ทวี สอดส่อง ชูนโยบายปราบยาเสพติดครบวงจร ลั่นไม่ใช่แค่จับ แต่ต้องฟื้นฟู ยกระดับชีวิต

ทวี สอดส่อง ชูนโยบายปราบยาเสพติดครบวงจร ลั่นไม่ใช่แค่จับ แต่ต้องฟื้นฟู ยกระดับชีวิต

ทวี สอดส่อง ชูนโยบายปราบยาเสพติดครบวงจร ลั่นไม่ใช่แค่จับ แต่ต้องฟื้นฟู ยกระดับชีวิต

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.22 น.

บ้านไหนไร้ยานรกเอาไปเลยหลังละ 5 พัน! ‘ทวี’ แนะปราบปรามยาเสพติดครบวงจร ไม่ใช่แค่จับ แต่ต้องดัน ‘ฟื้นฟู–ยกระดับชีวิต’ ด้วย

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์โดยย้ำถึงนโยบายปราบปรามยาเสพติด ว่าจากที่ตนเคยดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรมมีผลงานต่อการปราบปรามการค้ายาเป็นผลสำเร็จและหลายภาคส่วนพอใจเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดีแม้จะทำมาอย่างเข้มข้นแต่ปัญหายังไม่คลี่คลาย ดังนั้นสิ่งที่พรรคประชาชาติจะทำต่อยอดไปคือปราบปรามผู้ค้ายาเสพติด และป้องกันสารตั้งต้นทุกอย่าง  และเติมด้วยการยกระดับเพิ่มคุณภาพชีวิต  ยกระดับการศึกษา

“ไม่ใช่แค่การปราบปราม แต่ต้องฟื้นฟู ต้องมีหน่วยงานดูแลฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ไม่ให้กลับไปใหม่ มีการฝึกอาชีพ ไม่เช่นนั้นบทสรุปก็ต้องไปอยู่ในเรือนจำ ซึ่งหลายคนเป็นอนาคตของชาติ ที่ต้องดูแล นอกจากนี้ยังต้องมีกองทุนเพื่อดูแลป้องกัน เชื่อว่าสถาบันครอบครัว จะเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด หากครอบครัวไหนไม่มีผู้เสพยาเสพติด ก็ควรจะอุดหนุนครอบครัวละ 5 พันบาท ถือเป็นขวัญและกำลังใจ” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า ผลงานที่เคยเป็นมาแสดงให้เห็นว่าทำมาตลอด และมาถูกทาง สังคมให้ความเชื่อมั่น ซึ่งต้องใช้เวลาทำงานต่อ และต่อจากนี้ก็ต้องเดินหน้า อย่างกัญชาต้องกลับมาอยู่ในบัญชียาเสพติด กระท่อมก็เหมือนกัน ซึ่งตอนเป็นรมว.ยุติธรรม ก็ดูแลป้องกันห้ามขายเร่ เรื่องนี้ก็ต้องเอาจริงเอาจัง เพราะทำลายชีวิตประชาชนมากเหลือเกิน

อนุทิน เข้าบ้านพิษณุโลก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนขึ้นปราศรัยใหญ่ กทม. เย็นนี้

อนุทิน เข้าบ้านพิษณุโลก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนขึ้นปราศรัยใหญ่ กทม. เย็นนี้

อนุทิน เข้าบ้านพิษณุโลก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนขึ้นปราศรัยใหญ่ กทม. เย็นนี้

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.57 น.

“อนุทิน” เข้าบ้านพิษณุโลก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนเข้าพรรค ภท. เตรียมพร้อมขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้ายเย็นนี้ 

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เมื่อเวลา 10.30 น. นายอนุทิน ได้เดินทางเข้าบ้านพิษณุโลก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบ้านพิษณุโลก เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นการส่วนตัว จากนั้นนายอนุทินได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่เป็นเวทีสุดท้าย ในเวลา 16.30 น. ที่ห้องบอลรูม 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) พร้อมด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง 

ชูวิทย์ วิเคราะห์ศึก กระแส vs กระสุน จับตาบทสรุปพรรคส้ม จะช้างล้มหรือแลนด์สไลด์?

ชูวิทย์ วิเคราะห์ศึก กระแส vs กระสุน จับตาบทสรุปพรรคส้ม จะช้างล้มหรือแลนด์สไลด์?

ชูวิทย์ วิเคราะห์ศึก กระแส vs กระสุน จับตาบทสรุปพรรคส้ม จะช้างล้มหรือแลนด์สไลด์?

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.44 น.

