มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ สนง.แรงงาน มอบกายอุปกรณ์แก่กลุ่มเปราะบาง จ.สมุทรสงคราม ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีหลวง

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ สนง.แรงงาน มอบกายอุปกรณ์แก่กลุ่มเปราะบาง จ.สมุทรสงคราม ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีหลวง

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ สนง.แรงงาน มอบกายอุปกรณ์แก่กลุ่มเปราะบาง จ.สมุทรสงคราม ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีหลวง

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.00 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับสำนักงานแรงงานจังหวัดสมุทรสงคราม และทีมงานรายการสถานีประชาชน ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อมอบกายอุปกรณ์ในการดำรงชีวิตให้แก่ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางที่ประสบปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยการดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

9 กุมภาพันธ์ 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยทีมงานมูลนิธิฯ และทีมงานรายการสถานีประชาชน ได้ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อมอบอุปกรณ์ช่วยการเคลื่อนไหวแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการ โดยได้รับการประสานงานจากนางรภัสสา พานิกุล แรงงานจังหวัดสมุทรสงคราม ในการคัดกรองผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และมีนางกัลยา เขียวเปลื้อง ประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมลงพื้นที่ด้วย

ในการนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้มอบรถเข็นวีลแชร์ให้แก่ นางสาวนกกวัก ด้วงกำเนิด อายุ 52 ปี และนางทุเรียน ศรีสุข อายุ 78 ปี ผู้พิการและผู้สูงอายุในพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสงคราม เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตประจำวันและการเดินทาง พร้อมกันนี้ คณะทำงานยังได้เดินทางต่อไปยังบ้านของนายโสภณ ม่านทอง อายุ 51 ปี ในพื้นที่อำเภอบางคนที เพื่อมอบรถเข็นวีลแชร์เพิ่มเติม ขณะที่ไม้เท้าสามขา วอล์กเกอร์ และแพมเพิร์ส ได้มอบหมายให้สำนักงานแรงงานจังหวัดสมุทรสงครามเป็นผู้พิจารณาจัดสรรและกระจายให้แก่ผู้ที่มีความจำเป็นต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนสเปรย์เช็ดตัวผู้ป่วย Clean&Care จากบริษัท มัมแอนด์มี แคร์ จำกัด มอบให้แก่ผู้สูงอายุจำนวน 3 ราย เพื่อช่วยดูแลสุขอนามัย ลดภาระของผู้ดูแล และอำนวยความสะดวกในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงในชีวิตประจำวัน

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เปิดเผยว่า มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้พิการ ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ช่วยการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแล้ว ยังเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมแสดงความจงรักภักดีผ่านการทำความดีเพื่อสังคม

ทั้งนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ยังคงเดินหน้าภารกิจด้านการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง ผ่านการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริงในทุกพื้นที่

ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายฯ เปิดรับน้องผู้พิการเรียนกินอยู่ฟรี! สร้างโอกาสสู่อาชีพยั่งยืน

ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายฯ เปิดรับน้องผู้พิการเรียนกินอยู่ฟรี!  สร้างโอกาสสู่อาชีพยั่งยืน

ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายฯ เปิดรับน้องผู้พิการเรียนกินอยู่ฟรี! สร้างโอกาสสู่อาชีพยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.58 น.

วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เปิดรับสมัครนักเรียน นักศึกษาคนพิการ เข้าศึกษาประจำปีการศึกษา 2569 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งค่าเล่าเรียน ที่พัก และอาหาร กับหลักสูตรต่างๆ ทั้งระดับ ปวช. ปวส. และชั้นเตรียมการศึกษา (สำหรับคนพิการที่ไม่มีวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้น อายุ 15 ปี ขึ้นไป) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พิการได้มีโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพ และต่อยอดสู่อาชีพอย่างยั่งยืน และขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป เริ่มสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึง 28 มีนาคม 2569 และผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาน้องๆ ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

นายชิด สุขหนู ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า วิทยาลัยฯ เป็นสถานศึกษาสำหรับคนพิการแห่งแรกของภาคอีสาน ก่อตั้งขึ้นปี 2560 มุ่งจัดการศึกษาและฝึกอาชีพให้กับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย ให้ดูแลตนเองและครอบครัวได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับวิทยาลัย ไว้ในพระราชูปถัมภ์ตั้งแต่ 16 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมาวิทยาลัยฯ สามารถผลิตบุคลากรคนพิการเข้าสู่ตลาดแรงงานระดับมืออาชีพเพื่อทำงานรับใช้สังคมมาแล้วกว่า 628 คน

สำหรับปีการศึกษา 2569 วิทยาลัยฯ จะเปิดรับสมัคร 3 หลักสูตร คือ

1.) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.3 หรือเทียบเท่า)

2.) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.6)  มุ่งเน้นการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรม การออกแบบกราฟิก และการพัฒนาเว็บไซต์  ฯลฯ

3.) หลักสูตรขั้นเตรียมการศึกษา สำหรับคนพิการที่ไม่มีวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้นอายุ 15ปี ขึ้นไป

ทั้งนี้เอกสารที่ใช้ในการสมัคร ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน  สำเนาทะเบียนบ้าน รูปถ่าย 1.5 นิ้ว 4 รูป  สำเนาบัตรคนพิการ สำเนาวุฒิการศึกษา ใบสูติบัตร(ถ้ามี) ใบรับรองแพทย์ (ไม่เป็นโรคติดต่อ) โดยน้องๆ ผู้เรียนจะได้รับการสนับสนุนให้ศึกษาจนจบระดับ ปวช.–ปวส. เพื่อให้สามารถมีงานทำ ดูแลตนเองและครอบครัวได้

ทางวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย มีหอพักและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ พร้อมอาหาร 3 มื้อ รวมทั้งอุปกรณ์การเรียนการสอนที่เป็นสื่อทันสมัย โดยเปิดรับตั้งแต่วันนี้ถึง 28 มีนาคม 2569 ซึ่งผู้พิการทางการเคลื่อนไหวสามารถสมัครได้แล้วที่ ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ หรือ fb วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ฯ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่คุณแพร โทร 064 109 4401 หรือ 042 465 645 หรือดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ http://www.nrtc.ac.th

ทั้งนี้ สำหรับผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองคาย เลขที่ 295 6 00370 4 หรือผ่านระบบ e -Donation โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ รายได้ทั้งหมดจะนำไปใช้ในการจัดการศึกษา ฝึกอาชีพ บริหารจัดการ และยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างยั่งยืนต่อไป

-(016)

ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน : ราชวิทยาลัยทันตแพทย์ คือใคร และเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร

ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน : ราชวิทยาลัยทันตแพทย์ คือใคร และเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร

ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน : ราชวิทยาลัยทันตแพทย์ คือใคร และเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.26 น.

