กลุ่มเซ็นทรัลร่วมขับเคลื่อนงานศิลปะสู่เวทีนานาชาติ สนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ ร่วมจัดแสดงในงาน ไทยแลยด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025

กลุ่มเซ็นทรัลร่วมขับเคลื่อนงานศิลปะสู่เวทีนานาชาติ สนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ ร่วมจัดแสดงในงาน ไทยแลยด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025

กลุ่มเซ็นทรัลร่วมขับเคลื่อนงานศิลปะสู่เวทีนานาชาติ สนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ ร่วมจัดแสดงในงาน ไทยแลยด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025

วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.17 น.

ศิลปะคือ “หน้าต่าง” ที่สะท้อนสังคม ความคิด และคุณค่าร่วมของผู้คน ผ่านผลงานที่ปลุกให้เกิดการตั้งคำถาม กระตุ้นจิตสำนึก และชวนให้กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบเดิมด้วยมุมมองอันสร้างสรรค์ กลุ่มเซ็นทรัลจึงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นทั้ง “ผู้สนับสนุน” และ “สื่อกลาง” ในการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินทุกแขนงได้ถ่ายทอดมุมมองอย่างเสรี พร้อมเชื่อมโยงงานศิลป์เข้ากับผู้คนและเมืองอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้ศิลปะเป็น  ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก

ด้วยเจตนารมณ์ดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัล นำโดย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับศูนย์การค้า ปอร์โต เดอ ภูเก็ต (Porto de Phuket) เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาทด้านศิลปวัฒนธรรมของไทยสู่ระดับนานาชาติ ผ่านการสนับสนุนศิลปินไทยให้ร่วมแสดงผลงานในงาน “ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025” (Thailand Biennale Phuket 2025) มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ครั้งที่ 4 ของประเทศไทยพร้อมทั้งเปิดพื้นที่ศูนย์การค้าในเครือให้ทำหน้าที่เป็นเสมือนเวทีศิลปะของเมือง ถ่ายทอดเรื่องราวและผลงานอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ศิลปะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในพื้นที่นิทรรศการ หากแต่อยู่ในทุกพื้นที่ที่สามารถเชื่อมโยงศิลปินผู้สร้างงาน เมือง และผู้คนเข้าหากันได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของไทยแลนด์เบียนนาเล่ จนทำให้ทั้งเกาะกลายเป็น “ศิลปะมีชีวิต” อย่างแท้จริง

งาน “ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025” จัดแสดงภายใต้แนวคิด“นิรันดร์ [กัลป์]” (Eternal [Kalpa]) ที่มุ่งให้เกิดความคำนึงถึงเรื่องความสัมพันธ์ที่สมดุลระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม การตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรอบคอบ และการเชื่อมโยงจังหวะชีวิตประจำวันของมนุษย์ให้เข้ากับการเคลื่อนไหวอันกว้างใหญ่ไร้กาลเวลาของจักรวาล เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่กลมกลืนและยั่งยืนยิ่งขึ้น

งานในครั้งนี้นำเสนอผลงานจากศิลปินร่วมสมัยอย่างน้อย 65 คน จาก 25 ประเทศ พร้อมพื้นที่ 13 ศาลา (Pavilion) จากองค์กรศิลปะในไทยและต่างประเทศ ครอบคลุมทั้ง อำเภอเมือง – กะทู้ – ถลาง เปิดเกาะภูเก็ตให้กลายเป็นแกลเลอรีกลางธรรมชาติ ผู้ชมสามารถสัมผัสงานศิลป์ควบคู่ภูมิทัศน์ วิถีชุมชน และร่องรอยเวลาได้อย่างลึกซึ้ง

และในปีนี้ กลุ่มเซ็นทรัล สนับสนุนศิลปินไทยจำนวน 2 ท่าน ให้สร้างสรรค์ผลงานตีความภูเก็ตในแบบร่วมสมัย พร้อมเปิดพื้นที่จัดแสดงต่อเนื่องยาวนาน 5 เดือนเต็ม เพื่อนำเสนอ “ภูเก็ต” ผ่านสายตาและภาษาของศิลปะไทยบนเวทีโลก ได้แก่

นิวัฒน์ มนัสปิยะเลิศ

นิวัฒน์ มนัสปิยะเลิศ – ผลงาน “Land – Fill” จัดแสดง ณ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล ภูเก็ต, ฝั่งฟลอเรสต้า (Central Phuket, Floresta)

“Land–Fill” เปรียบเสมือนการขุดเปิดชั้นดินของภูเก็ตขึ้นมาอีกครั้ง ผ่านงานศิลปะจัดวางแบบมัลติมีเดีย (Multimedia Installation) ที่ประกอบด้วย ประติมากรรมโลหะ วิดีโอภาพเคลื่อนไหว และแสงเงาที่จัดวางภายในพื้นที่ เพื่อให้ผู้ชมได้สำรวจและเผชิญหน้ากับร่องรอยที่เมืองทิ้งไว้ตามกาลเวลา วัตถุจากพื้นที่จริง เศษดีบุกจากเหมืองเก่า และชิ้นส่วนอลูมิเนียมรีไซเคิลจากกองขยะ ถูกหลอมรวมผ่านไฟ ความร้อน การกัดกร่อน และการดัดแปรรูป จนเกิดเป็นพื้นผิวที่หยาบ ขรุขระ และงดงามเหมือนภูเขาแร่จำลองที่ซ่อนประวัติศาสตร์เอาไว้ในเนื้อวัสดุเอง ภาพเคลื่อนไหวที่ฉายคู่กันทำหน้าที่เหมือนเส้นเวลาทางสายตา เล่าเรื่องการเปลี่ยนผ่านจากเหมืองแร่ สู่เมืองท่องเที่ยว และสู่ปัญหาขยะที่ทับถมไม่ต่างจากตะกอนประวัติศาสตร์ นี่ไม่ใช่เป็นเพียงงานศิลปะ หากคือการทบทวนตัวตนของภูเก็ตในทุกยุคสมัย ว่าความรุ่งเรือง มิได้เกิดขึ้นโดยปราศจากรอยแผลของทรัพยากรที่จางหายไป

ผลงาน “Land – Fill”

รุ่งเรือง สิทธิฤกษ์

รุ่งเรือง สิทธิฤกษ์ – ผลงาน “Unwritten Melody” จัดแสดง ณ เมอร์คาโด้ ฮอลล์, ศูนย์การค้า ปอร์โต เดอ ภูเก็ต (Mercado Hall, Porto de Phuket)

“Unwritten Melody – ท่วงทำนองที่ไม่ถูกเขียน” เป็นผลงานที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างศิลปินกับชุมชนอูรักลาโว้ยบ้านแหลมตุ๊กแก จังหวัดภูเก็ต สะท้อนการต่อสู้ยาวนานเพื่อสิทธิในที่ดิน สุสานบรรพบุรุษ และผืนทะเล อันเป็นทรัพยากรที่ถูกคุกคามจากโครงการพัฒนาของรัฐและทุนเอกชน วัตถุหลักของงานคือ ยางรถยนต์ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกนำไปใช้ทำปะการังเทียม แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกมันกลับเสื่อมสภาพและทำลายระบบนิเวศใต้ทะเล

ผลงาน “Unwritten Melody”

รุ่งเรืองมองเห็นซากยางเหล่านี้เป็นทั้งประจักษ์พยานของการพัฒนาที่ผิดพลาดและสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับปัจจุบัน เมื่อเขานำมันขึ้นมาไว้ในพื้นที่ศิลปะ วัตถุที่เคยถูกทิ้งจึงกลับมามีลมหายใจในฐานะผู้เล่าเรื่อง จดบันทึก และตั้งคำถาม ศิลปินเปลี่ยนยางเหล่านี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของร่างมีชีวิตที่บรรจุความทรงจำ เสมือนรากไม้ที่แตกแขนงไร้ทิศทางใต้ผืนดิน และสะท้อนวิถีของชุมชนชายขอบที่แทบไร้พื้นที่ในโครงสร้างอำนาจของรัฐ แต่ก็ยังส่งเสียงจากความเงียบให้เราได้ยิน

ผลงาน “Unwritten Melody”

