ศูนย์คุณธรรม ปิดโครงการ “ผู้นำหัวใจคุณธรรม รุ่นที่ 2” ดันสังคมไทยสู่ความยั่งยืน ด้วยพลังความดีจาก 5 เครือข่ายภาคส่วน

ศูนย์คุณธรรม ปิดโครงการ “ผู้นำหัวใจคุณธรรม รุ่นที่ 2”  ดันสังคมไทยสู่ความยั่งยืน ด้วยพลังความดีจาก 5 เครือข่ายภาคส่วน

ศูนย์คุณธรรม ปิดโครงการ “ผู้นำหัวใจคุณธรรม รุ่นที่ 2” ดันสังคมไทยสู่ความยั่งยืน ด้วยพลังความดีจาก 5 เครือข่ายภาคส่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.52 น.

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โดยสถาบันวิทยาการคุณธรรม (Moral Academy) จัดพิธีปิดโครงการ “พัฒนาเครือข่ายคุณธรรมผู้นำการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รุ่นที่ 2 (MLC2)” ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ สีลม กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวให้โอวาท และมอบเกียรติบัตรแก่ผู้นำทั้ง 31 ท่าน จาก 31 องค์กรชั้นนำของประเทศ ที่เข้าร่วมโครงการ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า โครงการ MLC2 มุ่งพัฒนา “ชุมชนผู้นำหัวใจคุณธรรม” จาก 5 เครือข่ายภาคส่วน ได้แก่ 1) ภาครัฐ/ รัฐวิสาหกิจ 2) ภาคธุรกิจเอกชน 3) ภาคชุมชน/ ประชาสังคม 4) ภาคสื่อมวลชน และ 5) ภาคสถาบันการศึกษา โดยใช้แนวทางการทำงานข้ามเครือข่าย เพื่อร่วมกันออกแบบนวัตกรรมทางสังคมบนฐานของคุณธรรม น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิด “Reduction of Inequalities in Thai Society” หรือ “ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย” เป็นกรอบแนวทางการพัฒนา โดยโครงการฯ ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม ถึง 23 กรกฎาคม 2568 รวมกิจกรรมการเรียนรู้ 9 ครั้ง ทั้งการบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในห้องปฏิบัติการ (Moral Innovation Lab) การศึกษาดูงาน และการระดมสมองร่วมกันออกแบบแนวทางส่งเสริมคุณธรรมที่จับต้องได้ เพื่อขับเคลื่อนคุณธรรมในระดับพื้นที่และเชิงนโยบาย และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่สังคม

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อผู้เข้าร่วมอบรม พร้อมย้ำถึงพลังของความสามัคคีในการสร้างสรรค์งาน และเน้นย้ำบทบาทของ “ผู้นำคุณธรรม” ที่เป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยกล่าวว่า “แม้ระยะเวลาในโครงการจะสั้น แต่ความตั้งใจร่วมกันของทุกท่านคือแรงผลักดันสำคัญ ที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายแห่งความยั่งยืน”

ด้าน คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม ได้กล่าวแสดงความชื่นชมต่อความทุ่มเทของผู้นำทั้ง 31 คน และขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมผลักดันโครงการให้บรรลุเป้าหมาย พร้อมหวังว่าแนวคิดและผลงานจากโครงการนี้ จะสามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาเชิงนโยบาย และเป็นต้นแบบของความดีที่ขยายผลได้ในวงกว้าง

“โครงการพัฒนาเครือข่ายคุณธรรมผู้นำการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รุ่นที่ 2” หรือ MLC2 จัดโดย สถาบันวิทยาการคุณธรรม ศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน) ถือเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนสังคมด้วยพลังคุณธรรมในรูปแบบ Cross-Sector Collaboration ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติด้วยกระบวนการพัฒนาทักษะเชิงคุณธรรมควบคู่ความรู้ร่วมสมัย เสริมสร้างผู้นำยุคใหม่ที่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมสร้างเครือข่าย Cross-Sector Alliance ที่ยั่งยืน ผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เข้าร่วมจะได้รับการพัฒนาศักยภาพผ่านกิจกรรมเชิงลึกในประเด็น “เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม” พร้อมเป้าหมายสร้าง “นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำ” ที่สามารถขยายผลได้จริงในระดับนโยบายและพื้นที่ เพื่อมุ่งสู่สังคมไทยที่มีคุณธรรมและความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยเกิดนวัตกรรมที่เป็นผลิตผลของ MLC รุ่นที่ 2 คือ“โครงการ 60+ มีงานทำ” สร้างงาน สร้างคุณค่า สู่เศรษฐกิจใหม่ เพราะประสบการณ์มีค่า ไม่ควรปล่อยให้สูญเปล่า ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวโครงการฯ ในเดือนตุลาคม 2568 นี้

ศูนย์คุณธรรมคาดหวังว่า ชุมชนผู้นำคุณธรรมวิถียั่งยืนที่เกิดขึ้นจากโครงการ MLC2 นี้ จะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และเปี่ยมด้วยคุณธรรม ส่งต่อแนวทางแห่งความดีจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป

คุณแหน : 24 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 24 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 24 กรกฎาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568  “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน” พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  จัดโดย สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ  ที่มี สุกัญญา ประจวบเหมาะ เป็นประธานฯ ร่วมกับ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วันที่  1 ส.ค.16.00 น. ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ..
  • ยินดีกับ รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับรางวัล Thailand Moral Awards 2024 ประเภทบุคคล จากศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)..๐๐
  • กฤษฎา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล  บินไปร่วมงานรับปริญญาตรีของลูกสาวคนเล็ก  ภูริษา มหาดำรงค์กุล สวยด้วย เก่งด้วย รับปริญญาตรีเกียรตินิยม ด้าน Media Communications ที่ University of the Arts London..
  • ข่าวดี ศ.ดร.ดาราพร ถิระวัฒน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในโอกาสได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการผู้เชี่ยวชาญ (ด้านกฎหมายการแพทย์) ในคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 4 ของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล..๐๐
  • สภาสังคมสงเคราะห์ฯ โดย ร.ต.ท. ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาฯ และคณะกรรมการ จัดพิธีสถาปนา “มูลนิธิแม่ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อแม่ของแผ่นดิน” ตามเจตนารมณ์ของ พลตรีหญิง คุณหญิงอัสนีย์ เสาวภาพ อดีตประธานสภาฯ  พร้อมงาน Congratulation Party แสดงความยินดีกับ แม่ลูกผูกพัน พร้อมชมการแสดงจากศิลปินลูกกตัญญูและแม่ดีเด่นแห่งชาติ นันทิดา แก้วบัวสาย,บีม-กวี(D2B), หนึ่ง จักรวาล,น้าโย่ง-น้าพวง-น้านงค์,แซ็ค ชุมแพ,ชาล็อต ออสติน,น้ำเพชร นางเอกลิเก,ป๊ายปาย โอริโอ้,อ้อน ลัคนา,นนทิยา จิวบางป่า,ผิงผิง สรวีย์ 12 ส.ค.13.30 น.ห้องรอยัลจูบิลี่ อิมแพค เมืองทองธานี สอบถาม  โทร.085-4122462..
  • สุนันต์ อรุณนพรัตน์ นายกสมาพันธ์สมาคมศิษย์เก่าคณะเซนต์คาเบรียลฯ และคณะ เสียใจในจากไปของ ภราดา ดร.ศักดา สกนธวัฒน์ อธิการเจ้าคณะเซนต์คาเบรียลแขวงประเทศไทย ประธานมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย..
  • “สมัยพุทธกาล นักบวชต่างศาสนา สูญเสียลาภสักการะ จึงใช้แผน  นารีพิฆาต ทำลายความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธองค์ ปัจจุบัน นารีไม่ได้รับงานใครมาทำลายศาสนา แต่เข้าหานักบวชรวย เป้าหมายรีดทรัพย์…” เป็นส่วนหนึ่งจากธรรมบรรยายเรื่อง “นารีพิฆาต จากพุทธกาลถึงรัตนโกสินทร์” โดย พระอาจารย์ชายกลาง อภิญโณ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก  จัดโดย  ศปท.โครงการปฎิบัติธรรมนำสุข ทุกวันพุธ..

น้อง

‘ฟูจิฟิล์ม’ ยกระดับการผ่าตัดด้วยนวัตกรรมระบบส่องกล้องทางเดินอาหารยุคใหม่

‘ฟูจิฟิล์ม’ ยกระดับการผ่าตัดด้วยนวัตกรรมระบบส่องกล้องทางเดินอาหารยุคใหม่

‘ฟูจิฟิล์ม’ ยกระดับการผ่าตัดด้วยนวัตกรรมระบบส่องกล้องทางเดินอาหารยุคใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้ายกระดับการวินิจฉัยของแพทย์และรักษาผู้ป่วยด้วยนวัตกรรมสุขภาพครบวงจรอย่างต่อเนื่อง  เปิดตัวเครื่องประมวลสัญญาณภาพและกำเนิดแสงระบบวิดีทัศน์แบบคมชัดสูง ELUXEO® 8000 และกล้องส่องกระเพาะอาหารรุ่น 800 Series ครั้งแรกในประเทศไทย ในงานประชุมวิชาการราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 50 (RCST 2025) โดยจัดขึ้นร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้หัวข้อ “RCST Half Century: The Changing Landscape of Surgery” เพื่อชูนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงสำคัญในวงการแพทย์ศัลยกรรม สะท้อนการพัฒนาทั้งด้านเทคโนโลยี การรักษา และวิชาชีพศัลยแพทย์ พร้อมเฉลิมฉลองครบรอบครึ่งศตวรรษของการก่อตั้งราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย

นวัตกรรมทั้งสองของฟูจิฟิล์ม ออกแบบมาเพื่อยกระดับศักยภาพของศัลยแพทย์และแพทย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหารและตับทั่วประเทศ ทั้งในด้านการวินิจฉัยและการส่องกล้องเพื่อรักษาขั้นสูง (Advanced Therapeutic Endoscopy) โดย ELUXEO® 8000 จะยกระดับการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารและตับให้แม่นยำยิ่งกว่าเดิม ขยายขีดความสามารถด้าน Therapeutic Endoscopy ด้วยโหมด ACI (Amber-Red Color Imaging) ใหม่ที่ช่วยให้การทำหัตถการมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น อีกทั้ง ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยรอยโรคหรือความผิดปกติได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกรณีของผู้ป่วยโรคทางเดินอาหารซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบเยื่อบุภายในอย่างละเอียด เช่น กลุ่มผู้ป่วยที่มีติ่งเนื้อ, รอยโรคก่อนพัฒนาเป็นมะเร็ง หรือ มะเร็งระยะเริ่มต้นที่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ และไส้ตรง

นอกจากนี้ ยังมีโหมด ACI (Amber-Red Color Imaging) ใหม่ ช่วยให้มองเห็น Blood Flow ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพิ่มความแม่นยำในการห้ามเลือด โดยเฉพาะการรักษาแบบ Third-Space Endoscopy เช่น การตัดเลาะติ่งเนื้อขนาดใหญ่ในระบบทางเดินอาหาร หรือ ESD (Endoscopic Submucosal Dissection) ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการรักษามะเร็งระยะเริ่มต้นโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เนื่องจาก ACI ช่วยเพิ่มความแตกต่างระหว่างชั้น Submucosa, Muscularis และ Blood Vessel ได้อย่างชัดเจน จึงลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากหัตถการ เช่น ภาวะเลือดออก ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมากทั้งในแง่ของผลลัพธ์ทางคลินิกและความปลอดภัยของผู้ป่วย

