พ่อแม่ควรหมั่นสังเกตอาการ ‘ภูมิแพ้อาหาร’ ในเด็ก

พ่อแม่ควรหมั่นสังเกตอาการ ‘ภูมิแพ้อาหาร’ ในเด็ก

พ่อแม่ควรหมั่นสังเกตอาการ ‘ภูมิแพ้อาหาร’ ในเด็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การแพ้อาหาร เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เด็กเป็นกลุ่มที่พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะการแพ้อาหารอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของเด็ก ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ผื่นแดง คัน ลมพิษ หน้าบวม ปากบวม และในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

นายแพทย์สุรวัช หอมวิเศษ กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ภูมิแพ้อาหาร(Food Allergy) คือภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อส่วนประกอบในอาหารทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ผื่นลมพิษ หน้าบวมปากบวม แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก อาเจียน ถ่ายเหลว และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้  ซึ่งอาหารที่มักเป็นสาเหตุการแพ้อาหาร ได้แก่ นม ไข่ แป้งสาลี ถั่วเหลือง ถั่วลิสง สัตว์น้ำ เช่น ปลา กุ้ง ปู หอย หมึก ถั่วเปลือกแข็ง เช่น มะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ วอลนัท แมคคาเดเมีย พิสตาชิโอ

นายแพทย์สุรวัช หอมวิเศษ กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลเวชธานี 

ภูมิแพ้อาหาร เกิดขึ้นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แบ่งเป็น 2 ชนิดหลักๆ ได้แก่ 1. ชนิดเฉียบพลัน (IgE mediated food allergy) อาการจะเกิดอย่างรวดเร็วภายใน 2-4 ชั่วโมง หลังรับประทานอาหาร โดยจะมีอาการหลักคือ ผื่นลมพิษ หน้าบวม ปากบวม ปวดท้อง อาเจียน ในบางกรณีอาจเกิดอาการรุนแรง (Anaphylaxis) อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หน้ามืด และหมดสติ 2. ชนิดไม่เฉียบพลัน (non-IgE mediated food allergy) อาการจะเกิดขึ้นหลายชั่วโมง หรือหลายวันหลังจากรับประทานอาหาร อาการจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น เช่น ผื่นแดงเรื้อรัง คัน ถ่ายเหลว ถ่ายเป็นมูกเลือด อาเจียนรุนแรง ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน

ปัจจุบันสาเหตุของภูมิแพ้ทางอาหารยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น 1. พันธุกรรม: เด็กที่มีพ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัวเป็นภูมิแพ้ มีโอกาสเสี่ยงต่อการแพ้อาหารมากขึ้น 2. ผื่นผิวหนังอักเสบในเด็ก: เด็กที่มีปัญหาผิว เช่น ผื่นแพ้ ผิวหนังอักเสบ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพ้อาหาร 3. การงดอาหารที่มากเกินไป: การงดอาหารบางชนิด หรือเริ่มกินอาหารเสริมช้าเกินไปในวัยเด็ก อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพ้อาหารเช่นกัน

การวินิจฉัยทำได้โดยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด แพทย์อาจใช้การเจาะเลือด เพื่อตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ (specific IgE) ซึ่งสามารถตรวจได้ทั้งสารก่อภูมิแพ้จากอาหาร และจากทางอากาศ โดยไม่ต้องงดยาแก้แพ้ก่อนเจาะเลือด และสามารถทราบผลได้ภายในวันเดียว นอกจากนี้ ยังมีการตรวจยืนยันการแพ้อาหารด้วยวิธีการรับประทานอาหารที่สงสัย (oral food challenge) ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด แต่ต้องทำภายใต้การดูแลของ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้

ในปัจจุบัน การรักษาภูมิแพ้อาหารไม่ได้จำกัดเพียงการหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้เท่านั้น แต่ยังมีการรักษาด้วยวิธีการรับประทานอาหารที่แพ้ (oral immunotherapy) โดยแพทย์จะให้รับประทานอาหารที่แพ้ ในระดับที่ปลอดภัย และค่อยๆ เพิ่มปริมาณในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจใช้เวลารักษา 3-5 ปี วิธีนี้ต้องทำภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้ และโรงพยาบาลที่มีศักยภาพเพียงพอ เพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

“เมื่อก่อนเราเคยมีความเชื่อว่าหากแพ้อาหารชนิดไหน ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้นไปตลอด เพราะอย่างไร ก็ไม่มีทางหาย  แต่ในปัจจุบันเราเชื่อว่า ยิ่งเลี่ยงอาหารที่แพ้ ยิ่งไม่หาย แต่ถ้าเรากินอาหารที่แพ้ในปริมาณที่ปลอดภัย สุดท้ายร่างกายจะกินอาหารที่แพ้ได้เพิ่มขึ้น หรืออาจหายขาดจากอาการแพ้อาหารได้” นายแพทย์สุรวัช กล่าว

ทั้งนี้ หากสงสัยว่าตัวเอง หรือบุตรหลานมีอาการแพ้อาหาร ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อการประเมิน และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด

ททท. ยกระดับการท่องเที่ยวภาคตะวันออกผ่านโมเดล ‘Drive Tourism’ ชวนคนไทยขับรถเที่ยวกับแคมเปญ ‘EAT THE EAST : THE GRAND ROAD TRIP’

ททท. ยกระดับการท่องเที่ยวภาคตะวันออกผ่านโมเดล ‘Drive Tourism’ ชวนคนไทยขับรถเที่ยวกับแคมเปญ ‘EAT THE EAST : THE GRAND ROAD TRIP’

ททท. ยกระดับการท่องเที่ยวภาคตะวันออกผ่านโมเดล ‘Drive Tourism’ ชวนคนไทยขับรถเที่ยวกับแคมเปญ ‘EAT THE EAST : THE GRAND ROAD TRIP’

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคตะวันออก   จับมือเครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย (Thailand Gastronomy Network) “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซิกท์ ประเทศไทย  และพันธมิตรด้านการเดินทาง ประกาศแนวทางการยกระดับการท่องเที่ยวภาคตะวันออก ผ่านโมเดล Drive Tourism ที่ส่งเสริม “การขับรถเที่ยว” ให้เป็น “การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจตลอดเส้นทาง” ชู อัตลักษณ์รสชาติของเมือง (Flavor Identity) ชวนออกตามหารส ภายใต้แคมเปญ “EAT THE EAST : THE GRAND ROAD TRIP” พร้อมแนะนำ Gastronomad Lifestyle

ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์, ภูมน สมดี, กนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร และ วริษฐา พัฒนรัชต์

Drive Tourism คือหัวใจของ “Journey Economy” เพราะมูลค่าไม่ได้เกิดแค่ปลายทาง แต่เกิดตลอดเส้นทางการเดินทาง เวทีครั้งนี้ตอกย้ำว่า Drive Tourism คือโอกาสสำคัญในการเพิ่ม “คุณค่าต่อทริป” ผ่านการออกแบบเส้นทางที่ทำให้เกิดการใช้จ่ายหลายจุด ทั้งอาหาร คาเฟ่ ประสบการณ์ท้องถิ่น และการต่อยอดสู่การพักค้างคืน ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างเป็นระบบ

นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาค ภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “โครงการ EAT THE EAST : THE GRAND ROAD TRIP เป็นแคมเปญกระตุ้นการเดินทางด้วยเสน่ห์ของแต่ละเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้านอาหาร คัดสรรมาสร้างธีมเป็นแรงจูงใจให้ไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในแบบสีสันภาคตะวันออกครบทั้ง 9 จังหวัด โดยเน้น Lifestyle นักท่องเที่ยวที่ขับรถไปเที่ยวได้เองเชื่อมโยงกับ Gastronomy Tourism ที่เป็นเหตุผลดึงดูดให้เราออกเดินทาง โครงการลักษณะนี้จะช่วยยกระดับภาคตะวันออกจากเส้นทางผ่าน ให้กลายเป็น “จุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวในระยะยาว” ที่เที่ยวบ่อย เที่ยวซ้ำ ไปได้ตลอดปี

นายภูมน สมดี  ผู้จัดการทั่วไป ซิกท์ ประเทศไทย  กล่าวว่า รูปแบบการท่องเที่ยวแบบ Road Trip กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์เดินทางยุคใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงการเคลื่อนย้ายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่คือการเก็บเกี่ยวความสุขตลอดเส้นทาง โดย ซิกท์ (SIXT) พร้อมออกแบบบริการแบบ End-to-End ตั้งแต่ขั้นตอนการรับรถจนถึงการคืนรถ เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของการเดินทางเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและน่าจดจำ โดยเฉพาะเส้นทาง ‘EAT THE EAST’ ที่เปิดโอกาสให้นักเดินทางได้ค้นพบเสน่ห์ของอาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคตะวันออกอย่างลึกซึ้ง

สำหรับการร่วมมือในครั้งนี้ เรามุ่งมั่นที่จะสร้าง Travel Ecosystem ที่ช่วยให้การตัดสินใจท่องเที่ยวภาคตะวันออกเป็นเรื่องง่าย คุ้มค่า และครบวงจรในทริปเดียว นอกจากนี้ ซิกท์ยังมีรถยนต์ให้เลือกหลากหลายรุ่นเพื่อรองรับทุกรูปแบบการใช้งาน ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงรถยนต์ระดับพรีเมียมอย่าง BMW ที่จะเข้ามาเติมเต็มและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การเดินทางให้เหนือระดับยิ่งขึ้น

Gastronomad: เมื่อ “รสชาติ” กลายเป็นเหตุผลของการเดินทางที่ออกแบบได้

หนึ่งในหัวใจสำคัญของ EAT THE EAST คือการเชื่อมแคมเปญเข้ากับแพลตฟอร์มสื่อและประสบการณ์อย่าง Gastronomad ที่นำโดย จอย ชลธิชา โลหะชาละ เชฟเบล พิมพ์ทิพย์ Master Chef Season 5 ต้อม – กฤษฎากร สุขมูล ช่างภาพอาหารมือรางวัล ที่เชื่อว่า นักสำรวจยุคใหม่ไม่ได้เดินทางเพื่อไปเช็กอิน แต่เดินทางเพื่อเข้าใจโลกผ่านอาหาร และเมื่อเส้นทางถูกออกแบบด้วยเรื่องเล่า การท่องเที่ยวจะกลายเป็นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ และคุณค่าทางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน นักเดินทางในรูปแบบนี้เป็น “สื่อเชิงวัฒนธรรมอาหารของเมือง” ที่ร่วมบอกเล่าเรื่องราวของเมืองผ่านรสชาติ ผู้คน และบริบทท้องถิ่น

ผศ.ดร. จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network (TGN) กล่าวว่า “EAT THE EAST ไม่ได้เริ่มจากการขายสถานที่ แต่เริ่มจากการชักชวนทุกคนให้เป็นนักเล่า ‘วัฒนธรรมอาหาร’ ของแต่ละเมือง ความอยากรู้ทำให้อยากขับรถออกไปสัมผัสด้วยตัวเอง เพราะเมื่อรสชาติกลายเป็นเหตุผลของการเดินทาง เมืองก็จะมีโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เราไม่ชวนรีวิวร้าน แต่ชวนทุกคนออกเดินทางไปสัมผัสรสที่ชอบ ตามแบบฉบับของตัวเองและร่วมกันเล่าเรื่องบนสื่อของตัวเองไปพร้อม ๆ กัน”

กิจกรรมและการขับเคลื่อนแคมเปญ เปิดตัวอัตลักษณ์ 9 จังหวัด ด้วย Flavor Identity

ภายในโครงการมีการพัฒนา Brand Essentials ครบทั้ง 9 จังหวัด เพื่อทำให้แต่ละเมืองมี “อัตลักษณ์รสชาติ” ที่ชัดเจนและนำไปต่อยอดได้จริง ทั้งด้านสื่อ การตลาด และการออกแบบเส้นทาง แนวคิดเด่นของแต่ละจังหวัด อาทิ สมุทรปราการ “Gate to the Flavor Road” พร้อม Bang Krachao Layover และ Gourmet Cycling ฉะเชิงเทรา “Bangpakong River Feast” เมืองแห่งรสชาติจากสายน้ำ ผืนป่าและความศรัทธา  ชลบุรี “Seafood Capital & Coastal Living Paradise” ระยอง “Slow Coast & Fruit Valley” จันทบุรี “Herbs Route Experience & Heritage Food Walk” ตราด “Island-to-Table, Mangrove-to-Table Journey” นครนายก “Green Adventure Taste” อาหารจากป่า น้ำ และการผจญภัยสีเขียว ปราจีนบุรี “Herbal Wisdom & Wellness Flavor” ภูมิปัญญาสมุนไพรกับอาหารเพื่อสุขภาพ และสระแก้ว “Frontier Flavors” รสชาติชายแดนและอัตลักษณ์ข้ามวัฒนธรรม

เมื่อนำอัตลักษณ์ของเมืองมาเชื่อมโยงกันเป็นธีมเส้นทางท่องเที่ยว จะเห็นอารมณ์ของ Road Trip 3 แบบที่ทำให้ภาคตะวันออกเป็นภูมิภาคที่โดดเด่นขึ้นมา ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมอาหาร ชวนให้นักเดินทางตั้งโจทย์ในการไปสืบค้นและตามหารสชาติได้ด้วยตัวเอง 3 ธีมที่กล่าวมา ได้แก่ 1. River & Coastal Balance Route สมุทรปราการ – ฉะเชิงเทรา – ชลบุรี อาหารลุ่มน้ำสู่ชายฝั่ง 2. Forest & Herbal Wellness Route นครนายก – ปราจีนบุรี อาหารจากป่า สมุนไพร และสุขภาวะ 3. Fruit – Treasure – Island Route ระยอง – จันทบุรี – ตราด สวนผลไม้ สมุนไพร และอาหารจากเกาะ