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “ศิลปะไม่ใช่เพียงความงดงามที่เรามองเห็น แต่คือพลังที่หล่อเลี้ยงเมือง สร้างอัตลักษณ์ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมมากกว่าที่โลกเคยรับรู้ และหากเราเปิดพื้นที่ให้ศิลปะเข้ามาอยู่ในเมือง อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน เมืองไทยจะเป็นจุดหมายที่ผู้คนอยากเดินทางมาสัมผัสด้วยตัวเอง

การสนับสนุน “ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025” จึงไม่ใช่เพียงการร่วมเปิดพื้นที่ให้กับการจัดแสดงผลงานศิลปะ แต่คือการผลักดันให้ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเมือง การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของผู้คน เราต้องการเห็นภูเก็ตเป็นตัวอย่างของเมืองที่เติบโตด้วยวัฒนธรรมร่วมสมัย และเป็นประตูที่ทำให้ศิลปะไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างมั่นคง กลุ่มเซ็นทรัลพร้อมเป็นหนึ่งในแรงผลักดันให้ประเทศไทยยืนอยู่ในแผนที่ศิลปะของโลก ไม่ใช่เพียงในนามของผู้ชม แต่ในฐานะประเทศที่สร้างวัฒนธรรมร่วมสมัยขึ้นมาด้วยพลังของตนเอง”

ปัญญ์ จิรกิติ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหารร่วม (ฝ่ายกลยุทธ์) ดีเซ็นทรัล กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นว่าศิลปินไทยมีพลังเฉพาะตัวที่โดดเด่น และไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในพื้นที่เดิม ๆ เราอยากเห็นพวกเขาเติบโต ทดลอง และขยายแนวทางการทำงานให้กว้างไกลขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของดีเซ็นทรัล (deCentral) ศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศเพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยได้พัฒนาผลงานของตนอย่างเต็มศักยภาพ ผ่านการสนับสนุนแนวคิดเชิงทดลอง การสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ๆ และการตระหนักถึงศิลปะในฐานะกระจกสะท้อนประเด็นสังคมในปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญอยู่ ศิลปะไทยควรมีพื้นที่อยู่ในบทสนทนาระดับโลก ไม่ใช่เพียงในฐานะ ‘ผู้ร่วมวง’ แต่ในฐานะ ‘ผู้สร้างประเด็นและมุมมองใหม่’  ดีเซ็นทรัลจึงมุ่งส่งเสริมการจัดแสดงผลงานของศิลปินไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งงาน “ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025” นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนเจตนารมย์อันแรงกล้านี้

การสนับสนุนศิลปินทั้งสองท่านในปีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงโอกาสในการจัดแสดงผลงานเท่านั้น แต่คือการส่งเสียงของศิลปะไทยออกไปในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง ร่วมสมัย มั่นใจ และพร้อมสนทนาบนเวทีโลก เราหวังว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งในหมุดหมายที่ช่วยให้ประเทศไทยเติบโตเป็นระบบนิเวศศิลปะที่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ และมีที่ยืนอย่างชัดเจนบนแผนที่ศิลปะโลก”

Thailand Biennale Phuket 2025 เปิดให้เข้าชมอย่างเต็มรูปแบบเป็นเวลา 5 เดือน ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 – 30 เมษายน 2569 และกลุ่มเซ็นทรัลขอเชิญทุกท่านร่วมชมผลงาน 2 ศิลปินไทย นิวัฒน์ มนัสปิยะเลิศ ผลงาน “Land – Fill” ณ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล ภูเก็ต, ฝั่งฟลอเรสต้า และ รุ่งเรือง สิทธิฤกษ์ ผลงาน “Unwritten Melody” ณ ศูนย์การค้า  ปอร์โต เดอ ภูเก็ต (Porto de Phuket) นี่คือโอกาสสำคัญของผู้รักศิลปะที่จะได้สัมผัสผลงานร่วมสมัยของศิลปินไทยที่โดดเด่นที่สุดในยุคนี้ และร่วมเป็นพลังผลักดันประเทศไทยสู่เวทีศิลปะระดับโลกอย่างแท้จริง.

น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯ

น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯ

น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯ

วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

2 มกราคม วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี  ​ ทรงเป็นพระราชธิดา พระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และมีพระอนุชา 2 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และทรงเป็นสมเด็จพระราชปิตุจฉาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

ทรงประสูติเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6  จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระนามว่า หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา (คำว่า “วัฒนา” ในพระนาม ทรงตั้งตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา ก่อนจะได้รับการเฉลิมพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ในสมัยรัชกาลที่ 8 และในวาระที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 72 พรรษา ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นับว่าทรงเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในพระองค์แรกและพระองค์เดียวในสมัยรัชกาลที่ 9

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯ ทรงจบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านเคมีจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และทรงมีความเชี่ยวชาญภาษาฝรั่งเศส เมื่อเสด็จนิวัติประเทศไทย    สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจึงทรงแนะนำให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯ ใช้ความรู้ทางด้านภาษาให้เป็นประโยชน์ ด้วยทั้งสองพระองค์ทรงเล็งเห็นว่า การศึกษาจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯจึงได้ทรงรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์พิเศษสอนวิชาภาษาต่างประเทศที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ทรงดำรงตำแหน่งเป็นพระอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์นานถึง 8 ปี โดยทรงเป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาต่างประเทศ ทรงดูแลและจัดทำหลักสูตรการสอนของอาจารย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทรงจัดทำหลักสูตรปริญญาตรีสาขาภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสสำเร็จ ด้วยการผสมผสานความรู้ด้านภาษาและวรรณคดีให้เข้ากันอย่างเหมาะสม  ทำให้ทรงได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น ศาสตราจารย์พิเศษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2521 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ ยังทรงสนพระทัยโครงการจัดส่งเยาวชนไทยไปร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ตั้งแต่ปี พ.ศ 2532 โดยได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ และเงินกองทุนสมเด็จย่าสนับสนุนโครงการ  ทรงติดตามความเคลื่อนไหวทุกขั้นตอนการแข่งขัน พระราชทานกำลังใจ และทรงแสดงความยินดีแก่เยาวชนไทยที่ได้รับรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณจากการแข่งขันในทุกๆ ครั้ง ทรงเป็นองค์พระอุปถัมภ์ “มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” (สอวน.) ทำให้บรรดาเยาวชนไทยได้ค้นพบตัวเองและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยติดต่อกันมายาวนานหลายปี ตั้งแต่ปีแรกที่มีการส่งเยาวชนร่วมแข่งขัน ทรงสนพระทัยเรื่องการศึกษาเป็นพิเศษ

ทุกครั้งที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ฯ โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนนี เสด็จออกเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกลกับ หน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี (พอ.สว.) พระองค์มักจะเสด็จเยี่ยมโรงเรียนต่างๆ สอบถามครูถึงแนวทางการเรียนการสอน พระราชทานกำลังใจ คำแนะนำและอุปกรณ์การเรียนการสอน ของเล่นสร้างเสริมสติปัญญาแก่โรงเรียนเหล่านั้น โดยเฉพาะโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนด้วย อีกทั้งยังทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จาก “ทุนการกุศลสมเด็จย่า” และ “ทุนการกุศล กว.” ให้แก่โครงการพระเมตตาสมเด็จย่า ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งทางด้านการศึกษา สาธารณสุขของประชาชนในถิ่นทุรกันดารและบนพื้นที่สูง

นอกจากนี้ ยังทรงรับมูลนิธิและกองทุนการกุศลต่างๆ ทางด้านสาธารณสุขไว้ในพระอุปถัมภ์อีกหลายหน่วยงาน ได้แก่ มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย กองทุนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเพื่อพัฒนาการพยาบาล  ศิริราชมูลนิธิ มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ มูลนิธิช่วยการสาธารณสุข มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชน มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ มูลนิธิช่วยการสาธารณสุข สมาคมพยาบาลสาธารณสุขไทย มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลราชานุกูล มูลนิธิสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ มูลนิธิโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน มูลนิธิโรงพยาบาลเลิดสิน

และในวาระครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันประสูติ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณให้ทรงเป็น บุคคลสำคัญของโลกผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและคณิตศาสตร์และด้านวัฒนธรรม