เมื่อพูดถึงสุขภาพช่องปาก หลายคนอาจนึกถึงหมอฟัน คลินิก หรือโรงพยาบาล แต่มีอีกหนึ่งองค์กรสำคัญที่อยู่เบื้องหลังคุณภาพการรักษาฟันของคนไทย นั่นคือ ราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย

ราชวิทยาลัยทันตแพทย์ฯ เป็นองค์กรวิชาชีพของทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำหน้าที่กำกับมาตรฐานการฝึกอบรม การสอบวุฒิบัตรและการพัฒนาความรู้ของทันตแพทย์เฉพาะทางในสาขาต่างๆ เพื่อให้การรักษาทางทันตกรรมของประเทศมีคุณภาพ ปลอดภัยและสอดคล้องกับความก้าวหน้าทางวิชาการ

กล่าวให้เข้าใจง่าย ราชวิทยาลัยฯ ทำหน้าที่ดูแล “มาตรฐานของผู้เชี่ยวชาญ” เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่า เมื่อจำเป็นต้องรับการรักษาที่ซับซ้อนหรือเฉพาะทาง จะได้รับการดูแลจากทันตแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมและการประเมินอย่างเหมาะสม

นอกจากบทบาทด้านวิชาชีพแล้ว ราชวิทยาลัยทันตแพทย์ฯ ยังให้ความสำคัญกับ การสื่อสารความรู้และการทำงานร่วมกับสังคม ในหลายสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพช่องปาก หรือประเด็นทางทันตกรรมที่เกิดขึ้นในสังคม
ราชวิทยาลัยฯ มีบทบาทในการส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปให้ความเห็นทางวิชาการอย่างรอบด้าน เพื่อช่วยให้สังคมได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

ในชีวิตประจำวัน เรามักได้ยินความเชื่อเรื่องฟันถูกส่งต่อกันมา บางเรื่องเป็นความจริง แต่บางเรื่องอาจไม่สอดคล้องกับหลักวิชาการ เช่น ฟันไม่เจ็บไม่จำเป็นต้องตรวจ หรือฟันน้ำนมไม่จำเป็นต้องดูแลมาก ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเหล่านี้ อาจนำไปสู่ปัญหาที่รุนแรงขึ้นในระยะยาว โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ความรู้ด้านสุขภาพช่องปาก ควรถูกถ่ายทอดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และเข้าใจง่ายสำหรับประชาชน

คอลัมน์ “ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน” จึงตั้งใจเป็นพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางทันตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญของราชวิทยาลัยฯ สู่ชีวิตประจำวันของผู้อ่าน

เนื้อหาในคอลัมน์จะหยิบคำถามที่พบบ่อย ความเชื่อที่ควรปรับความเข้าใจ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือประเด็นด้านทันตกรรมในสังคม รวมถึงคำแนะนำในการดูแลฟันและช่องปากในแต่ละช่วงวัย มาเล่าในภาษาที่เป็นมิตร และนำไปใช้ได้จริง ในหลายตอนผู้อ่านจะได้พบกับผู้เชี่ยวชาญทันตแพทย์เฉพาะทางจากสาขาต่างๆ ของราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย ที่เวียนมาร่วมตอบคำถามและให้ข้อมูลในมุมที่ตรงประเด็น เพื่อให้เรื่องฟันแต่ละเรื่อง ได้คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมที่สุด

ผศ.ทพญ.วรณัน ประพันธ์ศิลป์หมอฟันราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย

เป้าหมายของคอลัมน์นี้ ไม่ใช่การทำให้ผู้อ่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรม แต่คือการช่วยให้ทุกคนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นใจ เพราะสุขภาพช่องปากที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องของรอยยิ้ม แต่เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตและสุขภาพโดยรวม

จากนี้ไป เดือนละสองครั้งคอลัมน์ “ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน” จะขอพาทุกคนมาคุยเรื่องฟัน อย่างตรงไปตรงมา เข้าใจง่ายและมีคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ


ผศ.ทพญ.วรณัน ประพันธ์ศิลป์
หมอฟันราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย

PM2.5 ฝุ่นพิษทะลุปอดสู่กระแสเลือด ตัวเร่งโรคร้ายที่มองไม่เห็น

PM2.5 ฝุ่นพิษทะลุปอดสู่กระแสเลือด ตัวเร่งโรคร้ายที่มองไม่เห็น

PM2.5 ฝุ่นพิษทะลุปอดสู่กระแสเลือด ตัวเร่งโรคร้ายที่มองไม่เห็น

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.05 น.

PM2.5 ไม่ใช่แค่ฝุ่น และไม่ใช่เพียงหมอกควันที่ทำให้ท้องฟ้าขมุกขมัว แต่คือ “สารพิษล่องหน” ที่แทรกซึมอยู่ในทุกลมหายใจที่เราสูดเข้าไป ฝุ่นจิ๋วชนิดนี้มีขนาดเล็กจนตาเปล่ามองไม่เห็น และเล็กเกินกว่ากลไกป้องกันตามธรรมชาติของร่างกายจะรับมือได้ ส่งผลให้สามารถเล็ดลอดผ่านจมูกและหลอดลม แทรกซึมเข้าสู่ปอด ก่อนซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างเงียบงัน แม้ในวันที่อากาศดูเหมือน “ปกติ” PM2.5 ยังคงล่องลอยปะปนอยู่ในอากาศ พาสารพิษและโลหะหนักเดินทางไปทั่วร่างกาย กระตุ้นการอักเสบในระดับเซลล์โดยไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดในทันที จนความเสียหายค่อย ๆ สะสมและกลายเป็นความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงในระยะยาวโดยที่หลายคนไม่ทันรู้ตัว

