คุณแหน : 13 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 13 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 13 กรกฎาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 08.16 น.

ll ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีนายกรักษาการฯ และนายกเก่า แพทองธาร ไปทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมฯ อาการของคนไทยก็ทรุดลงไปเรื่อยๆ ถึงแม้จะมีรัฐมนตรีหน้าเก่าและหน้าใหม่ มาบริหารประเทศ คงจะได้เห็นคุณภาพของผู้บริหารประเทศที่มาจากนักการเมือง?…..

ll ประธานวิปรัฐบาล วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ” กล่าว วันไหนที่องค์ประชุมสภาฯล่ม ก็ขอให้มีการเปิดชื่อส.ส.คนไหนบ้างที่โดดประชุม ไม่เว้นว่าจะเป็นพรรคไหน รวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย ประชาชนจะได้รู้ว่าแค่สัปดาห์ละ๒วัน ก็มาทำงานไม่ได้ ต่อไปก็อย่าเป็นเลย ประชาชนจะได้รู้กำพืดว่าใครเป็นอย่างไร “…….

ll ในวันเข้าพรรษา เปลว สีเงิน เขียนบทความ ปาราชิก นรกขุมไหน สรุป พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร กับสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังขปรินายก ในหนังสือเผยแพร่นิตยสารธรรมลีลา ฉบับ 196 มิย.2560 ว่า พระโกงธรรมะ กรรมเช็กบิลล์ลงนรกไปแล้ว คนโกงเมือง เตรียมตัวไว้ ปลายเดือนสิงหานี้ นาฬิกากรรมจะทำหน้าที่ตีบอกเวลา เจ้ามาจากคุก ก็กลับเข้าไปเข้าคุก …..

ll และผักกาดหอม เขียนโอกาสสุดท้ายของทักษิณ ทักษิณพยายามประกาศตัวว่าเป็นผู้มีบารมีเหนือรัฐบาล เป็นการยืนยันว่าระบอบทักษิณจะไปต่อ ขอให้โชคดีกับเส้นทางสู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ในอนาคต และขณะนั้นจะเป็นช่วงการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น …..

ll ขออนุญาตฺ ป.ปฏัก สักวาเห็นบิดาทำป่วยทิพย์ ขมุบขมิบรับไปตามประสา พยานแพทย์บ่งชี้ป่วยเทวดา ตามกติกาต้องติดคุกตามราคี คราเป็นใหญ่คุมเหตุทั่วเขตต์ขัณท์ สิไหวหวั่นนั่นเป็นพ่อขอลี้หนี แม่นแล้วเจ้าผิดต่อหน้าที่ที่พึงมี สิถึงทีถูกขับไล่พ้นไปเอยฯ …..

ll อดีตผู้ว่าแบ็งก์ชาติ เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิชัย ชุณหวชิระ เพื่อเตือนสติการเลือกผู้ว่าคนใหม่ คุณสมบัติต้องทำนโยบายอย่างเป็นอิสระจากการเมือง ธำรงค์ความน่าเชื่อถือ ห่วงเลือกคนใกล้ชิดรัฐบาล จะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนในและต่างประเทศ ……

น้องนิ่ง….นิ่ง…. 

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟจากโตเกียวไปเที่ยวคามากูระ

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟจากโตเกียวไปเที่ยวคามากูระ

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟจากโตเกียวไปเที่ยวคามากูระ

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วันนี้กลับไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกครั้ง (แต่เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วจำได้ไม่ชัดเจน เพราะไปมาแล้วมากกว่า 20 ครั้ง จนมีผู้ล้อเลียนว่าโตเกียวก็แค่ปากซอยหน้าบ้าน) ทุกครั้งที่ไปญี่ปุ่น โดยเฉพาะโตเกียว ก็พบว่าเมืองนี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตนเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความปลอดภัย และความมีมารยาทของผู้คนส่วนมาก (แต่บางคนก็มารยาทไม่น่ารักมากนัก)

ช่วงนี้ญี่ปุ่นอากาศร้อนจัด ซึ่งน่าจะร้อนกว่าเมืองไทยด้วยซ้ำไป อย่าลืมว่าญี่ปุ่นตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น เพราะฉะนั้น ช่วงเวลาหน้าร้อนจึงร้อนจัด และร้อนแบบแห้งๆ เพราะในอากาศไม่ค่อยมีไอน้ำมากเหมือนในประเทศไทย และประเทศในเขตใกล้เส้นศูนย์สูตร แต่อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นก็คงเหมือนเดิมคือน่าเที่ยว แล้วยิ่งช่วงนี้ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินเยนแล้ว ทำให้ค่าเงินบาทดูได้เปรียบมากกว่า เพราะฉะนั้น บางคนจึงบอกว่าไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงนี้ราคาไม่แพงมากนัก 

ข้อสังเกตที่พบเมื่อเวลาไปญี่ปุ่นในช่วงระยะเวลาหลังโควิด-19 คือมีผู้คน โดยเฉพาะคนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวด้วยตัวเอง เพราะว่าทางการญี่ปุ่นยกเว้นการทำวีซ่าให้คนไทยที่เป็นนักท่องเที่ยวซึ่งเข้าไปเที่ยวเป็นระยะเวลาไม่เกินสองสัปดาห์ 

เพราะฉะนั้นจึงมีตัวเลขปรากฏว่านักท่องเที่ยวจากไทยเดินทางหลั่งไหลเข้าญี่ปุ่นมากกว่านักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาเที่ยวไทย ซึ่งก็นับว่าเป็นการเสียดุลการค้าในส่วนของการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน แต่ก็คงช่วยไม่ได้เพราะว่าเมื่อคนไทยเห็นว่าไปเที่ยวญี่ปุ่นสะดวกและง่ายรวมถึงค่าใช้จ่ายไม่แพงมากเกินไปก็จริงชวนกันไปญี่ปุ่นแทนที่จะเที่ยวในเมืองไทย

กลับไปพูดเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นกันดีกว่า วันนี้จะพาคุณไปเที่ยวเมืองคามากูระ เมืองเก่าของญี่ปุ่น ที่มีวัดและโบราณสถานกระจายอยู่ในเมืองนี้หลาย 10 แห่ง แต่จุดท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปเยือนมากที่สุดก็คือพระใหญ่ไดบุสึ ที่วัดโคโตกุ อิน (Kotoku-in) วัดของศาสนาพุทธตามนิกายสุขาวดี 