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยศักดิ์เลื่อนกรมเฉลิมพระนามพระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี โดยเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ไปในการจารึกพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนามพระอัฐิ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินีสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ.2551 ตลอดพระชนมชีพ ได้ทรงงานสนองสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และงานส่วนพระองค์ในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกรชาวไทย ซึ่งแม้พระองค์จะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว 18 ปี แต่สมาคม มูลนิธิ และองค์กรสาธารณกุศลต่างๆที่ทรงก่อตั้งและทรงอุปถัมภ์ ยังคงดำรงอยู่และมีผู้สืบสานพระปณิธานในการดำเนินงานองค์กรเหล่านั้นต่อไปอย่างมิสิ้นสุด ตามพระดำรัสที่พระราชทานแก่นักเรียนไทย ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ว่า “ถ้าคิดถึงฉันนะ ก็ให้ไปคิดบ้างว่าเราจะคิดทำอะไรในสิ่งที่ดี”

ในวาระครบ 18 ปี วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569  ปวงพสกนิกรชาวไทย ต่างร่วมสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงพระกรณียกิจในด้านต่างๆ เพื่อความสุขแก่พสกนิกรชาวไทยทั่วไปทุกคนตลอดมา

เมื่อร่างกายติดหวานเกินไป ลดอย่างไร ไม่เกิดอาการซึม(เศร้า)

เมื่อร่างกายติดหวานเกินไป  ลดอย่างไร ไม่เกิดอาการซึม(เศร้า)

เมื่อร่างกายติดหวานเกินไป ลดอย่างไร ไม่เกิดอาการซึม(เศร้า)

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.50 น.

ยังอยู่ในช่วงแห่งการเฉลิมฉลองปีใหม่ เค้ก คุ้กกี้ ขนมหวาน เครื่องดื่ม กลายเป็นของมันต้องมี และดีต่อใจ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน บางคนแทบขาดความหวานไม่ได้เลย ซึ่งจากการสำรวจของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยมีพฤติกรรมติดหวาน กินน้ำตาลเฉลี่ยวันละ 25 ช้อนชา มากกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ที่ไม่เกินวันละ ช้อนชาถึง เท่า ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพของคนไทย

 ทำไมกินขนมหวานและเครื่องดื่ม ทำให้ฟิน

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital ให้ข้อมูลว่า เพราะน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นในกระแสเลือดมีผลต่อสารสื่อประสาทและอารมณ์ในเชิงบวก ไปกระตุ้นให้หลั่งสารสื่อประสาทที่เรียกว่า “โดพามีน” ซึ่งมีหน้าที่โดดเด่นคือ ควบคุมอารมณ์ ทำให้เกิดความพึงพอใจ มีส่วนช่วยคลายเครียด ลดอาการหงุดหงิดได้

แม้การติดหวาน จะสร้างความฟิน แต่เป็นพฤติกรรมการกินที่ควรหลีกเลี่ยง! เพราะเป็นการเปิดประตูรับตัวก่อการร้ายเข้ามาทำลายสุขภาพ เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs อาทิ โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิต หัวใจและหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งทำให้คนเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก นอกจากนี้ โรคเรื้อรังเหล่านี้ ยังส่งผลกระทบกับสุขภาพจิตอีกด้วย

ใครที่อยากให้ร่างกายมีสุขภาพดีหนีห่างจากโรคร้าย แต่หักดิบเลิกกินน้ำตาลทันทีไม่ไหว ลองมาทำตามคำแนะนำดี ๆ ที่ทำให้ยังสามารถสุขใจไปกับความหวานต่อได้ โดยไม่หงุดหงิดจิตว้าวุ่น เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อโรคทั้งทางกาย และทางใจ

ลดหวานวันละนิดค่อยๆ พิชิตเป้าหมาย

เมื่อฟินกับความหวานมายาวนาน อยู่ ๆ จะให้เลิกแบบฉับพลันนั้น คงเป็นเส้นทางที่บั่นทอนความสุขใจและไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน ดังนั้น การค่อยๆ ทยอยลดปริมาณน้ำตาลลงทีละน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป จะตอบโจทย์ความต้องการของร่างกาย รวมถึงจิตใจได้ดีกว่าแบบเลิกรากันไปเลย

หวานเหมือนเดิม เพิ่มเติมไม่พึ่งพาน้ำตาล

ความหวานไม่ได้มาจากน้ำตาลอย่างเดียว ลองใช้น้ำผึ้งแทนจะดีกว่า เพราะเป็นน้ำตาลฟรักโทสที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลกลูโคส จึงใช้ในปริมาณที่น้อยกว่า นอกจากนี้ ยังมีสารอื่นที่ช่วยสร้างความสดชื่นและความฟินให้กับคนติดหวานได้ เช่น คนติดน้ำอัดลมก็มีทางเลือกจากเครื่องดื่มรสหวานที่ไร้น้ำตาล โดยเติมสารอื่นที่ให้ความหวานมาทดแทน

น้ำหมักผลไม้ สดชื่นได้ไม่ต้องเติมน้ำตาล

น้ำหมักผลไม้ หรือ Infused Water เป็นเครื่องดื่มที่นำผลไม้ ผัก หรือสมุนไพรที่ชื่นชอบ เช่น ส้ม สับปะรด มะนาว สตอเบอรี่ เป็นต้น ใส่ลงไปในน้ำเปล่า เพื่อเพิ่มรสชาติ มีความหวาน เปรี้ยวจากตัวผลไม้ที่เติมลงไปโดยไม่ต้องเติมน้ำตาล แต่สร้างความสดชื่นได้ ลดการโหยหาความหวานได้เป็นอย่างดี หรือจะกินผลไม้ที่ให้ความหวานไปเลยก็ดี เพราะไฟเบอร์ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย

ผ่อนคลาย มีความสุขด้วย ดาร์กช็อกโกแลต

ดาร์กช็อกโกแลตหรือช็อกโกแลตดำ ตัวแทนความหวานที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ย้ำว่าต้องมีโกโก้เป็นส่วนประกอบหลักไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะสารฟลาโวนอยด์ (Flavoniod) ในโกโก้สามารถช่วยป้องกันภาวะดื้ออินซูลิน ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ที่สำคัญยังทำให้รู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข

ดื่มน้ำเปล่าบ่อยๆ ให้เพียงพอต่อร่างกาย

ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน โดยเฉพาะในมื้อที่กินของหวาน นอกจากน้ำเปล่าจะไม่ให้พลังงานแล้ว ยังช่วยให้อัตราการเผาพลาญพลังงานแคลอรีเพิ่มสูงขึ้น เสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร ขับแบคทีเรียจากกระเพาะปัสสาวะ และควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้ด้วย

ในจุดนี้ใครที่ปล่อยใจฟินกินหวานจนเกินไป หากต้องการหนีห่างจากโรคร้ายทางกายที่ยากเยียวยา แถมอาจนำพาสู่ความว้าวุ่นทางใจ คงต้องระมัดระวังเอาใจใส่กับอาหารการกินมากขึ้น และควรตระหนักด้วยว่าความหวานไม่ได้มาจากน้ำตาลเท่านั้น แต่อาหารจำพวกแป้งก็ย่อยสลายเป็นน้ำตาลด้วยเช่นกัน

ปลุกพลังเยาวชน แบรนด์ซุปไก่สกัด จับมือ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติฯ สานต่อโครงการ ‘แบรนด์ พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต 2569’ สู่ความยั่งยืน

ปลุกพลังเยาวชน แบรนด์ซุปไก่สกัด จับมือ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติฯ  สานต่อโครงการ ‘แบรนด์ พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต 2569’ สู่ความยั่งยืน

ปลุกพลังเยาวชน แบรนด์ซุปไก่สกัด จับมือ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติฯ สานต่อโครงการ ‘แบรนด์ พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต 2569’ สู่ความยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.39 น.