นอกจากนี้ ฟูจิฟิล์ม ยังได้เสริมประสิทธิภาพการทำงานให้สมบูรณ์แบบด้วยการเปิดตัวกล้องส่องกระเพาะอาหารรุ่น 800 Series ที่มาพร้อมนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานในหัตถการอันท้าทายของแพทย์ ด้วยเซนเซอร์ CMOS รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ช่วยเพิ่มความละเอียดและลดสัญญาณรบกวน ทำให้ได้คุณภาพภาพที่เหนือกว่า และเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นในตำแหน่งที่เข้าถึงยาก เช่น Duodenum และ Stomach-cardia ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ปลายกล้อ ยังมีช่องสำหรับใส่อุปกรณ์ในการทำหัตถการขนาดใหญ่ขึ้นจาก 2.8 มิลลิเมตรเป็น 3.2 มิลลิเมตร ทำให้รองรับการทำหัตถการที่ต้องใช้อุปกรณ์เพื่อใช้ในการรักษาได้ดียิ่งขึ้น เมื่อ ELUXEO® 8000 ทำงานร่วมกับ 800 Series จึงมอบภาพที่คมชัด และสว่างที่สุดที่ฟูจิฟิล์มเคยมีมา ที่สำคัญคือลดขั้นตอนในการต้องเปลี่ยนกล้องจากขั้นตอนวินิจฉัยไปเป็นการรักษา เนื่องจากเทคโนโลยีของกล้องรุ่นใหม่สามารถทำการวินิจฉัยและทำหัตถการเพื่อการรักษาได้โดยกล้องตัวเดียวกัน

มร. โซ มารูโอะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว ELUXEO® 8000 และกล้องส่องกระเพาะอาหารรุ่น 800 Series ในงาน RCST 2025 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของฟูจิฟิล์ม ในการสนับสนุนศัลยแพทย์ไทยให้เข้าถึงเทคโนโลยีส่องกล้องระดับโลก พร้อมเสริมศักยภาพโรงพยาบาลในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคทางเดินอาหารอย่างแม่นยำ และปลอดภัย นอกจากการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ ฟูจิฟิล์ม ยังเดินหน้าพันธกิจเพื่อสังคมภายใต้จุดมุ่งหมาย ‘แต่งแต้มรอยยิ้มให้โลกของเรา’ พร้อมมุ่งมั่นทำให้ประชาชนได้เข้าถึงระบบสุขภาพคุณภาพสูงอย่างทั่วถึง ผ่านนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษา ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพ”

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เดินหน้าอย่างเร่งด่วน ‘เด็กไทย (ไม่) ไร้ตัวตน’ เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและความเท่าเทียมในสิทธิขั้นพื้นฐาน

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เดินหน้าอย่างเร่งด่วน ‘เด็กไทย (ไม่) ไร้ตัวตน’  เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและความเท่าเทียมในสิทธิขั้นพื้นฐาน

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เดินหน้าอย่างเร่งด่วน ‘เด็กไทย (ไม่) ไร้ตัวตน’ เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและความเท่าเทียมในสิทธิขั้นพื้นฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มีข้อมูลจาก องค์การสหประชาชาติ (UN) ชี้ให้เห็นว่า ประชากรโลกมีกว่า 8,000 ล้านคน ในปัจจุบัน แต่ยังมีอีกนับล้านที่ “ไม่มีสถานะทางกฎหมาย” โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน และเช่นเดียวกัน สถานการณ์ในประเทศไทย ก็มีข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย ณ ปี 2567 ที่ระบุว่า จำนวนมากกว่า 587,000 คน ที่ประสบปัญหาไร้สัญชาติ และที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร โดยในจำนวนนี้เป็น เด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง กว่า 300,000 คน ที่ไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้ ซึ่งตัวเลขนี้สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจากบังกลาเทศและไอวอรี่โคสต์)

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลถึงจุดยืนและการดำเนินงานตามแผนนโยบายของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ว่า  “ในฐานะที่เราเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงาน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก ครอบครัว และชุมชนที่ยากไร้ เราตระหนักถึงปัญหา พร้อมเร่งดำเนินงานอย่างต่อเนื่องกับกลุ่มเด็กเปราะบาง กลุ่มชาติพันธุ์ชายขอบในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและตะวันตก เช่น เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก และกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรกลุ่มเปราะบางจำนวนมาก ด้วยปณิธานและพันธกิจของมูลนิธิศุภนิมิตฯ กับบทบาทในการปกป้องคุ้มครองเด็ก ด้านสุขภาพและสิทธิ ในกลุ่มประชากรข้ามชาติและชาติพันธุ์  ให้ได้มีโอกาสและสิทธิเท่าเทียมเช่นเดียวกับเด็กไทยคนอื่นๆ เราจึงเดินหน้าพร้อมมีเป้าหมายที่ปรารถนาให้เด็กทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ได้รับการศึกษา ไม่ว่าเชื้อชาติไหน สัญชาติใด ตามหลักปฏิบัติสากลที่เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก กลุ่มนักเรียนรหัส G (Guest หรือ Group without nationality) น้องๆ สามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ตามกฎหมาย แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานหรือบริการอื่นๆ ของรัฐได้ เช่น สิทธิการรักษาพยาบาล การเข้าถึงกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)  เป็นต้น

รสลิน โกแวร์

ในปี 2567 เราขยายการทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก ภายใต้ โครงการนำร่องเด็กไร้สัญชาติให้เข้าถึงสถานะทางกฎหมายและระบบบริการของรัฐ เราจึงริเริ่มพัฒนาภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน จิตอาสาและภาคประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มนักเรียนรหัส G ในอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประชุม เพื่อสร้างความเข้าใจและพัฒนาแผนการทำงานกับภาคีเครือข่าย การอบรมพัฒนาศักยภาพ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในประเด็นนี้ แนวทางแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมาย การฝึกปฏิบัติกรอกแบบสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือ(แบบ 89) และ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์อื่น ๆ อีกมากมาย รวมไปถึง การจัดหน่วยบริการเชิงรุกในสถานศึกษา โดยร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อจัดกระบวนการสืบข้อเท็จจริงและหารือแนวทางแก้ไขสถานะบุคคลของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสนับสนุนการยื่นคำขอสถานะทางทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนดได้อย่างถูกต้อง พร้อมถอดบทเรียน สะท้อนการทำงาน และพัฒนาการทำงานร่วมกันให้เข้มแข็งขึ้น 