จุดเด่นสำคัญของวัดนี้คือพระพุทธรูปประทับนั่งวัดความสูงจากเข่าขององค์พระถึงพระเศียรได้ 13.35 เมตร (แต่ในความเป็นจริงนั้นในญี่ปุ่นมีพระพุทธรูปไดบุตสึกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค) แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไปเที่ยวกรุงโตเกียวมักเลือกไปที่วัดโตกุ อิน เพราะสถานที่แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากกรุงโตเกียว แค่เพียงนั่งรถไฟไปประมาณ 1 ชั่วโมงเสร็จก็ถึงวัดแห่งนี้ ประกอบกับพระพุทธรูปองค์นี้ความสูงเป็นอันดับสองของประเทศญี่ปุ่น ส่วนองค์ที่สูงที่สุดประดิษฐานอยู่ที่ซัปโปโร 

เมื่อได้ไปนมัสการพระพุทธเจ้าองค์นี้แล้ว  นักท่องเที่ยวก็จะพบว่ามีรองเท้าสานด้วยหญ้าที่ควั่นทำเป็นเชือกขนาดใหญ่ ซึ่งตามประวัติเล่าว่า ชาวเมืองทำเพื่อถวายพระพุทธรูปเพื่อให้พระพุทธรูปใช้สวมเพื่อเสด็จไปโปรดสัตว์ ในสถานที่ต่างๆ เพราะถ้าหากไม่มีรองเท้าสำหรับสวมแล้ว เวลาเสด็จไปตามที่ต่างๆ ก็จะทำให้เจ็บเท้า และด้วยความเชื่อดังกล่าวนี้ก็จึงทำให้ผู้คนในชุมชนถวายรองเท้าเชือกแด่พระพุทธรูปเป็นประจำทุกปี

แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปเยือนสถานที่แห่งนี้ก็จะไปถวายความเคารพที่ต้นสนสามต้นซึ่งมีประวัติว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 รวมถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน คือรัชกาลที่ 10 ทรงปลูกต้นสนไว้ที่บริเวณด้านหน้าฝั่งซ้ายมือ เมื่อหันหน้าเข้าพระพุทธรูป 

และทุกครั้งเมื่อ Mr. Flower ไปเที่ยวสถานที่แห่งนี้ก็เดินทางด้วยรถไฟเท่านั้น เพราะสะดวกและประหยัดเงินค่าเดินทาง และที่สำคัญคือยังได้มองเห็นบ้านเรือนสองข้างทาง แต่ที่มากกว่านั้นคือได้เห็นความทันสมัยของรถไฟญี่ปุ่นด้วย

แล้วคุณสนใจนั่งรถไฟเที่ยวเมืองญี่ปุ่นด้วยกัน สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 091-7233615

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แข่ง ‘มวยปล้ำน้ำมัน’ ในตุรกี

ชมบรรยากาศเหล่าชายฉกรรจ์เข้าร่วมการแข่งขันมวยปล้ำน้ำมัน ครั้งที่ 664 ที่เมืองเอดีร์เน ประเทศตุรกี เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว (5 ก.ค.) เป็นการแข่งขันมวยปล้ำแบบดั้งเดิมนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี ผู้เข้าแข่งขันต้องเปลื้องเสื้อ สวมกางเกงหนังแบบพิเศษ และทาน้ำมันมะกอกทั่วเรือนร่าง ส่วนชัยชนะนั้นวัดกันด้วยการกดแผ่นหลังคู่ต่อสู้ให้ติดพื้นหรือฉีกกระชากกางเกงหนังของคู่ต่อสู้จนขาดรุ่ย

ม.กรุงเทพ ร่วมขับเคลื่อนสังคม ผ่าน ‘ศิลปะ’ กับ ‘นิทรรศการ’ ‘เลือน–จำ’ เสียงสะท้อนจากสองโลก

ม.กรุงเทพ ร่วมขับเคลื่อนสังคม ผ่าน ‘ศิลปะ’ กับ ‘นิทรรศการ’ 'เลือน–จำ' เสียงสะท้อนจากสองโลก

ม.กรุงเทพ ร่วมขับเคลื่อนสังคม ผ่าน ‘ศิลปะ’ กับ ‘นิทรรศการ’ ‘เลือน–จำ’ เสียงสะท้อนจากสองโลก

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และศูนย์วิจัยนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง ร่วมกับ MMAD ศูนย์สรรพสินค้า ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ภายใต้การสนับสนุนจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย จัดนิทรรศการ “เลือน–จำ” หนึ่งคนอยากจำ หนึ่งคนอยากเลือน นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยที่หยิบยกประเด็นเรื่องเสรีภาพ ความทรงจำ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาเล่าผ่านชีวิตของผู้ต้องขังและผู้คนภายนอกระบบเรือนจำ ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำ การตีตรา และระบบควบคุมในสังคม ผ่านผลงานการออกแบบในพื้นที่โดยนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมชมนิทรรศการได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 10 สิงหาคม 2568 ณ โซน มัน มัน ศูนย์สรรพสินค้า ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ 

ภายในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมทั้งมีการเสวนา “อยากเลือน กลับจํา อย่าจํา กับเรือน” ประสบการณ์ ความทรงจํา และการฟื้นฟู โดยมี ชลธิชา ชื่นอุระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมข้อกำหนดกรุงเทพและการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด, วลัยลักษณ์ ชุ่มชื่น ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง เรือนจำกลางคลองเปรม, นริศ วุฒิสกนธิ์ ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ (Special Project Manager) บริษัท ซีคอนดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และ อินทิรา หงษ์ร่อน หัวหน้าทีมออกแบบนิทรรศการ “เลือน-จำ” มีผู้ดําเนินการเสวนาโดย ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

นิทรรศการครั้งนี้ยังเป็นพื้นที่สำคัญในการนำเสนอผลงานของนักศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ได้ร่วมออกแบบและพัฒนางานจัดแสดง โดยใช้องค์ความรู้ด้านการออกแบบเพื่อสร้างบทสนทนาใหม่ๆ ระหว่างศิลปะกับประเด็นทางสังคม ซึ่งสะท้อนถึงการขับเคลื่อน SDG 4: การศึกษาที่มีคุณภาพ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ลงมือปฏิบัติจริง เชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริง และเสริมสร้างความเข้าใจในปัญหาสังคมเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้งในขณะเดียวกัน ตัวนิทรรศการยังเป็นเวทีสำคัญในการเปิดเผยและตั้งคำถามต่อความเหลื่อมล้ำในระบบยุติธรรม กระตุ้นให้ผู้ชมตระหนักถึงการดำรงอยู่ของผู้คนที่ถูกผลักออกจากความเท่าเทียมและสิทธิขั้นพื้นฐาน สอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 10: ลดความเหลื่อมล้ำภายในและระหว่างประเทศ และยังส่งเสริมแนวคิดเรื่องการเคารพศักดิ์ศรี ความยุติธรรม และการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นหัวใจของ SDG 16: สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง

