ตะลอนเที่ยว : สวัสดีปีใหม่ 2569 ประเทศไทยจงเจริญ

ตะลอนเที่ยว : สวัสดีปีใหม่ 2569 ประเทศไทยจงเจริญ

ตะลอนเที่ยว : สวัสดีปีใหม่ 2569 ประเทศไทยจงเจริญ

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สวัสดีปีใหม่ 2569 แด่ชาวไทยทุกคน 

เราได้ผ่านพ้นปี 2568 ไปแล้ว โดยหลายคนอาจจะผ่านปีเก่าไปอย่างสะบักสะบอม แต่ก็ยังผ่านมาได้ ก็ต้องนับว่ายังโชคดีที่ผ่านพ้นมาได้ ส่วนบางคนอาจจะไม่ต้องประสบพบเจอเรื่องราวร้าย ๆ แต่ประการใดในรอบปีที่ผ่านไป ก็ต้องขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่ว่าจะเจอเรื่องร้าย หรือพบเรื่องดีในปี 2568 ก็ต้องบอกว่ามันผ่านไปแล้ว แล้วเราก็ต้องร่วมกันแสดงความยินดีที่เราได้ผ่านพ้นมันมาได้ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และจำไว้เป็นบทเรียน 

บัดนี้ เวลานี้เข้าสู่ปี 2569 แล้ว เข้าสู่พุทธศักราชใหม่ คือ พ.ศ. 2569 ก็ขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่รักษาตัว รักษาชีวิตให้ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ได้พร้อมกัน อะไรที่ผ่านพ้นไปแล้ว ก็ให้มันผ่านไป เก็บไว้เพียงความทรงจำและบทเรียน อะไรดีอยู่แล้วก็ทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป อะไรที่มันเลวร้าย ก็จงมองข้ามผ่านมันไป แล้วเก็บไว้เป็นบนเรียนของชีวิต เพราะชีวิตที่ดีต้องไม่ประสบปัญหาซ้ำเดิมเป็นครั้งที่สองที่สาม เพราะหากประสบปัญหาเดิม ๆ ปัญหาซ้ำ ๆ ก็หมายความว่าไม่เรียนรู้ ไม่สำนึก 

ปีนี้จะเป็นปีที่ดี หรือปีที่ไม่ดี ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะดำเนินชีวิตอย่างไร เพราะเราเลือกทางเดินของชีวิตของเราเองได้ เราต้องการได้ดี ก็ทำดี หากเราไม่ต้องการได้ดีก็ทำสิ่งเลวร้าย นี่คือความจริง ไม่มีทางที่คนทำดีจะประสบความเลวร้าย แล้วก็ไม่เคยที่คนทำเลวจะประสบความสุข ความดีเป็นสิ่งที่ทำยาก แต่ต้องทำ และต้องตั้งใจทำโดยตลอด แต่ความชั่วเป็นเรื่องง่ายที่จะกระทำ แต่ทำแล้วนำมาซึ่งปัญหาสารพัด แต่ก็น่าประหลาดที่คนทุกคนรู้เรื่องนี้ดี แต่ก็ยังมีคนทำความเลว 

หลายคนบอกว่าปีนี้จะมีปัญหาสารพัดสารพันรุมเร้าประเทศไทยและคนไทย แต่ก็ต้องบอกว่าต่อให้มีปัญหานานาประการมากมายสักเพียงใด เราก็ต้องเอาชนะมันให้ได้ และเราก็ต้องไม่เป็นตัวสร้างปัญหาเพิ่มเติมให้บ้านเมืองของเรา และไม่เพิ่มปัญหาให้ตัวของเองด้วย ปัญหาเกิดขึ้นได้ก็ต้องแก้ได้ ถ้าเรามีสติปัญญา และมีความรู้เท่าทัน ขออย่างเดียวอย่างสร้างปัญหา อย่างเพิ่มปัญหาให้หนักกว่าเดิม หากเราไม่สร้างปัญหา ก็เท่ากับช่วยลดปัญหาได้แล้ว แล้วเมื่อเรามีสติปัญญา เราก็จะช่วยแก้ปัญหาได้

สำหรับภาพประกอบคอลัมน์วันนี้ เป็นภาพพุลสวยงาม สว่างไสว เสียงดัง ดูแล้วสวยสดงดงาม สำหรับผู้ที่ชื่นชอบพลุ แต่ก็ต้องบอกว่าแม้พลุจะสวยงาม สว่างไสว แต่ก็มีผลเสียต่อชีวิตของหมาแมวเช่นกัน เพราะหมาแมวหลายตัวต้องตายเพราะตื่นตกใจกับเสียงพลุ จนวิ่งเตลิดไปถูกรถชนตาย บางตัวก็วิ่งเตลิดหนีออกจากบ้านจนหลงกลับบ้านไม่ถูก ซึ่งนั้นก็ต้องบอกว่าในดีมีร้าย ในร้ายมีดี เพราะพลุสวยงาม ทำให้เราชื่นตาชื่นใจ แต่ก็มีผลร้ายต่อสัตว์ร่วมโลกของเราด้วย ทั้งนี้คงจะต้องมาหาทางแก้ปัญหาร่วมกันในอนาคต เพื่อให้คนสดชื่นรื่นเริงเบิกบานสำราญใจ แล้วไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขออวยพรให้คนไทยมีสติ มีปัญญา ที่เข้มแข็ง ไม่หลงในอบายทั้งปวง ไม่ถูกนักการเมืองหลอกล่อ ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจให้กลายเป็นเหยื่อของคนเลวคนพาล ไม่ตกเป็นอาหารอันโอชาของหมู่มารและพาลชน ปีใหม่นี้ หากคุณต้องการความสุขสถานใด คุณต้องเลือกและต้องทำด้วยตัวเอง ไม่มีใครทำให้คุณมีความสุขได้ หากคุณไม่บรรดาลความสุขให้ตัวเอง ความสุขอยู่ที่ใจ เมื่อใจมีสุข ทุกอย่างก็มีสุข 