พญ. มัณฑนา สันดุษฎี อายุรแพทย์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ        และแพทย์เวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า ฝุ่น PM2.5 มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร หรือเล็กกว่าหน้าตัดเส้นผมของคนทั่วไปประมาณ 20 เท่า ทำให้ร่างกายไม่สามารถดักจับหรือกำจัดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ฝุ่นสามารถผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ปอด และซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติในระยะเฉียบพลัน เช่น ไอ ระคายเคืองจมูก คันคอ เจ็บคอ แสบตา คันตา หรือเกิดผื่นคันทางผิวหนัง ซึ่งหลายคนมักมองว่าเป็นอาการเล็กน้อยและปล่อยผ่าน

PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงฝุ่นธรรมดา แต่เป็นฝุ่นพิษที่มักมีสารอันตรายและโลหะหนักเกาะติดมาด้วย เช่น ปรอท แคดเมียม และสารหนู ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการอักเสบในระดับเซลล์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงในหลายระบบของร่างกาย

พญ. มัณฑนา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การได้รับ PM2.5 อย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด ทั้งโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืดกำเริบ ถุงลมโป่งพอง และปอดอักเสบติดเชื้อ รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด อาทิ โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลยืนยันว่า PM2.5 มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งปอด ผ่านกระบวนการอักเสบเรื้อรังและความผิดปกติในระดับเซลล์ โดยมะเร็งปอดมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น การเอกซเรย์ปอดทั่วไปอาจยังไม่พบความผิดปกติ จนกระทั่งโรคลุกลามแล้ว

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองด้วย Low Dose CT (LDCT) ซึ่งเป็นวิธีที่มีความละเอียดสูง สามารถตรวจพบความผิดปกติของปอดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลดีที่สุด แพทย์แนะนำให้ประชาชนติดตามคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากาก N95 เมื่อจำเป็นต้องออกนอกอาคาร และหากมีอาการไอเรื้อรัง หายใจมีเสียงหวีด หรือหายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์ทันที

พญ. มัณฑนา กล่าวทิ้งท้ายว่า “PM2.5 เป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม แม้จะไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรงในทันที แต่ผลกระทบจะค่อย ๆ สะสมและส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะต่อปอด หัวใจ และหลอดเลือด การป้องกันตนเองด้วยการหลีกเลี่ยงฝุ่น สวมหน้ากากที่เหมาะสม และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองปอดในกลุ่มเสี่ยง จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนที่อันตรายจะลุกลามเกินกว่าจะรับมือได้”

สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1270 หรือ Line:@praram9hospital หรือคลิก https://hubs.li/Q041djd_0 และอ่านบทความสาระความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับภัยจากฝุ่น PM2.5 และมะเร็งปอดเพิ่มเติมได้ที่ Website: www.praram9.com หรือคลิก ภัยจากฝุ่นจิ๋ว 2.5 และมะเร็งปอด

แพทย์ต่างชาติร่วมเรียนรู้ หมอจิม Sol.Wellness ถ่ายทอดเทคนิคปรับรูปร่างด้วยเทคโนโลยี INMODE

แพทย์ต่างชาติร่วมเรียนรู้ หมอจิม  Sol.Wellness ถ่ายทอดเทคนิคปรับรูปร่างด้วยเทคโนโลยี INMODE

แพทย์ต่างชาติร่วมเรียนรู้ หมอจิม Sol.Wellness ถ่ายทอดเทคนิคปรับรูปร่างด้วยเทคโนโลยี INMODE

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.02 น.

เทคนิคการปรับรูปร่างของประเทศไทยยังคงได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ ล่าสุดคณะแพทย์จากประเทศไต้หวันจำนวน 8 ท่าน เดินทางมายัง Sol.Wellness Clinic เพื่อเข้าร่วมการฝึกอบรมเชิงลึกด้านการดูดไขมันและการกระชับสัดส่วน โดยมี คุณหมอจิม – นายแพทย์นำพล ธรรมรักษา เป็นวิทยากรหลัก

การอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี INMODE (อินโหมด) ในการจัดการไขมันและยกกระชับผิวอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตั้งแต่การปรับรูปหน้า เหนียง แขน ขา ไปจนถึงลำตัว โดยถ่ายทอดทั้งหลักการวางแผนการรักษา เทคนิคการใช้งานเครื่องมือ และแนวคิดด้านความปลอดภัยของคนไข้

บรรยากาศการเรียนรู้เป็นไปอย่างเข้มข้นและเป็นกันเอง ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจาก คุณหมอบี – แพทย์หญิงปิยะพร ชื่นกลิ่น และทีม Sol.Wellness ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างแพทย์จากทั้งสองประเทศ

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานการแพทย์ความงามของไทย และบทบาทสำคัญของแพทย์ไทยในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เวทีสากล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างทอผ้าผู้ชอบสะสมความวิตกกังวล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างทอผ้าผู้ชอบสะสมความวิตกกังวล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างทอผ้าผู้ชอบสะสมความวิตกกังวล

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               กาลครั้งหนึ่ง   มีคุณป้า ช่างทอผ้าดีฝีมือคนหนึ่ง มีอาชีพทอผ้าไหมที่สวยสุดในเมือง แต่คุณป้ามีนิสัยชอบ “เก็บเอาความวิตกกังวลและความกลัว”ของตนเองและคนอื่น มาเก็บสะสมถักทอ  เหมือนเก็บผ้าสกปรกหรือของเน่าเหม็นไว้ในใจของตนเอง

               เมื่อไหร่ที่คุณป้าเห็นเด็กๆ ร้องไห้เพราะกลัวสอบไม่ได้ หรือเห็นผู้ใหญ่บ่นว่ากลัวฝนจะตก คุณป้าจะรีบวิ่งไปคว้าเอา “เส้นใยไหมสีเทาของความวิตกกังวล” ที่ลอยอยู่รอบตัวคนเหล่านั้นมาเก็บไว้ในกระเป๋าของคุณป้า

              “มาเถิดความวิตกกังวลจ๋า… มาอยู่กับป้านะ ป้าจะช่วยแบกไว้เอง” คุณป้าพูด

               คุณป้ากลับไปที่บ้านแล้วเริ่มถักทอเส้นใยสีเทาแห่งความวิตกกังวลสารพัดเรื่องเหล่านั้นเข้าด้วยกันให้เป็นผ้าห่มผืนใหญ่ของตนเอง

