เปิดเวทีนานาชาติ เสริมศักยภาพนักวิจัยไทยเข้าถึงทุนวิจัยระดับโลก หนุนเครือข่ายวิจัยไทย–สหราชอาณาจักร

เปิดเวทีนานาชาติ เสริมศักยภาพนักวิจัยไทยเข้าถึงทุนวิจัยระดับโลก หนุนเครือข่ายวิจัยไทย–สหราชอาณาจักร

เปิดเวทีนานาชาติ เสริมศักยภาพนักวิจัยไทยเข้าถึงทุนวิจัยระดับโลก หนุนเครือข่ายวิจัยไทย–สหราชอาณาจักร

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

11 มีนาคม 2569 ดร. พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop Seminar) เรื่อง “การยกระดับโครงการวิจัยสู่ระดับสากลด้วยทุนวิจัยนานาชาติ: การแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีและบทเรียนจากประสบการณ์จริง” ร่วมกับ นายแดนนี่ ไวท์เฮด (Mr. Danny Whitehead) ผู้อำนวยการบริติช เคานซิล (British Council) ประจำประเทศไทย โดยมีคณะผู้ฝึกอบรมจากมหาวิทยาลัยเดอร์บี้ (Derby University) สหราชอาณาจักร วิทยากรจากสหราชอาณาจักร คณะผู้บริหาร นักวิจัย และคณาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศกว่า 100 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร

ดร. พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้ร่วมกับ บริติช เคานซิล ดำเนินโครงการ International Science Partnerships Fund (ISPF) มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 3 ปี ซึ่งโครงการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร โดยไม่เพียงมุ่งเน้นการแก้ไขความท้าทายระดับโลกที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ยังช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานวิจัยของทั้งสองประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

“ISPF ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม โดยเฉพาะในสาขาที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศ เช่น เทคโนโลยีพลิกโฉม (Disruptive Technologies) อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีด้านสุขภาพ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” รองปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ทั้งนี้ การสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยและคณาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษาของไทยได้เรียนรู้เกี่ยวกับโอกาสในการเข้าถึงทุนวิจัยนานาชาติ แนวโน้มและความคาดหวังของหน่วยงานผู้ให้ทุน ตลอดจนแนวทางการจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยให้มีความเข้มแข็งและมีโอกาสได้รับทุนสนับสนุน โดยมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากหน่วยงานผู้ให้ทุนและนักวิจัยที่ประสบความสำเร็จในการได้รับทุนวิจัยระดับนานาชาติ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการที่เข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต

THAIFEX – HOREC ASIA 2026 ยกระดับธุรกิจ HoReCa

THAIFEX – HOREC ASIA 2026 ยกระดับธุรกิจ HoReCa

THAIFEX – HOREC ASIA 2026 ยกระดับธุรกิจ HoReCa

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

เปิดตัวไฮไลต์พื้นที่พิเศษ “Hospitality Design” ระดมแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ และงานดีไซน์ไทยระดับโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมกับ หอการค้าไทย (TCC) และ โคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse) จัดแสดงพื้นที่พิเศษ “Hospitality Design” กว่า 700 ตารางเมตร ในงานแสดงสินค้า THAIFEX – HOREC ASIA 2026
รวบรวมสุดยอดผู้ประกอบการไทยในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งไลฟ์สไตล์ชั้นนำกว่า 28 แบรนด์ นำเสนอแนวคิดการตกแต่งแบบครบวงจรสำหรับกลุ่มธุรกิจ HoReCa (โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ และการจัดเลี้ยง) โดยเน้นจุดขายด้านคุณภาพ งานฝีมืออันประณีต (Craftsmanship) และนวัตกรรมความยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการยุคใหม่ของธุรกิจบริการและร้านอาหาร

ผู้จัดงานเปิดเผยเพิ่มเติมว่า พื้นที่ Hospitality Design ในปีนี้มุ่งเน้นชูโรงกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์และ การตกแต่งแบรนด์ไทยที่มีศักยภาพและฝีมือระดับสากล อาทิ KORAKOT, DEESAWAT, MASAYA, AGAL, BATHROOM DESIGN I-SPA, FIVESIS และ THANIYA มาร่วมจัดแสดง ซึงล้วนแต่เป็นแบรนด์ที่อยู่เบื้องหลัง ความสมบูรณ์แบบของเครือโรงแรมและร้านอาหารหรูทั่วโลก

โดยตั้งเป้าให้ผู้ซื้อและเจ้าของโครงการได้สัมผัสวัสดุจริงและค้นหาไอเดียใหม่ในการต่อยอดธุรกิจผ่านนิทรรศการ ภายใต้ธีม “THE WALL” จัดแสดงวัสดุและพื้นผิว (Surfaces) สำหรับงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่ง มุ่งเน้นการนำเสนอวัสดุทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน หรือ Sustainability และการประหยัดพลังงาน โดดเด่นด้วยการใช้เทคนิคเชิงช่างชั้นสูงในการผลิต เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่างให้กับการสร้างประสบการณ์ ในธุรกิจ HoReCa

ร่วมค้นหาแรงบันดาลใจและโอกาสทางธุรกิจได้ที่ THAIFEX – HOREC ASIA 2026 งานแสดงสินค้านานาชาติ ชั้นนำสำหรับธุรกิจ HoReCa ระหว่างวันที่ 11–13 มีนาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–2 ศูนย์แสดงสินค้าและ การประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

‘แคลร์ – ณริดา จรณะจิตต์’ ต้นแบบเยาวชนไทย ผู้เปลี่ยนความรักให้เป็นพลังขับเคลื่อนความหวังบนเวทีสหประชาชาติ กับภารกิจฟื้นฟูทะเลไทย

'แคลร์ - ณริดา จรณะจิตต์' ต้นแบบเยาวชนไทย ผู้เปลี่ยนความรักให้เป็นพลังขับเคลื่อนความหวังบนเวทีสหประชาชาติ กับภารกิจฟื้นฟูทะเลไทย

‘แคลร์ – ณริดา จรณะจิตต์’ ต้นแบบเยาวชนไทย ผู้เปลี่ยนความรักให้เป็นพลังขับเคลื่อนความหวังบนเวทีสหประชาชาติ กับภารกิจฟื้นฟูทะเลไทย

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.13 น.

