เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จไปทรงมีพระวินิจฉัยผลงานผ้าและงานหัตถกรรมของสมาชิกศิลปาชีพ

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จไปทรงมีพระวินิจฉัยผลงานผ้าและงานหัตถกรรมของสมาชิกศิลปาชีพ

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จไปทรงมีพระวินิจฉัยผลงานผ้าและงานหัตถกรรมของสมาชิกศิลปาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.14 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการ และการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดโดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ณ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น  จัดหวัดขอนแก่น

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มีพระวินิจฉัยผลงานผ้าและงานหัตถกรรมของครูศิลปาชีพ สมาชิกศิลปาชีพ และเยาวชนใหม่ศิลปาชีพ พร้อมโปรดให้คณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ให้ความรู้และแนะนำแนวทางในการพัฒนาผลงานหัตถศิลป์หัตถกรรมแก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งผู้ประกอบการและสมาชิกศิลปาชีพต่างน้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปะ หัตถกรรมไทย ยังผลให้ผลงานเป็นที่นิยมชมชอบของคนทุกเพศทุกวัย และสร้างรายได้กลับสู่ชุมชน ทั้งยังเป็นการฟื้นคืนภูมิปัญญาผ้าไทยในภูมิภาคต่าง ๆ ที่กำลังจะสูญหายให้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง นำมาซึ่งการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานแบบผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้าฯ” เพื่อให้ช่างทอผ้าและช่างหัตถกรรมไทย นำไปถักทอผืนผ้าและสร้างสรรค์งานหัตถกรรม ด้วยการผสมผสานกับลวดลายโบราณในทุกภูมิภาคของประเทศ เป็นการฟื้นฟูภูมิปัญญาแห่งอดีต ยกระดับมาตรฐาน และเพื่อพัฒนาศักยภาพการสร้างสรรค์ผืนผ้าและงานหัตถกรรมในทุกมิติตามความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน

สำหรับ “ผ้าลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้าฯ” เป็นลายพระราชทาน ประจำปี 2569 ประกอบด้วย ลาย 3 ลายหลัก ได้แก่ ลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้าฯ ลายขอสร้อยทอง และลายพวงดอนญ่าควีนสิริกิติ์ ที่ทรงพัฒนาลวดลายจากลายประวัติศาสตร์ “ลายขอสมเด็จฯ” ผสมผสานกับ “ลายขอเจ้าฟ้าฯ” เพื่อให้คนได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงออกแบบ “ลายขอสร้อยทอง” เพื่อรำลึกถึง การประกวดผ้าที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร ที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้พระราชทานสร้อยคอทองคำแก่ผู้ที่ชนะการประกวดผ้า และทรงต่อยอด “ดอกไม้พระนามสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” สู่ “ลายพวงดอนญ่าควีนสิริกิติ์”

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทอดพระเนตรการแสดงชุด “ชาวอีสานน้อมสดุดี สิริวัณณอิตถี เถลิงศรีบรมนาถ” การเถลิงขวัญและถวายพระพร ด้วยสิ่งอันเป็นสรรพมิ่งมงคลในโลกทัศน์ของชาวอีสาน อันประกอบด้วย พระโลกนาถ, ขวัญ, ผี, ฟ้า และพญาแถน ผ่านการฟ้อนและขับขานทำนองรำประกอบการบรรเลงวงดนตรีโปงลาง เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “องค์อัคราภิรักษศิลปิน” ผู้ทรงเป็นต้นแบบสำคัญในการฟื้นฟู อนุรักษ์ และย่อยอดศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นในทุกๆ ด้าน และได้รับการสืบสานต่ออย่างงดงามโดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงส่งเสริมและต่อยอดให้หัตถศิลป์ สิ่งทอ และวัฒนธรรมอีสานเคลื่อนเข้าสู่บริบทแห่งความร่วมสมัย เชื่อมโยงกับความเป็นสากลไปพร้อมกับยังคงเคารพในรากเหง้าแห่งอัตลักษณ์ศิลปะพื้นถิ่นได้อย่างทรงคุณค่าประดุจเส้นไหมที่ทอถักเป็นแพรพรรณ “ชุดไทยพระราชนิยม” พระราชมรดกอันทรงคุณค่า

ทั้งนี้ เป็นการแสดงโดยคณะเยาวชนคนรุ่นใหม่จากวงดนตรีพื้นบ้าน ได้แก่ วงโปงลางอรรคฮาตสี บ้านขามเรียง จังหวัดมหาสารคาม วงโปงลางสินไซ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วงโปงลางศิลป์อีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วงโปงลางอุดรเมืองงาม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี วงโปงลางออนซอนอีสาน โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม จังหวัดขอนแก่น วงโปงลางฮักอีสาน โรงเรียนสารคามพิทยาคม และวงโปงลางนาคาคำชะโนด โรงเรียนบ้านดุงวิทยา จังหวัดอุดรธานี ด้วยการออกแบบแนวคิด สั่งสม สืบสาน เพื่อส่งเสริมการรับรู้ศิลปวัฒนธรรมสู่การต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ ในรูปแบบ “วงโปงลาง” อันเป็นงานสร้างสรรค์เชิงโบราณคติ พร้อมเปิดตัวถ้วยรางวัลการประกวดดนตรีพื้นบ้านวงโปงลาง ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี พ.ศ. 2569

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กว่าจะได้กระเป๋าจักสานผักตบแต่ละใบ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กว่าจะได้กระเป๋าจักสานผักตบแต่ละใบ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กว่าจะได้กระเป๋าจักสานผักตบแต่ละใบ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

          ก่อนที่กระเป๋าจักสานผักตบหนึ่งใบจะวางอยู่ในมือของผู้ใช้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากสายพานการผลิต หรือเครื่องจักรที่ทำงานรวดเร็ว แต่เกิดจากแรงกาย แรงใจ และเวลาของคนในชุมชนไทย ที่ต้องเริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ ลุยน้ำลงไปในคลองหรือบึง เพื่อเก็บผักตบชวาต้นใหญ่ที่ขึ้นหนาแน่น
          ผักตบหนึ่งกอ ไม่ได้ให้วัตถุดิบมากมายอย่างที่คิด กอหนึ่งใช้ได้เพียงไม่กี่ก้าน ต้องคัดเลือกเฉพาะก้านที่สมบูรณ์ แข็งแรง ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป   ต้องใช้แรงดึง แรงยก และความชำนาญ เพราะผักตบเปียกน้ำ มีน้ำหนักมาก และบางครั้งมีโคลน  เศษแก้วกระป๋องหรืองูพิษติดมาด้วย ทุกขั้นตอนล้วนเสี่ยงอันตรายและเหน็ดเหนื่อย

          เมื่อได้ผักตบสดมาแล้ว ยังไม่สามารถนำมาสานได้ทันที ต้องนำก้านผักตบไปล้าง ทำความสะอาด แล้วตากแดดจัดเป็นเวลาหลายวัน คอยกลับด้าน คอยสังเกต หากตากไม่แห้งพอ  จะขึ้นรา ถ้าโดนฝนก็ต้องเริ่มใหม่ ผักตบที่เน่าแล้วไม่อาจนำมาใช้ ต้องทิ้งอย่างน่าเสียดาย