               จากเส้นใยของความกังวลเล็กๆ ที่นำมาถักทอจนลายเป็นผ้าผืนหนาขึ้นเรื่อยๆ คุณป้าเริ่มเอาผ้าผืนนั้นมาห่มไว้ที่ไหล่ ตอนแรกก็อุ่นดี แต่พอเวลาผ่านไป ผ้าห่มผืนนั้นก็เริ่ม ใหญ่ขึ้น… หนักขึ้น… เรื่อยๆ

               วันหนึ่ง คุณป้าจะเดินไปตลาดเพื่อซื้อกับข้าว     แต่ผ้าห่มแห่งความกังวลนั้นหนาและหนักมากจนคุณป้าเดินแทบไม่ไหว    ขาของคุณป้าสั่นพั่บๆ    หลังของคุณป้างอลงเรื่อยๆ จนหน้าเกือบติดดิน  ป้าพยายามลุกขึ้นเดินแต่ก็ล้มลงเพราะความหนักอึ้ง

               ในขณะที่คุณป้านั่งหอบเหนื่อยอยู่ใต้ต้นไม้   มีสัตว์ป่า 4 ตัว เดินผ่านมา

????      1. พี่ลิงชื่อ “สติ” กระโดดลงมาข้างๆ แล้วถามว่า ” ป้าจ๋า แบกผ้าห่มความกังวลที่ทอไว้ เมื่อวานทำไม?” คุณป้าตอบว่า “ก็ป้าเสียใจที่เมื่อวานทำขนมไหม้ ป้าเลยเก็บไว้เตือนใจตัวเอง”

               พี่ลิงยิ้มแล้วบอกว่า “คุณป้าจ๋า ‘อดีตนั้นเหมือนความฝัน’ เรากลับไปแก้ไขเรื่องราวในอตีตไม่ได้ เหมือนการกำถั่วในมือไว้แน่น ถ้าป้าอยากตัวเบา ป้าต้อง ‘แบมือ’ แล้วปล่อยเรื่องเมื่อวานทิ้งไป”  คุณป้าลองแบมือออกตามคำแนะนำของลิง… ปมผ้าสกปรกที่ชื่อว่า ‘เรื่องเมื่อวาน’ ก็หลุดลุ่ยและหายไปทันที!

????        2. ปู่นกฮูกชื่อ “ปัญญา” บินมาเกาะที่ต้นไม้แล้วถามว่า “แล้วส่วนที่กลุ้มใจล่วงหน้าในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ล่ะ แบกไว้ทำไม?” คุณป้าบอกว่า “ป้ากลัวว่าพรุ่งนี้จะไม่มีใครมาซื้อผ้าของป้า    ป้าเลยสะสมเก็บความกังวลรอไว้”

               ปู่นกฮูกสอนว่า “คุณป้าจ๋า ‘อนาคตยังมาไม่ถึง การกังวลถึงสิ่งที่ยังไม่มีอยู่จริง ไม่มีประโยชน์หรอก   จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด ” คุณป้าหายใจเข้าลึกๆ… ปมผ้าที่ชื่อว่า ‘ความกลัววันพรุ่งนี้’ ก็จางสลายไป!

????      3. พี่ช้าง ชื่อ “ปล่อยวาง”  เดินเข้ามาแล้วถามว่า “คุณป้าจ๋า ผ้าห่มความกังวลที่เหลืออยู่    คือความกังวลเรื่องของคนอื่นใช่ไหม?” คุณป้าพยักหน้า “ป้าสงสารเพื่อนบ้าน ป้าเลยอยากแบกความทุกข์แทนเขา”   พี่ช้างใช้งวงลูบหลังคุณป้าเบาๆ แล้วสอนหลัก ‘อุเบกขา’ ว่า “เราให้ความเมตตาต่อคนอื่นได้ แต่ต้องวางใจให้เป็นกลางด้วย ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง     เหมือนป่าที่ต้นไม้แต่ละต้นต้องเจริญเติบโตด้วยตัวเอง ป้าแบกแทนเขาไม่ได้หรอก  ป้าต้องวางใจให้สงบ (ปล่อยวาง) นะ” คุณป้าจึงหลับตาลง วางใจให้เป็นกลาง… ทันใดนั้น ผ้าห่มที่เคยหนักเท่าภูเขาก็หายวับไปราวกับไม่เคยมี!

               มีนกน้อยตัวหนึ่งบินมาเกาะที่บ่าคุณป้า แล้วถามว่า “คุณป้าแบกผ้าห่มหนักๆ แห่งความกังวล ไว้ทำไมจ๊ะ?”

              คุณป้าตอบว่า “ป้ากลัวว่าถ้าป้าทิ้งไป ความกังวลพวกนี้จะกลับไปหาเด็กๆ น่ะสิ”

              นกน้อยหัวเราะแล้วบอกว่า “คุณป้าจ๋า ความกังวลน่ะเหมือนกับลม ถ้าเราปล่อยมันไป มันก็แค่พัดผ่านไป แต่ถ้าป้าเอาความกังวลมาทอเป็นผ้าแล้วเอามาแบกไว้แบบนี้ จะกลายเป็นก้อนหินที่ทับป้านะ ลองดูสิ แค่ใช้กรรไกรแห่งสติ ตัดปมมันออกทีละนิด”

              คุณป้าลองทำตาม เธอหยิบกรรไกรในใจขึ้นมาแล้วตัดปมผ้าที่เขียนว่า “กลัวพรุ่งนี้ฝนตก” ฉับ! ทันใดนั้น ผ้าส่วนนั้นก็กลายเป็นควันสีเทาแล้วจางหายไปในอากาศ คุณป้าเริ่มรู้สึกว่าไหล่เบาลง

              คุณป้าตัด… ตัด… และตัด ความกังวลออกจากใจ    จนผ้าห่มยักษ์แห่งความกังวลหายไปหมดสิ้น คุณป้ากลับมายืดตัวตรงและมองเห็นท้องฟ้าที่แจ่มใสอีกครั้ง

              คุณป้าได้เรียนรู้บทเรียนใหม่ว่า “การวิตกกังวลเรื่องในอดีตและเรื่องล่วงหน้าในอนาคต  ไม่ได้ช่วยให้เรื่องดีขึ้น แต่มันทำให้หมดแรงที่จะทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