สวัสดีปีใหม่ 2569 ขอประเทศไทยจงเจริญ หมดคนพาล สิ้นคนเลว ขอคนไทยมีสติ มีปัญญากล้าแข็งทุกคน 

และขอแจ้งข่าวว่าวันเด็กปีนี้ Mr. Flower และมวลมิตรจะไปเลี้ยงอาหารกลางวัน และมอบของขวัญวันเด็กให้นักเรียนโรงเรียนบ้านกลาง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นักเรียนมีจำนวน 120 คน ครูและเจ้าหน้าที่จำนวน 17 คน หากคุณ ๆ สนใจไปร่วมกิจกรรมนี้ กรุณาติดต่อ 091 7233615 เราไปร่วมทำกิจกรรมดี ๆ ให้สังคมด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ขอบคุณภาพจาก Viv Pithaksuwan 

Science Update : รถไฟแม็กเลฟ’ จีน วิ่งทะยาน 800 กม./ชม.

Science Update : รถไฟแม็กเลฟ’ จีน วิ่งทะยาน 800 กม./ชม.

Science Update : รถไฟแม็กเลฟ’ จีน วิ่งทะยาน 800 กม./ชม.

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Science Update : รถไฟแม็กเลฟ’ จีน วิ่งทะยาน 800 กม./ชม.

ห้องปฏิบัติการตงหูในมณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของจีน ประกาศความสำเร็จครั้งใหม่ในด้านเทคโนโลยีแม็กเลฟความเร็วสูง หลังจากมีการทดสอบเร่งความเร็วของรถไฟต้นแบบขนาด 1.1 ตัน แตะ 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในระยะเวลาเพียง 5.3 วินาที ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญในการวิจัยแรงขับเคลื่อนพลังแม่เหล็กไฟฟ้า

การทดสอบข้างต้นใช้รางรถไฟยาว 1,000 เมตร ตัวรถไฟทำความเร็วแตะระดับสูงสุดที่ตำแหน่งราว 600 เมตร และหยุดวิ่งได้อย่างมั่นคง ณ จุดสิ้นสุดราง โดยการทดสอบวิ่งครั้งนี้ใช้ระยะเวลาทั้งหมด 8 วินาที เป็นการสร้างสถิติโลกครั้งที่ 3 ของห้องปฏิบัติการนี้ในรอบ 6 เดือน ต่อจากความสำเร็จก่อนหน้านี้ที่ทำความเร็วแตะ 650 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. และ 700 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากระบบ “กำกับทิศทางแรงยกลอยพลังแม่เหล็กไฟฟ้าแบบถาวร+แรงขับเคลื่อนพลังแม่เหล็กไฟฟ้า” ซึ่งเอาชนะความท้าทายหลายประการอย่างความเสถียรทางอากาศพลศาสตร์ความเร็วสูง การสื่อสารไร้สายแบบความหน่วงต่ำ และการควบคุมมอเตอร์เชิงเส้นอย่างแม่นยำ

ห้องปฏิบัติการตงหูระบุว่า รางรถไฟยาว 1,000 เมตรจะเป็นแพลตฟอร์มแบบเปิดที่สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาระบบขนส่งแม็กเลฟรุ่นถัดไป การส่งยานอวกาศด้วยพลังแม่เหล็กไฟฟ้า และโครงการเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ โดยส่งเสริมการคิดค้นเทคโนโลยีการขนส่งอันล้ำสมัย

พัฒนา ‘เส้นใยผ้าทอ’ จากเปลือกทุเรียน ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย

พัฒนา ‘เส้นใยผ้าทอ’ จากเปลือกทุเรียน ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย

พัฒนา ‘เส้นใยผ้าทอ’ จากเปลือกทุเรียน ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พัฒนา เส้นใยผ้าทอ’ จากเปลือกทุเรียน ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริม Soft Power ไทย

ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต ทุเรียน อันดับหนึ่งของโลก ด้วยอัตราการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 488 % ทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางเศรษฐกิจกลับนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ท้าทาย เมื่อข้อมูลระหว่างปี 2560-2564 เผยว่ามีเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการจัดการเศษเหลือทิ้งเหล่านี้ใช้วิธีการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาวด้วย

ในฐานะผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและสิ่งทอ และใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ (แฟชั่นและสิ่งทอ) หาทางออกด้วยการสร้างสรรค์ สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน” (Circular Textile Innovation from Durian Peel Waste to Anti-bacterial Clothing) นับเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการนำเปลือกทุเรียนมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสิ่งทอด้านเครื่องแต่งกาย

การวิจัยครั้งนี้เริ่มต้นจากการตั้งคำถามและศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากเปลือกทุเรียนเหลือทิ้งตั้งแต่ช่วงปีที่ 1 เทอม 2 ของการศึกษาระดับปริญญาเอก ก่อนจะค่อยๆพัฒนาและทดลองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 3 ปี จนสำเร็จสมบูรณ์เป็นชิ้นงานและผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ MUW.OFFICIAL ในปีสุดท้ายของหลักสูตร ซึ่งนวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หนุนเศรษฐกิจชุมชนและส่งเสริม Soft Power ของไทยไปสู่เวทีโลกด้วย จนได้รับรางวัลดีเด่นการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี 2567 ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และ BCG Economy Model ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567 และได้รับรางวัล Excellence Award ในงาน The 24th International FABI Fashion Exhibition 2024 จาก Korean Society of Fashion Business ประเทศเกาหลีใต้ รวมถึงยังได้รับทุนสนับสนุนต่อยอดวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในการขยายฐานการผลิตเส้นใยและผืนผ้าทอฯ ในทุน Innovation to Business จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