ส่งต่อโลกที่งดงามและสมบูรณ์สู่รุ่นต่อไป
ชื่อของ “แคลร์ – ณริดา จรณะจิตต์” เป็นที่รู้จักในมุมที่ของการเป็นเยาวชนนักอนุรักษ์ที่หลายองค์กรในประเทศและต่างประเทศจับตามอง ตัวแทนเยาวชนไทยผู้เปลี่ยนความรักเป็นพลังขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเป็นกระบอกเสียงให้กับธรรมชาติที่พูดไม่ได้ เดินหน้าภารกิจฟื้นฟูหัวใจของท้องทะเลให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งอย่างจริงจังต่อเนื่องกว่า 7 ปี จนสามารถส่งเสียงสะท้อนดังไกลถึงเวทีระดับโลกอย่าง UN ซึ่งเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ว่า พลังของคนรุ่นใหม่สามารถขับเคลื่อนโลกได้จริง ผ่านความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณที่พร้อมจะส่งต่อโลกที่สมบูรณ์สู่คนรุ่นต่อไป
ในวันที่อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อทุกสรรพสิ่ง รวมถึงท้องทะเลที่เริ่มส่งสัญญาณวิกฤตในด้านต่าง ๆ หลายคนอาจมองปัญหาสิ่งแวดล้อมในภาพใหญ่ว่าต้องวางกลยุทธ์ฟื้นฟูแก้ไขระดับนโยบาย แต่สำหรับแคลร์ที่ผูกพันกับธรรมชาติ ทั้งผืนป่าและท้องทะเลมาตั้งแต่เด็ก กลับเชื่อมั่นว่าทุกเสียงคือฟันเฟืองสำคัญที่สามารถขับเคลื่อนโลกใบนี้ให้หมุนไปในทิศทางที่ยั่งยืนกว่าเดิมได้ แม้จะเป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ไม่ได้มีพลังหรืออำนาจพิเศษอยู่ในมือ

เริ่มต้นจากบทเรียนในป่าใหญ่ สู่เรื่องเล่าของพะยูนน้อย “มาเรียม”
จากความตื่นเต้นที่ได้เห็นช้างตัวเป็นๆ ในค่ายสิ่งแวดล้อมครั้งแรกเมื่อวัย 6 ขวบ กลายเป็นความประทับใจที่ทำให้เด็กหญิงแคลร์ในวันนั้น สนุกและมีความสุขกับการได้เข้าค่ายสิ่งแวดล้อม จนค่อยๆ หล่อหลอมเปลี่ยนมุมมองของเธอไปทีละน้อย โดยแคลร์ย้อนถึงจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายอนุรักษ์ว่า “คุณพ่อคุณแม่คือผู้เปิดประตูบานแรกและเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ทำให้แคลร์ก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ จากการพาไปเข้าค่ายสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ใช่แค่กิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน แต่เป็นโอกาสในการได้ออกไปใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ได้สังเกต ตั้งคำถาม และทำความเข้าใจกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว และเมื่อแคลร์ได้เข้าร่วมค่ายหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ทั้งค่ายทางทะเลและค่ายอนุรักษ์สัตว์ป่า ก็ยิ่งทำให้ผูกพันกับธรรมชาติลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มรู้สึกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว”
หลังจากนั้นในปี 2562 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้เธอตั้งหมุดหมายสู่การเป็นนักอนุรักษ์อย่างเต็มตัว คือการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในค่ายพะยูน และได้พบกับ “มาเรียม” พะยูนน้อยกำพร้าที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์ระดับโลกหลังจากนั้นต่อมา ภาพความไร้เดียงสาของมาเรียมที่พยายามว่ายคลอเคลียเรือเพราะคิดว่าเป็นแม่ จุดประกายให้แคลร์เกิดความสนใจ จนนำไปสู่การศึกษาเกี่ยวกับพะยูนและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและถ่ายทอดเป็นหนังสือ “Mariam The Lost Dugong” ที่เธอเขียนและวาดรูปเองทั้งหมด เพื่อให้ผู้คนรู้จักกับพะยูนสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ในประเทศไทย และหันมาช่วยกันอนุรักษ์ โดยนำรายได้จากการจำหน่ายบริจาคเพื่อช่วยเหลือสัตว์ทะเลและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้ นอกจากนี้เธอยังร่วมจัดตั้ง “มูลนิธิกระบี่ยั่งยืน” เพื่อช่วยเหลือสัตว์ทะเลที่กำลังจะสูญพันธุ์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเธอในบทบาท “กระบอกเสียงของทะเลไทย” จากการได้รับโอกาสให้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพะยูนและปัญหาสิ่งแวดล้อมแก่เด็กนักเรียนในจังหวัดกระบี่กว่า 2,000 คนในงาน Give Back to The Ocean ก่อนจะได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้บรรยายถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อม ต่อหน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ตลอดจนคณาจารย์และนักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติ ในงาน The Ocean Cleanup ณ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ในปี 2565

จากคำถามใต้ท้องทะเล สู่สารคดีระดับนานาชาติ
เพื่อต่อยอดความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล แคลร์เริ่มศึกษาปัญหาการลดลงของประชากรฉลามวาฬทั่วโลก และตัดสินใจจัดทำภาพยนตร์สารคดี โดยเธอใช้เวลากว่า 3 ปี ดำน้ำในหลายพื้นที่ ทว่าไม่พบฉลามวาฬแม้แต่ตัวเดียว แทนที่จะยอมแพ้ เธอกลับตั้งคำถามว่าทำไม “การที่เราไม่เจอฉลามวาฬเลย ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าบางอย่างกำลังผิดปกติ แคลร์เลยเริ่มค้นคว้าอย่างจริงจัง ทำงานร่วมกับนักวิชาการ สัมภาษณ์นักดำน้ำและชาวประมง เพื่อหาว่าปัญหาจริง ๆ อยู่ตรงไหน” เธอเล่า
กระทั่งในปี 2566 แคลร์ในวัย 14 ปีได้จัดทำภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Giants of the Deep: The Whale Sharks Story” เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของฉลามวาฬที่กำลังเผชิญภาวะใกล้สูญพันธุ์ในประเทศไทย ซึ่งคว้ารางวัลจากเวทีภาพยนตร์นานาชาติมาได้ถึง 7 รางวัล จาก 7 เทศกาลภาพยนตร์ อาทิ Award Winner: New York International Film Awards, Award Winner: Global Film Festival Awards, Award Winner: Nature Without Borders International Film Festival, Award Winner: World Whale Film Festival อีกทั้งยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสื่อการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กและโรงเรียนในชุมชนทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ Environmental Education Units (EEU) ของ Youth Wildlife Guardians มูลนิธิ Environmental and Social Foundation (ESF) และที่ทำให้เธอภาคภูมิใจ คือการได้รับเชิญให้เดินทางไปรับรางวัลและกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีระดับนานาชาติ ณ รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เพื่อถ่ายทอดทั้งเบื้องหลังสารคดีและความสำคัญของการอนุรักษ์ฉลามวาฬในระดับโลก