ต่อเนื่องสู่ปี 2569 บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพภายใต้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ (BRAND’S) ในประเทศไทยและอินโดไชน่า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแบรนด์ซุปไก่สกัด ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ประกาศเดินหน้าสานต่อโครงการ “แบรนด์ พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต 2569 (BRAND’S Young Blood 2026)” ตั้งเป้าระดมโลหิตทั่วประเทศ เสริมความมั่นคงของโลหิตสำรอง พร้อมเชิญชวนเยาวชนไทยร่วมส่งต่อ “พลังเล็กๆ ” ขับเคลื่อนสู่ “พลังที่ยิ่งใหญ่” ผ่านการบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง โดยมี แจ๊คกี้–จักริน กังวานเกียรติชัย ศิลปินมากความสามารถ ร่วมเป็นตัวแทนเชิญชวนคนรุ่นใหม่ร่วมบริจาคโลหิต พร้อมกันนี้ ได้จัดพิธีมอบโลหิต และมอบรางวัลแก่เยาวชนผู้ชนะการประกวด Tech for Life Challenge ภายใต้โครงการฯ ปี 2568  ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

นางมธุวลี สถิตยุทธการ รองประธานบริหารฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์ ประเทศไทยและอินโดไชน่า บริษัท ซันโทรี่เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯ มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ค่านิยมหลักขององค์กร ‘การตอบแทนกลับคืนสู่สังคม (Giving Back to Society)’ โดยโครงการ ‘แบรนด์ พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต’ ถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่สะท้อนความมุ่งมั่นดังกล่าวอย่างชัดเจน และได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องจนก้าวเข้าสู่ปีที่ 26 ภายใต้โครงการ ‘แบรนด์ พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต ปี 2569 (BRAND’S Young Blood 2026)’ ด้วยแนวคิด ‘Give Blood. Be A Hero. พลังเลือดใหม่ พลังฮีโร่’ ตั้งเป้าจัดหาโลหิตทั่วประเทศโดยมุ่งส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ ควบคู่ไปกับการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการเป็น ‘ผู้ให้’ อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ จากการดำเนินโครงการฯ ปี 2568 ที่ผ่านมา สามารถรวบรวมโลหิตจากกลุ่มเยาวชนทั่วประเทศที่ร่วมบริจาคโลหิตและส่งมอบให้แก่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่อสนับสนุนปริมาณโลหิตสำรองคงคลังอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ทั้งในภาวะปกติและในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ซึ่งสะท้อนถึงพลังร่วมกันของผู้ให้ที่สามารถเปลี่ยน ‘พลังเล็ก ๆ’ ให้กลายเป็น ‘พลังที่ยิ่งใหญ่’ ได้อย่างแท้จริง โอกาสนี้ ขอแสดงความยินดีกับนิสิตนักศึกษาทั้ง 3 ทีม ที่ได้รับรางวัลจากการประกวด Tech for Life Challenge ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมไอเดียสร้างสรรค์สื่อดิจิทัลเพื่อกระตุ้นการบริจาคโลหิต โดยหวังว่าประสบการณ์จากโครงการฯ จะเป็นแรงบันดาลใจ เสริมสร้างภาวะผู้นำ และปลูกฝังจิตสำนึกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้แก่เยาวชนทุกคน”  

นางสาวปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านจัดหาโลหิตและภาพลักษณ์องค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย มีภารกิจหลักในการให้บริการโลหิตที่เพียงพอ มีคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานสากล เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ แต่ละปีมีความต้องการใช้โลหิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 8-10 ในปี 2567 มีการบริจาคโลหิต 2,539,416 ยูนิต ขณะที่ในปี 2568 มีผู้บริจาคโลหิตในกลุ่มเยาวชนอายุ 17 – 22 ปี จำนวน 216,400 คน ได้รับโลหิตจำนวน 261,115 ยูนิต คิดเป็นร้อยละ 10 ของปริมาณโลหิตทั้งหมด ถึงแม้ว่าการจัดหาโลหิตจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี แต่ความต้องการใช้โลหิตของผู้ป่วยก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องเร่งรณรงค์ให้มีผู้บริจาคโลหิตประจำทุก 3 เดือน เพื่อให้มีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอและมีโลหิตเพียงพอสำหรับผู้ป่วย ตามมาตรฐานงานบริการโลหิต จะต้องมีโลหิตสำรองคงคลังอย่างน้อย 3,000 ยูนิต ต่อวันพร้อมใช้ในกรณีฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

ในปี 2569 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงได้ร่วมกับ บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด  สานต่อการดำเนินโครงการ ‘แบรนด์ พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต’ อย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ ‘แบรนด์ พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต ปี 2569’ ในปีนี้ ได้มุ่งขยายการเข้าถึงกลุ่มเยาวชนในสถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรมที่สร้างสรรค์และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนเป้าหมาย ที่มีอายุระหว่าง 17–22 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงที่สุดสำหรับการเป็นผู้บริจาคโลหิตต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากอยู่ในช่วงวัยที่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สามารถบริจาคโลหิตได้อย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน หากสามารถปลูกฝังจิตสำนึกสาธารณะในการบริจาคโลหิต ให้เกิดขึ้นแก่เยาวชนตั้งแต่ช่วงที่ยังอยู่ในวัยเรียน เยาวชนเหล่านี้ ก็จะกลายเป็นผู้บริจาคโลหิตประจำที่มีคุณภาพในระยะยาวต่อไป

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในการจัดโครงการฯ ครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้บริจาคโลหิตรายใหม่ และขยายกลุ่มผู้บริจาคประจำอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสามารถสร้างเครือข่ายผู้บริจาคโลหิตรุ่นใหม่ที่มีจิตสำนึกสาธารณะในการช่วยเหลือสังคม ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างระบบการบริการโลหิตของประเทศให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

แจ๊คกี้ จักริน กังวานเกียรติชัย ตัวแทนคนรุ่นใหม่ กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีที่ได้กลับมาร่วมโครงการ ‘BRAND’S Young Blood’ อีกครั้ง และอยากเชิญชวนเยาวชนให้มาร่วมบริจาคโลหิต ซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าที่คิด และสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน เพียงเตรียมร่างกายให้พร้อม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง ดื่มน้ำมาก ๆ ทั้งก่อนและหลังบริจาคและหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารที่มีไขมันสูงก่อนเข้าบริจาคครับ”

ทั้งนี้ โครงการ “แบรนด์ พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต 2569” เตรียมเปิดตัวกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อพลังชีวิตให้กับสังคมไทย โดยยังคงมุ่งจัดกิจกรรมประกวดเพื่อกระตุ้นการบริจาคโลหิตที่ตอบโจทย์ความสนใจและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ได้แก่ การประกวดหนังสั้นบนแพลตฟอร์ม TikTok และ การออกแบบ Add Your Template บนแพลตฟอร์ม Instagram โครงการฯ จะเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป และจะประกาศรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมในโอกาสถัดไป

เรอเปรี้ยว แน่นท้อง สัญญาณกรดไหลย้อนที่ไม่ควรปล่อยไว้

เรอเปรี้ยว แน่นท้อง สัญญาณกรดไหลย้อนที่ไม่ควรปล่อยไว้

เรอเปรี้ยว แน่นท้อง สัญญาณกรดไหลย้อนที่ไม่ควรปล่อยไว้

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.26 น.

หลายคนที่มีอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว แน่นท้อง หรือรู้สึกว่าอาหารไม่ย่อย มักคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ จากการกินอาหารหรือความเครียด แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ โรคกรดไหลย้อน ที่หากปล่อยไว้ อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว

กรดไหลย้อนคืออะไร ทำไมบางคนถึงเป็นเรื้อรัง

กรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD) คือภาวะที่กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคือง เยื่อบุหลอดอาหารอักเสบ และเกิดอาการต่างๆ เช่นแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยวหรือมีรสขมในปาก แน่นท้อง อึดอัดหลังรับประทานอาหาร อาหารไม่ย่อยเรื้อรัง ไอเรื้อรัง เสียงแหบ หรือเจ็บคอโดยไม่ทราบสาเหตุ ในบางราย อาการอาจไม่ชัดเจนทำให้การวินิจฉัยจากอาการเพียงอย่างเดียวคลาดเคลื่อนได้

นพ. สุขประเสริฐ จุฑากอเกียรติ

การตรวจกรดไหลย้อน

ปัจจุบัน การตรวจเพื่อยืนยันว่าเป็น กรดไหลย้อน หรือไม่ ไม่ได้อาศัยการดูอาการเพียงอย่างเดียว แต่มีการตรวจวัดระดับกรดในหลอดอาหารโดยตรง ซึ่งช่วยให้แพทย์ทราบว่าอาการแสบร้อน แน่นท้อง หรืออาหารไม่ย่อยที่เป็นอยู่นั้น เกิดจากกรดไหลย้อนจริงหรือไม่ โดยหลักแล้ว การตรวจกรดไหลย้อนมี 2 วิธีหลัก ได้แก่ การตรวจแบบ Wireless pH Monitoring การตรวจแบบ 24-Hour pH Monitoring ทั้งสองวิธีมีเป้าหมายเดียวกัน คือการวัดความเป็นกรดในหลอดอาหารขณะใช้ชีวิตจริงในแต่ละวัน