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า โค้งสุดท้าย “กระแสหรือกระสุน”

เหลืออีก 48 ชั่วโมงจะถึง “วันพิพากษา” นักการเมือง ว่าใครจะสอบตก ใครจะได้ก้าวเท้าเข้าสภา

หรือใครจะ “ล้มช้าง!“

แต่ทุกครั้งก่อนจะรู้ผลด้วยซ้ำ แนวโน้มทิศทางของรัฐบาลจะมาจากโต๊ะเจรจาในที่ลับตาสื่อเสมอ

เมื่อก่อนมี “ผู้จัดการรัฐบาล” ที่เป็นคนมีความน่าเชื่อถือ มีบารมี พูดรับปากคำไหนคำนั้น

ยุคปัจจุบันการเจรจายังเกิดขึ้น เพราะเชื่อว่าถึงวันนี้พรรคส้มคงปั่นกระแสได้เท่านี้

ไม่มีเทา ไม่มีลุง มาให้พูดถึง ส่วน The Professinals ก็หายเงียบไปกับสายลม

มีตัวละครหลักเป็นแค่ “ไอซ์“ ที่ใช้ “การตลาดนำการเมือง” โดยไม่มีนโยบายพรรคมาพูดถึง

กระสุนยังทำงานได้ดีอยู่เสมอ และอีกกลุ่มที่ไม่มั่นใจในพรรคส้มกับท่าทีที่ไม่ชัดเจน และการประเมินอนาคตที่ผิดพลาด

ในระยะเวลาแค่ 2 ปี จากคำพูดของพิธา

”ทหารมีไว้ทำไม? รบกับใครก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ ไปจนถึง ประเทศเพื่อนบ้านเขาไม่มีการรุกรานกันแล้ว“

เห่อ “ดารา“ ไม่มีใครเสียหาย แต่เห่อ ”นักการเมือง” บ้านเมืองพัง

กาลเวลาจะเป็นผู้พิสูจน์

กระสุนยังคงถูกยิงไม่ยั้ง ในขณะที่กระแสยังปั่นไม่ขึ้นเท่าปี 2566 แม้ว่าจะมี ”นิวโหวตเตอร์“ เพิ่มมากขึ้น

แนวโน้มของพรรคส้ม การเมืองที่แสร้งทำเป็นใหม่ มีโอกาสเป็นที่ 2 หรือที่ 3 สูง

อย่าได้โทษคนอื่นว่า ”เขาไม่ให้เราเป็นรัฐบาล“

เพราะที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล มันเกิดจากตัวพรรคส้มเองทั้งสิ้น

รอติดตามฟัง ”บทสรุปด้วยความจริงใจถึงพรรคส้ม“

เป็นการปราศรัยใหญ่ผ่านโซเชียลว่า ”เหตุใดคะแนนของพรรคส้มถึงจะลดลง“

แต่จะลดถึงขนาดไหน วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ได้รู้กันว่า

ช้างล้ม หรือแลนด์สไลด์

กล้าธรรมลุยเยาวราช ปวีณา นำทัพลุยไชน่าทาวน์ มั่นใจนโยบายพรรค

กล้าธรรมลุยเยาวราช ปวีณา นำทัพลุยไชน่าทาวน์ มั่นใจนโยบายพรรค

กล้าธรรมลุยเยาวราช ปวีณา นำทัพลุยไชน่าทาวน์ มั่นใจนโยบายพรรค

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.32 น.

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม พรรคกล้าธรรม (กธ.)ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคกล้าธรรม นำคณะขึ้นรถแห่หาเสียงช่วงส่งท้ายช่วยผู้สมัคร สส.กทม.พรรคกล้าธรรม ฝั่งธนบุรี  เขต 1 – 2 และ 24 – 33  พื้นที่ พระนคร, เขตสัมพันธวงศ์, ราชเทวี, ปทุมวัน, บางกอกน้อย, บางกอกใหญ่, ตลิ่งชัน, บางแค, บางบอน, จอมทอง, บางขุนเทียน, ทุ่งครุ, ธนบุรี 

โดยนางปวีณา พร้อมด้วยนาย นิกร ซัจเดว์ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ และนางสาววิลาสินี แป๊ะสมัน (กัสบี)ผู้สมัคร สส.เขต2  ขึ้นรถแห่หาเสียงเริ่มจากอาคารพญาไท พลาซ่า  ไปตามเส้นทางราชเทวี ปทุมวัน สาทร  มีประชาชนในพื้นที่ส่งเสียงให้กำลังใจต่อเนื่อง จนถึงพื้นที่ ของนายอัครพล คฤหเดชรัตนา ผู้สมัครสส.เขต1 พื้นที่ พระนคร และสัมพันธวงศ์ 

ปวีณา

โดยไฮไลท์สำคัญ เมื่อมาถึงพื้นที่ตลาดเยาวราช นางปวีณา ได้ลงเดินพบปะพูดคุยกับพ่อค้า แม่ค้า และประชาขน ที่มาจับจ่ายซื้อสินค้า และเดินท่องเที่ยว เป็นจำนวนมาก มีแม่ค้าที่เป็นชื่นชอบ และติดตามผลงานนางปวีณา ด้านช่วยเหลือสังคม ต่างเข้ามามอบดอกไม้ เข้ามากอดและขอถ่ายภาพเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ทุกคนสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส นอกจากนี้ ยังได้เข้าพบกับนายจิตติ  ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมผู้ค้าทอง ภายในร้านทอง จิน ฮั้ว เฮง พร้อมรับฟังถึงสถานการณ์ซื้อ ขาย ทองคำ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนอีกด้วย