              ตั้งแต่นั้นมา เมื่อคุณป้าเห็นใครวิตกกังวล คุณป้าจะไม่เก็บมาสะสมไว้ในตัวอีกต่อไป แต่คุณป้าจะสอนให้ทุกคน “หายใจเข้าลึกๆ และยิ้มกว้างๆ” เพื่อให้ความกังวลเหล่านั้นปลิวหายไปเองตามสายลม

              ความพยายามของคุณป้า ในการสละความวิตกกังวลออกจากใจของตน เป็นการทำความดีตามบุญกิริยา 10 ข้อ 3  ความเพียรพยายาม  ตั้งใจมั่น แน่วแน่ (ภาวนามัย)  ไม่ต้องนั่งสมาธิหรือสวดมนต์   โดยตัดความกังวลในเรื่องในอดีตที่ผ่านไปแล้วและเรื่องในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น   เพราะทำให้เสียสมาธิในการทำสิ่งปัจจุบัน 

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  “ความวิตกกังวลนั้นมีได้ แต่อย่าเก็บไว้นาน ความกังวลเหมือนฝุ่นที่ลอยมาเข้าตา ถ้าเรารีบล้างออก ด้วยการไปทำอย่างอื่นที่สนุกๆ หรือเล่าให้คนอื่นฟัง  ความกังวลก็อาจจะลดลงหรือหายไปได้”

               เรียบเรียงจากนิทานอังกฤษและเปอร์เชียโบราณ  เรื่องความกังวลของช่างทอผ้า “The Weaver of Worries”   ที่ใช้ในการฝึกสมาธิ   โดยสะท้อนให้เห็นว่า   บางที… ความทุกข์ที่หนักอึ้งนั้น ไม่ได้เกิดจากใครอื่น แต่เกิดจากการที่ชอบเก็บความกังวลเล็กน้อย มาสะสมจนกลายเป็นภาระหนักอึ้งที่ทับถมใจตัวเอง

อาทร  จันทวิมล    

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งรักษาได้ หากรู้ไว

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งรักษาได้ หากรู้ไว

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : มะเร็งรักษาได้ หากรู้ไว

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ทุกปี คือวันวันมะเร็งโลก วันที่ทำให้ทุกคนตระหนักรู้ถึงพิษภัยของโรคมะเร็ง

เมื่อก่อนนี้ เวลาได้ยินคำว่ามะเร็ง จะเข้าใจว่าความตายรออยู่อีกไม่ไกล แต่ปัจจุบัน มีความก้าวหน้าทางการแพทย์อย่างมาก ทำให้สามารถรักษาโรคมะเร็งจนหายขาดได้ แต่ก็ต้องบอกว่าในขณะนี้ยังไม่สามารถรักษามะเร็งได้ทุกกรณี เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ถ้าหากพบเจอโรคนี้ตั้งแต่ระยะ 0 ถึง 2 ปี ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สำหรับผู้ป่วยที่พบมะเร็งระยะ 3 หรือ 4 ซึ่งเมื่อก่อนนี้ จะอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ปัจจุบัน มีความก้าวหน้าในการรักษา ด้วยการผ่าตัด ฉายแสง รักษาด้วยเคมีบำบัด ใช้ยามุ่งเป้า หรือเซลล์บำบัด เป็นต้น วิธีการดังกล่าวช่วยยืดชีวิตคนไข้ได้ยืนยาวมากก ว่าเดิม ดังพบว่า คนไข้มะเร็งปอดระยะที่ 4 ที่กินยามุ่งเป้าประคองอาการ แล้วพบว่ามีสุขภาพโดยรวมเกือบจะไม่ต่างจากคนปกติ โดยพบกรณีนี้มานานเกิน 5 ปี และพบหลายรายแล้ว และที่มากกว่านั้น ในปัจจุบันมีการรักษาด้วยวิธีการใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำลายเซลล์มะเร็ง และลดอาการข้างเคียงได้ดี

แต่ทั้งหมดนั้นก็ไม่ดีเท่ากับการหลีกเลี่ยงการเกิดมะเร็ง แต่มันเป็นเรื่องยาก เพราะแม้จะพยายามมากเท่าไร แต่ก็มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งได้ แต่เราก็ต้องรู้ว่าปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งมีอะไรบ้าง โดยเราแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น พันธุกรรม (มีประวัติโรคมะเร็งในญาติสายตรง เช่น พ่อแม่ พี่น้องพ่อแม่เดียวกัน) เพศ อายุ เชื้อชาติ

ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้ โดยสามารถอธิบายการเกิดโรคมะเร็งได้ถึง 30 – 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขสูงมาก ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับปัจจัยเหล่านี้ คือปัจจัยช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ได้แก่ งดบุหรี่ งดดื่มเหล้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะของเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิต การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ คือการนำสารก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกายโดยตรง

ประเด็นต่อมาคือการคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เนื่องจากความอ้วนจะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งหลายชนิด ทุกคนควรมีความรู้พื้นฐานว่าอาหารใดควรกินมาก อาหารใดควรกินพอประมาณ และอาหารใดควรกินน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะอาหารก็มีผลต่อการเกิดมะเร็ง เช่น อาหารที่มีเชื้ออะฟลาทอกซิน อาหารที่มีไหม้เกรียม เป็นต้น

นอกจากนั้น ก็ต้องหลบเลี่ยงแสงแดดที่แรงจัดเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง อีกปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ลดการเกิดมะเร็งได้คือ ป้องกันการติดเชื้อ การฉีดวัคซีนหลายชนิด เช่น วัคซีนป้องกันตับอักเสบบี ช่วยป้องกันมะเร็งตับ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งช่องปาก ดังนั้นเมื่อถึงเกณฑ์อายุที่ควรฉีดหรือควรฉีดกระตุ้น ก็ต้องไปฉีดตามกำหนด
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะกินดีอยู่ดี ระมัดระวังการใช้ชีวิตสุด ๆ แต่ก็วางใจกับมะเร็งไม่ได้ เพราะบทมันจะมา มันก็มา ดังนั้น การรู้ตัวเร็วว่าเป็นโรคนี้ แล้วรีบไปรักษาตั้งแต่มะเร็งยังอยู่ในระยะแรก ๆ คือหัวใจของความสำเร็จในการรักษา