หลินฟ้า อุปัชฌาย์

ผลจากการดำเนินโครงการนำร่องฯ ดังกล่าว สามารถสนับสนุนการคัดกรองเด็ก จำนวน 127 คน ซึ่งส่งผลให้เด็ก 3 คนได้รับสถานะทางกฎหมาย รวมถึงเด็ก 4 คนและผู้ใหญ่ 1 คนได้รับสัญชาติไทย ความสำเร็จที่ได้รับมานี้ สะท้อนให้เห็นความร่วมมือร่วมใจกันเป็นอย่างดีของมูลนิธิศุภนิมิตฯ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ที่ให้ความสำคัญกับเด็กกลุ่มเปราะบางกลุ่มนี้    อย่างไรก็ตาม เราไม่เพียงแต่มุ่งให้เด็กได้รับสิทธิที่พึงจะได้รับตามกฎหมาย แต่รวมถึงโอกาสการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะได้รับ รวมถึงการส่งเสริมพัฒนาการตามช่วงวัยเพื่อการเจริญเติบโตและการเรียนรู้ของเด็กในทุกด้าน ซึ่งเปรียบเสมือนรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตของเด็กทุกคน ทั้งนี้ เรายังคงมุ่งมั่นต่อยอดความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อคุณภาพชีวิตของเด็กกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไปอีกด้วย”

ขณะเดียวกัน มูลนิธิศุภนิมิตฯ ก็ยังคงเดินหน้าขยายผลอย่างต่อเนื่องในปี 2568 กับ โครงการพัฒนาสถานะบุคคลและสิทธิสำหรับเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ เพื่อสนับสนุนเด็กเปราะบางในอีก 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ (พื้นที่ อ.ฝาง อ.เวียงแหง อ.แม่อาย)  จังหวัดแม่ฮ่องสอน (พื้นที่ อ.ปาย อ.ปางมะผ้า อ.เมือง อ.ขุนยวม) จังหวัดสระแก้ว (พื้นที่ อ.อรัญประเทศ อ.ตาพระยา อ.โคกสูง) ซึ่ง นางสาวหลินฟ้า อุปัชฌาย์ ผู้จัดการด้านผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการโยกย้ายถิ่นฐาน มูลนิธิศุภนิมิตฯ ขยายความถึงเป้าหมายและเหตุผลที่เลือกดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าว

 “เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีกลุ่มเครือข่าย หรือมีการดำเนินงานเกี่ยวกับปัญหาคนไร้สัญชาติน้อย ทีมงานของเราจะเข้าไปโดยมีเป้าหมายในการให้ความช่วยเด็กที่มีสถานะรหัส G ให้ได้รับหมายเลขประจำตัว 13 หลัก โดยตั้งเป้าว่าจะมีผู้ได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้เข้าถึงผ่านโครงการนี้ ประมาณ 5,000 คน ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ เชียงใหม่ 3,000 คน แม่ฮ่องสอน 1,000 คน และสระแก้ว 1,000 คน ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก คือ สรรหาอาสาสมัคร เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ส่งเสริมความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการแจ้งเกิดและการพัฒนาสถานะทางกฎหมายให้กับสมาชิกในชุมชน แสวงหาและพัฒนาความร่วมมือ ในรูปแบบของหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคม การอาศัยทีมลงทะเบียนเคลื่อนที่แบบ บูรณาการ เพื่อลดภาระงานของเจ้าหน้าที่อำเภอ รวมถึงบรรเทาอุปสรรคด้านการเดินทาง เพื่อเร่งกระบวนการ ให้ได้รับการแก้ไขปัญหาของเด็กที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางอย่างเร่งด่วนที่สุด ซึ่งโครงการดังกล่าว เราได้เริ่มดำเนินการไปแล้วกว่า 40%” นางสาวหลินฟ้า กล่าว.

แม้เศรษฐกิจ หรือเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปไกลเพียงใด แต่ยังมี “เด็กไทยกลุ่มเปราะบางอีกจำนวนไม่น้อย” ที่ยังต้องการโอกาส เพียงเพราะพวกเขาถูกจำกัดด้วยคำว่า “ไม่มี” ใน “สิทธิ์” ที่เด็กไทยทุกคนพึงมีอย่างเท่าเทียมกัน มูลนิธิศุภนิมิตฯ ในฐานะองค์กรภาคประชาสังคม จึงมุ่งมั่นต่อยอดความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับทุกภาคส่วน เพื่อเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัวที่เปราะบาง เพราะเด็กทุกคนควรมีสิทธิในสัญชาติ ได้รับการคุ้มครอง และเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้พวกเขาเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง และสามารถมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มที่

อัพเดตความเคลื่อนไหวการทำงานของมูลนิธิศุภนิมิตได้ที่ http://www.worldvision.or.th, FB: https://www.facebook.com/worldvisionthailand,   IG: https://www.instagram.com/worldvision_thailand และ

Youtube: https://www.youtube.com/@worldvisionthailand-wvft

มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย มอบกล้องวงจรปิดให้ทหารพรานที่ 12

มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย มอบกล้องวงจรปิดให้ทหารพรานที่ 12

มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย มอบกล้องวงจรปิดให้ทหารพรานที่ 12

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.40 น.