ตรวจกรดไหลย้อนด้วย 24-Hour pH Monitoring เป็นการตรวจวัดระดับกรดในหลอดอาหารตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้สายขนาดเล็กสอดผ่านจมูกลงไปยังหลอดอาหาร เพื่อบันทึกค่าความเป็นกรดอย่างต่อเนื่อง วิธีนี้ถือเป็นมาตรฐานที่ใช้กันมานาน และให้ข้อมูลละเอียดตลอดช่วงเวลาที่ตรวจ เหมาะสำหรับการประเมินความถี่และความรุนแรงของกรดไหลย้อน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกรดกับอาการต่าง ๆ เช่น แน่นท้อง แสบร้อน หรืออาหารไม่ย่อย

ตรวจกรดไหลย้อนด้วย Wireless pH Monitoring เป็นการตรวจโดยใช้แคปซูลขนาดเล็กติดไว้ที่ผนังหลอดอาหาร แคปซูลจะทำหน้าที่วัดระดับกรดและส่งข้อมูลแบบไร้สายไปยังเครื่องรับสัญญาณที่ผู้ป่วยพกติดตัว

จุดเด่นของวิธีนี้คือ ผู้ป่วยไม่ต้องใส่สายผ่านจมูก ทำให้รู้สึกสบายกว่า และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ ข้อมูลที่ได้สะท้อนพฤติกรรมจริง เช่น การกินอาหาร การนอน หรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่ออาการกรดไหลย้อนและอาหารไม่ย่อย การตรวจแบบนี้มักเก็บข้อมูลต่อเนื่อง 48–96 ชั่วโมง ช่วยให้แพทย์เห็นภาพรวมของการไหลย้อนของกรดได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ หรืออาการไม่ชัดเจน

การรักษากรดไหลย้อน หลังรู้ผลการตรวจ

หลังจากทราบผลการตรวจกรดไหลย้อน ไม่ว่าจะเป็น Wireless pH Monitoring หรือ 24-Hour pH Monitoring แพทย์จะนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ร่วมกับอาการของผู้ป่วย เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลโดย

วิธีการรักษากรดไหลย้อน

1. การปรับพฤติกรรมและการใช้ชีวิตประจำวัน : ในผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง หรือเพิ่งเริ่มมีอาการ แพทย์มักแนะนำให้เริ่มจากการปรับพฤติกรรมก่อน เพราะช่วยลดอาการกรดไหลย้อนและอาหารไม่ย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น

หลีกเลี่ยงอาหารมัน เผ็ด เปรี้ยว หรืออาหารมื้อใหญ่ ไม่เอนตัวหรือนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร ลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน งดสูบบุหรี่ และลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จัดเวลาการกินอาหารให้สม่ำเสมอ การปรับพฤติกรรมเหล่านี้ช่วยลดแรงดันในกระเพาะอาหาร และลดโอกาสที่กรดจะไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร

2. การใช้ยารักษากรดไหลย้อน : หากอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อควบคุมการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ยาที่ใช้จะเลือกตามความรุนแรงและลักษณะของอาการ เช่น ยาลดการหลั่งกรด ยาช่วยลดการระคายเคืองของเยื่อบุหลอดอาหาร ยาช่วยการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารในบางราย ทั้งนี้ การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อให้ได้ผลดีและลดความเสี่ยงจากการใช้ยาต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น

3. การรักษาเฉพาะทางในรายที่เป็นกรดไหลย้อนเรื้อรัง :  ในผู้ป่วยบางรายที่เป็นกรดไหลย้อนเรื้อรัง มีอาการรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา แพทย์อาจพิจารณาแนวทางการรักษาเฉพาะทางเพิ่มเติม เช่น การรักษาโดยใช้เทคนิคทางการแพทย์เพื่อลดการไหลย้อนของกรด เป็นการรักษาที่มุ่งแก้ไขกลไกการไหลย้อนของกรดบริเวณรอยต่อระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร โดยใช้เทคนิคทางการแพทย์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปิดของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง เพื่อลดโอกาสที่กรดจะไหลย้อนขึ้นมา วิธีการรักษากลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แต่ต้องการการรักษาที่ได้ผลมากกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว

การรักษาเชิงหัตถการหรือการผ่าตัดในบางกรณี ในผู้ป่วยที่มีกรดไหลย้อนรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อนของหลอดอาหาร หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาในแนวทางอื่น แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยหัตถการหรือการผ่าตัด เพื่อแก้ไขโครงสร้างหรือกลไกที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อนโดยตรง การรักษาในกลุ่มนี้จะช่วยลดการไหลย้อนของกรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอาการเรื้อรังในระยะยาว

คุณแหน : 4 มกราคม 2569

คุณแหน : 4 มกราคม 2569

คุณแหน : 4 มกราคม 2569

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.01 น.

๐๐สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมทหารป่วยเจ็บจากราชการสนาม ณ รพ.พระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 2 ม.ค.ในการนี้ มีพระราชปฎิสันถารกับผู้บาดเจ็บ พร้อมทั้งพระราชทานพรให้มีสุขภาพแข็งแรง สร้างขวัญกำลังใจให้ทหารผู้ป่วยเจ็บจากราชการสนามทุกคนดำเนินชีวิตต่อไปได้ นอกจากนี้ยังพระราชทานกำลังใจแก่ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานทุกคนที่เสียสละ ดูแลผู้เจ็บป่วยเป็นอย่างดี..๐๐

๐๐พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลตรีหญิง ท่านผู้หญิงอรอนงค์ ปิยนาฎวชิรพัทธ์ เป็นผู้แทนพระองค์ ในพิธีมอบโล่เกียรติคุณ ทุนการศึกษา และกระเป๋าเครื่องเขียน ให้แก่นักเรียนเนื่องในวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2569 วันที่ 10 ม.ค.08.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช โดย สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมกับ กลุ่มสังคมจิตวิทยา คลังสมอง วปอ.เพื่อสังคม จัดโครงการ การคัดเลือกครอบครัวส่งเสริมคุณธรรมในวัยเด็ก เป็นการจัดกิจกรรมต่อเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ 2569..๐๐

๐๐ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร เป็นประธานฝ่ายเจ้าสาว และพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นประธานฝ่ายเจ้าบ่าว ในพิธีฉลองสมรสระหว่าง กมลชนก อวกาศจักรวาฬ บุตร จิระศักดิ์ อวกาศจักรวาฬ-ณฐมน บุญเจิม กับ ธนิสร์ อัสสรัตนกุล บุตร พนัส-พิงค์พร อัสสรัตนกุล 10 ม.ค.18.00 น. ห้องแกรนด์บอลรูม รร.เดอะริทช์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ..๐๐

๐๐ชุติพร เสชัง ผวจ.นครสวรรค์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม Nakhon Sawan Credit Bank Launch 2025 เปิดโลกการเรียนรู้ไร้ขีดจำกัดเพื่อเด็ก-เยาวชน-และคนนครสวรรค์ ณ เซ็นทรัลนครสวรรค์..๐๐

๐๐ เฉลิมพันธ์ สุวรรณประกร พร้อมมิตรสหาย ไปกราบขอพรปีใหม่กับท่านผู้หญิงเพ็ญศรี วัชโรทัย พร้อมทานข้าวสังสรรค์ งานนี้ สุภาพ กตัญญู, ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน, ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง, กอบทิพย์ ศรีจอมขวัญ, ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์  ร่วมด้วย..๐๐

๐๐ไพศาล พิสุทธิ์วัชระกุล ชวนเพื่อนๆชาว BRAIN 2 มาร่วมสังสรรค์รับปีใหม่ 7 ม.ค. 18.00 น. ณ ร้าน Nais (นายส์) สุขุมวิท 26..๐๐

๐๐ ทุกๆ ปี สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม ได้รับเชิญเป็นกรรมการในการประกวด Miss International ที่โตเกียว ปีนี้เชิญคุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช,พูนสุข-อภิรดี ประธานราษฎร์นิกร ไปร่วมชมด้วยที่ ANA International ..รุ่งขึ้นกรรมการจัดงานพร้อมสาวงามที่เข้าประกวด จัดงานฉลองวันเกิดให้คุณติ๋มด้วยการเป่าเค้กและมอบกุหลาบสีแดง จัดได้อย่างสวยงาม ..๐๐