เมื่ออายุถึงวัย ก็ต้องไปตรวจคัดกรองมะเร็ง อย่ามัวอ้างไปเรื่อยว่ายังไม่พร้อม ไม่สะดวก หรือติดธุระ จงอย่าผัดผ่อนไปเรื่อย ๆ แต่ที่น่ากลัวกว่าคือ บางคนไม่ยอมไปรับการตรวจคัดกรอง โดยปฏิเสธทั้งหมด ไม่ว่าจะ x-ray หรือส่องกล้อง คือปฏิเสธทุกอย่าง เพราะว่ากลัวเจอโรค

อันที่จริง ต้องบอกว่าการเจอโรคตั้งแต่แรก ๆ ช่วยให้การรักษาได้ดี และจะหยุดอยู่แค่เพียงการตัดเอาก้อนเนื้อร้ายออกเท่านั้น โดยไม่ต้องทำอะไรมาก เช่น เมื่อเราคลำเจอก้อนหรือมีอาการจากมะเร็งแล้ว ส่วนใหญ่มักต้องรักษาแบบผสมผสาน คือผ่าตัด ฉายแสง และให้ยาแบบจัดเต็ม ซึ่งก็หมายถึงต้องเผชิญกับอาการข้างเคียงจากการรักษาด้วยเช่นกัน

แม้มะเร็งจะเป็นโรคที่ฟังแล้วน่ากลัว แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันเปลี่ยนให้ความกลัวกลายเป็นความหวัง และสามารถรักษาให้หายขาดได้มากขึ้น ถ้าหากตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ต้องลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งด้วยตัวเอง โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม งดเหล้า งดบุหรี่ คุมน้ำหนักตัวเอง และไปรับวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการตรวจคัดกรองโรคตามช่วงวัยอย่างสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้ช่วยป้องกันมะเร็งได้อย่างดี

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ยูนิเซฟ จับมือ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนใน 5 ประเทศ

ยูนิเซฟ จับมือ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนใน 5 ประเทศ

ยูนิเซฟ จับมือ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนใน 5 ประเทศ

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เนื่องในวันการศึกษาสากล (World Education Day) บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป และยูนิเซฟ ประกาศถึงความสำเร็จของความร่วมมือระดับโลก โดยภายในระยะเวลาเพียงสองปี โครงการ BRIDGE. Educating young people for tomorrow, today เข้าถึงเด็กและเยาวชนราว 330,000 คน ในโรงเรียนกว่า 2,900 แห่งในประเทศอินเดีย ไทย บราซิล เม็กซิโก และแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีโรงงานการผลิตของบีเอ็มดับเบิลยูตั้งอยู่ โครงการนี้ยังได้ฝึกอบรมครูผู้สอนกว่า 10,000 คนให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการสอน STEM ซึ่งประกอบด้วย 4 สาขาวิชา คือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และ คณิตศาสตร์

โครงการด้านการศึกษาของ BRIDGE ได้รับการออกแบบให้มีความจำเพาะกับแต่ละประเทศและปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับแต่ละภูมิภาคโดยเฉพาะ ปัจจุบัน เด็กและเยาวชนราว 2.7 ล้านคนได้รับประโยชน์ด้านองค์ความรู้ ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากโอกาสในการเรียนรู้ที่โครงการมอบให้ และจากการปรับปรุงโครงสร้างของระบบการศึกษา โดยผลกระทบเชิงบวกที่ BRIDGE สร้างนั้นขยายไปไกลกว่าภายในห้องเรียน ครอบคลุมไปถึงคนในครอบครัว ชุมชนท้องถิ่น และภูมิภาค

อิลก้า ฮอร์สต์ไมเออร์ สมาชิกคณะกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู เอจี ดูแลงานด้านทรัพยากรบุคคลและอสังหาริมทรัพย์ และผู้อำนวยการฝ่ายแรงงาน กล่าวว่า “ความร่วมมือของเรากับยูนิเซฟเป็นเครื่องพิสูจน์ที่น่าประทับใจถึงสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อพันธมิตรที่แข็งแกร่งสองฝ่ายมารวมตัวกัน ในโลกที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีใครสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้เพียงลำพัง หนทางเดียวที่จะสร้างแรงกระเพื่อมได้คือการทำงานร่วมกัน การประสานงานของเราได้มอบโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนทั่วโลก และด้วยโอกาสนี้ พวกเด็ก ๆ ก็จะมีอนาคตที่ดีขึ้น โดยการมุ่งเน้นไปที่วิชา STEM นั้นทำให้เราสามารถส่งเสริมทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคตได้โดยเฉพาะ และสร้างทางเชื่อมไปสู่การพัฒนาที่กำหนดได้ด้วยตนเอง”

มร. จอร์จ กราฟ วัลเดอร์ซี ประธานคณะกรรมการบริหารยูนิเซฟเยอรมนี เน้นย้ำถึงพลังแห่งความร่วมมือว่า “เยาวชนคือพลังขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จที่ทรงพลังที่สุดในทุกสังคมและชุมชน การเสริมสร้างศักยภาพให้พวกเขาคือการลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน ความร่วมมือระหว่างเรากับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงการผนึกกำลังระยะยาวอันมีประสิทธิผลระหว่างยูนิเซฟและภาคธุรกิจ ในการปูทางที่ราบรื่นยิ่งขึ้นสู่การจ้างงานแก่เยาวชนทั่วโลก ให้พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ในสังคมและเศรษฐกิจ”

เนื้อหาของโครงการได้รับการพัฒนาด้วยความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาของห้าประเทศที่เข้าร่วม โดยปรับให้เข้ากับความต้องการทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค โดยเน้นย้ำเนื้อหาที่เจาะจงสำหรับแต่ละบริบท หลักสำคัญคือการสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาส โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง

ในเม็กซิโก เน้นการส่งเสริมการศึกษา STEM ที่ยังตอบโจทย์เรื่องความเสมอภาคทางเพศ โดยเฉพาะการเสริมสร้างศักยภาพให้เด็กผู้หญิงในชุมชนชนบทที่ด้อยโอกาส

ในบราซิล การศึกษา STEM ผสานกับการให้คำปรึกษาเพื่อวางแผนการใช้ชีวิต เพื่อช่วยป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้ลาออกจากโรงเรียนกลางคัน และจัดหาทางเลือกการเรียนรู้ออนไลน์ให้การเข้าถึงการศึกษาง่ายยิ่งขึ้น