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในภูมิภาคตะวันออกปี 2568 เติบโต 5% สะท้อนให้เห็นว่าภาคตะวันออกยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางแบบขับรถเพื่อการท่องเที่ยว สำหรับโครงการ “EAT THE EAST : The GRAND ROAD TRIP” ไม่ใช่เพียงแคมเปญส่งเสริมการขาย แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์การเดินทางในบทบาท “Travel & Lifestyle Enabler” เชื่อมโยงนักเดินทางเข้ากับเสน่ห์ท้องถิ่นผ่านอาหาร เส้นทาง และจุดแวะพักสำคัญ พร้อมมอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี ครอบคลุมร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก กว่า 100 แห่งใน 9 จังหวัดภาคตะวันออก เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวช่วยวางแผนการเดินทางท่องเที่ยว และยกระดับประสบการณ์การเดินทาง ไม่ใช่เพียงการมอบส่วนลด ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ktc.co.th/promotion/dining-restaurants/restaurants/eat-the-east

สำหรับโครงการ “EAT THE EAST : THE GRAND ROAD TRIP” เผยแพร่ content บนแพลตฟอร์ม Thailandgastronomynetwork ทุกช่องทาง และ facebook page : เที่ยวตะวันออกและ Amazing Thailand ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2569 รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้ทาง facebook : Thailandgastronomynetwork

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แพทย์เฉพาะทางเตือน โรคกระดูกสันหลังเสื่อม ภัยเงียบที่มักจะเกิดในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในวัย 50 ปี ขึ้นไป ซึ่งจะมีอาการปวดหลัง อาการปวดลงขา ถ้ามีการกดทับของเส้นประสาทร่วมด้วย อาจจะทำให้มีอาการชา รักษาช้าเสี่ยงพิการ  

เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องมาจากความเสื่อมของร่างกายย่อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น “กระดูกสันหลังเสื่อม” นับเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความทรมานในผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นภาระให้กับผู้ดูแลอย่างมาก 

นพ. ฐปนัตว์ จันทราภาส แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ เผยว่า  สาเหตุการเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของข้อต่อ หรือ หมอนรองกระดูกสันหลัง ส่วนสาเหตุอื่นนอกเหนือจากอายุ ได้แก่ การใช้งานที่มากเกินไป เช่น ยกของหนัก อุบัติเหตุ ล้มซ้ำๆ ซึ่งทำให้กระดูกข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมได้  ซึ่งจะทำให้พบการเสื่อมของข้อต่อในคนอายุน้อยได้ 

สำหรับอาการของกระดูกสันหลังเสื่อมจะปรากฏอาการปวดคอ หรือปวดหลังซึ่งอาจเป็นๆ หายๆ แต่บางคนอาจมีอาการปวดเรื้อรัง หรือบางครั้งอาการปวดอาจจะรุนแรงขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าทาง

การวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อม แพทย์วินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมจากอาการที่ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า มีอาการปวดตามแนวแกนกลางคอและหลังมากขึ้นเวลาแอ่นคอ หรือ หลัง ร่วมกับการตรวจร่างกายที่พบความผิดปกติ

สำหรับกระดูกสันหลังส่วนคอ แพทย์จะให้ผู้ป่วยหันศีรษะจากซ้ายไปขวา และให้แหงนศีรษะขึ้นและลง จะพบอาการปวดชาร้าวลงไปตามแขนจากเส้นประสาทที่ถูกกด การตรวจกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวนั้น แพทย์อาจให้ผู้ป่วยก้มลงหรือเคลื่อนไหวหลังและเอวไปในทิศทางต่างๆ ทั้งหมดนี้เพื่อทดสอบว่าการเคลื่อนไหวนั้นถูกจำกัดหรือไม่ ร่วมกับอาการปวดหรืออ่อนแรง  เนื่องจากกระดูกสันหลังเสื่อมส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการใช้มือและการเดิน แพทย์อาจทดสอบมือ แขน ขาและเท้าของผู้ป่วยว่า มีกำลังมือที่อ่อนแรง ร่วมกับการทำกิจกรรมที่ต้องใช้รายละเอียดแม่นยำน้อยลง  หากพบว่าผู้ป่วยมีปัญหาต่อการตอบสนองที่อาจบ่งบอกถึงความเสียหายของเส้นประสาท แพทย์อาจต้องขอ X-RAY ร่วมกับการทำ MRI เพื่อจะได้วินิจฉัยอาการ

 แนวทางการรักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อมนั้นมีหลายวิธีจากน้อยไปมาก เมื่อผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการปวดไม่ว่าจะเป็นบริเวณคอ หรือหลัง เช่น ปวดหลังร้าวลงขา , ปวดคอร้าวลงแขน ,มีอาการชา หรืออ่อนแรง บางรายปวดศีรษะ คล้ายกับเป็นไมเกรน อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของโรคกระดูกเสื่อมที่เกิดจากกระดูกทับเส้นประสาท หากจะเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดต้องผ่านการรักษาเบื้องต้นมาก่อน ดังนี้

เริ่มต้นจากกินยา ทำกายภาพบำบัด แต่หากนานกว่า 6 สัปดาห์ แต่อาการยังไม่ดีขึ้นหรือไม่สามารถกลับไปดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไม่สามารถทนความเจ็บปวดได้ กล้ามเนื้อขาลีบ หรือ แขน-ขาอ่อนแรงจนไม่สามารถหยิบจับสิ่งของ ใช้งานได้ไม่เหมือนปกติ หรือ เดินไม่ได้  ก็อาจมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

ปัจจุบันการผ่าตัดกระดูกสันหลังไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว ด้วยเทคนิคการรักษาสมัยใหม่ได้พัฒนานวัตกรรมจากการผ่าตัดกระดูกสันหลัง มาเป็นการเจาะรูส่องกล้องซึ่งเทคนิคนี้จะใช้อุปกรณ์ที่มีเลนส์ของกล้องเอนโดสโคป (Endoscopic) ติดอยู่ที่ปลายกล้อง เปรียบเสมือนดวงตาอยู่ ในตัวผู้ป่วย ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจน แม่นยำ เลือกตัดออกเฉพาะส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาได้โดยไม่ต้องตัดเลาะกล้ามเนื้อส่วนที่ดีออก ทำให้แผลเล็กเจ็บน้อย ปลอดภัย ฟื้นตัวเร็ว หรือ MIS-Spine จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้เข้ารับการรักษา เพราะเพียง 1 คืนก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะวินิจฉัยและชี้ให้เห็นรอยโรคด้วยผล X-ray และ MRI ถึงจะวางแผนการรักษาไปพร้อมผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ตรงจุด แม่นยำ และปลอดภัย ดังนั้น วิธีการรักษานี้จึงเป็นที่นิยมของผู้ป่วยที่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตตาม lifestyle ที่เคยเป็น เช่น กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว คนที่รัก หรือทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่อยากทำ และไม่เป็นภาระให้กับคนใกล้ชิดได้เร็วยิ่งขึ้น