นางปวีณา กล่าวว่า วันนี้ รู้สึกดีใจ ที่ได้มาพบปะ พ่อค้า แม่ค้า และะนักท่องเที่ยว ตลอดชาวไทยที่ย่านเยาวราช หรือ ไชน่าทาวน์เมืองไทย ซึ่งถือ เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลกของกรุงเทพฯ ที่โดดเด่นด้วยสตรีทฟู้ดรสเลิศตลอดแนวถนน มีทั้งร้านทอง ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ และสถาปัตยกรรมสไตล์จีนที่คึกคักทั้งกลางวันและกลางคืน และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวพหุวัฒนธรรมผสมผสานหลากหลายเชื้อชาติทั้งไทยพุทธ ไทยเชื้อสายจีน และอินเดีย 
เยาวราช จึงถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่ผสมผสานวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมเข้ากับไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว 

ปวีณา

“ เราภูมิใจที่มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่มีมาช้านานสร้างรายได้ให้ประเทศและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังระดับโลก ซึ่งพรรคกล้าธรรมก็มีนโยบายเน้นการท่องเที่ยว สร้างเมืองรองให้เป็นเมืองหลัก เยาวราชซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักอยู่แล้วเราจึงอยากผลักดันการสร้างรายได้ให้กับประเทศและส่งเสริมไทยเที่ยวไทยกระจายรายได้ภายในประเทศด้วย” นางปวีณา กล่าว

ทั้งนี้ พ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบการร้านค้า ต่างสะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจ ต้นทุนสินค้าแพง ปัญหาหนี้สินนอกระบบ ซึ่งนางปวีณา กล่าวว่า มาฝากนโยบายพรรคกล้าธรรม ด้านสังคม ที่เชื่อว่า ตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชน ทั้งการแก้ปัญหาปากท้อง และ ปัญหาสังคม นโยบายที่สำคัญคือ “ข่มขืน ฆ่าโหด เท่ากับ ประหารชีวิตสถานเดียว ,การเยียวยาผู้เสพยาเสพติดต้องได้รับการบำบัดและฝึกอาชีพ ,การดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุและคนพิการ ตลอดการผลักดันธนาคารประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหากลุ่มเปราะบางที่ยังคงเป็นหนี้นอกระบบ เพื่อประชาขนจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น จึงขอให้เชื่อมั่นและไว้วางใจ และขอให้กาบัตรสีเขียวเลือกผูัสมัครสส.แบบเขต และกาบัตรสีชมพู เบอร์42 ในวันที่ 8 กุมภาพันธุ์นี้เพื่อให้ “ปวีณา” ในนามพรรคกล้าธรรม เข้าไปทำงานรับใช้พ่อแม่พี่น้องประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร

ปวีณา

จากนั้น นางปวีณา พร้อมคณะผู้สมัครรสส.กทม.พรรคกล้าธรรม เดินทางต่อไปยังปากคลองตลาด ซึ่งเป็นศูนย์กลางตลาดดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในไทยและติดอันดับ 4 ของโลก มีเงินหมุนเวียนสองหมื่นห้าพันล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น วาเลนไทน์ ปากคลองตลาดเป็นแหล่งรวบรวมดอกไม้ทั้งในและต่างประเทศ จำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ส่งออกไปต่างประเทศและกระจายสินค้าทั่วไทย สร้างรายได้ให้กับประชาชน

ปวีณา
ปวีณา
ปวีณา
ปวีณา
ปวีณา
ปวีณา
ปวีณา

กะลาไซเบอร์แตก! ดร.นิว ชำแหละสารพัดวาทกรรมบิดเบือน พรรคการเมืองดัง

กะลาไซเบอร์แตก! ดร.นิว ชำแหละสารพัดวาทกรรมบิดเบือน พรรคการเมืองดัง

กะลาไซเบอร์แตก! ดร.นิว ชำแหละสารพัดวาทกรรมบิดเบือน พรรคการเมืองดัง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.25 น.

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์เฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ระบุว่า

โกหกบิดเบือนเก่งแล้วจะไม่โกงเก่งกระนั้นหรือ? 

คนที่จะไม่เลือกพรรคส้ม ส่วนใหญ่ล้วนได้รับรู้ข้อมูลทุกด้านตามความเป็นจริง กระทั่งกะลาไซเบอร์แห่งโฆษณาชวนเชื่อและวาทกรรมบิดเบือนไม่สามารถปิดหูปิดตาได้อีกต่อไป ต่างกังวลต่อพฤติกรรมเซาะกร่อนบ่อนทำลายความมั่นคงและสร้างความแตกแยก ตลอดจนการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง รวมถึงมี สส. ถูกตัดสินว่าผิด ม.112 จริง โดยมีหลักฐานชัดเจน 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านวุฒิภาวะที่สำคัญไม่แพ้กัน ดังคำพระท่านว่า “นตฺถิ อการิยํ ปาปํ มุสาวาทิสฺส ชนฺตุโน” หรือ “คนที่ชอบพูดโกหก จะไม่พึงทำชั่วนั้นไม่มี” เพราะมีพฤติกรรมโกหกบิดเบือนหลากหลายรูปแบบ ชอบแถ ไร้มาตรฐาน ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง เป็นต้น สุดท้าย การตั้งชื่อพรรคว่าประชาชนกลายเป็นการด้อยค่าประชาชนอย่างฉกาจเสียเอง 