พันเอกเมธี คำเต็ม ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 12 อรัญญประเทศ รับมอบกล้องวงจรปิด cctv ชนิดไร้สายโซล่ารเซลล์ 4G 64 GB. จำนวน 3 ชุด จาก ดร. อาทร จันทวิมล ประธานมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย  เพื่อติดตั้งบริเวณเส้นทางธรรมชาติสู่กรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 22 ก.ค 2568  

พิธีบวงสรวงเทพยดาครูอาจารย์และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ การจัดแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’

พิธีบวงสรวงเทพยดาครูอาจารย์และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ การจัดแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’

พิธีบวงสรวงเทพยดาครูอาจารย์และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ การจัดแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

พันโท สมชาย กาญจนมณี รองเลขาธิการพระราชวัง และรองประธานกรรมการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานในพิธีบวงสรวงเทพยดาครูอาจารย์และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ณ อาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดย​เมื่อเวลา 08.45 น. วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม 2568 ณ อาคารเรียนรู้เรื่องโขน ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พันโท สมชาย กาญจนมณี รองเลขาธิการพระราชวังและรองประธานกรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานในพิธีบวงสรวงเทพยดา ครูอาจารย์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อบอกกล่าวขออนุญาตเทพยดาครูอาจารย์ให้ช่วยเปิดทาง ปกป้องคุ้มครองและอำนวยพรให้การจัดสร้างฉากโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอนสัตยาพาลี เป็นไปอย่างราบรื่นอย่างสม บูรณ์แบบ จากนั้นเวลา 10.00 น. เริ่มพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อคณะดำเนินงาน นักแสดงและผู้เข้าร่วมพิธีด้วย

ในปี 2568 นี้ นับเป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยอีกวาระหนึ่ง เนื่องในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระ ชนมพรรษา 93 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2568 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จึงร่วมเฉลิมฉลองโอกาสมหามงคลนี้ ด้วยการจัดการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ขึ้น ในระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

 “สัตยาพาลี” เป็นเรื่องราวของพญาพาลีกษัตริย์วานรเมืองขีดขิน ที่เสียสัจจะเพราะความหลงผิด แต่ภายหลังมีความสำนึกผิดในสัจจะ ผลของการเสียสัตย์ของพาลีนำพาเข้าสู่เรื่องราวมากมาย ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ความพิเศษของฉากจะยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหนนั้น ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” เริ่มเปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ที่ไทยทิคเก็ตเม เจอร์

สำหรับอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน เป็นแหล่งรวมเรื่องราวของโขน นาฏกรรมชั้นสูงของไทย ที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก ภายในจัดแสดงอย่างครอบคลุมตั้งแต่ประวัติความเป็นมาอันยาวนานไปจนถึงขั้นตอนการจัดสร้างเครื่องแต่งกายและหัวโขนที่สะท้อนความประณีตของช่างฝีมือไทย นอกจากนี้ยังมีจุดไฮไลท์สำคัญของนิทรรศการแสดงโขน ฉากจำลองการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่ถูกจัดแสดงขึ้นอย่างงดงามและสมจริงซึ่งเป็นฉากสำคัญไม่ว่าจะเป็นฉากท้องพระโรงกรุงลงกา สำหรับฉากที่จะเห็นได้ชัด ของท้องพระโรงกรุงลงกา คือ ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ เป็นต้น ฉากต่อมาคือฉากหนุมานอมพลับพลา ซึ่งอยู่ในตอนศึกมัยราพณ์ และฉากหนุมานเนรมิตกาย ตอนสืบมรรคา ทำให้ผู้เข้าชมสามารถจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่และความสง่างามของการแสดงโขนที่จัดขึ้นในวาระพิเศษต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ศิลปะโขน ให้กลับมารุ่งเรืองและเป็นมรดกอันล้ำค่าให้ยังคงอยู่สืบไป อาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมโดยมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำบรรยายและพาเที่ยวชมตามจุดต่างๆ ในระหว่างวันพุธ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.30 น.- 16.00 น. โทร.035-352-991 

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้จัดการแสดงโขนเพื่อการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ชื่นชมความงดงามของศิลปะดั้งเดิมของไทยหลากหลายแขนงในการแสดงโขน โดยสิ่งที่เป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินงาน คือพระราชดำรัสเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะแขนงนี้ว่า “ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน” นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระ ทัยใส่ทุกมิติ เป็นการธำรงนาฏศิลป์ อันทรงคุณค่าของชาติให้สืบทอดอยู่อีกนานเท่านาน

ความพิเศษของโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้รวบรวมองค์ความรู้จากครูผู้เชี่ยวชาญทุกสาขา ทั้งโขน ละคร ดนตรี คีตศิลป์ ร่วมกันทำงานด้วยความวิริยะอุตสาหะ ทุกขั้นตอนทำด้วยความประณีต การแสดงจึงออกมางดงาม โดยนักแสดงที่ผ่านการคัดเลือกและได้ฝึกฝนจนเกิดความชำนาญจากครูผู้เชี่ยวชาญ เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสฝึกฝีมือและได้มีโอกาสแสดงความสามารถตามที่ถนัด อีกทั้งเพื่อเป็น การส่งเสริมให้เยาวชนเป็นผู้ร่วมรักษาและสืบสานศิลปะการแสดงโขน สมดังพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงสืบไป 

สำหรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน สัตยาพาลี กำหนดเปิดการแสดงในระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เริ่มเปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ สอบถามรายละ เอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : Khon Performance โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.26 น.