งานวิจัยนวัตกรรมฯไม่ได้จบลงที่เส้นด้าย ด้วยคุณสมบัติเหนือชั้นของผืนผ้า ดร.อุษา ต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ MUW.OFFICIAL ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย ซึ่ง ดร.อุษา กล่าวว่า แบรนด์ดังกล่าวใช้แนวคิดสิ่งทอเคลื่อนไหว (Kinetic Textiles) และโครงสร้างเคลื่อนไหว (Kinetic Structures) ในลักษณะการเคลื่อนไหวของลายเส้นผ่านทัศนธาตุ สร้างให้เกิดมิติความลวงตา เพื่อสร้างรูปทรงที่สอดรับกับสรีระของผู้หญิง ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพที่ดีของผู้ที่สวมใส่ โดยจุดเด่นที่โดดเด่นของแบรนด์คือการนำภูมิปัญญาการทอมือของชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาสร้างสรรค์ลวดลายสัตว์มงคล 9 ลวดลาย ได้แก่ กวาง (มั่งมีศรีสุข) เสือ (ผู้นำ) สิงโต (อำนาจ) มังกร (โชคลาภ) นกยูง (มงคล) หงส์ (เจริญรุ่งเรือง) กบสามขา (เพิ่มพูนเงินทอง) ม้า (พลังความสำเร็จ) และปลา (มั่งคั่งร่ำรวย)

ใยทุเรียนยังถือเป็นเส้นใยจากไม้มงคลประเภทหนึ่ง เมื่อนำมาทอผ่านลวดลายสัตว์มงคล ซึ่งเป็นการถอดสัญลักษณ์ตามทฤษฎีสัญวิทยา นี่คือการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าแค่การใช้งาน แต่ยังเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจและส่งเสริมความเชื่อเรื่องสิริมงคล ดร.อุษา กล่าวและว่า

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นการต่อยอดสู่การเป็น Soft Power ของไทยเพราะเป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ ผ่านการเล่าเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งแนวทางนี้จะนำไปต่อการยอดพัฒนา โดยสามารถปรับใช้ในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทยที่มีเหลือทิ้งจากพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาปรับใช้กับวัสดุอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันได้ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเศษเหลือทิ้ง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ยั่งยืน เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน อุตสาหกรรม ไปจนถึงผู้บริโภค ดร.อุษา กล่าวปิดท้าย

Health News : เวียดนามเตรียมฉีด ‘วัคซีนป้องกัน HPV-นิวโมคอคคัส’ ให้เด็กฟรี

Health News : เวียดนามเตรียมฉีด ‘วัคซีนป้องกัน HPV-นิวโมคอคคัส’ ให้เด็กฟรี

Health News : เวียดนามเตรียมฉีด ‘วัคซีนป้องกัน HPV-นิวโมคอคคัส’ ให้เด็กฟรี

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Health News : เวียดนามเตรียมฉีด ‘วัคซีนป้องกัน HPV-นิวโมคอคคัส’ ให้เด็กฟรี

รัฐบาลเวียดนามโดยกระทรวงสาธารณสุข จะจัดการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) และโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสให้เด็กโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ปี 2026 เพื่อขยายอัตราความครอบคลุมของการสร้างภูมิคุ้มกันและลดภาระทางการเงินของพ่อแม่ผู้ปกครอง

สื่อท้องถิ่นเวียดนามรายงานว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจะเริ่มต้นแบบจำกัดวงตั้งแต่ไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปี 2026 ส่วนการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายให้เด็กหญิงอายุ 11 ปี จะเริ่มต้นไตรมาสสาม (กรกฎาคม-กันยายน) คาดแต่ละปี จะมีเด็กประมาณ 18,000 คน ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ในช่วงปี 2026-2028

วัคซีนทั้งสองตัวข้างต้นจะถูกเพิ่มเข้าโครงการขยายภูมิคุ้มกันแห่งชาติของเวียดนาม เพื่อช่วยรับประกันการเข้าถึงการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกันยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคด้อยโอกาส ขณะปัจจุบัน การฉีดวัคซีนทั้งสองตัวจะมีค่าใช้จ่ายหลายล้านดองเวียดนามต่อโดส

Photo of the week : พลุปีใหม่ 2026 รอบโลก

Photo of the week : พลุปีใหม่ 2026 รอบโลก

Photo of the week : พลุปีใหม่ 2026 รอบโลก

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Photo of the week : พลุปีใหม่ 2026 รอบโลก

ประมวลภาพการแสดงพลุดอกไม้ไฟเฉลิมฉลองช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่า 2025 และต้อนรับปีใหม่ ปีม้าทอง 2026 ในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงในกรุงเทพมหานครบ้านเรา ที่สถานีโทรทัศน์ CNN ถึงกับมาตั้งกล้องปักหลักถ่ายทอดสดเป็นศูนย์กลางการเฉลิมฉลองในย่านเอเชีย-แปซิฟิก ในปีนี้กันเลยทีเดียว ขอให้ผู้อ่านรวยๆ เฮงๆ รับปีใหม่กันถ้วนหน้าทุกท่านด้วยนะครับ

(ภาพ 1-8)

แบรนด์ “กรีน พลาสวู๊ด – พาราซโซ่ – คอนเนคซ์ “มอบประตู ฟื้นฟูใจผู้ประสบอุทกภัย”