Seagrass Restoration ภารกิจคืนความหวังให้ท้องทะเล
โครงการใหญ่ที่แคลร์ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันคือ “การฟื้นฟูหญ้าทะเล (Seagrass Restoration)” ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี 2567 ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เธอศึกษาพบว่าหญ้าทะเลมีบทบาทสำคัญต่อทั้งระบบนิเวศทางทะเลและบนบก “หญ้าทะเลไม่เพียงเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหลากหลายชนิด ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งอนุบาลและที่หลบภัยของสัตว์น้ำเศรษฐกิจ รวมถึงสัตว์ทะเลหายากอย่างเต่าทะเลอีกด้วย แถมยังช่วยกรองและปรับปรุงคุณภาพน้ำ ลดการกัดเซาะชายฝั่งผ่านระบบรากที่แข็งแรง และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นแหล่งกักเก็บ คาร์บอนสีน้ำเงิน หรือ Blue Carbon ซึ่งมีประสิทธิภาพในการดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าป่าบนบกหลายเท่า ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถ้าเราอยากช่วยสัตว์ทะเลจริง ๆ ต้องเริ่มจากรากฐานของระบบนิเวศ หญ้าทะเลอาจฟังดูเล็ก แต่จริงๆ แล้วมันคือหัวใจของทะเล” แคลร์อธิบายถึงที่มาของโครงการ
เพื่อเพิ่มพื้นที่การปลูกหญ้าทะเลในระบบนิเวศใต้ทะเลให้มากยิ่งขึ้น เธอได้เรียนรู้และพัฒนาวิธีเพาะหญ้าทะเล รวมถึงการปลูกหญ้าทะเลหลายรูปแบบ ทั้งแบบดำน้ำลึก (Scuba Diving) และแบบไม่ต้องดำน้ำ โดยตั้งแล็บทดลองที่จังหวัดกระบี่ เก็บข้อมูลจริง และทำงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชุมชน ตลอดจนนักเรียนในชุมชนเกาะจำ นอกจากนี้ยังมีโรงแรม อมารี โวค กระบี่ (Amari Vogue Krabi) ร่วมสนับสนุนด้วย


 
แนวคิดเชื่อมทุกภาคส่วนสู่การอนุรักษ์ด้วย “BlueQuest”
จากการที่พื้นฐานครอบครัวแคลร์ที่ทำธุรกิจด้าน Hospitality ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว  แคลร์จึงมีความคุ้นเคยและเข้าใจในมิติแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งที่สอดแทรกเข้าไปในบริบทของนักเดินทางได้
ความเข้าใจนี้ได้ถูกนำมาต่อยอดเป็นแอปพลิเคชัน “BlueQuest” แพลตฟอร์มที่จะเปิดตัวในปี 2569 นี้ เพื่อเชื่อมโยงคนในชุมชน นักท่องเที่ยว และภาครัฐเข้าด้วยกัน โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลและช่วยเหลือสัตว์ทะเล ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน 
ซึ่งตัวแอปพลิเคชันถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์ทะเล เชื่อมโยงข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงจากคนในชุมชนท้องถิ่น และจากทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทางภาครัฐ และจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่พบเจอปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย รวมถึงรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กิจกรรมการท่องเที่ยวที่ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ตลอดจนแนวทางการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ โดยแคลร์เผยความตั้งใจว่า “แคลร์เชื่อว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องช่วยกันทำ ซึ่งแอปพลิเคชัน BlueQuest จะทำให้การอนุรักษ์เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวและการดูแลทรัพยากร นักท่องเที่ยวจะได้รู้ว่าช่วงไหนควรเที่ยวอย่างไรให้เป็นมิตรต่อทะเล ส่วนชาวบ้านก็มีรายได้ที่ยั่งยืนไปพร้อมกับการดูแลธรรมชาติ”
แม้วันนี้ความสนใจหลักของเธอจะมุ่งไปในเส้นทางนักอนุรักษ์ แต่การพัฒนาแอปพลิเคชัน BlueQuest ก็สะท้อนมุมมองของผู้นำรุ่นใหม่ที่มองเห็นโอกาสในการผสานแนวคิดด้านการอนุรักษ์เข้ากับภาคธุรกิจเพื่อให้การท่องเที่ยวและการบริการเติบโตควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม 


 
จากเสียงเล็ก ๆ สู่กระบอกเสียงเยาวชนไทยบนเวทีโลก
ความมุ่งมั่นตั้งใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างจริงจังของแคลร์ ตั้งแต่อายุเพียง 10 ปี ไม่เพียงสร้างแรงบันดาลให้กับเยาวชนในชุมชนท้องถิ่น ยังเป็นกระบอกเสียงเล็ก ๆ ที่สะท้อนประเด็นสิ่งแวดล้อมไปยังผู้ใหญ่และผู้กำหนดนโยบาย ทั้งในประเทศไทยและในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการได้รับเลือกให้เป็นเยาวชนคนไทยที่อายุน้อยที่สุด ด้วยวัยเพียง 16 ปี และเป็นเยาวชนไทยเพียงคนเดียว ที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติ ในการประชุม High-Level Political Forum (HLPF) ภายใต้หัวข้อ SDG 14: Life Below Water เคียงข้างผู้แทนจากนานาประเทศ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 และยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งในเยาวชนที่ทำหน้าที่ Youth Voice เพื่อสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นอุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศและสัตว์ทะเลใต้ผิวน้ำ พร้อมนำเสนอแนวทางแก้ไขเร่งด่วนที่ควรดำเนินการในระดับนานาชาติ ต่อประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติในครั้งนี้ด้วย
นอกจากนี้เธอยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะผู้แทนเยาวชน (Youth Delegates) และเป็นหัวหน้ากลุ่ม Youth Project Leader of Marine Endangered Species จากมูลนิธิ Environmental and Social Foundation (ESF) เพื่อเข้าร่วมการประชุมด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร ถึงสองครั้ง ได้แก่ การประชุม The 4th SAMVAD เมื่อต้นปี 2568 และการประชุม The 6th Faith for Rights ในปลายปี 2568
ล่าสุด แคลร์ได้รับเลือกให้เข้าร่วมโครงการ Youth Leader Davos ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจัดขึ้นในเดือนมกราคม 2569 แต่ติดภารกิจ จึงไม่สามารถเดินทางไปเข้าร่วมได้ด้วยตนเอง แม้จะเสียดาย แต่ก็รู้สึกยินดีและภาคภูมิใจที่ความตั้งใจและความมุ่งมั่นตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเธอ ได้รับการมองเห็นและยอมรับจากองค์กรระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเบื้องหลังของความสำเร็จทั้งหมดนี้ คือการสนับสนุนจากครอบครัวที่เธอรัก และแรงผลักดันจาก ดร.อลงกต ชูแก้ว อาจารย์ที่ปรึกษา รวมถึงเพื่อนๆ ที่ร่วมแรงร่วมใจเคียงข้างกันมา ก่อนจะค่อย ๆ ขยายผลไปสู่การได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและในระดับนานาชาติ ซึ่งล้วนให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน

วันนี้ในวัย 17 ปี “แคลร์” ณริดา จรณะจิตต์ ไม่ได้เป็นเพียงนักเรียนที่สนใจในเรื่องธรรมชาติ แต่เธอคือ “นักปฏิบัติ” ที่ลงมือทำจริง โดยยังคงมุ่งมั่น เดินหน้า และไม่หยุดทำงานด้านการอนุรักษ์ ด้วยความหวังว่า เสียงเล็ก ๆ และความตั้งใจจริงของเธอจะสามารถจุดประกายบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างได้ในอนาคต 
“เมื่อยังเป็นเด็ก แคลร์รู้สึกผูกพันกับทะเลและรักทะเลมาก จนถึงวันนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม ทะเลคือบ้านหลังที่สอง เป็นที่ที่ทำให้แคลร์รู้สึกสงบ มีพลัง และเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง การได้เห็นทะเลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ค่อยๆ ถูกทำลาย จึงทำให้รู้สึกเศร้าและสะเทือนใจมาก เลยตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล เพื่อให้เด็กๆ ทุกคนในรุ่นต่อๆ ไป ได้มีโอกาสเห็นความสวยงามและความสมบูรณ์ของท้องทะเล เหมือนที่แคลร์เคยเห็น” นักอนุรักษ์รุ่นเยาว์กล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า สำหรับแคลร์ เป้าหมายไม่ใช่แค่การฟื้นฟูทะเลไทย แต่เป็นการสร้างแรงกระเพื่อมที่ขยายผลในระดับนานาชาติ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เสียงเพลงจากนกเขา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เสียงเพลงจากนกเขา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เสียงเพลงจากนกเขา

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               ที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีขั้นสูง ที่อินเทอร์เน็ตและโทรทัศน์เชื่อมต่อทั่วโลกอย่างราบรื่น วันหนึ่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตของทั้งเมืองได้หายไปอย่างกะทันหัน ทำให้เด็กๆ ไม่สามารถเล่นเกมโปรด และชาวเมืองไม่สามารถดูละครโทรทัศน์ได้ ทั้งนี้เนื่องจาก มีฝูงลิงจำนวนมากได้ออกจากป่าเขา เข้าไปในเมือง แล้วลูกลิงแสนซนได้เล่นดึงทำลายสายใยแก้วสื่อสาร ทำให้ระบบอินเทอรเน็ตและโทรศัพท์ขัดข้อง เกิดความโกลาหลไปทั่วเมือง

              ชาวเมืองพยายามหาวิธีจัดการกับลิงจอมซน โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น การใช้แหครอบฝูงลิง ใช้ปืนยิงยาสลบ และการใช้กรงกับดัก แต่ลิงที่ฉลาดจำนวนมากก็สามารถหลบหนีไปอย่างลอยนวล ชาวเมืองจึงตั้งรางวัลมูลค่าสูงสำหรับผู้ที่ปราบลิงได้

              ขณะที่มนุษย์หมดปัญญาปราบลิง ฝูงนกเขาได้เสนอตัวเข้ามาจัดการปัญหาลิง ด้วยวิธีการที่ไม่เหมือนใคร โดยเรียกร้องค่าบริการเป็นข้าวโพดหนึ่งกระสอบ โดยจะใช้เสียงของนกเขาร้องเพลงที่ไพเราะ แบบพระอภัยมณีเป่าปี่ให้นางยักษหลับ ส่งเสียงนกล่อลิงออกจากเมือง  ให้กลับเข้าไปอยู่ในป่าเรียบร้อยไม่ต้องใช้กำลังบังคับ    

              เมื่อภารกิจสำเร็จลุล่วง นกเขาได้ทวงถามรางวัลเป็นข้าวโพดหนึ่งกระสอบ แต่ชาวเมืองกลับบิดพลิ้ว ไม่ทำตามสัญญา โดยอ้างว่าได้นำข้าวโพดไปขายเพื่อนำเงินไปซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่หมดแล้ว

              ด้วยความผิดหวัง นกเขาจึงหยุดร้องเพลงล่อลิง ทำให้ฝูงลิงกลับเข้ามาในเมืองอีกครั้งและลงมือดึงทำลายสายสื่อสารเช่นเคย ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของเมืองเสียหายเหมือนเดิม           

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คนดีต้องรักษาสัญญาและคำพูด

              ดัดแปลงจากนิทานเยอรมันของกริมม์ เรื่อง คนเป่าปี่แห่งเมือง แฮมลิน The Pied Piper of Hamelin, Der Rattenfänger von Hameln.

อาทร  จันทวิมล

คุณแหน : 11 มีนาคม 2569

คุณแหน : 11 มีนาคม 2569

คุณแหน : 11 มีนาคม 2569

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

๐๐ อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม ได้เข้าเยี่ยมชมบรรยากาศความงดงามของดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ ณ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม โดยมี รศ.นสพ.ดร.อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์ ต้อนรับ..๐๐

๐๐ ชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผวจ.ร้อยเอ็ด เป็นประธานต้อนรับชาวคณะ Digital CEO#9 ที่ไปดูงานการประยุกติ์ใช้เทคโนโลยีของ บมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์ สำนักงาน จ.ร้อยเอ็ด โดยมี กุลวรา โชติพันธุ์โสภณ, เข็มชาติ สังฆะคาม, พญ.สุรางคณา เตชะไพฑูรย์, ภัทรลดา  สง่าแสง, ดร.สักกเวท ยอแสง, ดร.ชานนท์ ชิงชยานุรักษ์, สุทธิภาศ พงศ์มณี, นพ.จิตติมา ใสบริสุทธิ์, จิตสุเรศ  อัตตะนันทน์, เจตพันธุ์ ตรีบำเพ็ญ, ชญาณเดช ปรียวัฒธนากุล, ชุติมา ดุลย์มณี, ฐิรัฐ นาถวิริยกุล, เดชา ตั้งพิมลรัตน์, ทวีศักดิ์ หินอ่อน, ศิรัส สมบัติศิริ, ทิพวรรณ ไพศาลสุขวิทยา, ดร.อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ ร่วมด้วย..๐๐

๐๐ รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดี ม.บูรพา จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รศ.ดร.ภก.สุมนต์ สกลไชย นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิของ ม.บูรพา..๐๐

๐๐ ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) พร้อม ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ร่วมประกาศความพร้อมจัดงานเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี สมาคมฯ โดยร่วมกับภาควิชาการตลาด Chulalongkorn Business School (CBS) เตรียมสรรหาคัดเลือกสุดยอดนักการตลาดผู้สร้างคุณูปการต่อประเทศเข้าสู่ “Thailand Marketing Hall of Fame” หอเกียรติยศนักการตลาดไทย ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นทุก 10 ปี..๐๐

๐๐ นุสรา อัสสกุล บัญญัติปิยพจน์ ประธาน BRAIN 2 จัดงานรุ่นสังสรรค์ล่องเรือยอช์ท ณ โอเชี่ยน มาริน่า ยอช์ท คลับ งานนี้ วัลยา จิราธิวัฒน์, เกษสุดา ไรวา, พรรณี จารุสมบัติ, วิสิฐ ตันติสุนทร, ดร.วารีรัตน์ ตั้งธนกูล, ไพศาล พิสุทธิ์วัชระ, เกียรติ ตั้งตรงศักดิ์, ชลัช ชินธรรมมิตร์, กชพรรณ นุ่มฤทธิ์, ดร.อลิสา เลิศเดชเดชา, อัชดา เกษราศุกร์, ดร.อัจฉรีย์ งามพร้อม, อมรรัตน์ ตันติโชค, รสริน เธียรนุกุล, กัญญา ดิลกเรืองชัย, บุญชู สมบูรณ์ศักดิกุล, พัชรีภรณ์ ณ ส.วิกิตเศรษฐ์ ไม่พลาด..๐๐