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในปลายทางสำคัญสำหรับแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน และ แรงงานกัมพูชา ถือเป็นกลุ่มแรงงานขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในหลายภาคส่วน บทความนี้จะเจาะลึกสถานการณ์แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย เพื่อทำความเข้าใจถึงจำนวน อาชีพ ถิ่นที่อยู่ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากแรงงานกลุ่มนี้เดินทางกลับประเทศ

จำนวนและสถานะของแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

ในปัจจุบัน (ข้อมูลปี 2567-2568) มีแรงงานกัมพูชาที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทยประมาณ 1 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังไม่รวมแรงงานที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจมีจำนวนใกล้เคียงกัน ทำให้คาดการณ์ได้ว่า มีแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยรวมกันไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน แรงงานเหล่านี้เข้ามาในไทยหลายรูปแบบ ทั้งแบบใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 64 หรือผู้ติดตามครอบครัว

อาชีพและแหล่งที่อยู่อาศัยหลัก

แรงงานกัมพูชาส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานที่คนไทยไม่นิยมทำ อาชีพหลักที่พบได้แก่:

ภาคก่อสร้าง: เป็นภาคที่พึ่งพาแรงงานกัมพูชาอย่างมาก ตั้งแต่การก่อสร้างอาคารสูง ที่พักอาศัย ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

ภาคเกษตรกรรม: โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง เช่น การปลูกผัก ผลไม้ และการทำประมง

ภาคบริการ: เช่น งานบ้าน ผู้ช่วยร้านอาหาร หรือพนักงานในธุรกิจขนาดเล็ก

ภาคอุตสาหกรรม: เช่น โรงงานแปรรูปอาหาร โรงงานผลิตเสื้อผ้า และโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

แรงงานเหล่านี้มักอาศัยอยู่ในแหล่งชุมชนใกล้สถานประกอบการ หรือตามแคมป์คนงานที่นายจ้างจัดหาให้ จังหวัดที่มีแรงงานกัมพูชาหนาแน่น ได้แก่ สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

ผลกระทบต่อไทยหากแรงงานกัมพูชากลับประเทศ

เมื่อไม่นานมานี้ มีกระแสข่าวเรื่องการเรียกร้องให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศโดยผู้นำกัมพูชา หากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบเช่น

ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน: โดยเฉพาะในภาคก่อสร้างและเกษตรกรรม ซึ่งจะส่งผลให้โครงการต่างๆ ชะลอตัวหรือหยุดชะงัก ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

การชะลอตัวของเศรษฐกิจ: ภาคการผลิตและบริการที่ต้องพึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบโดยตรง ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

ผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสังคม: หลายครอบครัวในไทยที่พึ่งพาแรงงานกัมพูชาในครัวเรือน หรือในธุรกิจขนาดเล็กจะต้องปรับตัว

หากแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่วนใหญ่จะกลับไปประกอบอาชีพเดิมในประเทศ เช่น การเกษตรกรรม หรือทำงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการที่กำลังเติบโตในกัมพูชา

แนวทางการรับมือและทดแทน

แม้ว่าการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ  เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน แต่การเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลและผู้ประกอบการควรพิจารณาแนวทางดังนี้:

ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรทดแทนแรงงาน: โดยเฉพาะในงานที่ใช้แรงงานเข้มข้น เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานคนในระยะยาว

พัฒนาทักษะแรงงานไทย: ส่งเสริมให้แรงงานไทยเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่ตลาดต้องการ เพื่อให้สามารถเข้ามาทดแทนตำแหน่งงานที่แรงงานข้ามชาติเคยทำได้

ปรับปรุงสภาพการจ้างงานและสวัสดิการ: เพื่อดึงดูดและรักษาแรงงานไทยให้เข้ามาทำงานในภาคส่วนที่ยังขาดแคลน

ทบทวนนโยบายการนำเข้าแรงงาน: วางแผนการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้รัดกุมและยั่งยืนยิ่งขึ้น  โดยอาจหาแรงงานจาก ลาว พม่า หรือบังคลาเทศมาทดแทนแรงงานกัมพูชา

การทำความเข้าใจสถานการณ์แรงงานกัมพูชาอย่างรอบด้าน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถวางแผนและรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

โดย สุริยพงศ์

ชวนร่วมกิจกรรม ‘มหกรรมวิทย์ฯ ส่วนภูมิภาค’68’ เปิดคลังความสนุกเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์

ชวนร่วมกิจกรรม 'มหกรรมวิทย์ฯ ส่วนภูมิภาค'68' เปิดคลังความสนุกเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์

ชวนร่วมกิจกรรม ‘มหกรรมวิทย์ฯ ส่วนภูมิภาค’68’ เปิดคลังความสนุกเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.28 น.

“ยิ่งใหญ่กว่าทุกปี” 14-16, 18 ส.ค. 68 นี้ พบกับ “งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำปี พ.ศ. 2568” ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และหน่วยงานผู้สนับสนุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ขอเชิญชวนเยาวชนทั่วภาคเหนือ เข้าร่วมกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปี กับงาน “งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำปี พ.ศ. 2568” ระหว่างวันที่ 14-16 และ 18 สิงหาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สำหรับหัวข้อการจัดงานหลักในปีนี้ คือ “Science in Action for Sustainable Community” โดยจะเน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำจริง คิดจริง และสนุกจริง ผ่านนิทรรศการที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมคนไทยสำหรับศตวรรษที่ 21 โดยจะเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เข้ามาเรียนรู้ และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

การจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  และสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำปี พ.ศ. 2568 จะแบ่งพื้นที่การจัดงานออกเป็น 2 โซน ได้แก่ โซนคณะวิทยาศาสตร์ และโซนหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังนี้

โซนคณะวิทยาศาสตร์ จะมีการจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยช่วงเวลาการจัดงานแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก คือวันที่ 14-16 สิงหาคม 2568 คณะวิทยาศาสตร์จะเปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วภาคเหนือได้เข้ามาร่วมกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์อย่างเต็มอิ่ม ประกอบไปด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่

1. การแข่งขันกิจกรรมเยาวชน 12 รายการ ได้แก่ การแข่งขันตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ วาดภาพจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ การแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ชุมนุมนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ กระบวนการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ โครงงานวิทยาศาสตร์ Data Science Project Contest 2025, CSCMU Coding Challenge 2025 การแข่งขันอีสปอร์ต ตอบปัญหาทางคณิตศาสตร์ SiT Talks for SDGs และ Green Production Pitching Challenge ผู้สนใจสามารดูรายละเอียดการแข่งขันได้ที่ http://www.scw.science.cmu.ac.th