ในประเทศไทย โครงการมุ่งเน้นที่การปรับปรุงคุณภาพของการศึกษาวิชา STEM รวมถึงการอบรมครูในวิชาด้าน STEM การจัดกิจกรรมนอกเวลาเรียน ค่ายฝึกทักษะด้าน STEM งานนิทรรศการวิทยาศาสตร์ และการแนะแนวให้คำปรึกษาแก่เยาวชน โครงการนี้ยังครอบคลุมกลุ่มเยาวชนกลุ่มเปราะบาง และเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรม (NEET) เพื่อให้พวกเขามีโอกาสพัฒนาทักษะที่จำเป็นด้วย

ในอินเดีย ความพยายามมุ่งเน้นที่การเสริมสร้างความสามารถในการอ่านออกเขียนได้และทักษะการคำนวณขั้นพื้นฐาน และขยายหลักสูตร STEM เชิงปฏิบัติ รวมถึงการสร้างหรือจัดพื้นที่เรียนรู้ในการทำกิจกรรม

ในแอฟริกาใต้ โครงการ BRIDGE จัดหาเทคโนโลยีให้แก่โรงเรียนที่ด้อยโอกาส และเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการเขียนโค้ดและวิทยาการหุ่นยนต์เข้าในหลักสูตร เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้เด็กและเยาวชนสำหรับการทำงานในโลกดิจิทัล เป้าหมายชัดเจนสู่การสร้างสรรค์คุณค่าที่ยั่งยืน

อินเลิฟแล้วผิวพรรณดี เปล่งปลั่งกว่าคนโสดได้จริง หรือคิดไปเอง?

อินเลิฟแล้วผิวพรรณดี เปล่งปลั่งกว่าคนโสดได้จริง หรือคิดไปเอง?

อินเลิฟแล้วผิวพรรณดี เปล่งปลั่งกว่าคนโสดได้จริง หรือคิดไปเอง?

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ว่ากันว่าคนมีความรักมักจะดูเด็ก หน้าตาสดใส ผิวพรรณเปล่งปลั่งกันใช่มั้ย? เพราะความรักไม่ได้แค่ทำให้หัวใจเราพองโต แต่อาจมีผลกับผิวพรรณและการฟื้นฟูสุขภาพได้ พจ. ณัฐธยาน์ เฮงอุดมสวัสดิ์ (พจ.423) แผนกแพทย์แผนจีน โรงพยาบาลนวเวช จะพาคุณไปสำรวจว่าความรัก ส่งผลกับผิวพรรณและระบบภายในของเราอย่างไร หากคนที่ยังเป็นคนโสด จะมีแนวทางในการดูแลสุขภาพอย่างไรให้ดูเปล่งปลั่งสดใส ไม่แพ้คนอินเลิฟ

พจ. ณัฐธยาน์ เฮงอุดมสวัสดิ์ (พจ.423) แผนกแพทย์แผนจีน โรงพยาบาลนวเวช 

จากการศึกษาทางการแพทย์ เมื่อคนเรามีความรัก ร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนหลากหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือ ออกซิโทซิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความรักและความผูกพันที่ช่วยลดการอักเสบเร่งการฟื้นฟูผิวได้ดี อีกทั้งยังช่วยลดระดับคอร์ติซอลที่เป็นฮอร์โมนแห่งความเครียด เป็นตัวการที่ทำให้ผิวเสื่อม แก่ง่าย และเกิดการอักเสบ

ส่วนในมุมมองของทางแพทย์แผนจีน การจะมีสุขภาพผิวที่ดี มีผิวพรรณที่เปล่งปลั่งสดใสได้ ไม่ใช่แค่เรื่องของฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว แต่มีความเกี่ยวข้องกับอวัยวะภายในอย่าง ตับ และหัวใจ ที่ส่งผลไปถึงฟังก์ชันการทำงานต่าง ๆ ทั้งระบบการไหลเวียนเลือดและพลังงาน ที่เรามักเรียกติดปากกันว่า พลังชี่

แพทย์แผนจีนมีมุมมองต่อสุขภาพผิวอย่างไร?

เลือด: นับเป็นส่วนสำคัญที่หล่อเลี้ยงบำรุงทั้งผิวพรรณ เส้นผม เล็บ หากเลือดดี มีปริมาณเพียงพอ ไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดี ร่างกายจะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การฟื้นฟูร่างกายจะทำได้อย่างเต็มที่ ร่างกายจึงดูมีความอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ

ตับ: จะทำหน้าที่กักเก็บเลือดและควบคุมการหมุนเวียนของพลังงานชี่ เมื่อเลือดและพลังงานชี่ไหลเวียนดี ไปหล่อเลี้ยงทั้งร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ ผิวพรรณจึงมักจะสดใสและเปล่งปลั่ง

หัวใจ: จะมีความเชื่อมโยงกับอารมณ์และจิตใจ เมื่อหัวใจสงบ มีความสุขดี สามารถทำงานสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้อย่างเต็มที่ ผิวพรรณจะดูสดใสมากขึ้นตามธรรมชาติ

ในทางแพทย์แผนจีนจึงมองว่าการมีความรักและอารมณ์ที่ดีอยู่เสมอ ไม่เพียงแค่ทำให้เรามีจิตใจที่ดีขึ้น แต่ยังส่งผลให้เลือดลมหมุนเวียนดีขึ้น ความเครียดลดลง ระบบฮอร์โมนภายในร่างกายมีการปล่อยสารแห่งความสุข ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันและการฟื้นฟูเซลล์ผิวทำงานได้ดีขึ้น สุดท้ายจึงทำให้ผิวพรรณเกิดความสดใสได้จริง

เคล็ดลับสุขภาพผิวฉบับแพทย์จีน สำหรับคนมีคู่ (และคนโสดก็ใช้ได้!)