           ก้านผักตบที่แห้งดีจะต้องนำมาถักเปียทีละเส้น ใช้มือค่อย ๆ บิด ค่อย ๆ ดึง ให้ได้ขนาดและความแน่นที่พอดี จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการสาน ซึ่งต้องอาศัยทั้งสมาธิและประสบการณ์ สานสลับทีละเส้น ทีละมุม ถ้าผิดพลาเเพียงเล็กน้อย รูปทรงจะบิดเบี้ยว ต้องรื้อแล้วเริ่มใหม่
           กระเป๋าผักตบแต่ละใบจึงเป็นงานที่ต้อง “ใจเย็น” ใช้เวลานานหลายวัน  เมื่อสานเสร็จแล้ว ยังต้องนำกระเป๋าไปอบกำมะถันเพื่อป้องกันมอดและแมลง จากนั้นนำไปเคลือบแลกเกอร์ให้ผิวเงางาม แข็งแรง และใช้งานได้นาน ทุกขั้นตอนต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะหากพลาดเพียงครั้งเดียว กระเป๋าทั้งใบอาจเสียหาย ใช้งานไม่ได้
             แต่ความยากลำบากยังไม่สิ้นสุด ยังต้องหาช่องทางนำกระเป๋าไปขาย ต้องแบกรับต้นทุน ทั้งค่าวัสดุ ค่าเดินทาง และเวลาที่เสียไป บางใบขายได้ในราคาที่พออยู่ได้ บางใบกลับไม่มีคนเหลียวแล ต้องวางทิ้งไว้ หรือจำใจนำไปทิ้งเป็นขยะไร้ค่า ทั้งที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและแรงใจ
           เงินที่ได้จากกระเป๋าจักสานผักตบหนึ่งใบ จึงไม่ใช่เงินที่ได้มาง่าย ๆ หากเป็นค่าของความอดทน ความเพียร และภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นรายได้เล็ก ๆ ที่หล่อเลี้ยงครอบครัว และช่วยให้ชุมชนยังคงยืนหยัดอยู่ได้
            ทุกครั้งที่เราเลือกใช้กระเป๋าผักตบไทย   เราไม่ได้เพียงเลือกของใช้ที่สวยงามและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แต่เรากำลังเลือกสนับสนุนแรงงานไทย
เลือกปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่น
และช่วยให้ความตั้งใจของช่างจักสานไทยไม่สูญเปล่า

รักเมืองไทย ใช้ของไทย
ใช้กระเป๋าผักตบไทย 

อาทร  จันทวิมล

คุณแหน : 5 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 5 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 5 กุมภาพันธ์ 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีเสด็จไปในการพระราชทานเพลิงศพท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร 7 ก.พ.17.00 น. ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส .. 6 ก.พ.16.00 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานในการออกเมรุ ณ ศาลาบัณณรศภาค วัดเบญจมบพิตร…

llอ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) พล.ต.อ.วันชัย ศรีนวลนัดนที สิทธิประศาสน์ และ อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาส ที่ปรึกษา ม.น.ข.ร่วมเป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนและศึกษาจำนวน 125 ทุน วันที่19 ก.พ. ห้องกิ่งทอง โรงแรมเอเซีย (ราชเทวี)กรุงเทพฯ…

ll กฤษดา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล ดีใจที่สุดที่ได้เป็นคุณตาคุณยายป้ายแดงยังหนุ่มสาวรับขวัญหลานสาวน้อง “มิริน” จากครอบครัว ศรินญา มหาดำรงค์กุล-ไมเคิล เชลนีย์ เดวิดสัน หลังแต่งงานกันมานานกว่า 5 ปี…

ll รูปสวยๆ ที่ post ไว้เป็นธารน้ำแข็งและทะเลล้อมรอบตัดกับฟ้าสีฟ้าสวยงามเหมือนภาพวาดทุกภาพของ รศ.นพ.คณิต-ผุสดี มันตาภรณ์ ซึ่งตอนนี้เช็คอินอยู่ที่ทวีปแอนตาร์กติกา…

ll พล.ร.อ.ประพฤติพร อักษรมัต ประธานกรรมการหารายได้โครงการบูรณปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปฉลองพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชปางสมาธิ และพระพุทธรูป 32 องค์สมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ในพระอุโบสถหลังเก่าและโครงการจัดสร้างศูนย์การเรียนรู้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วัดอินทารามวรวิหาร บางยี่เรือใต้ เชิญชวนร่วมทำบุญบริจาคปิดทองพระพุทธรูปที่ยังคงเหลืออีก 19 องค์ สอบถาม น.ท.อาวุธหลำเพ็ชร 080-9415563…ll ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล บรรยายพิเศษ “สถาบันหลักกับความมั่นคงของชาติ” หลักสูตรการพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร (พสบ.)รุ่นที่ 32 ประกอบด้วย ข้าราชการ นักวิชาการ พนักงาน รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน 5 ก.พ.กรมกิจการพลเรือนทหารบก…

ll กระแสชุดไทยกำลังมาต้องเตรียมเปิดตู้หาชุดไทยสวยหล่อใส่ไปงานเพราะไม่อยากตกเทรนด์ เมื่อ ททท.สำนักงานเพชรบุรี เชิญชวนนักท่องเที่ยว“นุ่งโจง ห่มสไบ ใส่ชุดไทย” เที่ยวงาน พระนครคีรี-เมืองเพชร ครั้งที่ 39 “วิมานฟ้าพระนครคีรี อัญมณีแห่งสยาม” 20 ก.พ.-1 มี.ค. ณ พระนครคีรี (เขาวัง)…

llไชย ไชยวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่ บมจ.ไทยประกันชีวิต และประธานกก.มูลนิธิหนึ่งคนให้ หลายคนรับ มอบเงินบริจาค2 ล้านบาท จากโครงการ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ เพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก” แก่ พญ.สุรางคณา เตชะไพฑูรย์ ประธานกองทุนสมิติเวชเพื่อชีวิตใหม่ เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายการผ่าตัดเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่ขาดแคลนทุนทรัพย์…ll

น้อง

ไอคอนสยาม เปิดนิทรรศการ ‘SIGN OF SIAM’ สัมผัสอัตลักษณ์ไทยผ่านงานศิลป์ ตีความหมายจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ไอคอนสยาม เปิดนิทรรศการ 'SIGN OF SIAM' สัมผัสอัตลักษณ์ไทยผ่านงานศิลป์ ตีความหมายจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ไอคอนสยาม เปิดนิทรรศการ ‘SIGN OF SIAM’ สัมผัสอัตลักษณ์ไทยผ่านงานศิลป์ ตีความหมายจากอดีตสู่ปัจจุบัน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.25 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา หนึ่งในพื้นที่หลักของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ Bangkok Design Week 2026 นำเสนอนิทรรศการ “SIGN OF SIAM” ภายใต้ธีมหลักของเทศกาล DESIGN S/O/S 
ถ่ายทอดการตีความ “อัตลักษณ์ของสยาม” ผ่านผลงานของศิลปิน 4 ท่าน ได้แก่ อ.ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ, ปฐมพงศ์ บูชาบุตร, ยี่ ดวงติ๊บ และ วันดา ใจมา เพื่อสะท้อนว่าอัตลักษณ์ไทยไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งหรือถูกเก็บรักษาไว้ในอดีต หากแต่เป็นพลังทางวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และสามารถนำมาต่อยอดใช้งานได้ในโลกปัจจุบัน
SIGN OF SIAM จึงไม่ใช่เพียงการส่งสัญญาณจากอดีตสู่การลงมือทำในวันนี้ หากแต่เป็นรากเหง้าของความคิดสร้างสรรค์เพื่ออนาคต ตอกย้ำว่าอัตลักษณ์ไทยคือเครื่องมือสำคัญของการสร้างบทสนทนา การสร้างโอกาส และการขยายขอบเขตของความเป็นไปได้ในสังคมร่วมสมัย การตีความคำว่า “สัญญาณ” มิได้หมายถึงเครื่องหมายที่ตายตัว หากคือร่องรอยของความคิด อารมณ์ และการกระทำที่สืบเนื่องและแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา พื้นที่แห่งนี้จึงเปิดให้สัญญาณเหล่านี้ถูกอ่านใหม่ แปลความใหม่ และขยายต่อผ่านศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ของผู้คนในโลกปัจจุบัน นำเสนอผ่าน 3 โซนนิทรรศการ 