2. กิจกรรม ณ ภาควิชาและศูนย์ภายในคณะวิทยาศาสตร์ พี่ ๆ นักศึกษาวิทยา มช. จะคอยต้อนรับ และเปิดคลังความสนุกทุกพื้นที่ของคณะฯ ให้น้อง ๆ ได้เข้ามาเล่น และเรียนรู้วิทยาศาสตร์สุดสร้างสรรค์กันอย่างเต็มอิ่ม ไม่ว่าจะเป็นบูธกิจกรรม Drug discovery by AI, MOF: Chemistry and innovation for the sustainable future, ซัพพอร์ตพี่ฉลาม น้องกระต่าย กะเฮียกบ หน่อยได้มั้ยฮะ, Bio theatre, The wonder of nature, Astrovenger ภารกิจลับสู่ดวงดาว, Geologist & Gemologist at the museum X topographic feather, Jurassic Park paper craft, เขาวงกต, ปั้นสีเติมสไตล์ ร้อยกำไลสุดจึ้ง, รวมพลคนกลั่นสุดต๊าซซซซซ!!!!!, ควิซวิซาร์ด: ศึกปัญญาพ่อมด, ห้องแห่งความลับของนักสร้างเกม, Magic MOF: วัสดุนาโนเพื่ออนาคตสีเขียว, Alternatives for Air: Rethinking Community Solutions, สนุกคิด with Data Science, สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “เซลล์” และกิจกรรมสนุกๆ อีกมากมายนับ 100 กิจกรรม (*วันที่ 16 ส.ค. 68 กิจกรรมจัดเฉพาะภาคเช้าเท่านั้น)

3. เวทีกิจกรรมกลาง ณ อาคาร 40 ปี คณะวิทยาศาสตร์ จะมีการเล่นเกม ชิงรางวัล การแข่งขัน Science Show การประกาศผลรางวัลกิจกรรมเยาวชน การแสดงดนตรี Science and Song โดย ชมรมดนตรีสากล คณะวิทยาศาสตร์ การบรรยาย “เรียน เล่น งาน อาชีพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืน” นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการแนะนำหลักสูตรปริญญาตรี ของคณะวิทยาศาสตร์ นิทรรศการ “Science in Action for Sustainable Community” พร้อมแลกรับของรางวัลจากการสะสมแสตมป์ SDGs รวมไปถึงนิทรรศการฉบับพกพา โดย สโมสรนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ อพวช. และหน่วยงานอื่น ๆ

ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมในช่วงแรก คือวันที่ 14-16 สิงหาคม 2568 จะมีการจัดกิจกรรมในช่วงที่ 2 คือ วันที่ 18 สิงหาคม 2568 คือการจัดพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” โดยมีคณะผู้บริหารและผู้แทนองค์กรต่างๆ เข้าร่วมงาน ณ ห้องบรรยาย SCB2100 อาคาร 40 ปี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โซนหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะมีการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 14-16 สิงหาคม 2568 เพื่อเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 4 “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” และในหลวงรัชกาลที่ 9 “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทย” และเพื่อสร้างความสนใจในวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชนและคนไทยทุกคน เพื่อให้เกิดการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ไฮไลต์กิจกรรมที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

• นิทรรศการ “มรดกเมล็ดพันธุ์ล้านนา” (Seed Traits of the Northern Tales) มาร่วมค้นหาเรื่องราวของพันธุกรรมพืชท้องถิ่น และภูมิปัญญาการเกษตรของล้านนาที่หลอมรวมกับนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ สู่การพัฒนาที่เหมาะกับวิถีชุมชนภาคเหนือ

• นิทรรศการ Science Speak: นิทรรศการเคลื่อนที่ที่จะชวนคุณเปิดโลกแห่งชีววิทยา เรียนรู้ผ่านการเล่น ทดลอง และค้นพบความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ด้วยตัวเองในรูปแบบ Interactive ที่ทั้งสนุกและน่าตื่นตาตื่นใจ

• การแข่งขัน ‘SiT Talks for SDGs: Science inspired by Teen – SDGs in Action’ โดย อพวช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเปิดเวทีส่งเสริมเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า และระดับอุดมศึกษา ให้กล้าคิด กล้าแสดงออก โดยนำเสนอองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์ และสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคมเกี่ยวกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)

• การเสวนา Cyber Security: มาร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ เรื่องสำคัญที่คนยุคนี้ต้องรู้!

ผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  และสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ที่เว็บไซต์ http://scw.science.cmu.ac.th และเฟซบุ๊ก NSTFair Thailand

-(016)

สยามพารากอน ผนึกพันธมิตร จัดงาน ‘ทั่วหล้าเทิดไท้ ถวายใจสดุดี’ ศิลปวัฒนธรรมสองแผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติ 73 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สยามพารากอน ผนึกพันธมิตร จัดงาน ‘ทั่วหล้าเทิดไท้ ถวายใจสดุดี’ ศิลปวัฒนธรรมสองแผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติ 73 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สยามพารากอน ผนึกพันธมิตร จัดงาน ‘ทั่วหล้าเทิดไท้ ถวายใจสดุดี’ ศิลปวัฒนธรรมสองแผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติ 73 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม พรรษา 28 กรกฎาคม 2568 และเพื่อเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ศูนย์การค้าสยามพารากอน ร่วมกับ สมาคมการค้าและอุตสาหกรรมไทย-จีน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กรุงเทพมหานคร และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน จัดงาน “ทั่วหล้าเทิดไท้ ถวายใจสดุดี” ระหว่างวันที่ 25 – 28 กรกฎาคม 2568 ณ พาร์ค พารากอน  ชั้น M มหกรรมการแสดง ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกล้ำค่าแห่งภูมิปัญญาทั้งจากไทยและจีน ยกระดับและผสานพลังแห่ง Soft Power และเชื่อมโยงสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพระหว่างสองชาติ