นิทรรศการ “เลือน–จำ” จึงเป็นตัวอย่างของการบูรณาการระหว่างศิลปะ การศึกษา และภาคสังคม ที่ไม่เพียงสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับนักศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ของความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และความหวังต่อการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมในสังคม

Health News : นโยบายคุมมะเร็งออสเตรเลียได้ผล

Health News : นโยบายคุมมะเร็งออสเตรเลียได้ผล

Health News : นโยบายคุมมะเร็งออสเตรเลียได้ผล

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การศึกษาฉบับใหม่ที่เผยแพร่ในวารสารสาธารณสุขของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเปิดเผยว่า ออสเตรเลียสามารถป้องกันการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้มากกว่า 230,000 คน นับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1980 อันเป็นผลจากการลงทุนด้านการป้องกันโรค การตรวจคัดกรอง และการรักษามะเร็งอย่างต่อเนื่อนานหลายทศวรรษ ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากสิ่งเล็กๆ โครงการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่มีส่วนช่วยให้การเสียชีวิตจากมะเร็งปอดลดลงอย่างมาก ขณะที่การตรวจคัดกรองและการรักษาที่ดีขึ้นช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งกระเพาะอาหาร

การศึกษาระบุว่า นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในผู้ชายลดลงร้อยละ 20 และในผู้หญิงร้อยละ 11 ทว่าการเสียชีวิตจากมะเร็งตับและมะเร็งสมองยังคงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการติดเชื้อเรื้อรัง

ด้านผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้ลงทุนด้านการป้องกันและตรวจวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะแรกเริ่มอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยมะเร็งจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 ภายในปี 2044 เนื่องมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของออสเตรเลีย

๒๔ ปีแห่งพระกรุณาธิคุณ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ทรงปลุกชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง

๒๔ ปีแห่งพระกรุณาธิคุณ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ทรงปลุกชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง

๒๔ ปีแห่งพระกรุณาธิคุณ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ทรงปลุกชีวิตใหม่ให้ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลากว่า ๒๔ ปีแห่งพระกรุณาธิคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงมีพระเมตตาอันเปี่ยมล้นในการช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศ ผ่าน “กองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ฯ” ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สะท้อนพระวิริยะอุตสาหะและการอุทิศพระองค์เพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง

กองทุนแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดย มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ และได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จพระดำเนินเปิดโครงการด้วยพระองค์เอง พร้อมทั้งประทานเงินส่วนพระองค์ จำนวน ๑ ล้านบาท เป็นทุนเริ่มต้นกองทุน โดยทรงมีพระดำริชัดเจนว่าความช่วยเหลือจากกองทุนฯ มิใช่เพื่อโรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่ง แต่เพื่อกระจายไปยังสถานพยาบาลทั่วประเทศที่ร้องขอความช่วยเหลือเข้ามา

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงประทานเงินสมทบเพิ่มเติมในปี ๒๕๖๐ และ ๒๕๖๑ ปีละ ๑ ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพในการช่วยเหลือ อีกทั้งยังทรงอนุญาตให้ปรับชื่อกองทุนเป็น “กองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ”

เด็กไทยกับโรคมะเร็งความจริงที่ต้องเผชิญ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง ๑๕ ปี มีอุบัติการณ์มากกว่า ๑,๒๐๐ รายต่อปี ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย) พบมากที่สุด ร้อยละ ๓๐ รองลงมาคือมะเร็งในสมอง ร้อยละ ๒๐ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ร้อยละ ๑๕ สาเหตุส่วนใหญ่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด และไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูหรือสิ่งแวดล้อมโดยตรง มีเพียงร้อยละ ๑–๓ เท่านั้นที่สัมพันธ์กับพันธุกรรมโดยตรง

เด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งมักมีอาการซีด ไข้ เลือดออกง่าย และพบการโตของตับ ม้าม หรือต่อมน้ำเหลือง ซึ่งล้วนมาจากการทำงานผิดปกติของไขกระดูกที่เป็นแหล่งกำเนิดเซลล์เม็ดเลือด หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและต่อเนื่อง อาจเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายหรือเสียชีวิตได้

การรักษาที่เปิดประตูสู่โอกาสใหม่

ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันได้พลิกสถานการณ์อย่างน่าทึ่ง ทำให้เด็กที่ป่วยมีโอกาสหายขาดมากขึ้น ด้วยวิธีการรักษาที่หลากหลาย ได้แก่:

– การผ่าตัด โดยทีมศัลยแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะด้าน ทำให้ลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

– การใช้เคมีบำบัด (Chemotherapy): เป็นแนวทางหลักในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก โดยใช้ยากลุ่มต่าง ๆ เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งและควบคุมการแพร่กระจายของโรค 

– การรักษาเป้าหมาย (Targeted Therapy): ใช้ยาที่ออกแบบเฉพาะเพื่อจับคู่กับโปรตีนหรือยีนในเซลล์มะเร็ง เช่นยาที่มุ่งเน้นไปที่การยับยั้งการทำงานของโปรตีนเฉพาะในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด

– การรักษาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy):การใช้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อช่วยต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง เช่น ยา BiTEs หรือการบำบัดด้วย CAR-T cells ซึ่งได้พัฒนาและนำมาใช้ในการรักษาในผู้ป่วยเด็กบางราย

– การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell Transplantation): ในบางกรณีที่รุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อเคมีบำบัด อาจพิจารณาการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากผู้บริจาคพี่น้องของผู้ป่วย หรือจากบุคคลอื่นจากสภากาชาดไทย หรือพ่อหรือแม่ซึ่งปกติรักษาด้วยวิธีนี้ยากมาก มีไม่กีแห่งในประเทศไทยที่ทำกันได้