Zone 1 : แผ่นดินและอารยธรรม
ผลงานของ ปฐมพงศ์ บูชาบุตร เปรียบเสมือนสัญญาณแรกของการเดินทาง ถ่ายทอดเรื่องราวของแผ่นดิน ความเชื่อ และอารยธรรม ผ่านรูปทรง สัญลักษณ์ และวัสดุที่สะท้อนอำนาจ ศีลธรรม และความสมดุลระหว่าง อดีต ปัจจุบัน อนาคต ศิลปินใช้วัสดุเป็น “ภาษา” ในการสื่อสารโลหะแทนความหนักแน่นของอำนาจและอารยธรรม ไม้แทนชีวิต ความอบอุ่นและความอ่อนโยน เพื่อชี้ให้เห็นว่าความเจริญที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนโครงสร้างทางวัตถุและรากฐานทางจิตใจ 
ผลงานชิ้นแรก คชสารแห่งสุวรรณภูมิ ถ่ายทอดรอยจารึกแห่งอารยธรรมบนแผ่นดินสุวรรณภูมิ ผสานเข้ากับสรีระของคชสาร  โดยตัดทอนรูปทรงให้เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ผลงานชิ้นที่สอง เบิกบาน ถ่ายทอดสภาวะแห่งความสุข และความรื่นรมย์ที่เติบโตท่ามกลางความเจริญของเมืองใหญ่ ใช้ไม้และงานฉลุ ผนวกกับการประกอบในหลายมิติ เปิดพื้นที่ให้แสงและเงาไหลผ่าน ผลงานชิ้นที่สาม ทศพิธราชธรรม แรงบันดาลใจจาก หลักธรรมแห่งผู้ปกครอง สะท้อนความงดงามของการใช้อำนาจอย่างมีคุณธรรม ผ่านโครงสร้างโลหะ และการฉลุลายอันประณีตบนสแตนเลส อะลูมิเนียม และทองแดง เปรียบเสมือนการบ่มเพาะความดีงามผ่านความมั่นคงและความเพียร 

Zone 2 : การอยู่รอด ตัวตน และการเปลี่ยนผ่าน
ผลงานของ อ.ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ และ ยี่ ดวงติ๊บ พาผู้ชมเข้าสู่สัญญาณของภาวะมนุษย์ ผ่านร่างกาย จิตใจ และช่วงเปลี่ยนผ่านอันเปราะบางของชีวิต
ตั้งแต่ประติมากรรม Hunter’s Model ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคดีเสือดำ สะท้อนการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด การแข่งขัน และโครงสร้างอำนาจของมนุษย์ ไปจนถึงผลงานที่ถ่ายทอดช่วงเวลา “ก่อนผนวก” ระหว่างชีวิตฆราวาสและการก้าวสู่ทางธรรม ใช้เทคนิคฉลุ ดุน และจารลายบนโลหะ ร่วมกับสีน้ำเงิน เส้นสายพรรณพฤกษา เปรียบดังความคิดและกิเลส ขณะที่ใบหน้าสงบนิ่งสะท้อนการเตรียมใจและการปล่อยวางก่อนอุทิศตรสู่ร่มกาสาวพันตร์ 

Zone 3 : การสร้างสรรค์และโลกใหม่
ผลงานของ วันดา ใจมา เปิดสัญญาณสุดท้ายสู่โลกใหม่ที่วัฒนธรรมดั้งเดิมหลอมรวมกับวัฒนธรรมร่วมสมัย เทคโนโลยี และโลกดิจิทัล ประติมากรรมขนาดใหญ่จากคาแรคเตอร์ชุด “ปากหมา” ซึ่งต่อยอดจากผลงานภาพวาด ประติมากรรม และ NFT สะท้อนการตีความอัตลักษณ์ไทยในรูปแบบร่วมสมัย ที่ไม่หยุดอยู่กับความหมายเดิม แต่พร้อมขยายต่อและเคลื่อนไปพร้อมจังหวะของโลกปัจจุบัน

ขอเชิญร่วมค้นหาและตีความอัตลักษณ์แห่งสยาม ผ่านผลงานศิลปะในนิทรรศการ “SIGN OF SIAM” ตั้งแต่วันนี้ ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ไอคอนสยาม พาร์ค ชั้น 2

ตรุษจีนนี้ฉลองด้วยความอร่อยกับ ‘ขนมเปี๊ยะป้าตือ x ICONCRAFT’ เฉพาะที่ ICONSIAM

ตรุษจีนนี้ฉลองด้วยความอร่อยกับ 'ขนมเปี๊ยะป้าตือ x ICONCRAFT' เฉพาะที่ ICONSIAM

ตรุษจีนนี้ฉลองด้วยความอร่อยกับ ‘ขนมเปี๊ยะป้าตือ x ICONCRAFT’ เฉพาะที่ ICONSIAM

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.18 น.

ขนมเปี๊ยะป้าตือ คือความอร่อยสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่เคยวางขายที่ไหนมาก่อน ทำให้แต่คนพิเศษในช่วงตรุษจีนเพื่อเป็นสิริมงคล รังสรรค์อย่างใส่ใจด้วยสูตรลับเฉพาะที่ผลิตอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน ไม่ใส่สารกันบูด แต่สามารถเก็บนอกตู้เย็นได้นานถึง 10 วัน มาพร้อมไซส์ใหญ่จุใจ เส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ในราคา Lucky Price: 168 บาท ซึ่งแฝงความหมายมงคล “รวยตลอดทาง” เหมาะที่สุดสำหรับเป็นของขวัญของฝาก มีให้เลือกอร่อย 2 ไส้


• ไส้ถั่วไข่เค็ม หอมนุ่มละมุน


• ไส้ถั่วฟักไข่เค็ม หวานหอมลงตัว

วางจำหน่ายที่แรกและที่เดียวที่ไอคอนสยาม
พิเศษ! โปรโมชั่น ซื้อ 10 แถม 1

อร่อยแถมด้วยความมงคลแบบนี้ เป็นของไหว้ก็ดี ของฝากก็ได้ หรือจะมอบเป็นของขวัญรับตรุษจีนก็ยิ่งเฮง เฮง เฮง

พลาดไม่ได้ “ขนมเปี๊ยะป้าตือ x ICONCRAFT” เสิร์ฟความอร่อยแค่ปีละครั้งที่ไอคอนสยาม

#ขนมเปี๊ยะป้าตือ #ICONCRAFT #ICONSIAM 
#ขนมเปี๊ยะป้าตือ x ICONCRAFT

เอ็ม ดิสทริค ฉลองรับปีมะเมีย ‘EM DISTRICT: THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026’

เอ็ม ดิสทริค ฉลองรับปีมะเมีย 'EM DISTRICT: THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026'

เอ็ม ดิสทริค ฉลองรับปีมะเมีย ‘EM DISTRICT: THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026’

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.11 น.