ตื่นตากับไฮไลต์การแสดงสุดพิเศษ ที่ไม่ควรพลาด  ไม่ว่าจะเป็น กังฟูเส้าหลิน – ศิลปะการต่อสู้อันเลื่องชื่อทีโด่งดังไปทั่วโลกมีถิ่นกำเนิดจากเทือกเขาทรงซาน เมืองเติงเฟิงมณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีอายุกว่า 1,500 ปี ถ่ายทอดท่วงท่าที่แข็งแกร่ง ผสานสมาธิและจิตวิญญาณแห่งเซน (วันละ 1 รอบการแสดง เวลา 18.30 – 19.30 น) การแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้ากากเสฉวน – การแสดงที่เปี่ยมมนตร์เสน่ห์จากสมาคมอุปรากรจีน ใช้เทคนิค เปลี่ยนหน้ากากในพริบตา 

การแสดงโขนเด็ก – ถ่ายทอดเรื่องราวรามเกียรติ์โดยนักแสดงตัวน้อย, การแสดงมัจฉาลีลา – ถ่ายทอดเรื่องราวของฝูงปลาและนางสุพรรณมัจฉา โดยใช้ลีลานาฏศิลป์ไทยผสมผสานกับท่าทางของปลา, การแสดงฟ้อนเทียน –การแสดงนาฏศิลป์ไทยที่สะท้อน ความอ่อนช้อย อันทรงเสน่ห์ จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, การแสดงดนตรีสืบสายวัฒนธรรมไทย-จีน – การบรรเลงขับกล่อมบทเพลงผ่านเครื่องดนตรีที่สะท้อนวัฒนธรรมธรรมจีน “กู่เจิง” ในสไตล์จีนโบราณ ผสานการแสดงดนตรีไทยอย่าง ขิม และ ซอ รวมทั้งการแสดงดนตรีออร์เคสตราจากกรุงเทพมหานคร และการแสดงดนตรีจากวิทยาลัยดุริยางคศิลปะจากมหาวิทยาลัยมหิดล

ผู้สนใจสามารถเข้าชมการแสดงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษ อาทิ รับสิทธิ์ชมการแสดง กังฟูเส้าหลิน รอบพิเศษ เพียงร่วมกิจกรรมบน Facebook: Siam Paragon  และแลกรับของที่ระลึกเมื่อช้อปครบ 2,000 บาท (จำนวนจำกัดต่อวัน) ตลอดจนการสาธิตชงชาและลิ้มรสชาคุณภาพจากมูลนิธิโครงการหลวง

การแสดงสุดตระการตาและสัมผัสมิตรภาพอันแน่นแฟ้นของไทย-จีน ในงาน “ทั่วเหล้าเทิดไท้ ถวายใจสดุดี” ระหว่างวันที่ 25 – 28 ก.ค. 2568  (สำหรับวันเปิดงาน 25 ก.ค. 2568 การแสดงจะมีรอบ 16.00 น. ส่วนวันที่ 26-28 ก.ค.2568 การแสดงทั่วไปแบ่งเป็น 2 รอบ เวลา 13.00 น. และ 16.00 น. และการแสดงกังฟูเส้าหลิน มีวันละ 1 รอบเวลา 18.30-19.30 น.)  ณ พาร์ค พารากอน ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-610-8000 หรือติดตามรายละเพิ่มเติม เฟสบุ๊ค : SIAMPARAGON 

โครงการ ‘แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ’ มอบโอกาสใหม่ให้ 400 ผู้สูงวัยในเพชรบุรี

โครงการ ‘แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ’  มอบโอกาสใหม่ให้ 400 ผู้สูงวัยในเพชรบุรี

โครงการ ‘แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ’ มอบโอกาสใหม่ให้ 400 ผู้สูงวัยในเพชรบุรี

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ” โดยมี กันตพงศ์ รังษีสว่าง อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวบูรณาการดำเนินงานจัดโครงการ ณัฐฐินีย์  คงบูชาเกียรติ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี กล่าวรายงานความเป็นมาของมูลนิธิฯ และการจัดโครงการ นพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ประธานกรรมการเจ้าหน้าที่บริหาร แว่นท็อปเจริญ มหาชน นำเสนอความเป็นมาของโครงการฯ และ วันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าวต้อนรับ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย, ห้างแว่นท็อปเจริญ  และจังหวัดเพชรบุรี โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในพื้นที่ทุรกันดารให้สามารถมองเห็นชัดเจน และใช้ชีวิตได้อย่างเป็นสุข  ณ อาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนป่าเด็งวิทยา อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี  เมื่อวันพุธที่ 16 กรกฎาคม 2568

โครงการฯ ดังกล่าว น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงตระหนักถึงปัญหาด้านสายตาของผู้สูงวัย ซึ่งขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการตรวจรักษาเนื่องจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ โดยได้พระราชทานแนวทางให้ภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดกิจกรรมตรวจวัดสายตาและมอบแว่นสายตาให้แก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางในชนบท มีการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 400 คน ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป และมีปัญหาทางสายตา โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้มอบหมายให้โครงการตามพระราชประสงค์ หมู่บ้านสหกรณ์ ป่าเด็ง หุบกะพง ดอนขุนห้วย กลัดหลวง จังหวัดเพชรบุรีดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับจังหวัด

ภายในงานมีการให้บริการตรวจวัดสายตาโดยผู้เชี่ยวชาญจากห้างแว่นท็อปเจริญ และมอบแว่นสายตาฟรีให้แก่ผู้สูงวัยทุกคน พร้อมการดูแลอย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และหน่วยงานภาครัฐ-เอกชนในพื้นที่ ซึ่งต่างมีเป้าหมายเดียวกันในการ “ส่งต่อสายตาที่แจ่มชัด คืนคุณภาพชีวิตให้ผู้สูงวัย”

โครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของการพัฒนาสังคมบนพื้นฐานของความเอื้ออาทรที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยซึ่งเป็นพลังเงียบในครอบครัวและชุมชนได้กลับมามองเห็นความหวังชัดเจนอีกครั้ง