วิวัฒนาการทางการแพทย์ในปัจจุบันเปิดทางเลือกมากมายในการรักษาโรคมะเร็งในเด็ก ทั้งการผ่าตัดที่แม่นยำด้วยทีมศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การใช้เคมีบำบัดที่พัฒนาขึ้นจนลดผลข้างเคียงได้มาก การฉายรังสีด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการปลูกถ่ายไขกระดูกจากบุคคลในครอบครัวหรือผู้บริจาคภายนอกที่ไม่ใช่พี่น้อง โดยวิธีสุดท้ายนี้มีค่าใช้จ่ายอย่างน้อย ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้หากไม่มีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีการรักษามะเร็งในเด็กด้วย immunotherapy เป็นแนวทางที่น่าจับตามอง เน้นใช้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง ซึ่งมีข้อดีคือมักให้ผลข้างเคียงน้อยกว่าการเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม และสามารถเจาะจงเป้าหมายได้ดีขึ้น ปัจจุบัน การใช้ immunotherapy ในเด็กสำหรับมะเร็งบางชนิดยังอยู่ในระยะทดลองหรือการนำมาใช้ในกรณีเฉพาะ แต่ก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

พระเมตตาเพื่อโอกาสแห่งการมีชีวิต

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงมีพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ต่อพสกนิกรผู้ตกทุกข์ได้ยาก ทรงริเริ่มโครงการสาธารณสงเคราะห์ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงและเด็ก เช่น โครงการลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก และกองทุนยาพระวรราชาทินัดดามาตุ สำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์ นอกจากนี้ยังทรงเป็นนายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพของมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทยอีกด้วย

วิจัยเพื่ออนาคตของเด็กไทย

นอกจากการช่วยเหลือในการรักษา กองทุนฯ ยังสนับสนุนงบประมาณให้แก่ชมรมโรคมะเร็งในเด็กตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เพื่อพัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับการรักษามะเร็งต่อมหมวกไตในเด็ก ซึ่งเป็นโรคที่รักษายากและมีความรุนแรง การสนับสนุนนี้ทำให้วงการแพทย์ไทยมีความก้าวหน้าทัดเทียมระดับนานาชาติ และเพิ่มอัตราการหายขาดของเด็กที่ป่วยอีกหลายราย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยในการผลิต CAR T cell ขึ้นใช้เองในประเทศไทย โดยถ้านำเข้า ค่าใช้จ่ายเข็มละ ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ทั้งนี้ สามารถลดค่าใช้จ่ายลงมาได้ถึง ๑๐ เท่า

เด็กไทยไม่ควรต้องเลือกระหว่างการรักษากับความอยู่รอด

ด้วยความยากลำบากของครอบครัวผู้ป่วย กองทุนฯ จึงเข้าช่วยเหลือในหลายมิติ ทั้งค่ารักษา ค่าเดินทาง ค่าที่พัก อุปกรณ์ทดแทนแขนขาที่ถูกตัดออก รวมถึงยาจำเป็นที่อยู่นอกการครอบคลุมของโครงการสวัสดิการ หลายครอบครัวที่ไม่แม้แต่จะมีค่ารถเพื่อพาบุตรไปรักษา ได้รับโอกาสใหม่เพราะพระเมตตาและการจัดการของกองทุนฯ ปัจจุบัน กองทุนฯสนับสนุนงบช่วยผู้ป่วยเด็กของโรงพยาบาลกว่า ๒๐ แห่งทั่วประเทศ เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โรงพยาบาลหาดใหญ่ โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โรงพยาบาลศรีสะเกษ เป็นต้น เพื่อใช้ในการรักษา ฟื้นฟู และปลูกถ่ายไขกระดูก รวมทั้งสนับสนุนทางการวิจัย การสนับสนุนจากกองทุนฯ ทำให้เด็กหลายรายที่เคยเผชิญกับความเสี่ยงต่อความพิการสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ เช่น การมอบทุนในการจัดซื้อแขนขาโลหะเพื่อทดแทนกระดูกที่ถูกตัดออก ทำให้เด็กไม่จำเป็นต้องถูกตัดแขนขาทิ้งไป นอกจากนี้ยังครอบคลุมค่าที่พักและค่าเดินทางสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ห่างไกล ซึ่งเป็นอีกอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงการรักษา แม้แต่ยาบางชนิดที่อยู่นอกสิทธิ์การรักษาในระบบหลัก ก็ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ เพื่อให้เด็กได้รับยาอย่างครบถ้วนและทันเวลา

แพทย์ผู้รักษาในหลายโรงพยาบาลต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การสนับสนุนจากกองทุนฯ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้รับการรักษาที่ต่อเนื่องและเหมาะสม ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองเด็กต่างรู้สึกซาบซึ้งในพระเมตตา ที่พระองค์ทรงดำริให้เด็กยากไร้ทุกคนได้รับโอกาสช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในชีวิต

ท่านสามารถร่วมบริจาคช่วยสนับสนุนกิจกรรมของกองทุนได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 0-2718-3800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้  รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

พระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ : พระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรยากไร้

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงอุทิศพระองค์ในการบำเพ็ญพระกรณียกิจด้านสังคมสงเคราะห์มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะด้านผู้หญิงและเด็ก ทรงเยี่ยมเยียนประชาชนผู้ทุกข์ยาก ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อโครงการต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ การศึกษา หรือการดำรงชีวิต

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ จึงมิได้เป็นเพียงแหล่งเงินทุนหากเป็นสัญลักษณ์แห่งพระเมตตา ความหวัง และการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กไทย ที่ในอดีตอาจต้องเผชิญกับความทุกข์ยากและโรคร้าย แต่วันนี้ พวกเขามีโอกาสยืนหยัด กลับมาเติบโตอย่างงดงามในสังคมอีกครั้ง

13 กรกฎาคม นี้ เป็นวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันถวายพระพร ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ มีพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ตลอดไป

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi material and 3D art after 1980

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi material and 3D art after 1980

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi material and 3D art after 1980

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นับจากทศวรรษที่ 1980 งานประติมากรรมเริ่มมีความแปลกแยกจากช่วงเวลาก่อนหน้าที่มักใช้เพียงแค่ หิน ไม้ ดินโคลน และเหล็กในการผลิตชิ้นงาน แต่เมื่อโปรแกรม CAD และเทคโนโลยีดิจิตัลก้าวหน้าขึ้นมาก การออกแบบและวัสดุศาสตร์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ศิลปินเริ่มสามารถที่จะออกแบบงานประติมากรรมผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ใช้แสง Laser ในการตัดวัสดุ และใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติในการพิมพ์ชิ้นงานจึงทำให้วัสดุที่สามารถนำมาผลิตชิ้นงานมีความซับซ้อนได้มากยิ่งขึ้น