เอ็ม ดิสทริค (เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์) ย่านการค้าระดับโลกใจกลางสุขุมวิท ตอกย้ำการเป็นเดสติเนชันอันดับหนึ่งแห่งการเฉลิมฉลอง จับมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำ ทุ่มงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท จัดมหาปรากฏการณ์ฉลองเทศกาลตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ “EM DISTRICT: THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026” ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2569 ชูการตลาดเชิงประสบการณ์ (Experiential Marketing) ปั้น Magnet Event ระดับเวิลด์คลาส ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก จัดการแสดง World Class Performance ระหว่างวันที่ 12-17 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมจัดอภิมหาโปรโมชั่นแห่งปีกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ 
รับสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย

เทศกาลตรุษจีน นับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของปีที่ไม่เพียงสะท้อนสีสันทางวัฒนธรรมและการเฉลิมฉลองของผู้คนทั่วโลกแต่ยังเป็นเทศกาลที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติในช่วงปีใหม่จีน จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ในช่วงตรุษจีนปี 2568 ที่ผ่านมา เม็ดเงินสะพัดในกรุงเทพฯ เติบโต 2.3% ขณะที่ภาพรวมเทศกาลตรุษจีนของไทยมีเงินสะพัดกว่า 51,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% สะท้อนความคึกคักของเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะในปี 2569 นี้ ที่การใช้จ่ายและความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในจุดหมายหลักที่จัดให้มีการเฉลิมฉลองตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ของกรุงเทพมหานครคือ เอ็ม ดิสทริค ย่านการค้าระดับโลกใจกลางสุขุมวิท ที่ทั้งในอดีตและปัจจุบันเป็นหนึ่งในเดสติเนชันสำคัญในการเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ ในประเทศไทย  โดย เอ็ม ดิสทริค ตอกย้ำความเป็นที่สุดของจุดหมายปลายทางแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนอีกครั้ง ด้วยการจัดงาน “EM DISTRICT : THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ย้ำภาพลักษณ์การเป็น World Class Entertainment Hub ของประเทศไทย ส่งเสริมเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

อรธิรา ภาคสุวรรณ์ กรรมการผู้จัดการอาวุโส เอ็ม ดิสทริค กล่าวว่า “เทศกาลตรุษจีนไม่เพียงเป็นช่วงเวลาสำคัญของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนในการฉลองการเปลี่ยนศักราชใหม่ของชาวจีน แต่ยังถือเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจและเศรษฐกิจ โดยปีนี้ ตรุษจีน 2569 ตรงกับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ปีมะเมียธาตุไฟ ซึ่งสื่อถึงพลังแห่งความมุ่งมั่น ความรวดเร็ว และความรุ่งเรือง เอ็ม ดิสทริค ในฐานะผู้นำไลฟ์สไตล์เหนือระดับ จึงตั้งใจเนรมิตการเฉลิมฉลองตรุษจีนในปีนี้ในรูปแบบบูรณาการ ครบทุกมิติ ด้วยกลยุทธ์ Experiential Marketing สร้าง Customer Journey 
ที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่การรับรู้การมีส่วนร่วม ไปจนถึงความประทับใจที่ยั่งยืน ผ่านความตื่นตาตื่นใจของโชว์ระดับโลก อรรถรสของอาหารมงคล ไปจนถึงความมั่งคั่งจากโปรโมชั่นสุดพิเศษ เพื่อให้ เอ็ม ดิสทริค เป็นจุดหมายปลายทางแห่งความสุขและความมงคลที่อยู่ในใจของลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างแท้จริง” โดยไฮไลท์ภายในงานประกอบด้วย

• THE RISING DRAGON REALM การกลับมาของ “จักรพรรดิเทพมังกรสวรรค์”
พบกับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรของ “จักรพรรดิเทพมังกรสวรรค์” แลนด์มาร์คแห่งการเฉลิมฉลองตรุษจีนของ เอ็ม ดิสทริค ที่งดงามและตระการตากว่าทุกครั้ง ต้นตำรับแห่งเทพมังกร สุดยิ่งใหญ่และอลังการ ความยาวกว่า 40 เมตร มีรูปลักษณ์สง่างาม ถ่ายทอดพลังแห่งความเป็นสิริมงคลตามหลักความเชื่อและศาสตร์ ฮวงจุ้ยจีนโบราณ ผสานเข้ากับนวัตกรรมกลไกสมัยใหม่ (Kinetic Art) ให้เคลื่อนไหวอย่างสมจริง เสมือนการปลุกพลังมงคลจากสวรรค์ สู่เดสติเนชันแห่งการเริ่มต้นปีใหม่ที่เปี่ยมด้วยโชคลาภ ความสำเร็จ และความรุ่งเรือง ท่ามกลางบรรยากาศการตกแต่งที่เนรมิตให้ทั้ง 3 ศูนย์การค้า โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาลโคมไฟของจีน งดงามตระการตาด้วยโคมไฟรูปม้าที่สื่อพละกำลัง และความก้าวหน้า โคมไฟมังกรที่เชื่อมโยงถึงโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์ และโคมไฟรูปสัตว์ต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ความสุข และความหวัง อำนวยพรให้ทุกคน สร้างเป็นจุดเช็คอินที่ไม่เพียงสวยงามเท่านั้นแต่ยังเปี่ยมพลัง ถ่ายทอดทั้งอัตลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลและความเป็นศิลปะจีนร่วมสมัยได้อย่างน่าประทับใจ

• THE CELEBRATION OF THE RISING DRAGON REALM การแสดงสุดตระการตา ผสานศิลปวัฒนธรรมจีนร่วมสมัย
ตื่นตากับการแสดง World Class Performance ทวยเทพแซ่ซ้อง ต้อนรับมังกรสวรรค์ ประทานพรรับตรุษจีนปีมะเมีย การผสานศิลปวัฒนธรรมจีนร่วมสมัยสุดอลังการ กับเทคนิคสลิงและแสงสีเสียงสุดตระการตา นำโดย 2 ดาราชั้นนำระดับโกลบอลของไทย พร้อมกองทัพนักแสดงกว่า 100 ชีวิต ในวันที่ 
12 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมจัดแสดงให้ชมอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ควอร์เทียร์ พาร์ค ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ โดยสามารถรับชมความอลังการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นไฮไลท์สำคัญเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และยกระดับภาพลักษณ์ศูนย์การค้าให้เป็น                    เดสติเชันแห่งการเฉลิมฉลองตรุษจีนเสริมสิริมงคลที่ไม่ควรพลาดในปีนี้

• EM CHINESE BOULEVARD & AUSPICIOUS MENUS สัมผัสสุนทรียรสแห่งอาหารมงคล และศิลปะวัฒนธรรมจีน
หัวใจสำคัญของเทศกาลตรุษจีนคือ วัฒนธรรมการทานอาหารจีนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน งานนี้ เอ็ม ดิสทริค จึงรวบรวมร้านอาหารจีนชื่อดังหาทานยาก กว่า 30 ร้านทั่วประเทศมาไว้ที่เดียวใน 
“EM CHINESE BOULEVARD” เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความอร่อยและความสุขไปด้วยกัน ระหว่างวันที่ 12 – 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณ ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ และ
ยังเสริมพลังแห่งความเป็นสิริมงคลต้อนรับเทศกาลตรุษจีนกับ “EM DINING AUSPICIOUS MENUS” เมนูอาหารมงคลที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษจากร้านอาหารชั้นนำภายในศูนย์การค้า เพื่อให้ตรุษจีนปีนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายและความโชคดี เติมเต็มความมงคลให้กับชีวิตรับปีมะเมีย ระหว่างวันที่ 10 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เอ็ม ดิสทริค และร่วมสืบสานความสัมพันธ์ไทย-จีน กับงาน YUNNAN COLORFUL GIFTS HORSE YEAR BLESSINGS NOW โดยกรมพาณิชย์ มณฑลยูนนาน ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เชิญสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะหัตถกรรมและอาหารชื่อดังต่างๆ ของยูนนาน ตั้งแต่วันที่ 12 – 18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ EM MARKET HALL ชั้น G เอ็มสเฟียร์