ชอบแถ – ที่เห็นชัดๆ ล่าสุด คือ วาทกรรม #ทหารมีไว้ทำไม ของนายพิธาที่บริบทเป็นทหารในสนามรบชัดๆ เพราะนายพิธาพูดเองว่า “…ทหารมีไว้ทำไม เพราะคุณจะไปรบกับใคร สมมติจะมีคนมารุกราน ผมก็ไม่เชื่อว่าจะรบชนะ…” แต่นายพิธาก็ยังกล้าออกมาแถว่าหมายถึง “ทหารสนามกอล์ฟ” ราวกับเป็น #วิญญูชนจอมปลอม ที่ไม่ได้สำนึกผิดจริง ตรงกับสำนวน “คนดีชอบแก้ไข คนอะไรชอบแก้ตัว” 

ไร้มาตรฐาน – หลายครั้งๆ พรรคส้มชอบทำตัวเป็นศาลเตี้ยพิพากษาคนอื่นสารพัด จุดกระแสโจมตีราวกับผิดไปแล้วสุดลิ่มทิ่มประตู มักลุกลามเป็นประเด็นใหญ่โตในโลกโซเชียล ด้อมส้มถูกปั่นให้เชื่อและร่วมกันพิพากษาเรียบร้อย ขณะที่พวกส้มมักอ้างว่าถ้าศาลยังไม่ตัดสินก็ยังไม่ผิด แต่พอ สส. คนสำคัญที่ขายกระแสได้ถูกศาลตัดสินผิด ม.112 พรรคส้มก็ยังจัดบทให้ช่วยหาเสียงจนปัจจุบัน 

ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม – พรรคส้มสร้างวาทกรรมบิดเบือนเรี่ยราดจนเป็นความแตกแยก มีความเชื่อมโยงกับม็อบสามนิ้ว คอยช่วยประกันตัวพวกหมิ่นเจ้า สนิทสนมกับพวกล้มเจ้าหนีคดี ที่ผ่านมาก็เคลื่อนไหวด้อยค่าสถาบันฯ สอดรับกันเรื่อยมา แม้มีประชาชนช่วยกันนำความจริงออกมาโต้แย้ง แต่พรรคส้มก็ไม่เคยขอโทษหรือสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง มีแต่สร้างวาทกรรมใหม่ไม่หยุด 

ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง – ล่าสุด สดๆ ร้อนๆ พรรคส้มใช้วาทกรรม #มีส้มไม่มีเทา และ #กาส้มล้มเทา ในการหาเสียง แต่กลับพบว่าพรรคส้มเองก็มีเทาที่เข้มจนดำ ซึ่งย้อนแย้งกับโฆษณาชวนเชื่ออวดอ้างเป็นคนดี จะตรวจสอบทั้งประเทศ แต่กับแค่ผู้สมัคร สส. ของพรรคตัวเองยังไม่มีปัญญาที่จะตรวจสอบ แล้วก็ชัดเจนมากๆ ว่าถ้าตำรวจไม่จับ พรรคส้มเองก็คงปล่อยให้พวกเทาดำเป็น สส. ต่อไป 

สุริยะ รับ ซื้อเครื่องบิน เบน สมิธ โวยโดนโจมตีทางการเมืองโค้งสุดท้าย

สุริยะ รับ ซื้อเครื่องบิน เบน สมิธ โวยโดนโจมตีทางการเมืองโค้งสุดท้าย

สุริยะ รับ ซื้อเครื่องบิน เบน สมิธ โวยโดนโจมตีทางการเมืองโค้งสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.04 น.

“สุริยะ”แจงแล้ว ซื้อเครื่องบินจาก”เบน สมิธ”จริง หุ้นแค่ 30 ล้าน ส่วนเรื่องขน”กระสุน”เป็นการโจมทีทางการเมืองโค้งสุดท้าย

6 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) ชี้แจงกรณีเพจ CSI LA ระบุว่า มีนักการเมืองไทยระดับรัฐมนตรีชื่อย่อ Big ส ซื้อเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream G550 จาก เบน สมิธ มูลค่าจริงราว 800 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 100 ล้านบาท แต่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ว่าซื้อมาเพียง 30 ล้านบาท และมีการใช้เครื่องบินลำนี้ลำเลียงกระสุนไปยังเป้าหมายต่างๆ ในทางภาคเหนือและอีสาน