แบรนด์ “กรีน พลาสวู๊ด - พาราซโซ่ - คอนเนคซ์  “มอบประตู ฟื้นฟูใจผู้ประสบอุทกภัย”

แบรนด์ “กรีน พลาสวู๊ด – พาราซโซ่ – คอนเนคซ์ “มอบประตู ฟื้นฟูใจผู้ประสบอุทกภัย”

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายประตูและชุดเฟอร์นิเจอร์คุณภาพภายใต้แบรนด์ กรีน พลาสวู๊ด (Green Plastwood) พาราซโซ่ (PARAZZO) และคอนเนคซ์ (Connex) ร่วมผนึกกำลังในโครงการ “มอบประตู ฟื้นฟูใจผู้ประสบอุทกภัย” โดยนำทีมผู้บริหารลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องชาวหาดใหญ่ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งมอบความห่วงใยและกำลังใจให้การเริ่มต้นใหม่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

จากเหตุการณ์อุทกภัยนี้ส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ทางแบรนด์ฯ จึงขอเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมช่วยเหลือด้วยการมอบบานประตูจำนวน 987 บาน มูลค่า 1,480,500 บาท (หนึ่งล้านสี่แสนแปดหมื่นห้าร้อยบาทถ้วน) สำหรับการปรับปรุงอาคารและที่อยู่อาศัย ช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและจิตใจผู้ประสบอุทกภัยให้พร้อมต่อการเดินหน้าครั้งใหม่อย่างมั่นคง

ต่อศักดิ์ สงวนสุข ผจก. ผลิตภัณฑ์ กรีน พลาสวู๊ด (ที่ 2 จากขวา) มณธิรา เสาวคนธ์ ผอ.ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (ซ้ายสุด) 
พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนโครงการ “มอบประตู ฟื้นฟูใจผู้ประสบอุทกภัย” วรัชญ์ ปริสุทธิ์กุล นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดสงขลา (ที่ 3 จากซ้าย) และ กนกศักดิ์ โกวิทยา บจก.เพชรสยามรวมไม้ เพื่อส่งต่อการช่วยเหลือไปยังชุมชนในพื้นที่(ที่ 3 จากขวา)

ต่อศักดิ์ สงวนสุข ผู้จัดการทั่วไป ผลิตภัณฑ์ กรีน พลาสวู๊ด และ มณธิรา เสาวคนธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ พร้อมทีมงาน เดินทางลงพื้นที่ส่งมอบบานประตู โดยได้รับเกียรติจาก วรัชญ์ ปริสุทธิ์กุล นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ จังหวัดสงขลา และ ดร.กาญจน์ เพียรเจริญ ประธานกรรมาธิการสถาปนิกทักษิณ สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้รับมอบเพื่อนำส่งบานประตูไปยังผู้ประสบอุทกภัยในชุมชน รวมทั้งผู้บริหารจากแบรนด์ฯ ได้ร่วมกิจกรรมทำความสะอาด ณ วิทยาลัยพาณิชยการหาดใหญ่ โรงเรียนมัธยมจิตจัณ ช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว

นอกจากนี้ ทางแบรนด์ฯ ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยภายหลังสถานการณ์อุทกภัย โดยจัดเตรียมข้อเสนอพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ ประตู วงกบ บานซิงค์ และตู้แขวน สามารถสอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ ผู้แทนจำหน่าย ร้านค้าวัสดุก่อสร้างท้องถิ่น โฮมโปร เมกาโฮม และไทวัสดุ ที่ร่วมรายการ ได้แก่ แบรนด์ กรีน พลาสวู๊ด ที่ร้านค้าวัสดุก่อสร้างท้องถิ่นในพื้นที่ แบรนด์พาราซโซ่ ที่โฮมโปร สาขาหาดใหญ่ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า หาดใหญ่ (กาญจนวนิช) นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สุราษฎร์ธานี เมกาโฮม สาขาหาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี ทุ่งสง และแบรนด์ คอนเนคซ์  ที่ไทวัสดุ สาขาหาดใหญ่ สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง และ สุราษฎร์ธานี

กรีน พลาสวู๊ด พาราซโซ่ และคอนเนคซ์ พร้อมทีมงาน ขอร่วมส่งกำลังใจให้ทุกท่านในพื้นที่ผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ได้โดยเร็ว พร้อมเริ่มต้นใหม่ด้วยความแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

แหวกฟ้าหาฝัน : August Strindberg in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : August Strindberg in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : August Strindberg in Thiel Gallery

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แหวกฟ้าหาฝัน : August Strindberg in Thiel Gallery

ใน Thiel Gallery นอกจากมีผลงานทิวทัศน์ของ Bruno Liljefors, Eugene Jansson และ Karl Nordstrom  3 ศิลปินสวีดิชแล้ว ยังมีผลงานทิวทัศน์ของ Johan August Strindberg นักเขียนบทละครและจิตรกรชาวสวีดิชอีกจำนวนหนึ่ง Strindberg เกิดวันที่ 22 มกราคม 1849 ในครอบครัวที่บิดาทำอาชีพตัวแทนสายเรือ และมารดาเป็นสาวเสิร์ฟ เขาเขียนไว้ในหนังสือ The Son of a Servant ที่บรรยายถึงตัวเองไว้ว่า เขามีชีวิตวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความยากจน ถูกละเลยและขาดความมั่งคง เมื่อเขาอายุ 7 ปีบิดาเขาย้ายไปอยู่ทางเหนือ แล้วก็ย้ายอีกทีหลังจากนั้นเพียงแค่ปีเดียว แม้เขาจะยากจนแต่ก็ได้เรียนหนังสืออยู่ 4 ปีก่อนจะย้ายไปเรียนอีกเมืองหนึ่งในปี 1860 ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ดีกว่าเดิม แต่ก็เรียนได้เพียงแค่ปีเดียวก็ต้องย้ายอีก ครั้งนี้เขาได้ไปเรียนที่ Stockholm Lyceum ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนของชนชั้นกลาง และได้เรียนอยู่นาน 6 ปี มารดาของเขาเสียชีวิตเมื่อเขาอายุเพียงแค่ 13 ปี และบิดาก็แต่งงานใหม่หลังจากนั้นเพียงแค่ไม่ถึงปี เขาเป็นคนที่มีความสนใจในเรื่องวิทยาศาสตร์ การถ่ายภาพ และศาสนา เขาสามารถสอบผ่านเข้าเรียน Uppsala University ในปี 1867