• อภิมหาโปรโมชั่นรับปีม้าไฟ “EM DISTRICT CHINESE NEW YEAR 2026”
เพื่อให้การเฉลิมฉลองตรุษจีนปีนี้สมบูรณ์แบบที่สุด เอ็ม ดิสทริค ยังร่วมกับ บัตรเครดิต Bangkok Bank M Visa และพันธมิตรธุรกิจต่างๆ  มอบความมั่งคั่งและโชคลาภให้กับลูกค้าทุกท่านผ่านอภิมหาโปรโมชั่นต้อนรับปีม้าไฟ “EM DISTRICT CHINESE NEW YEAR 2026” ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 28 ก.พ. 2569 เพียงช้อปภายในศูนย์การค้า รับคูปองแทนเงินสดรวมมูลค่าสูงสุด 35,400 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข และรับอั่งเปาคูปองแทนเงินสดรวมมูลค่าสูงสุด 5,600 บาท ที่ PROSPERITY GOLDEN TREE เมื่อช้อปครบ 8,888 บาท พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษ สำหรับลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายสะสมครบ 2,800 
บาท/วัน รับ LocknLock x EM DISTRICT PROSPERITY TUMBLER COLLECTION 550 ml มูลค่า 1,490 บาท และลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายสะสมครบ 1.8 ล้านบาท/วัน รับเงินแท่ง ความบริสุทธิ์ 99.99% น้ำหนัก 1 กิโลกรัม จาก BOWINS SILVER มูลค่า 115,950 บาท (เรท ณ วันที่ 27 ม.ค. 69 เวลา 17.30 น. 
จาก แอปพลิเคชัน SILVER NOW) นอกจากนี้สมาชิก M CARD แลกคะแนน 800 M POINT รับคูปองแทนเงินสดรับประทานอาหารสูงสุด 800 บาท (ตามเงื่อนไข) และเมื่อรับประทานอาหารจากร้านค้าที่ร่วมรายการในกลุ่ม EM DINING รับคูปองแทนเงินสดรวมมูลค่าสูงสุด 1,100 บาท พร้อมรับเมนูพิเศษ เมื่อทานครบตามเงื่อนไข และใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต Bangkok Bank M Visa หรือBangkok Bank จากร้านอาหารชั้นนำ 
พร้อมมอบรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าที่มียอดช้อปสะสมสูงสุดตลอดรายการ ขั้นต่ำ 40 ล้านบาทขึ้นไป รับรถยนต์ LEXUS NX มูลค่า 3.31 ล้านบาท (ใช้เท่าที่จําเป็นและชําระคืนได้เต็มจํานวนตามกําหนด จะได้
ไม่เสียดอกเบี้ย 16 ต่อปี)

เอ็ม ดิสทริค พร้อมต้อนรับปีม้าไฟ ด้วยงานเฉลิมฉลองตรุษจีนที่ครบทุกมิติ ทั้งไลฟ์สไตล์                  การช้อปปิ้ง อาหาร และวัฒนธรรม ตอกย้ำบทบาทเดสติเนชันระดับโลกที่ขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและความสุขของผู้คนอย่างยั่งยืน มาร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่และเสริมสิริมงคลรับปีม้าธาตุไฟได้ในงาน “EM DISTRICT: THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026” ได้ตั้งแต่วันที่ 
30 ม.ค. – 28 ก.พ. 2569 ณ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และ เอ็มสเฟียร์

สยาม ทาคาชิมายะ เปิดนิทรรศการ ‘Benjaron Chawan Tropical Wabi’ โดยศิลปินดัง ‘ทาคานาโอะ โทโด’

สยาม ทาคาชิมายะ เปิดนิทรรศการ 'Benjaron Chawan Tropical Wabi' โดยศิลปินดัง 'ทาคานาโอะ โทโด'

สยาม ทาคาชิมายะ เปิดนิทรรศการ ‘Benjaron Chawan Tropical Wabi’ โดยศิลปินดัง ‘ทาคานาโอะ โทโด’

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.11 น.

สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม จัดงานนิทรรศการศิลปะ “Benjaron Chawan Tropical Wabi: Takanao Todo x Thai Isekyu Exhibition” (เบญจรงค์ ชะวาน ทรอปิคัล วาบิ: ทาคานาโอะ โทโด รวมกับ ไทยอิเสคคิว) ระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ เพื่อถ่ายทอดความงดงามของศิลปะร่วมสมัยระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นและไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ภายใต้แนวคิดความงดงามแบบเอเชียที่สะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมและสุนทรียภาพยุคใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์อันทรงคุณค่าและกระตุ้นความสนใจในงานศิลปะเชิงลึกให้แก่ผู้ชม

หัวใจสำคัญของนิทรรศการในครั้งนี้คือการจัดแสดงผลงานของ อาจาร์ยทาคานาโอะ โทโด (Takanao Todo) ศิลปินเซรามิก สถาปนิก และนักออกแบบชื่อดังชาวญี่ปุ่น ผู้ซึ่งมีดีกรีการันตีด้วยรางวัลด้านการออกแบบระดับโลกมากมาย อาทิ รางวัล Silver Winner จาก London Design Awards และล่าสุดกับรางวัลชนะเลิศจาก Lighting Design Award 2025 โดยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมมาประยุกต์เข้ากับงานเซรามิก ผ่านแนวคิด “Tropical Wabi” ซึ่งเป็นการตีความนิยามความงามแบบ ‘วาบิ’ หรือ ความงดงามแบบญี่ปุ่น ให้สอดรับกับสีสันของภูมิอากาศเขตร้อน 

โดยผลงานไฮไลต์ที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้คือ ถ้วยชงชา (Chawan) ที่ผ่านกระบวนการเผาแบบ รากุ (Raku Firing) อันเป็นเทคนิคดั้งเดิมที่ทรงคุณค่า ที่เป็นศิลปะที่แสดงออกผ่านเครื่องใช้ประกอบในพิธีชงชาจากผลงานชั้นครูตั้งแต่ยุคโมโมยามะของญี่ปุ่น โดยนำมาสร้างสรรค์ใหม่ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมเพิ่มความเป็นไทยด้วยลวดลายแบบเบญจรงค์จากแบรนด์ไทยอิเสคคิว นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้สัมผัสโลกแห่งชาอย่างลึกซึ้ง พร้อมการสาธิตและชิมชาแบบญี่ปุ่นแท้ๆ โดยจำกัดเพียง 15 ท่านต่อรอบ เพื่อความเป็นส่วนตัวและสุนทรียภาพสูงสุด ได้แก่
• วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 (เวลา 14.00 – 15.30 น.) – เวิร์กชอป “The Aesthetics of the Tea Bowl” เรียนรู้คุณค่าของถ้วยชงชาในฐานะศูนย์กลางของวัฒนธรรมชา (ค่าสมัคร 500 บาท ชิมมัทฉะพร้อมเสิร์ฟคู่กับขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม)
• วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (เวลา 14.00 – 15.30 น.) – บรรยายพิเศษ “The Journey of Tea: From Origins to the World” สำรวจวัฒนธรรมชาที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ในไทยและการส่งต่ออิทธิพลไปทั่วโลก พร้อมชิมชาจากต้นชาพันปีที่ยังคงมีในไทย (เข้าร่วมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งงานพิเศษสำหรับผู้ที่หลงไหลในงานเซรามิกกับงาน “Bizenware” นิทรรศการศิลปะเครื่องปั้นดินเผาญี่ปุ่นที่ถูกถ่ายทอดมากว่า 800 ปี ซึ่งเป็นการกลับมาอีกครั้งของ อาจารย์ฮิโรยูกิ มัตสึอิ ศิลปินผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่เคยฝากผลงานไว้ในเมืองใหญ่ทั่วโลก ทั้งนิวยอร์ก ปารีส และเวนิส โดยในครั้งนี้อาจารย์ได้นำผลงานใหม่กว่า 60 ชิ้น ที่สร้างสรรค์ด้วยเทคนิคดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ คือการเผาด้วยเตาไม้ขนาดใหญ่นานถึง 14 วันเพื่อให้ได้สีสันและผิวสัมผัสตามปรัชญา “วาบิซาบิ” ที่งดงามและลุ่มลึก ภายในงานทุกท่านจะได้ชมความประณีตของถ้วยชา แจกัน และภาชนะใส่สาเก และในโอกาศพิเศษนี้สำหรับท่านที่ชื่นชอบในผลงานสามารถเลือกซื้อเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ห้ามพลาดกับกิจกรรม Workshop เรียนรู้การทำ Bizenware แบบญี่ปุ่นแท้ๆ กับ อาจารย์ฮิโรยูกิ มัตสึอิ อย่างใกล้ชิด ระหว่างวันที่ 10 – 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ 