๐๐รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย รับมอบเงินบริจาคจาก ชาวคณะผู้อบรม บสพ. รุ่นที่ 6 เพื่อกองทุนการเข้าถึงการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง รพ. ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ..๐๐

๐๐ณัฐพงศ์ โกวิทยานันต์ วันเกิดปีนี้ได้ไปไหว้เจ้าพ่อเสือ เที่ยงไปเรียนกอล์ฟ ตกเย็นทานข้าวฉลองกับครอบครัวอย่างอบอุ่น..๐๐

๐๐ชื่นชม ภัทรสุดา ประดิษฐอาชีพ พาคุณพ่อคุณแม่ เฉลิม-อัญชลี ประดิษฐอาชีพ ไปแสวงบุญสักการะ 4 สังเวชนียสถานหลักที่ อินเดีย-เนปาล 8 วัน..๐๐

๐๐ สุเมธ สุรบถโสภณ นายกสมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ขอเชิญศิษย์เก่า BCC ทุกคน เข้าร่วมการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี พ.ศ.2569 ของสมาคมฯ 21 มีค. 12.30 – 15.30 น. ณ สมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย..๐๐

๐๐พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ อัจฉราภรณ์ แก้วทอง มารดา นราพัฒน์ แก้วทอง 11มี.ค.17.00 น…พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมถึง 13 มี.ค.และสวดถึง 17 มี.ค.18.00 น. ศาลาสารัชถ์-นลินี รัตนาวะดี วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน แล้วบรรจุ..

น้องใหม่

Life & Health : การใช้ยาคุมกำเนิดในหญิงให้นมบุตร

Life&Health : การใช้ยาคุมกำเนิดในหญิงให้นมบุตร

Life&Health : การใช้ยาคุมกำเนิดในหญิงให้นมบุตร

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.57 น.

การคุมกำเนิดหลังคลอดเป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร จำเป็นต้องเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยต่อทั้งแม่และลูก ไม่กระทบต่อการผลิตน้ำนม และมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์

ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาทอย่างไรต่อการทำงานของฮอร์โมนโปรแลคติน

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.วิลาสินี หิรัญพานิช ซาโตะ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า การคุมกำเนิดหลังคลอดเป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร จำเป็นต้องเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยต่อทั้งแม่และลูก ไม่กระทบต่อการผลิตน้ำนม และมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ หลังการคลอดบุตร ร่างกายจะมีระดับฮอร์โมนฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) และโปรเจสเตอโรน (progesterone) ลดลง และจะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนโปรแลคติน (prolactin) จากต่อมใต้สมองส่วนหน้า จากการที่ลูกดูดนมแม่ โดยฮอร์โมนโปรแลคตินจะมีฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ (Lactational amenorrhea) โดยการยับยั้งการหลั่งฮอร์โมน LH และ FSH ดังนั้นการให้ลูกดูดนมแม่จึงเป็นการคุมกำเนิดตามธรรมชาติ โดยเมื่อหยุดให้นมบุตร ระดับฮอร์โมนโปรแลคตินจะลดลงทำให้กระบวนการตกไข่กลับมาเป็นปกติ หากมีเพศสัมพันธ์จึงทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้

ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาทสำคัญในการยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนโปรแลคติน โดยเฉพาะระยะหลังคลอดบุตร (postpartum phase) ซึ่งร่างกายมีการลดระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ฮอร์โมนโปรแลคติน ถูกกระตุ้นมากและส่งผลกระตุ้นการผลิตน้ำนม  ดังนั้นในระยะให้นมบุตร หากร่างการมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน สูง จะทำให้หลั่งโปรแลคติน ลดลงและส่งผลต่อการผลิตลดการผลิตน้ำนมตามธรรมชาติในที่สุด

เนื่องจากผลของฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนโปรแลคติน ดังนั้นขณะคุณแม่กำลังให้นมบุตรจึงควรใช้ยาคุมกำเนิดซึ่งไม่มีเอสโตรเจนเป็นส่วนประกอบ หรือเรียกว่า ฮอร์โมนเดี่ยวชนิด progestin-only pills (POP เรียกอีกชื่อว่า “minipill”) โดยสามารถเริ่มใช้ยาคุมกำเนิดชนิด POP ได้ทันที หรือภายใน 4-6 สัปดาห์หลังคลอด  โดยไม่กระทบต่อการผลิตน้ำนม และลดความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันจากฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยคุณแม่ที่ให้นมบุตรสามารถเปลี่ยนมาใช้ยาคุมกำเนิดชนิดรวมที่มีทั้งเอสโตรเจสและโปรเจสติน (progestin) เป็นส่วนประกอบ (combined oral contraceptives หรือ COCs) ได้เมื่อคลอดบุตรนานมากกว่า 6 เดือน หรือเมื่อหยุดให้นมแล้ว

ยาคุมกำเนิดชนิด POP มีกลไกการออกฤทธิ์ในการคุมกำเนิดโดยยับยั้งกระบวนการตกไข่ (ovulation) เหมือนยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมที่มีทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสตินเป็นส่วนประกอบ แต่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า นอกจากนั้นมีฤทธิ์อื่น ได้แก่ ทำให้มูกปากมดลูกข้นเหนียว (cervical mucus thickening) ป้องกันการเคลื่อนผ่านของอสุจิ รวมทั้งมีผลลดการเคลื่อนไหวของท่อนำไข่ และทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลง (endometrial atrophy) ลดความพร้อมต่อการฝังตัวของไข่ โดยยาในกลุ่ม POP จะมีจำนวน 3 ชนิด ได้แก่

1. Lynestrenol เป็นยารุ่นที่ 1                (first generation) ขนาดยาต่อเม็ด 0.5 มก. มีประสิทธิภาพ: ยับยั้งการตกไข่บางส่วน โดยมีกลไกหลักคือเพิ่มความหนืดมูกปากมดลูกและลดการตกไข่บางส่วน ในหนึ่งแผงจะมียาจำนวน 28 เม็ด รับประทานทุกวันวันละเม็ด ข้อควรระวังต้องรับประทานเวลาเดียวกันทุกวัน หากลืมทานยามากกว่า 3 ชั่วโมง จะทำให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดลดลง เนื่องจากยามีค่าครึ่งชีวิตค่อนข้างสั้น (ประมาณ 8-24 ชม.)