ใน Gaulandris Museum Athens มีผลงาน Multi material and 3D art after 1980 ชาวกรีซที่น่าสนใจอยู่หลายคน อาทิ  George Zongolopoulos สถาปนิก นักประติมากรรมและจิตรกรชาวเอเธนส์ เขามีความสนใจทางด้านศิลปะตั้งแต่เด็กและเข้าเรียน Athens School of Fine Arts ระหว่างเรียนหนังสือเขากลับมีปัญหากับคณะและถูกไล่ออก อย่างไรก็ดีภายหลัง เขาเข้าไปช่วยงาน Ioannis Griparis คีตกวีผู้มีชื่อเสียงจึงสามารถเรียนจนจบได้ ระหว่าง 1926-8 เขาเข้าไปช่วยงานด้านสถาปนิกกับ Anastasios Orlandos สถาปนิกผู้มีชื่อเสียงที่ Department of Restoration of Ancient and Byzantine Monuments of Greek กระทรวงศึกษา หลังปี 1931 เขาหันมาสนใจงานด้านประติมากรรมและเข้าร่วมกับกลุ่มศิลปินที่ก่อตั้ง Modernism รวมทั้งได้จัดแสดงนิทรรศการหลายครั้ง หลังปี 1938 เขาลาออกจากกระทรวงศึกษาเพื่อไปปารีสและเข้าร่วมกับนิทรรศการที่อุทิศให้กับ El Greco อีกทั้งยังร่วมนิทรรศการ 1st Hellenic National Art Exhibition ระหว่างทศวรรษที่ 1980 เขาได้ทำข้อเสนอที่จะปรับปรุงจัตุรัส Klafhmonos ในกรุงเอเธนส์ และได้รับรางวัลชนะเลิศ เป็นที่น่าเสียดายที่จัตุรัสนี้กลับมิได้รับการปรับปรุงตามแผน ปี 1988 เขาเริ่มนำเสนอผลงานที่เกี่ยวข้องกับร่มขึ้นครั้งแรก และได้นำเสนอผลงานเกี่ยวกับร่มเรื่อยมา ในมิวเซียมแห่งนี้ผลงานของเขาที่ชื่อ Lens with 3 Umbrellas ที่เขารังสรรค์ขึ้นในปี 1993 ก็เป็นการเสนอมุมมองเกี่ยวกับศิลปะที่ดูแปลกและล้ำสมัยไปอีกแบบ

ผลงาน 3D อีกชิ้นที่น่าสนใจเป็นของ Chryssa Vardea เธอเกิดในกรุงเอเธนส์ในครอบครัว Mavromichalis ที่มีชื่อเสียง แต่ก่อนเธอเกิด บิดาก็เสียชีวิต มารดาของเธอจึงต้องเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เธอเติบโตในช่วงที่กรีซถูกนาซีครอบครอง เธอถูกจำคุกถึง 3 ครั้งในช่วงเด็กจึงมีความคิดต่อต้านทุกเรื่องอย่างรุนแรง อย่างไรก็ดี ระหว่างที่เธอเป็นวัยรุ่น เธอได้รับคำแนะนำให้ไปเรียนที่ Academie de la Grande Chaumiere ปารีส แต่เธอกลับยังรู้สึกไม่มีความสุข เมื่ออายุได้ 21 ปีจึงตัดสินใจเดินทางไปสหรัฐฯ และเข้าเรียนที่ California School of Fine Arts จนได้รับสิทธิเป็นพลเมืองสหรัฐฯ หลังจากมีโอกาสเดินทางไปไทม์สแควร์นิยอร์คครั้งแรก เธอประทับใจมาก และได้กลายเป็นสถานที่ที่มีอิทธิพลต่อเธอตลอดมา เธอเริ่มใช้วัสดุที่หลากหลาย อาทิ อาลูมีเนียม ปาสเตอร์ แสงนีออน อาคิริค เหล็กกล้ามาสร้างสรรค์ผลงาน ในทศวรรษที่ 1980 เธอได้รังสรรค์ผลงานชุดหนึ่งขึ้นชื่อว่า Urban Landscapes ผลานที่ชื่อ London Cityscape Picadilly Circus I เป็นหนึ่งในผลงานชุดนี้ที่รังสรรค์โดยใช้อาลูมีเนียมทาสีซึ่งถือเป็นวัสดุที่นำสมัยอย่างยิ่งในช่วงเวลานั้น

ศิลปินพื้นเมืองอีกคนที่มีผลงานแนว 3D ของน่าสนใจคือ Alexis Akrithakis เขาเกิดที่กรุงเอเธนส์ในเดือนพฤษภาคม 1934 เขาเป็นคนชอบใช้ชีวิตผาดโผนเลยขี่มอร์เตอร์ไซด์ไปปารีส และได้รู้จักกับศิลปินมากมาย ก่อนได้รับทุนจาก DAAD และย้ายไปเบอร์ลิน เยอรมันในปี 1968 หลังจากย้ายไปเยอรมันเพียงแค่ 4 ปีเขาก็เริ่มมีส่วนร่วมในนิทรรศการที่จัดขึ้นในกรุงเบอร์ลิน นับจากนั้นมาเขาได้รับเชิญให้แสดงผลงานนิทรรศการเดี่ยวทั่วทั้งยุโรป ตั้งแต่ เจนีวา สวิส มิลานและตูริน อิตาลี นอกจากนี้เขายังเขียนแบบร่างให้กับวรรณคดี Nanos Valaoritis คีตกวีชาวกรีซด้วย ผลงานของเขาช่วงแรกจะเน้นใช้สีขาวดำก่อนหันมาใช้สีสันบ้าง แต่ก็ยังเน้นสีมืด ๆ โดยเป็นเรื่องราวของนก เครื่องบิน เรือ ลูกศร ผลงานที่จัดแสดง ณ มิวเซียมแห่งนี้ที่รังสรรค์บนไม้ และใช้หลอดไฟ หม้อแปลง ตะปูเป็นองค์ประกอบเพื่อย้ำถึงความเป็นเทศกาลพื้นบ้านมีความแปลกตา และสะท้อนถึงความคิดอันสร้างสรรของศิลปินได้เป็นอย่างดี