๐๐สวด ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช ศาลา 1(ศาลาเตชะอิทธิพร) วัดเทพศิรินทราวาส 5-9 ม.ค.18.30 น. พระราชทานเพลิงศพ 10 ม.ค..๐๐

๐๐ ร่วมสร้างกุศลต้อนรับปี 2569 ด้วยการบำเพ็ญกุศล สร้างอาคารผู้ป่วยใน รพ.อ่าวลึก จ.กระบี่ และมอบทุนรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยยากไร้ 19 รพ.ถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ชื่อบัญชี กองทุนเพื่อผู้ป่วยและโรงพยาบาล มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวรฯ ธ.กรุงไทย สาขาบางลำพู ประเภทออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 167-0-21050-2 ผู้บริจาค 500 บาทขึ้นไปต้องการใบอนุโมทนา กรุณาแจ้ง Line ID:@3oct2456..๐๐

คุณแหน

ทำบุญใหญ่ต้นปี เสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ในเทศกาล “กรุงเทพดีต่อใจ” Bangkok Bestival 2026”

ทำบุญใหญ่ต้นปี เสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต  ในเทศกาล “กรุงเทพดีต่อใจ” Bangkok Bestival 2026”

ทำบุญใหญ่ต้นปี เสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ในเทศกาล “กรุงเทพดีต่อใจ” Bangkok Bestival 2026”

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.31 น.

เริ่มต้นปีใหม่อย่างเป็นสิริมงคล ในงานเทศกาล “กรุงเทพดีต่อใจ”  Bangkok Bestival 2026 ครั้งที่ 4 ขอเชิญร่วมทำบุญใหญ่ต้นปี ท่ามกลางความสงบร่มรื่นของสวนป่าเบญจกิติ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อันเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล และน้อมรำลึกถึงพระราชปณิธาน “ป่ารักน้ำ” ที่ทรงมุ่งดูแลผืนป่าและต้นน้ำของแผ่นดิน ซึ่งเป็นรากฐานของความอุดมสมบูรณ์ สู่สวนป่าเบญจกิติ ที่วันนี้ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงชีวิตและหัวใจของคนเมืองด้วยธรรมชาติอันยั่งยืน

พบกับกิจกรรมเจริญสุขอย่างดีงาม ต้อนรับปีใหม่

ต้อนรับปีใหม่ด้วยบุญแรกอย่างเป็นสิริมงคล ด้วยพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระสงฆ์ 109 รูป จาก 11 วัด ในบรรยากาศสงบร่มรื่นของพื้นที่สีเขียวกลางเมือง เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันที่ 9 มกราคม 2569  เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป ณ บริเวณองค์พระพุทธวิสุทธิมงคล และริมทะเลสาบ สวนเบญจกิติ

เปิดใจรับพลังบวกในยามเช้า พร้อม “ธรรมะปลุกใจ” ให้กาย–ใจอ่อนโยน กับ “เสียงธรรมยามเช้า” โดย พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ภายใต้หัวข้อ “เสียงธรรมยามเช้า เริ่มต้นปีใหม่ด้วยใจตื่นรู้ : เพื่อความสวัสดีแห่งชีวิต” วันที่11 มกราคม 2569 เวลา 08.00-09.30 น. ณ สวนเบญจกิติ

แล้วพบกันในเทศกาล “กรุงเทพดีต่อใจ” Bangkok Bestival 2026 เข้าฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 9-11 มกราคม 2569 ณ สวนลุมพินี  สวนเบญจกิติ อุทยานเบญจสิริ  และสวนปทุมวนานุรักษ์ ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่เพจ FB:กรุงเทพดีต่อใจ

ไอคอนสยาม สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลัง CNN ถ่ายทอดสดเคานต์ดาวน์ไทยไปทั่วโลก

ไอคอนสยาม สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลัง CNN ถ่ายทอดสดเคานต์ดาวน์ไทยไปทั่วโลก

ไอคอนสยาม สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลัง CNN ถ่ายทอดสดเคานต์ดาวน์ไทยไปทั่วโลก

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

ไอคอนสยาม กับบทพิสูจน์ความสำเร็จของ Global Countdown Destination จากมหาปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์ริมเจ้าพระยา สู่เวทีสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศในสายตาโลก โดยในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไอคอนสยาม ได้ก้าวข้ามบทบาทของผู้สร้างสรรค์การจัดงานเฉลิมฉลองส่งท้ายปี สู่การเป็น Top of Mind Global Countdown Destination ที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 3 จุดหมายปลายทางเคานต์ดาวน์ระดับโลกบนเวทีนานาชาติ ตอกย้ำสถานะของประเทศไทยบนแผนที่การเฉลิมฉลองระดับโลกอย่างสง่างาม ภายใต้แนวคิด Win the World for Thailand ที่ใช้พลังความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และ Soft Power ไทย เชื่อมโยงสายตาผู้ชมจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน พร้อมบทพิสูจน์สำคัญคือ การที่ CNN ปักหมุดถ่ายทอดสดการเคานต์ดาวน์ 2026 ที่ไอคอนสยาม พร้อมสำนักข่าวรอยเตอร์, AFP และอีกหลากหลายประเทศ ส่งภาพการเฉลิมฉลองริมแม่น้ำเจ้าพระยาออกสู่สายตาชาวโลกเคียงข้างมหานครชั้นนำระดับสากล

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่าน การรวมพลังระดับชาติครั้งประวัติศาสตร์ ในการสร้างสรรค์ปรากฏการณ์เหนือผืนฟ้าเจ้าพระยาอย่างเต็มรูปแบบต่อเนื่องกว่า 20 นาที ผสานแสง สี เสียง โดรน และพลุ เข้ากับภูมิทัศน์เมืองระดับไอคอนิก กลายเป็นภาพจำใหม่ของการเฉลิมฉลองข้ามปีที่งดงาม ทรงพลัง และแตกต่างในระดับโลก รวมทั้งการส่งมอบความสุขผ่านประสบการณ์ความบันเทิงสุดอลังการจากศิลปินไอคอนิกระดับโลก มาร์ค ต้วน และศิลปินไทยทุกค่ำคืนกว่า 200 ชีวิต สามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมชมงานมากกว่า 1.8 ล้านคน

งาน Amazing Thailand Countdown 2026 ณ ไอคอนสยาม เป็นศูนย์กลางเฉลิมฉลองส่งท้ายปีที่ดึงดูดชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศ มากกว่า 1.8 ล้านคน  พร้อมสร้างการรับชมถ่ายทอดสดและคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องจากทั่วโลกหลายร้อยล้านวิว ผ่านสื่อระดับนานาชาติและแพลตฟอร์มดิจิทัล ขณะที่กระแสบนโซเชียลมีเดียพุ่งขึ้นติด อันดับ 1 เทรนด์บนแพลตฟอร์ม X และอีกหลายแพลตฟอร์ม ตอกย้ำสถานะของไอคอนสยามในฐานะ Global Experiential Destination ในทุกเทศกาลของประเทศไทยอย่างแท้จริง

อีกหนึ่งบทพิสูจน์ความสำเร็จที่สำคัญ คือการที่ CNN ปักหมุดถ่ายทอดสดการเคานต์ดาวน์ 2026 จากไอคอนสยาม ให้เป็นหนึ่งในจุดสำคัญของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ถ่ายทอดภาพการเฉลิมฉลองอันงดงามริมแม่น้ำเจ้าพระยาออกสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก เคียงข้างมหานครชั้นนำระดับสากล พร้อมด้วยการรายงานข่าวจากสำนักข่าวระดับโลก อาทิ Reuters, AFP และสื่อชั้นนำจากหลากหลายประเทศ ภาพที่ปรากฏจึงไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปี หากแต่ทำหน้าที่เสมือน เวทีสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศ (Nation Branding Platform) ที่สะท้อนความสง่างาม ความร่วมสมัย และอัตลักษณ์ความเป็นไทยในมิติที่ลึกซึ้ง ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับการเฉลิมฉลองแห่งศักราชใหม่อย่างแท้จริง