นายสุริยะ กล่าวว่า ตอนนั้นอยากได้เครื่องบินไว้ใช้งาน และมีการพูดคุยกับเพื่อน จนเพื่อนแนะนำว่า นายเบน สมิธ กำลังจะขาย เลยนำไปสู่การซื้อขายช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2567 เรื่องมีแค่นั้น ซึ่งเครื่องบิน Gulfstream G550 ลำดังกล่าว มีมูลค่ารวม 862,191,500 บาท นำเข้าและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมศุลกากรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 โดยใช้ทำภารกิจต่างๆ ในระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ใช้บินครั้งสุดท้ายเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568

นายสุริยะ ยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องการชี้แจงทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ว่า ตนถือครองทรัพย์สินในเครื่องบินลำนี้ตามสัดส่วนมูลค่า 30 ล้านบาท และได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว ส่วนมูลค่าที่เหลืออีกกว่า 832 ล้านบาท เป็นการถือครองโดยกลุ่มญาติพี่น้องตามสัดส่วน

ส่วนกรณีที่ CSI LA ระบุว่าเครื่องบินดังกล่าวลำเลียง “กระสุน” ไปยังพื้นที่เป้าหมายทางภาคเหนือและภาคอีสาน นายสุริยะ กล่าวว่า เป็นการโจมตีและกล่าวหาทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง เพื่อทำลายความเชื่อมั่น ยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องจริงอย่างแน่นอน

พีระพันธุ์ ร้อง กกต สอบ ป้ายหาเสียง รทสช ถูกรื้อ ทำลาย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

พีระพันธุ์ ร้อง กกต สอบ ป้ายหาเสียง รทสช ถูกรื้อ ทำลาย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

พีระพันธุ์ ร้อง กกต สอบ ป้ายหาเสียง รทสช ถูกรื้อ ทำลาย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.47 น.

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีป้ายหาเสียงและป้ายนโยบายของพรรคถูกทำลายอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความเสียหายตามธรรมชาติหรืออุบัติเหตุ แต่เป็นการกระทำที่มีลักษณะมุ่ง “ทำให้ป้ายไม่สามารถใช้งานได้” เพื่อลดการมองเห็นของพรรคในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการหาเสียง พรรคได้ติดตั้งป้ายโฆษณานโยบาย หมายเลขพรรค และหมายเลขผู้สมัคร สส. ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพรรคแรก ๆ ที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ต่อมาพบว่าป้ายของพรรคค่อย ๆ หายไป ถูกถอด ถูกทำลาย หรือถูกป้ายของพรรคการเมืองอื่นนำมาติดทับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบภาพถ่ายและข้อมูลที่รวบรวมได้ พบว่าความเสียหายของป้ายหาเสียงมีหลายรูปแบบ อาทิ การดัดงอ พับ หรือกดให้ล้มลง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นข้อความและหมายเลขพรรคได้ , การถอดป้ายออกจากจุดติดตั้งเดิม แล้วนำไปวางพิงต้นไม้หรือกองรวมไว้บนทางเท้า , การกรีด ฉีก หรือดึงแผ่นไวนิลออกจากโครงไม้ จนเหลือเพียงโครงหรือเศษซากของป้าย , การตัดหรือทำลายโครงสร้างยึด เช่น เชือก ลวด หรือเสา ทำให้ป้ายเอียงหรือล้มลงกับพื้น

พีระพันธุ์

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ลักษณะความเสียหายดังกล่าวแตกต่างจากการขีดเขียนหรือพ่นสีทั่วไป แต่เป็นการกระทำที่มีเป้าหมายชัดเจนในการทำให้ป้ายไม่สามารถใช้งานได้ และไม่ปรากฏต่อสายตาประชาชน พร้อมตั้งคำถามว่า หากพรรครวมไทยสร้างชาติไม่มีกระแสตามที่บางฝ่ายกล่าวอ้าง เหตุใดจึงต้องมีความพยายามกีดกันในลักษณะนี้

“พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคแรก ๆ ที่ติดป้ายโฆษณานโยบายพรรค หมายเลขพรรค และหมายเลขผู้สมัคร สส. ของพรรค โดยเฉพาะใน กทม. ต่อมาป้ายของพรรครวมไทยสร้างชาติก็ค่อยๆ หายไป ผมและผู้สมัคร สส. พยายามจัดทำป้ายมาแซม แต่ก็ยังหายไปเรื่อย ๆ ตอนหลังหนักขึ้น เพราะถูกทำลาย ถูกปลด และถูกป้ายของพรรคอื่นมาปิดทับเยอะไปหมด ผมพูดเรื่องนี้บนเวทีปราศรัยเมื่อวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา ปรากฎว่าวันนี้ป้ายของเราก็ยังโดนเล่นงานเหมือนเดิมและเพิ่มมากขึ้น ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด ที่ปรากฎชัดก็ใน กทม. ตามภาพที่เอามาลงประกอบครับ” นายพีระพันธุ์ระบุ