ผลงาน 3D ชิ้นสุดท้ายที่น่าสนใจเป็นของ Nakis Panayotidis ศิลปินชาวกรีซ เขาเกิดที่กรุงเอเธนส์ในปี 1947 และเข้าเรียนสถาปัตยกรรมที่เมืองตูริน อิตาลีในปี 1966 ก่อนจะย้ายไปเรียนทางด้านศิลปะและการละครที่กรุงโรมในปีต่อมา เขาชอบรังสรรค์งานโดยใช้ หิน ยางมะตอย และตะกั่ว ผลงานของเขามีความแปลกและน่าสนใจจึงทำให้เขาสามารถจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวที่อิตาลีได้ตั้งแต่ปี 1970 หลังแต่งงานเขาเดินทางกลับกรีซหลายครั้งและเริ่มสร้างสรรค์งานโดยใช้ ฟางข้าว กระดาษและน้ำมันดิน ผลงานที่จัดแสดงในมิวเซียมนี้ก็เป็นอีกชิ้นที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของศิลปินอย่างเด่นชัด

Science Update : ยุโรปหวังหยุดพึ่งสหรัฐฯ ด้านอวกาศ

Science Update : ยุโรปหวังหยุดพึ่งสหรัฐฯ ด้านอวกาศ

Science Update : ยุโรปหวังหยุดพึ่งสหรัฐฯ ด้านอวกาศ

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เป็นตัวเร่งให้ยุโรปต้องเดินหน้าพึ่งพาตนเองในหลากหลายมิติ รวมถึงปฏิบัติการทางอวกาศ ขณะที่เมื่อปี 2024 สหรัฐฯ ปล่อยจรวดขึ้นสู่วงโคจรถึง 154 ดวง แต่ยุโรปสามารถทำได้แค่ 3 ดวง มูลค่าการลงทุนด้านอวกาศของโลกพุ่งทยานไปอยู่ที่ 143,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ​ (ราว 4.5 ล้านล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว แต่เป็นสัดส่วนของยุโรปเพียงแค่ 10% อีกทั้งยุโรปมีฐานปล่อยดาวเทียมเพียงแห่งเดียว คือที่ เฟรนช์ กีอานา ในอเมริกาใต้

นั่นเป็นสาเหตุให้ยุโรปเริ่มเดินหน้าพัฒนาฐานปล่อยจรวดอันโดยา (Andoya)  ทางตอนเหนือของสวีเดนและนอร์เวย์ตั้งอยู่เหนือวงแหวนอาร์กติกราว 200 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ และแม่น้ำ และเป็นหนึ่งในพื้นที่เหมืองเหล็กใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งพร้อมที่จะสร้างถนนและสนามบินต่อไป

ขณะนี้ ศูนย์อวกาศอันโดยากำลังเตรียมการสำหรับการปล่อยยานอวกาศขึ้นสู่อวกาศ โดยมีแท่นปล่อยจรวด โรงเก็บยานอวกาศ และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการวิจัยชุดใหม่ที่พร้อมสรรพ คณะผู้แทนขององค์การสนธิสัญญาแอจแลนติกเหนือ หรือนาโต ได้เดินทางเยือนศูนย์แห่งนี้เมื่อต้นเดือน ก.ค. โดยมีใบอนุญาตปล่อยจรวด 30 ครั้งต่อปี ที่น่าจะเข้ามาเติมเต็มความต้องการของนาโตในการเพิ่มขีดความสามารถด้านอวกาศอย่างรวดเร็ว และสะท้อนถึงโอกาสอันดีของยุโรปที่จะบรลุเป้าหมายการเป็นเอกราชด้านอวกาศจากสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : ‘อาเซียน’ รับศึกภาษีทรัมป์ จับตาหาวิธีแก้เกม-เจรจาสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : 'อาเซียน' รับศึกภาษีทรัมป์ จับตาหาวิธีแก้เกม-เจรจาสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : ‘อาเซียน’ รับศึกภาษีทรัมป์ จับตาหาวิธีแก้เกม-เจรจาสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 58 ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในสัปดาห์ที่ผ่านมา จัดขึ้นท่ามกลางการจับตามองว่ากำแพงภาษีสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเด็นร้อนของการประชุมในรอบนี้ หลังจากในสัปดาห์นี้ มี 6 ชาติสมาชิกอาเซียน คือ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา และ บรูไนดารุสซาลาม ได้รับหนังสือแจ้งอัตราภาษีจากโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่ต้องเผชิญกับภาษีตั้งแต่ร้อยละ 20 ถึง 40

ก่อนหน้านี้ มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ พยายามผลักดันให้ 10 ชาติสมาชิกจับมือและเดินเกมเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่ในวันแรกๆ ที่ทรัมป์เริ่มทำสงครามภาษีกับทั้งโลก แต่ความพยายามนี้ไม่คืบหน้า ขณะที่การใช้ไม้แข็งของสหรัฐฯ เพื่อให้คู่ค้าเร่งเจรจา จะทำให้ประเทศต่างๆ เปลี่ยนท่าทีได้หรือไม่

ขณะที่นายกรัฐนตรี อันวาร์ อิวบราฮิม ของมาเลเซีย กล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน พูดถึงภาษีศุลกากร ข้อจำกัดในการส่งออก และอุปสรรคต่อการลงทุนว่า เป็นเครื่องมือสำคัญในการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ไม่ได้เอ่ยถึงสหรัฐฯ ที่ประกาศจะเก็บภาษีนำเข้าจาก 6 ชาติอาเซียนในอัตราระหว่างร้อยละ 20-40 แม้ว่าสมาชิกอาเซียนบางประเทศพยายามยื่นข้อเสนอที่ยอมอ่อนข้อให้แก่สหรัฐฯ อย่างกว้างขวาง และเจรจาขอลดอัตราภาษี

คาดว่า ร่างแถลงการณ์ร่วมจากการประชุมจะระบุถึงความกังวลของอาเซียนที่มีต่อการค้าโลกที่ตึงเครียดมากขึ้น และความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการตั้งกำแพงภาษีแต่เพียงฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ร่างแถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า มาตรการดังกล่าวจะเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกแตกออกเป็นเสี่ยงๆ รวมทั้งยังท้าทายต่อเสถียรภาพและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียนอีกด้วย

จนถึงขณะนี้ มีเวียดนามเพียงชาติเดียวในอาเซียนที่บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ไปแล้ว โดยได้ลดหย่อนการเรียกเก็บภาษีจากร้อยละ 46 ลงมาเหลือที่ร้อยละ 20 ส่วนชาติอื่นๆ ในอาเซียน มีทั้งกลุ่มที่ได้รับแจ้งอัตราภาษีลดลงจากเดิม ได้แก่ กัมพูชา ลดลงมากที่สุดเหลือร้อยละ 36 ส่วน สปป.ลาวลดลงร้อยละ 8 เหลืออัตราภาษีที่ร้อยละ 40 เท่ากับเมียนมา