ไฮไลต์สำคัญของค่ำคืนประวัติศาสตร์ คือการปรากฏตัวของ มาร์ค ต้วน ศิลปินไอคอนิกระดับโลก ที่สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยโชว์สุดเอ็กซ์คลูซีฟร่วมกับ เจฟ ซาเตอร์ ศิลปินไอคอนิกของไทย ถ่ายทอดพลังดนตรีข้ามพรมแดน สร้างโมเมนต์ประวัติศาสตร์ที่ยกระดับค่ำคืนข้ามปีให้พิเศษและทรงคุณค่ากว่าที่เคย เป็นอีกหนึ่งภาพแทนของการผสาน Soft Power ไทยสู่เวทีโลกอย่างมีรสนิยม

ในมิติทางเศรษฐกิจ งานเคานต์ดาวน์ที่ ไอคอนสยาม ยังทำหน้าที่เป็น กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง อย่างเป็นรูปธรรม โดยในช่วงเทศกาล อัตราการจองโรงแรม ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเรือดินเนอร์เต็ม 100%  ขณะที่ทราฟฟิกทางน้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว สร้างรายได้และความคึกคักให้กับชุมชนโดยรอบ

ความสำเร็จทั้งหมดนี้ ทำให้ ไอคอนสยาม ไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะแลนด์มาร์กระดับโลก หากแต่ก้าวขึ้นสู่การเป็น Global Countdown Destination ของประเทศไทย ที่สามารถสื่อสารอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และศักยภาพของประเทศในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของปีได้อย่างทรงพลัง

เมื่อมองภาพรวม ไอคอนสยาม คือแลนด์มาร์กที่ทำหน้าที่ “ขยายเพดาน” ของการเคานต์ดาวน์ไทย จากเวทีระดับเมืองสู่เวทีระดับโลก จนกลายเป็น Top of Mind Global Countdown Destination ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงยกระดับการเฉลิมฉลองส่งท้ายปี หากแต่พัฒนาเป็น เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านภาพลักษณ์ประเทศ การท่องเที่ยว และ Soft Power ไทย ที่มีคุณค่าและยั่งยืนในระยะยาว

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด!วันเด็ก’69พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด!วันเด็ก’69พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด!วันเด็ก’69พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.16 น.

สกู๊ปพิเศษ : ปักหมุด!วันเด็ก’69พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชวนน้องๆ เด็กและเยาวชน พร้อมผู้ปกครอง เที่ยวงาน วันเด็กแห่งชาติ “เมล็ดพันธุ์ของพระราชา” ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00  น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และปลูกฝังคุณค่าการพึ่งพาตนเองผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบที่สนุกสนาน และลงมือปฏิบัติจริง เสริมทักษะ สร้างประสบการณ์ความสุขในวิถีเกษตรและการพึ่งตนเอง กิจกรรมภายในงานมุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยด้านการเกษตร ควบคู่กับการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ผ่านรูปแบบ Walk Rally วิถีเกษตร กว่า 30 ฐาน ครอบคลุมทั้งกิจกรรมความสนุกหรรษา ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมลุ้นรับของรางวัลตลอดงาน

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดเผยว่า พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ ความมีระเบียบวินัย เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผ่านการเล่น และลงมือทำ ฝึกทักษะการใช้จินตนาการอย่างสร้างสรรค์ และเรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพื่อที่จะเติบโตอย่างมั่นคง พึ่งพาตนเองได้ และเป็นกำลังหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยในปีนี้จัดเต็มความสนุกสนานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมาภายใต้แนวคิด “เด็กไทยหัวใจเกษตร” ที่พร้อมใจกันมาร่วมแจกจ่ายความสนุก และของรางวัล

ภายในงานวันเด็กแห่งชาติ “เมล็ดพันธุ์ของพระราชา” วันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 สนุกจัดเต็ม และสอดแทรกสาระความรู้การเกษตร พร้อมลงมือปฏิบัติจริง กิจกรรมเด่น อาทิ จักรยานสูบน้ำ ต่อวงจรโซลาร์เซลล์ พลังงานเท้าเหยียบ บิงโกเกษตร บันไดงู นาปาเป้า หนูน้อยจ่ายตลาด  คีบเมล็ดพันธุ์ รวมถึงกิจกรรมเอาใจเด็กรุ่นใหม่กับเกมแบบเทคโนโลยีดิจิทัล ชวนตะลุยภารกิจ ตอบคำถาม Kahoot ตะลุย VR 1 ไร่ พึ่งตนเองบนโลกเสมือนจริง จับคู่ดูดู้บัฟ สำหรับน้องๆ หนูๆ อายุต่ำกว่า 4 ขวบ เราก็มีโซนฐานกิจกรรมให้ได้ลองประลองทักษะ และกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ พร้อมรับของรางวัลมากมายกว่า 30 ฐาน และลุ้นรางวัลใหญ่กลับบ้านทุกชั่วโมง

นอกจากนี้ยังเปิดเข้าชมฟรีพิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม และพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พร้อมรับชมภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชัน 3 มิติ 14 รอบ ตลอดทั้งวัน เต็มอิ่มอร่อยกับอาหารคาวหวาน และช่วงเวลา 08.00 น. พบกับกิจกรรมพิเศษ “ฝนหลวงโปรยยิ้ม” พร้อมแจกของรางวัลจากเครื่องบินฝนหลวง…ลุ้นรับรางวัลใหญ่

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชื่อว่าเด็กทุกคน คือ “เมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง” ที่รอการดูแล บ่มเพาะ และเติมเต็มด้วยความรู้ คุณค่า และแรงบันดาลใจ งานวันเด็กแห่งชาติ “เมล็ดพันธุ์ของพระราชา” จึงเป็นมากกว่าพื้นที่แห่งความสนุก หากคือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่หล่อหลอมหัวใจและความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน ให้เติบโตอย่างอ่อนโยนแต่มั่นคง มีรากฐานแห่งคุณธรรม มีภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิต และสามารถยืนหยัดพึ่งพาตนเองได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลง งานวันเด็กในครั้งนี้จึงเป็นการร่วมกันหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต เพื่อให้เติบโตเป็นพลังสำคัญของสังคมไทยอย่างงดงามและยั่งยืน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูที่ www.wisdomking.or.th หรือ Facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum

คุยกัน 7 วันหน : อิหร่านป่วนรับปีใหม่ ประท้วงต้านรัฐบาลปม ‘ค่าเงิน’ ดิ่งเหว

คุยกัน 7 วันหน : อิหร่านป่วนรับปีใหม่ ประท้วงต้านรัฐบาลปม ‘ค่าเงิน’ ดิ่งเหว

คุยกัน 7 วันหน : อิหร่านป่วนรับปีใหม่ ประท้วงต้านรัฐบาลปม ‘ค่าเงิน’ ดิ่งเหว

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.00 น.

รัฐบาลอิหร่านเผชิญแรงต้านรอบใหม่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 ที่เพิ่งผ่านมา ต่อเนื่องเข้าสู่ศักราชใหม่ 2026 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อประชาชนชาวอิหร่านพร้อมใจออกมารวมตัวประท้วง ทั้งในกรุงเตหะรานเมืองหลวงและอีกหลายจังหวัดใหญ่ทั่วประเทศ เช่น อิสฟาฮาน (Isfahan), ชีราซ (Shiraz), มาชฮัด (Mashhad) และเคอร์มานชาห์ (Kermanshah) โดยมีกลุ่มนักศึกษาจากกว่า 10 มหาวิทยาลัยเข้าร่วม จนถึงขณะนี้ล่วงเลยมาแล้วเกือบ 1 สัปดาห์ มีรายงานผู้เสียชีวิตทั้งจากฝั่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและกลุ่มผู้ประท้วง หลังจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงใช้กระสุนจริงและแก๊สน้ำตายิงใส่เพื่อสลายผู้ชุมนุมในหลายจังหวัด รวมถึงมีรายงานกลุ่มผู้ประท้วงพยายามจะบุกเข้าไปยังที่ทำการรัฐบาลท้องถิ่นในจังหวัดฟาร์สด้วย

การประท้วงเริ่มต้นจากกลุ่มพ่อค้าในตลาดแกรนด์บาซาร์ (Grand Bazaar) กรุงเตหะราน ที่ปิดร้านประท้วงเพราะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และออกมาเดินขบวน พร้อมคำขวัญเชิงสัญลักษณ์อย่าง “No Gaza, no Lebanon, my life for Iran” เพื่อสื่อว่ารัฐบาลควรเลิกนำงบประมาณไปสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในต่างประเทศและหันมาดูแลคนในชาติ ก่อนจะขยายตัวไปยังกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยและประชาชนทั่วไปในกว่า 12 จังหวัด