“นอกจากนี้ เราได้พัฒนางานวิจัยเพื่อยกระดับการรักษาด้านกระดูกสันหลังให้ทัดเทียมระดับโลก ทำให้ทีมแพทย์และบุคลากรในโรงพยาบาลมีความเชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง พร้อมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยด้วยเทคนิคการรักษาที่ต่างจากทั่วทุกมุมโลก ทำให้ผู้ป่วยมั่นใจได้ว่า “มารักษากระดูกสันหลังที่ เอส สไปน์ ครบจบในที่เดียว”  นพ. ฐปนัตว์ กล่าวทิ้งท้าย

ภัยเงียบ ผู้ชาย 90% มีเชื้อ HPV และไม่รู้ตัว

ภัยเงียบ ผู้ชาย 90% มีเชื้อ HPV และไม่รู้ตัว

ภัยเงียบ ผู้ชาย 90% มีเชื้อ HPV และไม่รู้ตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

HPV มักถูกจดจำในฐานะ สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก จนหลายคนเข้าใจว่าวัคซีน HPV เป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น แต่ความจริงคือ ผู้ชายก็มีโอกาสได้รับเชื้อ HPV สูงไม่แพ้กัน และส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ตัวเลยว่ามีเชื้ออยู่ในร่างกาย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แพทย์เริ่มพบว่ามีผู้ชายเข้ามาปรึกษาและขอรับวัคซีน HPV ด้วยตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่หาข้อมูลด้านสุขภาพด้วยตนเอง หรือได้รับคำแนะนำจากคู่รักและครอบครัว ซึ่งสะท้อนถึงการตื่นตัวด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

พญ. ประยงค์ศรี คำประพันธ์ สูตินรีแพทย์ ประจำโรงพยาบาลธนกาญจน์

พญ. ประยงค์ศรี คำประพันธ์ สูตินรีแพทย์ ประจำโรงพยาบาลธนกาญจน์ ให้ข้อมูลว่า ผู้ชายกว่า 90% ที่เคยมีเพศสัมพันธ์ เคยได้รับเชื้อ HPV ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต และระบบภูมิคุ้มกันของผู้ชายตอบสนองต่อเชื้อได้ไม่ดีนัก ทำให้เชื้อสามารถแฝงอยู่ในร่างกายได้นานมากกว่า 10 ปีโดยไม่มีอาการใดๆ ผู้ติดเชื้อจึงอาจแพร่เชื้อสู่คู่นอนได้โดยไม่รู้ตัว

HPV ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้หญิงเท่านั้น

HPV สามารถแพร่ผ่านการสัมผัสทางเพศได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ชายหญิง ชายชาย หรือหญิงหญิง ปัจจุบันหลายประเทศจึงแนะนำการฉีดวัคซีนแบบ Gender-Neutral Vaccination หรือการฉีดวัคซีนสำหรับทุกเพศเพราะการป้องกันการติดเชื้อเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

ความเสี่ยงของ HPV ในผู้ชายที่ไม่ควรมองข้าม

การติดเชื้อ HPV ในผู้ชายสัมพันธ์กับโรคหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งช่องปากและลำคอ (พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงถึง 5 เท่า) มะเร็งทวารหนัก มะเร็งองคชาต หูดหงอนไก่ ที่สำคัญ ผู้ชายไม่มีการตรวจคัดกรองมะเร็งอวัยวะเพศเหมือนผู้หญิง ทำให้หลายกรณี ตรวจพบเมื่อโรคลุกลามแล้ว

การฉีดวัคซีน คือการป้องกันก่อนเกิดโรค

พญ. ประยงค์ศรี คำประพันธ์ ยังอธิบายเสริมอีกว่า ผู้ชายจำนวนมากคิดว่า ไม่เห็นมีอาการจึงไม่จำเป็นต้องฉีด แต่จริงๆ แล้ว HPV สามารถแฝงอยู่ในร่างกายได้นานและแพร่สู่คนที่เรารักได้โดยไม่รู้ตัว การฉีดวัคซีนจึงเป็นการป้องกันทั้งตัวเองและคู่ในระยะยาว ปัจจุบันผู้ชายจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการฉีดวัคซีน HPV เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรคในอนาคต การตื่นตัวของผู้ชายที่เริ่มหันมาใส่ใจวัคซีน HPV มากขึ้นจึงถือเป็นสัญญาณที่ดีของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

ป้องกันได้วันนี้ ก่อนที่โรคจะเกิดในวันข้างหน้า

แม้ HPV จะเป็นเชื้อที่พบได้บ่อยและมักไม่มีอาการแต่ความเสี่ยงของโรคที่ตามมาอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวการฉีดวัคซีนจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิง รวมถึงผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ผู้ที่สนใจสามารถเข้ารับคำปรึกษาและฉีดวัคซีน HPV ได้ที่ โรงพยาบาลธนกาญจน์ และ โรงพยาบาลในเครือพริ้นซ์ทุกสาขา เพื่อประเมินความเหมาะสม และวางแผนการฉีดวัคซีนกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ทางเว็บไซต์ http://www.princgroup.com