The Avenue

เขาลองเรียนหลายสาขาทั้งที่ Uppsala และ Stockholm เพื่อหาแรงบันดาลใจว่าตัวเองถนัดอะไรกันแน่ ส่วนเวลาว่างเขาก็ทำงานเป็นผู้ช่วยเภสัชกรที่ University Town of Lund อีกทั้งยังสอนหนังสือชั้นประถม รวมทั้งเป็นติวเตอร์ด้วยเพื่อหารายได้ หลังจากทำงานเป็นครู เขาก็เข้าเรียนเคมีที่ Institute of Technology Stockholm เพื่อเตรียมเรียนแพทย์ก่อนกลายเป็นติวเตอร์ให้กับนักเรียนที่ต้องการเข้าเรียนแพทย์ เมื่อเขาสอบตกในวิชาเคมีในเดือนพฤษภาคม 1869 เขาเลยเลิกสนใจที่จะเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ และหันไปเรียนต่อทางด้านภาษาและการเขียนบทละครแทนที่ Uppsala University ในปี 1870 เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิดของ Charles Darwin และได้ร่วมก่อตั้ง Rune Society ขึ้น เขาได้เขียนบทละครเรื่อง In Rome ซึ่งได้รับการจัดแสดงที่ Royal Theatre ครั้งแรกในวันที่ 13 กันยายน 1870 ในขณะดูละครที่ตัวเองเขียน เขารู้สึกไม่ชอบและผิดหวังกับผลงานตัวเองมาก

Landscape

เขากลับไปเขียนบทประพันธ์ใหม่โดยอาศัยแนวทางของ William Shakespeare แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขาตัดสินใจกลับไปเรียนหนังสือและสอบผ่านภาษาลาติน และสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ด้วย เขาย้อนกลับไปเขียนบทประพันธ์เรื่อง Outlaw และได้จัดแสดงที่ Royal Theatre ในวันที่ 16 ตุลาคม 1871 แม้นักวิพากษ์จะวิจารณ์อย่างหนักหน่วงแต่เขาก็ได้รับการสนับสนุนจาก King Charls XV เขากลับไปเรียนอีกครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เลยตัดสินใจเลิกเรียนเด็ดขาด และหันมาเป็นนักข่าวแทน หลังจากนั้นเขาหันมาทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ที่ Royal Library

ปี 1875 เขาได้พบกับ Siri von Essen นักแสดงสาววัย 24 ซึ่งเป็นภรรยาของ Baron หลังจากที่เธอประสบความสำเร็จได้เป็นดาราและได้แสดงที่ Royal Theatre เธอก็หย่าขาดจากสามี และหันมาแต่งงานกับเขาแทนในวันที่ 30 ธันวาคม 1877 ซึ่งขณะนั้นเธอได้อุ้มครรภ์บุตรชายของเขาไว้แล้ว 7 เดือน เป็นที่น่าเสียดายที่บุตรชายคนแรกของทั้งคู่เสียชีวิตหลังคลอดเพียงแค่ 2 วัน นิยายเรื่องแรกของเขาที่ชื่อ The Red Room ได้รับการวิพากษ์ว่าเป็นหนังสือนิยายรุ่นใหม่เรื่องแรกของสวีเดนส่งผลให้เขาได้รับความชื่นชมไปทั่วทั้ง Scandinavia หนังสือเริ่มนี้ทำให้ชาวบ้านอยากร่วมมือกันต่อต้านคนหน้าซื่อใจคด

Landscape Study

ส่วนผลงานด้านจิตรกรรมนั้น เขาเน้นในเรื่อง Naturalism, Symbolism และ Expressionism เพราะเขาย้ำว่าเขาเป็น Socialist, Nihilist และ Republican ซึ่งชอบทำอะไรกลับหัวกลับหางเพื่อหาแรงจูงใจลึกลงไปอีก เขาเป็นเพื่อนกับ Edvard Munch, Paul Gauguin, Anders Zorn จึงได้รับอิทธิพลมาเต็ม ๆ แต่ก็มาควบรวมกันจนมีแนวทางของตัวเองที่เน้นไปในทาง Expressionism และ Naturalism

จุฬาฯ เปิดตัว ‘Chula XL’ วิทยาลัยใหม่ มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน

จุฬาฯ เปิดตัว ‘Chula XL’ วิทยาลัยใหม่ มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน

จุฬาฯ เปิดตัว ‘Chula XL’ วิทยาลัยใหม่ มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน

วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศจัดตั้งวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula XL) วิทยาลัยใหม่ของมหาวิทยาลัย ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ เชื่อมโยงสู่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและตลาดแรงงานในศตวรรษที่ 21 พร้อมยกระดับบทบาทจุฬาฯ สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” อย่างเป็นรูปธรรม