ขอเชิญชวนคนรักงานดีไซน์และศิลปะจากเซรามิคร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่หลอมรวมสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน พร้อมเลือกซื้อผลงานชิ้นเอกกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่วันนี้  – 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-011-7500 หรือ Facebook: Siam Takashimaya

ทีมไทยโปโลคว้าแชมป์ ‘ปริ้นเซสคัพ บี.กริม ไทย โปโล โอเพ่น 2569’ ฉลองวาระครบรอบ 20 ปี

ทีมไทยโปโลคว้าแชมป์ 'ปริ้นเซสคัพ บี.กริม ไทย โปโล โอเพ่น 2569' ฉลองวาระครบรอบ 20 ปี

ทีมไทยโปโลคว้าแชมป์ ‘ปริ้นเซสคัพ บี.กริม ไทย โปโล โอเพ่น 2569’ ฉลองวาระครบรอบ 20 ปี

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.10 น.

ปิดฉากลงอย่างงดงามและสมเกียรติ สำหรับการแข่งขันขี่ม้าโปโลการกุศลระดับนานาชาติ “Princess’s Cup B.Grimm Thai Polo Open 2026” หรือ ปริ้นเซสคัพ บี.กริม ไทย โปโล โอเพ่น 2569 ซึ่งจัดขึ้น ณ สนามไทย โปโล แอนด์ อีเควสเทรียน คลับ พัทยา จังหวัดชลบุรี ในวาระพิเศษแห่งการจัดการแข่งขัน ครบรอบ 20 ปี ท่ามกลางบรรยากาศอันคึกคักและอบอวลด้วยมิตรภาพของผู้รักกีฬาขี่ม้าโปโลจากนานาประเทศ
การแข่งขันรายการนี้จัดขึ้นเพื่อชิง ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และนับเป็นหนึ่งในรายการขี่ม้าโปโลการกุศลที่ทรงเกียรติและได้รับการยอมรับอย่างสูงในภูมิภาคเอเชีย โดยในปีนี้มีทีมโปโลจากหลายประเทศเข้าร่วมสร้างสีสันและความตื่นเต้นให้กับการแข่งขัน


ผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศปรากฏว่า ทีมไทยโปโล (THAI POLO) ประเทศไทย โชว์ฟอร์มแข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยชั้นเชิง สามารถเอาชนะ ทีม Duc de Praslin จากเบลเยียม คว้าแชมป์และถ้วยพระราชทานไปครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี ขณะที่ ทีม 22BR จากฮ่องกง คว้าอันดับที่สาม โดยตลอดการแข่งขันมีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 4 ทีม ได้แก่ ไทยโปโล (ประเทศไทย), Duc de Praslin (เบลเยียม), 22BR (ฮ่องกง) และ Fast Fish (สาธารณรัฐประชาชนจีน)


ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ การแข่งขัน ปริ้นเซสคัพ บี.กริม ไทย โปโล โอเพ่น มิได้เป็นเพียงเวทีแห่งการประชันฝีมือของนักกีฬาขี่ม้าโปโลระดับนานาชาติเท่านั้น หากยังเป็นกิจกรรมการกุศลที่มีบทบาทสำคัญในการ ระดมทุนสนับสนุนด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะอาชีพ ให้แก่ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา โดยเฉพาะการส่งเสริมระบบ อาชีวศึกษาควบคู่การฝึกงาน (Dual Vocational Education) ซึ่งมุ่งเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ควบคู่กับการฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนก้าวสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ
นอกจากความเข้มข้นของการแข่งขันในสนาม ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายที่สร้างสีสันและความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงานทุกเพศทุกวัย อาทิ การแข่งขันโชว์จัมพ์ปิ้ง กิจกรรมจากซุ้มการกุศลและพันธมิตร กิจกรรมขี่ม้าโพนี่และให้อาหารม้าสำหรับเด็กและครอบครัว ตลอดจนกิจกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของกีฬาขี่ม้าโปโลอย่าง “การกลบย่ำสนามกลบหลุมหญ้า” Stomping of Divots) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมและสัมผัสบรรยากาศของการแข่งขันอย่างใกล้ชิด


การแข่งขันครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการผสาน กีฬา การกุศล และสังคม เข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางกีฬาขี่ม้าโปโลระดับนานาชาติของภูมิภาคเอเชียอย่างแท้จริง

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ วุฒิสภา เข้าร่วมการตรวจเยี่ยม รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ จ.เชียงราย

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ วุฒิสภา เข้าร่วมการตรวจเยี่ยม รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ จ.เชียงราย

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ วุฒิสภา เข้าร่วมการตรวจเยี่ยม รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ จ.เชียงราย

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.53 น.

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ในฐานะรองประธานมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช และคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ จังหวัดเชียงราย

ในการนี้ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา พร้อมด้วยกรรมาธิการวิสามัญ คณะอนุกรรมาธิการ และคณะทำงานสืบสานพระราชปณิธานด้านโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ได้เข้าร่วมประชุมและนำเสนอข้อมูลการสนับสนุนการดำเนินงานให้กับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของโดยมีเป้าหมายสำคัญในการเสริมสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ การสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานด้านการสาธารณสุข ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ดำเนินการสนับสนุนการดำเนินงานของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ ร่วมกับคณะทำงานและภาคเอกชน ร่วมกันกำหนดแนวทางการส่งเสริมการดำเนินงานของโรงพยาบาลในด้านต่าง ๆ  อาทิ การสนับสนุนงบประมาณเพื่อใช้ในการปรับภูมิทัศน์ที่พักคอยหน้าห้องจ่ายยา การปรับปรุงพื้นที่ให้บริการผู้ป่วยนอก การพัฒนาการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ เพื่อยกระดับการบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข การประยุกต์ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยภาพรังสีทรวงอก ซึ่งจะช่วยให้ระบบบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลมีประสิทธิภาพและสามารถรองรับผู้ป่วยได้มากยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งสู่การเป็น “โรงพยาบาลคุณภาพคู่คุณธรรม” โดยยึดหลักคุณธรรม ๕ ประการ คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา กตัญญู

อนึ่ง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 คณะกรรมาธิการวิสามัญได้กำหนดแผนการสืบสานพระราชปณิธานด้านสาธารณสุขให้กับโรงพยาบาลสมเด็จยุพราชอย่างต่อเนื่อง เพื่อน้อมสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีต่อประเทศชาติและประชาชน

ทั้งนี้มี พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี, วิรัตน์ รักษ์พันธ์, ผศ.(พิเศษ) ดร.อลงกต วรกี, พอ.ญ.ธณตศกร บุราคม, ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์, พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, ประภาพรรณ พิชัยคำ, โอม ศิวะดิตถ์, ดร.ศิพัตม์ ไตรอุโฆษ, นพ.พลลภัตม์ เสถียร, พญ.ชญานิน นิติวรางกูร, มาโนช สุขเพิ่ม ร่วมกิจกรรมนี้ด้วย