คุณแหน : 19 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 19 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 19 กุมภาพันธ์ 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานฯ กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ เปิดนิทรรศการ “น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ต้อนรับ ศ.เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ นำเสนอนิทรรศการ  “ศิลป์สดุดี พระบารมีคู่แผ่นดิน” และ ศ.เกียรติคุณถาวร โกอุดมวิทย์  ศิลปินแห่งชาติ นำเสนอนิทรรศการ “กราบ/สักการะ” พร้อมศิลปินชั้นนำของไทย รวม 20 คน 19 ก.พ.18.00-20.00 น. Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน เชิญชมนิทรรศการศิลปกรรมอันวิจิตร งดงาม และร่วมสมัยระหว่างวันที่ 19 ก.พ.-25 มี.ค..
  • นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในหัวข้อ “ริมมรคา Along the Path” ประจำปี 2568 จัดแสดงถึง 15 มี.ค.10.00-20.00 น. ห้องนิทรรศการหลักชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร (หยุดทุกวันจันทร์) เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสตามรอยเสด็จและชื่นชมพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพของพระองค์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ทรงบันทึกไว้ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่างๆ ระหว่างปี 2568 นำมาจัดแสดงจำนวน 147 ภาพ ..
  • พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา และ กุญชริกา กุญชร ณ อยุธยา จัดสอนมะปรางริ้ว ตามแบบราชสกุลกุญชร 21- 22 ก.พ. ตามรายละเอียดใน “เพจ Facebook : มะปรางริ้ว” หรือโทร. 0817358711..
  • ฉลองสมรส สราลี ริชทารา บุตรี อานันท์-อรพรรณ ริชทารา กับ ชนกันต์ พูนศิริวงศ์ บุตร จิรวัฒน์-สุจิตรา พูนศิริวงศ์ 1 มี.ค.18.00 น. ห้องพญาไทแกรนด์บอลรูม รร.อีสติน แกรนด์ พญาไท..
  • เพื่อนๆครุศาสตร์ดนตรี จุฬาฯ รุ่น 20,สาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ, ดลชัย บุณยะรัตเวช, สุธีศักดิ์ ภักดีเทวาฯลฯ อาลัยในการจากไปของ ศ.ดวงใจ ทิวทอง งานพระราชทานเพลิงศพจัดไปแล้วเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ..
  • สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดย พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ นายกสมาคมฯ  จัดงานประจำปี “La Foire Suisse 2026” วันอาทิตย์ 22 ก.พ.10.00-18.00 น. ณ The Summer House,Nai Lert Park ถ.วิทยุ .. พิไลพรรณ สมบัติศิริ และหลานสาวคนสวย ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร เจ้าของสถานที่เตรียมจัดงานให้สวยงามเต็มที่..บัตรใบละ 100 บาท รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้โรงพยาบาลและทหารที่ได้รับบาดเจ็บและทุพลภาพ สอบถามสมาคมฯ 02-2520010..
  • ยินดีกับ บรรณรงค์ พิชญากร บิ๊กบอสแห่ง บลจ.บัวหลวง (BBLAM) ที่ได้รับโล่เชิดชูเกียรติจากกรมราชทัณฑ์ ในฐานะองค์กรผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษอย่างเป็นระบบ ผ่านการจัดอบรมโครงการพัฒนาทักษะอาชีพและการประกอบการสำหรับผู้ต้องขังจากเรือนจำกลางอุดรธานี และเยาวชนผู้กระทำความผิดจากสถานพินิจฯ จ.อุดรธานี ทั้งด้านการทำอาหาร นวดเพื่อสุขภาพ การตัดเย็บผ้า และการเกษตร โดยได้รับงบประมาณจากกองทุนรวมคนไทยใจดี (BKIND) ที่ BBLAM เป็นผู้บริหารจัดการกองทุน สร้างความภูมิใจให้กับผู้อยู่เบื้องหลังกันถ้วนหน้า..

น้อง

กรมพระศรีสวางควัฒน ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายเงินสมทบ กองทุนหทัยทิพย์

กรมพระศรีสวางควัฒน ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายเงินสมทบ กองทุนหทัยทิพย์

กรมพระศรีสวางควัฒน ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายเงินสมทบ กองทุนหทัยทิพย์

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.40 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายเงินสมทบ “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.38 น. ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จออก ณ ชั้น 6 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พระราชทานพระวโรกาสให้ คุณหญิงจรัสศรี ทีปิรัช รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหาร และผู้อำนวยการสำนักองค์ประธาน นำคณะผู้มีจิตศรัทธาเข้าเฝ้าถวายเงินโดยเสด็จพระกุศลสมทบ “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ซึ่งมีผู้แทนจากองค์กรหลายภาคส่วนร่วมทูลเกล้าฯ ถวายเงินสมทบกองทุนฯ พร้อมรับพระราชทานของที่ระลึกในครั้งนี้

“กองทุนหทัยทิพย์” เป็นกองทุนแห่งพระเมตตาในพระดำริของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานกรรมการบริหารกองทุนหทัยทิพย์ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนภารกิจสำคัญของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนในการป้องกันและบรรเทาทุกข์ภัยจากสถานการณ์ความไม่สงบ ความขัดแย้ง ภัยพิบัติต่าง ๆ หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิต ทรัพย์สิน และอธิปไตยของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จึงได้พระราชทานพระนโยบายให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้การดำเนินงานของกองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) และกองทัพบก (ทบ.) ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานได้น้อมนำพระนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง โดยได้ดำเนินการแล้วในการก่อสร้างบังเกอร์คอนกรีตสมรรถนะสูงพิเศษ (Ultra High Performance Concrete : UHPC) และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชน ขนาดความจุ 40 คน และ 60 คน ในพื้นที่เสี่ยงภัยซึ่งครอบคลุมทุกจังหวัดชายแดน และอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างรั้วชายแดน พร้อมถนนตรวจการณ์ ในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการบรรเทาปัญหาในพื้นที่ สามารถลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและกำลังพลแนวหน้า จากสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นับตั้งแต่ที่มีการเปิด “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ อย่างเป็นทางการ องค์กรหลายภาคส่วนและประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ได้ร่วมแสดงพลังปกป้องอธิปไตยของชาติ ด้วยการสนับสนุนสมทบ “กองทุนหทัยทิพย์” อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัย และนำความสงบสุขกลับคืนสู่ชายแดนอย่างยั่งยืน ผู้ประสงค์ร่วมบริจาค สามารถสมทบทุนผ่านธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซ่า ชื่อบัญชี เงินกองทุนหทัยทิพย์ ประเภทบัญชีกระแสรายวัน เลขที่บัญชี 229-3-03266-6 และประเภทบัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่บัญชี 229-4-29977-7 หรือสแกน QR Code ผ่านระบบ e-Donation ทั้งนี้ เงินบริจาค สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Facebook Fanpage : กองทุนหทัยทิพย์ LINE Official @hataitipfund  หรือ สำนักงานกองทุนหทัยทิพย์ ชั้น 1 อาคารวิจัยเคมี สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โทร. 0-2553-8616-19 ในวันและเวลาทำการ

สมาคมชาวนครศรีฯ จัดยิ่งใหญ่ ‘แห่ผ้าขึ้นธาตุ ครั้งที่ 13’ สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

สมาคมชาวนครศรีฯ จัดยิ่งใหญ่ ‘แห่ผ้าขึ้นธาตุ ครั้งที่ 13’ สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

สมาคมชาวนครศรีฯ จัดยิ่งใหญ่ ‘แห่ผ้าขึ้นธาตุ ครั้งที่ 13’ สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.15 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมชาวนครศรีธรรมราช กรุงเทพมหานคร ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เตรียมจัดงานประเพณี “มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ ครั้งที่ 13” ประจำปี  2569 อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมพิธีสมโภชผ้าพระบฏประทานจากสมเด็จพระสังฆราชฯ เพื่อสืบสานพลังศรัทธาที่มีต่อองค์พระบรมธาตุเจดีย์ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ โดยมี นายชุมพล ชูวิลาศ นายกสมาคมชาวนครศรีธรรมราช กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ นายทวีศักดิ์ สุทิน  ประธานจัดงานในเพื่อสืบสานประเพณีสำคัญ