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานกล่าวเปิดงานแถลงข่าวเปิดตัว Chula XL ณ ชั้น 9 อาคารสยามสเคป และแสดงปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “บทบาทของการเรียนรู้ตลอดชีวิตในระดับโลก ในฐานะประธาน ASEM LLL Hub  ปี 2025 – 2030” ภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ “Synergy for Lifelong Learning: Driving Future Skills for a Sustainable Thai Society” โดยผู้บริหารและคณาจารย์จากหลากหลายคณะของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงกิจกรรม Parallel Session: Learning Platform powered by Chula นำเสนอแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต อาทิ CUVIP, Chula MOOC, CBS Academy, PIES และ MDCU MedUMORE

“Chula XL มีภารกิจในการจัดการและพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตในรูปแบบที่ยืดหยุ่น เข้าถึงได้ และสอดคล้องกับบริบทสังคม ผ่านหลักสูตร Non-Degree, Microcredentials การอบรม ตลอดจนการ Upskill และ Reskill ที่เชื่อมโยงกับระบบคลังหน่วยกิต พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้แบบสหวิทยาการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล การเปิดตัว Chula XL นับเป็นก้าวสำคัญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อการพัฒนาคน พัฒนาประเทศ และความยั่งยืนในอนาคต”

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า Chula XL สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของจุฬาฯ สู่การเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของสังคม การศึกษาไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในรั้วมหาวิทยาลัยหรือกรอบของวุฒิการศึกษา หากแต่ต้องเปิดกว้าง เข้าถึงได้จริง และต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในชีวิตและวิชาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม ความรู้คือพลังที่หล่อเลี้ยงการทำงานและคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกช่วงวัย เป็นการตอกย้ำบทบาทของจุฬาฯ ในฐานะสถาบันการศึกษาของชาติในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนด้วยการผนึกกำลังทุกคณะ สร้างศูนย์กลางทางวิชาการที่เปิดให้คนไทยทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้ทำงาน ไปจนถึงบุคลากรภาครัฐและเอกชนเพื่อเข้าถึงองค์ความรู้ทั้งเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติอย่างเท่าเทียม

ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวว่า Chula XL ได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนสำคัญของประเทศ อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงาน การบินไทย ไปรษณีย์ไทย ภาคเอกชน และเครือข่ายองค์กรต่างๆ สะท้อนพลังการบูรณาการเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตจริงของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ในสถานที่ทำงาน บนการเดินทาง หรือในพื้นที่สาธารณะ โครงการ Chula XL  คือหมุดหมายใหม่ของการศึกษาไทย ที่ยกระดับพื้นที่การเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา โดย XL หมายถึงความยิ่งใหญ่ของบทบาทจุฬาฯ ในการสร้างพลังความรู้ให้ประชาชนไทยทั้งประเทศ ซึ่งพลังนี้ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ แต่ยังร่วมถึงการสร้างอนาคตของสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไปอีกด้วย

รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ เปิดเผยว่า จุฬาฯ มีพันธกิจสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรและสังคม ให้สามารถปรับตัวและพัฒนาได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก มหาวิทยาลัยมุ่งขยายโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้ให้ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัย ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา จุฬาฯ ได้มอบ หมายให้บัณฑิตวิทยาลัยทำหน้าที่บริหารจัดการระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงระบบคลังหน่วยกิตและการเทียบโอนหน่วยกิต เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้จากหลากหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตของจุฬาฯ หรือ “Chula Lifelong Learning Ecosystem” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานได้อย่างยืดหยุ่น ระบบดังกล่าวเติบโตจากความร่วมมือของคณะและส่วนงานภายในมหาวิทยา

ลัย รวมถึงพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ และต่อยอดสู่การจัดตั้งวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ เพื่อตอบสนองการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุคใหม่ ทั้งนี้ โครงการ Chula XL ไม่เพียงขยายโอกาสทางการศึกษา แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ ให้มีสมรรถนะในการเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถต่อยอดองค์ความรู้ สร้างคุณค่าให้ตนเอง และปรับตัวได้อย่างเท่าทันอนาคต สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “Impactful Growth” ของจุฬาฯ ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างรอบด้านและก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช ประธานคณะกรรมการจัดตั้ง Chula XL เผยว่า จุฬาฯ จัดตั้ง “วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน” (Chula XL) ด้วยเป้าหมายสำคัญในการขยายบทบาทจากการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชนที่สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตของคนไทย ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งความ

รู้และทักษะจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง Chula XL จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการการเรียนรู้ตลอดชีวิตจากทุกคณะและหน่วยงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการจัดอบรมทั่วไป แต่เป็นกลไกหลักในการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้วิทยาลัยจะเชื่อมโยงระ

บบคลังหน่วยกิต ระบบบริหารการเรียนรู้ และระบบไมโครเครดิตเชียล เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถสะสม ต่อยอด และพัฒนาทักษะได้อย่างยืดหยุ่นตลอดชีวิต พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การเรียนรู้สอดคล้องกับการทำงานและการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

สถาปัตย์เพื่อความยั่งยืน กับ ‘เซ็นทรัล กระบี่’ ศูนย์การค้ายั่งยืนต้นแบบแห่งแรกของไทย

สถาปัตย์เพื่อความยั่งยืน กับ ‘เซ็นทรัล กระบี่’ ศูนย์การค้ายั่งยืนต้นแบบแห่งแรกของไทย

สถาปัตย์เพื่อความยั่งยืน กับ ‘เซ็นทรัล กระบี่’ ศูนย์การค้ายั่งยืนต้นแบบแห่งแรกของไทย

วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.30 น.