พีระพันธุ์

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงบรรยากาศการแข่งขันทางการเมืองในภาพรวม โดยระบุว่า พรรครวมไทยสร้างชาติและตน เผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งการไม่ได้รับเชิญไปออกรายการโทรทัศน์บางรายการ การไม่ปรากฏชื่อในผลสำรวจความคิดเห็น หรือการถูกตัดชื่อออกจากโพลในบางช่วงเวลา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเมืองและอิทธิพลของกลุ่มอำนาจบางกลุ่ม

ด้านการดำเนินการตามกฎหมาย ผู้สมัคร สส. และผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติในหลายพื้นที่ ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน กรณีป้ายหาเสียงของพรรคถูกทำลายและถอดออกโดยไม่ทราบฝ่าย อาทิ พื้นที่เขตพระโขนง-บางนา ซึ่งมีรายงานว่าป้ายหาเสียงได้รับความเสียหายรวมหลายร้อยป้าย และพื้นที่เขตพญาไท บริเวณริมถนนพหลโยธิน รวมถึงในพื้นที่เขตจังหวัดปทุมธานี และจังหวัดนครนายก ที่มีรายงานว่าป้ายหาเสียงถูกของมีคมกรีดทำลายจนภาพใบหน้าและตัวเลขเบอร์ผู้สมัครฉีกขาดออกจากกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งและลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอนกฎหมาย

พีระพันธุ์

นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำว่า การทำลายป้ายหาเสียงไม่เพียงเป็นการทำให้เสียทรัพย์ตามกฎหมายอาญา แต่ยังเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง และส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมของการแข่งขันทางการเมือง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกติกา และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นธรรม และยืนยันว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ ยังคงเดินหน้าหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ และขอเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างอิสระ โดยย้ำแนวคิด “ชีวิตเรา เราเลือกเอง” ด้วยการเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ เบอร์ 6 บัตรสีชมพู และเลือกผู้สมัคร สส. เขตของพรรครวมไทยสร้างชาติในบัตรสีเขียว ตามเบอร์ของผู้สมัครในแต่ละเขต ทั่วประเทศ

พีระพันธุ์
พีระพันธุ์
พีระพันธุ์
พีระพันธุ์
พีระพันธุ์
พีระพันธุ์
พีระพันธุ์
พีระพันธุ์

พรรคเป็นธรรม ประณามกัมพูชาป่วนข้ามแดนช่วงเลือกตั้ง ลั่นต้องเป็นครั้งสุดท้ายที่ไทยถูกล้ำเส้น

พรรคเป็นธรรม ประณามกัมพูชาป่วนข้ามแดนช่วงเลือกตั้ง ลั่นต้องเป็นครั้งสุดท้ายที่ไทยถูกล้ำเส้น

พรรคเป็นธรรม ประณามกัมพูชาป่วนข้ามแดนช่วงเลือกตั้ง ลั่นต้องเป็นครั้งสุดท้ายที่ไทยถูกล้ำเส้น

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.40 น.

พรรคเป็นธรรม ประณามเหตุกัมพูชายิงข้ามแดนช่วงเลือกตั้ง ลั่นต้องเป็นครั้งสุดท้าย ที่ไทยถูกล้ำเส้น ชวนทุกพรรคแสดงจุดยืนปกป้องอธิปไ หนุนทหารไทยอดทน-ชวนทุกพรรคแสดงจุดยืน

6 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม (Party List เบอร์ 45) ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาในเขตราชอาณาจักรไทย ชี้เป็นการละเมิดอธิปไตยและยั่วยุในช่วงเวลาเปราะบางของการเลือกตั้ง พร้อมประกาศหากได้เป็นรัฐบาล จะไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำ

จากกรณีที่มีรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน โดยมีการใช้อาวุธจากฝั่งกัมพูชาเข้ามายังฝั่งไทยในห้วงเวลาที่มีการเลือกตั้ง พรรคเป็นธรรมได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่อุบัติเหตุ และไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศไทยอย่างชัดเจน

ดร.ปิติพงศ์ระบุในแถลงการณ์ว่า วันนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่กัมพูชาล้ำเส้น แต่จะต้องเป็นครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลูกปืนหนึ่งนัด อาจยิงมาจากชายแดน แต่ความวุ่นวายจากการยั่วยุ อาจทำร้ายประชาธิปไตยทั้งประเทศ ทางพรรคฯ มองว่าการกระทำนี้ส่อเจตนาสร้างสถานการณ์ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังดำเนินกระบวนการประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งและการทำประชามติ จึงขอเรียกร้องให้หยุดการกระทำดังกล่าวทันทีโดยไม่มีข้อแก้ตัว

พรรคเป็นธรรมประกาศชัดเจนว่า หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เป็นรัฐบาล จะดำเนินการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนินการตามกลไกของรัฐและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเด็ดขาด และจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก

แถลงการณ์ยังได้ส่งกำลังใจไปยังทหารไทยและฝ่ายความมั่นคงที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้แรงกดดัน โดยขอให้ยึดหลักความอดทน อดกลั้น เพื่อประคับประคองสถานการณ์ให้การเลือกตั้งดำเนินไปอย่างสงบเรียบร้อย ไม่ตกเป็นเหยื่อของการยั่วยุจากภายนอก