​นพ.นพปฎล พรรณราย รักษาการ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ ให้ข้อมูลว่า โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ (รพร.เชียงของ) เป็น 1 ใน 21 โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชที่ได้ดำเนินการจัดตั้งขึ้นด้วยรัฐบาลซึ่งมี ฯพณฯ ศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรีได้มีดำริ ที่จะสร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย เป็นของขวัญแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีอภิเษกสมรส 3 มกราคม พ.ศ. 2520 โดย รพร.เชียงของ เป็นพื้นที่ทุรกันดารอยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัดเชียงรายเป็นระยะทางมากกว่า 100 กิโลเมตร พื้นที่มีลักษณะเป็นภูเขา เส้นทางการคมนาคมที่ไม่สะดวก การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ค่อนข้างลำบาก และเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์โรงพยาบาล เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2520 และเสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบพิธีเปิดโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2522 ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นองค์นายกกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช และยังทรงเป็นขวัญกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทั้ง 21 แห่งอีกด้วย ปัจจุบัน รพร.เชียงของ จัดเป็นโรงพยาบาลชุมชนแม่ข่ายระดับ M2 ขนาด 90 เตียง เป็นโรงพยาบาลที่รองรับการส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลชุมชนข้างเคียงอื่นเพื่อลดการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ มีแพทย์จำนวน 17 คน เป็นแพทย์เฉพาะทาง 5 สาขา ได้แก่ อายุรกรรม ศัลยกรรม วิสัญญี สูตินรีเวช และเวชศาสตร์ครอบครัว โดยมีบุคลากรรวมทั้งหมดประมาณ 298 คน ให้บริการประชาชนรวมทั้งหมดประมาณ 98,293 คน ประชากรในอำเภอเชียงของ อำเภอขุนตาล และอำเภอเวียงแก่น นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่ข้ามมารักษา แสดงให้เห็นว่า รพร.เชียงของ เป็นโรงพยาบาลที่มีศักยภาพ มีคุณภาพมาตรฐานในการให้บริการ เป็นที่ไว้วางใจและเป็นที่พึ่งของประชาชนชาวไทยรวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่ บัญชีเงินบริจาคของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ เลขที่ 020146026582 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาเชียงของ สามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ติดต่อบริจาค และขอใบเสร็จได้ที่ งานการเงินและบัญชีเบอร์โทรศัพท์ 053-791206 ต่อ 634

-(016)

ททท. ชวนเที่ยวทั่วไทยตามรอย ‘ลิซ่า’ Amazing Thailand Ambassador ปักหมุดแลนด์มาร์คจากภาพยนตร์โฆษณา ‘feel all the feelings’

ททท. ชวนเที่ยวทั่วไทยตามรอย ‘ลิซ่า’ Amazing Thailand Ambassador  ปักหมุดแลนด์มาร์คจากภาพยนตร์โฆษณา ‘feel all the feelings’

ททท. ชวนเที่ยวทั่วไทยตามรอย ‘ลิซ่า’ Amazing Thailand Ambassador ปักหมุดแลนด์มาร์คจากภาพยนตร์โฆษณา ‘feel all the feelings’

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.23 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนนักท่องเที่ยวร่วมออกเดินทางปักหมุดเที่ยวไทยตามโลเคชันสำคัญจากภาพยนตร์โฆษณาชุดล่าสุด “feel all the feelings” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางผ่าน “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador กับการนำเสนอเสน่ห์ของประเทศไทยผ่านแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมและธรรมชาติจากหลากหลายภูมิภาค ถ่ายทอดอารมณ์และบรรยากาศของการท่องเที่ยวไทยในมุมมองร่วมสมัย เพื่อพาผู้ชมออกเดินทางไปสัมผัสทุกความรู้สึกที่เมืองไทย พร้อมสะท้อนศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวไทยที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจได้ในทุกภูมิภาค

การเล่าเรื่องการท่องเที่ยวในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นหรือจบลงที่จุดหมายใดจุดหมายหนึ่ง หากแต่นำเสี้ยวเสน่ห์จากหลายพื้นที่ทั่วประเทศมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ก็เพียงพอจะปลุกแรงบันดาลใจให้คน                  อยากออกเดินทางไปพบกับความหลากหลายและความครบครันอันเป็นมนต์เสน่ห์ของเมืองไทยที่รอให้ นักเดินทางได้มาสัมผัส และนั่นคือแนวคิดที่ ททท. นำมาถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์โฆษณาล่าสุด “feel all the feelings” ผ่านมุมมองของ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador ที่นำเสนอสถานที่สวยงามทั่วประเทศไทย ถ่ายทอดร้อยเรื่องราวเสมือนโปสการ์ดจากหลายเมืองที่ค่อย ๆ เปิดทีละใบ เผยให้เห็นธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตไทยในมุมที่งดงามร่วมสมัย สัมผัสถึงทุกความรู้สึกที่เมืองไทย สะท้อนเสน่ห์ของ Amazing Thailand ที่พร้อมต้อนรับนักเดินทางจากทั่วทุกพื้นที่

หนึ่งในโลเคชันสำคัญของการถ่ายทำ คือ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ วัดเก่าแก่กลางเมืองล้านนาดื่มด่ำไปกับกลิ่นอายวิถีชีวิตของภาคเหนือ เจดีย์โบราณตั้งตระหง่านท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและเปี่ยมด้วยศรัทธา สถานที่แห่งนี้ไม่เพียงสะกดสายตา แต่ยังสะท้อนรากวัฒนธรรมไทยที่แข็งแรงและงดงาม นอกจากนี้ยังมีเสน่ห์ของ “ประเพณียี่เป็ง” หรือประเพณีลอยกระทงทางล้านนา หนึ่งในเทศกาลสำคัญของภาคเหนือ ซึ่งจัดขึ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวงในเดือนพฤศจิกายน ถ่ายทอดภาพโคมลอยนับพันดวงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนบริเวณนอกตัวเมืองเชียงใหม่ พร้อมบรรยากาศวัดเจดีย์หลวงที่สว่างไสวจากแสงเทียนและการจุดผางประทีปนับแสนดวง แสงเล็ก ๆ เหล่านี้เปรียบเสมือนมนต์สะกด เปลี่ยนค่ำคืนให้สว่างไสวเต็มไปด้วยประกายแห่งความงดงามและความประทับใจที่ยากจะลืมและในระหว่างการถ่ายทำ ลิซ่าเองก็ได้มีส่วนร่วมในการจุดเทียน ทำให้ทุกภาพเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความรู้สึกของเทศกาลอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ โลเคชันต่างๆ ของภาคเหนือยังถูกถ่ายทอดออกมาใน Feelings ที่ละมุนชวนหลงใหล เริ่มจาก วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน กับจิตรกรรมอันโด่งดัง “ปู่ม่านย่าม่าน” ที่เล่าเรื่องราวความรักอย่างอ่อนโยนและละเอียดอ่อน ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสความรู้สึกอบอุ่นในทุกๆ รายละเอียด ต่อด้วย ทุ่งนาสะปัน จังหวัดน่าน ท้องนาเขียวขจีโอบล้อมด้วยขุนเขาและหมอกยามเช้า สร้างบรรยากาศสงบผ่อนคลายเหมือนอยู่กลางฝัน ดื่มด่ำกับเสน่ห์ที่แตกต่างกันทั้งในช่วงเขียวชอุ่มของฤดูฝนและทะเลหมอกในช่วงปลายฝนต้นหนาว