มาเลเซียเป็นอาเซียนเพียงชาติเดียวที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีจากร้อยละ 24 เป็นร้อยละ 25 ขณะที่อินโดนีเซียและไทย ได้รับหนังสือแจ้งอัตราภาษีคงเดิมเท่ากับเมื่อเดือน เม.ย. ที่ร้อยละ 32 และร้อยละ 36 ตามลำดับ ทั้งที่มีความพยายามเจรจาการค้าไปแล้วก่อนหน้านี้ จึงอาจตีความได้หรือไม่ว่า การพูดคุยที่ผ่านมายังไม่มีอะไรที่ถูกใจสหรัฐฯ มากนัก หรือยังมีข้อเสนอที่ไม่โดนใจ ส่วนบรูไนเจออัตราภาษีร้อยละ 25 และฟิลิปปินส์เบาสุด ที่ร้อยละ 20 เท่ากับที่เวียดนามเจรจาได้

โจทย์ใหญ่ในขณะนี้คือ แต่ละประเทศต้องเร่งเจรจาปิดดีลให้ได้ก่อนวันที่ 1 ส.ค.นี้ แต่จะต้องยอมแลกด้วยอะไรบ้าง เพราะอาเซียนแต่ละประเทศไม่ได้มีไพ่เด็ดในมือที่จะใช้ต่อรองกับสหรัฐฯ ได้ ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า การผนึกกำลังระหว่างสมาชิกอาเซียนยังทำได้ยาก เนื่องจากหลายประเทศมีสินค้าส่งออกคล้ายๆ กัน แต่โดนภาษีไม่เท่ากันและอ่อนไหวต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ แตกต่างกันไป

ยกตัวอย่าง การนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆ ในอาเซียนของสหรัฐฯ เมื่อปี 2024 พบว่ามีมูลค่าตั้งแต่หลักแสนล้านดอลลาร์ สำหรับเวียดนาม ไล่ลงมาจนถึงบรูไน ซึ่งสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าเป็นมูลค่าไม่ถึง 300 ล้านดอลลาร์ ขณะที่แต่ละประเทศมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ แตกต่างกัน

วงประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อเดือน พ.ค. ผู้นำอาเซียนออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างมากต่อมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ แต่ผ่านมาแล้ว 1 เดือนเศษ จนทรัมป์ประกาศสงครามภาษีรอบใหม่ อาเซียนก็ยังไม่ได้ขยับตัวทำอะไรให้เห็นเป็นรูปธรรม และวลาที่เหลืออยู่อีกไม่ถึง 1 เดือนนับจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อาจทำได้ยากและอาจจบลงที่ต่างคนต่างเจรจา

ในส่วนของไทย มีการวิเคราะห์จากหลายฝ่ายถึงกรณีประธานาธิบดีทรัมป์ เรียกเก็บของไทยอยู่ที่ร้อยละ 36%ว่า หากไม่นับประเทศ สปป.ลาว เมียนมา กัมพูชา ทำไมประเทศไทยจึงถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บอัตราภาษีสูงกว่าประเทศอื่น ขณะที่ภาคการส่งออกและโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงาน มีการประมาณการเบื้องต้นว่ามีแรงงานที่เกี่ยวข้องประมาณ 18 – 20 ล้านคน

แน่นอนว่า หากอัตราภาษีนำเข้าไปตลาดสหรัฐฯ ที่ไทยถูกเรียกเก็บสูงกว่าประเทศคู่แข่งสูงกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย จะมีผลอย่างมากต่อการลดลงทั้งเชิงปริมาณและมูลค่า ผลที่ตามมาคือการลดกำลังการผลิตซึ่งจะมีผลต่อแรงงานส่วนเกินทั้งทางตรงและทางอ้อมที่อาจต้องสูญเสียตำแหน่งงาน ผลกระทบขึ้นอยู่กับว่าแรงงานเหล่านั้นทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมหรือภาคบริการที่ต้องพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ เป็นสัดส่วนเท่าใด ยิ่งสัดส่วนมากผลกระทบก็ยิ่งสูง

ตัวอย่างภาคส่วนที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีทรัมป์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ-ทรานซิสเตอร์ เหล็กและผลิตภัณฑ์จากเหล็กผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหารสัตว์ อาหารทะเล/ผลไม้กระป๋องและแปรรูป

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดของประเทศส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยที่จะลดลงกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงภาคค้าส่ง-ค้าปลีกและการซื้อสินค้าประเภทถาวร เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ยานพาหนะหรืออสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะได้รับผลกระทบตามมาอย่างแน่นอน ยอดขายที่หดตัวนำมาซึ่งปัญหาสภาพคล่องในภาคธุรกิจ การเลิกจ้างต่อยอดไปถึงหนี้เสียหรือ NPL ของสถาบันการเงิน

ตอนนี้ คงทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากขอเอาใจช่วย ทีมเจรจา หรือ Thailand Team ซึ่งเชื่อว่า ต้องมีงานหนักในช่วงเวลาที่เหลือไม่มากนี้

ไอคอนสยาม จับมือ กทม. เปิดโครงการ ‘BKK Food Bank @ICONSIAM’ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน สังคม

ไอคอนสยาม จับมือ กทม. เปิดโครงการ 'BKK Food Bank @ICONSIAM' ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน สังคม

ไอคอนสยาม จับมือ กทม. เปิดโครงการ ‘BKK Food Bank @ICONSIAM’ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน สังคม

วันเสาร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.16 น.