พร้อมกันนี้ ยังได้เชิญชวน “พรรคการเมืองทุกพรรค” ให้ออกมาแสดงจุดยืนร่วมกัน เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนสามารถออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างปลอดภัย

“พรรคเป็นธรรมไม่ต้องการความรุนแรง แต่เราจะไม่ยอมให้ใครใช้ช่วงเวลาเปราะบางนี้มาทดสอบอธิปไตยของประเทศ ประเทศไทยต้องเดินหน้าเลือกตั้งควบคู่กับการปกป้องศักดิ์ศรีของชาติอย่างมีสติ” ดร.ปิติพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

เรืองไกร ร้อง กกต. สอบที่มาเครื่องบินหรูสุริยะใช้หาเสียง ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง

เรืองไกร ร้อง กกต. สอบที่มาเครื่องบินหรูสุริยะใช้หาเสียง ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง

เรืองไกร ร้อง กกต. สอบที่มาเครื่องบินหรูสุริยะใช้หาเสียง ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.31 น.

6 กุมภาพันธ์ 2569 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต กทม.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รีบทำการตรวจสอบ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ บุคคลที่พรรคเพื่อไทย (พท.) เสนอชื่อให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยแบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3 ว่ามีการใช้เครื่องบินเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการหาเสียงหรือไม่ ได้แจ้งการใช้เครื่องบินดังกล่าวทุกครั้งหรือไม่ และมีการใช้เครื่องบินไปในทางที่อาจจะเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) การเลือกตั้ง สส.มาตรา 73 และมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวว่า ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ปรากฎในเว็บไซต์ไทยโพสต์ วันที่ 5 ก.พ.2569 ระบุว่า มีเพจดังแฉนักการเมือง ระดับ รมต. ชื่อย่อ ‘บิ๊ก ส.’ ซื้อเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream G550 จาก เบน สมิท มูลค่าจริงราว 800 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 100 ล้าน แต่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ว่าซื้อมาเพียง 30 ล้านบาท บนตัวเครื่องยังมีอักษรย่อชื่อ-นามสกุล SRJ และมีสายข่าวแจ้งว่า เครื่องบินลำนี้ถูกใช้งานบินลำเลียงกระสุนไปยังเป้าหมายต่างๆ ในทางภาคเหนือและอีสาน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเส้นทางการได้มาของเครื่องบินส่วนตัวดังกล่าวว่าได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงกับนายทุนเทาหรือขบวนการผิดกฎหมายหรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า จากข้อเท็จจริงตามข่าวดังกล่าว มีเหตุต้องไปตรวจดูบัญชีทรัพย์สินของนายสุริยะ ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.กรณีพ้นจากตำแหน่ง รมว.คมนาคม วันที่ 24 ก.ย.2568 นายสุริยะ แจ้งมียานพาหนะ 1 รายการ เป็นเครื่องบิน Gulfstream G550 ได้มาวันที่ 17 ก.ย.2567 มูลค่า 30,000,000 บาท โดยไม่มีการแจ้งรายจ่ายรายการนี้แต่อย่างใด และเมื่อย้อนดูบัญชีทรัพย์สินของนายสุริยะ ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.กรณีพ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย วันที่ 6 ก.ย.2567 ก็แจ้งว่ามียานพาหนะ 1 รายการ เป็นเครื่องบิน Gulfstream G550 ไม่ระบุวันที่ได้มา แต่แจ้งเป็น (ค่ามัดจำ) มูลค่า 30,000,000 บาท โดยไม่มีการแจ้งรายจ่ายรายการนี้แต่อย่างใด

ซึ่งจากข้อมูลการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.จึงมีข้อสังเกตว่า ราคามัดจำกับราคาเครื่องบินเท่ากัน จึงควรตรวจสอบว่าราคาเครื่องบินมีมูลค่าตลาดที่แท้จริงเท่าใด เพราะในข่าวแจ้งมูลค่าถึง 800 ล้านบาท แต่แจ้ง ป.ป.ช.ไว้เพียง 30 ล้านบาท โดยในวันที่พ้นตำแหน่งประธานกรรมการฯ เมื่อวันที่ 6 ก.ย.67 ได้แจ้งว่าเป็นค่ามัดจำเครื่องบิน 30 ล้านบาท และในวันที่พ้นตำแหน่งรองนายกฯ แจ้งว่า ได้เครื่องบินมาเมื่อวันที่ 17 ก.ย.67 มูลค่าเครื่องบิน 30 ล้านบาท ซึ่งอาจต่ำกว่าราคาตลาดมาก จึงมีข้อสังเกตที่ควรตรวจสอบว่า การแจ้งราคาเครื่องบินเป็นไปตามความจริง หรือไม่ แต่ยังไม่พบว่า ป.ป.ช.ตรวจสอบเรื่องนี้แล้วหรือไม่