ทั้งนี้นายทวีศักดิ์ สุทิน  เป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทศักดิ์สยาม (ศักดิ์สยามกรุ๊ป) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยรายใหญ่ที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญอย่าง นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรี ซึ่งการก้าวเข้ามาเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดงานครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาคธุรกิจที่พร้อมร่วมสนับสนุนงานบุญประเพณีอันทรงคุณค่าของชาวใต้ให้คงอยู่สืบไป

ทั้งคู่ได้กล่าวว่าความสำคัญของ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ เป็นประเพณีท้องถิ่นอันเก่าแก่ของจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประเพณีที่ชาวนครศรีธรรมราชได้ร่วมบริจาคเงินทองตามกำลังศรัทธา นำเงินที่ได้จากการบริจาคนั้นไปซื้อผ้ามาเย็บต่อกันให้เป็นแถวยาวนับพันหลา และแห่ผ้าดังกล่าวไปยังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อนำแถวผ้านั้นไปพันโอบรอบฐานองค์พระบรมธาตุเจดีย์ อันเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองของชาวนครศรีธรรมราช

โดยเชื่อว่าการนำผ้ามาห่มองค์พระบรมธาตุเป็นการสืบสานพระพุทธศาสนาและสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ การจัดประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุนครศรีธรรมราชนั้น จึงเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมายาวนาน จนกระทรวงวัฒนธรรมเห็นความสำคัญของประเพณีนี้ จึงได้ประกาศให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี 2557 ซึ่งเป็นการบ่งบอกอัตลักษณ์ของชุมชน

ทั้งนี้การขึ้นทะเบียนประเพณีเป็นมรดกทางภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาตินั้น เพื่อปกป้องคุ้มครองเพื่อไม่ให้เสียอัตลักษณ์ และสูญเสียภูมิปัญญาที่เป็นองค์ความรู้ทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญของชาติ อีกทั้งยังเป็นการประกาศความเป็นเจ้าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ทุกปีของวันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 และในปีอธิกมาสวันมาฆบูชาจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 พุทธศาสนิกชนโดยเฉพาะชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้พร้อมใจกันประกอบศาสนพิธีขึ้นในวันดังกล่าว โดยนำผ้าแถบสีต่าง ๆ เช่น สีขาว สีเหลือง สีแดง เป็นต้น อีกทั้งผ้าสีขาวที่ภาพวาดพุทธประวัติ ซึ่งเรียกว่า “ผ้าพระบฏ” ขึ้นนำห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์เพื่อน้อมรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประจำทุกปี

โดยในปีนี้ สมาคมฯ ได้เตรียมจัดกิจกรรมอย่างยิ่งใหญ่ครอบคลุมทั้งในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและนครศรีธรรมราช ดังนี้

กำหนดการพิธีการสำคัญประจำปี 2569

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์: พิธีสมโภชผ้าพระบฏประทานฯ (ครั้งที่ 1) ณ บริเวณที่ดิน 30 ไร่ บริษัท ปุ๋ยศักดิ์สยาม (ศักดิ์สยามกรุ๊ป) อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี เริ่มเวลา 15.19 น.

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม: พิธีกวนข้าวมธุปายาส ณ ที่พักสงฆ์ วัดนาล้อม อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช เริ่มเวลา 09.19 น.

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม: เวลา 09.19 น. พิธีถวายสักการะอนุสาวรีย์ พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ณ ลานพระศรีธรรมโศกราช

เวลา 13.19 น. พิธีสมโภชผ้าพระบฏประทานฯ (ครั้งที่ 2) ณ ที่พักสงฆ์ วัดนาล้อม

วันอังคารที่ 3 มีนาคม: พิธีแห่ผ้าพระบฏเพื่อนำไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร โดยจะมีทั้งผ้าแถบสีขาว สีเหลือง สีแดง และ “ผ้าพระบฏ” ที่มีภาพวาดพุทธประวัติ เริ่มตั้งริ้วขบวนเวลา 08.19 น. ณ ปะรำพิธีข้างศาลาประดู่หก

พุทธศาสนิกชนสามารถร่วมทำบุญสั่งจอง “๑๒ นักษัตร” ได้ ๓ รูปแบบ คือ ระดับ VIP (50,0000 บาท), ระดับทอง (20,000 บาท) และระดับเงิน (10,000 บาท) หรือบูชาเหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ และเหรียญพ่อท่านคล้าย ตามกำลังศรัทธา

สามารถโอนเงินร่วมทำบุญได้ที่   ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (มหาชน) ชื่อบัญชี นางผุสดี หิมะมาน, นายบัญฑิต คุรุเสถียรกิจ และนายวิชัยพร ศิริพรหม  เลขที่บัญชี: 263-1-61764-9

สอบถามเพิ่มเติม: โทร. 081-331-4334 (คุณทิต) หรือ 089-925-6614 (คุณเดือน)

สภากาชาดไทย – กองทุนพัฒนาสื่อฯ ลงนาม MOU เพื่อสร้างสื่อรณรงค์การรับบริจาคอวัยวะที่สร้างสรรค์และปลอดภัย

สภากาชาดไทย - กองทุนพัฒนาสื่อฯ ลงนาม MOU  เพื่อสร้างสื่อรณรงค์การรับบริจาคอวัยวะที่สร้างสรรค์และปลอดภัย

สภากาชาดไทย – กองทุนพัฒนาสื่อฯ ลงนาม MOU เพื่อสร้างสื่อรณรงค์การรับบริจาคอวัยวะที่สร้างสรรค์และปลอดภัย

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.51 น.

สภากาชาดไทย โดย ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ จัดพิธีลงนาม “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการขับเคลื่อนพัฒนาวิชาชีพ และส่งเสริมจริยธรรมสื่อ เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ระหว่าง สภากาชาดไทย และ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อร่วมมือกันคิดและผลิตสื่อเผยแพร่สื่อในช่องทางต่างๆ ในด้านการรับบริจาคอวัยวะให้มีประสิทธิภาพ ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่สร้างสรรค์ ปลอดภัยและมีความถูกต้อง เพื่อให้ผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะมีคุณภาพชีวิตที่ดี และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 ณ อาคารจักรพงษ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ในการนี้ได้รับเกียรติจาก เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาไทย และ ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย เป็นผู้ลงนาม “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการขับเคลื่อนพัฒนาวิชาชีพ และส่งเสริมจริยธรรมสื่อ เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” โดยมี รศ.นพ.สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย

ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสภากาชาดไทย อาทิ ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้, พล.ท.นพ.อำนาจ บาลี ผอ.สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์,  อ.นพ.พัชร อ่องจริต หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศฯ ด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ, พรรณพร คงยิ่งยง        ผอ.กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร, ศรัณยา สกลธนารักษ์         ผอ.สำนักงานจัดการทรัพย์สินฯ, พฤทธิพงศ์ ศรีมาจันทร์ ผอ.สำนักกฎหมาย,  จิราพร ศรีสอ้าน ผอ.สำนักสารนิเทศและสื่อสารองค์กร, กานดา วรเชษฐ์บัญชา ผช.ผอ. สำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด, พรรณแข นันทวิสัย และ รุ่งฟ้า  เกียรติพจน์ กรรมการส่งเสริมกิจการ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ และคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมพิธี

รศ.นพ.สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “ในนามของศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ขอกราบขอบพระคุณ ท่านเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นอย่างสูง ที่กรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ภายใต้ “โครงการขับเคลื่อนพัฒนาวิชาชีพและส่งเสริมจริยธรรมสื่อเพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ระหว่าง สภากาชาดไทย และ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในวันนี้ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายสำคัญในการร่วมสร้างสรรค์และผลิตสื่อรณรงค์ด้านการบริจาคอวัยวะ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยมีจิตสาธารณะ และร่วมกันช่วยเหลือผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วย ซึ่งกำลังรอคอยความหวังจากการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นจำนวนมาก การลงนามในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาศักยภาพร่วมกัน”

โดย “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการขับเคลื่อนพัฒนาวิชาชีพ และส่งเสริมจริยธรรมสื่อ เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” มีวัตถุประสงค์ของความร่วมมือ คือ 1.เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและเผยแพร่สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ การเฝ้าระวังสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์  2.เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตสื่อ ในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมทักษะชีวิต และสร้างคุณค่าต่อสังคมด้วยจิตสาธารณะและพัฒนาสุขภาวะที่ดีพร้อมสำหรับวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21

3.เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสื่อสารองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีด้านสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ การจัดอบรม การประชุมกลุ่มย่อย หรือกิจกรรมสื่อสร้างสรรค์ และ 4.เพื่อแลกเปลี่ยนหรือสนับสนุนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และบุคลากรระหว่างกัน เพื่อนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของแต่ละฝ่าย รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของแต่ละฝ่ายผ่านโครงการฝึกอบรมหรือกิจกรรมต่างๆ ภายใต้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของทั้งสองหน่วยงานและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

การลงนามในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการบันทึกข้อตกลง แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสภากาชาดไทยกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ในการผลักดันการเสริมสร้างความเข้าใจที่ดี ให้กับประชาชนเพื่อลดความเชื่อที่ผิดๆ ในการบริจาคอวัยวะเป็นการแช่งตัวเอง หรือเมื่อเสียชีวิตแล้วชาติหน้าจะกลับมามีอวัยวะไม่ครบ ตลอดจนความกังวลของญาติผู้ที่ยินยอมมอบอวัยวะของผู้เสียชีวิตให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้วายชนม์ดังที่ตามที่มุ่งหมายไว้ว่าจะมอบอวัยวะเมื่อเสียชีวิตให้แก่ผู้ป่วยที่ยังรอรับอวัยวะอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อให้พวกเขาได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผู้มีความประสงค์บริจาคอวัยวะสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะได้ที่ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ชั้น 5 เลขที่ 1871 ถ.พระราม 4 ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทร. 1666 หรือ 02-256-4045-6 เว็บไซต์: https://organdonate.redcross.or.th

TO BE NUMBER ONE และ CEYDA ผนึกกำลัง RoV สร้างทัวร์นาเมนต์อีสปอร์ตการศึกษาระดับชาติวางรากฐานเยาวชนไทยสู่เส้นทางอาชีพอีสปอร์ต อย่างยั่งยืน ผ่าน “RoV x Buff to Build Number One”

TO BE NUMBER ONE และ CEYDA ผนึกกำลัง RoV สร้างทัวร์นาเมนต์อีสปอร์ตการศึกษาระดับชาติวางรากฐานเยาวชนไทยสู่เส้นทางอาชีพอีสปอร์ต อย่างยั่งยืน ผ่าน

TO BE NUMBER ONE และ CEYDA ผนึกกำลัง RoV สร้างทัวร์นาเมนต์อีสปอร์ตการศึกษาระดับชาติวางรากฐานเยาวชนไทยสู่เส้นทางอาชีพอีสปอร์ต อย่างยั่งยืน ผ่าน “RoV x Buff to Build Number One”

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.16 น.

โครงการ TO BE NUMBER ONE และสมาคมอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและพัฒนาส่งเสริมศักยภาพเยาวชน (CEYDA) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ในโครงการ “RoV x Buff to Build Number One” เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนสมาชิกชมรม TO BE NUMBER ONE กว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรมอีสปอร์ตและการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้เวลาว่างอย่างเกิดประโยชน์ และการพัฒนาทักษะดิจิทัลที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน อันเป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานการพัฒนาเยาวชนสู่โลกอนาคต

โดยจะนำร่องโครงการ “RoV x Buff to Build Number One” ด้วยการแข่งขันอีสปอร์ตบนเกม Arena of Valor (RoV) ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2569 ซึ่งจะเปิดรับสมัครตัวแทนสมาชิกชมรม TO BE NUMBER ONE ในระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา มากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเฟ้นหานักกีฬาอีสปอร์ตหน้าใหม่สู่ระดับกึ่งอาชีพ (Semi-Pro) ซึ่ง 2 ทีมที่ทำผลงานดีที่สุดจะได้รับสิทธิ์เข้าแข่งขัน TEPL Wildcard Tournament 2026 เพื่อต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพในวงการอีสปอร์ต

หม่อมหลวงยุพดี ศิริวรรณ ที่ปรึกษาโครงการ TO BE NUMBER ONE และเลขาธิการมูลนิธิ TO BE NUMBER ONE กล่าวว่า “เรามุ่งสร้างโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพในพื้นที่ที่เหมาะสม อีสปอร์ตเป็นอีกช่องทางที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และสามารถต่อยอดสู่อนาคตที่สร้างสรรค์ได้”

ฐณณ ธนกรประภา นายกสมาคมอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและพัฒนาส่งเสริมศักยภาพเยาวชน CEYDA กล่าวว่า “โครงการนี้คือการวางรากฐานอีสปอร์ตในระบบการศึกษา สร้างโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะแห่งอนาคต ที่ต่อยอดได้ทั้งในสายอาชีพอีสปอร์ตและอุตสาหกรรมดิจิทัล”

วราวุธ โพธิ์ยิ้ม (ตั้ม) CEO – TO BE NUMBER ONE Esports กล่าวเสริมว่า “เราทำหน้าที่เติมเต็ม Ecosystem รองรับเยาวชนจากโครงการนี้ ตั้งแต่การพัฒนา การแข่งขันระดับสูง ไปจนถึงการผลักดันสู่เส้นทางอาชีพจริง”

ภวิษย์พร เจียรประเสริฐ Country Head ประจำประเทศไทย บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การีนาเชื่อมั่นในการพัฒนาความชอบให้เป็นทักษะที่ใช้ได้จริง ความร่วมมือในโครงการนี้จึงเป็นความมุ่งมั่นที่จะ ‘Buff’ หรือเสริมพลังให้เยาวชนไทยกล้าแสดงออกและได้ใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ เราพร้อมสนับสนุนทรัพยากรอย่างเต็มที่เพื่อบ่มเพาะนักกีฬาอีสปอร์ตหน้าใหม่จากระดับโรงเรียนสู่ระดับมืออาชีพ ภายใต้สังคมเกมที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน”