ภูลังกา จังหวัดพะเยา คือจุดหมายที่ไม่ควรพลาด ด้วยทัศนียภาพอันเลอค่าของทะเลหมอกและผืนป่าบนยอดเขาสูง ท่ามกลางละอองขาวที่โอบล้อมราวกับหลุดเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการ ช่วยให้จิตใจได้รับความผ่อนคลายและกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ขณะที่ ภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในยอดดอยที่สวยที่สุดในเมืองไทย เมื่อยืนอยู่บนหน้าผาสูง มองทะเลหมอกและทิวเขาที่ทอดยาว สร้างความรู้สึกอิสระและเต็มไปด้วยพลังจากธรรมชาติ

อีกหนึ่งโลเคชันที่สร้างความประทับใจไม่แพ้กัน คือเจดีย์ลอยฟ้า วัดพระพุทธบาทสุทธาวาส จังหวัดลำปาง ที่ให้ความรู้สึกมหัศจรรย์ในความงดงามตระการตาของเหล่าเจดีย์น้อยใหญ่ที่เรียงรายอยู่บนยอดเขาหินปูน สวยงามราวกับลอยอยู่บนฟ้า ผสมผสานกับความงามของธรรมชาติได้อย่างลงตัว การเข้าถึงที่แห่งนี้ ต้องเดินเท้าขึ้นบันไดตามหน้าผาสูงชัน ลัดเลาะบันไดเหล็กกว่า 300 ขั้น เพื่อขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ของอำเภอแจ้ห่ม และกราบพระประธานบนยอดเขา นอกจากความรู้สึกตื่นเต้นและท้าทายแล้ว ยังจะได้รับความอิ่มอกอิ่มใจจากการมาเยือนอีกด้วย

ทางฟากฝั่งภาคเหนือตอนล่าง ถูกถ่ายทอดผ่านป่าเขาและสายน้ำที่ชวนให้สูดลมหายใจลึกๆ เริ่มจาก น้ำตกทีลอซู จังหวัดตาก จุดหมายปลายทางที่สะท้อนนิยามของคำว่าอลังการ ด้วยสายน้ำที่ไหลทอดตัวลงมาเป็นชั้นอย่างงดงามท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์ ปักหมุดน้ำตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ที่ได้ชื่อว่าสวยงามที่สุดของเมืองไทย ซึ่งจะมอบภาพความประทับใจให้ตั้งแต่แรกเห็น

ต่อด้วย วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาสลับซับซ้อนบนเขาค้อ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้รอบทิศทุกช่วงเวลาของวัน ในเช้าวันอากาศแจ่มใส จะได้เห็นทะเลหมอกลอยละล่องโอบล้อมวัดราวกับอยู่ท่ามกลางสรวงสวรรค์ สะกดสายตาด้วยอุโบสถพระพุทธเจ้า 5 องค์ ที่มีองค์พระพุทธรูปสีขาวนั่งลดหลั่นซ้อนกันลงมา และเจดีย์พระธาตุผาซ่อนแก้ว สิริราชย์ธรรมนฤมิต ที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงามด้วยกระเบื้องหลากหลายสี เครื่องประดับ สร้อย กำไล ถ้วยชามเครื่องเบญจรงค์ อย่างวิจิตรบรรจง ฯลฯ และยังมีมุมถ่ายภาพที่สวยงามอีกมากมาย

ในส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลิซ่าได้นำผู้ชมเข้าสู่ Feelings ที่นุ่มลึกมีเสน่ห์เฉพาะตัว เมื่อ ทะเลสาบบัวแดง จังหวัดอุดรธานี ท่ามกลางแสงเช้าสีทอง ดอกบัวแดงนับหมื่นดอกบานสะพรั่งเต็มผืนน้ำกลายเป็น ทะเลบัวแดงอันงดงาม ราวกับถูกย้อมด้วยพรมสีชมพูขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตา ทำให้ผู้มาเยือนได้รู้สึกสงบผ่อนคลาย ราวกับธรรมชาติกำลังแต้มสีสันและความสดใสลงบนผืนน้ำ

ในอีกมุมหนึ่งของเรื่องราว ลิซ่าพาเดินทางสู่ โลเคชันจากภาคกลางที่ถ่ายทอดออกมาอย่างอลังการ ให้ Feelings งดงามกับภาพของ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ที่ปรากฏโฉมอย่างสง่างาม เรืองรองริมแม่น้ำเจ้าพระยา พระปรางค์สะท้อนแสงแดดและแสงไฟ เป็นภาพจำของกรุงเทพฯ ที่งดงามเหนือกาลเวลา และไม่เคยหลุดจากสายตาคนทั่วทุกพื้นที่

ส่วนโลเคชันจาก ภาคตะวันออกและทะเลไทยของภาคใต้ ถือเป็นบทสรุปของ Feelings ความสดใสและอิสระของธรรมชาติทะเลไทย เผยสองฟากฝั่งที่แตกต่างแต่งดงามเฉพาะตัว ฝั่งอ่าวไทย ที่สงบเงียบ เช่น เกาะทะลุ จังหวัดระยอง สวรรค์ของทะเลภาคตะวันออก ให้ความรู้สึกของวันพักผ่อนอันเรียบง่าย น้ำทะเลใสสะอาด ลมทะเลเย็นสบาย และความสงบที่หาได้ยาก มีความโดดเด่นคือมีช่องหินตรงกลางสามารถทะลุผ่านได้ และเป็นจุดดำน้ำตื้นชมปะการังที่สวยงามและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของระยอง

ขณะที่ฝั่งอันดามัน อย่าง เสม็ดนางชี จังหวัดพังงา เผยวิวอ่าวพังงาและสันทรายขาวกลางทะเลราวกับภาพฝัน มองเห็นความงดงามของธรรมชาติรอบอ่าวกว้างไกล สุดสายตา น้ำทะเลสงบนิ่งสีเขียวมรกต โอบล้อมด้วยภูเขาหินปูนเล็กใหญ่ ตัดเส้นด้วยป่าโกงกางสีเขียวสด ในยามที่พระอาทิตย์ค่อย ๆ ทอแสงสีทองแทรกขึ้นจากด้านหลังหุบเขา โลเคชันทั้งสองแห่งนี้ถ่ายทอด Feelings ของความสดใส ความสงบ และอิสระของทะเลไทยได้อย่างลงตัว ให้ผู้มาเยือนได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ทั้งสายตา จิตใจ และความรู้สึกของการพักผ่อนอย่างแท้จริง

แม้ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้จะนำเสนอโลเคชันที่หลากหลาย แต่ทุกสถานที่ล้วนเชื่อมโยงกันด้วยแนวคิดเดียวกัน คือการชวนผู้ชมมองประเทศไทยผ่าน “Feelings” ใหม่ๆ ผ่านการถ่ายทอดของ “ลิซ่า” ลลิษา                มโนบาล Amazing Thailand Ambassador ที่ทำให้แต่ละโลเคชันไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทาง หากแต่เป็นแรงบันดาลใจในการออกเดินทาง และสะท้อนพลังของการท่องเที่ยวไทยที่งดงามและร่วมสมัย

ททท. มุ่งหวังให้การนำเสนอโลเคชันต่า ๆ ในภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ เป็นมากกว่าฉากหลังของศิลปิน แต่ทำหน้าที่ร่วมกันเล่าเรื่องประเทศไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย ทั้งในมิติของการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และธรรมชาติ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเปิดใจออกไปสัมผัสเมืองไทยด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายมากยิ่งขึ้น พร้อมส่งต่อคำเชิญชวนให้ร่วม feel all the feelings…Amazing Thailand และค้นพบเสน่ห์ของประเทศไทยที่ยังคงรอให้ทุกคนได้มาสัมผัส