เนื่องจากจะมีการเลือกตั้ง สส.ในวันที่ 8 ก.พ.2569 ข้อเท็จจริงตามข่าวข้างต้น จึงมีเหตุอันควรขอให้ กกต.เข้าตรวจสอบการใช้เครื่องบินดังกล่าวโดยด่วนว่า มีการใช้ในการหาเสียงหรือไม่ มีการใช้ไปทั้งหมดที่ครั้ง ไปที่ไหนบ้าง และมีการใช้ไปในทางที่มิชอบตาม พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส.มาตรา 73 และมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือไม่ โดยขอให้ กกต.ดำเนินการโดยเร่งด่วนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอให้ กกต.ส่งข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ไปให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบต่อไปด้วย ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 221

ขอเข้าสภาฯยกทีม ธรรมนัส ลั่น ถึงเวลาคนเมืองน่าน ‘เปลี่ยนยกจังหวัด’

ขอเข้าสภาฯยกทีม ธรรมนัส ลั่น ถึงเวลาคนเมืองน่าน 'เปลี่ยนยกจังหวัด'

ขอเข้าสภาฯยกทีม ธรรมนัส ลั่น ถึงเวลาคนเมืองน่าน ‘เปลี่ยนยกจังหวัด’

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.25 น.

6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บริเวณหนองน้ำครก อ.ภูเพียง จ.น่าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม (กธ.) ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียง เพื่อช่วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)น่าน ของพรรคกล้าธรรม ได้แก่ เขต 1 นายณัฐ เธียรสูตร หมายเลข 8 ,เขต 2 นายประสิทธิ์ โทมะ หมายเลข 3 และเขต 3 นายรัฐภูมิ ขันสลี หมายเลข 1 โดยมีการนำเสนอนโยบายสำคัญของพรรค ท่ามกลางประชาชนมาร่วมรับฟังอย่างคึกคัก

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวบนเวทีช่วงหนึ่งถึงปัญหาน้ำท่วมเมืองน่านว่า เป็นบาดแผลเรื้อรังที่ไม่เคยถูกแก้อย่างจริงจัง แม่น้ำน่านที่ทอดยาวกว่า 340 กิโลเมตร หากบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทั้งการขุดลอก ปรับปรุงทางระบายน้ำ สร้างพื้นที่กักเก็บน้ำ และวางแผนระยะยาว จะสามารถลดความเสียหายจากน้ำหลากในฤดูฝน และเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อย่างยั่งยืน

“เหตุใดทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม ชาวบ้านต้องซ่อมบ้านเอง ฟื้นฟูไร่นาเอง รอการเยียวยาที่มาช้า ทั้งที่ปัญหานี้ควรได้รับการจัดการเชิงโครงสร้างมานานแล้ว เรื่องน้ำต้องแก้ทั้งระบบ ไม่ใช่แก้ปลายเหตุ หากพรรคกล้าธรรม ได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชน เราจะเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจรทันที เพื่อให้คนเมืองน่านไม่ต้องเผชิญภาพน้ำท่วมซ้ำซากอีก”

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการสะพานและการเชื่อมต่อเส้นทางคมนาคม ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางและการค้าระหว่างจังหวัดสะดวกขึ้น เปิดโอกาสให้ภาคการท่องเที่ยวและเกษตรกรรมเติบโต เมืองน่านมีศักยภาพสูง ทั้งด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการเกษตร แต่ยังขาดการผลักดันอย่างจริงจังจากผู้มีอำนาจ

นอกจากนี้ เรื่องที่ดินทำกิน โดยเฉพาะที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งเกษตรกรจำนวนมากถือครองในลักษณะที่ยังไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้เต็มที่ ธรรมนัสเสนอแนวคิดปรับสถานะเอกสารสิทธิเป็นครุฑสีแดง เพื่อให้ผู้ที่ทำกินจริงมีสิทธิ์ชัดเจน สามารถใช้เป็นหลักประกัน สร้างมูลค่า และต่อยอดทางเศรษฐกิจได้ เขาย้ำว่าเกษตรกรต้องมีความมั่นคงในชีวิต ไม่ใช่ทำกินอยู่บนความไม่แน่นอน

ระหว่างการปราศรัย เขาเรียกผู้สมัครทั้งสามเขตขึ้นเวที พร้อมขอเสียงสนับสนุนจากประชาชนในแต่ละพื้นที่ บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องตอบรับอย่างคึกคัก ธรรมนัสแสดงความมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ชาวน่านพร้อม “เปลี่ยน” และพร้อมส่งผู้สมัครพรรคกล้าธรรมเข้าสภาแบบยกทีม

“การแก้ปัญหาน่านต้องทำควบคู่กันทั้งน้ำ ที่ดิน และเศรษฐกิจฐานราก เพราะทั้งหมดเชื่อมโยงกัน หากจัดการได้อย่างเป็นระบบ จังหวัดน่านจะไม่ใช่เพียงเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่จะเป็นเมืองที่ประชาชนลืมตาอ้าปากได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ชาวน่านที่พร้อมจะเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่าขอให้เลือกผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรมเข้าสภาแบบยกทีม”