นอกจากการแข่งขัน โครงการยังเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมพัฒนาเยาวชนระยะยาว ทั้งการอบรม เวิร์กช็อป การพัฒนาชมรม และการสร้างเครือข่ายอีสปอร์ตในสถานศึกษา โดยมุ่งพัฒนาทั้งทักษะนักกีฬา และทักษะอาชีพอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมอีสปอร์ตและดิจิทัลอย่างรอบด้าน

ฟื้นคืนบทเพลงโมซาร์ทที่ขาดหายไปให้น่าจดจำกับคอนเสิร์ต ‘Mozart • Requiem: Concert in Memoriam 1925–2025’

ฟื้นคืนบทเพลงโมซาร์ทที่ขาดหายไปให้น่าจดจำกับคอนเสิร์ต ‘Mozart • Requiem: Concert in Memoriam 1925–2025’

ฟื้นคืนบทเพลงโมซาร์ทที่ขาดหายไปให้น่าจดจำกับคอนเสิร์ต ‘Mozart • Requiem: Concert in Memoriam 1925–2025’

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.58 น.

สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดการแสดงดนตรีคลาสสิก “Mozart · Requiem: Concert in Memoriam 1925–2025” เพื่อถ่ายทอดบทเพลงอมตะ “เรควีม” (Requiem) ของ ว็อล์ฟกัง อมาเดอุส โมซาร์ท ผ่านการตีความใหม่อย่างลึกซึ้งและทรงพลัง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 และครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา

วรปรัชญ์ วงศ์สถาพรพัฒน์

วรปรัชญ์ วงศ์สถาพรพัฒน์ วาทยกร นักประพันธ์เพลงเจ้าของรางวัล Best Original Score จากดนตรีภาพยนตร์เรื่อง Dream! และ Grand Prize Winner จาก SCG Young Thai Artist in Composition และผู้ช่วยวาทยกร ณ Bangkok Opera ในฐานะวาทยกรประจำการแสดงเรควีมของโมซาร์ทครั้งนี้ จะบรรเลงบทเพลงฉบับผสมที่เรียบเรียงขึ้นใหม่ ผ่านการรวบรวมและขัดเกลาแนวคิดทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของบทเพลงนี้หลายฉบับ มุ่งแสวงหาความสมดุลและความเป็นเอกภาพ โดยให้ความสำคัญการเรียบเรียงเครื่องดนตรี เพื่อให้บทเพลงบรรเลงได้ใกล้เคียงกับสำนวนดนตรีช่วงปลายชีวิตของโมซาร์ทมากที่สุด และเป็นการฟื้นคืนบทเพลงที่โมซาร์ทร่างไว้แต่ยังแต่งไม่เสร็จสมบูรณ์ให้ยิ่งลึกซึ้งและน่าจดจำ

พิจาริน วิริยะศักดากุล นักร้องเดี่ยวเสียงโซปราโน เปิดเผยว่า การได้นำประสบการณ์จากเวียนนาเพื่อกลับมาถ่ายทอดบทเพลงชิ้นเอกของโมซาร์ทในประเทศไทย ร่วมกับนักดนตรีมากความสามารถท่านอื่น ๆ รวมถึงการได้ร่วมงานกับสยามสมาคมฯ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับเธอ และเธอตั้งใจเป็นอย่างมากให้การแสดงครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับทุกคน

ดวงอมร ฟู่ 

ขณะที่ ดวงอมร ฟู่ นักร้องเดี่ยวเสียงอัลโต กล่าวว่า ดนตรีของโมซาร์ทหล่อหลอมตัวตนของเธอ ในฐานะนักร้องมาโดยตลอด เธอรู้สึกสนุกสนาน ท้าทาย และได้รับแรงบันดาลใจอย่างไม่รู้จบ โดยบทเพลงเรควีมผลักดันให้เธอทุ่มเทอย่างเต็มที่ และรู้สึกถึงทุกตัวโน้ตอย่างลึกซึ้ง เธอตั้งตารอที่จะแบ่งปันพลังและอารมณ์ของบทเพลงนี้กับเพื่อนร่วมงานและผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง

กฤติน สุชาโต

การแสดงครั้งนี้ร่วมด้วยศิลปินชาวไทยรุ่นใหม่อย่าง กฤติน สุชาโต นักร้องเดี่ยวเสียงเทเนอร์ ผู้มีน้ำเสียงอบอุ่น ได้รับการยอมรับในวงการโอเปรา คอนเสิร์ต ละครเพลง และโทรทัศน์ จากการขับร้องที่สื่ออารมณ์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลายในแนวเพลงและสไตล์ต่างๆ

ด้านผู้ฝึกสอนวงนักร้องประสานเสียง กล่าวด้วยว่า การเตรียมการแสดง เรควีมของโมซาร์ทครั้งนี้ เป็นประสบการณ์ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อทั้งนักร้องและทีมงานศิลปะ สำหรับคณะนักร้องประสานเสียง การขับร้องผลงานชิ้นนี้ไม่เพียงแต่เป็นความท้าทายทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่จะได้สัมผัสความลึกซึ้งและมนุษยธรรมในดนตรีของโมซาร์ท

คอนเสิร์ตพิเศษ “Mozart · Requiem: Concert in Memoriam 1925-2025” จัดแสดงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 และ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 18.00 น. ณ พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ พระราชวังพญาไท บัตรเข้าชมการแสดง ได้แก่  ชั้นทับทิม: ที่นั่งสำหรับวีไอพี 2 ที่นั่ง ราคา 30,000 บาท ได้รับหนังสือ “พิพิธพญาไท: สมุดภาพศิลปกรรมของพระราชวังพญาไท” จำนวน 1 เล่ม ชั้นมรกต: ที่นั่งวีไอพี 2 ที่นั่ง ราคา 20,000 บาท และที่นั่งสำหรับบุคคลทั่วไป ราคา 1,500 บาท 2,000 บาท และ 2,500 บาท

ผู้สนใจเข้าชมติดต่อซื้อบัตรได้ที่  ชุลีพร ไพรีรัก โทร : 02-661-6470-3 ต่อ 201 (วันอังคาร – วันเสาร์ เวลา  9:00 – 17:00) E-mail: chuleeporn@thesiamsociety.org ทั้งนี้ รายได้จากการจัดการแสดง นำไปสนับสนุนกิจกรรมของสยามสมาคมฯ เพื่อส่งเสริมการศึกษา และแลกเปลี่ยนความรู้ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของไทย และของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: The Siam Society Under Royal Patronage https://www.facebook.com/TheSiamSocietyUnderRoyalPatronage/