2. Desogestrel เป็นยารุ่นที่ 3 (third generation) ขนาดยาต่อเม็ด 0.075 มก. ในหนึ่งแผงจะมียาจำนวน 28 เม็ด รับประทานทุกวันวันละเม็ด ยาชนิดนี้มีประสิทธิภาพยับยั้งการตกไข่ได้เกือบสมบูรณ์ (97-99%) มีข้อดีกว่า lynestrenol คือมีค่าครึ่งชีวิตของนานประมาณ 30 ชั่วโมง ทำให้มีฤทธิ์คุมกำเนิดแม้ลืมทานยานานถึง 12 ชั่วโมง

ทั้งนี้เนื่องจากยา lynestrenol และ desogrestrel มีโครงสร้างยาคล้ายฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอรอน (testosterone) จึงพบอาการไม่พึงประสงค์ที่สัมพันธ์กับฮอร์โมนชาย เช่น หน้ามัน เป็นสิว กินจุ ผิวหนังหยาบกร้าน โดยเฉพาะในยา lynestrenol

3. Drospirenone เป็นยารุ่นที่ 4 (fourth generation) ขนาดยาต่อเม็ด 3 มก. ยาคุมกำเนิดชนิดนี้ในหนึ่งแผงจะมียาจำนวน 24 เม็ด รับประทานทุกวันวันละเม็ด และจะมีอีก 4 เม็ดที่ไม่มียา (hormone free interval) ยาชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการตกไข่ได้สมบูรณ์ โดยมีค่าครึ่งชีวิตนานประมาณ 30 ชั่วโมง มีข้อเด่นกว่ายา POP ชนิดอื่นคือมีประสิทธิภาพในการลดการบวมน้ำ (anti-mineralocorticoid) และช่วยต้านฮอร์โมนเพศชาย (anti-androgen) ได้ จึงเป็นข้อดีเหนือกว่ายาชนิดอื่น ได้แก่ ช่วยลดการเกิดสิว หน้ามัน และผิวหยาบได้ และการที่ยามีค่าครึ่งชีวิตนานจึงสามารถลืมทานยาได้นานถึง 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยา drospirenone ในผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมสูง (hyperkalemia) หรือกำลังรับประทานยากลุ่ม ACEIs, ARBs, spironolactone ซึ่งทำให้ระดับ potassium ในเลือดสูงเช่นกัน

อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อยของยาคุมกำเนิดกลุ่ม POP ได้แก่ อาการเลือดออกกะปริบกะปรอย ภาวะไม่มีประจำเดือน  สิวและผิวมันและการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ เป็นต้น และมีข้อห้ามใช้ยาในหญิงให้นมบุตรที่สงสัยตั้งครรภ์ โรคตับรุนแรง มะเร็งเต้านม มีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีการแพ้ส่วนประกอบยา

การรับประทานยาคุมกำเนิดกลุ่ม POP นี้จำเป็นต้องรับประทานอย่างสม่ำเสมอในเวลาเดียวกัน การลืมรับประทานยาอาจทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลงได้ โดยการแก้ไขสำหรับการลืมการรับประทานยาคุมกำเนิดแบบ POP แบ่งตามกรณีได้แก่

1. กรณีลืมทานยาในเวลาที่กำหนด ควรรับประทานยาทุกวันในเวลาเดียวกันโดยเฉพาะสำหรับ lynestrenol และ desogestrel ซึ่งในแผงจะมียาจำนวน 28 เม็ด กรณีลืมรับประทานยา lynestrenol ให้ทานภายใน 3 ชั่วโมง desogestrel ภายใน 12 ชั่วโมง และ drospirenone ภายใน 24 ชั่วโมง โดยหากลืมรับประทานยาให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นเพิ่มเติม และรับประทานยาเม็ดต่อไปตามเวลาปกติ และกรณีอาเจียนหรือท้องเสียภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังรับประทานยาให้รับประทานเม็ดเพิ่มทันที (1,2)

2. กรณีลืมทานยานานกว่าเวลากำหนด รับประทานยาที่ลืมทันที (หากลืมหลายเม็ด ให้กินเพียงเม็ดเดียว) แล้วรับประทานยาเม็ดต่อไปตามเวลาปกติ (แม้จะต้องกินวันละ 2 เม็ดในวันเดียวกัน) และควรงดมีเพศสัมพันธ์หรือใช้ถุงยางอนามัยเป็นเวลา 48 ชั่วโมง และพิจารณาใช้ยาฉุกเฉินหากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

บทสรุปสำหรับการใช้ยาคุมกำเนิดในหญิงให้นมบุตรคือต้องเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดโปรเจสตินเดี่ยวเป็นทางเลือกหลัก และห้ามใช้ยาคุมที่มีเอสโตรเจนในช่วงให้นมบุตร โดยเฉพาะช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังคลอดเพราะจะส่งผลเสียในการกดการสร้างน้ำนมและเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ทั้งนี้ในการรับประทานยา POP ต้องเน้นเรื่องการมีวินัยในการรับประทานยาให้ตรงเวลาและต่อเนื่องทุกวัน และหากพบปัญหาให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์ทันที

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

‘ม่วงงามหวานมาก!’คู่รักสมรสเท่าเทียมคู่แรก จังหวัดสงขลา ฉลองมงคลสมรส เปิดแลนด์มาร์กใหม่วิวาห์ริมทะเล

'ม่วงงามหวานมาก!'คู่รักสมรสเท่าเทียมคู่แรก จังหวัดสงขลา ฉลองมงคลสมรส เปิดแลนด์มาร์กใหม่วิวาห์ริมทะเล

‘ม่วงงามหวานมาก!’คู่รักสมรสเท่าเทียมคู่แรก จังหวัดสงขลา ฉลองมงคลสมรส เปิดแลนด์มาร์กใหม่วิวาห์ริมทะเล

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.53 น.

หาดม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา กลายเป็นฉากหลังสุดโรแมนติกของงานวิวาห์ระหว่าง คุณสรัลกานต์ เวชสุวรรณ์ (แบม) และ คุณพิชามญช์ ทวีวัฒนา (แพร) จัดพิธีมงคลสมรสพร้อม จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม ท่ามกลางบรรยากาศสุดอบอุ่น ชมพระอาทิตย์ตกริมหาดม่วงงามสุดโรแมนติก สร้างภาพจำใหม่ให้กับงานแต่งริมทะเลม่วงงาม ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธาน รายล้อมด้วยญาติสนิท เพื่อนๆ ทั้ง 2 ฝ่าย ร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาสำคัญของทั้งคู่

ในวันเดียวกัน ทั้งคู่ได้เข้าจดทะเบียนสมรสเท่าเทียม ได้รับเกียรติจากนางสาวณัฐกานต์ สายน้อย นายอำเภอสิงหนคร เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนสมรสให้กับคู่รักคู่ใหม่ขวัญใจชาวม่วงงามพิธีฉลองมงคลสมรส ของคุณแบมและคุณแพรเป็นการจัดครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการ นำเสนอ Soft Power ด้านการท่องเที่ยวและสมรสเท่าเทียม ที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับจังหวัดสงขลา พร้อมเปิดโอกาสให้พื้นที่ชายฝั่งอย่างหาดม่วงงามก้าวสู่การเป็นจุดหมายของงานวิวาห์และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ในอนาคต

เลเซอร์หรือผ่าตัด? เลือกแนวทางรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดให้เหมาะสม

เลเซอร์หรือผ่าตัด? เลือกแนวทางรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดให้เหมาะสม

เลเซอร์หรือผ่าตัด? เลือกแนวทางรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดให้เหมาะสม