ฝังเข็มเพื่อบำรุงเลือดและเสริมพลังชี่: การฝังเข็มช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของชี่และเลือดดีขึ้น กระตุ้นการเกิดของคอลลาเจนได้ ทั้งยังช่วยขจัดของเสียใต้ผิว ผิวพรรณจึงดูสดใสเปล่งปลั่ง ดูมีเลือดฝาด ช่วยผ่อนคลายอารมณ์

พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้ได้ก่อน 5 ทุ่ม: เนื่องจากฮอร์โมนมีความสัมพันธ์กับการนอนหลับอย่างแยกไม่ออก หากพักผ่อนเพียงพอจะช่วยให้การหลั่งของฮอร์โมนมีความสมดุล

ใช้ยาสมุนไพรบำรุงเลือด: ในทางแพทย์จีนจะใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์บำรุงและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เช่น ตังกุย, เห็ดหลินจือ ฯลฯ เพื่อบำรุงผิวพรรณให้มีความเปล่งปลั่งสดใส

จุดกดเพื่อผ่อนคลายความเครียด: จุดกดเช่น จุดอิ้นถางที่อยู่ระหว่างคิ้ว และจุดเหอกู่ที่อยู่ระหว่างง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้มือ ซึ่งสามารถช่วยลดความเครียด และกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดลมได้ดี

ดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตร: โดยค่อย ๆ จิบทีละนิดเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน จะทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมน้ำไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้อย่างเต็มที่

ดังนั้น การอินเลิฟอยู่ในความสัมพันธ์ที่ดี จึงส่งผลทำให้ผิวพรรณสดใสได้จริง แต่ชาวโสดอย่าเพิ่งทำหน้าเศร้าไป เราก็สามารถมีผิวพรรณที่เปล่งปลั่งสดใสได้เช่นเดียวกัน เพียงแค่ลองทำตามเคล็ดลับที่แนะนำในข้างต้นกันเท่านั้น!!!

ในวันที่ผู้คนพูดถึงเรื่องความรัก เราอาจเผลอมองข้ามไปว่า “ความรักที่สำคัญที่สุด” คือ “การรักตัวเอง” ดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจของเรามีความสมดุลดีจากภายใน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณค้นพบคำตอบใหม่ของ ”ความรัก” ได้มากกว่าที่เคย

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวการดูแล ป้องกัน และรักษาโรคต่าง ๆ แบบองค์รวมที่เน้นปรับสมดุลพลังงาน (Qi) และเลือดในร่างกาย ผ่านวิธีหลัก เช่น การฝังเข็ม (Acupuncture), การครอบแก้ว (Cupping), การใช้ยาสมุนไพรจีน, การนวดทุยหนา (Tuina), และกัวซา (Guasa) กับแพทย์ทางเลือกในศาสตร์แพทย์แผนจีน สามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ แผนกแพทย์แผนจีน โรงพยาบาลนวเวช โทร. 1507 I Line: @navavej

คุณแหน : 9 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 9 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 9 กุมภาพันธ์ 2569

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดี ม.มหิดล ,ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.การบินไทย,คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกก.อำนวยการวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกฯ,ดร.ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล,ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมศิษย์เก่าม.มหิดลฯ,กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บมจ.การบินไทย แถลงข่าวคอนเสิร์ตเพลงรักชาติ National Unity Concert “ดนตรีแห่งความจงรักภักดี ร้อยดวงใจน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ” พร้อมฟัง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “พระมหากรุณาธิคุณแห่งแม่ของแผ่นดิน กับพลังศิลปวัฒนธรรมไทย” 17 ก.พ.13.30 น. ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร ม.มหิดล วิทยาเขตศาลายา..
  • โครงการพระเมตตาสมเด็จย่า ร่วมกับชมรมนักศึกษาทุนสาธารณสุข อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่และชมรมนักศึกษาทุนฯ จังหวัดข้างเคียง ได้ร่วมกันจัด “โครงการจิตอาสาพระเมตตา สานต่อพระปณิธานสมเด็จย่า” ณ บ้านแม่ลอง และ บ้านทุ่งแก อ.แม่แจ่ม เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงห่วงใย ปชช.ในถิ่นทุรกันดารให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นการสร้างโอกาสให้คนในพื้นที่ห่างไกลได้รับการบริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา และการส่งเสริมอาชีพ โดยมี บุญธันว์ มหาวรรณ์ ประธานโครงการฯ นำทีมเอง งานนี้ รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์, นพ.กฤษดา จงสกุล พร้อมกับ นพ.กิตติคุณ อนุรัตน์ รพ.เทพรัตน์เวชชานุกูล ไปร่วมตรวจรักษาคนไข้ด้วย..
  • มิตรสหายยินดีกับ นพ.มนฑิต พูลสงวน ผอ.รพ.เกาะยาวชัยพัฒน์ ต.เกาะยาวน้อย อ.เกาะยาว จ.พังงา ที่ได้รับรางวัลสมเด็จพระวันรัต ในงานประชุมใหญ่สามัญ แพทยสมาคมฯประจำปี 2568..
  • MCOT ACADEMY ร่วมกับ อย. เปิดอบรมหลักสูตร “พูดให้ได้ ขายให้โดนใจ ปลอดภัยตามกฎหมาย (อย.)”  12-13 ก.พ. รร.อัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เพื่อเจาะลึกเทคนิคการขาย รู้ใจผู้ซื้อ และการสื่อสารสาธารณะอย่างมืออาชีพ เสริมบุคลิกภาพให้น่าเชื่อถือ พร้อมเทคนิคการโฆษณาผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย อย. โดยวิทยากรผู้รู้จริงจาก อย. สนใจ Facebook : MCOT academy หรือ Line: @mcotacademy..
  • เน็กซ์โทเปีย สยามพารากอน และ  ฟุสโก กรุ๊ป ชวนมาสนุก ในงาน  “NEXTOPIA Presents Beat Generations” ดนตรีที่เชื่อมทุกเจเนอเรชั่น ผ่านเพลงฮิตจากยุค 80’s, 90’s และ 2000’s พร้อมแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างสมดุล เพื่อสุขภาพดีและอายุยืนอย่างมีคุณภาพ พบกับ เซเลปสายปาร์ตี้ของเมืองไทย อาทิ ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา ,ม.ล. เอวิตา ยุคล ,วิมลลักษณ์ นิลวิไลภร,จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา ,ณัฐชรัชต์ ปรีชาจินะโรจน์ และ พิมพ์นารา พงษ์พยอม ฯลฯ  21 ก.พ.  13.00 – 16.00 น.ที่ เน็กซ์โทเปีย ชั้น 5 สยามพารากอน..

คุณแหน