การประท้วงระลอกนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ มาห์ซา อามินี ในปี 2022 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากปากท้อง หลักๆ คือ ค่าเงินเรียลอิหร่านร่วงลงทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยทะลุไปถึง 1.42 – 1.45 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับปี 2015 ที่เคยอยู่ที่ 32,000 เรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือร่วงลงกว่า 95% ตามด้วยอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงกว่า 42-50% โดยเฉพาะราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เนื้อสัตว์และข้าว ที่พุ่งขึ้นถึง 72% ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถซื้อของกินของใช้ที่จำเป็นได้

รัฐบาลอิหร่านเร่งรับมือ

เริ่มจากมาตรการความมั่นคง กองกำลังความมั่นคงและบาสิจ (Basij) ได้เพิ่มกำลังในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น จัตุรัสสำคัญในเตหะราน และมีการคุมเข้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่เพื่อสกัดกั้นการนัดรวมตัว ส่วนอัยการสูงสุดเตือนว่ารัฐบาลจะตอบโต้อย่างเด็ดขาด ต่อความพยายามใดๆ ที่จะสร้างความไร้เสถียรภาพในประเทศ

ขณะที่รัฐบาลประกาศให้วันพุธที่ผ่านมา (31 ธ.ค.) เป็นวันหยุดธนาคารและหน่วยงานรัฐ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง “สภาพอากาศหนาวเย็นเพื่อประหยัดพลังงาน” แต่ถูกมองว่าเป็นความพยายามขัดขวางไม่ให้ผู้คนรวมตัวกันประท้วง ด้านประธานาธิบดี มาซูด เปเซสเคียน ได้สั่งปลดผู้ว่าการธนาคารกลาง และแต่งตั้ง อับดอลนัสเซอร์ เฮมมาตี กลับมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางอีกครั้ง เพื่อกู้สถานการณ์ค่าเงิน หลังจากเคยดำรงตำแหน่งนี้ปี 2018-2021 โดยมีภารกิจหลักคือการ “รื้อระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบหลายชั้น” (Multi-tier exchange rate) ที่เป็นช่องว่างให้เกิดการคอร์รัปชัน ขณะเดียวกัน มีการจัดตั้งศูนย์เจรจากับตัวแทนพ่อค้าในตลาดเพื่อขอความร่วมมือในการพยุงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านพยายามหาทางรับมือปัญหานี้มาต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเสนอแผนงบประมาณที่ ปรับขึ้นภาษีถึง 62% เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณเนื่องจากรายได้จากน้ำมันลดลงเหลือเพียง 16% ของเป้าหมายในปี 2025 แต่นโยบายนี้กลับกลายเป็นดาบสองคมที่สร้างความโกรธแค้นให้ประชาชนเพราะซ้ำเติมเงินเฟ้อที่พุ่งเกิน 50% ส่วนรัฐสภาได้อนุมัติแผนการเปลี่ยนหน่วยเงินจาก “เรียล” เป็น “โตมัน” (Toman) โดยการตัดศูนย์ออก 4 ตัว (10,000 เรียลเดิม = 1 โตมันใหม่) เพื่อลดความซับซ้อนของธุรกรรมและผลกระทบทางจิตวิทยาจากเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าเกิดรอยร้าวระหว่างสำนักงานของ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และฝ่ายประธานาธิบดี โดยฝ่ายอนุรักษนิยมวิจารณ์ว่ารัฐบาลของเปเซสเคียน “อ่อนแอเกินไป” ในการรับมือกับผู้ประท้วง ขณะที่ฝ่ายประธานาธิบดีพยายามเน้นย้ำสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบตามรัฐธรรมนูญ

วิกฤตซ้อนวิกฤต

นับว่าน่าเห็นใจรัฐบาลอิหร่านไม่น้อย เพราะวิกฤตเศรษฐกิจของอิหร่านในปีที่ผ่านมานี้ ถือว่ามีความซับซ้อนอย่างมากเนื่องจากเป็นการบรรจบกันของปัจจัยภายนอก อันได้แก่นโยบายของมหาอำนาจต่างชาติ และปัจจัยภายใน ซึ่งก็คือความขัดแย้งในภูมิภาค

นโยบาย “Maximum Pressure 2.0” ของทรัมป์

ภายหลังการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในปี 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รื้อฟื้นนโยบายกดดันขั้นสูงสุดต่ออิหร่านอีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินเรียล สหรัฐฯ ได้ผลักดันให้มีการใช้กลไก “Snapback” เพื่อรื้อฟื้นมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติทั้งหมดต่ออิหร่าน ซึ่งรวมถึงการอายัดทรัพย์สินในต่างประเทศและการห้ามซื้อขายอาวุธ รัฐบาลทรัมป์ยังได้ยกระดับการตรวจสอบเครือข่ายธนาคารเงาที่อิหร่านใช้หลบเลี่ยงการคว่ำบาตรเพื่อทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ทำให้กระแสเงินตราต่างประเทศ อันหมายถึงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะไหลเข้าสู่อิหร่านถูกตัดขาดเกือบสมบูรณ์

อีกมาตรการสำคัญ คือสหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดกับบริษัทต่างๆ ที่ยังคงซื้อน้ำมันจากอิหร่าน โดยเฉพาะในจีน ทำให้รายได้หลักของอิหร่านลดลงอย่างน่าตกใจ โดยในปี 2025 อิหร่านจัดเก็บรายได้จากน้ำมันได้เพียง 16% ของเป้าหมายเท่านั้น ขณะที่ทรัมป์ออกมาให้สัมภาษณ์ระหว่างพักผ่อนปลายปี ที่รีสอร์ตส่วนตัว มาร์-อา-ลาโก เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม โดยระบุว่า “เศรษฐกิจอิหร่านพังพินาศแล้ว” และเน้นย้ำเรื่องเงินเฟ้อที่รุนแรง ยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่นของตลาดและทำให้นักลงทุนเทขายเงินเรียล

ส่วนปัจจัยหนุนจากความขัดแย้งในภูมิภาค หนีไม่พ้นสงคราม 12 วันกับอิสราเอลในช่วงกลางปี 2025 ทำให้งบประมาณด้านกลาโหมของอิหร่านพุ่งสูงขึ้นถึง 145% เพื่อเตรียมการป้องกันประเทศ ส่งผลให้งบประมาณที่จะนำมาพยุงเศรษฐกิจถูกดึงไปใช้ในกิจการทหารแทน ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกเพราะหวาดกลัวภัยสงคราม และพยายามเปลี่ยนเงินเก็บจากสกุลเรียลไปเป็น ทองคำ เงินดอลลาร์ หรือคริปโตเคอร์เรนซีเพื่อความปลอดภัย ส่งผลให้ค่าเงินเรียลดิ่งเหวลงอย่างรวดเร็วจากแรงเทขายอย่างตื่นตระหนก (Panic Selling)

นอกจากปัญหาเงินเฟ้อ อิหร่านยังเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานและน้ำอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาจากปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วงรุนแรง เป็นตัวเร่งให้ความไม่พอใจของประชาชนปะทุขึ้นในวงกว้าง

ล่าสุดทรัมป์ระบุว่าเขายัง “ไม่ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครอง” (No regime change) ในตอนนี้ แต่เน้นย้ำว่าเขาจะรอดูว่าอิหร่านจะจัดการกับเศรษฐกิจที่ล่มสลายอย่างไร ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นท่าทีที่กดดันให้ปฏิวัติจากภายใน

สถานการณ์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเป็นตัวตัดสินว่า นโยบายการเปลี่ยนตัวผู้ว่าฯ ธนาคารกลางของประธานาธิบดีเปเซสเคียนจะช่วย “ห้ามเลือด” เศรษฐกิจได้ทันเวลาหรือไม่ และถือเป็นบททดสอบที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลอิหร่าน ว่าจะสามารถพยุงค่าเงินและลดอุณหภูมิความโกรธแค้นของประชาชนได้ทันเวลาก่อนที่การจลาจลจะบานปลายหรือไม่

โดย ดาโน โทนาลี