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

ภาวะปัสสาวะเล็ด (Urinary Incontinence) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสตรีทุกช่วงวัย โดยเฉพาะหลังคลอดบุตรและในวัยหมดประจำเดือน แม้ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ส่งผลต่อความมั่นใจและคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน

นายแพทย์อภิสิทธิ์ สาราลักษณ์ สูตินรีแพทย์ชำนาญการด้านนรีเวชทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า ภาวะปัสสาวะเล็ด คือ ภาวะที่ไม่สามารถควบคุมการกลั้นปัสสาวะได้โดยไม่ตั้งใจ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมักมาพบแพทย์เมื่ออาการต่าง ๆ เริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มีปัสสาวะเล็ดเวลาไอ จาม หัวเราะ หรือขณะออกกำลังกาย บางรายหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมและสูญเสียความมั่นใจ ทั้งที่ในความเป็นจริง ภาวะปัสสาวะเล็ดสามารถประเมินและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ภาวะปัสสาวะเล็ด สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่

ภาวะปัสสาวะเล็ดขณะมีแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น เช่น ไอ จาม หัวเราะ หรือยกของหนัก ซึ่งมักสัมพันธ์กับความอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

ภาวะปัสสาวะเล็ดจากการบีบตัวผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดอาการปวดปัสสาวะเฉียบพลันและกลั้นไม่อยู่

ภาวะปัสสาวะเล็ดแบบผสมที่มีลักษณะอาการของทั้งสองชนิดร่วมกัน ดังนั้น การวินิจฉัยชนิดของโรคอย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญต่อการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

แนวทางการรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดจำเป็นต้องอาศัยการประเมินและวางแผนรักษาอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาจากชนิดและความรุนแรงของอาการ รวมถึงปัจจัยสุขภาพของผู้ป่วยเป็นรายบุคคล

โดยทั่วไปแพทย์มักเริ่มจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน การปรับพฤติกรรม การควบคุมน้ำหนัก หรือการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีความรุนแรงมากขึ้น อาจพิจารณาหัตถการหรือการผ่าตัดเพื่อเสริมการพยุงท่อปัสสาวะ

ปัจจุบัน การรักษาด้วยเลเซอร์ CO2 เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ป่วยบางราย โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเสริมความแข็งแรงของเนื้อเยื่อบริเวณผนังช่องคลอดด้านหน้า ซึ่งมีบทบาทในการพยุงท่อปัสสาวะ วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง ข้อดีคือไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องดมยาสลบ ใช้เวลาทำหัตถการไม่นาน และมีระยะพักฟื้นสั้น อย่างไรก็ตาม การรักษาอาจต้องทำมากกว่าหนึ่งครั้ง และผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

ผู้ที่มีอาการปัสสาวะเล็ดไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ การเข้ารับการประเมินจากแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงปัญหาเรื้อรัง และฟื้นคืนคุณภาพชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘เฟย ภัทร’ ร่วมงาน แบรนด์ ‘โคลัมเบีย’ เปิดตัวร้านรูปแบบใหม่แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

'เฟย ภัทร' ร่วมงาน แบรนด์ 'โคลัมเบีย' เปิดตัวร้านรูปแบบใหม่แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

‘เฟย ภัทร’ ร่วมงาน แบรนด์ ‘โคลัมเบีย’ เปิดตัวร้านรูปแบบใหม่แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.48 น.

เมื่อเร็วๆนี้ โคลัมเบีย (Columbia) แบรนด์เครื่องแต่งกาย รองเท้า และอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งจากสหรัฐอเมริกา โดยมี บริษัท ซีอาร์ซี สปอร์ต จำกัด เป็นผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดร้านสาขาใหม่ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 3 อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัวร้านภายใต้แนวคิด Summit Store เป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะตลาดสำคัญของภูมิภาค และยกระดับประสบการณ์หน้าร้านตามมาตรฐานสากล ภายในงานได้รับเกียรติจากนักแสดงหนุ่มกระแสแรงเฟย ภัทร เอกแสงกุล” ร่วมเป็นเกียรติในงานเปิดตัวครั้งนี้

การเปิดตัวครั้งนี้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนแนวคิดแบรนด์ “Engineered For Whatever” ซึ่งถือเป็นการปรับภาพลักษณ์ครั้งสำคัญในรอบกว่าทศวรรษ สะท้อนจุดยืนของโคลัมเบียในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงวันที่สภาพอากาศสมบูรณ์แบบ

ร้านรูปแบบใหม่ที่สะท้อนอัตลักษณ์แบรนด์

ร้านภายใต้แนวคิด Summit Store ได้รับการพัฒนาตามแนวทางการออกแบบร้านค้าของโคลัมเบีย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากภูมิประเทศแถบแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของแบรนด์ ถ่ายทอดผ่านงานออกแบบ วัสดุโทนธรรมชาติ และการจัดวางพื้นที่อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เชื่อมโยงนวัตกรรม เทคโนโลยี และจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยเข้าด้วยกัน

ภายในร้านมีการจัดวางหมวดหมู่สินค้าอย่างชัดเจน ทั้งเสื้อผ้าและรองเท้า พร้อมองค์ประกอบที่ช่วยสร้างจุดเด่นของพื้นที่ อาทิ ผนังจัดแสดงรองเท้าเป็นจุดหลัก พื้นที่สำหรับทดลองสินค้า โครงสร้างเพดานพร้อมแสงไฟตกแต่ง และเคาน์เตอร์ชำระเงินที่สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างโดดเด่น

นายอเล็กซองด์ อัมเบล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีอาร์ซี สปอร์ต จำกัด กล่าวว่า

“Summit Store แห่งนี้สะท้อนความตั้งใจของโคลัมเบียในการนำมาตรฐานร้านค้าระดับโลกมาสู่ประเทศไทย เราไม่ได้มองร้านแห่งนี้เป็นเพียงพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่เป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ที่ทำให้ผู้บริโภคได้สัมผัสตัวตนของแบรนด์อย่างใกล้ชิด

แนวคิด ‘Engineered For Whatever’ คือหัวใจสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น เราพัฒนาสินค้าให้พร้อมรองรับความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อมจริง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้

การเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับ Summit Store สะท้อนความเชื่อมั่นของแบรนด์ต่อศักยภาพของตลาดไทย ทั้งในด้านการเติบโตของกิจกรรมกลางแจ้ง และความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพระดับสากล”

Engineered For Whatever

“Engineered For Whatever” คือแนวคิดหลักที่สะท้อนตัวตนของโคลัมเบียอย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายจริง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานจะได้รับความอบอุ่น แห้งสบาย เย็นสบาย และการปกป้องที่เหมาะสมในทุกสภาพอากาศ

แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อรองรับเพียงวันที่อากาศดีหรือสภาพแวดล้อมสมบูรณ์แบบ หากแต่ถูกออกแบบมาเพื่อวันที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน วันที่เส้นทางไม่เป็นไปตามแผน หรือวันที่ธรรมชาติทดสอบความพร้อมของผู้ใช้งาน “Engineered For Whatever” จึงหมายถึงความมั่นใจในการเผชิญทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมือง หรือการผจญภัยกลางแจ้ง

