป็นหัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตนายกฯ แทบจะเรียกได้ว่าชัดเจนว่าคุมอำนาจอยู่ในพรรค ในส่วนที่เป็นทางการ เราไม่ค่อยรู้แนวคิดต่างๆ มันทำให้เราวิพากษ์วิจารณ์หรือตั้งคำถามได้ยาก และผมก็มีความเป็นห่วงว่า เวทีที่เราจัดแบบนี้ มันมีหน้าที่ที่จะทำให้ทุกคนไปตัดสินใจในอีก 3 วันข้างหน้า เขาต้องรู้ตั้งแต่ต้นว่าเลือกไปแล้วจะได้อะไร ผมเข้าใจดีครับว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทย อาจจะชูบอกว่า ไว้ใจคุณศุภจีเถอะ ไว้ใจคุณเอกนิติเถอะ ไว้ใจคุณสีหศักดิ์เถอะ ซึ่งผมไว้ใจ แต่พอไม่บอกว่าจะทำอะไร ผมจะไว้ใจได้อย่างไรว่าคนที่เป็นหัวหน้าของสามท่านนี้จะคิดและทำเหมือน 3 ท่านนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นางศุภจี กล่าวตอบนายอภิสิทธิ์ ว่า ที่เข้ามาอยู่ด้วยกัน วันนี้ก็นับได้ 4 เดือนเต็มที่เข้ามาทำงานร่วมกัน ท่านนายกอนุทินได้ให้อิสระเต็มที่ แล้วก็ไม่เคยเข้ามาก้าวก่ายในสิ่งที่ทำอยู่แล้ว นี่ก็คือในเรื่องที่ว่าจะไว้ใจได้อย่างไร ก็ต้องเรียนว่าท่านนายกฯ ก็ให้โอกาสทั้ง 3 ท่านที่นายอภิสิทธิ์ได้เอ่ยชื่อมา

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ส่วนที่นายอภิสิทธิ์พูดเรื่องนโยบาย ที่นายอภิสิทธิ์บอกว่ายังไม่เห็น ต้องขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่า นโยบายจะมีเป็น 100 นโยบาย มันก็อยู่ที่ว่า ทำได้หรือไม่ได้

“แล้วก็ไม่ได้ก้าวล่วงว่า 200 เนี่ย ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางคุณณัฐพงษ์หรือคุณอภิสิทธิ์จะทำได้ไม่เป็นไร แต่ของเราเนี่ยค่ะ สิ่งที่เราทำเราดูครบทุกแกน ไม่ว่าจะแกนในเรื่องของความมั่นคง แกนในเรื่องของสังคม แกนในเรื่องของภัยพิบัติ แกนในเรื่องของเศรษฐกิจปากท้อง ในแต่ละเรื่องก็มีนโบายที่แตกย่อยออกมาที่เราทำได้จริงๆ แล้วก็ทำเป็นนโยบายที่เป็นต้นแบบมาแล้วด้วย และตั้งใจจะทำต่อไป โดยที่เน้น 3 เรื่องคือ ทำสั้น กระตุ้นยาว และให้กระจายตัวทั่วถึงได้ทุกคน” นางศุภจี กล่าว

เอ็ดดี้ ไขสูตรเลือกตั้ง กทม. เผยเบื้องหลังคำลือ เลือกน้ำเงินได้ส้ม

เอ็ดดี้ ไขสูตรเลือกตั้ง กทม. เผยเบื้องหลังคำลือ เลือกน้ำเงินได้ส้ม

เอ็ดดี้ ไขสูตรเลือกตั้ง กทม. เผยเบื้องหลังคำลือ เลือกน้ำเงินได้ส้ม

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.14 น.

6 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีคำถามมาว่า จริงมั้ย และ ทำไม “เลือกน้ำเงิน(ภท) ถึงจะได้ส้ม(ปชช)”?

คำตอบคือ มันเป็นสมการคณิตศาสตร์การเมือง

และข่าวลือนี้มีมูลความจริงในเชิงยุทธศาสตร์” ครับ

นี่คือกลยุทธ์คลาสสิกในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งที่เรียกว่า การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาการตัดคะแนนกันเองของฝ่ายเดียวกัน

1. ถ้าเป้าหมายของคุณคือการสกัดส้ม

การเทคะแนนให้พรรคที่มีโอกาสชนะสูงสุดในเขตนั้น คือทางออกเดียว และตามสถิติเก่าใน กทม. ประชาธิปัตย์มักจะมีภาษีดีกว่าภูมิใจไทย

2. โจทย์ยากของผู้เลือกตั้งคือ “ใครคือเบอร์ 2 ตัวจริงในเขตนั้น?”

• ถ้าเขตนั้น ปชป. มาที่ 2 จริง การเลือก ภท. คือการยื่นดาบให้ส้ม (จริงตามคำลือ)

• แต่ถ้าเขตนั้น ภท. มาแรงกว่า การเลือก ปชป. ก็จะทำให้ส้มชนะเช่นกัน

ดังนั้น “การเลือกตั้ง กทม. รอบนี้ ไม่ใช่การเลือกคนที่รัก แต่คือการบริหารคะแนนไม่ให้ตกน้ำ” และต้องเช็คกระแสในพื้นที่รายเขตให้แม่นยำครับว่า “ใครคือม้าเต็งที่แท้จริงที่จะวิ่งทันม้าส้ม”