ไอคอนสยาม จับมือ กรุงเทพมหานคร และภาคีภาครัฐ-เอกชน เปิดโครงการ “BKK Food Bank @ICONSIAM” ตอกย้ำกลยุทธ์ Co-creation ร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน สังคม พร้อมขับเคลื่อนความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดินหน้าพัฒนาความยั่งยืนด้านผู้คน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร และภาคีภาครัฐ-เอกชน อาทิ สำนักงานเขตคลองสาน, โรงพยาบาลตากสิน, CPF, CP ALL (7Eleven), Lotus Prive, บริษัท กว้างไพศาล จำกัด, ข้าวมาบุญครอง, บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) และผู้ประกอบการร้านอาหารในไอคอนสยาม เปิดโครงการเพื่อสังคม “BKK Food Bank @ICONSIAM” ศูนย์รวมแห่งการแบ่งปัน มินิมาร์ทแห่งการให้ ส่งต่ออาหารและสิ่งของจำเป็นบรรเทาความเดือดร้อนของกลุ่มเปราะบางในชุมชนโดยรอบ สร้างสรรค์สังคมแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน โดยทดลองให้บริการตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2568 ณ Common Room ชั้น G ไอคอนสยาม

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า “BKK Food Bank ให้ด้วยใจ รับด้วยรอยยิ้ม” คือโครงการที่ริเริ่มขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนกลุ่มเปราะบางในกรุงเทพมหานครที่ยังคงประสบกับภาวะขาดแคลนอาหาร ภายใต้วัตถุประสงค์ในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ส่งเสริมความมั่นคง และสร้างสังคมที่ยั่งยืน โดยเปิดมินิมาร์ทแห่งการแบ่งปัน รวบรวมอาหารส่วนเกินความต้องการจากสถานที่ต่าง ๆ นำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้เปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย คนไร้บ้าน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็กด้อยโอกาส ผู้ป่วยติดเตียง คนไร้บ้าน ฯลฯ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยผู้รับสามารถเลือกสินค้าได้ด้วยตนเอง อันเป็นการส่งเสริมคุณค่าและความภาคภูมิใจของผู้รับ ทั้งยังเป็นการส่งต่อความช่วยเหลือระหว่างผู้ให้และผู้รับอย่างยั่งยืน 

“นับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการในปี 2565 จนถึงปัจจุบัน เรามี BKK Food Bank ครบทั้ง 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ  และได้แจกจ่ายอาหาร ของใช้อุปโภคบริโภคไปแล้วมากมาย ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้เปราะบาง ยังสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับการร่วมกับไอคอนสยามและพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เปิด BKK Food Bank @ICONSIAM ขึ้นในแลนด์มาร์กสำคัญระดับประเทศครั้งนี้ นับเป็นการต่อยอด ขยายความร่วมมือ เพื่อให้โครงการนี้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ให้และผู้รับได้มากขึ้น อันจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ขับเคลื่อนให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งการแบ่งปัน และลดความเหลื่อมล้ำในชุมชนและสังคมได้อย่างแท้จริง”

ด้าน นายอนนต์ อัตถวิบูลย์ ผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “หนึ่งในปณิธานหลักของไอคอนสยาม คือการเป็นผู้นำในการพัฒนาจุดหมายปลายทางระดับโลกผ่านกลยุทธ์ Co-creation และการสร้างคุณค่าสมประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย หรือ Creating Shared Values โดยให้ความสำคัญใน 3 มิติ คือ ผู้คน ชุมชนสังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ BKK Food Bank ที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำในชุมชน และสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันที่ยั่งยืน จึงร่วมกับกรุงเทพมหานครเปิด BKK Food Bank @ICONSIAM เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมอาหารและสิ่งของจำเป็นจากผู้ประกอบการภายในไอคอนสยาม ตลอดจนเครือข่ายพันธมิตร ส่งต่อไปยังกลุ่มคนที่ต้องการ โดยขยายการช่วยเหลือให้กว้างขึ้น ไม่เฉพาะกลุ่มเปราะบาง แต่ยังรวมถึงพนักงานผู้มีรายได้น้อยของไอคอนสยามและร้านค้าผู้เช่า รวมถึงชุมชนที่ไม่ได้ลงทะเบียนไว้กับทางกรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืนอีกทางหนึ่งด้วย”

โครงการ “BKK Food Bank @ICONSIAM”  เปิดอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2568 และดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยทุกวัน อังคาร – พฤหัส ไอคอนสยามจะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมอาหารและสิ่งของจำเป็นจากร้านค้า พนักงาน ลูกค้าทั่วไป และพันธมิตรต่างๆ ส่งให้สำนักงานเขตนำไปส่งต่อถึงผู้รับในชุมชน ผ่าน BKK Food Bank ที่สำนักงานเขตคลองสาน ซึ่งจะเปิดให้บริการทุกวันศุกร์ ยกเว้นวันศุกร์ที่ 4 ของเดือนที่จะเปิดให้บริการห้อง BKK Food Bank @ICONSIAM ณ Common Room ชั้น G ไอคอนสยาม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มโอกาสทางสังคม และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่กลุ่มผู้เปราะบางในสังคม อีกทั้งยังช่วยลดขยะอาหาร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ เครื่องอุปโภคบริโภค และสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพ ที่ BKK Food Bank รับบริจาคและนำไปแบ่งปันแก่ชุมชน อาทิ ข้าวสาร, ปลากระป๋อง, น้าดื่ม, นม, น้ำผลไม้, น้ำมันพืช, อาหารกึ่งสาเร็จรูป, ขนม, เครื่องปรุงรส, ไข่สด, นมผงเด็ก, ยารักษาโรค, เวชภัณฑ์, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั่วไป, ผลิตภัณฑ์ทาความสะอาดร่างกาย, ทิชชู่ , ผ้าอ้อมสาเร็จรูป, ผ้าอนามัย, เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย, ถุงผ้า, กระติกน้ำ, กระบอกน้ำ, จาน ชาม ช้อน, เครื่องครัว, เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงของสด ผัก ผลไม้ หรืออาหารปรุงสุก ที่ผลิตเกิน จำหน่ายไม่หมด แต่ยังไม่หมดอายุ และสามารถบริโภคได้โดยไม่กระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค

ผู้สนใจที่อยากแบ่งปันสู่สังคม สามารถร่วมบริจาคอาหารและของใช้จำเป็นได้ที่ สำนักงานการตลาด ชั้น B2 ไอคอนสยาม หรือติดต่อให้ไปรับถึงร้านค้าได้ทาง 097-446-2469 ทุกการให้ของทุกคนจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน สังคม รวมถึงสร้างโอกาสและความเท่าเทียมให้กับคนทุกกลุ่ม นอกจากการรับสิ่งของ ผู้เข้าร่วมยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมเสริมความรู้ในหลากหลายด้าน อาทิ สุขภาพ การบริหารจัดการการเงิน และหัวข้ออื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งทางโครงการได้จัดเตรียมไว้ภายในงานอย่างครบครัน ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ “BKK Food Bank @ICONSIAM” ได้ทาง Facebook: ICONSIAM