ปี 2569  ปีที่เรื่องความยั่งยืนถูกสานต่อและเห็นผลเชิงประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นในทุกมิติ  บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN  พาสัมผัสแง่มุมสถาปัตย์เพื่อความยั่งยืน ผ่านศูนย์การค้า “เซ็นทรัล กระบี่” สู่การเป็นต้นแบบศูนย์การค้ายั่งยืนแห่งแรกของประเทศไทยและหนึ่งในอาคารพาณิชย์กลุ่มแรกๆของโลกที่มุ่งสู่การรับรองมาตรฐานระดับสากล EDGE Zero Carbon Certification จาก International Finance Corporation (IFC) ภายใต้กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group)

 โครงการนี้สะท้อนพันธกิจของเซ็นทรัลพัฒนาในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เมืองแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน และเป้าหมายเป็นองค์กร Net Zero ในปี 2050  สอดรับกับวิสัยทัศน์ของจังหวัดกระบี่ “Krabi Go Green” ที่ต้องการสร้างเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศและศูนย์กลางแห่งวิถีชีวิตสีเขียวของภาคใต้  ผนวกกับการสร้างสรรค์ถนนรักษ์โลกสายแรกของภาคใต้ ร่วมกับเทศบาลเมืองกระบี่ และ พันธมิตร

จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการแผนกพัฒนาธุรกิจใหม่ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า เซ็นทรัล กระบี่ ได้รับการพัฒนาให้เป็น “Thailand’s First Prototype of a Sustainable Mall” ที่มุ่งลดคาร์บอนฟุตพรินต์ตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้าง และตั้งเป้ารับรองมาตรฐาน EDGE Zero Carbon Certification ครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ พลังงาน (Energy Efficiency), น้ำ (Water Efficiency), และวัสดุ (Embodied Energy in Materials) โดยตั้งเป้าลดการใช้พลังงานมากกว่า 40%, ลดการใช้น้ำกว่า 30%, และลดพลังงานจากวัสดุก่อสร้างกว่า 20% เมื่อเทียบกับอาคารทั่วไป

การจัดการพลังงานและอาคารเขียว : อาคารออกแบบในลักษณะ Semi-Outdoor เพื่อให้ลมธรรมชาติถ่ายเท พร้อมระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูงแบบ High Efficiency Chiller with Cooling Tower ซึ่งช่วยลดความร้อนและใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า พร้อมติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กว่า 14,400 ตร.ม. กำลังการผลิต กว่า 3.2 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่ามากที่สุดของศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัล และตั้งเป้าใช้พลังงานทดแทนหรือชดเชยคาร์บอน 100% ภายใน 1 ปีหลังเปิดดำเนินการ

การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน : มีการพัฒนาระบบประปาและสถานีสูบน้ำใหม่ ด้วยงบประมาณกว่า 10 ล้านบาท เพื่อเพิ่มแรงดันน้ำและลดการใช้น้ำบาดาล รวมถึงการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียประสิทธิภาพสูง ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำรวมกว่า 30%

วัสดุรักษ์โลก : เซ็นทรัล กระบี่ ใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุลดคาร์บอนในหลายส่วน เช่น แหอวนรีไซเคิลจากโรงงาน,ม้านั่งและกระถางในแบบ Terrazzo ที่ผลิตจากเศษขวดแก้วเหลือใช้, Hybrid Cement และ Calcined Clay Cement ที่ลดคาร์บอนการผลิตกว่า 20%, และวัสดุจากพลาสติกรีไซเคิล รวมถึงเศษวัสดุธรรมชาติอย่างเปลือกหอยและกระดองปู ที่ปรากฎให้เห็นอยู่ในเฟอร์นิเจอร์และฟีเจอร์ต่างๆทั่วศูนย์การค้า

 “เซ็นทรัลกระบี่ มุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์การค้ายั่งยืนแห่งแรกของประเทศไทย และหนึ่งในไม่กี่แห่งของโลก ที่หวังได้มาตรฐาน EDGE Zero Carbon Certification  เราคำนึงถึง Sustainable design โดยได้เลือกใช้วัสดุรักษ์โลก และวัสดุท้องถิ่น  สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน วัฒนธรรม และธรรมชาติ ของจังหวัดกระบี่ เราได้ร่วมคิด ร่วมทำไปกับบริษัทฯสถาปนิก และศิลปินมากมาย อาทิ  สตูดิโอ อาร์คิเทคส์ ดูแลในส่วน Architect, Landscape Collaboration ดูแลด้าน Landscape และ Dot Line Plane ดูแลด้าน Interior รวมถึงการร่วมกัน Collab กับ ศิลปินท้องถิ่น อาทิ Ocyco ที่ช่วยในการฟีดขยะรีไซเคิลมาทำเป็นผลงานต่าง , อาจารย์ธีระพล บุญสุข เจ้าของภาพถ่าย จุด Decoration, ดาหลา – ผู้ออกแบบลายผ้าบาติก ที่ช่วยรังสรรค์ชิ้นงานให้เกิดขึ้นจริง รวมถึงการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น มาดีไซน์เป็นองค์ประกอบต่างๆ เพื่อสะท้อนมิติของสังคมและวัฒนธรรม อาทิ เรือหัวโทง สวนปาล์ม ปูดำ และอื่นๆ  ทั้งหมดนี้ เพื่อให้มั่นใจว่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลกระบี่ จะเป็น พื้นที่ที่คิดถึงคนกระบี่ ตอบโจทย์ Sustainable Design ที่ให้ความสำคัญกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด”  จุฑาธรรม กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ขยายแนวทางการจัดการขยะ ด้วยการให้ความสำคัญกับ พื้นที่เก็บและคัดแยกขยะตามแนวทาง Zero Waste to landfill และโครงการ Krabi CSR Collection ร่วมกับพันธมิตร เช่น Sabina, Good Goods และ Hug Craft ผลิตสินค้าแฟชั่นจากแหอวนรีไซเคิล รวมถึงเสื้อพนักงานที่ผลิตจากแหอวนรีไซเคิล 100% รวมถึงต่อยอดสินค้าชุมชนไหนหนัง ด้วยการนำน้ำผึ้งจากชุมชน มาเป็นเมนูเครื่องดื่มในศูนย์อาหารและร้าน So!CoFF อีกด้วย