ตลอดระยะเวลากว่า 80 ปี โคลัมเบียได้พัฒนาและจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีเฉพาะของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง อาทิ Omni-Heat™, Omni-Tech™, Omni-Shade™, Omni-Freeze™ และ OutDry™ ซึ่งล้วนถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ในด้านการกักเก็บความอบอุ่น การกันน้ำ การระบายอากาศ และการปกป้องจากแสงแดด

ด้วยรากฐานด้านนวัตกรรมและการวิจัยอย่างจริงจัง แนวคิด “Engineered For Whatever” จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำทางการตลาด แต่เป็นคำมั่นสัญญาของแบรนด์ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่พร้อมรับมือกับทุกความไม่แน่นอน และทุกความท้าทายของโลกภายนอกอย่างแท้จริง

เปิดตัว Hike Dry Collection

ภายในงาน โคลัมเบียได้นำเสนอ Hike Dry Collection นำโดย Whistler Peak™ Shell และ TELLURIX™ TITANIUM™ OUTDRY™ ซึ่งสะท้อนความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีกันน้ำ ผ่านนวัตกรรม Omni-Tech™ และ OutDry™ ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่เคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจแม้ในสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

งานเปิดตัวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างเวลา 16.00 – 18.30 น. โดยได้รับเกียรติจาก เฟย ภัทร เอกแสงกุล ร่วมแบ่งปันประสบการณ์กิจกรรมกลางแจ้งและความท้าทายของธรรมชาติ พร้อมเล่าถึงการนำเสื้อผ้าและอุปกรณ์ของโคลัมเบียไปใช้งานจริงผ่านช่อง YouTube “ปล่อยกูไป”

เฟย ภัทร เอกแสงกุล เล่าว่า เสน่ห์ของกิจกรรมกลางแจ้งอยู่ที่ความไม่แน่นอน เพราะทุกครั้งที่ออกเดินทาง เราไม่อาจคาดเดาได้ว่าสภาพอากาศหรือเส้นทางจะเป็นอย่างไร “บางวันแดดดี แต่บางครั้งฝนก็ตกลงมาโดยไม่ทันตั้งตัว การมีอุปกรณ์ที่พร้อมจริง ๆ ทำให้เรามั่นใจและกล้าออกไปเผชิญกับธรรมชาติได้มากขึ้น” ซึ่งเขามองว่าสะท้อนแนวคิดของโคลัมเบียในการพัฒนาอุปกรณ์ที่พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์

ภายในงานยังมีพิธี “Engineered For Whatever Pull Ceremony” พร้อมกิจกรรมและจุดถ่ายภาพภายในร้าน ที่ช่วยสร้างบรรยากาศและประสบการณ์แบรนด์อย่างประณีตและมีความหมาย

การเปิดตัว Summit Store ณ เซ็นทรัลลาดพร้าว จึงไม่เพียงสะท้อนการเติบโตของโคลัมเบียในประเทศไทย หากยังตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่พร้อมรับมือกับทุกความไม่แน่นอนของธรรมชาติ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่เชื่อมโยงนวัตกรรมเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้รักกิจกรรมกลางแจ้งอย่างแท้จริง

พาณิชย์ผลักดันผลไม้ไทยสู่เวทีโลกจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย

พาณิชย์ผลักดันผลไม้ไทยสู่เวทีโลกจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย

พาณิชย์ผลักดันผลไม้ไทยสู่เวทีโลกจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.44 น.

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเชิงรุก จัด “โครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่นๆ  เชิญผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และตัวแทนจำหน่ายศักยภาพสูงจาก 18 ประเทศทั่วโลก รวม 94 บริษัท เข้าร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทย 101 บริษัท จาก 22 จังหวัดทั่วประเทศ เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online คาดสร้างมูลค่าการเจรจาการค้าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในพิธีเปิดว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการ “หาตลาดล่วงหน้า” ก่อนฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาด ช่วยกระจายผลผลิตและเสริมความมั่นคงด้านราคาให้เกษตรกร “เราต้องให้ความใส่ใจทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ งานวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผู้ประกอบการให้แข็งแรง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถก้าวสู่ตลาดส่งออกได้มากขึ้น”

นางศุภจี กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 6 ราย ที่ได้รับคัดเลือกเป็น “Agri-Export Stars” ดาวรุ่งศักยภาพสูง และจะได้เข้าร่วมเจรจาการค้าในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 พร้อมขอบคุณคณะกรรมการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ร่วมผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก

 “ความสำเร็จของผลไม้ไทยในตลาดโลกขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่าย ตั้งแต่เกษตรกร ผู้แปรรูป ผู้ส่งออก ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐขอให้ทุกท่านรักษาคุณภาพ ให้ผลไม้ไทยคงความพรีเมียม หากเราร่วมมือกันอย่างจริงจัง เชื่อมั่นว่าผลไม้ไทยจะสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน”  นางศุภจี กล่าว

 นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีลงนาม MOP ระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จำนวน 10 คู่ รวมปริมาณกว่า 3,000 ตัน ซึ่งจะช่วยขยายฐานการส่งออกผลไม้ไทยในระยะยาว แม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค โดยรัฐมนตรีฯ ได้ส่งกำลังใจให้คู่ค้าทางธุรกิจ พร้อมย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพผลไม้ไทย

สำหรับทิศทางปี 2569 กระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Thailand: The Land of Tropical Fruits” ด้วยมาตรการบริหารจัดการผลไม้ระยะเร่งด่วน 3 ด้าน 8 มาตรการ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การขนส่ง การตลาด การส่งเสริมภาพลักษณ์และการลดอุปสรรคการค้า มุ่ง “วางรากฐานโครงสร้างใหม่” เพื่อสร้างเสถียรภาพราคา ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และส่งเสริมเกษตรคาร์บอนต่ำ รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ โครงการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 มีเป้าหมายรักษาตลาดเดิม บุกตลาดใหม่ และเพิ่มส่วนแบ่งตลาด โดยผู้นำเข้าที่เข้าร่วมมาจาก 18 ประเทศ อาทิ จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฮ่องกง อาร์เจนตินา โปแลนด์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย สาธารณรัฐเช็ก อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร รัสเซีย และเดนมาร์ก

 ภายในงานยังมีกิจกรรมคู่ขนานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ กิจกรรม Agri-Export Stars Pitching Challenge พิธีลงนามบันทึกตกลงซื้อขาย (MOP) ไทย–UAE กิจกรรมให้คำปรึกษาด้านการส่งออก ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 22 หน่วยงาน การนำเสนอสินค้าเด่นจากทุกภูมิภาค ร่วมกับพาณิชย์จังหวัด กิจกรรมสาธิตปรุงอาหารและเครื่องดื่มจากผลไม้ไทย

ทั้งนี้ ผู้สนใจโครงการสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 หรือ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM คิดจะส่งออก นึกถึง DITP