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่สะท้อนความมุ่งมั่นของโครงการเซ็นทรัล กระบี่ คือ การริเริ่ม Green Road ถนนรักษ์โลกสายแรกของภาคใต้และจังหวัดกระบี่ ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างเทศบาลเมืองกระบี่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท CPAC (SCG) ร่วมกับลูกค้าเซ็นทรัล เชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคเหนือสู่ภาคใต้ ให้เกิดขึ้นจริงเป็นครั้งแรก โดยใช้ขยะพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้ กว่า 2.5 ตัน และไบโอชาร์ (Biochar) 5.8 ตัน จากถ่านชีวมวลทางเกษตรภาคเหนือ เป็นส่วนผสมในการก่อสร้าง ซึ่งสามารถช่วยสร้างคุณค่าใหม่ให้ขยะที่ไร้ค่าให้กลับมามีมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 25.89 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 1,250 ต้นต่อปี นอกจากนี้ยังมีการเพ้นท์ตัวอักษร ‘KRABI Green Road Green City’ บนถนน โดยใช้สีปลอดสารตะกั่ว ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ เซ็นทรัลพัฒนา ยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของ CECI เครือข่ายความร่วมมือขององค์กรธุรกิจอุตสาหกรรมการก่อสร้างในไทยด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยได้ร่วมมือกับพันธมิตรต่างๆ ในการนำร่องผสมผสานแนวคิดด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน มาใช้ทดลองและทดสอบในศูนย์การค้าก่อนหน้านี้ และประสบผลสำเร็จ มาแล้ว อาทิ เซ็นทรัล เวสต์วิลล์ ที่เป็น Low carbon Mall แห่งแรก, เซ็นทรัล อยุธยา ที่ได้รับรางวัล Thailand energy award รวมถึง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค ที่ผสมผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ากับการใช้ชีวิตของคนเมือง

จากความมุ่งมั่นของเซ็นทรัลพัฒนา การมีส่วนร่วมจากพันธมิตร สู่ผลงานเชิงประจักษ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เซ็นทรัล กระบี่ พร้อมแล้วที่จะเป็นต้นแบบศูนย์การค้ายั่งยืนแห่งแรกของไทย ที่มุ่งสู่มาตรฐานโลก EDGE Zero Carbon Certification ในอนาคต สะท้อนไปยังพันธกิจของบริษัท “Imagining Better Futures for All” อย่างแท้จริง

DMT เปิด ‘DMT Learning Academy’ ปั้นคนเก่งและสร้างผู้นำอนาคต ภายใต้แนวคิด Empowering Smart People for Smart Future

DMT เปิด ‘DMT Learning Academy’ ปั้นคนเก่งและสร้างผู้นำอนาคต             ภายใต้แนวคิด Empowering Smart People for Smart Future

DMT เปิด ‘DMT Learning Academy’ ปั้นคนเก่งและสร้างผู้นำอนาคต ภายใต้แนวคิด Empowering Smart People for Smart Future

วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT เดินหน้าปรับปรุงอาคารสำนักงานด่านดอนเมืองครั้งสำคัญ เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมการทำงานให้สอดรับกับรูปแบบการทำงานยุคใหม่ และตอกย้ำบทบาทองค์กร ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน

การปรับปรุงครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่จำนวน 2 ชั้น ภายใต้ชื่อ “DMT Learning Academy” ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่ทำงานเพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ขององค์กร โดยยึดแนวคิดหลัก “Empowering Smart People for Smart Future” สะท้อนความเชื่อของ DMT ว่าคนคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรและอนาคตของประเทศ ด้วยลักษณะรูปแบบการทำงานขององค์กร ที่ให้บริการผู้ใช้ทางตลอด 24 ชั่วโมง พนักงานในแต่ละสายงานมีบทบาทและความต้องการใช้พื้นที่แตกต่างกัน  ดังนั้นคณะผู้บริหารระดับสูงของ DMT จึงมีดำริให้ออกแบบ DMT Learning Academy ภายใต้แนวคิด People-Centric & Flexible Workspace เพื่อรองรับการเรียนรู้ในทุกรูปแบบ และเปิดโอกาสให้พื้น

ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างหลากหลาย โดยนำแนวคิด Process Optimization มาปรับใช้กับการบริหารจัดการพื้นที่และรูปแบบการทำงาน ผสานอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้การใช้งานพื้นที่มีประสิทธิภาพสูงสุด จากห้องทำงาน สามารถปรับเป็นห้อง Training ห้องอบรมเชิงปฏิบัติการ ห้องประชุม หรือสตูดิโอสำหรับการสื่อสารและการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ได้อย่างคล่องตัว นอกจากนี้ การปรับปรุงอาคารยังให้ความสำคัญกับการเลือกใช้อุปกรณ์ เทคโนโลยี และวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีต่อทั้งพนักงานและสังคมในระยะยาว

การเปิด DMT Learning Academy สะท้อนวิสัยทัศน์ของ DMT ในการ พัฒนาคนจากภายใน สู่การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ภายใต้แนวคิดมนุษนิยม ที่ให้ความสำคัญกับศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม พร้อมเตรียมองค์กรให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอนาคตอย่างทันท่วงทีต่อไป